ชินวรณ์ บุณยเกียรติ หารือถึงความสำคัญของการเคารพความคิดเห็นที่แตกต่างและใช้เหตุผลในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยย้ำถึงหลักการประชาธิปไตย การแบ่งแยกอำนาจ และการมีส่วนร่วมของประชาชนภายใต้ระบอบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข พร้อมเสนอแนวทางการปฏิรูปให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร. โดยตรง ส่งเสริมการกระจายอำนาจ กำหนดนายกรัฐมนตรีต้องมาจากการเลือกตั้ง และจำกัดบทบาทวุฒิสภา รวมถึงผลักดันระบบเลือกตั้งบัตรสองใบภายใต้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนเพื่อสร้างความสมดุลระหว่างทฤษฎีกับการปฏิบัติ พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความจำเป็นของความโปร่งใส ความเป็นธรรม และการมีพื้นที่กลางในการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อความมั่นคงของระบอบประชาธิปไตย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม ชินวรณ์ บุณยเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จากจังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ถือว่าเป็น วันสำคัญอีกวันหนึ่งของเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ที่จะต้องมีความรับผิดชอบอย่างสูงต่อการ เสนอร่างแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับของท่านพริษฐ์ วัชรสินธุ และคณะ ซึ่งมีพี่น้อง ประชาชนเข้าชื่อกว่า ๑๓๐,๐๐๐ คน ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ของท่านนะครับ ที่ให้ประชาชนสามารถที่จะเข้าชื่อเสนอกฎหมายได้ และตอนนี้ผมก็ได้ทำ กฎหมายรองที่จะให้ประชาชนเข้าชื่อกันเสนอข้อบัญญัติของท้องถิ่นได้ง่ายขึ้น ได้มี ประสิทธิภาพขึ้น เพราะเป็นหลักการของระบอบประชาธิปไตยที่จะต้องให้ประชาชน มีส่วนร่วม ผมอยากจะกราบเรียนว่าผมมีความจำเป็นที่จะเรียนอย่างตรงไปตรงมาก็คือว่า ผมได้ศึกษาข้อเสนอของร่างภาคประชาชนมาเป็นลำดับ เพราะในบางครั้งผมก็มีโอกาสเข้าไป มีส่วนร่วมกับคณะกรรมการขับเคลื่อนรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นประชาธิปไตยมายิ่งขึ้น ซึ่งก็มีหลายภาคส่วนที่รวมอยู่ในนั้น แต่ว่าหลักคิดของผมก็คือว่า ผมคิดว่าถ้าเราต่างคน ต่างเป็นนักประชาธิปไตย เราก็ต้องเคารพในความคิดเห็นซึ่งกันและกัน เพราะการเคารพ ความคิดเห็นซึ่งกันและกันเป็นสิทธิเบื้องต้นของแต่ละคน เพราะฉะนั้นผมจะไม่กล่าวหา ใครนะครับว่า องค์กรไหนหรือใครทำให้ระบบประชาธิปไตยของเราเสียหาย ขอประทานโทษ มีบางท่านได้เอ่ยถึงศาลรัฐธรรมนูญว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นตัวจำกัดในเรื่องของ ความไม่เป็นธรรม หรือทำลายระบอบประชาธิปไตย อันนี้ก็แล้วแต่มุมมอง ผมก็ไม่อยากจะ เลียนแบบความขัดแย้ง แต่ผมอยากจะปกป้องว่าองค์กรแต่ละองค์กรเขาก็มีหน้าที่ในการที่จะ ทำหน้าที่ของตัวเอง เพื่อที่จะรักษาบรรทัดฐานของบ้านเมืองเอาไว้เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ในบางเรื่องเราจะไปใช้ความรู้สึก ในการที่จะวินิจฉัยในเรื่องที่มีความสำคัญไม่ได้ ผมก็ถือ โอกาสนี้เป็นเบื้องแรกก่อนครับ
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าวันนี้เป็นเรื่องที่เราจะต้องกลับมาพูดถึงหลักการ ในเรื่องระบอบประชาธิปไตยกันอีกครั้งหนึ่งครับ ท่านประธาน บังเอิญก่อนหน้านี้ผมได้อ่าน หนังสือสังคมภิวัตน์ ที่ท่านปรีดี พนมยงค์ ขอประทานโทษที่เอ่ยนาม ท่านได้เขียนเอาไว้ ในปี ๒๔๙๒ ว่าเราได้เปลี่ยนแปลงการปกครองมา ๒๐ ปีแล้ว แต่วันนี้บ้านเมืองเรา ยังมีคำถามอยู่อีกว่า เราจะใช้ระบบสภาคู่ หรือเราจะใช้ระบบสภาเดี่ยว หรือเราจะจัด โครงสร้างเชิงอำนาจให้ยึดโยงกับประชาชนอย่างไร ซึ่งคำถามเหล่านี้เป็นคำถามเชิงหลักการ ในระบอบประชาธิปไตยครับท่านประธาน นั่นคือระบอบประชาธิปไตยนั้นเราก็มีความเชื่อ เหมือนที่ผู้เสนอได้พูดถึงลอร์ด แอกตัน ว่าที่ใดมีอำนาจที่นั้นก็ย่อมมีการฉ้อฉล มันจึงมีระบบความคิดของมองแเต็สกีเยอว่าเราจะต้องแบ่งแยกและตรวจสอบอำนาจ ถ่วงดุล อำนาจซึ่งกันและกัน ในระบอบประชาธิปไตยเราถือว่าในโลกนี้ก็มี ๒ ระบบใหญ่ ๆ ครับ ท่านประธาน คือระบบประธานาธิบดี คือผู้นำแห่งรัฐกับประมุขแห่งรัฐเป็นคน ๆ เดียวกัน กับของเราคือระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์เป็นประมุขครับท่านประธาน แนวความคิด เหล่านี้ก็ยังมีอยู่ และมีความขัดแย้งกันอยู่ว่าเราจะใช้กลไกใดที่ให้สอดรับกับรากเหง้า และบริบทของบ้านเมืองของเรา บางครั้งไม่ใช่เฉพาะประเทศเรา แม้แต่ในสากลโลก เช่น ประเทศเยอรมัน เมื่อมีการรวมประเทศกันใหม่ ๆ ระหว่างเยอรมันตะวันตกกับเยอรมัน ตะวันออก ซึ่งเขาทำลายกำแพงเบอร์ลินโดยการที่ตกลงร่วมกันว่าจะปกครองประเทศ โดยระบบสหพันธรัฐประชาธิปไตยเยอรมัน ผมไม่ได้เป็นนักเรียนนอกครับ แต่ว่าผม อ่านหนังสือ และต่อมาก็มีกลุ่มบางกลุ่มที่ยังติดอยู่ในอำนาจเดิมก็เสนอตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ ศาลรัฐธรรมนูญเยอรมันก็เลยตัดสินว่าการจัดตั้งพรรคคอมมิวนิสต์ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ และเป้าหมายแห่งรัฐ หลังจากนั้นประเทศเยอรมนีก็ได้เดินหน้าการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยที่เป็นสากล และวันนี้ได้ชื่อว่าเข้มแข็งที่สุดประเทศหนึ่ง ผมจึงอยากจะ กราบเรียนว่าระบบประชาธิปไตยนอกจากจะตรวจสอบอำนาจแล้ว สิ่งสำคัญที่สุดก็คือว่า เราต้องปกครองด้วยกฎหมายครับท่านประธาน ผมจำคำพูดของท่านชวน หลีกภัย ท่านประธานรัฐสภา อดีตนายกรัฐมนตรี ท่านพูดอยู่เสมอว่าถ้าเราเป็นนักประชาธิปไตย เราต้องยอมรับการปกครองโดยกฎหมาย เราไม่สามารถที่จะทำให้คนทุกคนมีฐานะเท่ากันได้ แต่เราต้องทำให้คนทุกคนได้รับการคุ้มครองและเสมอภาคตามกฎหมาย เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าเราถกเถียงกันเรื่องหลักการเราก็ต้องถกเถียงกันตลอดไปครับ วันนี้ ๘๙ ปี ของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย เรามาขอเชิญชวนกันว่าเราจะหาพื้นที่ที่เป็น ดุลยภาพที่เป็นกลางสำหรับบ้านเมืองเราที่ดีที่สุด ในการปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่มี พระมหากษัตริย์เป็นประมุขนั้นควรจะเป็นอย่างไรครับ ผมคิดว่าถ้าเราตกผลึกและยุติ ความคิดเชิงหลักการนี้ได้ การเมืองของเราก็จะมีดุลยภาพ จริง ๆ ไม่เฉพาะการเมือง หรอกครับท่านประธาน โดยหลักกายภาพ หลักฟิสิคอล (Physical) ทั่วไป สิ่งใดที่ไม่มี ดุลภาพก็อยู่ไม่ได้ครับ เมื่อมีดุลยภาพก็จะเกิดเสถียรภาพ ถ้าเกิดเสถียรภาพการบริหาร ราชการแผ่นดินก็จะมีประสิทธิภาพ อันนี้จึงเป็นเรื่องแรกที่ผมอยากจะเกริ่นเพื่อชี้ให้ พี่น้องประชาชนได้เห็นว่าวันนี้มาถึงจุดที่ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการเสนอกฎหมาย แต่ควรจะมาถึงจุดที่เราจะต้องไม่ชี้หน้าเข้าหากันว่าฝ่ายนั้นคิดอย่างนั้น เพราะอนุรักษ์ เพราะยึดถือผู้มีอำนาจ เพราะไม่มีความคิดก้าวหน้า ถ้าเรายอมรับว่าเราเป็นนักประชาธิปไตย เราก็ต้องเคารพสิทธิของทุกคนว่าต่างคนต่างเป็นนักประชาธิปไตย เราก็จะเดินหน้าต่อไป
ส่วนที่ ๒ ที่ผมอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานก็คือว่า สำหรับต่อประเด็น ในเรื่องของร่างการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น พรรคประชาธิปัตย์ของผมมีจุดยืนอย่างไร ผมคิดว่าท่านประธานคงจะได้ครับว่าในการร่วมรัฐบาลของพรรคประชาธิปัตย์ในครั้งนี้ เรามี เงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล ๓ ข้อครับ ข้อที่ ๑ ก็คือว่าเรายึดหลักในเรื่องของการดูแลปากท้อง ของพี่น้องประชาชน เหมือนผู้เสนอได้พูดถึงโรค ๓ โรค เราตระหนักในเรื่องนี้นะครับ ท่านเพิ่งคิดไปหาหมอแต่พวกผมเยียวยาแล้วครับ ก็คือว่า จะต้องดูแลปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะการประกันรายได้ให้กับเกษตรกร อันที่ ๒ คือต้องบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตว์สุจริต และอันที่ ๓ คือหัวใจที่จะพูด ในวันนี้ ก็คือว่าเราจะต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ในช่วงแรก ๆ ของสภาชุดนี้เมื่อพวกผมพูดถึงเรื่องการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญมีบางคนมาต่อว่าเลย ไม่มีเรื่องอื่นที่จะทำแล้วหรือ เราบอกว่านี่คือสลักสำคัญของประเทศ เราต้องถอดสลักนี้ออก เพื่อที่จะเปิดโอกาสให้กฎหมายหลักของประเทศนั้นเปิดกว้างในการสร้างดุลยภาพในทาง การเมืองที่ดีที่สุดให้เป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้นที่สุด เราจึงสามารถที่จะแก้ไขปัญหาทางการ เมืองที่เกิดขึ้นในขณะนี้ได้ และวันนี้ทุกคนยอมรับว่าเราจะต้องแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ พรรคประชาธิปัตย์จึงได้มีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาเพื่อแก้ไขกฎหมาย รัฐธรรมนูญครับ ประกอบด้วยเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิต่าง ๆ เราศึกษากันเกือบ ๑ ปี ได้ประเด็นมา ๒๕ ประเด็น เสนอต่อรัฐสภา และต่อมาจึงมี ข้อเรียกร้องว่าเราควรที่จะได้มีการแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ผมคนหนึ่งที่ลุกขึ้นยืน ในสภานี้แล้วประกาศว่าถ้าเราต้องการที่จะแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญแล้วไม่ให้ติดยึดกับฝ่าย ใด เราก็ควรที่จะได้เลือก ส.ส.ร. จากพี่น้องประชาชนโดยตรงมายกร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ แก้ไขทั้งฉบับ นี่คือหลักคิดข้อแรกของพรรคประชาธิปัตย์ว่าเราต้องการเห็นรัฐธรรมนูญที่เป็น ที่ยอมรับของประชาชนเหมือนกับรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ท่านประธานครับ ก็เดินไปถึงจุด สุดท้ายไม่ได้ เนื่องจากมีเงื่อนไขที่มีการร้องศาลรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญที่สุดก็คือว่าแพ้เสียง ในรัฐสภาแห่งนี้ ก็ไม่ได้สิ้นความพยายามครับ เราก็เสนอขอแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ เป็นรายมาตราครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานจำได้ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นยืนยันว่า วันนี้เมื่อเราไม่สามารถแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เพราะต้องทำประชามติ แม้แต่ฉบับที่ ประชาชนร่างมานี้ก็ยังมีข้อถกเถียงกันอยู่ครับว่าต้องทำประชามติหรือไม่ แต่ผมก็ดีใจ ที่ประธานได้วินิจฉัยให้ความสำคัญกับการเสนอกฎหมายของภาคประชาชนให้เข้ามา พิจารณาในรัฐสภาในวันนี้ ซึ่งผมก็เห็นด้วยครับท่านประธาน ส่วนปัญหาในอนาคตจะเป็น อย่างไรต้องว่ากันในสาระสำคัญต่อไป เราได้แก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ ๘ มาตราครับ
ประเด็นแรกคือ เรื่องสิทธิเสรีภาพของประชาชน ไม่ว่าจะเป็นสิทธิในเรื่อง ขั้นพื้นฐานต่าง ๆ สิทธิเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม สิทธิเกี่ยวกับเรื่องบุคคล สิทธิชุมชน สิทธิผู้บริโภค เราได้มีการแก้ไขตรวจสอบ การตรวจสอบอำนาจรัฐให้เข้มข้นมากขึ้น โดยเฉพาะประเด็นการกล่าวหากรรมการ ป.ป.ช. เราได้เสนอแก้ไขเพิ่มเติมหมวดการกระจาย อำนาจไปสู่ท้องถิ่นที่ต้องการให้มีการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นอย่างแท้จริง และพรรคประชาธิปัตย์ก็เป็นจุดเริ่มต้นในการออกกฎหมายกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่น และแผนขั้นตอนในการกระจายอำนาจไปสู่ท้องถิ่นครับท่านประธาน เราได้ขอแก้ไขในเรื่อง ของการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติเพื่อการพัฒนาประเทศ เราได้มีการแก้ไขหลักประกันรายได้ ที่รัฐต้องจัดให้ประชาชนได้รับรายได้พื้นฐานถ้วนหน้า นี่ละครับที่เรียกว่ารัฐธรรมนูญ กินได้ครับ เราขอแก้ไขมาตรา ๒๕๖ เพื่อแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญให้ง่ายขึ้น เดี๋ยวผมจะพูด ต่อไปว่าเมื่อเรายังไม่ได้แก้ไขตรงนั้นอุปสรรคใหญ่ที่สุดของฉบับภาคประชาชนก็อยู่ที่ตรงนี้ ด้วยครับ และเราแก้ไขในเรื่องของการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีที่มุ่งเน้นว่านายกรัฐมนตรีต้อง มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือมาจากการเลือกตั้ง อันนี้ก็เป็นข้อเสนอที่ได้มีการแก้ไข มาแล้ว และมีการแก้ไขในเรื่องของการตัดอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาเพื่อให้วุฒิสภามีอำนาจ ในกรอบที่เป็นสภาคู่ ก็คือมีอำนาจในการกลั่นกรองกฎหมายและตรวจสอบอำนาจรัฐ ในบางกรณีเท่านั้น แต่ไม่ควรมีอำนาจในการที่จะมาเลือกนายกรัฐมนตรี แต่ว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในบทเฉพาะกาลก็ได้มีพูดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว
และประการสุดท้าย สำเร็จประการเดียวคือระบบการเลือกตั้ง ส.ส. ให้เป็น ระบบบัตร ๒ ใบ ที่มีบางท่านพูดถึงเมื่อสักครู่นี้เกี่ยวกับระบบบัตรเลือกตั้งที่ภาคประชาชน เสนอมา แต่ผมไม่ติดใจ ผมถือว่าในขณะนี้ร่างรัฐธรรมนูญแม้แต่เพียงฉบับเดียวก็ทำให้ พวกผมได้มีความมั่นใจและเรียนกับพี่น้องประชาชนว่าอย่างน้อยที่สุดก็นำไปสู่การแก้ไข บริบทในทางการเมืองอีกบริบทหนึ่งที่จะนำไปสู่การเลือกตั้งในอนาคตว่าประชาชนมีสิทธิ และเสรีภาพที่จะเลือกได้ทั้งคนและพรรค ประชาธิปไตยมันอยู่ที่ตรงนี้ครับ มันอยู่ที่ว่า ประชาชนได้รับอะไรจากการที่เราแก้ไขกฎหมายรัฐธรรมนูญ แน่นอนที่สุดครับ ข้อเสนอ ดังกล่าวนี้วันนี้ก็อยู่ในขั้นตอนที่รอประกาศใช้ ซึ่งพวกผมก็เตรียมกฎหมายประกอบ รัฐธรรมนูญและเตรียมกฎหมายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้งไว้ เพื่อที่จะทำให้การ เลือกตั้งนั้นสุจริต เที่ยงธรรม ตามเป้าหมายที่เราต้องการ ผมอยากจะกราบเรียนกับ ท่านประธานครับว่า เมื่อมาดูรายละเอียดของร่างภาคประชาชน มีหลายประเด็นนะครับ ก็ตรงกับที่ผมพูดไปแล้ว ผมก็ไม่ต้องพูดซ้ำ แต่มีบางประเด็นที่ผมคิดว่าเราต้องยอมรับ ความจริงว่าจะต้องมีการซักถามเพิ่มเติมละครับ ผมเข้าใจทั้งสองท่านอธิบายได้ดีมากครับ แต่ว่าท่านก็อธิบายทางทฤษฎี เพราะผมยอมรับความเชี่ยวชาญของท่าน แต่ว่าในทางปฏิบัติ จริง ๆ เหมือนที่ผมได้เกริ่นไว้เบื้องต้นแล้วว่าเราจะหาจุดที่เป็นดุลยภาพ เราจะหาพื้นที่ ที่ทุกฝ่ายรับได้ได้อย่างไรครับ
ประเด็นแรก ที่จะเป็นคำถาม ก็คือว่าท่านจะยกเลิก ส.ว. ท่านจะให้มี สภาเดียว ในขณะสิ่งที่ท่านกำลังยื่นเข้ามานั้นคนที่จะลงมติก็คือเพื่อน ส.ว. ของผมที่นั่งอยู่ ในรัฐสภาแห่งนี้ ท่านหาพื้นที่ตรงกลางตามที่ผมเรียกร้องตรงไหนละครับ แล้วเมื่อไม่มีพื้นที่ ตรงกลาง ท่านจะเดินข้ามไปได้อย่างไร ผมไม่พูดถึงว่าพรรคประชาธิปัตย์ของผมยืนยัน ในอุดมการณ์ตลอดมาว่าเราเห็นด้วยกับระบบสภาคู่ และตลอดที่บ้านเมืองของเราเป็น ประชาธิปไตยเราก็มีระบบสภาคู่มาโดยตลอด มีบางช่วงสั้น ๆ ที่เป็นช่วงปฏิวัติเผด็จการ เท่านั้นที่มีสภาเดี่ยว นอกนั้นก็จะมีสภาคู่เท่านั้น เพราะเมื่อเรามีการเลือกตั้งจาก สภาผู้แทนราษฎร ผมยอมรับว่าสภาผู้แทนราษฎรต้องมีอำนาจเต็มตามฉันทานุมัติของ พี่น้องประชาชน ส.ว. ถ้าไม่มาจากการเลือกตั้งก็ควรจะมีอำนาจในด้านการกลั่นกรอง กฎหมายเท่านั้น และผมยอมรับว่า ส.ว. หลายสมัยที่ผ่านมาท่านก็ทำหน้าที่ของท่านในส่วนนี้ และแน่นอนในระบบการเมืองไทยบางช่วงก็ไปทำหน้าที่ในฐานะที่ต้องไปค้ำจุนเสถียรภาพ ของรัฐบาล แต่นั่นก็คือบริบทไปในแต่ละช่วง แต่ว่าสิ่งที่เราจะช่วยกันทำต่อไปนี้เราจะทำ รัฐธรรมนูญ เพื่ออนาคตของประเทศชาติบ้านเมืองอย่างไรครับ ผมอยู่ในสภานี้มาเป็น ส.ส. เขตที่อาวุโสที่สุด ผมอยู่กับพี่น้องประชาชน ผมหวังเห็นความเปลี่ยนแปลงและความก้าวหน้า ในระบอบประชาธิปไตยที่ไม่ต้องมาตอบคำถามในเชิงหลักการแบบนี้ และคิดแบบสุดโต่ง ไม่กลับมาหาพื้นที่ตรงกลางที่ให้ทุกฝ่ายสามารถที่จะเดินเข้าไปสู่ทางออกในระบอบ ประชาธิปไตยที่แท้จริง ผมเชื่อมั่นคนที่เขาออกแบบในระบอบประชาธิปไตยนั้น เขาต้องการ ที่จะเห็นสังคมส่งทอดต่ออำนาจด้วยสันติวิธี ด้วยระบบการเลือกตั้งที่สุจริต
ประการที่ ๒ ที่ผมจะต้องตั้งคำถามและท่านช่วยอธิบาย ก็คือระบบในเรื่อง ของผู้ตรวจการของท่าน ดูเหมือนดีครับว่ายึดโยงกับประชาชน แต่ท่านต้องยอมรับว่าเมื่อไร ในระบบสภาเดี่ยวที่จะประกอบด้วยพรรคการเมือง ถ้าพรรคการเมืองพรรคนั้นมีเสียงข้างมาก เด็ดขาด และพรรคการเมืองข้างนั้นใช้อำนาจโดยไม่ชอบธรรม เมื่อองค์ประกอบของ ผู้ตรวจการ ท่านไปตรวจการศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกลไกใหม่ผมยอมรับตามที่ท่านว่า ว่าเพิ่งเกิดมา ที่ทำไมเพิ่งเกิดมา เพราะมันสลับซับซ้อนมากขึ้น ความขัดแย้งระหว่างองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และความขัดแย้งในบทบาทหน้าที่แต่ละองค์กรมีมากขึ้น เราก็ต้องมีองค์กร กลางที่จะต้องมาตัดสิน แต่แน่นอนองค์ประกอบเราจะปรับปรุงอย่างไรผมไม่ขัดข้องครับ แต่ว่าอย่าไปกล่าวหาเอาโดยความรู้สึกของตัวเองว่าองค์กรนั้น องค์กรนี้ไม่มีความเป็นธรรม ผมขอเวลาเพิ่มอีกนิดครับ ใช้สัดส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ผมอยากจะกราบเรียนครับว่า เพราะฉะนั้นการที่จะมาตั้งผู้ตรวจการ ประเด็นแรกที่เป็นคำถามสำคัญก็คือว่า เป็นการตั้ง อำนาจซ้อนอำนาจอธิปไตยหรือไม่ ประการที่ ๒ ท่านมีหลักประกันได้อย่างไรครับว่า กระบวนการในการที่มีองค์ประกอบตามที่ท่านร่างมานั้น จะเป็นองค์ประกอบที่สร้าง ความยุติธรรมและไม่สร้างความแตกแยกเพิ่มเติมขึ้นมา ประการที่ ๓ ครับ ที่อยากจะตั้ง คำถาม และให้ท่านได้ชี้แจงในสภา นั่นก็คือประเด็นในเรื่องที่ท่านต้องการจะดำเนินการ ในการที่จะล้ม ยกเลิกอำนาจที่เป็นอธิปัตย์จากการรัฐประหาร ซึ่งแน่นอนพวกผมไม่เห็นด้วย กับการรัฐประหารครับ ผมก็เคยต่อสู้มาตั้งแต่ ๑๖ ตุลาคมครับ ท่านประธานครับ เราก็ไม่ชอบ เผด็จการครับ แต่ผมอยากกราบเรียนว่าการแก้ไขการรัฐประหารที่ดีที่สุดก็คือว่าการที่เราจะต้อง ทำบ้านเมืองของเราให้เป็นประชาธิปไตย ผมอยากเรียนถามท่านประธานไปยังผู้ชี้แจงครับว่า ทำไมสมัยท่านชวน หลีกภัย ไม่เคยถูกปฏิวัติรัฐประหาร ทำไมสมัยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ จึงไม่ถูกรัฐประหาร เพราะฉะนั้นการรัฐประหาร นอกจากเราจะป้องกันด้วยกฎหมายนั้นส่วนหนึ่ง ที่เราจะต้องมาปรับปรุงให้เป็นการปกครองโดยระบบนิติธรรมจริง ๆ แต่อีกส่วนหนึ่งผมคิดว่าเป็น พฤติกรรมของคนครับ พฤติกรรมของนักการเมืองครับ เพราะฉะนั้นเราต้องมาช่วยกัน ในการสร้างพฤติกรรมของนักการเมือง นักการเมืองนั่นเองครับที่ต้องไม่ไปแบ่งแยกคนในสังคม นักการเมืองนั่นเองครับที่ต้องเคารพในระบบนิติธรรมอย่างเข้มข้นเป็นพิเศษ นักการเมือง นั่นเองครับที่เมื่อมามีอำนาจแล้วต้องไม่ทุจริตคอร์รัปชัน ถ้าเมื่อไรเราทุจริตคอร์รัปชัน ท่านจะเขียนไว้ในมาตราไหนล่ะครับที่จะป้องกันได้ ยกเว้นว่าพี่น้องประชาชนทั้งหลายเราเห็นว่า การปฏิวัติรัฐประหารไม่ชอบธรรม ลุกขึ้นมาต่อสู้เลยครับ ผมก็อายุมากแล้ว ถ้าลุกขึ้นมาต่อสู้ อีกสักครั้ง ผมก็เอาด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานรัฐสภาครับว่า วันนี้ผมก็พยายามเปิดใจกว้างที่สุด แล้วก็รับฟังความคิดเห็นของท่าน แต่ว่าอยากจะกราบเรียน กับพี่น้องประชาชนและท่านประธานรัฐสภาว่า เนื่องจากในวาระนี้เป็นวาระรับหลักการ ถึงแม้ว่าจะมีหลายมาตราที่ท่านร่างมาตรง เป็นประเด็นที่พวกผมเคยเสนอขอแก้ไขแล้ว แต่ถ้าบางมาตราที่ผมพูดถึงสั้น ๆ นี้ เวลาจำกัดไม่อยากลงรายละเอียดมากกว่านี้ ท่านกรุณา ตอบให้ชัดเจนนะครับ เพราะเราจะได้ใช้ในการประกอบการตัดสินใจในวันพรุ่งนี้ต่อไป และผมมั่นใจว่าสมาชิกในรัฐสภาแห่งนี้ ต่างคนต่างมีเอกสิทธิ์ ต่างคนต่างเป็นตัวแทนของปวง ชนชาวไทย ผมมั่นใจว่าเรารับผิดชอบได้อย่างเต็มปากว่าเราเป็นตัวแทนปวงชนชาวไทย เรายินดีรับฟังตัวแทนของภาคประชาชนที่เข้าชื่อกันมา ๑๓๐,๐๐๐ กว่าคน ขอขอบคุณครับ ท่านประธานครับ