ดิเรกฤทธิ์ ชี้ร่างแก้รัฐธรรมนูญเสี่ยงถ่วงดุล กระทบองค์กรอิสระ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม แสดงความเห็นต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเน้นว่าการพิจารณาต้องยึดหลักส่งเสริมประชาธิปไตย ประโยชน์ของประชาชน และรักษาระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงความเหมาะสมของระบบสภาคู่และข้อกังวลต่อการรวมศูนย์อำนาจในรัฐสภาที่อาจกระทบต่อความเป็นอิสระขององค์กรอิสระและสถาบันพระมหากษัตริย์ จึงเรียกร้องให้ชี้แจงเจตนารมณ์อย่างชัดเจนก่อนตัดสินใจสนับสนุน โดยมองว่าการเพิ่มอำนาจให้สภาอาจไม่ใช่ทางออกที่แท้จริงต่อปัญหาทุจริตและความเหลื่อมล้ำ และต้องพิจารณาอย่างรอบคอบทั้งในแง่การแบ่งแยกอำนาจ การถ่วงดุล และการพัฒนาระบบพรรคการเมืองที่ยังขาดจิตสำนึกสาธารณะ

นายดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม ดิเรกฤทธิ์ เจนครองธรรม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอบคุณมากสำหรับท่านที่ยกร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และมาเสนอต่อรัฐสภาในวันนี้ ท่านชี้แจงได้ดีมากทั้ง ๒ ท่านให้เห็นเจตนารมณ์อะไรต่าง ๆ ขอบคุณที่ท่านใช้ระบบรัฐสภา เชื่อมั่นในระบบรัฐสภาและเอาปัญหา เอาข้อคิดเห็นมาเสนอสภาเพื่อใช้อำนาจหน้าที่ของ รัฐสภา ผมจะไม่พูดซ้ำกับท่านสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านที่ท่านได้แจกแจงรายละเอียด รายมาตรา ท่านเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ผมจะพูดถึงหลักการใหญ่ที่เป็นเกณฑ์การใช้ดุลพินิจ ของผมนะครับ ในข้อเสนอแก้ไขนี้ผมจำเป็นต้องอ่านเหตุผลในร่างที่เสนอแก้ไขมา เพราะมัน คือหัวใจ มันคือผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประเทศนี้ ท่านมีเจตจำนงที่ดีมาก ท่านบอกว่า รัฐธรรมนูญของเรามีหลายมาตราไม่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย หลักแบ่งแยกอำนาจ ให้ได้ดุลยภาพ มันไม่ทันสมัย มันไม่สอดคล้องกับหลักการสากลของนานาอารยะประเทศ เป็นกลไกสืบทอดอำนาจของ คสช. ก่อให้เกิดปัญหาวิกฤติรัฐธรรมนูญ ที่สำคัญคือกระทบต่อ การปกครองในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ระบบรัฐสภาตลอดจนปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ ชีวิตประจำวัน จึงต้องแก้ไขในหลาย ประเด็น ผมมีเกณฑ์ในการใช้ดุลพินิจตามที่ท่านเชิญชวนให้เราร่วมผ่านร่างฉบับนี้ไปสู่ กระบวนการในวาระ ๒ วาระ ๓ไปให้ประชาชนลงมติ ผมเรียนอย่างนี้ว่า ผมมีเกณฑ์ในการ วินิจฉัยจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับท่านอยู่ ๓ ข้อครับ ผมจะเห็นด้วยถ้าการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้แก้ไขเพื่อให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นจะเห็นด้วย จะเห็นด้วยถ้าการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้แก้ไขแล้วประชาชนจะได้ประโยชน์มากขึ้น และผมจะเห็นด้วยถ้าการแก้ไข รัฐธรรมนูญครั้งนี้เป็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อรักษาไว้ซึ่งระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ผมขอให้ข้อคิดเห็นในแต่ละเกณฑ์ ดังต่อไปนี้นะครับ ในเรื่องของการเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นที่ท่านได้อธิบายมาว่าบทบัญญัติที่ขอแก้นั้นมันจะ ทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น แล้วท่านก็ได้ยกตัวอย่างหลาย ๆ ประเทศทั่วโลก ท่านบอกว่าใน หลาย ๆ ประเทศจำนวนมากและมากกว่าด้วยซ้ำไป ก็คือว่าเขาใช้ระบบสภาเดี่ยวนะครับ แล้วก็ประเทศเรา พูดเหมือนว่าถ้าทั่วโลกเขาเป็นสากลเขาใช้สภาเดี่ยว ทำไมเรามาใช้สภาคู่ หรือมี ๒ สภา เรื่องนี้ผมไม่ได้ติติง แต่บอกว่าท่านให้ข้อมูลอาจจะไม่ครบถ้วน เพราะว่า นานาประเทศที่เป็นประชาธิปไตยนั้นเรามีระบบการใช้อำนาจที่ต่างกันหลายประเทศเป็น ระบบประธานาธิบดี หลายประเทศเป็นระบบกึ่งรัฐสภาประธานาธิบดี หลายประเทศแน่นอน เป็นระบบรัฐสภานะครับ แล้วก็ที่ท่านยกตัวอย่างก็รวม ๆ กันบางประเทศก็เป็นสมาพันธรัฐ สหพันธรัฐ มีมลรัฐ และก็บางประเทศก็เป็นรัฐเดี่ยว ที่ยังไม่ได้แจกแจงก็คือว่าประเทศที่เป็น รัฐเดี่ยวที่เป็นประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นเขา มีกี่สภา เป็นต้น ที่ผมพูดมาไม่ได้มีนัยอะไรเลย เพียงแต่ว่ากำลังจะบอกว่าการที่มีหลาย ประเทศเขาใช้สภาเดี่ยวก็ไม่จำเป็นที่ประเทศไทยจะต้องใช้สภาเดี่ยวและแต่ละประเทศ เขาจะมีบริบทของเขา เขาจะมีความจำเป็นของประเทศนั้น ๆ ที่เราจะพัฒนาระบบของเราที่ เหมาะสม บริบทของประเทศไทยเป็นบริบททางการเมืองที่น่าสนใจครับและเราไม่เหมือนใคร ในโลกนี้ เรามีปัญหาการเมืองที่เกิดขึ้น คือปัญหาการใช้อำนาจของสภาผู้แทนราษฎร ผมใช้ อย่างนี้เลยนะครับ เพราะที่ผ่านมาถ้าท่านไปดูวุฒิสภาที่มีในรัฐธรรมนูญล้วนถูกออกแบบ ขึ้นมาแก้ปัญหา มาถ่วงดุลการใช้อำนาจของสภาผู้แทนราษฎรผมไปค้นดูรัฐธรรมนูญประเทศไทย ๑๑ ฉบับ ที่ไม่มี ๒ สภา หรือไม่มีวุฒิสภามีแค่ ๒ ฉบับเท่านั้นเอง คือ ปี ๒๔๗๕ และ ปี ๒๔๙๕ นอกนั้นไม่ว่าจะเป็นปี ๒๔๘๙ ปี ๒๔๙๒ปี ๒๕๑๑ ปี ๒๕๑๗ ปี ๒๕๒๑ ปี ๒๕๓๔ ปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ ปี ๒๕๖๐ ล้วนมี ๒ สภาทั้งนั้น มันเกิดขึ้นจากความจำเป็นจากบริบทไทย ประเด็นของเราก็คือ บริบทไทยก็คือประชาชนยังขาดความรู้ความเข้าใจในระบอบ ประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เข้าใจอย่างไร เข้าใจจนกระทั่งเป็น วิถีชีวิตที่จะถือปฏิบัติอย่างเป็นธรรมชาติเป็นวิถีชีวิต ประเทศไทยเรามี ๒ เรื่องเท่านั้นเองครับ จากการศึกษาวิจัยของสถาบันที่เกี่ยวข้องและ กรรมาธิการของวุฒิสภาก็คือเราไม่เคารพสิทธิคนอื่นและละเมิดสิทธิคนอื่นเป็นเรื่องแรก

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรายังขาดจิตสำนึกสาธารณะหรือความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ซึ่ง ๒ เรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมัน ที่เรียกว่าเป็นต้นแบบ มีความมั่นคง ประชาชนมีวินัย รักชาติ เขามีกันครับ และ ๒ เรื่องนี้มันส่งผลอย่างใหญ่หลวงต่อการ เมืองไทย เด็กไทยไม่เคยขึ้นไปดูการทำงานของเทศบาลเลย สภาเทศบาลเขาว่ากัน อย่างไร อบต. เป็นอย่างไร พ่อแม่เราไม่เคยจูงเราไปดูเลย เด็กไทยไม่เคยเรียนในโรงเรียน และเอาปัญหาหมู่บ้านไปถกแถลงกัน ไปดูว่าเขาแก้ปัญหาอย่างไร เป็นต้นนะครับ แต่เด็กไทยเหล่านั้นก็มาเรียกร้องทางการเมืองระดับชาติ ผมกำลังเชื่อมโยงให้เห็นว่าปัญหานี้เป็น ปัญหาใหญ่ บริบทไทยที่สำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือ พรรคการเมืองของเรายังไม่พัฒนาเป็น พรรคการเมืองของประชาชน ดูจากอะไร กฎหมายพรรคการเมืองที่อยากให้เป็นของ ประชาชนให้ร่วมกันเสียค่าสมัครสมาชิกให้มีส่วนร่วมเป็นเจ้าของ ให้มีส่วนออกเสียงในการ กำหนดนโยบายบริหารให้มีส่วนในการเลือกผู้แทนที่จะมาเป็นตัวแทนของพรรคการเมือง ไปดูสิครับว่าเรื่องเหล่านี้ทำไม่ครบถ้วน ทำผิดกฎหมายยังอยู่หลายพรรคการเมือง บางพรรคการเมืองจำนวนหนึ่งเลยไม่ได้ให้ความสนใจกับเงินของสมาชิกที่จะให้เขารู้สึกเป็น เจ้าของต้องใช้เงินของผู้บริหารพรรค ไม่ว่าจะเป็นอะไรผมไม่อธิบาย เป็นต้นนะครับ ประเด็น นี้ก็ทำให้รัฐสภาของเรามิได้เป็นไปตามหลักการ และยิ่งในร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอมา ผมคิดว่ามีปัญหาในเรื่องใหญ่ ๆ ได้แก่ ๑. ในหลักการเสียงข้างมากที่ต้องรับฟังเสียงข้างน้อย ไม่ได้แก้ละครับ ถ้าให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจมาก ๆ เป็นที่รวมศูนย์อำนาจ มีความสัมพันธ์ในการที่จะให้คุณให้โทษไปกำกับดูแลหรือแม้กระทั่งมีส่วนในการที่ให้ได้มาซึ่ง ศาลและองค์กรอิสระอื่นนะครับ ผมยังคิดว่าถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผ่านการเลือกตั้ง และต้องสังกัดพรรคการเมืองในกฎหมายบริบทแบบนี้ มีแนวโน้มที่เสียงข้างมากจะลากไป เสียงข้างมากที่เป็นพวกเดียวกันกับรัฐบาล ผมใช้คำนี้ตามท่านอมร จันทรสมบูรณ์ เสียงข้างมากที่เป็นพวกเดียวกันกับฝ่ายบริหาร เสียงข้างมากที่เกาะเกี่ยวยึดโยงให้คุณให้โทษ ได้กับศาลและองค์กรอิสระ ผมคิดว่าเรื่องนี้จะมีปัญหา

ประเด็นที่ ๒ ถือว่าในร่างนี้จะมีปัญหาในเรื่องของการแบ่งแยกอำนาจและ ถ่วงดุลอำนาจ เพราะว่าเราให้อำนาจที่เราได้มาจากประชาชนนั้นหลักแบ่งแยกอำนาจ เพื่อไม่ให้ใครอ้างอำนาจประชาชนและไปใช้อำนาจแบบเผด็จการ ถ้าเราเป็นนิติบัญญัติ เข้าแทรกแซงศาลได้ เข้าแทรกแซงองค์กรอิสระได้ ถามว่าศาลและองค์กรอิสระที่จะต้องมา ตรวจสอบเราจะทำหน้าที่ได้อย่างครบถ้วนถูกต้องหรือไม่ เพราะฉะนั้นเรื่องของการออกแบบ ให้มีสภาคู่ ไม่ได้เป็นความไม่เหมาะสมกับบ้านเรา เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในแต่ละห้วงเวลา ที่ผ่านมาก็ดีหรือจะมีต่อไปก็ดีนะครับ ผมอยากให้มองว่าไม่ใช่สมาชิกวุฒิสภาชุดนี้อย่างเดียว เพราะว่าสิ่งที่ท่านจะออกแบบเป็นเรื่องถาวร ชุดปัจจุบันเราเป็นแค่ครั้งเดียวในชีวิตของเรา เรามาเพื่อแก้ปัญหาในช่วงเปลี่ยนผ่าน เรามาแล้วก็จะหมดวาระอีกแค่ ๒ ปีเป็นต้น เพราะฉะนั้นอาจจะมองไปข้างหน้า ถ้าหากว่าหน้าที่และอำนาจไม่เหมาะสมท่านก็ปรับปรุงได้ หรือหน้าที่และอำนาจไม่เหมาะสม ที่จะปรับปรุงได้แล้วที่มาควรจะเกาะเกี่ยวกับภาคประชาชนก็ไม่มีปัญหาครับ ผมก็รับ หลักการเหล่านี้ได้แล้วก็มาแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ประเด็นถัดมานะครับ ผมมีเวลาน้อยขอใช้เวลาไม่เกิน ๒ นาทีก็คือว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ต้องให้ประชาชนได้ประโยชน์มากขึ้นนะครับ ที่สำคัญปัญหาของ เราที่เรามีสภาเป็นเสียงข้างมากเป็นพวกเดียวกับรัฐบาล ก็คือว่าเราต้องแก้ปัญหาการทำ ทุจริตและปัญหาความเหลื่อมล้ำนั่นก็คือว่าฝ่ายบริหาร กับเสียงข้างมากในสภาทำอย่างไร จะจัดสรรทรัพยากรที่เป็นธรรม ไม่มีการทุจริตได้ ซึ่งตรงนี้ผมมีข้อกังวลว่าการแก้ปัญหาและ ให้สภาผู้แทนราษฎรมีอำนาจมากยิ่งขึ้น อาจจะไม่ได้แก้ปัญหาเหล่านี้ทั้งยังมีการลดทอน อำนาจองค์กรอิสระ องค์กรตรวจสอบด้วย ผมก็มีความกังวลว่าไม่น่าที่จะบรรลุเป้าหมาย ตามหลักการเหตุผลได้

ข้อสุดท้ายผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญที่สุดการแก้รัฐธรรมนูญครั้งนี้ ต้องเป็น การแก้เพื่อรักษาไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ผมมีข้อกังวลว่าจากการที่ท่านขยับปรับเปลี่ยนการใช้อำนาจอธิปไตยที่อยู่ใน รัฐธรรมนูญ สถาบันองค์กรที่เกี่ยวข้อง ผมมีความกังวลใจมากว่าความสัมพันธ์ระหว่างองค์กร ที่ใช้อำนาจอธิปไตย กับสถาบันที่เป็นประมุขของประเทศจะเปลี่ยนไปหรือไม่ การให้สภา ผู้แทนราษฎรมีอำนาจสูงสุด แต่งตั้งอำนาจอื่นได้ กำกับอำนาจอื่นได้ รวมศูนย์อยู่ที่เดียว จะมีผลเปลี่ยนแปลงต่อความสัมพันธ์ ตามรัฐธรรมนูญของเราที่ให้พระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ใช้อำนาจปวงชนชาวไทยผ่าน ๓ องค์กรหรือไม่ เรามีข้อกังวลเพราะว่าขณะนี้มีเรื่อง ขอแก้ไข ป. วิอาญามาตรา ๑๑๒ และแนวความคิดเหล่านั้นกับหลายท่านที่เสนอขอแก้ไข รัฐธรรมนูญในวันนี้ ผมยังเกรงว่าถ้าความคิดของท่านมีความเบ็ดเสร็จ ความคิดของท่าน ยึดโยงกับรัฐธรรมนูญ ผมอยากให้ท่านอธิบายเรื่องนี้ให้ชัดเจนครับ เพราะมีผลต่อ การตัดสินใจเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย หรือจะรับหลักการหรือไม่ของกระผมครับ ขอบพระคุณครับ