ปิยบุตร แสงกนกกุล ชี้แจงแนวคิดร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญว่าเป็นการปฏิรูปเพื่อรักษาหลักประชาธิปไตย ไม่ใช่การปฏิวัติ และยืนยันว่าการปรับบทบาทศาลรัฐธรรมนูญรวมถึงกระบวนการถอดถอนองค์กรอิสระไม่ได้ลดทอนความเป็นอิสระ แต่เป็นการเสริมสร้างกลไกถ่วงดุลตามระบอบประชาธิปไตย โดยเน้นให้อำนาจการแก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่เหนือกว่าการตีความของศาล และเสนอให้มีการแบ่งสรรอำนาจแต่งตั้งตุลาการอย่างเป็นธรรม พร้อมเรียกร้องให้รัฐสภามีบทบาทในการพิจารณางบประมาณขององค์กรอิสระอย่างสมดุลและเป็นธรรมร่วมกับหน่วยงานอื่น
เรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ปิยบุตร แสงกนกกุล ในฐานะผู้ชี้แจงครับ ขออนุญาตลุกขึ้นอภิปรายชี้แจง ตอบคำถาม ในประเด็นคำถามของเพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติโดยเฉพาะอย่างยิ่งสมาชิก วุฒิสภาท่านคำนูณ สิทธิสมาน เข้าใจว่าท่านยังอยู่ในห้องประชุมนะครับ จริง ๆ ผมก็เป็น แฟนคอลัมน์ท่านมาตั้งแต่สมัยท่านเขียนคอลัมน์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการนะครับ จนกระทั่ง ติดตามผลงานท่านมาโดยตลอด ก็มีความยินดีที่ได้ตอบคำถามที่ท่านตั้งเอาไว้ ผมเริ่มต้นอย่างนี้ครับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ไม่ใช่ปฏิวัติแบบที่ท่านตั้ง ข้อสังเกตไว้ครับ เพราะปฏิวัติหมายถึงต้องล้มรัฐธรรมนูญทิ้งไปทั้งฉบับ และเขียนขึ้นมาใหม่ ในลักษณะที่มันไม่มีเค้าร่างเค้ารางแบบเดิมเลย แต่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ คือการปฏิรูปครับ เราไม่ได้ไปทำลายรัฐธรรมนูญทิ้งทั้งฉบับ เราแก้ไขรายมาตราในประเด็น ที่เป็นปัญหาสืบเนื่องมาจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ แล้วก็ยังคงเหลือเค้ารางแบบเดิมทั้งหมด ประเทศไทยยังเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขแบบเดิม ทั้งหมด
ประการถัดไปครับ ท่านสมาชิกได้กรุณาตั้งข้อสังเกตว่า ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมฉบับนี้ มีเนื้อหาที่เป็นการบั่นทอนความเป็นอิสระของศาล ท่านไล่เรียงไปทีละ ประเด็น ๆ ครับ ผมขอชี้แจงดังต่อไปนี้ครับ กรณีที่เราเขียนเอาไว้ว่าห้ามศาลใด ๆ ก็ตาม รับรองรัฐประหาร อันนี้ไม่ใช่เหตุผลอะไรอื่นใดเลยครับ ก็เพื่อให้ศาลจะได้มีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญนี้ไปใช้อ้าง ในการวินิจฉัย ในการพิพากษาคดีว่าต่อไปนี้ถ้ามีรัฐประหารสำเร็จศาลจะไม่รับรอง รัฐประหารอีกแล้ว หลายครั้งหลายตอนผมมีโอกาสได้พบปะพูดคุยกับผู้พิพากษา ตุลาการ ท่านก็บอกว่าจะให้ท่านทำอย่างไร ก็ในเมื่อกฎหมายเขียนแบบนี้ ในเมื่อแนวคำพิพากษา ศาลฎีกาเป็นแบบนี้ วางกันมาตั้งแต่ ๒๔๙๐ ว่าถ้ารัฐประหารสำเร็จแล้วเป็นรัฏฐาธิปัตย์ ย่อมมีอำนาจขีดเขียนรัฐธรรมนูญกฎหมายได้เอง ก็ในเมื่อนิรโทษกรรมตัวเองแล้วก็ ไม่สามารถทำอะไรได้ มันเป็นแบบนี้มาโดยตลอด ตุลาการ ผู้พิพากษาหลายท่านบอกว่า อยากจะตัดสินใจจะขาดว่าไม่รับรองรัฐประหาร แต่มันไม่มีตัวบทอะไรให้อ้างอิงครับ ถ้าเรา เขียนลงไปในรัฐธรรมนูญแบบนี้ ต่อไปผู้พิพากษา ตุลาการก็จะสามารถนำมาใช้และไม่ยอมรับ รัฐประหารได้ ตรงนี้ไม่ใช่ละเมิดความเป็นอิสระของตุลาการเลยครับ ตรงกันข้ามจะทำให้ศาล สูงเด่นขึ้นไปอีกในฐานะองค์กรที่จะปกป้องประชาธิปไตยและก็ร่วมกันในการต่อต้าน รัฐประหาร
ประเด็นถัดมาเกี่ยวกับกรณีที่เราเขียนเอาไว้ว่าห้ามศาลรัฐธรรมนูญ เข้าไปขัดขวางในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ผมเรียนแบบนี้ครับ เรื่องนี้อาจจะสลับซับซ้อน สักเล็กน้อย มันเป็นเรื่องของอำนาจของ ๒ อำนาจที่เผชิญหน้ากัน คือศาลรัฐธรรมนูญ ใช้อำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญ คือถ้าไม่มีรัฐธรรมนูญก็ไม่มีศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้นอำนาจ ทุกอย่างที่ศาลรัฐธรรมนูญใช้คือรับมาจากรัฐธรรมนูญ แต่อำนาจแก้รัฐธรรมนูญใหญ่กว่า อำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญครับ เราเรียกกันว่าอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ ซึ่งมี ๒ ระดับ ระดับแรก ต้นกำเนิด คือเขียนใหม่ทั้งฉบับ กับลำดับที่ ๒ คือเข้าไปแก้ ดังนั้นอำนาจสถาปนา รัฐธรรมนูญย่อมใหญ่กว่าอำนาจที่รับมาจากรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว แต่ว่าเราดันไปเขียนไว้ใน รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เปิดโอกาสให้ศาลรัฐธรรมนูญได้เข้ามาตรวจสอบการแก้รัฐธรรมนูญ สมัย ๒๕๔๐ ไม่เคยเขียน สมัย ๒๕๕๐ ก็ไม่ได้เขียน แต่ศาลรัฐธรรมนูญก็ใช้ช่อง เรื่องร้องเรียน เรื่องล้มล้างการปกครองเข้าไปตรวจสอบการแก้รัฐธรรมนูญแทน พอมาฉบับนี้ เลยเขียนเอาไว้ให้ชัด ตรงนี้มันกระทบต่อเรื่องการถ่วงดุลอำนาจกันระหว่าง ๒ อำนาจ ๒ ชนิด ระหว่างอำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ กับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญที่รับจาก รัฐธรรมนูญมาอีกทีหนึ่ง ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ ถ้ารัฐสภาแห่งนี้อยากจะแก้รัฐธรรมนูญยกเลิก ศาลรัฐธรรมนูญล่ะครับ ให้กลับไปใช้ก่อนปี ๒๕๔๐ ประเทศไทยไม่ต้องมีศาลรัฐธรรมนูญก็ได้ เกิดมี ส.ส. ส.ว. ร้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญแล้วศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไรครับ นี่คือตัวอย่างให้เห็นได้ชัด ดังนั้นตรงนี้คือจัดการเรื่องการสมดุลอำนาจกันระหว่างรัฐสภา แล้วก็อำนาจการแก้รัฐธรรมนูญ อำนาจสถาปนารัฐธรรมนูญ กับอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ ที่มีได้เพราะรัฐธรรมนูญให้มา
ประการถัดไปครับ เรื่องของการถอดถอนที่ท่านสมาชิกหลายท่านกังวลใจ จนราวกับว่าถ้าหากมีการถอดถอนตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษา และองค์กรอิสระต่าง ๆ แล้วจะกระทบกระเทือนต่อความเป็นอิสระของศาลและองค์กรอิสระ ผมเรียนอย่างนี้ครับ รูปแบบการถอดถอนที่ผมยกร่างขึ้นมาผมไม่ได้เอามาจากที่ไหนเลยครับ ผมคิดมาจาก รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ของเรานี่แหละ รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เอาเรื่องกระบวนการถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งมาใช้ตั้งแต่มาตรา ๓๐๓ และบุคคลที่จะถูกถอดถอนได้ก็มีพวกประธานศาล มีพวกองค์กรอิสระอยู่ด้วย แต่ตอนนั้นเขาให้ ส.ส. ๑ ใน ๔ หรือประชาชน ๕๐,๐๐๐ คน เข้าชื่อกัน แล้วก็เริ่มมาที่ ป.ป.ช. ครับ ป.ป.ช. จะไต่สวนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะส่งมาให้ วุฒิสภาถอดถอน โดยใช้มติ ถ้าผมจำไม่ผิดมติตอนนั้นรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ใช้ถึง ๓ ใน ๕ เมื่อสักครู่นี้ค้นมาเรียบร้อยแล้ว ส.ว. จะถอดได้ต้องใช้ ๓ ใน ๕ ดังนั้นผมไม่ได้คิดอะไรมาจาก ที่อื่นใดเลยครับ อันนี้เอามาจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ครับ และรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มันเลิก ตรงนี้ไป เมื่อสักครู่มีท่านผู้อภิปรายท่านหนึ่งบอกว่าที่เลิกไปก็เพราะว่า ส.ว. ไม่ได้มาจากการ เลือกตั้ง ก็เลยไม่ได้ให้มาถอดถอน ก็เช่นเดียวกันครับ ร่างฉบับนี้ก็เลยยกเลิก ส.ว. ไปและมี แต่ ส.ส. ส.ส. มาจากการเลือกตั้งก็เลยให้เขามามีอำนาจถอดถอน ดังนั้นกลไกต่าง ๆ ไม่ได้ ต่างอะไรกับรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ เพียงเปลี่ยนนิดเดียวว่าคนถอดถอนเปลี่ยนจาก ส.ว. มาเป็น ส.ส. เพราะร่างของเรานั้นจะไม่มีวุฒิสภาแล้ว เช่นเดียวกันครับท่านตั้งคำถามเอาไว้ว่า การที่ให้ ส.ส. สามารถมาโอเวอร์รูล (Overrule) ถ้าหากองค์คณะถอดถอนหรือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาดำรงตำแหน่งทางการเมืองมีมติยกคำร้อง ถ้ายกคำร้องขึ้นมาแล้วทำไมถึงให้ ส.ส. กลับมาโอเวอร์รูล (Overrule) ได้อีกทีหนึ่ง อย่างนี้เป็นการแทรกแซงคำพิพากษา หรือไม่ ผมชี้แจง ๒ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ การกระทำที่เป็นการถอดถอนไม่ใช่การใช้อำนาจตุลาการครับ การใช้อำนาจตุลาการคือการวินิจฉัยชี้ขาดคดี มันจะต้องมีข้อพิพาทเกิดขึ้น มันจะต้องมีโจทย์ มีจำเลย มีผู้ร้อง ผู้ถูกร้องกันอยู่ในศาล นี่ไม่ใช่การใช้อำนาจทางตุลาการครับ การถอดถอน เราหยิบยืมมาจากสหรัฐอเมริกา เราหยิบยืมมาจากเกาหลีใต้ ในภาษาอังกฤษเรียกกันว่า อิมพีชเมนท์ (Impeachment) ดังนั้นเวลาพิจารณา อิมพีชเมนท์ (Impeachment) มันคือเอาองค์กรทางการเมือง หรือองค์กรตุลาการบางส่วนเข้ามาผสมกับองค์กรทางการเมือง แล้วมาถอดถอนคนออกจาก ตำแหน่ง ส่วนจะโดนคดีอาญา คดีอะไรหรือไม่นั่นไปว่าที่ศาลในระบบปกติ ดังนั้นตรงนี้ไม่ใช่ เรื่องของการเข้าไปทบทวนใหม่ของคำพิพากษา นี่เหตุผลประการแรก
เหตุผลประการที่ ๒ ผมก็เอามาโดยล้อมาจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ คือตอนนั้น รัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ ให้ ป.ป.ช. เริ่มก่อนครับ เสร็จแล้วก็มาจบที่ ส.ว. แต่งวดนี้ ผมเห็นว่าเพื่อให้ศาลได้เข้ามามีบทบาทตรงนี้มากขึ้นองค์คณะถอดถอนบรรดาองค์กรอิสระ ก็ให้ศาลฎีกามาเป็นคนพิจารณาก่อน เสร็จแล้วหากจะยกคำร้องก็ให้ ส.ส. มาลงมติอีกทีหนึ่ง ตรงนี้เป็นส่วนที่เห็นแตกต่างกัน
ในประการถัดไป เรื่องของการควบคุม ท่านตั้งข้อสังเกตว่าจะมี ความพยายามในการเข้าไปควบคุมงบประมาณ ควบคุมคน ควบคุมคำพิพากษา เรื่องการ ควบคุมงบประมาณท่านบอกว่าสมาชิกอาจจะไม่เห็นเหมือนกับเขียนแล้วซ่อนเอาไว้อยู่ จริงครับ จริงอย่างที่ท่านพูดมาครับ ก็คือว่าเราตัดตรงนี้ออกไปจริง ๆ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ และรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เขียนเอาไว้ว่าให้ศาลและองค์กรอิสระมีโอกาสในการแปรญัตติ มีโอกาสของบประมาณเข้ามาได้ และเป็นหน้าที่ของสภาที่จะต้องจัดสรรงบประมาณเหล่านี้ ให้พอเพียงเพื่อประกันความเป็นกลางและความเป็นอิสระ เห็นท่านพูดเรื่องการแบ่งแยก อำนาจหลายครั้งหลายหนว่า ส.ส. ไปแทรกแซงองค์กรตุลากร องค์กรอิสระ เขียนแบบ ๒๕๖๐ แบบ ๒๕๕๐ ก็เช่นเดียวกันครับ ให้องค์กรตุลาการเข้ามาแทรกแซงนิติบัญญัติและ บริหารครับ แทรกแซงตรงไหนครับ เรื่องการอนุมัติงบประมาณ การเสนองบประมาณ การพิจารณางบประมาณเป็นเรื่องของสภาครับ การบริหารการใช้งบประมาณเป็นเรื่องของ ฝ่ายบริหาร การตั้งงบประมาณ การให้ความเห็นชอบงบประมาณเป็นเรื่องของ ส.ส. ส.ว. ไม่ใช่เรื่องอะไรของศาลเลย เราเอาความคิดนี้เข้ามาตอนรัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ แล้วก็มาใช้ตอน ๒๕๖๐ ทีแบบนี้เราไม่บอกบ้างละครับว่าศาลและองค์กรอิสระเข้ามายุ่งงานของ นิติบัญญัติทำไม ทีแบบนี้เราไม่บอกบ้างละครับว่าศาลและองค์กรอิสระเข้ามายุ่งกับการ จัดการงบประมาณต่าง ๆ การบริหารงบประมาณของฝ่ายบริหารทำไม เช่นเดียวกันครับ มันเกิดความไม่เป็นธรรมระหว่างหน่วยงานครับ ทุกหน่วยงานในประเทศนี้ที่รับงบประมาณ แผ่นดินไปใช้จ่ายเราเรียกกันว่าหน่วยรับงบประมาณ หน่วยรับงบประมาณทุกองค์กรไม่มี องค์กรไหนมีอภิสิทธิ์เหมือนกับศาลและองค์กรอิสระ ทุกองค์กรถ้าถูกตัดก็ต้องยอมถูกตัด ครับ แต่ทำไมกรณีศาลและองค์กรอิสระถึงได้รับข้อยกเว้นนี้ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น ผมจึง ยืนยันว่านี่ไม่ใช่เข้าไปควบคุมงบประมาณเลย แล้วเท่าที่ผ่านมาเอาเป็นว่าก่อนที่จะใช้ รัฐธรรมนูญ ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ก่อนหน้านั้นเวลาศาลเสนออะไรมาองค์กรอิสระ เสนออะไรมา ผมก็ไม่เห็น ส.ส. ส.ว. เขาจะไปตัด ไปแตะ ไปต้องอะไรเท่าไร พูดกัน ตรงไปตรงมา ส.ส. โดยทั่วไปมาจากการเลือกตั้งเขาไม่อยากทะเลาะกับศาลหรอกครับ เพราะคดีหลายเรื่องของเขาต้องไปขึ้นศาล ใครมาริอาจตัดงบประมาณศาลละครับ ผมเพียงแต่ว่าต่อไปนี้อย่าเพิ่มอภิสิทธิ์ให้กับหน่วยรับงบประมาณแบบศาลและองค์กรอิสระ ทำไมทำเหมือนองค์กรอื่นไม่ได้ แล้วถ้าทำแบบนี้เราจะไม่เรียกว่าแทรกแซงนิติบัญญัติ และแทรกแซงบริหารหรือครับ
ประการถัดไปครับ เรื่องของการเข้าไปมีโอกาสควบคุมคน ควบคุมที่มาต่าง ๆ ผมยืนยันครับว่านี่คือหลักการถ่วงดุลซึ่งกันและกัน และแบ่งให้ชัดเจนครับว่าจะไม่มีเสียง ข้างมากฝ่ายไหนยึดศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระได้อีกต่อไป แต่มาจากการ แบ่งสันปันส่วนที่ยุติธรรมที่สุด นั่นก็คือรัฐบาลศาล ๓ ฝ่ายค้าน ๓ และผู้พิพากษาตุลาการอีก ๓ ท่านอาจจะคลางแคลงใจว่ามัน ๖ ต่อ ๓ มัน ๔ ต่อ ๓ อย่างนี้ทำไมถึงให้ผู้พิพากษา น้อยกว่า ส.ส. คำตอบสั้น ๆ มีง่าย ๆ ครับ ก็เวลาศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยคดีท่านเผชิญหน้า กับใครครับ ท่านกำลังสู้กับอำนาจนิติบัญญัติใช่ไหม ว่าสภาเขาตรากฎหมายมานั้นมันไม่ชอบ ด้วยรัฐธรรมนูญ ท่านกำลังจะเข้าไปลบพระราชบัญญัติที่ออกกันมาใช่ไหม ดังนั้นท่านต้องหา ความชอบธรรมที่มันพอฟัดพอเหวี่ยงกันครับ นี่เป็นหลักการสากลครับ เป็นหลักการสากล เลยครับ ลองไปดูเลย ผมท้าเลยครับ ลองไปสำรวจศาลรัฐธรรมนูญทั่วโลกที่มีอยู่ตอนนี้ มีที่ไหนบ้างครับว่าไม่ให้ ส.ส. เข้าไปแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ทุกที่มีหมดครับให้ ส.ส. เข้าไปแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ประเทศสหรัฐอเมริกาไปใหญ่เลยครับ ไม่มี ศาลรัฐธรรมนูญ นั่นให้ประธานาธิบดีคนเดียวเลยครับ เลือกผู้พิพากษาศาลฎีกาหมดเลย เพราะฉะนั้นมันเป็นเรื่องปกติมากตรงนี้ แล้วผมยังร่าง ในลักษณะที่แบ่งให้มีผู้พิพากษาอาชีพเข้ามานั่งด้วยไม่ใช่ว่าฝ่ายการเมืองจะยึดไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นยืนยันว่าตรงนี้มันจะทำให้เกิดดุลยภาพกันไม่มีใครยึดศาลรัฐธรรมนูญและ องค์กรอิสระได้ พร้อมกันนั้นก็มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยเชื่อมโยงกลับไปที่ สภาผู้แทนราษฎรด้วย อีกนิดหนึ่งครับ เรื่องเกี่ยวกับกรณีเข้ามาแทรกแซงต่าง ๆ ผมยืนยันครับ เวลาเราพูดว่าสภาเข้าไปแทรกแซงศาล แทรกแซงองค์กรอิสระ แทรกแซงอำนาจ ตุลาการบ้างละ อำนาจตุลาการกระทำการผ่านการกระทำอะไรบ้างครับ ๑. คือคำพิพากษา คำวินิจฉัยหรือคำสั่งของศาล นั่นคือการใช้อำนาจตุลาการ ถ้าเราบอกว่าข้อเสนอของเรานั้น เข้าไปแทรกแซงอำนาจตุลาการผมอ่านทั้งหมดไม่มีตรงไหนบอกเลยครับว่าจะเข้าไปสั่งศาล ให้ตัดสินคดีได้ ไม่มีเลย ผมบอกเลยครับว่าอ่านทั้งหมดแล้วไม่มีตรงไหนบอกเลยครับว่าจะให้ ส.ส. มีมติกลับคำพิพากษาได้ ไม่มีเลยครับ ไม่มีแม้แต่น้อยเลย ไม่มีตรงไหนบอกเลยครับว่า ส.ส. จะเรียกผู้พิพากษามาแล้วมาสั่งการบอกเธอต้องกลับไปแก้คำพิพากษาเดี๋ยวนี้ ไม่มีเลยครับ เรามีแต่เพียงเอาคำพิพากษาต่าง ๆ เข้ามาศึกษาแล้วก็ทำเป็นรายงาน เท่านั้นเอง เรามีแต่เพียงส่งคนเข้าไปแค่ ๑ คนเท่านั้นเข้าไปนั่งอยู่ในกรรมการบริหารงาน บุคคลไม่มีวันแทรกแซงความเป็นอิสระได้อย่างแน่นอน
ประการถัดไป ผมฟังเพื่อนสมาชิกหลายท่านอภิปรายทำราวกับว่าถ้าหาก ข้อเสนอนี้ผ่านประเทศนี้จะไม่มีระบบตรวจสอบนักการเมือง ผมเห็นตรงกันข้ามเลยครับ รัฐธรรมนูญไทยเป็นรัฐธรรมนูญที่ตรวจสอบนักการเมืองติดอันดับต้น ๆ ของโลก เป็นรัฐธรรมนูญที่ล้อมคอกนักการเมืองเอาไว้จนกระดิกกระเดี้ยไปไหนแทบจะไม่ได้เลย ท่านไม่ต้องกังวลหรอกครับ ถ้าร่างฉบับนี้ผ่านจริงคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยังทำหน้าที่ จัดการการการเลือกตั้ง ยังมีอำนาจหน้าที่ในการออกใบเหลือง ใบแดงเหมือนเดิม ถ้าร่างฉบับนี้ผ่านจริงคณะกรรมการ ป.ป.ช. ก็ยังมีอำนาจในการตรวจสอบการทุจริต มีอำนาจตรวจสอบบัญชีทรัพย์สิน มีอำนาจตรวจสอบเรื่องกรณีความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ ราชการของผู้ดำรงตำแหน่งต่าง ๆ เหมือนเดิม แล้วก็ส่งไปที่ศาลฎีกาของแผนกคดีอาญา ผู้ดำรงตำแหน่งเหมือนเดิมทุกประการ ถ้าร่างฉบับนี้ผ่านคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินก็ยัง มีอำนาจในการตรวจเงินแผ่นดินเหมือนเดิมทุกประการไม่ได้ไปยุ่งไปลดทอนอำนาจ อะไรเลยครับ ถ้าร่างนี้ผ่านจริงศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมีอำนาจตรวจสอบพระราชบัญญัติ ไม่ให้ขัดกับรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมีอำนาจยุบพรรคอยู่ครับ ศาลรัฐธรรมนูญก็ยังมี อำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติลักษณะต้องห้าม ส.ส. นักการเมืองอีกจำนวนมาก ดังนั้นที่ท่าน ถามว่า อ้าว ถ้าผ่านขึ้นมาแล้วใครจะตรวจสอบ ส.ส. ล่ะ คำตอบคือ ส.ส. โดนตรวจสอบตาม รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.๒๕๖๐ เต็มไปหมดอยู่แล้วครับ ผมไม่ได้ไปยกเลิก อะไรเลยเพียงแค่สร้างระบบดุลยอำนาจว่าอย่างน้อยที่สุดคุณมาเกาะมาเกี่ยวกับ สภาผู้แทนราษฎรสักหน่อยได้ไหม มิฉะนั้นเราจะกลับไปสู่ปัญหาที่ผมตั้งแต่แรกว่า เราให้ องค์กรเหล่านี้มาตรวจสอบแล้วใครล่ะครับ จะเป็นคนตรวจสอบ คนตรวจสอบอีกที เรารู้ได้ อย่างไรครับว่าเขาจะใช้อำนาจโดยชอบด้วยเสมอ นี่คือประเด็นที่จะชี้แจง
สุดท้าย ผมเรียนว่าจริง ๆ ก็ลูกศิษย์อาจารย์เดียวกันผมก็เรียนหนังสือ อ่านหนังสือท่านศาสตราจารย์