ปดิพัทธ์ สันติภาดา สนับสนุนการยกเลิกวุฒิสภาชุดปัจจุบันเพื่อเปิดทางสู่การปฏิรูปรัฐธรรมนูญและคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างแท้จริง โดยวิพากษ์วิจารณ์ร่างรัฐธรรมนูญและโครงสร้างอำนาจที่ทำให้วุฒิสภามีบทบาทครอบงำ จนส่งผลให้รัฐสภาขาดความเชื่อมั่นและไม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชน พร้อมตั้งข้อสังเกตถึงการบิดเบือนบทบาทขององค์กรอิสระและกระบวนการตรวจสอบภายใต้ระบอบการเมืองในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและความขัดแย้งในสังคม และเรียกร้องให้ยึดมั่นนิติธรรมกับอำนาจอธิปไตยของปวงชนผ่านการเปิดเผยข้อมูล การมีส่วนร่วมของประชาชนในระบบรัฐเปิด และการตรวจสอบอำนาจโดยประชาชนทั้งประเทศแทนการพึ่งพิงองค์กรที่ขาดความน่าเชื่อถือ
เรียนท่าน ประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม ปดิพัทธ์ สันติภาดา ผู้แทนราษฎรจากจังหวัดพิษณุโลก เขต ๑ พรรคก้าวไกล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และเป็น ๑ ใน ๒๐ ของผู้ริเริ่มเสนอกฎหมายนี้ ด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วย สนับสนุน และอยากจะเชิญชวนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ให้รับฟังแลกเปลี่ยนและใช้วิจารณญาณภายในช่วงเวลาที่เหลืออยู่ เพื่อช่วยให้ประเทศนี้ได้ ผ่านพ้นวิกฤติการณ์ของระบอบประยุทธ์ได้นะครับ เรื่องของรายละเอียดและข้อเสนอต่าง ๆ ผมเห็นว่ามีประโยชน์นะครับ และสมควรที่จะพูดกันในวาระ ๒ แต่ผมอยากจะยืนยันตรงนี้ เพื่อไม่ให้เจตจำนงที่แน่วแน่ของผู้เสนอกฎหมายนั้นถูกบิดเบือนนะครับ
ประการแรกก็คือ การยกเลิกวุฒิสภา ผมว่าเราเลิกพร้อมค้อมกันดีกว่า ถ้าเรา ไม่ยกเลิกวุฒิสภาชุดนี้นะครับ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ นี้ เราไม่มีทางแก้ไขรัฐธรรมนูญและกลับ ไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยได้ เราไม่ได้พูดว่าเราจะไม่มีวุฒิสภาไปตลอดนะครับ ถ้า สสร. ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะมาพูดคุยกันว่าเราต้องการความรอบคอบในการกลั่นกรองกฎหมาย เราต้องการการถ่วงดุลอำนาจที่ไม่ได้เป็นข้อเสนอของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรอบนี้ก็ยัง สามารถทำได้ แต่ว่าถ้าจะให้เสนอร่างรัฐธรรมนูญนะครับ เพื่อจะให้ ส.ว. ชุดนี้ยอมรับ ผมคิดว่าไม่ต้องเสนอดีกว่า เพราะว่ามันเหมือนกับไม่มีการแก้ไข เพราะไม่ได้ไปแตะที่หัวใจ ของอำนาจของการสืบทอดอำนาจของ คสช. เลย ท่านประธานครับ
การบิดเบือนที่ ๒ ก็คือเรื่องนี้เราไม่ได้มาพูดเรื่องของระบบการเลือกตั้งกัน นะครับ หลายท่านได้ชี้แจงไปแล้วผมไม่ขอกล่าวซ้ำ แต่ว่าเรื่องนี้เราพร้อมเดินหน้า พรรคก้าวไกล พร้อมเดินหน้าไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องของระบบเลือกตั้งที่เราได้ผ่านรัฐสภาไปแล้ว
การบิดเบือนที่ ๓ ก็คือร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้แน่นอนครับ มีการเพิ่มอำนาจ ให้กับตัวแทนของประชาชนก็คือสภาผู้แทนราษฎร แต่ว่าเรื่องของการรวมศูนย์อำนาจไม่ใช่ ในความหมายที่ ส.ว. หลายท่านพยายามอธิบาย เพราะจริง ๆ แล้วคนที่รวมศูนย์อำนาจ บั่นทอนและควบคุมทุกอย่างตอนนี้ก็คือวุฒิสมาชิกนั่นเอง วุฒิสภานั่นเองนะครับ เพราะจริง ๆ แล้วคนที่รวมศูนย์อำนาจ บั่นทอนและควบคุมทุกอย่างตอนนี้ก็คือวุฒิสภา นั่นเองนะครับ เพราะฉะนั้นผมขอสนับสนุนโดยการเริ่มถามสมาชิกรัฐสภาทุกท่านแห่งนี้ว่า เราเชื่อมั่นในรัฐธรรมนูญมาตรา ๓ หรือเปล่า ที่บอกว่าอำนาจอธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และหน่วยงานของ รัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญกฎหมายและหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ ส่วนรวมของประเทศชาติและความผาสุกของประชาชนโดยรวม ท่านประธานครับ เราใช้ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ มา ๔ ปีแล้ว แล้วตอนนี้ผลมันออกมาชัดเจนแล้วว่ารัฐสภาที่ไม่ใช่มา จากอำนาจอธิปไตยของประชาชน รัฐสภาแห่งนี้มีอำนาจจากการเลือกตั้งน้อยเหลือเกิน แต่อำนาจจากการแต่งตั้งนั้นครอบคลุมสภาแห่งนี้ ทำให้สภาแห่งนี้อยู่ในจุดที่ตกต่ำ ขาดความเชื่อมั่นจากประชาชน และไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤตการณ์ของประเทศได้เลย ทุกวันนี้เราชัดเจนแล้วว่าองค์กรอิสระที่ไม่ได้ปฏิบัติหน้าที่ไปตามรัฐธรรมนูญกฎหมายและ หลักนิติธรรม ทำให้ชีวิตอนาคตและผลประโยชน์ของประเทศชาติและความผาสุกของ ประชาชนแย่ลงขนาดไหน คำวินิจฉัยล่าสุดก่อให้เกิดความสับสนแตกแยกในประเทศนี้ว่า ประเทศนี้จะปกครองกันด้วยระบอบอะไร อาจารย์นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ทั่วประเทศเข้าชื่อ เพื่อคัดค้านคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ทุกวันนี้เราชัดเจนแล้วว่าการเลือกตั้งโดย กกต. ที่มาจาก คสช. ทำให้เราได้การเลือกตั้งที่มีความหมายน้อยเหลือเกิน เพราะเสียงของ ประชาชนไม่ได้ไม่ได้เป็นตัวกำหนดรัฐสภา มีการปกปิดข้อมูลการเลือกตั้งหลายด้าน โดยเฉพาะเรื่องของการรายงานผลคะแนนดิบ การตรวจสอบความถูกต้องของการเลือกตั้ง เป็นไปได้ยากเหลือเกิน จนองค์กรสังเกตการเลือกตั้งนานาชาติเรียกว่า เป็นความสูญหาย หรือหล่นหายไปของการกลับสู่ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย
สุดท้ายการเลือกตั้งเป็นเพียงพิธีกรรมของคณะ คสช. ระบอบประยุทธ์ที่ อยากจะอยู่ต่อโดยที่ไม่ต้องอับอายประเทศชาติ แต่เรื่องนี้ไม่สามารถปกปิดได้ ทุกวันนี้ชัดเจน แล้วว่ารัฐมนตรีหลายท่านไม่ต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบถ่วงดุล ป.ป.ช. ไม่มีรายงาน นาฬิกาของคุณประวิตร ศาลรัฐธรรมนูญรับรองสถานะของรัฐมนตรีที่ถูกข้อหาค้ายาเสพติด ศาลรัฐธรรมนูญรับรองสถานะของ ส.ส. ที่ยุบพรรคตัวเอง แล้วก็ไปอยู่กับพรรคที่สนับสนุน คุณประยุทธ์โดยไม่รู้ว่าเป็นลำดับปาร์ตี้ ลิสต์ (Party-list) ลำดับที่เท่าไร ทั้งหมดเหล่านี้ครับ ท่านประธาน นี่คือสิ่งที่พวกเราอยากเห็นเกิดขึ้นจริง ๆ หรือครับ ผมถามสมาชิกวุฒิสภาว่า นี่คือภาพที่ คสช. ไปเชิญท่านมาปฏิรูปประเทศหรือครับ จนได้ประเทศหน้าตาแบบนี้ หลักนิติธรรมสูญหายไปหมด วิกฤตการณ์ของประเทศแก้ไขไม่ได้ ความขัดแย้งเต็มไปอยู่ที่ ท้องถนน นี่คือภาพความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนที่ คสช. ไปเชิญท่านมานั่งเป็นวุฒิสภาหรือครับ ท่านประธานครับ ระบบการเมืองแบบนี้เอาประเทศออกจากวิกฤติไม่ได้ แล้วประชาชน จำนวนมากยืนยันแล้วว่าการปล่อยให้ระบอบประยุทธ์ยังอยู่ต่อไปนั้น ยิ่งนำพาประเทศไปถึง จุดตกต่ำในเศรษฐกิจ การเมือง สังคม และความเหลื่อมล้ำทุกมิติ คนจำนวนมากโดยเฉพาะ คนรุ่นใหม่มีความหวัง มีความฝันจะให้ประเทศนี้ดีขึ้น แต่ถ้าเขาสูญเสียความฝันนั้นไปสิ่งที่ เกิดขึ้นก็คือเขาจะทิ้งประเทศนี้ ปล่อยให้ประเทศนี้เป็นเรื่องของคนรุ่นเก่า แล้วก็มีประเทศที่ ด้อยพัฒนาแบบนี้ต่อไป แต่ถ้าเรื่องไม่ได้เป็นไปอย่างที่คิด แต่ความขัดแย้งมันสูงขึ้นก็จะ กลายเป็นความขัดแย้งอย่างรุนแรง เพราะเขาไม่สามารถอยู่ในประเทศที่ไม่มีความยุติธรรมได้ เพราะฉะนั้นชัดเจนแล้วว่ากลไกที่ทางผู้ร่างเสนอเป็นการถอยกลับไปครับ ยังไม่ได้พูดถึงว่า ใครจะเป็นรัฐบาลในรอบหน้า ยังไม่ได้พูดถึงมาตราปลีกย่อยอีกหลายอย่างในรัฐธรรมนูญที่ ต้องมีการแก้ไข และผมว่าข้อเสนอทุกอย่างมันก็ฟังเข้าท่าต้องไปคุยกันต่อ แต่วันนี้เราต้อง เอาระบอบประยุทธ์ออกไปก่อนครับท่านประธาน ไม่อย่างนั้นประเทศมันเดินต่อไปไม่ได้ เพราะฉะนั้นหน้าที่ขอบเขตอำนาจการปฏิบัติกับหน้าที่ขององค์กรอิสระที่ทำลายล้าง พรรคการเมืองที่ต่อต้านการรัฐประหาร คำวินิจฉัยครั้งแล้วครั้งเล่าที่ทำให้ตอนนี้เราไม่มี เครดิตเหลือแล้วให้กับศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ในโลกเก่านะครับ เราเชื่อเรื่องการมี กลุ่มคนดี มีความสามารถ มีความเป็นกลางมาถ่วงดุลตรวจสอบฝ่ายการเมือง และ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ นั้นมีเจตจำนงที่จะสร้างรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ก็เลยสร้างองค์กรอิสระ ที่มีอำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุลได้ แต่เราลองใช้มา ๒๔ ปีแล้ว ตอนนี้ระบบการตรวจสอบ ถ่วงดุลของเรายิ่งพังพินาศไปกันใหญ่ เพราะบทบาทขององค์กรอิสระเหล่านี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ในโลกยุคใหม่ที่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอโดย ผู้ร่างนี้ ความเป็นกลางนั้นเกิดจากการมีตัวแทนของคนทุกกลุ่มเข้าไปในสัดส่วนที่ พอ ๆ กัน ความเป็นอิสระขององค์กรอิสระเกิดจากการที่เขาต้องฟังประชาชนมากกว่าผู้มี อำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งที่จะสั่งการพวกเขา แน่นอนครับเวลาเขาฟังประชาชนเขาฟังจาก โซเชียล มีเดีย (Social media) ก็ได้ แต่ว่าพวกเราที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้นรับ ฉันทามติมาจากประชาชน เพราะฉะนั้นเราใช้อำนาจแทนประชาชนและประชาชนก็จะ ตรวจสอบผู้แทนของพวกเขา ถ้าเราจัดการเรื่องที่มาและขอบเขตอำนาจขององค์กรอิสระได้ พรรคก้าวไกลเสนอว่าเราจะผลักดันให้เกิดระบบของรัฐเปิดเผยหรือโอเพน กัฟเวิร์นเมนท์ (Open Government) ให้ได้ เพราะฉะนั้นจะไม่ใช่แค่องค์กรใดองค์กรหนึ่งมาตรวจสอบ ถ่วงดุลอำนาจ แต่จะเป็นประชาชน ๖๐ ล้านคนที่เข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้ การตรวจสอบจะ เข้มข้นกว้างขวางลึกซึ้งมหาศาล นักการเมืองจะเปิดเผย กลัวที่จะปกปิด ไม่ใช่นักการเมือง ตอนนี้ที่ต้องวิ่งหาหลักสูตรระดับสูงสร้างคอนเนกชัน (Connection) กับศาลและองค์กร อิสระเพื่อรอดพ้นจากการตรวจสอบ และนี่เป็นการส่งเสริมระบอบอุปถัมภ์ที่พวกท่านรังเกียจ กันนักกันหนา ท่านประธานครับ นี่ไม่ใช่หรือครับ คือการตรวจสอบถ่วงดุลให้อำนาจกลับไป ที่ประชาชน นี่คือยุคสมัยที่ประชาชนต้องการอำนาจและการเข้าถึงข้อมูลได้ เราไม่ต้องกลัว ประชาชนไม่ตรวจสอบนะครับ ประชาชนจะตรวจสอบอย่างแน่นอน ผมเป็น ส.ส. ที่มาจาก การเลือกตั้ง แอกเคานต์ทาบิลิตี (Accountability) ของผมคือความรับผิดชอบของผมต่อคน ที่โหวต (Vote) ผมมา คนที่สนับสนุนผมก็จะเป็นคนเดียวกับคนที่วิพากษ์วิจารณ์ผมและ ตรวจสอบผม ผมไม่สามารถกินร้านก๋วยเตี๋ยวที่จังหวัดพิษณุโลกได้ถ้าผมตระบัดสัตย์ ไม่ทำ ตามสิ่งที่ผมหาเสียงมา และผมเชิญนะครับคนจังหวัดพิษณุโลกอย่างเช่น พลเอก ปรีชา จันทร์โอชา ท่านลงเลือกตั้งเลย ถ้าท่านชนะเลือกตั้งผมยอมให้เป็นฉันทามติว่าท่านเป็น ตัวแทนของคนจังหวัดพิษณุโลก เพราะฉะนั้นเราต้องจริงใจที่สุดครับท่านประธาน ให้อำนาจ กลับไปสู่ประชาชนทุกกลุ่ม ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ได้เป็นการเอาอำนาจกลับไปที่ประชาชน กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนะครับท่านประธานครับ แต่เป็นการเอาอำนาจกลับไปที่ประชาชนทุกกลุ่ม ให้ความแตกต่างหลากหลายให้ปัญหาที่อยู่ในประเทศนี้นั้นถูกกลับมาพูดคุยกันในระบอบ ประชาธิปไตย ซึ่งสมการนี้เป็นไปไม่ได้ถ้าระบอบประยุทธ์ยังอยู่และมีการเลือกตั้งโดยอำนาจ ของ ส.ว. ยังอยู่ ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่ทำในวันนี้เราจะไม่มีทางมีรัฐบาลชุดใหม่ที่ยึดโยง กับประชาชน ไม่สามารถแก้ไขปัญหาวิกฤติสาธารณสุขและเศรษฐกิจได้ และเราไม่มีทางที่จะ มี สสร. ที่จะเดินหน้าร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ ถ้า ส.ว. ชุดนี้และระบอบประยุทธ์ยังอยู่ อย่างครบถ้วน เพราะฉะนั้นทุกพรรคการเมืองครับ ผมขอความร่วมมือกันและ ส.ว. ในฐานะ ของวิญญูชน ปัจเจกชน ขอความร่วมมือในการลงมติรับหลักการนี้ครับ และข้อเสนอในการ ปรับปรุงหลายอย่างไปว่ากันในวาระ ๒ ผมขอเสนอต่อท่านประธานรัฐสภาครับ