เฉลิมชัย เฟื่องคอน อภิปรายคัดค้านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอให้ยกเลิกมาตรา 65 และการตั้งคณะผู้ตรวจการตรวจสอบกองทัพ ศาล และองค์กรอิสระ โดยมองว่าขัดหลักการแบ่งแยกอำนาจและอาจนำไปสู่การรวมศูนย์อำนาจในสภาผู้แทนราษฎร พร้อมเสนอให้มีการถ่วงดุลในการแต่งตั้งผู้ตรวจการถอดถอนตุลาการและยืนยันความสำคัญของระบบสองสภารวมถึงการรักษาบทบาทของวุฒิสภาในช่วงเปลี่ยนผ่าน ขณะเดียวกันสนับสนุนการปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระให้มีความสมดุล แต่ไม่เห็นด้วยกับการยกเลิกบทบัญญัติการปฏิรูปประเทศซึ่งอาจทำให้กระบวนการล่าช้า และเสนอให้ยกเลิกอำนาจของวุฒิสภาในการเลือกนายกรัฐมนตรีเมื่อครบวาระ รวมถึงคัดค้านการนิรโทษกรรมผู้ก่อรัฐประหารตามมาตรา 279 โดยเห็นว่าควรเริ่มต้นใหม่ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพื่อป้องกันการทุจริตและรัฐประหารในอนาคต พร้อมสนับสนุนการห้ามศาลรับรองรัฐประหารและการดำเนินคดีผู้ก่อการรัฐประหารโดยไม่หยุดอายุความ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพอย่างสูง กระผม นายเฉลิมชัย เฟื่องคอน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พุทธศักราช .... ที่เสนอโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวน ๑๓๕,๒๔๗ คน ซึ่งเป็นผู้เสนอ ดังนี้
ประเด็นที่ ๑ การยกเลิกมาตรา ๖๕ เรื่องการให้รัฐพึงจัดให้มียุทธศาสตร์ชาติ กระผมยังไม่เห็นด้วย ยุทธศาสตร์มี ๖ ด้าน ๒๓ ประเด็น ถ้าบทบัญญัติใดบกพร่อง หรือไม่สามารถปฏิบัติได้ก็สามารถที่จะแก้ไขได้ในทุก ๕ ปี
ประเด็นที่ ๒ การกำหนดให้มีคณะผู้ตรวจการกองทัพตามมาตรา ๑๒๑ คณะผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๑๒๒ และคณะผู้ตรวจการองค์กร อิสระตามมาตรา ๑๒๓ โดยให้มีองค์ประกอบประกอบไปด้วย ส.ส. ฝ่ายค้าน ๕ คน ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ๕ คน มีอำนาจหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณของกองทัพ การจัดซื้อจัดจ้างรวมทั้งของศาลและองค์กรอิสระ การจัดทำรายงานการปฏิรูปกองทัพ วิเคราะห์ ประเมินคุณภาพ ผลกระทบของคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาของศาลยุติธรรมและศาลปกครอง และคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระ โดยให้ ผู้ตรวจการกองทัพคัดเลือกกันเอง ๒ คนไปเป็นสมาชิกสภากลาโหม ไปเป็นตุลาการ ศาลยุติธรรม ๑ คน และตุลาการศาลปกครองอีก ๑ ท่าน กระผมไม่เห็นด้วย โดยมีเหตุผลคือ อาจจะทำให้เข้าไปก้าวก่ายแทรกแซงการปฏิบัติงานของกองทัพ และเข้าไปก้าวก่าย การปฏิบัติงานของศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองและองค์กรอิสระ ผิดหลักการแบ่งแยกและ ถ่วงดุลอำนาจ การกำหนดเช่นนี้สภาผู้แทนราษฎรจะกลายเป็นผู้มีอำนาจเด็ดขาด ในบ้านเมืองเป็นเผด็จการสภาผู้แทนราษฎรไป ในข้อเท็จจริงมีระบบการตรวจสอบของทุก หน่วยงานมีอยู่แล้ว เช่น สตง. ป.ป.ช. ตรวจสอบภายในของแต่ละหน่วยงาน รวมทั้ง การตรวจสอบการปฏิบัติงานที่กำหนดไว้ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๒๓๔ และมาตรา ๒๓๕
ประเด็นที่ ๓ การยกเลิกบทบัญญัติในหมวด ๗ รัฐสภา มาตรา ๗๙ ถึง มาตรา ๑๕๗ และเพิ่มบทบัญญัติใหม่เป็นหมวด ๗ สภาผู้แทนราษฎร ตั้งแต่มาตรา ๗๙ ถึงมาตรา ๑๔๑ แทน โดยใช้ระบบสภาเดียว คือสภาผู้แทนราษฎร ยกเลิกวุฒิสภา คงเหลือ แต่สภาผู้แทนราษฎร อันนี้ก็ยังไม่เห็นด้วย จะกลายเป็นเผด็จการโดยสภาเดียวคือ สภาผู้แทนราษฎร เป็นการรวมศูนย์อำนาจอยู่ที่สภาผู้แทนราษฎร การมีระบบ ๒ สภา คือ วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร มีความเหมาะสมดีอยู่แล้ว จะได้เป็นการตรวจสอบกลั่นกรอง การออกกฎหมายต่าง ๆ รอบคอบและรัดกุม และเป็นอันตรายที่สุดสำหรับบ้านเมืองถ้าให้มี สภาเดียว โดยไม่มีการกลั่นกรองกฎหมายอีกชั้นหนึ่ง ท่านบอกว่ามีสภาเดียวหรือสภา ผู้แทนราษฎรทำให้ออกกฎหมายเรียบง่าย ทันสมัย รวดเร็ว คล่องตัว ผมก็อยากจะขอถามว่า มี สว. แล้วจะออกกฎหมายไม่ทันสมัยอย่างไร คำว่า รวดเร็ว ทำให้รอบคอบครับ กฎหมาย ออกมาใช้บังคับกับบุคคลทั่วไปต้องตรวจสอบอย่างรอบคอบ ไม่อย่างนั้นจะเกิดความเสียหาย กับพี่น้องประชาชนได้ การมีสภาเดียวไม่ใช่ทางออกของประเทศแล้วครับ จะกลายเป็น เผด็จการ ควรมี สว. ซึ่งมีความรู้ความสามารถคอยกลั่นกรองการออกกฎหมายและเรื่อง อื่น ๆ จะดีกว่า ขอถามหน่อยว่าสภาเดียวแล้วใครจะมีอำนาจตรวจสอบกฎหมายต่าง ๆ ที่ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรแล้ว
ประเด็นที่ ๔ เพิ่มเติมมาตรา ๑๙๓/๑ และมาตรา ๑๙๓/๒ เพื่อกำหนดให้มี การถอดถอนประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา และประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาศาลฎีกาและตุลาการศาลปกครองสูงสุด โดยองค์คณะ ผู้ไต่สวนในมาตรา ๑๙๓ กับมาตรา ๑๙๓/๒ กำหนดว่าให้มีตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ๑ คน ผู้พิพากษาศาลฎีกา ๑ คน ตุลาการศาลปกครองสูงสุด ๑ คนและ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ๒ คน ส.ส. ฝ่ายค้าน ๒ คน ถ้าจะให้ผมเห็นด้วยจะต้องกำหนดหลักเกณฑ์การได้มาขององค์คณะ พิจารณาถอดถอนให้มีความเหมาะสมถ่วงดุลกันทุกฝ่าย ควรแก้ไขให้สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรมีแค่ ๒ คน แต่อีก ๒ คนนั้นให้เป็นอำนาจของวุฒิสภา
ประเด็นที่ ๕ การยกเลิกหมวด ๑๑ ศาลรัฐธรรมนูญและยกเลิกหมวด ๑๒ องค์กรอิสระ เพิ่มบทบัญญัติใหม่เพื่อปฏิรูปกระบวนการได้มาบทบาทอำนาจหน้าที่ และระบบการตรวจสอบของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ เห็นด้วย แต่ว่าต้องกำหนด บทบาทหน้าที่ขององค์กรอิสระให้มีการคัดเลือกให้เป็นไปอย่างเหมาะสม และมีการถ่วงดุล อำนาจกันอย่างสมเหตุสมผล
ประเด็นที่ ๖ ยกเลิกหมวด ๑๖ การปฏิรูปประเทศ ตั้งแต่มาตรา ๒๕๗ ถึงมาตรา ๒๖๑ เพื่อให้อำนาจในการกำหนดทิศทางของประเทศ รวมทั้งนโยบายต่าง ๆ เป็นของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมยังไม่เห็นด้วยนะครับ ขนาดมี ส.ส. ๒๕๐ คนคอยติดตามเสนอแนะ และเร่งรัดการปฏิรูปประเทศอยู่ทุก ๓ เดือน การปฏิรูป ประเทศ ๑๓ ด้านเป็นไปด้วยความล่าช้า ยังไปไม่ถึงไหนและไม่บรรลุเป้าหมายตามที่กำหนด ประชาชนไม่ได้รับประโยชน์เท่าที่ควร กฎหมายก็ไม่ได้ห้ามนะครับ ในการนำนโยบายของ พรรคการเมืองไปปฏิบัติในการบริหารประเทศ
ประเด็นที่ ๗ ยกเลิกมาตรา ๒๖๙ มาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ และ มาตรา ๒๗๒ เพื่อยกเลิกอำนาจของ สว. ตามบทเฉพาะกาลในการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะมาตรา ๒๗๒ อำนาจของ สว. ที่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีเคยเสนอแก้ไข มาแล้ว ๒ ครั้ง ผมก็ลงมติเห็นด้วยทั้ง ๒ ครั้งให้ยกเลิก แต่ก็แพ้โหวต (Vote) ทุกครั้ง และคิดว่าผู้ที่เสนอร่าง แก้ไขอันนี้ก็คงจะต้องอดใจรอไว้สักหน่อยนะครับ อีก ๒ ปีครึ่ง ส.ว. ชุดนี้ตามบทเฉพาะกาล ก็หมดวาระแล้ว โดยเฉพาะมาตรา ๒๖๙ เป็นการให้อำนาจ ส.ว. ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ๕ ปี เท่านั้น
ประเด็นที่ ๘ เพิ่มเติมหมวด ๑๖ การลบล้างผลพวงรัฐประหาร เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ และการป้องกันและต่อต้านรัฐประหาร และการกำหนดให้การ รัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นโมฆะ โดยความเห็นของผมนะครับ การกำหนดให้การรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ เป็นโมฆะ ผมก็ยังไม่เห็นด้วย เพราะคงเป็นไปไม่ได้หรอกครับ จะทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย มีการฟ้องร้องกัน ไม่หยุดหย่อน ส่วนการป้องกันและต่อต้านการรัฐประหารที่กำหนดไว้ในมาตรา ๒๕๙ และ มาตรา ๒๖๐ โดยเฉพาะมาตรา ๒๕๙ ที่กำหนดไม่ให้ศาลวินิจฉัยหรือพิพากษารับรอง ความสำเร็จ ความสมบูรณ์ของการรัฐประหารนี้ ผมเห็นด้วย มาตรา ๒๖๐ กรณีมีการ รัฐประหารเกิดขึ้นเพื่อแย่งชิงอำนาจจากประชาชนหรือล้มล้างรัฐธรรมนูญโดยไม่เป็นไปตาม วิถีทางที่กฎหมายกำหนด รัฐธรรมนูญกำหนดนะครับ ให้ดำเนินคดีต่อคณะบุคคลนั้น โดยทันทีและปราศจากอายุความ ซึ่งทั้งมาตรา ๒๕๙ และมาตรา ๒๖๐ ผมเห็นด้วยนะครับ
ข้อสุดท้าย ประเด็นที่ ๙ ยกเลิกมาตรา ๒๗๙ คือยกเลิกการนิรโทษกรรม ให้ คสช. ที่รับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศ คำสั่ง และการกระทำของ คสช. หรือหัวหน้า คสช. ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ หรือที่จะออกใช้บังคับ ต่อมา อันนี้ไม่เห็นด้วยนะครับ เพราะการปฏิบัติงานของ คสช. ที่ผ่านมา ๕ ปี มีการออก คำสั่งประกาศมากมายเกือบ ๑,๐๐๐ ฉบับ ถูกบ้างเป็นส่วนใหญ่ ผิดบ้างเป็นส่วนน้อย ที่กำลัง ถูกฟ้องร้องก็มีอยู่ ผมคิดว่าคงต้องลืมกันไปก่อนแล้วกลับมาตั้งต้นกันใหม่ว่า เมื่อมีรัฐบาลมา จากการเลือกตั้งแล้ว นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีควรปฏิบัติตัวปฏิบัติตนและปฏิบัติงาน อย่างไรไม่ให้มีการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งเป็นสาเหตุในการอ้างการปฏิวัติทุกครั้ง ก็อยู่ที่พวกเรา ในรัฐสภาแห่งนี้ละครับ ขอบคุณมากครับ