สุเนตตา สนับสนุนวุฒิสภา ชี้เปิดโอกาสผู้รู้เข้ามีส่วนร่วมพัฒนาประเทศ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

สุเนตตา แซ่โก๊ะ อภิปรายสนับสนุนการมีวุฒิสภาในรัฐธรรมนูญถาวร โดยมองว่าเป็นกลไกสำคัญที่เปิดโอกาสให้บุคคลผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญจากทุกสาขาอาชีพเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศอย่างอิสระภายใต้เกณฑ์คุณสมบัติที่เข้มงวด เพื่อรักษาความเป็นกลางทางการเมืองและป้องกันการผูกขาดอำนาจ พร้อมย้ำถึงข้อห้ามการดำรงตำแหน่งซ้ำและการเว้นช่วงก่อนรับตำแหน่งทางการเมืองหลังพ้นจากวุฒิสภา ชี้ว่ารัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ปรับปรุงข้อบกพร่องจากอดีตเพื่อป้องกันการครอบงำของพรรคการเมือง แม้จะเห็นด้วยกับการมีวุฒิสภา แต่ไม่สนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอในครั้งนี้

นางสุเนตตา แซ่โก๊ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสุเนตตา แซ่โก๊ะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ดิฉันขอร่วมอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติมในประเด็น ของวุฒิสภาค่ะ เราควรจะมีวุฒิสภากันอยู่หรือไม่ วุฒิสภาที่เกิดขึ้นแรก ๆ ของโลกที่ประเทศ อังกฤษนั้นจะเป็นสภาของขุนนาง เป็นสภาของผู้ที่การศึกษา มีประสบการณ์ เหมือนกับว่า เป็นสภาที่คอยเป็นพี่เลี้ยงประคับประคองให้การปกครองระบอบประชาธิปไตยที่เราเลือก ผู้แทนเขตนั้นเขาก็อาจจะเป็นคนดี คนเก่งตามพื้นที่ของเขา ตามหมู่บ้านของเขา แต่จะให้เขา รู้เรื่องราวรู้สิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในประเทศอื่น ๆ ในโลกนี้ หรือตอนนี้อาจจะเป็นนอกโลกแล้ว ก็ได้นะคะ ก็คงจะเป็นเรื่องยาก เราเลยมีสภาอีกสภาหนึ่งมาช่วยเติมเต็ม คำว่าวุฒิ ก็แปลว่า ความเป็นผู้ใหญ่ มีภูมิรู้ มีคุณวุฒิ มีวุฒิภาวะ มีความมีเหตุมีผลก็น่าจะเป็นรูปแบบของ ผู้ที่มีปัญหา มีสติปัญญาที่จะคอยมาเติมเต็มให้ ประเทศไทยมีคนเก่งคนดีที่ไปทำอะไรมา เยอะแยะในต่างแดนไปเด่นไปดัง หรือในวงการวิชาชีพต่าง ๆ ที่เราควรจะได้นำความรู้ ความเก่ง ความชำนาญของเขาเหล่านั้นมาช่วยกันพัฒนาประเทศ สร้างประเทศ คนเหล่านี้ เขาก็มีจิตใจรักประเทศเขาอยากจะเห็นประเทศเจริญก้าวหน้า แต่จะให้เขาเข้ามา มาเข้า พรรคการเมือง มาสมัครเป็นผู้แทนราษฎรบางทีก็อาจจะไม่ใช่นะคะ ดังนั้นวุฒิสภานี้ละค่ะ ที่จะเป็นกลไกในการรวบรวมกลุ่มบุคคลเหล่านั้น ดิฉันจะขอพูดถึงรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย การได้มาซึ่งวุฒิสภา พุทธศักราช ๒๕๖๑ บทถาวร ดิฉันคงไม่พูดถึงบทเฉพาะกาล เพราะบทเฉพาะกาลเกิดขึ้นแล้ว รับทราบกันแล้ว แล้วก็เป็นบทเฉพาะกาลที่มีกำหนดเวลา สิ้นสุด แต่บทถาวรนี้จะอยู่กับเราตลอดไปและก็ประชาชนหลาย ๆ คน แม้แต่เพื่อน ๆ ดิฉันก็ไม่ทราบด้วยซ้ำว่าบทถาวรมีอะไรบ้างเพราะไม่มีการพูดถึงกันเท่าไร รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๐๗ ระบุไว้ว่าวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๒๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกกันเองของบุคคลซึ่งมีความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ อาชีพ ลักษณะหรือประโยชน์ร่วมกัน หรือทำงานหรือเคยทำงานด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายของสังคม โดยในการแบ่งกลุ่มต้องแบ่งในลักษณะที่ทำให้ประชาชนซึ่งมีสิทธิสมัครรับเลือกทุกคน สามารถอยู่ในกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดได้ ก็ได้มีการแบ่งกลุ่มออกมาทั้งหมด ๒๐ กลุ่ม จริง ๆ ดิฉัน อยากจะอ่านให้ฟังว่า ๒๐ กลุ่มมีอะไรบ้างแต่เวลาคงจะไม่พอ แต่รับรองว่าทุกท่านจะต้องตก อยู่ในประเภทของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งแน่นอน เพราะว่าอะไรคะ เพราะว่ากลุ่มที่ ๒๐ คือ กลุ่มอื่น ๆ ถ้าท่านไม่รู้ว่าท่านจะอยู่กลุ่มไหนท่านก็มาสมัครในกลุ่มที่ ๒๐ ได้คือกลุ่มอื่น ๆ หรือ ถ้าเราเป็นสตรีเรามีกลุ่มสตรีค่ะ ดังนั้นวุฒิสภาจึงเป็นเวทีที่เปิดกว้างให้กับทุกคนอายุ ๔๐ ปี ขึ้นไปที่ไม่อยู่ภายใต้อาณัติพรรคการเมืองใด ๆ เดินเข้ามาสมัครได้อย่างอิสระ ให้ทุกอาชีพ ทุกความชำนาญมาสมัคร และถ้าหากว่าท่านมีภาพของวุฒิสภาที่เป็นสภาของสามี ภรรยา สภาพ่อ แม่ ลูก สภาพรรคพวก สภาต่างตอบแทนหรืออะไรทำนองนั้น รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๐๘ ก็บัญญัติเด็ดขาดไว้ถึงลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร สมาชิกวุฒิสภานะคะ รัฐธรรมนูญบัญญัติว่าลักษณะต้องห้ามนะคะ ห้ามเคยเป็นหรือเคยเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ----------------------------- เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นมาแล้ว อย่างน้อย ๕ ปี ก็หมายความว่าท่านต้องเว้นวรรค ๕ ปี ห้ามเป็นสมาชิกพรรคการเมือง ห้ามเป็นหรือเคยเป็นผู้ดำรงตำแหน่งใดในพรรคการเมือง เว้นแต่ได้พ้นจากการดำรงตำแหน่งนั้นมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ห้ามเป็นหรือเคยเป็นรัฐมนตรี เว้นแต่พ้นจากการเป็นรัฐมนตรีมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี ห้ามเป็นหรือเคยเป็นสมาชิกสภา ท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น เว้นแต่ได้พ้นจากการเป็นสมาชิกสภาท้องถิ่นหรือผู้บริหาร ท้องถิ่นมาแล้วไม่น้อยกว่า ๕ ปี นั่นหมายความว่าอย่างไรคะ หมายความว่า หากท่านเคย เข้ามามีบทบาททางการเมืองไม่ว่าจะเป็นระดับท้องถิ่นหรือระดับประเทศ ท่านจะต้อง เว้นวรรค ๕ ปี ถึงจะมาสมัครสมาชิกวุฒิสภาได้ มาถึงข้อห้ามข้อต่อไป ห้ามเป็นบุพการี คู่สมรสหรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ข้าราชการ การเมือง สมาชิกสภาท้องถิ่น หรือผู้บริหารท้องถิ่น ผู้สมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภา ในคราวเดียวกัน หรือผู้ดำรงตำแหน่งใดในศาลรัฐธรรมนูญหรือองค์กรอิสระ ตรงนี้ละค่ะที่จะ ไม่มีอีกแล้ว สภาสามี ภรรยา สภาพ่อ แม่ ลูก ดังนั้นบ้านหลังไหนที่มีสมาชิกวุฒิสภาแล้ว ที่เหลือไม่ว่าสามี ภรรยา หรือลูก จะไปเป็น ส.ส. จะไปดำรงตำแหน่งสภาท้องถิ่นหรืออะไร ก็ไม่ได้นะคะ ท่านต้องเลือกแล้วในบ้านของท่านจะมีคนที่ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้แค่ ผู้เดียวเท่านั้น และในบ้านของท่านจะมาสมัครรับเลือกเป็นสมาชิกวุฒิสภาพร้อมกันมากกว่า ๑ คนก็ไม่ได้นะคะ

ข้อห้ามข้อต่อไปก็คือ ห้ามเคยดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญนี้ หมายความว่าอย่างไรคะ หมายความว่าจากนี้ไปในชีวิตท่าน ถ้าท่านมาเป็นวุฒิสมาชิกแล้ว ท่านสามารถมาเป็นได้แค่ครั้งเดียว ชีวิตนี้ท่านเป็นสมาชิกวุฒิสภาได้แค่ครั้งเดียว ดังนั้นหาก ท่านหุนหันพลันแล่นลาออกจากการเป็นสมาชิกวุฒิสภา นั่นก็คือจบแล้วท่านไม่มีโอกาสจะ กลับมาเป็นอีกนะคะ

นอกจากนี้รัฐธรรมนูญก็เขียนไว้เพื่อป้องกันผลประโยชน์ต่างตอบแทนว่าชีวิต หลังจากการเป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ยังมีข้อห้าม ก็คือเช่น ห้ามจะไปเป็นรัฐมนตรีหรือไปเป็น ส.ส. ตรงนี้ท่านต้องเว้นวรรค ๒ ปี ดังนั้นหากท่านหุนหันพลันแล่นอีก ลาออกจากการเป็น สมาชิกวุฒิสภา และคิดว่าจะไปสมัคร ส.ส. ไปเป็น ส.ส. ไปเป็นรัฐมนตรีท่านต้องรอเวลา อย่างน้อย ๒ ปี เว้นวรรคไว้ก่อน ที่ดิฉันพูดมาทั้งหมดนี้เพื่อที่จะให้ประชาชนได้รับทราบว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี ๒๕๖๐ ในหมวดวุฒิสภานั้นนำบทเรียนจากอดีต ของไทยมาเป็นข้อพิจารณา ให้เห็นว่าข้อบกพร่อง ข้อครหาทั้งหลายที่เกิดขึ้นในอดีตได้ถูก จัดการกำจัดออกไป เพื่อกลั่นกรองหาสมาชิกวุฒิสภา ที่ไม่มีการครอบงำโดยพรรคการเมือง ให้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถมาช่วยเติมเต็ม ดิฉันทราบค่ะว่าท่านผู้เสนอร่างและ ประชาชนบางกลุ่มมีอคติกับรัฐบาล คสช. ดิฉันก็อยากจะขอให้ท่านวางอคติของท่านไว้ข้าง ๆ ก่อน แล้วพิจารณาในบริบทของประเทศไทยอีกครั้งควบคู่ไปกับสิ่งที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดว่า วุฒิสภาควรจะมีต่อไปอีกหรือไม่ สำหรับดิฉันแล้วดิฉันเห็นด้วยว่าในบริบทของประเทศไทย เรายังควรจะมีวุฒิสภากันอยู่ และดิฉันก็ต้องขอบอกว่าดิฉันไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญ ที่ท่านเสนอมาค่ะ ขอบพระคุณค่ะ