กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา หารือประเด็นร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยย้ำถึงความสำคัญของยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีในฐานะกรอบการพัฒนาที่ชัดเจน ต่อเนื่อง และเอื้อต่อการดึงดูดการลงทุน พร้อมคัดค้านการยุบสภาร่างรัฐธรรมนูญและเสนอให้คงระบบสภาคู่เพื่อรักษาการถ่วงดุลอำนาจ รวมถึงเตือนถึงอันตรายจากการแทรกแซงกองทัพและอำนาจตุลาการ พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาความเห็นของประชาชน 16 ล้านเสียงที่สนับสนุนรัฐธรรมนูญปี 2560 และความเหมาะสมกับวัฒนธรรมไทยอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจเปลี่ยนแปลง
กราบเรียนท่านประธานสภา ดิฉัน กรณิศ งามสุคนธ์รัตนา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขตคลองเตยและเขตวัฒนา พรรคพลังประชารัฐ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ วันนี้ดิฉันเอง ได้มาขอร่วมอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งก็จะมีอยู่ประมาณ ๒-๓ ประเด็น ที่ดิฉันอยากจะขออภิปรายนะคะ เริ่มจากในส่วนของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพราะว่าที่ผ่านมาปัญหาประเทศของเราก็คือจะมี ในส่วนของแผน ๕ ปีที่ทางสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม ทำมาโดยตลอดนะคะ ซึ่งบางครั้งมันก็เกิดปัญหาว่าไม่ต่อเนื่อง ๕ ปีทำที ๕ ปีเปลี่ยนครั้งหนึ่ง ซึ่งก็จะไม่มีจุดหมาย ไม่มีทิศทางที่ถูกต้อง ไม่มีหมุดหมายของการที่จะพัฒนาประเทศ ไม่ชัดเจนแล้วก็ไม่ต่อเนื่อง ค่ะท่านประธาน อย่างเช่นดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างว่าทำไมแผนพัฒนาแผนยุทธศาสตร์ของ ชาติจึงจำเป็น ยกตัวอย่างของประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นประเทศที่เขามีวิสัยทัศน์แล้วก็เจริญ แล้วอย่างสิงคโปร์ เขาก็จะมีแผนพัฒนาประเทศของเขา ๓๐ ปี ตั้งเป้าเอาไว้แล้วว่าอีก ๓๐ ปี ข้างหน้าในอนาคตประเทศของเขาจะเป็นการพัฒนาในรูปแบบใด เป้าหมายที่วางเอาไว้ ตรงหรือไม่ หรือแม้ประเทศจีนนะคะ ก็จะมีการตั้งเป้าเอาไว้ว่า ๑๕ ปี ๒๐ ปี ๓๐ ปี หน้าตาของประเทศของเขาในอนาคตจะออกมาเป็นอย่างไร แล้วก็ทำการบริหารประเทศ ให้เป็นไปตามเป้าหมายนั้น ประเทศไทยก็เช่นเดียวกันค่ะ ที่เรามีแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ก็เพื่อที่จะเอาสรรพกำลัง ของเราที่เรามีทั้งหมด ทรัพยากรที่เรามีจำกัดทุ่มเทไปในทิศทางที่ถูกต้อง ขณะเดียวกัน ท่านประธานคะ ภาคเอกชนและต่างชาติที่มาลงทุนก็จะมาร่วมกันพัฒนาเศรษฐกิจก็จะ สามารถที่จะเห็นได้ชัดเจนว่า มันจะมีความมั่นคงและสบายใจที่จะมาลงทุนอย่างไร เพราะว่า เป้าหมายในอนาคตที่อยากจะให้ประเทศไทยพัฒนาไปในทิศทางที่ได้วางเอาไว้มันก็จะชัดขึ้น ท่านประธานคะ
ส่วนแผนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีที่เรามีนี่นะคะ ก็เพื่อที่จะขับเคลื่อน การพัฒนาและรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์และความก้าวหน้าของประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็น แผนการพัฒนาที่จะกำหนดกรอบและแนวทางการพัฒนาให้หน่วยงานของรัฐและ ทุกภาคส่วนจัดทำแผนขึ้นมา แล้วก็ให้สอดคล้องกับเป้าหมายที่ได้วางไว้และบูรณาการ ร่วมกันเพื่อให้เกิดเป็นพลังในการที่จะผลักดันให้ไปสู่เป้าหมายนั้น แล้วก็หลักการและ เป้าหมายต้องชัดเจนด้วยนะคะ สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่ได้วางเอาไว้ด้วย โดยการ พัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง วันนี้นะคะท่านผู้นำเสนอก็ได้บอกว่าให้ยกเลิก ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพราะอะไรและเพื่ออะไรคะ ดิฉันอยากจะบอกว่าที่มามันไม่ได้ เกิดขึ้นอย่างที่หลาย ๆ คนได้กล่าวหา เพราะว่าระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วย กระบวนการรับฟังความคิดเห็นก็ได้มีผลบังคับใช้แล้ว นอกจากให้ประชาชนได้มามีส่วนร่วม ในการแสดงความคิดเห็นและยังมีหน่วยงานราชการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมแสดง ความคิดเห็นด้วยเช่นกันค่ะ กระบวนการทั้งหมดที่ผ่านมามันก็สามารถมั่นใจได้ในระดับหนึ่ง ว่าเราสามารถที่จะปักหมุดหมายอนาคตของประเทศของเราไปในทิศทางไหน เราอยากจะ เห็นแล้วก็อยากให้เป็นไปอย่างไร บางคนอาจจะไม่ชอบว่าเป้าหมายเหล่านี้อาจจะมีปัญหา เห็นต่างแล้วก็มีวิธีการที่จะไปถึงเป้าหมายเหล่านั้นแตกต่างกัน ซึ่งสามารถจะมาปรับแล้วก็มา จูน (Tune) แล้วก็มาแก้ปัญหากันได้นะคะ เพราะว่าสถานการณ์ของโลกมันเปลี่ยนไปอยู่ ตลอดเวลาค่ะ ท่านประธานคะ ทุกอย่างมันมีทั้งผลบวกแล้วก็ทางผลลบ แต่หากว่ามันมี ทางบวกมากกว่าเราก็ควรจะคงไว้ไหมคะ และหากว่ามีทางลบเราก็ค่อยมาปรับมาแก้กัน แต่เป้าหมายต้องคงไว้ค่ะ วิธีการอาจจะต้องปรับเปลี่ยนได้ สำคัญที่สุดดิฉันยังยืนยันว่า ประเทศต้องมีหมุดหมายที่ชัดเจนในอนาคตของชาติระยะยาว เป็นสิ่งจำเป็นมากค่ะ ท่านประธานคะ เช่นเดียวกับอารยประเทศทั้งหลายที่เขาทำกันทั้งหมดนะคะ
อีกเรื่องหนึ่งที่ดิฉันอยากจะอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการเสนอให้มีสภาเดี่ยวแล้ว ก็ยุบ ส.ว. ท่านประธานคะ ดิฉันอยากจะบอกว่าผู้เสนอได้กล่าวในรัฐสภาแห่งนี้ว่า สภาเดี่ยวนี้เป็น สภาหลักที่เขาใช้กัน สภาคู่นี้เป็นสภารองที่คนจะใช้น้อยกว่า และคนกำลังจะเปลี่ยนจากสภา คู่ไปเป็นสภาเดี่ยวกันแล้ว แต่ดิฉันอยากจะบอกว่าประเทศที่เลือกใช้สภาคู่นี้มีอยู่หลาย ประเทศมากเลยนะคะ อย่างเช่น ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศญี่ปุ่น ประเทศอินเดีย ประเทศออสเตรเลีย และอีกหลายประเทศ รวมถึงประเทศ ไทยค่ะ ซึ่งก็เป็นประเทศที่เป็นมหาอำนาจและเป็นประเทศที่อยู่ชั้นนำระดับโลกทั้งสิ้น ถ้าไม่ดีจริงเขาคงไม่นำมาบริหารประเทศหรอกนะคะ แล้วก็ท่านบอกว่าหลายประเทศมี แนวโน้มที่จะเปลี่ยนมาใช้สภาเดี่ยวแล้ว แต่ตอนนี้ปัจจุบันนี้ดิฉันก็ยังเห็นเขาใช้สภาคู่อยู่เลย นะคะ ถ้า ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งท่านคิดดูนะคะว่า ถ้าท่านใช้สภาเดี่ยวมาบริหารประเทศ ไทย จากสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง มีความเห็นต่าง ถ้า ส.ส. ที่มาจากการเลือกตั้งได้เสียง ข้างมากในสภามาบริหารประเทศมาออกกฎหมายโดยไม่มีสภาสูงหรือวุฒิสภาคอยกลั่นกรอง กฎหมายให้อีกชั้นหนึ่งให้รอบคอบมากขึ้น ผลเสียก็จะตกกับประเทศของเรานะคะ แล้วก็ อาจจะเกิดระบบเผด็จการในสภาที่เคยเป็นมาได้ เพราะว่าไม่มีวุฒิสภาคอยถ่วงดุลอำนาจ เอาไว้ค่ะ ถ้าท่านติดใจในหน้าที่และที่มาของ ส.ว. ดิฉันคิดว่าท่านควรจะปรับแก้เฉพาะเป็น เรื่อง ๆ ไป แต่ไม่ใช่ว่าอยู่ดี ๆ ก็จะมายกเลิก ส.ว. แต่ถ้าหากว่าท่านติดใจเรื่องอำนาจหน้าที่ ที่มาของ ส.ว. ก็มาว่ากันนะคะ อะไรที่เป็น หลักประกันว่าท่านเปลี่ยนและท่านยุบ ส.ว. ไปแล้ว ท่านไม่เอาสภาคู่แล้ว จะเป็น หลักประกันว่าจะไม่มีปัญหาในอนาคตแล้วมันจะดีกว่า การที่เราบริหารประเทศ อย่าง ๒ สภาที่ผ่านมาได้ ดิฉันจึงเห็นว่า ๒ สภาก็ยังเหมาะสมกับสังคมไทยอยู่นะคะ ท่านประธาน ส่วนเรื่องที่จะมีผู้ตรวจการกองทัพ ดิฉันขอออกตัวก่อนนะคะว่า ดิฉันพูดวันนี้ คือไม่ได้เอาใจทหาร แล้วก็ไม่ได้เอาใจใครทั้งสิ้น แต่พูดเพื่อที่จะยึดในส่วนของผลประโยชน์ ของชาติเป็นที่ตั้ง เรื่องที่ท่านจะให้มีผู้ตรวจการกองทัพ และให้พลเรือนมามีอำนาจเหนือทหาร เอาการเมืองมาแทรกแซงกองทัพ ทำแบบนี้จะทำให้กองทัพอ่อนแอ แล้วก็ล้าหลัง กำลังพล ก็จะขาดวินัย ไม่เชื่อฟังคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ในอนาคตใครจะมาปกป้องอธิปไตย ของชาติได้ อย่าลืมว่าเราเองมีสงครามกับเพื่อนบ้านล่าสุดไปเมื่อประมาณ ๑๑ ปีที่แล้ว และซึ่งเวลานี้ก็ยังมีปัญหาในส่วนของ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้อยู่ตลอดเวลา ยังมีคน บาดเจ็บล้มตายกันอยู่ และยังมีพื้นที่ปัญหาในเรื่องของการทับซ้อนของประเทศเพื่อนบ้านอีก ทั้งทางบกแล้วก็ทางทะเล ถ้าทำแบบนี้ดิฉันคิดว่าวันข้างหน้าถ้าการทหารเราไม่แข็งแรง อ่อนแอ เราอาจจะเสียอธิปไตยของชาติไทยเราไปได้ในอนาคต
ลำดับต่อไปดิฉันอยากจะพูดถึงในเรื่องของการตรวจสอบ ในส่วนของศาล และองค์กรอิสระที่ท่านได้นำเสนอ อำนาจอธิปไตยก็คือ ๓ ฝ่ายที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ก็คือ ฝ่ายนิติบัญญัติ ฝ่ายบริหารและฝ่ายตุลาการเราแบ่งแยกอำนาจกันชัดเจนนะคะท่านประธาน ไม่ก้าวก่ายกัน และท่านกำลังจะไปแทรกแซงในส่วนของอำนาจตุลาการ โดยการจะเอาฝ่าย บริหารมาแทรกแซงตุลาการด้วย ดิฉันเห็นว่ามันผิดหลักการในการแบ่งแยกอำนาจกันนะคะ ซึ่งตรงนี้ดิฉันคิดว่าควรจะต้องกลับไปพิจารณาใหม่ว่าจริง ๆ สิ่งที่ผู้เสนอและมีประชาชน จำนวน ๑๓๕,๐๐๐ กว่าคน ที่ได้นำเสนอการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้เข้าสู่สภา ดิฉันถือว่ารับ ฟังแล้วก็ไม่ได้คัดค้าน เพียงแต่ว่าท่านก็ต้องเห็นด้วยว่าดิฉันก็เป็นตัวแทนของประชาชนคน ไทยคนหนึ่งที่เข้ามาอยู่สภา แล้วก็มีสิทธิมีเสียงในการที่จะยกมือว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ดิฉันเองก็ต้องแคร์ (Care) ในส่วนของ ๑๖ ล้านเสียง ที่ได้ช่วยกันผ่านร่างรัฐธรรมนูญฉบับ ของปี ๒๕๖๐ ที่เราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ ซึ่งตรงนี้เขาจะยอมรับกับการแก้ไขหรือเปล่า ดิฉันว่า ก็น่าจะถามดูว่า ๑๖ ล้านเสียงเขาจะยอมรับหรือไม่ ดิฉันขออนุญาตแนะนำนิดหนึ่งนะคะว่า ถ้าผู้เสนอออกจากกับดักความคิดของตนเอง ปล่อยวาง อยู่กับปัจจุบัน คิดทำในสิ่งที่เป็นไปได้ และเหมาะสมกับความเป็นไทย เรามีประวัติศาสตร์ มีวัฒนธรรม มีประเพณี มีรากเหง้าของ ตนเอง เรานำความคิดแบบตะวันตกมาใช้กับสังคมการเมืองการปกครองของไทยบางอย่าง สุ่มเสี่ยง แล้วมันก็จะสร้างความแตกแยกในสังคมด้วย ประชาชนส่วนใหญ่ถ้าเป็นแบบนี้ก็ยาก ที่จะยอมรับ การที่ท่านสรุปปิดท้ายว่าการที่จะมีผู้อภิปรายคัดค้านหรือลงมติ ไม่รับหลักการนั้น เป็นการไม่ไว้วางใจประชาชน ดิฉันว่าแบบนี้มันไม่ใช่ระบอบประชาธิปไตย เลยนะคะ ส่วนข้อเสนอที่ท่านเข้าสู่สภาในครั้งนี้ อะไรที่เป็นประโยชน์กับประเทศชาติ ดิฉันเชื่อว่าในสภาแห่งนี้ยินดีที่จะสนับสนุน แต่ถ้าหากว่าอะไรที่ไม่เป็นประโยชน์และสุ่มเสี่ยง ที่จะสร้างความแตกแยก ดิฉันว่าเอาไปคิดอย่างอื่นดูแลช่วยเหลือประชาชนจะดีกว่าค่ะ ขอบคุณค่ะ