วิรัตน์ วรศสิริน อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเสนอให้ยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติและสมาชิกวุฒิสภา ปรับเกณฑ์การเสนอผู้นำฝ่ายค้าน ขยายอำนาจกรรมาธิการ และปฏิรูปศาลรัฐธรรมนูญให้ขึ้นกับศาลยุติธรรมเพื่อคืนอำนาจให้ประชาชนและเสริมความเป็นธรรมในระบอบประชาธิปไตย
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิรัตน์ วรศสิริน ครับ พรรคเสรีรวมไทย วันนี้ ขออภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ หัวหน้าพรรคผม ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ท่านเคยอภิปรายในรัฐสภาแห่งนี้ ในวันที่ภาค ประชาชนได้รวบรวมรายชื่อแสนรายชื่อมาเพื่อเสนอญัตติขอแก้ไขรัฐธรรมนูญในครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๓ แต่ร่างในวันนั้นได้ถูกตีตกไป พร้อมกับร่างของฝ่ายค้าน และวันนี้ภาคประชาชนได้นำรายชื่อ ๑๓๕,๒๔๗ รายชื่อ มายื่นเพื่อให้รัฐสภาพิจารณา อีกครั้งหนึ่ง กระผมได้อ่านและพิจารณาเนื้อหาทั้งหมดทุกมาตราแล้ว เห็นว่าเนื้อหาโดยรวม เป็นการเพิ่มอำนาจให้ประชาชนทั้งทางตรงและทางอ้อม ผ่านทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ นับได้ว่าเป็นสิ่งที่ดีและถูกต้องเป็นที่สุดแล้ว กระผมขอไล่เรียง ให้ท่านประธานและสมาชิกรัฐสภาทุกท่านได้โปรดพิจารณาตามลำดับ ดังนี้ มาตรา ๓ ให้ยกเลิกแผนยุทธศาสตร์ชาติ แผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนปฏิรูปประเทศ อันที่จริงแล้ว ท่านประธานครับ มันไม่ควรจะมีอยู่ในรัฐธรรมนูญตั้งแต่แรกแล้ว ไม่ว่าฉบับใดก็ตาม การมี ข้อกำหนดมิให้มีผลผูกพันบังคับให้รัฐบาลต่อ ๆ ไปต้องนำไปปฏิบัติ ถ้าไม่ทำตามต้องถูก ลงโทษติดคุกติดตะรางได้นั้น ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่เหลวไหล ไม่เข้าท่า มันไม่ควรมีอยู่ใน ระบอบที่เรียกว่า ประชาธิปไตย ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าคนที่เลือกพรรคผม พรรคเสรีร่วมไทย เขาย่อมอยากจะได้แผนปฏิรูปหรือแผนพัฒนาที่พรรคผมไปเสนอเมื่อตอน หาเสียง เขาไม่ต้องการใช้แผนของคณะปฏิวัติ แผนคณะรัฐประหารที่มายัดเยียดให้กับ ประชาชน เพราะว่าเขาไม่ได้เลือกนะครับ ท่านประธาน ดังนั้นท่านประธานการยกเลิกจึงสม ด้วยเหตุด้วยผล ทั้งในเชิงหลักการและความชอบธรรม มาตรา ๗๙ สภาประกอบด้วยสมาชิก จำนวน ๕๐๐ คน ยกเลิกสมาชิกวุฒิสภาให้เหลือเพียงสภาเดียวนั้น หัวหน้าพรรคผมเช่นกัน ท่าน พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เคยอภิปรายไล่เรียงวงจรอำนาจของอดีตหัวหน้า คสช. ท่าน พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าเป็นผู้แต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา และสมาชิกวุฒิสภา ก็พร้อมใจกันลงมติเห็นชอบให้ท่านกลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังการเลือกตั้ง ๒๕๖๒ นี้ ท่านเสรีพิศุทธ์ใช้คำว่า ระบบต่างตอบแทน นี่จึงเป็นเหตุผลหนึ่งสมาชิกวุฒิสภาไม่ มีเสียเลยจะดีกว่า ท่านประธานครับ แต่อย่างไรก็ดี กระผมมีความเห็นว่า ในอนาคตหากจะ ให้มีสมาชิกวุฒิสภาแล้วละก็ ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีประโยชน์เสียทีเดียว หากที่มาและอำนาจมี ความสัมพันธ์กับประชาชนแบบอารยะประเทศ แต่ต้องไม่ใช่แบบปัจจุบันทั้งที่มาก็ไม่ยึดโยง กับประชาชน แต่กลับมีอำนาจยิ่งกว่าที่ประชาชนเลือกตั้งมาเสียอีก ต่อไป มาตรา ๑๐๘ เรื่องการเสนอชื่อผู้นำฝ่ายค้าน ในกรณีที่พรรคการเมืองมีจำนวน ส.ส. เท่ากันให้ใช้วิธี จับสลาก เรื่องนี้เรียนท่านผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ในเมื่อระบบเลือกตั้งนี้เป็นระบบสัดส่วน ผสมปันส่วนผสม จึงควรพิจารณาจาก จำนวน ส.ส. และประกอบกับคะแนนพรรคที่ได้รับ เพื่อนำมาทดแทนการจับสลาก มาตรา ๑๑๘ ให้คณะกรรมาธิการมีอำนาจเรียกเอกสารหรือ เรียกบุคคลมาแถลงข้อเท็จจริง แสดงความคิดเห็นในกิจการที่กระทำ หรือเรื่องที่พิจารณานั้น ได้ เรื่องนี้สำคัญที่สุดท่านประธาน เพราะหลังจากศาลรัฐธรรมนูญว่าวินิจฉัย พ.ร.บ. คำสั่ง เรียกขัดรัฐธรรมนูญคณะกรรมาธิการจึงมีอำนาจเพียงเรียก ไม่มีอำนาจที่จะออกคำสั่งเรียก ตามรัฐธรรมนูญที่โฆษณาว่าปราบโกง ๒๕๖๐ นี้ ต่อไปมาตรา ๒๐๑ ให้ตุลาการศาล รัฐธรรมนูญ ๙ คน มาจากการเสนอชื่อของ ส.ส. ฝ่ายค้าน ส.ส. รัฐบาล และศาลส่งมาให้สภา คัดเลือกเป็นที่ถกเถียงกันว่า ศาลรัฐธรรมนูญควรจะมีอยู่ต่อไปหรือไม่ เมื่อก่อนเราไม่มีศาล รัฐธรรมนูญ แต่เมื่อเกิดปัญหาขัดแย้งในทางรัฐธรรมนูญเราก็ใช้ช่องทางทางศาลยุติธรรม ซึ่งก็ไม่เคยมีเสียงครหาใด ๆ ในอดีต แต่ปัจจุบันตั้งแต่มีการสถาปนาศาลรัฐธรรมนูญ การวินิจฉัยชี้ขาดของศาลในหลาย ๆ คดีเป็นที่เคลือบแคลงสงสัย เป็นที่ติฉินนินทาครหากันไปทั่ว ทำไมตัดสินอย่างนี้อย่างนั้น ชาวบ้านคิดไปต่าง ๆ นานา เพราะที่มาหรือ หรือว่าเพราะ คสช. ตั้งมา หรือเพราะรองนายกรัฐมนตรีคนนี้ไปสนิทกับ ศาลคนนั้น อะไรต่าง ๆ นานา ท่านประธานครับ เรื่องอย่างนี้ชาวบ้านห้ามเขาคิดไม่ได้ หรอกครับ ในเมื่อถ้าต้นไม้พิษก็ย่อมจะออกผลไม้ที่เป็นพิษอยู่นั่นละครับ ในความเห็น ของผมแล้วปัจจุบันศาลรัฐธรรมนูญจึงเป็นองค์กรที่มิใช่เพียงตีความวินิจฉัยรัฐธรรมนูญ แต่มีอำนาจเหนือรัฐธรรมนูญเสียอีก คำวินิจฉัยผูกพันทุกองค์กร รวมถึงศาลยุติธรรมด้วย อันเป็นที่พึ่งสุดท้ายของความยุติธรรม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่น่าจะถูกต้องนะครับ ดังนั้นแนวทาง ที่เสนอมาในร่างนี้แม้จะคิดว่าเป็นแนวคิดที่ดีก็ตาม แต่พรรคเสรีรวมไทยโดยหัวหน้าพรรคผม พลตำรวจเอก เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส มีความเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญควรไปขึ้นกับศาลยุติธรรม เป็นแผนกหนึ่งในศาลฎีกา อย่างเช่นแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เป็นต้น และเมื่อมีคดีเข้ามาที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาก็จะประชุมคัดเลือกองค์คณะผู้พิพากษา เช่น ๙ คน เพื่อมาพิจารณาแต่ละคดี ๆ องค์คณะแต่ละคดีก็จะไม่ซ้ำกัน จึงไม่มีการผูกขาดความ ถูกต้อง ผูกขาดความผิด คนนี้ผิดเสมอ ฝ่ายนั้นผิดเสมอ ฝ่ายนี้ถูกเสมอ ก็จะได้ไม่มี เสียงครหาอย่างเช่นในปัจจุบันนี้นะครับ มาตรา ๑๒๒ ให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งผู้ตรวจการศาล ประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๑๐ คน อย่างน้อย ๕ คน เป็นพรรคฝ่ายค้าน และให้มีคณะตรวจการเป็นกรรมการศาลโดยตำแหน่งด้วย ท่านประธานครับ มาตรานี้ เกี่ยวกับศาลส่วนตัวผมเห็นว่า ศาลเป็น ๑ ใน ๓ อำนาจอธิปไตย การแต่งตั้งคณะตรวจสอบ มีความจำเป็นถึงขนาดนั้นไหม การแต่งตั้ง ส.ส. เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศาล นานวันก็เกรงว่า สภาจะมี ส.ส. ผู้มีอำนาจในศาลหรือไม่ กลับจะกลายเป็นปัญหาในสภาผู้แทนราษฎรไป หรือไม่ครับท่านประธาน ดังนั้นกระผมเสนอให้ใช้อำนาจตรวจสอบในช่องทางตามมาตรา ๑๑๘ ในร่างนี้นะครับ ให้อำนาจคณะกรรมาธิการให้เต็มที่ไปในการตรวจสอบ จะเพิ่มอำนาจ อย่างไร เรียกเอกสารอย่างไร หรืออื่น ๆ อย่างไรนะครับ กระผมเห็นว่าน่าจะเหมาะสมกว่า ที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับศาลโดยตรง ด้วยเหตุผลเชิงหลักการดังกล่าวข้างต้นทั้งหมดนี้ กระผมเห็นว่าให้รัฐสภาได้รับหลักการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไว้พิจารณารายละเอียดกันต่อไป ก่อนนะครับ แต่หากสภามีมติไม่รับเรื่องนี้ ติดเงื่อนไข ๘๔ คนของสมาชิกวุฒิสภาที่ คสช. เป็นผู้แต่งตั้งนั้น กระผมก็อยากให้เสนอต่อไปว่าให้คณะรัฐมนตรีลงประชามติให้ประชาชน ออกความเห็นไปเลยนะครับ รัฐธรรมนูญที่มาจากเลือกตั้งของประชาชนเพื่อความสง่างาม ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ