เจตน์ เสนอร่าง รธน. แก้ไข รวมอำนาจ ส.ส. เลือกองค์กรอิสระ-ยุบวุฒิสภา

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

เจตน์ ศิรธรานนท์ อภิปรายคัดค้านร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมที่รวมศูนย์อำนาจไว้ที่สภาผู้แทนราษฎรเพียงฝ่ายเดียวโดยเสนอให้ยุบเลิกวุฒิสภาและเพิ่มอำนาจองค์กรอิสระจนขาดการถ่วงดุลซึ่งขัดต่อหลักการปกครองแบบประชาธิปไตยที่มีระบบตรวจสอบและควบคุมอำนาจกันเองอย่างมีประสิทธิภาพ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้มีหลักการและเหตุผลให้ อำนาจอธิปไตย รวมศูนย์อำนาจไว้ที่สภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น เพราะยึดโยงกับประชาชน ผมเรียกว่า เฮ้าส์ ออฟ รีพรีเซนเททีฟ โซเวอเรนตี (House of Representatives Sovereignty) หรือรัฏฐาธิปัตย์ โดยสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ เหตุผลที่ผมอ้างมี ๗ ข้อ ตามร่างที่เสนอแก้ไขเพิ่มเติมมา ข้อที่ ๑ นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. เท่านั้น ข้อนี้ต้องเอาไปรวมกับอีก ๖ ข้อด้วยนะครับ ข้อที่ ๒ ยุบเลิกวุฒิสภาให้เป็นสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นสภาเดี่ยว อันนี้ก็สมาชิกมากมายที่อภิปราย ไปแล้ว ข้อ ๓ มีอำนาจโดยเสียงข้างมากในการเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญตาม มาตรา ๒๐๑ โดย ๑ ใน ๓ หรือ ๓ คนมาจาก ส.ส. ฝั่งรัฐบาล ๓ คนมาจาก ส.ส. ฝ่ายค้าน และอีก ๓ คนมาจากทั้งที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและที่ประชุมใหญ่ของศาลปกครองสูงสุด โดยให้สภาผู้แทนราษฎรเลือกจาก ๖ เหลือ ๓ ก็เท่ากับมีอำนาจ ๒ ใน ๓ แล้วก็เช่นเดียวกับ ป.ป.ช. ก็มีโครงสร้างในลักษณะแบบนี้เช่นเดียวกัน ข้อ ๔ มีอำนาจในการเลือกองค์กรอิสระ ทั้ง กกต. ป.ป.ช. คตง. และ กสม. โดยยุบเลิกผู้ตรวจการแผ่นดินไปอย่างถาวร ท่านประธานครับ ในกรณีของกรรมการองค์กรอิสระแตกต่างจากศาลรัฐธรรมนูญและ ป.ป.ช. ตรงที่เหลือ ๗ คน ก็ใช้สัดส่วน ๒ : ๒ : ๓ ก็ยังเป็นในลักษณะเดิมอยู่ ก็คือสภาผู้แทนราษฎรก็ครองเสียง ข้างมากอยู่ดี แล้วก็ในการยุบผู้ตรวจการแผ่นดินอย่างถาวร ก็ยุบเอาไปรวมทั้งกรรมการ เลขาธิการ และสำนักงาน ไปรวมด้วย อันนี้ก็เปลี่ยนโครงสร้างจากศาลฎีกาและศาลปกครอง ไปเป็นองค์กรสิทธิมนุษยชนและมหาวิทยาลัยที่สอนด้านนี้ ซึ่งก็จะมีกรรมการจากองค์กรละ ๗ คน ข้อ ๕ นอกจากอำนาจในการแต่งตั้งแล้วยังมีอำนาจถอดถอนอีกด้วย เพราะครองเสียง ข้างมาก จากองค์คณะพิจารณาถอดถอนประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการ และผู้พิพากษาศาลฎีกา หากมี ส.ส. ๑ ใน ๔ หรือ ประชาชนอย่างน้อย ๒๐,๐๐๐ ชื่อเข้าชื่อ โดยมีผู้แทนศาลทั้ง ๓ มาจาก ๓ ศาล ศาลละ ๑ คน แต่มี ส.ส. ถึง ๔ คน บัญญัติกระบวนการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ใช้ ส.ส. ๑ ใน ๔ หรือประชาชน ๒๐,๐๐๐ คนเข้าชื่อเสนอ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญา และให้ ส.ส. ๑ ใน ๑๐ เข้าชื่อเสนอให้ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระพ้นจากตำแหน่ง กรณีขาด คุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม และถอดถอน ส.ส. ที่ทำผิดจริยธรรมต้องใช้เสียง ๒ ใน ๓ ของ ส.ส. ที่มีทั้งหมด ข้อ ๖ ๖.๑ มีคณะผู้ตรวจการ ๓ ชุด คณะผู้ตรวจการศาลและ ศาลรัฐธรรมนูญ คณะผู้ตรวจการกองทัพ คณะผู้ตรวจการองค์อิสระ ทำไมท่านไม่เสนอให้มี คณะผู้ตรวจการสภาผู้แทนราษฎร ขอคำตอบตรงนี้ด้วยนะครับ เพราะว่าในกรณีนี้สมาชิก ก็อภิปรายไปมากแล้วว่า นอกจากมีคณะผู้ตรวจการต่าง ๆ แล้วยังมี ส.ส. ที่จะเข้าไปเป็น ก.ต. เข้าไปเป็น ก.ศป. และอีก ๒ คนเข้าไปอยู่ในสภากลาโหม ท่านครับ การมีส่วนร่วมเป็น สิ่งที่ดี แต่การแทรกแซงเป็นสิ่งที่พึงระวัง ข้อ ๗ มีอำนาจเพิ่มในการตรวจสอบการบริหาร ราชการแผ่นดินของ ครม. ตรวจสอบโครงการที่ใช้งบประมาณสูงเมื่อเทียบกับโครงการอื่น โดยคณะกรรมาธิการอย่างน้อย ๕ คณะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี แต่ท่านมีอำนาจเรียกเอกสารจาก บุคคลใด หรือบุคคลใดมาชี้แจงในเรื่องที่สอบข้อเท็จจริงหรือศึกษาอยู่ได้ ปัญหาที่มันเกิดขึ้น คณะกรรมาธิการมีหนังสือเรียกนายกรัฐมนตรี มีหนังสือเรียกประธาน ศาลต่าง ๆ อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ ท่านลองคิดภาพมันออกมาว่ามันจะยุ่งเหยิงกันขนาดไหน เขาก็ทำงานไม่ได้ เพราะว่ามันมีอำนาจของ ส.ส. อยู่เหนือองค์กรอิสระ ทั้ง ๗ ข้อนี้จึงทำให้ ส.ส. มีอำนาจล้นฟ้า ท่านครับ แอบโซลูต เพาเวอร์ อีส แอบโซลูต คอร์รัปต์ (Absolute power is absolute corrupt) เป็นประเด็นที่เป็นหลักการพื้นฐาน ท่านประธานครับ หลักการของรัฐธรรมนูญทุกฉบับต้องมีการถ่วงดุลของ ๓ อำนาจ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ การเกิดขึ้นขององค์กรอิสระก็เกิดขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ในการถ่วงดุลนี้ด้วย เพราะเน้นโครงสร้างให้อิสระจากฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหารเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจ รัฐอย่างมีประสิทธิภาพ สภาผู้แทนราษฎรไม่ใช่องค์กรที่ใช้อำนาจยุติธรรม เพราะถ้าหากว่า สภาผู้แทนราษฎรเป็นองค์การที่ใช้อำนาจยุติธรรมก็จะไม่ใช้วิธีการถูกหรือผิด ก็จะเป็นกรณีที่ ใช้โหวต เอามติเสียงข้างมาก เพราะฉะนั้นตรงนี้ผมยึดหลักของมงเต็สกีเยอ ที่อธิบายว่าการ รวมศูนย์อำนาจไว้กับคนหรือองค์กรเดียวจะเป็นอันตรายต่อสิทธิเสรีภาพและ การปกครองที่มีประสิทธิภาพ จึงควรแยกจากกันอย่างเป็นระบบและมีการตรวจสอบถ่วงดุล ท่านประธานครับ ในหลัก ๕ ข้อของท่านก็มีเรื่องของ พีเพิล โซเวอเรนตี (People sovereignty) ข้อ ๒ หลักสิทธิเสรีภาพ ข้อ ๓ หลักการแบ่งแยกอำนาจที่มี เช็ก แอนด์ บาลานซ์ (Check and Balance) และข้อ ๔ หลักความเป็นอิสระของฝ่ายตุลาการ ข้อ ๕ หลักรัฐธรรมนูญที่เป็นลายลักษณ์อักษร อันนี้ก็เป็นหลักการพื้นฐานโดยทั่ว ๆ ไป แต่ผมขอเน้นหลักข้อที่ ๓ กับหลักข้อที่ ๔ หลักการแบ่งแยกอำนาจและหลักความเป็นอิสระ ของฝ่ายตุลาการ ท่านพูดตลอดเวลาว่าร่างที่เสนอมามีการตรวจสอบถ่วงดุลแล้วระหว่าง รัฐบาลและฝ่ายค้าน ไม่ใช่ครับ มันต้องมีการตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างอำนาจทั้ง ๓ แล้วก็มี องค์กรอิสระเป็นตัวเสริมที่จะเข้าไปตรวจสอบอำนาจของฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายบริหาร ท่านประธานครับ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ท่านก็เสนอให้ยกเลิก ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี คือเป้าหมายระยะยาวในการพัฒนาประเทศทบทวนได้ทุก ๕ ปี หรือสถานการณ์ เปลี่ยนแปลง เช่น กรณีของโควิด-๑๙ (COVID-19) ในปัจจุบันนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลง ยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์การปฏิรูปประเทศเช่นเดียวกัน ที่ผ่านมาปัญหาคือรัฐบาลเปลี่ยนบ่อย หลายครั้งเปลี่ยนจากรัฐบาลเป็นฝ่ายค้านนโยบายจึงไม่ต่อเนื่อง เมื่อมีการเชิญชวนให้ ต่างชาติมาลงทุนในประเทศไทยก็อาจจะเป็นเพียงการรับปากของรัฐบาลหนึ่ง แต่เมื่อ เปลี่ยนเป็นรัฐบาลใหม่นโยบายก็ต้องเปลี่ยนแต่ครั้งนี้ไม่ใช่ เพราะเมื่อยุทธศาสตร์ชาติยังอยู่ ทุกอย่างก็ยังอยู่ เว้นแต่รัฐบาลนั้นจะเปลี่ยนยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งเปลี่ยนได้ครับ แต่เปลี่ยนยาก โดยเฉพาะนักลงทุนเขาต้องการอะไร เขาต้องการความมั่นใจ ซึ่งความมั่นใจที่ดีที่สุดคืออะไร ความมั่นใจที่ดีที่สุดก็คือยุทธศาสตร์ เพราะจะได้รู้ว่าเป้าหมายการพัฒนาของประเทศจะเดิน ไปอย่างไร จะมีหลักอะไรที่จะประกันว่าถ้ารัฐบาลเปลี่ยนแล้วสิ่งนั้นจะยังอยู่ แผนพัฒนา เศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แต่เขาก็ถามว่าแผนมีอายุอยู่กี่ปี เราเคยมีนายกรัฐมนตรีมาจาก ภาคอีสานก็มีแผนพัฒนาทุ่งกุลาร้องไห้ หรืออีสานเขียว เมื่อมีนายกรัฐมนตรีมาจากภาคเหนือ แผนพัฒนาก็เปลี่ยนเป็นการพัฒนาภาคเหนือแทน อย่างนี้มันไม่ใช่ยุทธศาสตร์ชาติ ที่ควรจะเป็น แผนยุทธศาสตร์ชาติก็มีเป้าหมายของยุทธศาสตร์ คือแผนการปฏิรูปประเทศ ที่มี ๑๑ ด้าน ภายหลังเปลี่ยนเป็น ๑๓ ด้าน เชื่อว่าทุกรัฐบาลตั้งใจดี แต่ทำไมจึงทำอะไร ให้สำเร็จได้ยาก นั่นก็เพราะ ๑. เวลาน้อยไป ช่วงหนึ่งของการเป็น ส.ส. ก็คือ ๔ ปี ๒. ความร่วมมือจากประชาชนน้อย ๓. รัฐบาลเลือกตั้งต้องฟังเสียงประชาชน พอฟังก็กลัว กลัวแล้วก็หยุดทำ เพราะฉะนั้นยุทธศาสตร์ชาติจึงเป็นทิศทางแล้วก็เป็นความจำเป็น แล้วข้อที่สำคัญที่สุดคือ รัฐบาลควรจะมีความต่อเนื่อง แล้วก็ในสมัย สนช. ผมเองก็มีส่วนที่เข้าไปตรากฎหมายถึง ๔๔๗ ฉบับ กฎหมายนั้น เป็นเครื่องมือในการทำงานของหน่วยงานของรัฐ มีความจำเป็นอย่างยิ่งครับ เพราะฉะนั้น กฎหมายที่อาศัยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาที่ผ่านมา น้อยมาก ตัวเลขเป็น หลักสิบเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ส.ว. ชุดที่อยู่ในรัฐธรรมนูญหลักของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยมี ๒๐๐ คนนะครับ ไม่ใช่ ๒๕๐ คน เหมือนบทเฉพาะกาล ข้อสำคัญ ที่สุด ก็คือใน ส.ว. ที่เป็นบทหลัก ๒๐๐ คน อีก ๒ ปีครึ่งนี่ก็จะถึงที่จะมี ส.ว. มาจาก บทหลักแล้ว มาจากการเลือกตั้งทางอ้อม โดยประชาชน ๒๐ กลุ่ม ถ้าหากว่าท่านยุบเลิก ส.ว. เกิดอะไรขึ้นครับ ชนกลุ่มน้อยประชาชนที่เป็นกลุ่มน้อยที่เป็นกลุ่มอาชีพทำนา ปลูกพืช ล้มลุก ทำสวนทำป่าไม้ ปศุสัตว์ หรือประมง พนักงานหรือลูกจ้าง กลุ่มเอสเอ็มอี (SMEs) ผู้ที่เป็นคนพิการ กลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มอัตลักษณ์อื่น ๆ ที่ท่านพูดในสภานี้บ่อย ๆ ว่าเป็น แอลจีบีทีคิว (LGBTQ) นะครับ กลุ่มศิลปวัฒนธรรม ดนตรี การแสดงบันเทิง กลุ่มประชาสังคม กลุ่มองค์กรสาธารณประโยชน์ เขาจะมีโอกาสไหนที่จะเข้ามาในสภานี้ เพราะว่าจะไปสมัคร รับเลือกตั้งมันก็สู้ไม่ได้ เพราะว่าการเลือกตั้งยังต้องใช้เงินเป็นปัจจัย ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญทั้งโลกไม่มีแบบสำเร็จรูปนะครับ แล้วท่านก็พูดว่ารัฐธรรมนูญของประเทศต่าง ๆ ส่วนใหญ่ก็จะมีเป็นรัฐธรรมนูญเดี่ยว ผมต้องขอบคุณท่าน ส.ส. กรณิศที่อภิปราย ซึ่งมันตรง กับผมตรงกับใจเลยว่ารัฐธรรมนูญของประเทศที่อ้าง อังกฤษ ญี่ปุ่น ฝรั่งเศส เยอรมนี อินเดีย ล้วนแล้วแต่มีวุฒิสภาทั้งสิ้น ถ้าหากว่าท่านคิดว่าหรืออภิปรายว่ารัฐธรรมนูญมีแนวโน้มจะเป็น สภาเดี่ยวมากขึ้น ท่านช่วยบอกหน่อยว่าแล้วประเทศมหาอำนาจเหล่านี้ ซึ่งเป็นต้นแบบของ ประชาธิปไตย ทำไมเขายังคงมีวุฒิสภาอยู่นะครับ เพราะว่าวุฒิสภามีประโยชน์อย่างยิ่ง นะครับ ก็คงจะเป็นสิ่งที่จะต้องฝากไว้ ผลสุดท้าย ผมคิดว่าในกรณีของการเสนอร่างแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญฉบับนี้มันมีประเด็นอะไรที่ซ่อนเร้นไว้อยู่หรือไม่ มีเฉพาะแค่การเสนอ โดยร่างประชาชนนี้เข้ามาหรือเปล่า อย่าลืมนะครับว่าในกรณีนี้มันก็ยังมีประชาชนอีกจำนวน มากซึ่งเขาก็เงียบไปเป็น ไซเลนต์ มาจอริตี ( Silent Majority) ก็ไม่ได้มีสิทธิมีเสียงนะครับ ผมยอมรับนะครับ ถ้าเรียกว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ๑๓๕,๐๐๐ คน เรียกได้ครับ แต่ก็มีประชาชนอีกจำนวนมากที่บอกว่าในการรับรัฐธรรมนูญฉบับที่แล้ว ๑๖ ล้านเสียง ก็ยังมีประชาชนที่เขาไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นผมก็ขอฝากไว้ และผมคิดว่าถ้าหากว่าท่านกลับไปตั้งหลักดี ๆ แล้วเสนอเข้ามาใหม่นะครับ โดยที่ว่าไม่มี อะไรซ่อนเร้นแล้ว มันเป็นสิ่งที่มีความเป็นไปได้ และผมเชื่อว่าสภานี้ในอนาคตข้างหน้าก็อาจจะรับ ในสิ่งที่ท่านเสนอมา โดยเฉพาะการแก้เป็นรายมาตรา ที่เป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ขอบคุณครับ