จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ วิพากษ์วิจารณ์การสืบทอดอำนาจผ่านวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง โดยเชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์การเมืองไทยตั้งแต่ปี 2475 ถึงการรัฐประหารปี 2490 ซึ่งเป็นต้นแบบของระบอบอำมาตย์ที่ยังคงดำรงอยู่ พร้อมตั้งคำถามต่อข้ออ้างการจำกัดบทบาทประชาชนและการรับรู้ประชาธิปไตยที่ถูกครอบงำโดยชนชั้นนำ รวมถึงวิพากษ์ตรรกะวิบัติที่ใช้เพื่อทำให้รัฐประหารและอำนาจทหารดูชอบธรรม เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจแสดงความรักชาติและประชาชนอย่างแท้จริง
ขอบคุณ ครับท่านประธาน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนราษฎร จังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคก้าวไกล จริง ๆ ก็ค่อย ๆ ก้าวนะครับ แต่ว่า ๘๙ ปีแล้วไม่ถึงสักที โดนเตะตัดขาตลอด วุฒิสภาแต่งตั้งครับท่านประธาน จริง ๆ ไม่ได้เกิดจากเชื้อราที่ขึ้นเอง ตามธรรมชาติ ไม่ได้เกิดจากวิถีทางประชาธิปไตยด้วย วุฒิสภาไม่ได้เกิดขึ้นจากพฤฒสภา แบบที่เอามาอ้างกันมั่ว ๆ มันคนละโลกกัน ต่างประเทศนี่ไม่ต้องพูดถึงนะครับเขาเลือกตั้งกัน หรือถ้ามีแต่งตั้งก็ไม่มีอำนาจจะมาขี่หัวประชาชนแบบนี้ ท่านประธานครับที่มาของวุฒิสภาก็ ต้องเล่าย้อนไปปี ๒๔๗๕ เมื่ออำนาจที่เป็นของกษัตริย์กลายมาเป็นของราษฎรทั้งหลาย แต่ปี เดียวครับหลังจากนั้นมีการเลือกตั้ง เป็นการสถาปนาอำนาจประชาชนชาวสยามอย่างเป็น ทางการ ๑๕ ปีต่อมาจากนั้นครับ ช่วงปี ๒๔๗๕ ถึงปี ๒๔๙๐ การพัฒนาประเทศก็เจริญ รุดหน้าครับ รัฐสภาเกิดขึ้นครั้งแรกประชาชนเอาตัวแทนเข้าไปพูดเรื่องปัญหา ทั้งปัญหา ชาวนา สวนยาง โดยเฉพาะเรื่องของงบประมาณแผ่นดินที่ประชาชนมีโอกาสเข้าไปกำหนด ชะตาชีวิตตัวเอง เกิดเทศบาลครับการกระจายอำนาจที่แท้จริง โรงเรียนประชาบาลทุกตำบล ถนน น้ำ ไฟ สาธารณูปโภคเต็มไปหมด เรามีวันชาติ ๒๔ มิถุนายน เพลงชาติไทย นางสาวไทย มหาวิทยาลัย คณะเสรีไทย ยกเลิกภาษีรัชชูประการ หรือว่าส่วยที่ต้องจ่าย ให้เจ้านายแบบฟรี ๆ ยกเลิกภาษีที่นาจากยุคของศักดินา และมีการเก็บภาษีแบบเป็นธรรม ตามสัดส่วนรายได้ด้วย แถมยังมีหลักการที่มิให้ข้าราชการมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองและ ต้องเป็นลูกจ้างของราษฎรเท่านั้น มีหลักการว่าทหารต้องเป็นทหารของประชาชน ทหารของ ชาติ พิทักษ์รัฐธรรมนูญและอยู่ภายใต้การกำกับของรัฐบาลพลเรือนจนถึงปี ๒๔๘๙ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับนั้นเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ก้าวหน้าและเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด ฉบับหนึ่ง เคารพสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากที่สุด กำหนดให้นายกรัฐมนตรีมาจาก ส.ส. ด้วย กำเนิดคณะตุลาการรัฐธรรมนูญขึ้นที่ยึดโยงกับประชาชน กำเนิดพฤฒสภาตรงนี้ครับ ที่มาจากการเลือกตั้งทางอ้อมของประชาชน ย้ำนะครับว่า พฤฒสภามาจากการเลือกตั้ง ทางอ้อมของประชาชน มาช่วย ส.ส. ตรากฎหมาย ท่านประธานครับ ประเทศชาติพัฒนาไป ทั่วทุกพื้นที่จริง ๆ ครับ ด้วยความที่ประชาชนมีอำนาจจัดสรรงบประมาณเอง แน่นอนครับ มันทำให้กลุ่มอำนาจเก่า กลุ่มอนุรักษ์นิยมที่ถือครองทรัพยากรมายาวนานสูญผลประโยชน์ มหาศาล มีความพยายามทำรัฐประหารตลอดครับช่วงนั้น จนในที่สุดปี ๒๔๙๐ จุดสิ้นสุดของ คณะราษฎร ยังไม่ได้ทันได้เลือกตั้งพฤษภาเลยครับ ก็เกิดรัฐประหารจนได้ กลุ่มอนุรักษ์นิยม กลุ่มกษัตริย์นิยมจับมือกับกลุ่มทหารที่เขาอยากจะล้มคณะราษฎรอยู่แล้วหลังจากที่ สงครามโลกเสร็จสิ้น นี่เป็นจุดสิ้นสุดของยุคคณะราษฎรและเป็นจุดเริ่มต้นของระบอบ ประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ในวันนี้ครับ เขาเริ่มด้วยการยกเลิกพฤฒสภาและให้กำเนิดวุฒิสภา ชุดแรกที่แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์ซึ่งก็เป็นข้าราชการประจำ ขุนนางเก่า ทหาร นายพล เกษียณแล้ว และพรรคพวกในคณะรัฐประหารด้วยกันเอง ไม่ได้ต่างจากชุดนี้ ให้ข้าราชการ ประจำกลับมาดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ครับ นายกรัฐมนตรี ครม. สนช. แต่งตั้งทั้งหมด กำเนิดอำนาจพระราชกำหนดที่ให้ฝ่ายบริหารมาใช้อำนาจของนิติบัญญัติได้ เอาอภิรัฐมนตรี กลับมา ซึ่งก็คือองคมนตรีให้มีพระราชโองการตราพระราชบัญญัติได้ ให้พระราชอำนาจ ในการสถาปนาฐานันดรศักดิ์ และประทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ รวมไปถึงการถวายคืนพระ ราชอำนาจ พระราชทรัพย์และอำนาจในการจัดการพระราชทรัพย์ด้วย รัฐประหารปี ๒๔๙๐ ไม่ใช่แค่ทำลายคณะราษฎรสิ้นนะครับ แต่เป็นแม่แบบของการทำรัฐประหารต่อ ๆ มาจนถึง ครั้งล่าสุด อย่างเช่นที่ต้องเป็นรัฏฐาธิปัตย์ เพื่อที่จะได้ไม่ต้องรับผิดชอบ ทำรัฐประหาร จะต้องฉีกรัฐธรรมนูญทุกครั้งและเอาของตัวเองมาใช้เติมสร้อยคำว่า ชั่วคราวเข้าไป ต้อง อาศัยบารมีจากสถาบันกษัตริย์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้ตัวเอง นี่เป็นแม่แบบที่ใช้ กันมาตลอดตั้งแต่ครั้งนั้น เพราะเขาลากมาจนถึงมีมาตรา ๑๗ เลยครับซึ่งเป็นบรรพบุรุษของ มาตรา ๔๔ ที่เราเพิ่งเจอกันมา ในยุคที่ประชาชนเริ่มเข้ามามีบทบาททางการเมือง เริ่มเป็นพลังอีกกลุ่มพลังหนึ่งก็กำเนิดมิติ สงครามขึ้น จัดการศัตรูทางการเมือง ตัวแทนประชาชน ส.ส. อีสาน ตัวแทนจากทางใต้ถูกฆ่า ยัดเยียดคดี จับขัง จนไปถึงการสังหารหมู่ ตามมาด้วยการแก้ไขมาตรา ๑๑๒ เพิ่มโทษหนัก เป็น ๑๕ ปี หลังจากที่ก่อนหน้านี้ไม่นานก็ย้ายมาอยู่ในหมวดของความมั่นคงแห่งรัฐไปแล้ว ทั้งหมดนี้คือการทวงคืนอำนาจของกลุ่มอำนาจเก่าครับ คณะเจ้าที่ทำลายคณะราษฎรสำเร็จ ในปี ๒๔๙๐ หรือจะเรียกกลุ่มอนุรักษ์นิยมหรือจะเรียกอะไรก็แล้วแต่อำมาตยาธิปไตยอะไรก็ ได้ หรือจะเรียกว่าผู้เสพความตายก็ได้ ก็ความหมายเดียวกัน ท่านประธานครับ ผมย้อนให้ฟัง เพื่ออะไร คณะรัฐประหารปี ๒๔๙๐ เป็นผู้ทำคลอดวุฒิสภาครับไม่ใช่พฤฒสภาของ รัฐธรรมนูญปี ๒๔๘๙ ทำคลอดด้วยวิธีคิดแบบเผด็จการและอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไปนะครับ ก็พยายามที่จะรวมตัว พยายามที่จะกลมกลืนกับตัวแทนจาก ประชาชน แต่มันก็ไม่รอดครับ มันเป็นสิ่งแปลกปลอมอยู่ดี ถ้านึกภาพไม่ออกนะครับ ผมจะเล่าให้ฟังว่ายุคเมื่อ ๖๐-๗๐ ปีที่แล้วประเทศเป็นอย่างไร ประเทศไทยตอนนั้นเป็น รัฐประหารครับ ถูกรัฐประหาร ได้นายกรัฐมนตรีที่เป็นทหาร ไม่ได้มาจากการรับสมัคร เลือกตั้ง เอาพรรคพวกตัวเอง ลูกน้องเก่า ๆ มาเป็น ครม. ให้ข้าราชการมาดำรงตำแหน่งทาง การเมืองได้ กิจการทั่วไปรวมถึงการจัดการงบประมาณก็เป็นหน้าที่ของข้าราชการประจำ ส่วนอำนาจทางการเมืองอยู่กับข้าราชการทหาร และเขาก็พึ่งพิงกัน ทำให้เกิดการรวมศูนย์ อำนาจแบบที่เป็น ทำให้การเลือกตั้งเป็นแค่พิธีกรรมซึ่งเกิดขึ้นเป็นระยะ ๆ เท่านั้น อำนาจ ที่มาจากการเลือกตั้งก็น้อยนิดเสียจนไม่สามารถทำอะไรได้ วุฒิสภาจากการแต่งตั้งจะคอย ปั่นป่วนวุ่นวายตลอด ใช้นโยบายที่จะบีบให้คนจน แล้วค่อยไปแจกเอาบุญคุณทีหลัง ประชาชนก็ต้องพึ่งพิงรัฐ ส่วนเศรษฐีก็สามารถมีความมั่งคั่งได้ด้วยการยึดโยงกับโครงสร้าง ทางการเมืองแบบนี้ นี่คือประชาธิปไตยแบบไทย ๆ ครับ ที่เราเบื่อกันเหลือเกิน มันต่างกับ วันนี้ตรงไหนผมถามจริง ๆ เหมือนผมพูดสิ่งที่มันเกิดขึ้นในวันนี้ให้พวกท่านฟังอยู่ โชคดีครับ มีช่วงหนึ่งตอนใช้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ถึงจะอายุสั้นนะครับ แต่ด้วยความที่มันเป็น ประชาธิปไตยแบบสมบูรณ์จริง ๆ ส.ว. มาจากการเลือกตั้ง ไม่มีทหารมาวุ่นวาย ไม่มีการ แต่งตั้งมาคอยคว่ำกฎหมาย ต้องยอมรับว่านักการเมืองสนองความต้องการของประชาชนได้ เต็มที่จริง ๆ ด้วยความเป็นประชาธิปไตย สร้างคุณูปการทิ้งไว้จนถึงทุกวันนี้มากมาย จนเกิด รัฐประหารปี ๒๕๔๙ ก็กลับมาสู่วงเวียนแบบเดิม ๆ ท่านประธานครับ ส.ว. จากการแต่งตั้ง หลังจากกลับมาหลอกหลอนเหมือนเดิมก็อยู่มาจนถึงทุกวันนี้ละครับ ฝ่ายการเมือง ทำนโยบายที่ใช้หาเสียงเอาไว้ ไม่ได้ทำ ขายฝันอะไรกับประชาชนไว้ ไม่เกิดขึ้นจริง เพราะอะไร เพราะถูกเตะถ่วงอยู่ตลอดเวลาจากคนที่บอกว่ามากลั่นกรองกฎหมาย ซึ่งความเป็นจริงก็แค่มาระงับยับยั้งกฎหมายที่จะไปกระทบกับผลประโยชน์ของกลุ่มอำนาจ ตัวเองแค่นั้นเอง ประเทศเดินต่อไม่ได้ครับท่านประธาน ถ้ายังหาทางออกให้ประเทศด้วย เหตุผลเพี้ยน ๆ แบบนี้ คือเราก็ได้ยินมาตั้งแต่เช้าครับ โดยเฉพาะเวลาเจอคำถาม ส.ว. มีไว้ ทำไมก็อ้างแต่ข้ออ้างเดิม ๆ ใช้วนเวียนมา ๗๕ ปีแล้วก็ยังจะใช้อยู่ ข้อแรกอ้างว่าตรวจสอบ ถ่วงดุลถ้าไม่มี ส.ว. ประเทศจะไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล ท่านคิดว่าพวกผมใส่สูทผูกไทด์ (Tie) มายืนร้องคาราโอเกะออกทีวีหรือครับทุกวันนี้ ก็เห็นอยู่ว่าฝ่ายค้านเขาจะสอบอำนาจ บริหารแบบเข้มข้นขนาดไหน ถามตัวเองดีกว่าว่าที่ผ่านมาท่านทำอะไรกันอยู่ เห็นเอาแต่มา วิพากษ์วิจารณ์ต่อล้อต่อเถียงกับฝ่ายค้านทั้งในและนอกสภา พวกผมไม่ใช่ฝ่ายบริหาร ไม่มี อำนาจบริหารครับ จะมาวุ่นวายอะไรกับพวกผมนัก โน่น ผมว่าไปตรวจสอบฝ่ายบริหารดีกว่า ท่านเคยได้ยินคำนี้หรือไม่ครับท่านประธาน มีวันนี้เพราะพี่ให้ ก็มันมีคำนี้อยู่ ท่านจะกล้าไป ตรวจสอบอะไรเขา ส่วนอำนาจนิติบัญญัติก็เป็นอำนาจที่มีกลไกประชาชนคอยตรวจสอบ อยู่แล้ว แล้วทำไมประเทศชาติต้องเสียเงินหลายพันล้านบาทไปจ้างวุฒิสภาไม่กี่คนมา ตรวจสอบแทน ในเมื่อเรามีประชาชน ๖๐ กว่าล้านคนทำหน้าที่ตรวจสอบให้ฟรี ๆ ไม่เสีย สักบาท เรามีการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารนะครับ ข้อมูลการแสดงทรัพย์สิน เปิดเผยบันทึก การประชุม เปิดเผยหลายเรื่องให้ประชาชนติดตาม โดยเฉพาะการถ่ายทอดสด ถามตัวเอง หรือไม่ครับ ถามตัวเองก่อน วุฒิสภาชุดนี้มีมติไม่เปิดเผยการประชุม ๓๐ กว่าครั้งแล้ว อย่างไรครับ ข้ออ้างที่บอกการตรวจสอบถ่วงดุลเอาไปเก็บไว้ไหนครับ ใครตรวจสอบ วุฒิสภาครับ อย่างไรครับ ข้ออ้างที่บอกการตรวจสอบถ่วงดุลเอาไปเก็บไว้ไหน ใครตรวจสอบวุฒิสภาครับ ทำกันลับ ๆ ล่อ ๆ แล้วก็เซ็นรับเงินเบี้ยประชุมแล้วกลับบ้านกันสบายตัว ไม่ได้ อ้างมั่ว ๆ อย่างนี้ไม่เอาครับ
ข้ออ้างที่ ๒ ท่านประธาน ก็ได้ยินอยู่บ่อย ประชาชนยังไม่พร้อม คนพวกนี้ ชอบคิดว่าประชาชนโง่เหลือเกินครับ ไม่มีปัญญาจะปกครองตัวเอง ต้องให้ชนชั้นสูง ให้พวกที่ เฉลียวฉลาดมีชาติตระกูลและต้องเป็นคนดีมาประคับประคองกลั่นกรองกฎหมาย ช่วยตรวจสอบถ่วงดุล ใช้มาตั้งแต่ ๗๕ ปีที่แล้ว จนวันนี้วิธีคิดแบบนี้ก็ยังถูกใช้อยู่ ท่านไปดู แผนปฏิรูปประเทศนะครับ เราจะเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญ กกต. กองทัพ แล้วก็มีอีก หลาย ๆ หน่วยงานจะมีโครงการที่ไปลงพื้นที่ เป็นโครงการเกี่ยวกับการสร้างความรับรู้เข้าใจ เกี่ยวกับระบอบประชาธิปไตย โครงการปลูกจิตสำนึกประชาธิปไตย โครงการเสริมสร้าง องค์ความรู้ประชาธิปไตย ผมว่าท่านต่างหากที่ไม่เข้าใจประชาธิปไตย
ข้ออ้างที่ ๓ อย่าสุดโต่ง อย่าใจร้อน ส.ว. อยู่ไม่นานแป๊ปเดียวเดี๋ยวก็ไปแล้ว ตามบทเฉพาะกาล ก็เขียนแบบนี้มาทุกฉบับครับ ที่ผ่านมาก็เขียนแบบนี้กันหมดละครับ ไม่รู้อ้างได้อย่างไรครับอันนี้
ข้ออ้างที่ ๔ เมืองไทยไม่เหมือนใคร เราแตกต่างกัน เรามีลักษณะที่พิเศษ ท่านประธานอันนี้ผมไม่เถียงครับ แต่เราไม่ได้แตกต่างเพราะว่าเรามี ๓ แขนหรือมี ๔ ขา แต่ว่าเราแตกต่างเพราะว่าเราชอบใช้ตรรกะวิบัติสุดเพี้ยนเกินจะจินตนาการได้มาอธิบาย สิ่งต่าง ๆ แม้กระทั่งเรื่องง่าย ๆ จวนตัวเมื่อไรก็จะด้อยค่าเขาทันที ประเทศมันจะกลายเป็น สมบูรณาญาสิทธิราชย์อันมีประชาธิปไตยเป็นข้ออ้างไปแล้ว การทำรัฐประหารล้มล้าง การปกครองมันกลายเป็นความผิดของฝ่ายการเมืองเสียอย่างนั้นครับ ท่านเมาน้ำยาบ้วนปาก หรือเปล่าผมไม่เข้าใจ ถึงบอกว่าการยึดอำนาจไม่ผิด ล้มล้างการปกครองไม่ผิดหรือครับ ฝ่ายการเมืองขัดแย้งกันผิดหรือครับ ประเทศอื่นเขาไม่เห็นจะต้องออกมาทำรัฐประหารเลย เวลาเขาขัดแย้งกัน เขาก็ขัดแย้งกันตลอด ไม่ขัดแย้งสิแปลก การเมืองประชาธิปไตยมันก็ต้อง ขัดแย้งกันอยู่แล้วมันเห็นไม่เหมือนกัน จะให้ซ้ายหันขวาหัน ไม่มีแตกแถวเลย อันนั้น มันเผด็จการครับ แล้ววิธีการจัดการปัญหาความขัดแย้งมันไม่ได้ยากเย็นอะไร เขาก็หา ทางออกกันได้ทั่วโลก มีวิธีที่ไม่จำเป็นต้องฆ่ากันตั้งเยอะตั้งแยะ ทหารไม่จำเป็นต้องออกมา สักนิด ธรรมชาติมันต้องขัดแย้งอยู่แล้ว ท่านแค่นี้ยังไม่เข้าใจจริง ๆ หรือ การเมืองแบบเผด็จการ แบบนั้นท่านชอบจริง ๆ หรือ ประชาธิปไตยไทย ๆ นะครับ สามัญสำนึกเราถูกทำลายไปหมด ประชาชนไม่รู้แล้วอะไรทำได้บ้างทำไม่ได้บ้าง อะไรผิดอะไรถูก แบบไหนชอบ อย่างไหน เรียกว่าดี ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครกล้าทำอะไรครับ ตรรกะเพี้ยน ๆ เต็มไปหมด นายกรัฐมนตรี ไม่ได้มาจากเจ้าหน้าที่รัฐ อีกนิดหนึ่งครับท่านประธาน การถวายสัตย์ตามรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่อง ของประชาชน นาฬิกาเป็นของคนตาย เฮโรอีนมันเป็นแป้ง ไวน์ก็กลายเป็นน้ำผลไม้ รถเครื่องเสียงในประเทศนี้มีโอกาสล้มล้างการปกครองมากกว่ารถถังเสียอีก ข้ออ้างทั้งหลาย เหล่านี้มันก็มีไว้เพื่อรักษาผลประโยชน์ของตัวเองแค่นั้นละครับ ท่านไม่ได้รักชาติหรอก ท่านรักตัวเอง ประชาชนแสนกว่าคนเขาแค่กำลังขอว่าให้โอกาสประชาชนเป็นเจ้าของ ประเทศนี้ร่วมกับเขาได้ไหม แค่นั้นเอง เรื่องของวันนี้ที่เราคุยกัน ส่วนในฐานะที่ผมจะต้อง มาทำงานการเมืองต่อจากท่าน ก็ไม่ได้ขออะไรมากครับ ผมขอให้ท่านรักชาติให้ได้ สักครึ่งหนึ่งของอานนท์ นำภา รักประชาชนให้ได้สักครึ่งหนึ่งของพริษฐ์ ชิวารักษ์ แค่นี้ประเทศชาติก็เจริญแล้วครับ ขอบคุณครับท่านประธาน