เฉลิมชัย ชี้ร่างรัฐธรรมนูญเสี่ยงล่วงล้ำสถาบัน-กระทบความเป็นอิสระ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

เฉลิมชัย เครืองาม แสดงความเห็นวิพากษ์ร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน โดยตั้งข้อกังวลว่าร่างดังกล่าวอาจนำไปสู่การล่วงเกินและล่วงล้ำสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยเฉพาะในมาตราที่เกี่ยวข้องกับการรับสนองพระบรมราชโองการ รวมถึงการจัดสรรตำแหน่งในองค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญที่อิงสัดส่วนพรรคการเมือง ซึ่งอาจกระทบต่อความเป็นอิสระและก่อให้เกิดความขัดแย้งในกระบวนการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ จึงเรียกร้องให้ทบทวนร่างดังกล่าวด้วยความระมัดระวัง ยึดหลักความสมดุลและถ้อยทีถ้อยอาศัยเพื่อรักษาเสถียรภาพของชาติ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

ขอบคุณครับ ท่านประธาน พลอากาศตรี นายแพทย์เฉลิมชัย เครืองาม สมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิก รัฐสภา ท่านประธานครับ ค่ำคืนนี้แม้สมาชิกจะอยู่ในที่ประชุมแห่งนี้ไม่มากนัก แต่ผมเชื่อว่า พ่อแม่พี่น้องที่รับชมรับฟังอยู่ทางบ้านนั้นคงจะมีอยู่อุ่นหนาฝาคั่งพอสมควร เพราะเรากำลัง พิจารณาในเรื่องที่มีความสำคัญและอยู่ในกระแสความสนใจของประชาชนทั่วไปมาโดย ตลอด อนึ่งร่างที่ได้ชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชนนั้น บังเอิญมีฉายาอีกชื่อหนึ่งที่ท่านตั้ง ของท่านขึ้นเองนะครับว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ล้ม เลิก โละ ล้าง ก็เป็น ล ๔ ตัว มีสมาชิกเพื่อน ๆ ได้อภิปรายเปรียบเทียบไปแล้วพอสมควรใน ๔ ล ที่ว่านี้ ผมก็จะขออนุญาตท่านประธานให้ ฉายาเพิ่มเติมเป็น ล เหมือนกัน คู่ขนานกันไป เพื่อประกอบการพิจารณาเป็นประเด็นของผม ดังต่อไปนี้ครับท่านประธาน ล คำแรก คือล่วงเกิน ล คำที่ ๒ คือล่วงล้ำ ล้วงลูก และนำไปสู่ ล ที่ ๔ คือลงเหว ผมไม่ได้ต่อว่า แต่กำลังจะเปรียบเพื่อให้เห็นภาพในสิ่งที่เรากำลังพิจารณา อยู่ใน ล คำแรก คำว่า ล่วงเกินนั้น ขอสไลด์ (Slide) แรกครับเจ้าหน้าที่

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชั่น)

ท่านประธานครับ จะเป็นด้วยความอคติ หรือท่านรังเกียจสมาชิกวุฒิสภามากหรืออย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่สิ่งที่ ท่านเขียนมาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมพยายามที่จะไม่ให้เป็นประเด็นซ้ำ ผมอภิปรายเป็นคน ท้าย ๆ เพราะฉะนั้นพยายามที่จะหาเนื้อหา ผมได้ปรับไปเยอะแล้วที่จะให้ไม่ซ้ำแล้วก็ พยายามที่จะตอกย้ำหรือว่าขยายประเด็น เพื่อให้ที่รับชมอยู่ทางบ้านนั้นได้มีความเข้าใจมากขึ้น ท่านประธานครับ ล่วงเกินนี้ปรากฏว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สิ่งที่ท่านพูดมา บางประเด็น ผมตีความของผมนะครับว่า ท่านได้ล่วงเกินเข้าไปในหมวดที่สำคัญหมวดหนึ่ง คือหมวด พระมหากษัตริย์ หมวด ๒ ของรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ และเป็นหมวดที่เรายึดถือกันมาหลาย ฉบับว่าเราไม่ค่อยไปแตะ แต่ความที่ท่านอคติต่อวุฒิสภา ท่านได้ยกเลิกหมวด ๗ จึงทำให้ คำว่า รัฐสภา ท่านให้ตัดออกไปเลย คำว่า วุฒิสภา ท่านให้ตัดออกไปเลย ให้เหลือแต่สภา ผู้แทนราษฎร สิ่งที่ตามมาคือถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับหมวดพระมหากษัตริย์ที่มีความสำคัญ อย่างยิ่งต่อประเทศไทย ได้ถูกแก้เป็น สภาผู้แทนราษฎร นัยก็คือเป็นการแก้ไขหมวด ๒ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นที่แน่ ๆ ก็คือต้องไปทำประชามติ นอกเหนือจากหมวดอื่น ที่ท่านมีการแก้ไข สิ่งที่ผมมีความกังวลและต้องการคำตอบจากคณะผู้ร่าง ท่านช่วยกรุณา พิจารณาเนื้อความในมาตราที่ขึ้นจออยู่ในเวลานี้เป็นมาตราที่มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกับ หมวดพระมหากษัตริย์ ขออภัยท่านสมาชิก เจ้าหน้าที่ไม่ใช่อันนี้ครับ นี่ครับ มาตรา ๑๑๕ ผมอ่านแล้วผมตกใจครับท่านประธาน มาตรา ๑๑๕ ที่ท่านแก้ไขมานี้ ท่านเพิ่มเข้าไปนะ ท่านเขียนเอาไว้อย่างนี้ครับว่า ในกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรสิ้นอายุ หรือสภาผู้แทนราษฎร ถูกยุบ หากมีกรณีที่ต้องทำตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ และ มาตรา ๑๑๗ นี้ ท่านบอกว่าให้สภาผู้แทนราษฎรที่เพิ่งสิ้นอายุ หรือเพิ่งถูกยุบปฏิบัติหน้าที่ รักษาการ และดำเนินการประชุมได้ โดยให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนำความกราบบังคับทูล จุด จุด จุด แล้วก็ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ความหมายคืออะไรครับ เรารู้กันว่าหมวด ๒ หมวดพระมหากษัตริย์นั้นมีความสำคัญอย่างยิ่ง และเป็นโบราณประเพณีที่เรายึดถือกันมาโดยตลอด มีข้อความสำคัญหลายประการ แต่สิ่งที่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ท่านใส่เข้ามานี้ ผมอยากจะถามว่าท่านไปเอาวิธีการร่างหรือว่าถ้อยคำ หรือแบบประเพณีแบบนี้เอามาจากไหน สภาผู้แทนราษฎรที่สิ้นอายุไปแล้ว ได้หมดอายุไปแล้ว หรือถูกยุบสภานี้ เมื่อมีกรณีตามมาตรา ๑๗ มาตรา ๑๙ มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ และ มาตรา ๑๗๗ นี้ มาตรา ๑๗๗ คือการประกาศสงคราม มาตรา ๒๐ มาตรา ๒๑ นี้เกี่ยวข้องกับ การตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และเกี่ยวข้องกับการสืบราชสมบัติ ท่านบอกว่าสภา ผู้แทนราษฎรที่ยุบสภาไปแล้วนี้ ให้กลับมารักษาการทำหน้าที่ใหม่ โดยการเรียกประชุมสมัย วิสามัญ และเมื่อมีการประชุมให้ความเห็นชอบการสืบราชสมบัติแล้วนี้ ถ้าเป็นกรณีเช่นนั้น ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนี้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ผมทิ้งเอาไว้นะครับว่า เป็นความล่วงเกินและเป็นความไม่เหมาะสมอย่างยิ่งที่องค์พระประมุขของชาตินั้นจะถูกรับรอง เห็นชอบโดยสภาผู้แทนราษฎรที่สิ้นอายุไปแล้ว ประเพณีนี้ไม่เคยเกิดขึ้น ประการแรกครับ ผ่านไป นี่คือล่วงเกิน

ประการถัดมาครับท่านประธาน ล่วงล้ำ รุกล้ำ ล ลิงของผมนะครับ หลายสมาชิก ได้อภิปรายไปแล้ว คือเรื่องของเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้อง กรณีที่เกี่ยวข้องกับศาล ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับศาลรัฐธรรมนูญ ท่านดูสไลด์ (Slide) ท่านดูจอครับ จริง ๆ ผมมีสไลด์ (Slide) หลายสไลด์ (Slide) ผมพยายามเลือกยกเว้นลงมานี้ พยายามให้ เหลือน้อยที่สุด ผมอ่านดูแล้ว สิ่งที่ผมคิดตามมาก็คือ องค์กรหรือหน่วยงานที่จะมีความสำคัญ และเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในอาณาจักรต่อไปคืออะไรครับ คือพรรคการเมือง ก็ดูครับ การแต่งตั้งศาล รัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระต่าง ๆ นี้เทียบเคียงแล้วกรณีคล้ายคลึงกัน คือมาจากผู้แทน จากสภาผู้แทนราษฎร จากฝ่ายรัฐบาล จากพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็จากศาล ทั้งศาลฎีกา และจากศาลปกครองสูงสุด แต่ท่านดูถ้อยคำที่ท่านใช้ แล้วผมเชื่อว่าท่านจะทำเช่นนี้จริง บุคคลซึ่งได้รับการเสนอชื่อโดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากพรรคการเมืองที่สมาชิก ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีจุด จุด จุดและให้เลือกในสภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๓ คน คือจาก ฝ่ายรัฐบาล ถ้าจากฝ่ายค้านก็อีก ๓ คน ความหมายคืออะไรครับ ความหมายคือมาจาก พรรคการเมือง แล้วมาจากพรรคการเมืองนี้ทำอย่างไรครับ ท่านไปเขียนในมาตราที่ ต่อเนื่องกันมานี้ วิธีการเลือกนี้ ผมไม่เชื่อว่าจะใช้ระดับปริญญาเอกจากประเทศใดที่สามารถ ร่างกฎหมายที่ใช้กับประเทศไทย ที่เราทานน้ำพริกปลาทู เราไม่ได้กินแซนด์วิช (Sandwich) เราไม่ได้กินฮอตดอก (Hotdog) เป็นอาหาร ท่านบอกว่าให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาเสนอชื่อ ผู้พิพากษาในศาลฎีกา ซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งตุลาการจำนวน ๓ คน และที่ประชุมใหญ่ให้ เลือกมาอีก ๓ คน ที่ประชุมใหญ่ศาลปกครองสูงสุดให้เลือกอีก ๓ คน แต่ว่าการเสนอชื่อ บุคคลของแต่ละหน่วยงานนี้ ท่านบอกว่าให้เสนอชื่อของบุคคลแต่ละพรรคการเมืองนั้นต้อง แบ่งสันปันส่วนตามจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมือง อันนี้ไม่ซ้ำกับ ประเด็นที่เราอภิปรายกันตั้งแต่เช้า ความหมายคืออะไรครับ ให้พรรคการเมืองแต่ละพรรคไม่ว่าจะเป็นฝ่ายรัฐบาลที่เลือกมา ๓ คน ฝ่ายค้านที่เลือกมา ๓ คน นี่คือศาลรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านให้จัดสรรปันส่วนตามโควตา ของสมาชิกของพรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้งเข้ามา เพราะฉะนั้นคำว่าล่วงเกิน รุกล้ำมัน เกิดขึ้นแน่กับองค์กรอิสระและศาลต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นศาลรัฐธรรมนูญหรือหน่วยงานใด เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นคืออะไรครับ ท่านประธานครับ เรามีมาตรา ๑๔๔ ที่เรากังวลกันมาก และเราได้เคยอภิปรายคัดค้านการแก้ไขมาตรา ๑๔๔ เมื่อครั้งการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คราวที่แล้ว คือในการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีเราไม่ให้ ส.ส. ส.ว. แม้กระทั่ง ครม. เข้าไปแก้ไขหรือแปรญัตติแล้วมีผลให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือกรรมาธิการมีส่วนไม่ว่าทางตรงหรือทางอ้อมในการใช้งบประมาณ รายจ่ายจะกระทำมิได้ สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับ ถ้า ส.ส. ส.ว. ส.ส. ไม่ว่าจะเป็นฝ่ายค้าน หรือฝ่ายรัฐบาลก็สุดแท้แต่เข้าไปมีส่วนในการแปรญัตติในการใช้งบประมาณทางตรงหรือ ทางอ้อม เขาบอกว่าให้ส่งเรื่องให้กับศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา อ้าว แต่ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาศาลรัฐธรรมนูญ ๓ คนมาจากไหนครับ มาจาก ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ๓ คนมาจาก ส.ส. ฝ่ายค้าน อีก ๓ คนมาจากศาลฎีกาหรือศาลปกครองก็แล้วแต่ รวมแล้ว ๒ ฝ่ายคือ ส.ส. ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านนี้ ๖ คน ฝ่ายศาล ๓ คน แต่กำลังพิจารณาเรื่องที่ ส.ส. ส.ว.ไปมีส่วน ในเรื่องของการแปรญัตติหรือการพิจารณางบประมาณแล้วทำให้ตัวเองได้รับประโยชน์ และศาลจะพิจารณาเป็นธรรมเป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนอย่างไร เรากังวลว่า เรื่องนี้มันจะมีปัญหาทำให้สิ่งที่เราคิดว่าจะถ่วงดุลตรวจสอบและทำให้ศาลและองค์กรอิสระมี ความอิสระอย่างจริงจังนั้นถูกทำลาย

ประเด็นถัดมาท่านประธานครับ คำว่า ล่วงล้ำ ล้วงลูกมันจะเกิดขึ้นแน่กับ สิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้ในเรื่องของผู้ตรวจการ ไม่ว่าจะเป็นผู้ตรวจการ ผมไม่พูดถึงผู้ตรวจการ กลาโหมทหารนี่คนอื่นพูดไปแล้วเอาแค่ของศาล ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ สิ่งที่ผม กังวลและเกรงว่ามันจะมีปัญหาในเรื่องของผู้ตรวจการต่าง ๆ ผู้ตรวจการต่าง ๆ นั้นสัดส่วน ที่ท่านคิดเอาไว้ ขออีกนิดเดียวท่านประธานครับ สัดส่วนแล้ว ส.ส. รวมกันจะมากกว่า ที่มาจากศาล เพราะฉะนั้นความยุติธรรมนั้นคงจะหายาก แต่สิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้และผมเห็น ว่าเป็นปัญหาแน่ ๆ มีสมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วแต่ว่าเขาไม่ได้ลงในรายละเอียด ผมดูใน (๒) อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการต่าง ๆ ที่ท่านเขียนเอาไว้ผมดูแล้วผมตกใจครับ ท่านประธาน ขออนุญาตใช้เวลาอ่าน ศึกษาวิเคราะห์ ประเมินคุณภาพและผลกระทบของ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ คำพิพากษาของศาลยุติธรรมและศาลปกครอง ในประเด็นต่าง ๆ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนากฎหมายการแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญและ กฎหมายต่าง ๆ ต่อไปนี้สำคัญครับ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษา บรรทัดฐาน อ้าว ไหนท่านบอกว่าศึกษาวิเคราะห์ต่าง ๆ เหมือนกับเป็นวิชาการ ศึกษาแล้วก็ เราอาจจะวางบนหิ้งแล้วก็ส่งให้ ครม. ส่งให้สภา แต่สิ่งที่ท่านเขียนไว้ในเนื้อหาของท่าน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงแนวคำวินิจฉัยหรือคำพิพากษาบรรทัดฐาน ศาลท่านก็มีความรู้สึก กังวลว่าผู้ตรวจการที่ท่านจะตั้งขึ้นมาเป็นนวัตกรรมของท่านจะเข้ามาล้วงลูกในคำพิพากษา แม้จะไม่มีส่วนเข้าไปพิจารณาพิพากษา แต่ว่าแค่นี้ศาลก็กังวลแล้วครับ ผมคุยกับผู้พิพากษา ๒ ท่าน ท่านตอบมาเลยว่าท่านรับไม่ได้ แค่ว่าเข้าไปอยู่ใน ก.ต. ไปอยู่ใน ก.ศป. แค่นี้ศาลท่าน ก็เดือดร้อนแล้ว ยิ่งถ้าท่านไปศึกษาวิเคราะห์อะไรต่าง ๆ เหล่านี้ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่เราบอกว่าเป็นนวัตกรรมที่ผมใช้คำว่าไม่ใช่นวัตกรรม แต่เป็นอัตวินิบาตกรรม คือการฆ่าตัวตายทางการเมืองที่จะเกิดขึ้นในอนาคตทำให้บ้านเมือง เราลงเหวแน่ ๆ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ สิ่งที่ท่านร่างมานั้นหลายท่านใช้คำว่า สุดโต่ง ผมจะไม่บอกว่าสุดโต่ง หรือไม่สุดโต่ง แต่ผมจะบอกว่าให้สติเตือนท่านก็แล้วกัน ผมอายุ ๖๕ ปี ประสบการณ์มากพอที่จะมองเห็นความเป็นไปของสังคมไทย และโดยเฉพาะบริบททาง การเมืองว่าสังคมไทยนั้นเป็นสังคมพหุสังคม พหุนิยม เรามีความหลากหลายของกลุ่มชน อาชีพต่าง ๆ วัยต่าง ๆ ฐานะต่าง ๆ ทั้งการเมืองเศรษฐกิจ สังคม มีความแตกต่าง เพราะฉะนั้นความประนีประนอมถ้อยทีถ้อยอาศัยนั้นทำให้สังคมไทยอยู่รอดมาโดยตลอด การก้าวขึ้นบันไดสูง ๆ ในตึก ๒ ชั้น ๓ ชั้น และก้าวกระโดดพรวดเดียว ๕ ชั้น ๕ ขั้น ๖ ขั้นนั้น ท่านอาจจะตกลงมาหลังหักหัวแตก แต่ถ้าท่านค่อย ๆ ก้าวขึ้นทีละก้าว ทีละก้าว อย่างละมุนละม่อมอย่างนิ่มนวล ถ้อยทีถ้อยอาศัย ผมว่าบ้านเมืองและสังคมไทยไปรอดและ อยู่ได้ สิ่งที่จะฝากไว้คืออะไรครับ ขอเถอะครับ ขอความกรุณาว่าเหตุการณ์สังคมและ บ้านเมืองนับจากพรุ่งนี้เป็นต้นไป มะรืนนี้และวันต่อ ๆ ไปในอีกอนาคต อย่ามีกระแส อย่ามี การปลุกปั่น อย่ามีการนำเชื้อเพลิงเข้าไปสุมกองไฟ ซึ่งมันก็มีปลุกอยู่แล้ว มีจุดอยู่แล้ว สิ่งที่ เราต้องการคือการเข้ามาคุยกัน ส.ว. นั้นจะมีสภาเดียวหรือ ๒ สภาก็สุดแท้แต่ ผมไม่ เดือดร้อนและไม่กังวล แต่สิ่งที่จะบอกว่าผมพูดมาโดยตลอด พูดกันหลายคน ผมเป็น ส.ว. สมัยนี้สมัยที่ ๒ ผมไม่เคยบอกว่าเป็นสภาพี่เลี้ยง ผมเป็นแพทย์ ผมมักจะหาสิ่งที่เรียกว่า เซกคันด์ โอพีเนียน (Second Opinion) หาความรู้ หาข้อมูลจากเพื่อนรุ่นพี่รุ่นน้อง วิชา อาชีพเดียวกันในโรงพยาบาลอื่น โรงพยาบาลต่าง ๆ ประกอบการรักษาคนไข้อยู่เสมอ ๆ วุฒิสภานั้นเราเลือกเรากรองเรากลั่นคนเข้ามาเพื่อให้เป็นเซกคันด์ โอพีเนียน (Second Opinion) ผมไม่ใช้คำว่า เป็นสภาพี่เลี้ยง แม้ว่าในอดีต ปี ๒๔๗๕ ตอนนั้นไม่มีวุฒิสภา แต่เรา มีสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒ ประเภทที่ ๑ และประเภทที่ ๒ นั้น ทำงานคู่กันร่วมกันเป็นที่ปรึกษา เพราะคนไทยสมัยนั้นการศึกษายังน้อย รัฐธรรมนูญสยาม ปี ๒๔๗๕ เขียนไว้ว่า ถ้าจะมีสภาผู้แทนราษฎรประเภทเดียว ให้คนไทยได้รับการศึกษา ขั้นประถมศึกษาไปไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่งของประชากรทั้งประเทศ เราก็รอ ปี ๒๔๘๙ เราจึง มีพฤฒสภา ปี ๒๔๙๒ เราเปลี่ยนเป็น วุฒิสภา ตอนนี้สภาผู้แทนราษฎรผมเชื่อว่าท่านมี วุฒิภาวะพอที่จะทำงานได้ทั้งในการร่างกฎหมายและในกรณีอื่น แต่มีหลายกรณีครับ ท่านประธานครับ ที่เราต้องการความเป็นกลาง เราต้องการวุฒิภาวะ ในการทำงานไม่ว่า ตรวจสอบตั้งองค์กรอิสระต่าง ๆ ในการพิจารณา ตอนนี้เราไม่มีการถอดถอนแล้ว แต่ว่า การทำหน้าที่ในการแต่งตั้งตรวจสอบพฤติกรรมความประพฤติทางจริยธรรมยังเป็นสิ่งจำเป็น หลายกรณีที่วุฒิสภาตีตกรายชื่อที่สรรหาเข้ามา เสนอเข้ามาจากองค์กร แล้วเราดูแล้ว ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมนั้นมีปัญหา เราไม่ให้ความเห็นชอบ เพราะตาม รัฐธรรมนูญ ตามกฎหมายนั้นต้องให้ความเห็นชอบไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง เราเคยตีตกไปแล้ว แม้กระทั่ง กสทช. ท่านคอยดูผลงานของเราในอนาคต เพราะฉะนั้นจะมีสภาเดียวหรือ ๒ สภานั้นต้องไปดูที่อะไรครับ ไปดูที่มา ไปดูที่อำนาจหน้าที่ ๒ อย่างนี้คู่กันไป ท่านเพียง แต่ปรับและรออีก ๒ ปีเศษ ประมาณ ๔ สมัย หรือ ๕ สมัยประชุมเท่านั้นเอง บทเฉพาะกาล รัฐธรรมนูญฉบับนี้สิ้นไปเราก็จะมีวุฒิสภาประเภทที่อยู่ในบทถาวรครับ