สมชาย แสวงการ ตั้งข้อสังเกตและตั้งคำถามต่อร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่รวมหลายประเด็นในฉบับเดียว โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของหลักนิติธรรม ความมั่นคงของรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ และความจำเป็นในการพิจารณาอย่างรอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางนิติวิธี เขากล่าวถึงประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญเพื่อชี้ให้เห็นเหตุผลของการมีวุฒิสภาในระบบการเมืองไทย และตั้งข้อกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงที่อาจทำให้สภาแทรกแซงอำนาจศาลและองค์กรอิสระ ซึ่งขัดกับหลักนิติรัฐและอิสระภาพของกระบวนการยุติธรรม พร้อมคัดค้านการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติและกฎหมาย คสช. ทั้งระบบ โดยเสนอให้แก้ไขเฉพาะประเด็นที่ล้าสมัยผ่านกระบวนการตามกฎหมาย และเรียกร้องให้ทบทวนร่างรัฐธรรมนูญที่มีอคติในการกล่าวถึงรัฐประหารอย่างไม่เป็นธรรม
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมดีใจอีก ครั้งหนึ่งครับที่เห็นภาคประชาชนเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าสู่สภา และได้มีโอกาสพูดคุย กันในสภาแห่งนี้ แม้ว่าผมจะมีคำถามหลายประการและมีความไม่เห็นสอดคล้องเยอะแยะ มากมาย แต่มันก็ดีอยู่ครับว่าการที่ท่านเอาเรื่องมาเสนอต่อสภาดีกว่าอยู่ในโซเชียล (Social) ดีกว่าอยู่บนท้องถนน แม้จะเป็นการเดินพร้อมกัน ๓-๔ ก้าวพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ งานมวลชน งานของคณะบุคคล และงานของพรรคการเมืองก็ตาม ร่างนี้ไม่ใช่ไม่เคยเห็นครับ ร่างนี้ก็เห็นครับ เห็นตั้งแต่ตอนที่ท่านเสนอเข้ามา พยายามเข้ามาตั้งแต่ตอนที่เราพิจารณา ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๑๓ ร่างในสภาแห่งนี้เมื่อคราวที่แล้ว ซึ่งก็ต้องยอมรับความจริงว่าบาง ฉบับไปได้ ผมเองก็โหวต (Vote)ให้บางฉบับ แต่บางฉบับก็ไปไม่ได้ครับ สมาชิกวุฒิสภา หลายท่านโหวต (Vote) ให้กับร่างของฝ่ายค้าน ผมเองก็โหวตให้กับร่างฝ่ายค้าน เพื่อเป็น คำตอบว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ที่มาจากประชามติ ๑๖ ล้านกว่าเสียงนั้นแก้ไขได้หลักการที่ ประชาชน ๑๐๐,๐๐๐ กว่าชื่อเสนอมา กับหลักการที่ประชาชน ๑๖ ล้านกว่าเสียงให้ความ เห็นชอบมา จำนวนไม่เท่ากันหรอกครับ ผมจำเป็นต้องยึดหลักที่ประชาชนให้เสียงประชามติ มาโดยหลักที่ว่า ๓ หลัก ๑. รัฐธรรมนูญที่แก้ไขไม่ได้เลย อันนั้นเป็นหลักสำคัญคือการแก้ โครงสร้างประเทศ ๒. คือแก้ไขได้โดยง่ายโดยสภา ก็คือเมื่อกฎหมายใดใช้ไปแล้ว มีความที่เห็นว่าสังคมเปลี่ยนแปลงก็ต้องแก้ไขได้ สภาแห่งนี้ก็แก้ไขรัฐธรรมนูญว่าด้วย บัตรเลือกตั้งจากบัตรใบเดียวเป็นบัตร ๒ ใบ แล้วก็อยู่ในขั้นตอนนำขึ้นทูลเกล้าฯ ส่วนที่ ๓ ก็คือหลักการที่ว่าถ้าแก้ไขแล้วต้องกลับไปถามประชามติเสียก่อน อันนี้เป็นหลักสำคัญที่ผม ยืนอยู่ในสภาแห่งนี้มาก็เห็นว่าสอดคล้อง เพราะที่มาของรัฐธรรมนูญนั้นเหนือกว่าสภา ที่มา ของรัฐธรรมนูญนั้นมาจากเสียงของมหาประชามติ แต่สิ่งที่ท่านผู้เสนอนำรายชื่อของ คณะบุคคลเสนอเข้ามาในสภาแห่งนี้เป็นสิ่งที่ผมมีคำถาม คำถามประการแรกเมื่อเช้าต้อง ขออภัยท่านหัวหน้าพรรคเพื่อไทยซึ่งก็เคารพรักกันดี คุณหมอชลน่าน ท่านบอกว่า ท่านเห็นชอบกับหลักการในร่างวาระที่ ๑ และท่านจะรับพร้อม ๆ กับพรรคฝ่ายค้าน ผมเอง เป็นรองประธานคณะกรรมาธิการพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ผ่านไปแล้ว คำถามว่าที่ ท่านแก้บัตร ๒ ใบไปเรียบร้อยแล้วนี้ ท่านจะรับหลักการการให้เหลือบัตรใบเดียว แล้วเปลี่ยน จาก ๔๐๐ เขต ปาร์ตี ลิสต์ (Party-list) ๑๐๐ กลับมาเป็น ๓๕๐ แล้วปาร์ตีลิสต์ (Party-list) ๑๕๐ แล้วบัตร ๑ ใบทำอย่างนี้ชอบหรือครับ ทำอย่างนี้ชอบหรือครับ เพราะอะไรครับ เพราะประการแรกคือท่านนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ แล้วเราไม่ทราบครับว่าจะโปรดเกล้าฯ ลงมา เมื่อใด ถ้ารับหลักการวาระที่ ๑ ได้ ผมคิดว่าจะเกิดปัญหาขึ้นในทางนิติวิธีมากมาย ผมก็ขอติง เพื่อนสมาชิกที่ร่วมในสภาแห่งนี้ในฐานะพรรคร่วมฝ่ายค้านว่าท่านต้องมีความรับผิดชอบต่อ รัฐธรรมนูญที่ท่านเสนอเอง แก้ไขเข้าไปเอง แล้วก็ร่วมเป็นกรรมาธิการเอง ไม่อย่างนั้น รัฐธรรมนูญก็จะเป็นเรื่องอะไรก็ทำได้ตามใจชอบ ผมเรียนท้วงติงเลยนะครับว่า เรื่องนี้รับ หลักการไม่ได้ คณะผู้เสนอไม่ได้แยกเรื่องออกมา ท่านเอาไปรวมร่างเดียวกัน มันจึงเกิด ปัญหาขึ้นมากมายเช่นเดียวกับเมื่อ ๑๓ ร่างคราวที่แล้ว ที่มีร่างรวมมาหลายเรื่อง มันเลย ทำให้ผมต้องโหวต (Vote) ตกไปในบางร่างและโหวต (Vote) เห็นชอบในบางร่าง ผมเรียน นะครับว่าหลักการการแก้ไขรัฐธรรมนูญนั้นยังยืนยันว่ารัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ นั้น แม้ผ่าน ประชามติแล้วก็แก้ไขได้ แต่สิ่งสำคัญที่ถัดมาก็คือว่ารัฐธรรมนูญในหลายประเทศนั้นมันมีที่มา ที่ไปทั้งนั้นละครับ รัฐธรรมนูญ ๒๔๗๕ ซึ่งมาจากคณะปฏิวัติ ย้ำนะครับว่ามาจากคณะปฏิวัติ เป็นการปฏิวัติ ครั้งเดียวในประเทศไทยของคณะราษฎร ซึ่งยึดอำนาจที่เรียกกันว่า ระบบ สมบูรณาญาสิทธิราชย์จากพระมหากษัตริย์ แล้วมาแปลงเป็นระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์เป็นประมุข ถามว่าหลายคนเคยให้สัมภาษณ์ว่าอาจารย์ปรีดีกับคณะราษฎร บางส่วนคิดอย่างไร ผมก็เชื่อว่ามีแนวคิดที่ลอกเลียนจากประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน และประเทศอังกฤษ บางท่านคิดที่จะเป็นระบอบประชาธิปไตยสมบูรณ์โดยไม่มี พระมหากษัตริย์ แต่ถามว่าเมื่อ ๑๘-๑๙ ปีที่แล้วทำไมถึงทำไม่สำเร็จ เหตุผลชัดเจนครับ ประชาชนไม่ได้เอาด้วย และ ๘๙ ปีที่ผ่านมาเราก็ยืนกันมาอยู่อย่างนี้มีล้มลุกคลุกคลานบ้าง เกิดขึ้นรัฐประหารบ้าง เพราะเราเริ่มต้นผิด มันก็เลยรัฐประหารกันเรื่อยมา วันนี้เรามาสู่การ แก้ไขรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งผมก็ไม่ติดใจว่าท่านจะเสนอได้ สมัยหน้าท่านก็เสนอมาอีก ได้ครับ แต่เสนอแล้วให้มันมีความเป็นไปได้ เพราะสิ่งที่จะเสนอมาในคราวนี้มีประเด็นปัญหา หลายประการ ซึ่งขออนุญาตทางสภาก็สรุปไว้ ๑๓ ประเด็น แต่ผมคิดว่าประเด็นใหญ่ ๆ ที่จะพูดถึงเพื่อให้พี่น้องประชาชนได้รับทราบมันมีอยู่ ๔-๕ ประเด็นโดยขมวดแล้ว มันไม่สามารถไปได้หรอกครับ
ประการที่ ๑ คือ ท่านจะให้เหลือระบบสภาเดียวโดยอ้างว่า ประเทศทั้งหลาย ในโลกเขาก็มีสภาเดียว จริงอยู่ครับ ประเทศส่วนใหญ่เป็นประเทศสภาเดียว และก็มีประเทศ ส่วนใหญ่ที่เป็นระบบ ๒ สภา และระบบ ๒ สภาก็มีทั้งเป็นระบอบที่มีพระมหากษัตริย์เป็น ประมุขและก็มีทั้งระบอบที่มีประธานาธิบดี หลายท่านเอ่ยไปแล้วครับไม่ว่าจะเป็น ประเทศอังกฤษ ประเทศฝรั่งเศส ประเทศเยอรมัน ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศ ออสเตรเลีย ผมไม่ไปพูดถึงแล้วละครับ คำถามว่าทำไมถึงมี ๒ สภา รัฐธรรมนูญแต่ละ ประเทศก็ออกแบบตามประวัติศาสตร์ของแต่ละประเทศ เราลอกบางอย่างเราเอาเขามาใช้ใน สิ่งที่ดี แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะเอาเสื้อสูทมาใส่แล้วไปทำนา เราไม่ได้หมายความว่า เราต้องกินแฮมเบอร์เกอร์ (Hamburger) กับปลาร้าทุกวันมันไม่ใช่ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้มัน เป็นเรื่องของการที่เอารัฐธรรมนูญที่ดีของหลายประเทศมาดูศึกษาวิจัยแล้วก็ดัดแปลงมา รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ สมาชิกหลายท่านพูดแล้ว ผมเป็นคนหนึ่งในการรณรงค์ธงเขียวแล้วผม เห็นว่าดี เป็นประชาธิปไตยที่ชอบมาก แต่ท้ายที่สุดก็มีช่องว่าง ช่องโหว่ ก็เกิดเหตุการณ์ ทุจริตโกงกิน มีการแทรกแซงองค์กรอิสระ แล้วท้ายที่สุดก็นำไปสู่การชุมนุมของพี่น้อง ประชาชน นำไปสู่การรัฐประหาร แล้วก็เกิดรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ ก็ใช้ ไประยะหนึ่งก็เกิดเหตุการณ์อีก จึงเป็นที่มาของพัฒนาการรัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ซึ่งอาจารย์ มีชัยท่านอาจจะเรียกว่า รัฐธรรมนูญปราบโกง ซึ่งประชาชนก็ชื่นชอบและให้ความเห็นชอบ ในการลงประชามติมา ๑๖ ล้านกว่าเสียง เพราะฉะนั้นโครงสร้างเหล่านี้มันไม่ได้เปลี่ยนแปลง อะไรไปมากกว่าสิ่งที่พัฒนาการของรัฐธรรมนูญ ดังนั้นท่านประธานครับ ๒๔๗๕ ที่คณะราษฎรยึดอำนาจจากพระมหากษัตริย์ รัฐธรรมนูญฉบับแรกเลยครับ ปี ๒๔๗๕ ให้มี สภาเดียวคือสภาผู้แทนราษฎร เราต้องพูดความจริงว่าสภาผู้แทนราษฎรเมื่อปี ๒๔๗๕ นั้นก็ เป็นสภาที่มาจากการแต่งตั้งครึ่งหนึ่ง มาจากการเลือกตั้งครึ่งหนึ่ง ที่สำคัญไปกว่านั้นเราต้อง พูดความจริงที่ผมคิดว่าจำเป็นที่จะต้องพูดถึง เพราะว่าหลายคนพยายามยกประวัติศาสตร์ แล้วอ้างหลาย ๆ เรื่องที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพฤฒสภา แล้วก็เรื่องของการ ที่จะเข้าไปแทรกแซงกระบวนการศาลและศาลยุติธรรม ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านถึง รัฐธรรมนูญหลังจาก ปี ๒๔๗๕ คือรัฐธรรมนูญปี ๒๔๘๙ ที่จากสภาเดียวแล้วกลับมาเป็น ๒ สภาเพราะอะไรครับ รัฐธรรมนูญปี ๒๔๘๙ ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญหลังจากใช้ปี ๒๔๗๕ มา ๑๔ ปี ได้เขียนว่า เมื่ออนุกรรมการได้เรียบเรียงรัฐธรรมนูญฉบับถาวรสนองพระเดช พระคุณสำเร็จลงด้วยดี นำเสนอสภาผู้แทนราษฎรและสภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณาปรึกษา ลงมติแล้ว จึงทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายคำปรึกษาเพื่อทรงพระราชวิจารณ์ถี่ถ้วนกระบวน ความแล้ว จึงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ตรารัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ประกาศใช้ตั้งแต่ ๑๐ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๔๗๕ เป็นต้นมา ความตรงนี้สำคัญครับ ต่อมา นายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในขณะนั้น ได้ปรารภกับ นายควง อภัยวงศ์ นายกรัฐมนตรีว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยนี้พระมหากษัตริย์ได้ พระราชทานแก่ปวงชนชาวไทย มาเป็นเวลาปีที่ ๑๔ แม้ว่าการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์มีรัฐธรรมนูญเป็นหลักนี้ จะได้ยังความเจริญแก่ประเทศชาตินับเป็น อเนกประการ ทั้งประชาชนจะได้ซาบซึ้งถึงคุณประโยชน์ของการปกครองระบอบ ประชาธิปไตยเป็นอย่างดีแล้วก็จริง แต่เหตุการณ์บ้านเมืองได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นอันมาก ถึงเวลาแล้วที่ควรจะได้เลิกบทเฉพาะกาลอันมีอยู่ในรัฐธรรมนูญนั้น และปรับปรุงแก้ไข เพิ่มเติมรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย นายกรัฐมนตรีจึงนำความปรึกษาหารือ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประเภทที่ ๒ พร้อมคณะผู้ก่อการพระราชทานรัฐธรรมนูญ เมื่อได้ ศึกษาตกลงกันแล้วรัฐบาล นายควง อภัยวงศ์ จึงเสนอญัตติต่อสภาผู้แทนราษฎร ผมคงไม่อ่านทั้งหมดนะครับ แต่สุดท้ายก็คือว่า คณะของสภาผู้แทนราษฎรนั่นละครับได้ ก่อกำเนิดพฤฒสภาขึ้นในปี ๒๔๘๙ คือให้พฤฒสภาประกอบด้วยสมาชิกที่ราษฎรเลือก จำนวน ๘๐ คน และส่วนที่ ๒ คือสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมาจากการเลือกตั้งโดยตรงและลับ เพราะฉะนั้นประวัติศาสตร์ที่พูดกันไม่หมด ต้องพูดความจริงว่า ก็ได้ให้กำเนิด ๒ สภา ตั้งแต่ ๒๔๘๙ แล้วก็เปลี่ยนในปี ๒๔๙๐ เป็นวุฒิสภา เหตุผลเพื่ออะไรครับ คณะราษฎร ๒๔๗๕ ๑๔ ปีผ่านมาเป็นสภาเดียว ทำไมถึงเป็น ๒ สภา เพราะมันมีหน้าที่ที่ต้องทำหน้าที่ในการ กลั่นกรองกฎหมาย ทำหน้าที่ในการที่จะเป็นบัฟเฟอร์ Buffer) ระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับ สถาบันพระมหากษัตริย์ ผมก็คงขออนุญาตไม่ลงไปในรายละเอียด แต่ผมคิดว่าสิ่งที่ผ่านมาก็มี ทั้งสภาแต่งตั้ง สภาเลือกตั้ง สภาผสมปลา ๒ น้ำ สุดแท้แต่ แต่วุฒิสภาที่ภายหลังก็ได้มีปัญหา บางประการ แล้วก็มีส่วนสำคัญเมื่อตอนรัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ที่มาเกี่ยวข้องกับโครงสร้าง ของการมีอยู่ขององค์กรอิสระ ซึ่งผมคิดว่าสำคัญนะครับ จริงอยู่ถ้าไม่มีวุฒิสภามีสภาเดียว หลายสมาชิกหลายท่านก็พูดไปแล้วว่ามันอาจจะเกิดเผด็จการรัฐสภา ซึ่งก็เคยเกิดครับ ตอนตี ๓ ก็เคยเกิดแล้ว ก็คือ พ.ร.บ. นิรโทษกรรมสุดซอย ในอดีตก็เคยเกิดแล้ววิกฤติ รัฐธรรมนูญ แม้มีวุฒิสภาในปี ๒๕๕๐ ก็เกิดรัฐธรรมนูญที่มีการแก้ไขสุดซอยเช่นกัน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ยังต้องคงอยู่ ผมคิดว่าจำเป็นก็คือการตรวจสอบถ่วงดุล หลายท่านบอกว่า ไม่มีความจำเป็นหรอก เพราะวุฒิสภาชุดนี้ไม่ได้ถ่วงดุลตรวจสอบอะไร หลายเรื่อง ท่านอาจจะไม่รู้ ในอดีตและปัจจุบัน วุฒิสภาก็ยังทำหน้าที่ในการตรวจสอบคุณสมบัติ ความประพฤติและพฤติกรรมทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่จะเข้าไปเป็น องค์กรอิสระ หลายท่านไม่ผ่านวุฒิสภาด้วยเหตุผลทางจริยธรรมมากมาย วุฒิสภาชุดนี้เป็น บทเฉพาะกาลที่เหลือระยะเวลาอีก ๒ ปี ถ้าท่านจะตัดวุฒิสภาชุดนี้ผมก็ไม่ติดใจอะไร เพียงแต่ผมคิดว่าท่านทำมาไม่รอบคอบ เพราะสิ่งที่สำคัญคือบทหลักของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านได้ตัดโอกาสของภาคประชาชนที่จะเข้าสู่กระบวนการการเลือกกันเอง ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ รัฐธรรมนูญปี ๒๕๖๐ ได้บัญญัติให้กลุ่มคนไม่ว่าจะเป็นกลุ่มด้านบริหารราชการแผ่นดินและ ความมั่นคง กลุ่มกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม กลุ่มการศึกษาครูอาจารย์ นักวิจัย และ ผู้บริหารการศึกษา กลุ่มการสาธารณสุข กลุ่มอาชีพทำนาและปลูกพืชล้มลุก กลุ่มอาชีพทำ สวน ป่าไม้ ปศุสัตว์ ประมง กลุ่มอาชีพพนักงานหรือลูกจ้าง กลุ่มอาชีพสิ่งแวดล้อมผังเมือง กลุ่มด้านค้าธุรกิจ กลุ่มด้านวิทยาศาสตร์ สตรี กลุ่มคนพิการ กลุ่มศิลปวัฒนธรรม กลุ่มประชาสังคม กลุ่มสื่อสารมวลชน กลุ่มอุตสาหกรรม ทั้งหมดรวม ๒๐ กลุ่ม ผมคงไม่เอ่ยหมด ที่จะเข้ามาเลือกกันเองและเป็นสมาชิกวุฒิสภา ท่านกำลังจะตัดทิ้งไปทั้งหมด เพื่ออะไรครับ เพื่อผมจะบอกในส่วนที่ ๒ ว่า สิ่งสำคัญมันอยู่ตรงนี้ครับ ท่านปรับวิธีการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๖ อันนี้ชัดมากเลยนะครับ นี่เป็นหมากครึ่งหนึ่งที่เดินเข้าสู่สภา คือการตัดวุฒิสภาออกไปก่อน เพราะวุฒิสภาทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญไม่ได้ดั่งใจ ท่านอาจจะอยากแก้หมวด ๑ หมวด ๒ อยากจะแก้บางเรื่องที่ท่านพูดในท้องถนนและ ปลุกระดมมวลชนอยู่ วุฒิสภาเป็นตัวขวาง ถ้าตัดวุฒิสภาสำเร็จก็จะเหลือสภาผู้แทนราษฎร สภาเดียว สิ่งที่จะเกิดขึ้นคืออะไรครับ มาตรา ๑๙ ก็จะเหลือแต่การแก้ไขรัฐธรรมนูญโดย สภาผู้แทนราษฎรและใช้เสียง ๒ใน ๓ ของจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ถามประชาชน ดูสิครับว่า มาตราที่เหลืออยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป ผมไม่ลงรายละเอียด นะครับ ไม่ว่าจะหมวด ๑ หมวด ๒ หรือเรื่องของการเข้าไปครอบงำอื่น ๆ อีกมากมาย
ประเด็นที่ ๓ ที่ได้เห็นว่ามันมีปัญหาและไม่สามารถไปต่อได้ เพราะท่านกำลัง เข้าสู่การครอบงำอำนาจที่ถูกแบ่งไว้ระหว่างนิติบัญญัติ บริหารและตุลาการ สภาผู้แทนราษฎร กับคณะรัฐบาลในฝ่ายบริหารอาจแยกกันไม่ค่อยออกเท่าไรหรอก เพราะเราใช้ระบบรัฐสภา แต่ฝ่ายตุลาการชัดเจนมาตั้งแต่ปี ๒๔๗๕ แล้วครับ ชัดเจนมาตั้งแต่การเขียนรัฐธรรมนูญฉบับ แรกของประเทศไทยว่า ศาลมีความเป็นอิสระ ในมาตรา ๕๘ บอกการพิจารณาอรรถคดีเป็น อำนาจโดยเฉพาะของศาล ดำเนินการตามกฎหมายและในนามพระมหากษัตริย์ มาตรา ๖๐ บอกว่าผู้พิพากษาย่อมมีอิสระในการพิจารณาอรรถคดีให้เป็นไปตามกฎหมาย ท่านกำลังตั้ง คณะผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญ ประเด็นนี้ต้องพูดเพราะสำคัญมากและยังมีอำนาจ ในการถอดถอนประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาศาลฎีกา ตุลาการศาลปกครองสูงสุดออกจากตำแหน่ง คำถามว่าท่านมีอะไรโกรธเคืองกับศาลรัฐธรรมนูญนักหนา เหตุผลของการแก้ไขรัฐธรรมนูญ คราวนี้ พุ่งเป้าไปที่การยุบศาลรัฐธรรมนูญ อาจจะบอกว่าไม่ได้ยุบหรอก ศาลยังอยู่ แต่ว่า ท่านส่งผู้แทนเป็นฝ่ายค้านของสภาผู้แทนราษฎรเข้าไป ๓ คน ส่งผู้แทนที่เป็น ส.ส. พรรคร่วม รัฐบาลอีก ๓ คน และให้ตุลาการกับที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาและศาลปกครองสูงสุดมาให้ท่าน เลือก ๖ คน เหลือ ๓ คน ให้สภาผู้แทนราษฎรเป็นคนเลือก ๖ ใน ๓ ควบคุมทั้งศาล รัฐธรรมนูญ ควบคุมศาลฎีกาในเรื่องการถอดถอน ควบคุมศาลปกครองสูงสุด ควบคุมองค์กร อิสระ ผมก็สงสัยต่อไปว่ามันมีคดีความค้างกันอยู่ใน ป.ป.ช.เยอะหรืออย่างไร เพราะว่าอะไร เพราะว่าท่านกำลังจะเซตซีโร (Set zero) ศาลรัฐธรรมนูญเซตซีโร (Set zero) ป.ป.ช. เซตซีโร (Set zero) กกต. อันนี้ยุบเลยคือผู้ตรวจการแผ่นดินเซตซีโร (Set zero) กรรมการ สิทธิมนุษยชน เซตซีโร (Set zero) คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ผมสงสัยว่าท่านมีเจตนา อะไรในการที่จะเข้าไป หรือโกรธเคือง มีอคติอย่างไรกับศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครอง องค์กรอิสระที่ผมว่า และไปตรวจดูอีก ท่านบอกว่าท่านไม่สามารถที่จะเข้าไปแทรกแซง คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ แต่ลองดูให้ดีครับ ถ้าลองอ่านในรัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข ที่เสนอมานี้ มันเขียนชัดเจนว่าคณะกรรมการจะมีหน้าที่ในการที่จะไปดำเนินการศึกษาและ เกี่ยวข้องกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนั้น ถามว่าอยู่สภามาไม่รู้หรือครับ ว่าการรายงาน ศึกษานั้นหมายความว่าอะไร มันคือการวางธงที่จะเขียนในอนาคตของการเปลี่ยนแปลง กฎหมายและนำไปสู่คำวินิจฉัยต่าง ๆ ของศาล เพราะฉะนั้นโดยสรุปชัดเจนครับว่า เป็นการ ใช้อำนาจที่สุดโต่ง สุดกู่ของสภาที่จะเข้าไปแทรกแซงศาล แทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ท่านผู้ชี้แจงพยายามอธิบายเรื่องประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาตั้งสุพรีม คอร์ด (Supreme Court) จริงอยู่ครับ สุพรีม คอร์ด (Supreme Court) ที่ผมเคยพบ ๙ คน ก็มาจากการเสนอของ พรรคเดโมแครต (Democratic Party) พรรคริพับลิกัน (Republican Party) แล้วก็ ประธานาธิบดีเลือกแต่เขาไม่ได้แทรกแซง แล้วเขามีความเป็นอิสระและเขามีความพร้อมกัน ทั้งประเทศมากกว่าประเทศไทยอีกเยอะ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านเสนอขณะนี้ยังไกลเกินความจริง และผมคิดว่ามันเป็นการเสนอที่เป็นไปไม่ได้ในการที่จะเข้าไปแทรกแซงความเป็นอิสระทั้ง ปวงของศาลยุติธรรม ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลปกครองสูงสุด คณะกรรมการ ป.ป.ช. คณะกรรมการการเลือกตั้ง และองค์กรอิสระอื่นทั้งปวง ถัดมาครับ ท่านอยากตั้งผู้ตรวจการ กองทัพ ผมก็ไม่ขัดข้องนะครับ ถ้าท่านอยากจะตั้งผู้ตรวจการกองทัพ แต่ผมมีตัวอย่าง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมก็อยู่ในสภากลาโหมอยู่แล้วมาจากฝ่ายบริหาร มาจากการเลือกตั้งของสภาไม่ใช่หรือ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีกลาโหมก็มาจากผู้แทนที่มา จาก ส.ส. ไม่ใช่หรือ อันนั้นประการหนึ่ง มีตัวอย่างสำคัญบางประการ เช่น ไม่ใช่กองทัพ หรอกครับ ท่านอดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเล่าให้ผมฟังว่า ท่านรองนายกรัฐมนตรี ท่านหนึ่งไม่เอ่ยนาม ท่านเมาไวน์ ท่านประชุม ก.ตร. ด้วยอาการเมาไวน์และด่าตำรวจ ๔ ชั่วโมง นั่นเป็นแค่ตัวอย่างคน ๆ เดียวนะครับ ไม่ได้หมายความว่าสภาทั้งหมดจะเป็น เช่นนั้น แต่ถามว่าบุคคลที่ท่านจะส่งเข้าไปอยู่ในผู้ตรวจการกองทัพ ท่านจะส่งเข้าไปอยู่ใน คณะผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระเป็นใคร มาจากไหน ใช้อำนาจ แทนท่าน แล้วมีผลประโยชน์ทับซ้อนไหม สามารถเปลี่ยนแปลงอรรถคดีได้ไหม คำตอบผม ผมไม่ไว้วางใจครับ เป็นไปได้ทั้งหมดละครับ แม้ขณะนี้ยังใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะ กรรมาธิการแทรกแซงได้เลยครับ ผมกราบเรียนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นสิ่งที่เสนอมาแล้วมัน เป็นไปไม่ได้ ในทางปฏิบัติแล้วมันเป็นการเสนอที่ผมคิดว่ามันยังไกลเกินความจริง และไม่ได้ บอกความจริงกับประชาชนทั้งหมด โดยเฉพาะพี่น้องประชาชน ๑๖ ล้านเสียง เขาไม่ได้ยอม หรอกครับ ท่านอ้างแสนกว่า ผมก็ต้องอ้าง ๑๖ ล้านเสียงเหมือนกันว่าเขาไม่เห็นด้วย
ส่วนสุดท้ายครับ เรื่องการที่ท่านจะไปยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ยกเลิก การปฏิรูปประเทศ ความจริงไม่ใช่เรื่องที่ท่านต้องการยกเลิกเลยครับ ท่านเข้ามาร่วมกับ วุฒิสภาสิครับ ท่านทำหน้าที่ในฐานะสภาผู้แทนราษฎรก็ดี ฐานะประชาชนก็ดี ติดตาม การปฏิรูปประเทศ ติดตามการเปลี่ยนแปลงยุทธศาสตร์ชาติ ผมอยากเห็นคนหนุ่มสาว ร่วมกัน ทำงานกับคนที่มีอายุวัยกลางคนอย่างผม อย่างพี่ ๆ ส.ส. ที่อายุมาก ผมคิดว่าสังคม มันอยู่ด้วยกันได้ มันไม่ได้อย่างที่บางท่านบอกว่าสังคมมันจะแตกแยก มันจะเริ่มเกิดสงคราม กลางเมืองมันเป็นไปไม่ได้หรอกครับ ประเทศไทยอยู่รอดมาได้ ๘๐๐ ปี มีความขัดแย้ง เป็นธรรมดา ผมผ่านเหตุการณ์ ๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พฤษภาทมิฬ ผ่านมาหมดเหมือนกันครับ มันก็ยังอยู่ได้ครับ เราไม่อยากเห็นความแตกแยกขัดแย้งแบบนั้นอีก เราต้องช่วยกันครับ ท่านมาเสนอกฎหมายสภา ผมถึงบอกว่าดีใจ แต่ถ้าท่านเสนอแล้วมันเป็นไปไม่ได้ เช่น การบอกว่าให้ยกเลิก การรับรองความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของประกาศคำสั่ง คสช. ทั้งหลาย ผมเองเรียนเลยนะครับว่า ตอนสมัยเป็นเลขาวิป สนช. และเป็นวิปรัฐบาลก็ประสานแก้ไข กฎหมายอย่างที่ท่านสมาชิกกำลังทำอยู่ในสภานี้ให้เป็นกฎหมายเสียให้ถูกต้องเป็นจำนวน มากแล้ว แต่คำสั่งบางอย่างมันเป็นคำสั่งที่ออกโดยชอบและก็แก้ไขบางเรื่องมันไม่สามารถ ย้อนกลับได้ ท่านลองเอาย้อนกลับดูสิครับ คำสั่งของ คสช. เรื่องการทำ ไพร์มมารี่ โหวต (Primary Vote) ก่อนการเลือกตั้ง ยกเว้นสภานี้ไม่ต้องยุบไปหรือครับ คำสั่งในการแต่งตั้ง บุคคลบางส่วน หรือเรื่องการทำ พ.ร.บ. งบประมาณ หรือการแต่งตั้งข้าราชการระดับสูง ที่ไปเกี่ยวข้อง หรือแม้กระทั่งการไปทำหน้าที่ในการเซ็นสนธิสัญญาระหว่างประเทศ สิ่งเหล่านี้เขาเสนอไปแล้ว ท่านไปรื้อมันเท่ากับล้มทั้งหมดแล้วมันเดินต่อไม่ได้ ข้อเสนอแบบนี้ เป็นไปไม่ได้ในทางปฏิบัติ แต่มันเป็นไปได้คือเห็นคำสั่ง คสช. ใดที่มันล้าสมัยไม่จำเป็น ก็มาเสนอพระราชบัญญัติแก้ไข
ส่วนสำคัญอีกประการหนึ่งที่ผมก็แปลกใจว่า ท่านบอกว่าห้ามรัฐประหารให้ เขียนว่ารัฐธรรมนูญ ความจริงดีนะครับ ผมก็ไม่ได้เห็นด้วยกับการรัฐประหาร ผมเองก็ถูก รัฐประหารสมัยเป็น ส.ว. พยายามแก้ไขสถานการณ์เมื่อปี ๒๕๕๗ ก็โดนรัฐประหาร เหมือนกันแต่เขียนอย่างไรครับ ท่านลองทำดูสิครับจะเอารถแท็กซี่ (Taxi) ไปชนรถถัง หรือครับ เขียนเสร็จแล้วเขาฉีกรัฐธรรมนูญ เขาก็เขียนรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวขึ้นมาใหม่ ทุกคณะ มันก็เป็นรัฏฐาธิปัตย์ แล้วก็ใช้อำนาจของคณะรัฐประหารเขียนยกเว้นนิรโทษกรรม หมดอยู่แล้ว คนที่เขียนไม่ได้คือคนที่เป็นกบฏเพราะแพ้ ไม่สามารถยึดอำนาจสำเร็จเท่านั้น ละครับ ศาลเองท่านกล่าวหา ท่านไม่ได้มาชี้แจงในห้องประชุมแห่งนี้ เช่นเดียวกับองค์กร อิสระ ไม่ว่าจะศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่นไม่มีโอกาสมาชี้แจง ท่านกล่าวหาว่าศาล รับรองความมีอยู่ของคณะรัฐประหาร ศาลไม่ได้รับรองครับผมไปตรวจดูแล้วไม่มี มีแต่ที่ท่าน ไปฟ้องศาลกัน และศาลเห็นว่าการนิรโทษกรรมมันเกิดขึ้นตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ที่คณะรัฐประหารเขาฉีกรัฐธรรมนูญไปแล้ว และเขาก็เขียนนิรโทษกรรมเข้าไปแล้วหมด เหมือนกัน เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ผมคิดว่าท่านเสนอได้ครับ แต่มันเป็นแค่สิ่งที่บอกประชาชน ไม่หมด เพราะฉะนั้นโดยสรุปครับท่านประธาน ผมคิดว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ท่านบอกว่าจะ ล้ม โละ เลิก ล้าง มันยังไม่ใช่ครับ มันยังไกลความจริง และไม่ได้เสนอมาด้วยทัศนคติที่ดี แต่มาด้วยอคติเพราะท่านเขียนคุณสมบัติของทุกคนไว้หมดเลยครับ ว่าจะต้องไม่ฝักใฝ่ เผด็จการทุกองค์กรเลย มันมาจากทัศนคติที่เป็นอคติ ผมขอร้องท่านกลับไปเขียนมาใหม่ คราวหน้าเสนอสภาใหม่ แยกร่างและมาด้วยทัศนคติที่ดี หลายร่างผมอาจจะเห็นชอบด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นสรุปขณะนี้คือถ้าเราจะผ่านการรับหลักการวาระที่ ๑ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะทำให้เกิดปัญหามากมาย ซึ่งฝากไปยังเพื่อนร่วมสภาว่าท่านปล่อยให้เดินต่อไปไม่ได้ครับ เพราะอะไรครับ ถ้าปล่อยให้เดินต่อไปในวาระที่ ๑ เอาแบบสุด ๆ โต่งบ้าง ท่านผ่านวาระ ๑ เสร็จแล้วไม่ต้องตั้งกรรมาธิการวิสามัญหรอกครับ เอากรรมาธิการเต็มสภาเลยไหม