พริษฐ์ วัชรสินธุ อภิปรายคัดค้านการมีวุฒิสภาโดยชี้ให้เห็นความไม่สอดคล้องของข้ออ้างในการรักษาสถาบันดังกล่าว ทั้งในแง่ความหลากหลาย บทบาทตรวจสอบ และการอ้างอิงตัวอย่างต่างประเทศที่ไม่สัมพันธ์กับระบอบประชาธิปไตยไทย พร้อมเรียกร้องให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทันทีเพื่อกำจัดวุฒิสภาและสร้างระบบสภาเดี่ยวที่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง โดยมองว่าการเมืองควรยึกระบบที่ป้องกันการละเมิดอำนาจได้แม้คนไม่ดีเข้ามาบริหาร แทนการพึ่งพา "คนดี" และย้ำว่าการแก้รัฐธรรมนูญคือก้าวสำคัญเพื่อตอบสนองความหวังของคนรุ่นใหม่ในการมีส่วนร่วมและสร้างอนาคตที่เป็นธรรมมากขึ้น
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาและสมาชิก รัฐสภาทุกท่าน ผม พริษฐ์ วัชรสินธุ ในฐานะผู้ชี้แจง ตลอด ๑๒ ชั่วโมงที่ผ่านมานะครับ ผมก็นั่งฟังคำอภิปรายของท่านสมาชิกทุกท่าน แล้วก็พยายามจะจดถึงทุกข้อสงสัยทุกคำถาม เพื่อจะเตรียมคำตอบมาคลายข้อกังวลของท่านอย่างจริงจังนะครับ แต่ในขณะที่ผมพยายาม จะเตรียมคำตอบเพื่อมาชี้แจงกับท่านอย่างจริงจัง ผมอยากจะเชิญชวนประชาชนทุกท่าน ที่รับฟังอยู่ที่บ้านนะครับ ให้ตั้งคำถามถึงความจริงใจของข้อกังวลบางอย่างที่สมาชิกรัฐสภา บางท่านนั้นหยิบยกขึ้นมา เพราะว่าบางข้อกังวลนั้นที่ท่านหยิบยกขึ้นมา บางคำถาม ที่ท่านมีนั้นมันดูจะสวนทางเหลือเกินครับ กับการตัดสิน การลงมติและการกระทำของท่าน ในอดีตที่ผ่านมา ผมขออนุญาตเริ่มต้นการชี้แจง โดยการชี้แจง ๕ ประเด็น เกี่ยวกับข้อเสนอ เรื่องการยกเลิกวุฒิสภาและหันมาใช้ระบบสภาเดี่ยวครับ
ข้อกังวลที่ ๑ ที่ผมได้ยินมานะครับ คือข้อกังวลที่ว่าถ้าหากเราไม่มีวุฒิสภาแล้ว เราจะไม่มีรัฐสภาที่มีความหลากหลายในสาขาวิชาชีพ ตอนแรกผมก็นึกว่าผมได้ยินผิดนะครับ เพราะผมได้ยินตอนแรกผมคิดว่าน่าจะเป็นฝั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรมากกว่าที่จะถาม กลับไปหาวุฒิสภาว่าทำอย่างไรให้เราถึงมีวุฒิสภาที่มีความหลากหลายในสาขาวิชาชีพ เพราะถ้าเรามาดูสัดส่วนของสมาชิกวุฒิสภาตามแต่ละสายอาชีพ มาเปรียบเทียบกับสัดส่วน ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในแต่ละหลักแต่ละสาขาชีพ เราจะเห็นชัดนะครับ ว่าความจริง เป็นสภาผู้แทนราษฎรที่มีความหลากหลายในสาขาวิชาชีพมากกว่า อย่างที่ผมได้เรียนไว้นะครับ จากบรรดาสมาชิกวุฒิสภาทั้งหมด ๒๕๐ ท่าน มี ๑๐๔ ท่าน ที่ประกอบเพียงแค่ ๒ อาชีพ คือทหารและตำรวจ และถ้าท่านจริงใจจริง ๆ ในการพยายามจะทำให้สภาผู้แทนราษฎร ของเรานั้นมีความหลากหลายในสาขาวิชาชีพขึ้น มันก็มีนวัตกรรมหนึ่งครับ ที่ท่านสามารถ ผลักดันได้ นั่นก็คือเรื่องของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ แต่ท่านเองไม่ใช่หรือครับ ที่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ก็ตัดสินใจโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับเดียวที่เป็นการไปลดจำนวนของ ส.ส. บัญชีรายชื่อ เมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนของ ส.ส. เขต ผมเข้าใจนะครับว่า สัดส่วนระหว่าง ส.ส. เขต กับ ส.ส. บัญชีรายชื่อมันก็มีข้อดีข้อเสียที่แตกต่างกัน แต่ถ้าท่านยึดมั่นจริง ๆ นะครับ ว่าต้องการจะเห็นรัฐสภาที่มีความหลากหลายในสาขาวิชาชีพ ผมก็แอบแปลกใจครับ ว่าทำไมท่านถึงโหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับระบบเลือกตั้งในวันนั้น
ข้อกังวลที่ ๒ ที่ผมได้รับฟังจากสมาชิกรัฐสภาหลายท่านนะครับ คือข้อกังวลที่ว่า ถ้าหากเราไม่มีวุฒิสภาแล้ว กลไกตรวจสอบถ่วงดุลนั้นมันอาจจะเข้มข้นน้อยลง อันนี้ก็เป็น สิ่งที่ผมแปลกใจเหมือนกันครับ เมื่อผมมาดูผลงานของสมาชิกวุฒิสภาปัจจุบัน ในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายบริหาร ถ้าผมหยิบมาทั้งหมดนะครับ กฎหมาย ๑๑ ฉบับ ที่วุฒิสภานั้นพิจารณาใน ๒ ปีแรก เราจะเห็นนะครับว่าเสียงคัดค้านนั้นแทบจะไม่มีเลย ใน ๘ ร่าง จาก ๑๑ ร่างนี้ มีสมาชิกวุฒิสภาที่โหวตไม่เห็นชอบทั้งหมดนี้ ๐ คน อีก ๒ ร่าง มีสมาชิกวุฒิสภาโหวตไม่เห็นชอบ ๑ คน และมีเพียงร่างเดียวที่มีสมาชิกวุฒิสภาโหวตคัดค้าน มากกว่า ๑ คน อยู่ที่ ๗ คน และพอไปดูเนื้อหาแล้ว ข้อคัดค้านหลักก็เกี่ยวกับเรื่องเทคนิค มากกว่าเรื่องสาระสำคัญของร่างฉบับนั้น แต่ในขณะที่เราใช้เวลาอย่างมากครับ มาพูดคุย กันเรื่องกลไกตรวจสอบถ่วงดุลระหว่างรัฐสภา ระหว่างสภาผู้แทนราษฎร ระหว่างวุฒิสภา ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญ ระหว่างองค์กรอิสระ ผมคิดว่าท่านสมาชิกกำลังลืมอีกองค์ประกอบ ที่สำคัญอย่างหนึ่งของสังคมในการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจฝ่ายรัฐบาล นั่นก็คือ ภาคประชาชน ในโลกที่มีความก้าวหน้ามากขึ้นครับ ประชาชนเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย มากขึ้นนี้ สิ่งที่เราควรจะทำคือการติดอาวุธ ให้ประชาชนสามารถตรวจสอบรัฐบาลได้โดยตรง แต่ทำไมล่ะครับ เวลาผมรับฟังสมาชิกแต่ละท่านที่กังวลเรื่องการตรวจสอบถ่วงดุลนี้ ผมไม่เห็นท่านแสดงความกังวลอะไรเลยครับ ตอนที่มีการออก พ.ร.บ. ข้อมูลข่าวสารออกมา ที่พยายามจะลดการเข้าถึงข้อมูลของภาครัฐจากภาคประชาชน ทำไมล่ะครับ ผมไม่เห็นท่าน แสดงความกระตือรือร้นในการพยายามจะเร่งออกกฎหมายคุ้มครองผู้ชี้แจงเบาะแส หรือว่าวิซเทิลโบลเวอร์ โปรเทคชัน (Whistleblower protection) นะครับ ที่ถูกพูดถึง เยอะขึ้นในสังคม ในช่วง ๑-๒ ปีที่ผ่านมาครับ
ข้อกังวลที่ ๓ ที่ผมได้ยินสมาชิกรัฐสภาบางท่านพูดถึง คือข้อกังวลที่ว่า ถ้าเราไม่มีวุฒิสภาแล้ว รัฐสภาของเราที่เหลือเพียงสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะเต็มไปด้วย นักการเมืองและเต็มไปด้วยฝ่ายการเมือง ผมคิดว่าข้อกังวลนี้นะครับ เราต้องเริ่มต้น ด้วยการยอมรับความจริงก่อนว่าการเมืองมันมีอยู่ทุกที่ครับ มันปฏิเสธไม่ได้ครับ สิ่งที่สำคัญ มากกว่าคือเราจะหาดุลยภาพอย่างไรที่ทำให้เราสามารถรับมือกับความเห็นที่แตกต่าง จากแต่ละซีกการเมืองได้ เพราะฉะนั้นนะครับ เราก็เห็นครับว่าพอเราไปออกแบบวุฒิสภา ที่มาจากการเลือกตั้ง สมาชิกรัฐสภาหลายคนก็แสดงความกังวลครับ ว่ามันก็อาจจะทำให้ วุฒิสภานั้นมีหน้าตาคล้าย ๆ กับสภาผู้แทนราษฎร เพราะอาจจะถูกควบคุมโดยอำนาจ ทางการเมืองที่มีความคล้ายคลึงกัน ถึงแม้ตรงนี้ผมต้องย้ำนะครับว่าไม่ได้ทำให้วุฒิสภานั้น มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตยน้อยลง แต่มันก็ชวนตั้งคำถามนะครับว่าแล้วทำไม เราถึงต้องมีตั้ง ๒ สภา แทนที่จะเหลือแค่สภาเดียว แต่ท่านอย่าคิดนะครับว่าถ้าเราเปลี่ยน กลไกจาก ส.ว. เลือกตั้ง มาเป็น ส.ว. แต่งตั้งเหมือนที่เป็นอยู่นั้น การเมืองจะหายไป เพราะถ้าเรามาดูองค์ประกอบของสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คน ณ ปัจจุบันนะครับ มีทั้งหมด ๑๒๐ คน ที่มาจากสิ่งที่เราคุ้นเคยกันว่าแม่น้ำ ๕ สายของ คสช. แต่ถ้าท่านเคยเชื่อ อย่างบริสุทธิ์ใจจริง ๆ นะครับ ถ้าท่านเคยหลงเชื่ออย่างบริสุทธิ์ใจจริง ๆ ว่า คสช. เข้ามา ยึดอำนาจนั้น เพียงแค่จะเป็นกรรมการให้กับผู้เล่นทางการเมืองต่าง ๆ ผมคิดว่าตอนนี้ มันกระจ่างแล้วครับ ว่า คสช. ไม่ได้มีเจตนาเป็นเพียงแค่กรรมการ ในเมื่อหัวหน้า คสช. เอง ก็ลงมาเป็นแคนดิเดท (Candidate) นายกรัฐมนตรีแล้วก็ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีปัจจุบัน คสช. ไม่เคยมีเจตนาที่จะเป็นกรรมการ แต่มีเจตนาที่จะมาเป็นผู้เล่นทางการเมือง อย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นครับ ถึงแม้เรามีวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้ง แต่ในเมื่อเรามี ๑๒๐ นะครับ เกือบจะครึ่งคนที่มาจากฝ่ายของ คสช. นี้ ท่านจะปฏิเสธได้หรือครับว่ามันก็มี การเมืองที่เข้ามาแทรกแซงวุฒิสภาที่แต่งตั้งในรูปแบบนี้ มันถึงขั้นแล้วครับ ที่ว่าตอนที่มี การแต่งตั้งสมาชิกวุฒิสภา ๒๕๐ คนชุดแรกนี้ในปี ๒๕๖๒ วุฒิสภาไม่ได้เลือกที่จะตั้ง เฟสบุ๊ค เพจ (Facebook page) ใหม่ให้กับตัวเองนะครับ แต่ไปเลือกเอาเฟสบุ๊ค เพจ (Facebook page) ของสภานิติบัญญัติแห่งชาติและเพียงเปลี่ยนชื่อ ผมเห็นหลายท่านแสดงความกังวล ถึงคำว่าเผด็จการรัฐสภา ผมไม่แน่ใจนะครับว่าแต่ละท่านตีความคำนี้ว่าอย่างไร แต่สำหรับ ผมแล้วนี้ ส.ว. ที่มาจากการแต่งตั้งโดย สคช. เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดของเผด็จการที่เอามาอยู่ ในรัฐสภา
ส่วนข้อกังวลที่ ๔ นะครับ ที่ผมได้รับฟังจากท่านสมาชิกหลายท่าน คือการพยายามจะยกตัวอย่างของวุฒิสภาต่างประเทศ เพื่อพยายามจะมาหักล้างผล เหตุว่าทำไมเราถึงไม่ควรจะมีสภาเดี่ยว แต่เวลาเรายกตัวอย่างต่างประเทศครับ เราก็ต้อง ระมัดระวังว่าจะยกตัวอย่างประเทศที่มันคล้ายคลึงกับระบอบการปกครองของไทย ตอนที่ผมเปิดการอภิปรายเมื่อเช้านะครับ ผมก็ย้ำชัดครับ ว่าเวลาผมเปรียบเทียบประเทศ ผมเอาแค่เฉพาะประเทศที่ปกครองด้วยระบอบรัฐสภา ไม่ใช่ระบอบประธานาธิบดี แล้วก็ประเทศที่เป็นรัฐเดี่ยว ไม่ใช่สหพันธรัฐ และเราก็จะเห็นนะครับว่าในบรรดาประเทศ เหล่านั้น ๒ ใน ๓ หันมาใช้ระบบสภาเดี่ยว แต่ถ้าท่านอยากให้ผมสโคป (Scope) ลงมาแคบลงไปอีกนะครับ เอาแค่เฉพาะประเทศ ที่เป็นรัฐเดี่ยวที่ใช้ระบบรัฐสภาและมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ผมก็ต้องให้ข้อมูลเพิ่มเติม ว่าในบรรดา ๕ ประเทศเหล่านั้นที่มีการปฏิบัติใช้ประชาธิปไตยสูงที่สุด ๔ ใน ๕ ก็หันมาใช้ ระบบสภาเดี่ยวแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนอร์เวย์ สวีเดน นิวซีแลนด์หรือว่าประเทศเดนมาร์ก แต่ท่านก็ยังเลือกที่จะไปหยิบยกตัวอย่างประเทศอื่น ๆ ที่มีวุฒิสภาเพื่อพยายามจะมาหักร้าง เหตุผลนี้ มีสมาชิกรัฐสภาท่านหนึ่งไปยกตัวอย่างของประเทศสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลีย เพื่อพยายามจะมาบอกว่าประเทศเหล่านี้ก็มีวุฒิสภาเช่นเดียวกัน แต่ผมก็ต้องถามย้อน กลับไปครับ ในเมื่อสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียก็ต่างเป็นประเทศที่ใช้ระบบสหพันธรัฐ อันนี้เป็นสิ่งที่ท่านประสงค์ที่จะเอาประเทศเราไปเปรียบเทียบกับประเทศที่ไม่ใช่รัฐเดี่ยว ถ้าจะให้วิเคราะห์ยุทธศาสตร์ของการหยิบยกประเทศมาอ้างในกรณีที่มันเป็นประโยชน์ ต่อเหตุและผลของท่าน ผมก็ต้องตั้งคำถามต่อครับ เพราะว่าสมาชิกรัฐสภาคนเดียวกัน ที่ยกตัวอย่างเรื่องการที่สหรัฐอเมริกามีวุฒิสภานั้น กลับลืมที่จะยกตัวอย่างสหรัฐอเมริกา ตอนที่มาพูดถึงข้อกังวลที่ท่านมีต่อข้อเสนอเรื่องผู้ตรวจการกองทัพ เพราะความจริง สหรัฐอเมริกาถือว่าเป็นประเทศที่มีกองทัพที่แข็งแรงที่สุดตามดัชนีของสากล แต่ก็เป็น ประเทศที่วางมาตรการที่รับหรือว่าที่วางหลักประกันของการที่อำนาจของรัฐบาลพลเรือนนั้น อยู่เหนือกองทัพอย่างชัดเจนที่สุด ไม่ว่าจะเป็นการให้ประธานาธิบดีนั้นเป็นผู้บังคับบัญชา สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมหลายครั้งนั้น ก็เป็นพลเรือน หรือแม้กระทั่งการออกกฎหมายที่บอกว่าถ้าทหารท่านใดต้องการจะเข้ามา รับตำแหน่งในคณะรัฐมนตรีก็จำเป็นจะต้องปลดประจำการจากกองทัพมาก่อนอย่างน้อย ๗ ปี
ข้อกังวลสุดท้ายที่ผมได้ยินจากสมาชิกรัฐสภาหลายท่าน ก็คือข้อกังวล ที่ว่าเราต้องพยายามแยกแยะระหว่าง ส.ว. ชุดบทเฉพาะกาลกับ ส.ว. ในชุดบทถาวร ผมคิดว่าเราไม่จำเป็นนะครับ หลายท่านพยายามจะบอกว่ารอก่อนได้ไหมอีกแป๊บเดียว บทเฉพาะกาลก็จะหมดไปแล้ว ค่อยมาคิดออกแบบโครงสร้างอำนาจและที่มาของวุฒิสภา หลังจากที่บทเฉพาะกาลไปได้ไหม ผมตอบตามตรงว่าไม่ได้ครับ เพราะถ้าท่านจำได้ ผมได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่าร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราของเราตรงนี้เปรียบเสมือนวัคซีน (Vaccine) เข็มที่ ๑ ที่เราต้องรีบฉีดให้กับประเทศ พอมันเป็นวัคซีน (Vaccine) เข็มที่ ๑ แล้ว มันรอไม่ได้ครับ ๒ ปีกว่าจะฉีดเข้าไป หรือว่าถ้าท่านกังวลว่าถ้าเราฉีดไปแล้ว เกิดลอง สภาเดี่ยวไปแล้วมันจะสร้างความโกลาหลให้กับประเทศ ท่านก็ไม่ต้องกังวลนะครับ เพราะว่า ในเมื่อมันเป็นชอต (Shot) ที่ ๑ หรือว่าเข็มที่ ๑ ผมก็ได้เกริ่นไว้แล้วว่าเข็มที่ ๒ ต้องตามมา คือการตั้ง สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มาร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้า ๒ ปี ระหว่างทางนั้นสภาเดี่ยวเกิดเป็นสิ่งที่ไม่ได้มีประสิทธิภาพ เป็นสิ่งที่สร้างปัญหา ประชาชน ก็สามารถออกแบบวุฒิสภารูปแบบใหม่ใน สสร. ที่มาจากการเลือกตั้งได้ นอกจากข้อกังวล ที่แต่ละท่านมีเกี่ยวกับข้อเสนอเรื่องวุฒิสภาแล้วนะครับ ผมก็อยากจะหยิบยกอีก ๔ ข้อกังวล ที่ผมเห็นหลายท่านนั้นพูดถึงในภาพรวมของการเสนอร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราตรงนี้
ข้อกังวลที่ ๑ ที่ผมเห็นหลายท่านแสดงขึ้นมา ก็คือการพยายามจะมาเตือน สติผมครับ เตือนสติผมว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันถูกรับรองโดยคนทั้งหมด ๑๖ ล้านคน เป็นประชามติเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๙ อย่างที่ผมได้ชี้แจงไปแล้วตั้งแต่ต้นนะครับ ว่าถึงแม้หลายคน อาจจะรับรองร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในประชามติเมื่อปี ๒๕๕๙ แต่เขาก็รับได้กับมาตรา ๒๕๖ ที่อนุญาตให้มีการแก้ไข แต่ผมก็แอบประหลาดใจครับ เพราะว่าท่านสมาชิกที่พยายาม จะเตือนสติของเรื่องนี้กลับเป็นคนที่ไม่กี่เดือนที่แล้วก็โหวตรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งหมด ๖ จาก ๑๓ ฉบับ ๖ จาก ๑๓ ร่างที่ถูกเสนอในรัฐสภาแห่งนี้ อันนี้คือความย้อนแย้ง ของข้อกังวลบางอย่างที่ผมสามารถสังเกตได้จากการอภิปรายที่ผ่านมา
ข้อเสนอแนะข้อที่ ๒ ที่มีบางท่านเสนอเข้ามา ก็คือการพยายามจะบอกว่า ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกวุฒิสภานั้นเป็นข้อเสนอที่สุดโต่งไป ทำไมท่านไม่เสนออะไรที่มันเบา กว่านี้มาใหม่ ทำไมท่านไม่พยายามจะประนีประนอมเพื่อหาพื้นที่ตรงกลาง ในมุมหนึ่ง ผมก็ต้องย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าข้อเสนอสภาเดี่ยวนั้นไม่ได้เป็นอะไรที่สุดโต่งแต่เป็นอะไรที่ปกติมาก ในระบอบประชาธิปไตยที่เป็นรัฐเดี่ยวและใช้ระบบรัฐสภา แต่ผมก็พยายามจะตีความนะครับ ว่าสิ่งที่ท่านพยายามจะบอกก็คือว่าทำไมแทนที่จะเสนอยกเลิกวุฒิสภา ทำไมท่านไม่เสนอให้ ตัดอำนาจ ส.ว. เลือกนายกรัฐมนตรี หรือตัดอำนาจ ส.ว. บางอย่าง หรือปรับวุฒิสภา ให้มาจากการเลือกตั้ง คำตอบที่ผมมีให้คือมันเสนอไปหมดแล้วครับ ในการแก้ไข รัฐธรรมนูญใน ๒ รอบที่ผ่านมาก็มีข้อเสนอเหล่านี้หมด และท่านสมาชิกที่ลุกขึ้นมาอภิปราย ให้กระผมฟังเมื่อสักครู่ว่า ทำไมผมไม่เสนออะไรที่มันเบากว่านี้ ไม่สุดโต่งเท่านี้ ผมไปดูประวัติ การลงคะแนนเสียงของท่าน ท่านก็ปฏิเสธข้อเสนอการแก้ไขอำนาจหรือว่าที่มาของวุฒิสภา มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นความย้อนแย้งอีกอย่างหนึ่งที่ผมคิดว่ามันปรากฏ ให้เห็นชัดในการอภิปรายที่ผ่านมาว่าถึงแม้ท่านจะพยายามบอกว่าให้เรากลับไปคิดข้อเสนอ ใหม่ที่ไม่ได้เป็นการยกเลิกวุฒิสภาและท่านจะเห็นชอบด้วย มันไม่ได้เป็นความจริง
และท้ายที่สุดข้อกังวลข้อที่ ๓ หรือว่าข้อเสนอแนะข้อที่ ๓ ที่ผมได้ยิน จากท่านสมาชิกหลายท่าน คือการพูดถึงคำว่า คนดี ผมเข้าใจว่าคำว่า คนดี นั้นถูกหยิบยก ขึ้นมาโดยสมาชิกท่านหนึ่ง ในบริบทที่พยายามจะบอกว่าไม่ใช่ทุกคนที่มาจากการเลือกตั้งนั้น เป็นคนที่ประสงค์ดีต่อบ้านเมือง ผมก็ไม่ได้ปฏิเสธว่ามันก็อาจจะมีคนที่มาจากการเลือกตั้ง ก็อาจจะไม่ได้ดีสมบูรณ์แบบเสมอไป แต่ผมก็หวังว่าท่านไม่ได้พยายามจะให้เราเข้าใจนะครับ ว่าท่านหมายถึงว่าคนที่มาจากการแต่งตั้งทุกคนนั้นก็เป็นคนดีเช่นเดียวกัน เพราะว่าที่ผ่านมา ผมก็ไม่เคยเห็นคนไหนที่ผมเคารพในฐานะคนดี ที่เคยตัดสินพิพากษาตัวเองว่าเป็นคนดี มาก่อน แต่ผมคิดว่าสาระสำคัญมันไม่ใช่การที่เราพยายามจะมาอ้างหรือมาโอ้อวดกัน ว่าใครเป็นคนดีกว่ากัน แต่สิ่งที่เราควรจะทำคือการพยายามจะสร้างระบบที่ดี ระบบที่ดี ที่พยายามจะกำจัดพฤติกรรมที่ไม่ดีของใครก็ตามที่เข้ามา คนดีที่สมบูรณ์แบบมันไม่มีอยู่จริง หรอกครับ แต่ทำอย่างไรให้เรามีระบบที่ดีที่พยายามกำจัดพฤติกรรมที่ไม่ดีของแต่ละคน ออกไป ถ้าเราอยากจะนึกว่าเราจะออกแบบระบบที่ดีอย่างไร ผมคิดว่ากิจกรรมหนึ่ง ที่เราสามารถทำได้ คือการพยายามนึกถึงคนที่เลวร้ายที่สุด ผมไม่รู้นะครับว่าท่านจะคิดว่า ใครเป็นคนที่เลวร้ายที่สุดในประเทศนี้ แต่ให้นึกถึงคน ๆ นั้นไว้ แต่นึกว่าถ้าเขาเข้ามาอยู่ ในระบบตรงนี้ได้ ถ้าเขาเข้ามามีอำนาจได้ มันจะสร้างความเสียหายให้กับประเทศแค่ไหน ผมเข้าใจครับว่าแต่ละคนนั้นก็คงมีมุมมองที่แตกต่างกันว่า พลเอก ประยุทธ์ นั้นเป็นคนดี หรือไม่ มันก็ไม่ใช่สิทธิอะไรที่ผมจะไปตัดสินว่า พลเอก ประยุทธ์ เป็นคนดีหรือไม่ดี อันนั้น เป็นสิทธิของประชาชนทั่วประเทศ แต่สมมติเราลองนึกถึง อยากเชิญชวนทุกคนให้นึกถึง คนที่คุณคิดว่าเลวที่สุดครับ และให้มาอยู่ในตำแหน่งที่ พลเอก ประยุทธ์ นั้นดำรงอยู่ ณ ปัจจุบัน ลองนึกนะครับ ถ้าเรามีคนเลวคนหนึ่งที่มาเป็นนายกรัฐมนตรี แล้วก็สามารถ แต่งตั้งวุฒิสภาทั้งหมด ๒๕๐ คน กลับมาเลือกตัวเองเป็นนายกรัฐมนตรีได้ วุฒิสภา ๒๕๐ คนนั้น ที่เขาแต่งตั้งขึ้นมาก็สามารถมาแต่งตั้งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการองค์กรอิสระ ประธาน กกต. ประธาน ป.ป.ช. ขึ้นมาได้ ลองคิดอีกสักนิดนะครับว่าคนเลวคนนั้นที่เป็น นายกรัฐมนตรีก็สามารถเขียนหรือว่าตั้งคณะกรรมการเพื่อมาเขียนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี เพื่อล็อก (Lock) ประเทศไว้ใน ๒๐ ข้างหน้าได้ อันนี้ละครับคือระบบที่ท่านอยากได้ ผมถึงเชิญชวนว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราครั้งนี้มันไม่ได้เป็นการพยายามจะเพ่งเล็ง หรือไปโจมตีใครฐานะตัวบุคคล แต่พยายามจะสร้างระบบที่ดีครับ ที่ว่าไม่ว่าใครจะเข้ามา อยู่ในอำนาจนั้นก็จะสามารถถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้น แล้วก็จะสามารถกำจัดพฤติกรรม ที่ไม่ดีของเขาออกไปได้
ท่านประธานครับ ผมขอปิดท้ายการอภิปรายในรอบนี้ ด้วยการเล่าถึง เหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อหลายเดือนก่อน ตอนที่ผมแล้วก็ทีมนั้นริเริ่มการล่ารายชื่อ สำหรับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หากใครจำกันได้ในช่วงต้นปี ประเทศเราเผชิญกับ ปรากฏการณ์หนึ่งที่หลายคนไม่คาดคิดมาก่อน เมื่อคนรุ่นใหม่จำนวนมากในประเทศเรา รวมตัวกันในโลกออนไลน์ (Online) เพื่อร่วมกันแลกเปลี่ยนและพูดคุยถึงแนวทางการย้าย ออกจากประเทศ ในช่วงนั้นก็มีวันหนึ่งครับที่ผมได้มีโอกาสไปร่วมวงคุยกับคนรุ่นใหม่คนหนึ่ง ที่ความจริงแล้วเป็นหนึ่งในตัวตั้งตัวตีของกลุ่มนั้น ก็มีคนในวงถามเข้าไปครับ คำถามที่เรียบง่าย แต่สำคัญมาก ว่าจะมีอะไรไหมครับที่จะทำให้เขาเปลี่ยนใจไม่อยากย้ายออกจากประเทศแล้ว ในขณะที่หลายคนก็คาดหวังว่าเขาจะตอบว่าต้องการการงานที่ดีขึ้น ต้องการมลพิษ ทางอากาศที่ลดลงหรือต้องการระบบสาธารณสุขที่มีคุณภาพ แต่คำตอบเดียวที่เขาให้กลับมา คือขอแค่ให้มีการแก้รัฐธรรมนูญ ไม่มีใครคิดหรือคาดหวังหรอกครับว่าการแก้รัฐธรรมนูญ เสร็จแล้ว ทุกอย่างในประเทศมันจะดีขึ้นทันที แต่การแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย มันทำให้ผู้คนมีความหวังว่าสักวันการเปลี่ยนแปลงที่เขาอยากจะเห็นมันจะมา มันทำให้ผู้คน เขารู้สึกว่าความฝันของเขานั้นมันมีโอกาสที่จะเป็นจริงได้ และมันก็ทำให้เขารู้สึกว่าเสียงของเขา มีความหมายและเขาเองนั้นเป็นหุ้นส่วนที่สำคัญของประเทศนี้ รัฐธรรมนูญมันจึงไม่ใช่แค่ กระดาษไม่กี่แผ่นที่ห่างไกลกับชีวิตประชาชน แต่มันเป็นวัคซีน (Vaccine) ที่ไม่เพียง แต่จะสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศต่อโลกร้ายต่าง ๆ ที่เราต้องเผชิญกันมา แต่มันก็เป็น เสมือนกับแสงสุดท้ายที่จะทำให้ทุกคนนั้นยังมีความหวังที่จะได้ร่วมสร้างอนาคตที่ดีขึ้นบนพื้น แผ่นดินนี้ตลอด ๑-๒ ปีที่ผ่านมานะครับ ผมคิดว่าประเทศเราได้ผ่านบทเรียนที่สำคัญมาแล้ว ว่าการปฏิเสธวัคซีน (Vaccine) ที่มีคุณภาพหรือการฉีดวัคซีน (Vaccine) เข็มที่ ๑ อย่างล่าช้านั้นสร้างความเสียหายและเจ็บปวดให้กับประชาชนแค่ไหน ผมเรียนสมาชิกรัฐสภา ทุกท่านครับ อย่าด้อยค่าหรือว่าปฏิเสธวัคซีน (Vaccine) แก้รัฐธรรมนูญของกลุ่มพวกเราเลยครับ ที่เรากำลังเสนอให้กับประชาชนทุกคนทั่วประเทศ เพียงเพื่อรักษาผลประโยชน์ของคน ไม่กี่คน ขอบคุณมากครับ