ถวิล เปลี่ยนศรี อภิปรายร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เสนอโดยประชาชน โดยตั้งข้อสังเกตว่าการแก้ไขดังกล่าวมีลักษณะเทียบเท่าการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับ เพราะทำให้บทบัญญัติเดิมจำนวนมากถูกเพิกถอน และเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจการเมืองอย่างสิ้นเชิง โดยเน้นการรวมอำนาจไว้ที่สภาผู้แทนราษฎรเพียงแห่งเดียว พร้อมยกเลิกวุฒิสภาและลดบทบาทองค์กรอิสระ ซึ่งเป็นการถอยหลังทางประชาธิปไตยและทำลายกลไกการตรวจสอบถ่วงดุล อีกทั้งยังเตือนว่าแนวทางนี้อาจนำไปสู่เผด็จการผ่านรัฐสภา โดยอ้างบทเรียนจากอดีตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ที่การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ฝ่ายการเมืองเพียงฝ่ายเดียวล้มเหลวและก่อให้เกิดความขัดแย้ง พร้อมเรียกร้องให้พิจารณาปัญหาอย่างตรงไปตรงมา โดยไม่เพียงแต่มองในเชิงอุดมการณ์ แต่ต้องตระหนักถึงข้อจำกัดและความเป็นจริงของการเมืองไทยที่ยังมีนักการเมืองไม่ดีและผลประโยชน์ของนายทุนครอบงำ จนส่งผลให้เกิดวิกฤติการเมืองและรัฐประหารซ้ำซาก
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม ถวิล เปลี่ยนศรี สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ที่จะอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ประชาชน ๑๓๕,๒๔๗ คน ได้เข้าชื่อเสนอต่อที่สภาแห่งนี้ ผมอยากจะเริ่มประการแรกว่า กฎหมาย ทุกเรื่อง ทุกฉบับ ล้วนแต่เป็นสิ่งที่คนสร้างขึ้น เพราะฉะนั้นย่อมจะต้องแก้ไขได้ ไม่เว้นแม้แต่ รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ หากการแก้ไขนั้นได้ดำเนินการไป ในทางที่ทำให้มีความเหมาะสม มีความดีขึ้น และเกิดประโยชน์แก่สังคมมากขึ้น และการแก้ไขนั้นประกอบไปด้วยเจตนาที่ดีและมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือได้ก็แก้ไขได้ ในทางตรงกันข้ามครับ ผมเห็นว่าหากการแก้ไขนั้น มิได้เป็นไปด้วยความรัก ความเมตตา หรือความปรารถนาอันดีต่อกันแล้ว แต่เกิดขึ้นด้วยความอคติ เกิดด้วยความชิงชังรังเกียจ ไปถึงโกรธแค้นแล้ว เมื่อเริ่มต้นอย่างนี้ แทนที่การแก้ไขนั้นจะไปนำไปสู่ความรัก ความสามัคคีของคนในชาติ ตรงข้ามครับ มันจะนำไปสู่ความแตกแยก แบ่งฝักแบ่งฝ่าย ไม่สิ้นสุด ซึ่งย่อมไม่เกิดประโยชน์และเป็นผลดีต่อบ้านเมืองอันเป็นที่รัก และเป็นศูนย์รวม ของพวกเรา โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เราต้องการความรักความสามัคคี เพื่อฟันฝ่าอุปสรรค และปัญหาต่าง ๆ อย่างที่เกิดขึ้นในขณะนี้
ประการที่ ๒ ผมอ่านร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้ง ๒๑ มาตรา ต้องขอบอกว่า แม้ร่างนี้จะมีอยู่แค่ ๒๑ มาตราก็ตาม แต่บางมาตรานั้น แค่มาตราเดียวก็มีผลให้การยกเลิก บทบัญญัติเดิมในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันจำนวนหลายสิบมาตรา แล้วก็ยกเลิกขึ้นมาใหม่ ทั้งหมด อย่างเช่นในร่างมาตรา ๔ ให้ยกเลิกความในหมวด ๗ ว่าด้วยรัฐสภา รวมทั้งสิ้น ๗๙ มาตรา และยกร่างบทบัญญัติว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎรขึ้นแทนใหม่ทั้งหมด กินความ หลายสิบมาตราทีเดียว ร่างมาตรา ๑๑ ให้ยกเลิกความในหมวด ๑๑ ว่าด้วยศาลรัฐธรรมนูญ จำนวน ๑๑ มาตรา และร่างขึ้นใหม่แทน ๑๖ มาตรา นอกจากนั้นร่างมาตรา ๑๓ ให้ยกเลิก หมวด ๑๒ ว่าด้วยองค์กรอิสระจำนวน ๓๓ มาตรา ยกร่างขึ้นใหม่แทนหลายสิบมาตรา เรียกว่าแม้ว่าจะเป็นการแก้ไขรายมาตรา และมีแค่ ๒๑ มาตราก็จริง แต่ผลที่เกิดขึ้นนั้น ก็แทบจะเป็นการยกเลิกแล้วก็โละทิ้งของเก่าและเขียนขึ้นใหม่ทั้งฉบับเลยก็ว่าได้
ประการที่ ๓ ผมได้อ่านหลักการและเหตุผล รวมทั้งร่างแก้ไขทั้งหมดแล้ว เห็นว่าโดยภาพรวมรัฐธรรมนูญฉบับที่นำเสนอเข้ามานี้ ได้เปลี่ยนหลักการและโครงสร้าง ของอำนาจทางการเมืองใหม่แทบจะสิ้นเชิง กล่าวคือทางหนึ่งร่างนี้ได้เสนอรูปแบบ ฝ่ายนิติบัญญัติในรูปสภาเดียวหรือสภาเดี่ยว คือสภาผู้แทนราษฎร โดยเพิ่มอำนาจหน้าที่ และอาจพูดได้ว่า ถึงขนาดไปรวมศูนย์อำนาจต่าง ๆ มาไว้ที่สภาผู้แทนเป็นอย่างมาก หรือที่เดียวก็อาจจะกล่าวได้อย่างนั้น ขณะเดียวกันอีกทางหนึ่ง ท่านก็ทำการล้ม โละ เลิก ล้าง หน้าที่อำนาจขององค์กรอื่น ๆ ตามรัฐธรรมนูญ ตามที่ท่านได้ประชาสัมพันธ์ไว้จริง ๆ เช่น ยกเลิกวุฒิสภาไปเลย ส่วนศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระอื่น ๆ นั้นก็ถูกลดหน้าที่ อำนาจต่าง ๆ จนองค์กรเหล่านั้นแทบจะไม่เหลือหน้าที่อำนาจและความเป็นอิสระอะไรเลย และอาจกล่าวได้ว่าองค์กรเหล่านั้นได้ถูกลดสถานะโดยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เหลือเป็นเพียงองค์กรภายใต้การกำกับและควบคุมอย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด โดยสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้น ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีหลายเรื่อง หลายประเด็นที่จะต้อง วิพากษ์วิจารณ์และลงลึกในรายละเอียด ซึ่งเพื่อนสมาชิกหลายท่านก็ได้พูดในประเด็นต่าง ๆ ไปแล้วอย่างหลากหลายตั้งแต่เช้าที่ผ่านมา ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๔ ประเด็นดังนี้ครับ
ประเด็นแรก อยากจะทำความเข้าใจเลยก็คือว่า ลำพังรูปแบบของสภา แต่เพียงอย่างเดียวนั้น ไม่ว่าจะเป็นสภาเดี่ยวหรือสภาคู่ หรือจะมีกี่สภาก็ตาม มันไม่ได้แสดง ให้เห็นถึงความเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ หรือเป็นมาก หรือเป็นน้อยแต่อย่างใด กล่าวคือ ไม่ใช่ว่ามีสภาเดียวแล้วก็จะเป็นประชาธิปไตยเสมอไป หรือเป็นประชาธิปไตยมากกว่า หรือถ้าเป็น ๒ สภาแล้วก็ไม่เป็นประชาธิปไตยหรือเป็นน้อยกว่า เพราะในโลกนี้มีระบบสภาคู่ อยู่มากมายในหลายประเทศ และต่างก็เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าในความเป็น ประชาธิปไตยทั้งสิ้น เช่น ญี่ปุ่น อินเดีย เยอรมนี ฝรั่งเศส สหรัฐอเมริกา และแม้แต่ สหราชอาณาจักร ซึ่งเมื่อเริ่มต้นประชาธิปไตยของบ้านเรานั้นได้ไปนำเอามาเป็นต้นแบบ ก็เป็นสภาคู่ และยังปรากฏอยู่ในอีกหลาย ๆ ประเทศด้วยกัน เช่นเดียวกันครับ สภาเดียว อีกมากมายหลายประเทศก็ไม่ได้เป็นประชาธิปไตย หรือเป็นประชาธิปไตยน้อยมาก หรือบางประเทศก็เป็นเผด็จการไปเลยก็มี เหตุที่ผมต้องพูดอย่างนี้ก็เพราะว่าในเหตุผล ที่ท่านผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามาสู่สภาแห่งนี้ ข้อแรกเลยท่านให้เหตุผลว่า วุฒิสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ปัจจุบันไม่มีความชอบธรรมทางประชาธิปไตย จึงต้องยกเลิกไปแล้วให้เหลือสภาเดียวคือสภาผู้แทนราษฎร การที่ให้เหตุผลดังนี้ผมคิดว่า เป็นการให้ตรรกะที่แปลก เหมารวมและกำกวม ไม่ค่อยจะมีเหตุผลรองรับที่ดีสักเท่าไร เพราะอย่างที่ผมเรียนแล้วว่ารูปแบบสภาจะเป็นสภาคู่ สภาเดี่ยว มันไม่ได้แสดงถึงความเป็น ประชาธิปไตยแต่อย่างใด นี่เป็นประเด็นแรกที่อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้
ประเด็นที่ ๒ หลักการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่สภาเดียวนั้นล้มเหลวมาแล้ว ทั้งในประเทศต่าง ๆ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย การที่ร่างนี้ที่เป็นการรวมศูนย์อำนาจ ทางการเมือง การบริหารไว้ที่สภาผู้แทนราษฎรแห่งเดียว ที่เดียว และก็ไปทำการลดทอน บั่นทอน ล้มล้าง ยุบเลิก ทำลายความเป็นอิสระของศาล รวมทั้งระบบการตรวจสอบถ่วงดุล ขององค์กรอิสระต่าง ๆ แล้วก็รวมไปถึงการก้าวล่วงไปแทรกแซง ควบคุม กำกับความเป็นอิสระ ของศาลและองค์กรอิสระต่าง ๆ นั้น อย่างที่ไม่เคยพบเคยเห็นจากที่ใดมาก่อนนั้น ต้องพูดว่า การนำเอาหลักการรวมศูนย์อำนาจมาไว้ที่สภาแห่งเดียว และให้การตรวจสอบถ่วงดุล ฝ่ายบริหารมาจากสภาแห่งนี้แห่งเดียวเท่านั้น ตามที่ได้เสนอมานั้นต้องถือว่าเป็นการเดิน ถอยหลัง ผมย้ำคำว่าเดินถอยหลังครับ ในเรื่องการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ เพราะว่า จริง ๆ แล้วระบบการตรวจสอบถ่วงดุลแบบนี้ใช้ไม่ได้ผล และล้มเหลวมาแล้วในหลายประเทศ เพราะระบบรวมศูนย์อำนาจไว้ที่สภานิติบัญญัติแห่งเดียว กลไกขับเคลื่อนทั้งฝ่ายบริหาร และฝ่ายนิติบัญญัติจะมาจากที่เดียวกันคือพรรคการเมืองที่มีเสียงข้างมาก หรือพูดอีกนัยหนึ่ง ได้ว่า พรรคการเมืองที่เสียงข้างมากในสภาจะเป็นฝ่ายควบคุมทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ การถ่วงดุลแบบนี้ในหลายประเทศจึงไม่มีผลในทางปฏิบัติ ประเทศไทยเราก่อนใช้ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็เป็นอย่างนี้และเจอปัญหาแบบนี้มาเช่นเดียวกัน ด้วยเหตุนี้ ประเทศต่าง ๆ จึงแสวงหาแนวทางใหม่ที่ให้มีองค์กรอิสระที่มีที่มา ไม่ขึ้นกับ สภาผู้แทนราษฎรเพียงอย่างเดียว เข้ามามีหน้าที่อำนาจถ่วงดุลและตรวจสอบแทน และสำหรับประเทศไทยหลังรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ก็ได้เดินในแนวทางนี้ทั้งสิ้น การรวมศูนย์ อำนาจและการตรวจสอบถ่วงดุลต่าง ๆ ไว้ที่สภาผู้แทนแห่งเดียวจึงเป็นการเดินถอยหลัง และอาจกล่าวว่าเป็นการเดินย่ำรอยความผิดพลาดและความไร้ผลที่เกิดขึ้นมาแล้วในอดีต ผมไม่อยากพูดคำไม่สุภาพนะครับ ผมไม่พูด เว้นที่จะพูดคำนี้นะครับ ผมเลี่ยงที่จะใช้คำว่า มีแต่คนที่คิดแปลก ๆ เท่านั้นที่คิดว่าการกระทำแบบเดิม ๆ ที่เคยทำมาแล้วจะให้ผลที่แตกต่าง ออกไปได้ มันเข้ารูปอย่างนั้นจริง ๆ นะครับ
ประเด็นที่ ๓ ท่านที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้ามา ท่านปฏิเสธ ท่านรังเกียจ เผด็จการ แต่ร่างที่ท่านเสนอเข้ามาผมบอกว่าท่านกำลังจะสร้างเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่ง ขึ้นมา จากร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่ท่านนำเสนอเข้ามานั้นจะเห็นได้ว่าท่านปฏิเสธเผด็จการ ท่านรังเกียจ ท่านถึงขนาดที่จะไม่ทำการสังฆกรรมด้วย ไม่คบค้าสมาคมด้วย ต้องการ ที่จะโละที่จะล้างอำนาจต่าง ๆ ที่เป็นผลพวงของการรัฐประหารออกไปให้หมดทั้งสิ้น แต่ที่แปลกก็คือว่าท่านรังเกียจปิศาจตนหนึ่ง แต่ท่านกำลังเห็นดีเห็นงามแล้วกำลังไปสร้าง ปีศาจอีกตัวหนึ่งขึ้นมาแทน เพราะว่าท่านรังเกียจเผด็จการ ยึดอำนาจแบบไม่ประสงค์ที่จะ ยุ่งเกี่ยวด้วยอย่างที่ผมเรียนแล้ว พยายามจะโละเลิกอำนาจต่าง ๆ หรือผลพวงต่าง ๆ ที่มาจากเผด็จการ แต่ท่านไปเชิดชูแล้วก็เห็นดีเห็นงามกับเผด็จการอีกรูปแบบหนึ่งที่เข้ามาแทน นั่นคือการเผด็จการโดยรัฐสภาหรือเผด็จการโดยสภาผู้แทนราษฎร ท่านอาจจะอ้างหรือแย้ง ผมว่าสิ่งที่ท่านเสนอนั้นถ้าหากจะเป็นเผด็จการมันก็เป็นเผด็จการที่มาจากประชาชน หรือประชาชนเลือกเข้ามา ฟังแล้วดูดีมาก แต่ผมขอเรียนว่าท่านต้องไม่ลืมบทเรียน ทางประวัติศาสตร์โลกนะครับ ท่านต้องไม่ลืมคนที่ชื่ออดอล์ฟ ฮิตเลอร์ จอมเผด็จการของโลกนั้น ก็ได้อำนาจมาจากการเลือกตั้ง จากการให้ความเห็นชอบของประชาชน แล้วก็ใช้อำนาจ ที่ว่านั้นชักจูงเยอรมนีเข้าสู่มหาสงคราม ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายทั้งแก่ประเทศเยอรมนีเอง แล้วก็แก่ทั้งโลกอย่างมหาศาล รวมทั้งได้สร้างตำนานการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ชาวยิวขนานใหญ่ ในประวัติศาสตร์มาแล้ว ดังนั้นการอ้างว่ามาจากประชาชนจึงไม่ใช่หลักประการที่แน่นอน อะไรที่จะรับรองว่าจะไม่สร้างจอมเผด็จการขึ้นมา ในบ้านเมืองของเราสมัยเมื่อยังไม่นานมานี้ ก็มีบทเรียนหรือตัวอย่างเผด็จการทางรัฐสภา หรือเผด็จการในคราบของประชาธิปไตย ให้พวกเราได้เห็นมาแล้ว
ประการที่ ๔ ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ผมเห็นว่าพวกเราในสภาแห่งนี้ ทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต่างเป็นผู้ใหญ่ที่ผ่านโลกแล้วก็ผ่านประสบการณ์ต่าง ๆ มามากแล้ว ผมเองก็อายุมากแล้ว แล้วก็ทำงานความมั่นคงมาตลอดชีวิตราชการ งานความมั่นคง สอนให้ผมมองโลกจากความเป็นจริง ดังนั้นถ้าวันไหนผมเห็นท้องฟ้ามืดครึ้ม มีเมฆฝนตั้งเค้า ผมก็ทำใจไว้ก่อนเลยว่าวันนั้นฝนจะต้องตกแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะมีพายุเข้ามาด้วย ผมจะเตรียมรับสถานการณ์ทันที ผมจะไม่มองว่าวันนั้นอากาศและแจ่มใสปลอดโปร่ง แล้วทุกอย่างจะดำเนินการไปได้ด้วยดีเป็นอันขาด ผมก็อยากให้พวกเราในที่นี้ได้อยู่กับ ความเป็นจริงของประชาธิปไตยในบ้านเรานะครับว่า อย่ามองโลกสวยเกินไป ต้องยอมรับว่า สภาผู้แทนราษฎรหรือรัฐสภาในอดีตนั้นมิได้เป็นอิสระ หรือเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เสมอไป เหมือนในทางหลักการหรือทฤษฎีที่พวกเราพูดถึง
โลกสวยประการแรกครับ เราฝันจะเห็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริงเกิดขึ้น และเติบโตในบ้านเมืองของเรา เราคาดหวังและเราฝันว่าเมื่อประชาชนได้เรียนรู้ ประชาชน มีประสบการณ์มากขึ้น ได้ฝึกฝนผ่านการเลือกตั้งที่เป็นจริงหลายครั้งเข้า เขาก็จะได้บทเรียน ได้เรียนรู้และสามารถที่จะเลือกผู้แทนราษฎรที่ดีได้ เรามองโลกสวย เราฝันอย่างนี้มาร่วม ๙๐ ปีแล้ว ขณะนี้ก็ยังฝัน ยังไม่ได้ตื่นจากความฝันนั้น ๆ แน่นอนละครับว่าเวลาที่ผ่านไป ผมยอมรับว่าเรามีนักการเมืองที่ดี เรามีนักการเมืองที่ดีมาก ๆ เพิ่มขึ้นมากมาย ผมเคารพ ผมศรัทธาและผมก็ชื่นชมต่อนักการเมืองที่ดีเหล่านั้นอย่างเต็มที่ แต่ก็ต้องยอมรับว่า บ้านเมืองเรายังมีนักการเมืองที่ไม่ดี แล้วก็มีนักการเมืองที่ดีไม่มากพอ พวกเขาไม่มีอำนาจ ต่อรองที่จะต่อสู้กับนายทุนเลือกตั้ง นักการเมืองที่ไม่ดี ประชาธิปไตย บ้านเมืองของเรา จึงลุ่ม ๆ ดอน ๆ และไม่พัฒนาไปทางไหนเสียที ซึ่งการไม่พัฒนาไปทางไหนเสียที ลุ่ม ๆ ดอน ๆ นี้ท่านอย่าไปชี้หน้ากล่าวโทษแต่ฝ่ายที่ทำปฏิวัติรัฐประหารอย่างเดียว ผมก็คิดว่าคงไม่ถูกนัก คงต้องโทษนักการเมืองที่ไม่ดีเหล่านั้นด้วย แล้วในความเห็นผมคิดว่า ต้องโทษนักการเมืองที่ไม่ดีมากกว่าด้วยซ้ำที่ไปมีส่วนกวักมือเรียกหาการปฏิวัติรัฐประหาร ให้เข้ามา เพราะถ้าท่านดีจริงแล้วผมคิดว่าอะไรก็ทำร้ายท่านไม่ได้ เหมือนดังคำที่ผม อยากจะเรียนว่า ถ้าผีบ้านผีเรือนดี ผีป่าผีไพรที่ไหนก็เข้าทำอันตรายคนในบ้านไม่ได้ครับ
โลกสวยประการที่ ๒ ครับ ในสภาเองเราก็คาดหวังว่าการดำเนินกิจกรรม ทางการเมืองของนักการเมืองในสภานั้นจะเป็นไปอย่างตรงไปตรงมา เป็นไปโดยสุจริต บริสุทธิ์ ยุติธรรม นักการเมืองมีคุณธรรม มีจริยธรรมที่ดี การเมืองจะพัฒนาไปได้ แต่ก็เช่นกันครับ ในระบบพรรคการเมืองที่ผ่านมาเราโชคร้าย เราเจอนักการเมืองที่ไม่ดี ประพฤติตนเป็นนักธุรกิจทางการเมือง นายทุนการเลือกตั้ง ลงทุนทางการเมืองเหมือนทำธุรกิจ ส่วนตัว ส่วนพวกอาศัยช่องว่างจุดอ่อนทางกฎหมาย ใช้เล่ห์กลต่าง ๆ ทำการควบรวมพรรค ซื้อตัว ส.ส. ใช้เสียงข้างมากในมือ กระทำการตามอำเภอใจจนเป็นเผด็จการในรัฐสภา การถ่วงดุลตรวจสอบในสภาทำอะไรไม่ได้ มีการโกงกินคอร์รัปชันด้วยประการต่าง ๆ ทำให้บ้านเมืองเสียหายย่อยยับแทบล่มสลาย ให้พวกเราได้เห็นมาแล้วเมื่อไม่นานมานี้ ดังนั้น การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่สภาผู้แทนราษฎรแต่เพียงอย่างเดียว แล้วไปโละ ล้ม เลิก ล้าง การถ่วงดุลและการตรวจสอบจากองค์กรและกลไกต่าง ๆ ตามที่ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขฉบับนี้ ได้นำเสนอเข้ามานั้น ผมคิดว่าอาจจะเป็นการมองโลกที่สวยเกินไป โดยไม่มองด้านมืดของมัน ที่เราเคยพบเคยเจอแล้วก็เจ็บปวดกับสิ่งนั้นมาแล้ว
ผมอยากจะสรุปสุดท้ายครับว่า ความจริงแล้วรัฐธรรมนูญนั้นแก้ไขได้ และท่านจะเสนอรูปแบบสภาเดียว สภาคู่ และจะมีหรือไม่มี ส.ว. อะไรก็ได้ตามใจท่าน ผมคิดว่าคงไม่มีใครไปขัดขวางท่าน หากการแก้ไขนั้นจะทำให้บ้านเมืองเป็นประชาธิปไตย มากขึ้น ระบบการเมืองมีประสิทธิภาพ มีเสถียรภาพมากขึ้น ทำงานได้จริง ตอบสนอง ต่อผลประโยชน์ของประชาชนได้มากขึ้น แต่ที่ท่านเสนอมานั้น ผมคิดว่าไม่ว่าจะมองในแง่มุมใด ในด้านใดก็ตาม มันรับไม่ได้จริง ๆ ที่รับไม่ได้ ไม่ใช่เพราะว่าร่างที่ท่านเสนอแก้ไขเข้ามานั้น ได้ทำการยกเลิกการมีวุฒิสภา ยกเลิกวุฒิสภาชุดนี้หรืออะไรทั้งสิ้น แต่เพราะมันไม่เกิด ประโยชน์ มันไม่ได้ทำให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ที่สำคัญคือมันทำงานไม่ได้ ข้อเสนอ แบบนี้ผมคิดว่าเหมือนไอศกรีมครับ ไอศกรีมสวย ๆ ที่เอาไปวางไว้กลางแจ้ง พอโดนแดดอุ่น ๆ มันก็จะละลายหายไป ไม่จีรังยั่งยืนอะไรนะครับ ข้อเสนอแบบนี้นอกจากเป็นไปไม่ได้แล้ว ยังจะเป็นช่องทางให้นักการเมือง นักฉวยโอกาสทางการเมืองเข้ามามีอำนาจและแสวง ประโยชน์ด้วย รวมทั้งจะเป็นการสร้างและขยายความแตกแยก ความเกลียดชัง รังเกียจ ไม่ไว้วางใจให้เกิดขึ้นได้กว้างขวางด้วยซ้ำไป ถ้าผมขอร้องได้ ผมก็อยากจะขอร้องครับว่า ให้เลิกความคิดแบบนี้เสียเถอะครับ ขอบพระคุณท่านประธานและสภาแห่งนี้เป็นอย่างสูงครับ