ปิยบุตร แสงกนกกุล ชี้แจงและตอบโต้ข้อครหาเกี่ยวกับร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าการเสนอร่างเป็นไปตามหลักประชาธิปไตยและไม่มีผลประโยชน์ส่วนตัว พร้อมย้ำเจตนาในการรักษาความต่อเนื่องของรัฐผ่านบทบัญญัติที่ให้สภาผู้แทนราษฎรที่ถูกยุบสามารถทำหน้าที่ได้ในเรื่องสำคัญยามวิกฤติ รวมถึงตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของสภาที่หมดอายุในการให้ความเห็นชอบเหตุการณ์สำคัญของรัฐ เช่น การขึ้นครองราชย์
เรียนท่านประธานในที่ประชุม ที่เคารพครับ ผม ปิยบุตร แสงกนกกุล ในฐานะผู้ชี้แจงครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาสักเล็กน้อย ก่อนตอบคำถาม ก่อนที่จะไปถึงสมาชิกท่านสุดท้าย แล้วผมจะอภิปรายสรุปอีกครั้งหนึ่งครับ จำเป็นต้องใช้เวลาอย่างยิ่งครับท่านประธาน เพราะว่าวันนี้มีเพื่อนสมาชิก โดยเฉพาะ จากฝั่งสมาชิกวุฒิสภา อภิปรายพาดพิงถึงผมเป็นการส่วนตัวหลายครั้งต่อหลายครั้ง แล้วก็มีการตั้งคำถาม ถามถึงเนื้อหาต่าง ๆ ว่าร่างแบบนี้มาได้อย่างไร คิดว่าเพื่อความเป็นธรรม ของกรณี ผมจำเป็นต้องใช้เวลาชี้แจงครับท่านประธาน แล้วก็ได้รับน้ำใจจากท่านประธานวิป (Whip) รัฐบาล ท่านวิโรจน์ สุนทรเลขา เสนอว่าจะจัดสรรปันส่วนเวลาในซีกของรัฐบาล ถ้าหากเวลาเกินมา ต้องขอบคุณในน้ำใจของท่านมา ณ ที่นี้ด้วยครับ ท่านประธานครับ ผมฟังมาทั้งวัน จะสังเกตได้เลยนะครับ ผมแทบไม่ได้ลุกไปไหนเลย มีไปเข้าห้องน้ำอยู่ ๓ ครั้ง มีไปรับประทานอาหารอยู่ ๑ ครั้ง แล้วก็นั่งฟังท่านสมาชิกวุฒิสภาพูดทุกคน แล้วก็จดบันทึก เอาไว้เต็มไปหมด ผมให้เกียรติและเคารพท่านในฐานะท่านเป็นสมาชิกรัฐสภา แม้วันนี้ ท่านจะพูดพาดพิงถึงผมเรียบร้อยเสร็จแล้วท่านก็เดินทางกลับที่พักอาศัยแล้วรอมากดปุ่มโหวต พรุ่งนี้ก็ตาม ก็ไม่เป็นไร อย่างน้อยถ้าท่านมีเวลา ลองไปสละเวลาฟังสักนิด เราถึงจะได้สื่อสาร กันรู้เรื่องอย่างตรงไปตรงมาครับ ท่านประธานครับ ผมฟังมาตลอดทั้งวัน ผมคิดว่าไม่มีใครอดทนพอ ๆ กับผมหรอกครับ ผมฟังแล้วนึกว่านี่คือการอภิปรายไม่ไว้วางใจผู้เสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม หลายเรื่อง ไม่ได้พูดถึงตัวบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเลย ในขณะที่ผมอภิปรายนำเสนอ ผมไม่ได้พาดพิงใคร เป็นกรณีส่วนบุคคล ผมพูดในฐานะวุฒิสภาเป็นองค์กรที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ แล้วข้อเสนอนี้ ต้องชี้แจงแสดงเหตุผลครับว่า เราทำไมถึงเสนอยกเลิกวุฒิสภาแล้วให้เป็นสภาเดี่ยว นี่คือเหตุผลที่ผมพูดถึงวุฒิสภา แต่ผมไม่เคยจำเพาะเจาะจงไปถึง ส.ว. ชื่อนั้น ส.ว. ชื่อนี้ ไม่มีเลยครับ พูดในฐานะวุฒิสภาเป็นสถาบันการเมืองที่อยู่ในรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตไล่เรียงตอบคำถามไปทีละท่าน ๆ ขอท่านล่าสุดก่อนแล้วกันนะครับ เพื่อที่จะได้สด ๆ ร้อน ๆ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านคือ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก วุฒิสภา จริง ๆ คนในครอบครัวผมคนหนึ่งเคยเลือกท่านนะครับตอนท่านเป็น ส.ว. ๒๕๔๐ แต่วันนี้ก็ขออภิปรายตอบคำถามท่านสักนิดหนึ่ง ท่านอธิบาย อภิปรายหลายต่อหลายอย่าง เต็มไปหมดครับ คิดว่าผมใช้ถ้อยคำรุนแรงในหลักการและเหตุผลที่ผมเขียนมา แต่ท่านลอง เปรียบเทียบสิครับ เทียบไม่ได้กับถ้อยคำที่ปรากฏในคำปรารภของรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เลย ถ้อยคำในคำปรารภรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นี้รุนแรงกว่าเยอะเลยครับ ของผมนี่เขียนจาก สถาบันการเมืองที่มีอยู่ในรัฐธรรมนูญ และที่สำคัญกว่านั้นครับ กระบวนการที่เราริเริ่ม ทั้งหมดแล้วเราร่างเสร็จแล้วเราก็ไปรณรงค์กับพี่น้องประชาชนจนเข้าชื่อกลับมาได้นั้น เราทำตามกระบวนการในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทั้งหมด เราทำตามตามช่องทางของรัฐธรรมนูญ หมวดที่ว่าด้วยการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญที่ เปิดโอกาสให้พี่น้องประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เข้าชื่อเสนอได้โดยใช้รายชื่อมากกว่า ๕๐,๐๐๐ คน แล้วท่านก็กล่าวหาผมว่า นี่ผมวางแผนการ ต่าง ๆ นานา ฟังแล้วบางทีก็ตกอกตกใจครับว่า ผมมีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดชขนาดนั้นหรือครับ ผมนี่มีอาวุธติดตัวไหมครับ ปืนสักกระบอกก็ไม่มี ยิงยังไม่เป็นไรครับ ทุกวันนี้มีแต่ความรู้ มีแต่ข้อเสนอ ทำราวกับว่าผมคุมกองทัพแล้วจะยึดอำนาจ จะล้มล้างระบอบการปกครอง ได้ง่าย ๆ อย่างนั้นละ อำนาจทางกฎหมายผมก็ไม่มี สิทธิทางการเมืองผมก็โดนตัดไป เรียบร้อย แล้วท่านก็มากล่าวหาว่าผมร่างโดยหวังผลประโยชน์ ท่านลองดูสิครับ มีสักมาตราไหนนิรโทษกรรมการตัดสิทธิทางการเมืองของผม ท่านลองดูสิครับ มีมาตราไหนสักมาตราไหมครับ ที่บอกว่าพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกยุบให้ฟื้นกลับมาใหม่ ท่านลองดูสิครับ ผมนิรโทษกรรมตัวผมเองไหม ต่อให้ร่างนี้ผ่านผมก็ยังถูกตัดสิทธิ ทางการเมืองอยู่ครับ เพราะผมไม่ได้สนใจว่าอยากจะเป็น ส.ส. หรืออยากจะเป็น ส.ว. ผมแค่นำข้อเสนอที่มันควรถูกต้องตามหลักการประชาธิปไตย และมันจะปรับปรุง ให้บ้านเมืองของเราดีขึ้นและมันเดินหน้าต่อไปได้ ก็เอามาเสนอให้สภาพิจารณาก็เท่านั้นเอง ไม่มีผลประโยชน์ใด ๆ ทั้งสิ้นครับ เช่นเดียวกันครับ เพื่อนสมาชิกท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ก็กล่าวหาว่าผมจะคิดพล็อต (Plot) เรื่อง จะเตรียมไปยุยงปลุกปั่น เดี๋ยวพอร่างไม่ผ่าน ก็เอาไปปั่นกระแสต่าง ๆ ผมเรียนท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ เราเริ่มรณรงค์กันในวันที่ ๑ เมษายน เสร็จแล้วเอามาส่งท่านประธาน ท่านเลขานุการ ประธานรัฐสภาเป็นผู้ไปรับในวันที่ ๓๐ มิถุนายน แล้วร่างก็มาบรรจุกันตามวาระตามลำดับ ในวันนี้ วันที่ ๑๖ พฤศจิกายน ผมมีอำนาจอะไรไปกำหนดครับว่าจะให้เข้าวันไหน ผมจะไป ตรัสรู้ล่วงหน้าได้อย่างไรครับว่ามันจะเข้าวันนี้ แล้วเหตุการณ์ทางการเมืองข้างนอก จะเป็นอย่างนี้ ไม่ใช่อำนาจผมในการบรรจุวาระนะครับ ท่านราวกับว่าผมเป็นประธานสภา ผมอยากจะเลือกวาระการประชุมได้อย่างนั้นละ เช่นเดียวกันครับ ท่านกล่าวหาผม ต่าง ๆ นานาว่าจะไปยุยงปลุกปั่น เตรียมการที่จะไปปลุกระดมให้คนออกมาวุ่นวาย หากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านอีก ผมเรียนท่านสั้น ๆ ง่าย ๆ แบบนี้ครับ คำพระ คำภาษาพุทธเขาพูดกันว่าเถยจิต คนไหนคิดไม่ดีก็มักจะคิดว่าคนอื่นคิดแบบตนเองนั่นละครับ นี่คือเถยจิตครับ ผมไม่เคยไปคิดวางแผนอะไรอย่างที่ท่านว่าเลย แต่ท่านคิดได้สลับซับซ้อน กว่าผม นี่คือเถยจิตชัด ๆ ท่านประธานครับ ท่านยังชี้แจงแถลงไขต่อไปครับว่า ผมไปกล่าวหารุนแรงกับท่าน อย่างที่เมื่อสักครู่นี้ผมเรียนนะครับ ท่านไปกดบันทึกเทป วันนี้ได้เลยครับ ไม่มีตรงไหนผมพูดในเรื่องส่วนตัวสักเรื่อง ผมพูดวุฒิสภาในฐานะสถาบันการเมือง ถ้าหากจะโทษผมว่าทำไมพูดถึงวุฒิสภาไม่ดี ท่านไปโทษคนร่างรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ครับ ว่าเขียนที่มาของท่านแบบนี้ทำไม ท่านถึงต้อง มาถูกวิพากษ์วิจารณ์ ต่อไปครับ ท่านพูดจาว่าท่านไม่ได้เอ่ยชื่อผมโดยตรงหรอกครับ แต่ตอนท่านอภิปรายท่านจ้องหน้าผมเขม็งเลย ว่าครูบาอาจารย์ทำไมไม่รักลูกศิษย์ นี่เป็นทั้งลูกนี่เป็นทั้งศิษย์ ท่านครับ วิธีที่ท่านคิดแบบนี้ละครับ มันถึงทำให้ความแตกแยก ความแตกต่างทางความคิดระหว่างรุ่น ระหว่างเจนเนอเรชัน (Generation) มันยิ่งถ่าง ออกไปมากขึ้น อายุอานามของท่านก็น่าจะเป็นพ่อคนอยู่แล้ว ท่านย่อมเข้าใจดีครับ ว่าเด็กรุ่นใหม่เขาคิดกันอย่างไร เขามีความคิด ความเชื่อ ความฝันอย่างไร มันก็เหมือนกับ พวกเราตอนเราเป็นคนรุ่นใหม่ คนรุ่นเดียวเยาวชน ตอนเราเป็นเด็กวัยรุ่นนี่ละครับ และก็คิด ไม่เหมือนคนรุ่นก่อน และเราก็ไม่มีใครมาสั่งมาสอนด้วย แต่มันเป็นรุ่นจากรุ่นหนึ่งที่มันคิด ไม่เหมือนคนรุ่นก่อนแน่ ๆ ตรงกันข้ามท่านจะมาบอกว่าผมเป็นคนยุยงปลุกปั่นเสี้ยมสอน ต่าง ๆ นานา ท่านต้องเปิดใจรับฟังแล้วครับว่าอะไรที่ทำให้เขาคิดแบบนี้ แต่ถ้าท่านคิดอยู่ ทุกเมื่อเชื่อวันว่าเขาไม่มีสติปัญญาที่จะคิดได้ ต้องมีคนอยู่เบื้องหลัง อย่างนี้มันก็คุยกัน ไม่รู้เรื่องครับ และก็จะยิ่งทำให้ความห่างกันระหว่างรุ่นกับรุ่นจะแยกออกไปมากยิ่งขึ้น ตรงกันข้ามครับท่านประธาน ผมเองพยายามใช้ทุกวิถีทาง ทุกความสามารถที่จะพยายาม ให้รุ่นที่แตกต่างกัน ๒ รุ่นนี้หาพื้นที่ปลอดภัยที่จะสนทนาพูดคุยกันได้ แล้วทั้ง ๒ รุ่นก็จะต้อง ยอมรับกันว่าไม่มีใครได้ทั้งหมด ไม่มีใครเสียทั้งหมด และเราก็จะกลายเป็นเพื่อนร่วมชาติ อยู่ในแผ่นดินนี้ด้วยกัน เราหนีไปไหนกันไม่พ้น นี่คือหนทางที่ถูกต้องต่างหากครับ ไม่ใช่คิด แต่ว่าคนนั้นเสี้ยม คนนี้สอน คนนั้นสั่ง คนนั้นยุ คนนี้แยง ก็ถ้าเป็นแบบนี้ความขัดแย้ง ก็ไม่มีวัน ไม่มีจบ ไม่มีสิ้นครับ ท่านประธานครับ ข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่ท่านว่ามาหลายเรื่อง ผมขอชี้แจงต่อเนื่องไปดังนี้นะครับ ข้อเสนอที่บอกว่าบทบัญญัติที่ผมเขียนขึ้นมาว่าให้ ส.ส. ไปดำรงตำแหน่งอยู่ในกรรมการนั้น อยู่ในกรรมการนี้ และมันไปขัดกับรัฐธรรมนูญที่บอกว่า ส.ส. ห้ามดำรงตำแหน่งต่าง ๆ ท่านครับ หลักกฎหมายพื้นฐานง่าย ๆ ครับ ในเมื่อกฎหมาย มันศักดิ์เท่ากัน มาตราที่ท่านว่าก็เป็นอยู่ในรัฐธรรมนูญ มาตราที่ผมกำลังจะแก้ เสนอแก้ ก็อยู่ในรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญกับรัฐธรรมนูญ ศักดิ์กฎหมายเท่ากันครับ วิชานิติศาสตร์ปี ๑ หลักกฎหมายทั่วไป น. ๑๐๐ บอกเอาไว้เลยครับว่า ถ้ากฎหมายเท่ากันมาเจอกัน กฎหมายใหม่ มาก่อนกฎหมายเก่า กฎหมายพิเศษมาก่อนกฎหมายทั่วไป รัฐธรรมนูญที่กำลังแก้นี้ มันใหม่กว่าอย่างไรครับ มันก็เลยต้องมาก่อนรัฐธรรมนูญในมาตราเก่า ก็เท่านั้นเองครับ ไม่ได้มีการขัดแย้งอะไรกันเองเลย
ประการถัดไปครับ ท่านกล่าวหาว่าผมในฐานะคนเขียนหลักการและเหตุผล แสดงความคิดซ่อนเร้นว่ามุ่งหมายจะไปพูดถึงการแก้หมวด ๒ พระมหากษัตริย์อีกแล้ว ท่านอ่านชัด ๆ นะครับ ในส่วนหลักการและเหตุผล (๖) ที่ผมพูดเรื่องการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ ผมก็ล้อมาจากรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ปัจจุบันนี้ละ ที่บอกเอาไว้ว่าหากมีการแก้ไข รัฐธรรมนูญในส่วนที่เกี่ยวกับหมวด ๑ หมวด ๒ จะต้องไปทำประชามติ ผมก็ล้อมาตามนี้ครับ ผมก็ล้อตามนี้หรือท่านจะบอกว่าแก้ไปแก้ได้แก้เลยไม่ต้องไปทำประชามติ ก็ผมเห็น ความสำคัญครับว่าบทบัญญัติหมวด ๒ สำคัญ ผมก็เห็นแบบรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ นี่อย่างไร ก็เลยเขียนลงไปก็ล้อตามก็เท่านั้นเอง แบบนี้เถยจิตไหมครับ ถัดไปครับ ขออนุญาตเอาเท่านี้ พอแล้วกันนะครับ เพื่อไม่ให้บรรยากาศการประชุมสภาจะได้ไปต่อได้
ขอตอบคำถามท่านถัดไปครับ ท่าน พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ท่านอาจจะกลับบ้านไปแล้ว แต่หวังว่าพรุ่งนี้ท่านจะกดเทปลองย้อนฟังดู ท่านใช้คำต่าง ๆ นานาบอกว่าร่างรัฐธรรมนูญนี้ล่วงเกิน แล้วท่านก็ยกมาตรา ๑๑๕ ในตัวร่างที่เราทำกันขึ้นมา มาตรา ๑๑๕ ที่เราเขียนแบบนี้ไม่มีอะไรอื่นใดเลยครับ ก็ในเมื่อข้อเสนอร่างรัฐธรรมนูญแก้ไข เพิ่มเติมนี้ต้องการให้ประเทศไทยเป็นสภาเดี่ยว ไม่มีวุฒิสภาอีกต่อไป นั่นหมายความว่า สภาเดี่ยวนี้ก็จะทำหน้าที่เป็นรัฐสภา เรื่องใด ๆ ที่เป็นอำนาจของรัฐสภาทั้งหมดก็จะมาอยู่ที่ สภาผู้แทนราษฎรในฐานะรัฐสภานั่นเอง แต่ปัญหาของสภาผู้แทนราษฎรคือมันไม่ได้อยู่ ตลอดกาลครับ มันมีวันที่ถูกยุบสภาได้ มันมีวันครบวาระ และไปเลือกตั้งใหม่ได้ ทีนี้เหตุบางเรื่องมันอาจจำเป็นจะต้องใช้การประชุมของสภาทันที รอการเลือกตั้งกลับมาใหม่ ไม่ทัน นั่นก็คือเรื่องอะไรบ้างครับ ก็สิ่งที่ผมเขียนลงไป นั่นก็คือเรื่องของการแต่งตั้งผู้สำเร็จ ราชการแทนพระองค์ นั่นก็คือเรื่องการให้การรับรองเรื่องการขึ้นครองราชย์ของ พระมหากษัตริย์ นั่นก็คือเรื่องของการแก้ไข้เปลี่ยนแปลงกฎมณเฑียรบาล นั่นก็คือเรื่องของ การประกาศสงคราม เรื่องแบบนี้รอไม่ได้ แต่ถ้าวันนั้นสภาผู้แทนราษฎรถูกยุบไป หรือ หมดวาระไปต้องรอเลือกตั้งกลับมาใหม่ จำเป็นจะต้องสร้างความต่อเนื่องของระบบครับ หลักการพื้นฐานของกฎหมายมหาชนไม่มีอะไรเลยครับ หลักนี้เขาเรียกว่าหลักความต่อเนื่อง ของรัฐนะครับ จะใช้ภาษาฝรั่งเศสให้ท่านหมั่นไส้สักนิดหนึ่งครับ คง ติ น๊อง เดอ เลอ ตา-คง ติ น๊อง ตัล ออฟ สต้าจ (Continuité de l'état - Continuity of state) หลักการนี้ ทั่วไป รัฐมีวันหยุดไม่ได้ ดังนั้นเมื่อถึงคราวจำเป็นต้องให้สภามาให้ความเห็นชอบในเรื่องใด ผมก็เลยออกแบบมาว่า ถ้าอย่างนี้เพื่อไม่ให้เกิดสุญญากาศครับ ก็ให้สภาที่เพิ่งถูกยุบไปหมด วาระไป กลับมาทำหน้าที่ตรงนี้ไปพลางก่อน เท่านั้นเองครับ และเรื่องแบบนี้คงไม่เกิดขึ้น บ่อย ๆ หรอก แต่ในฐานะผู้ร่างรัฐธรรมนูญที่ดี ต้องปิดช่องว่างทางรัฐธรรมนูญ ปิดช่องว่าง ทางสุญญากาศให้ได้มากที่สุดครับ
ประการถัดไปครับ จริง ๆ พอผมฟังท่านพลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านพูดถึงเรื่องนี้ ว่าท่านกังวลใจว่าจะยอมให้สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งหมดอายุไปแล้ว มาให้ความเห็นชอบในเรื่องสำคัญ ๆ ได้อย่างไร โดยเฉพาะหลายเรื่อง เกี่ยวกับกรณีของพระมหากษัตริย์ ผมเรียนแบบนี้ครับ จริง ๆ ตอนที่ผมกังวลมากครั้งหนึ่ง นั่นก็คือช่วงที่พระมหากษัตริย์พระองค์ก่อนทรงเสด็จสวรรคต และจำเป็นที่จะต้องเสนอ รายชื่อของพระรัชทายาทขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ต่อไป