คำนูณ ชี้ร่างรัฐธรรมนูญกระทบอิสระภาพศาล-องค์กรอิสระ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๖๔

คำนูณ สิทธิสมาน แสดงความชื่นชมร่างรัฐธรรมนูญที่เสนอแนวทางปฏิรูปการเมืองอย่างเป็นรูปธรรม แต่ตั้งข้อสังเกตถึงการรวมศูนย์อำนาจและการบั่นทอนอิสระภาพของศาลและองค์กรอิสระ โดยเฉพาะในด้านการควบคุมงบประมาณ บุคลากร คำวินิจฉัย และกระบวนการถอดถอน ซึ่งอาจกระทบต่อระบบตรวจสอบถ่วงดุลและการมีส่วนร่วมของฝ่ายค้านในระบอบประชาธิปไตย

นายคำนูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา สรรหา

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม คำนูณ สิทธิสมาน สภาสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ผมอยากจะขอกราบเรียนว่า ขอชื่นชมในวิธีการร่างของคณะผู้ยกร่าง ที่เสนอเข้ามา ที่ท่านสามารถจะนำเสนอแนวความคิดของท่านมาเป็นรูปธรรมในการปฏิบัติ ได้อย่างน่าพิจารณาอย่างยิ่ง แล้วก็คงไม่ใช่เพียงร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมฉบับนี้ ก็อย่างที่ ท่านกล่าวเมื่อเช้า นี่อาจจะเป็นเพียงโดส (Dose) ที่ ๑ ยังจะมีโดส (Dose) ที่ ๒ และอาจจะมีโดส (Dose) ที่ ๓ ตามมา นั่นคืออาจจะมีการแก้ไขให้มี สสร. หรืออาจจะมี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ แบบรายมาตราในก้าวต่อไป กระผมใช้เวลาในการพิจารณา อ่านร่างรัฐธรรมนูญของท่าน และขอกล่าวเป็นสัตย์ ณ ที่นี้ว่าจะขออภิปรายแต่เฉพาะ ในเนื้อหาที่กระผมเป็นห่วงนะครับ กระผมให้สมญาว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คือฉบับปฏิวัติ จะไม่พูดถึงข้อเท็จจริง ๑๕ ประการ ที่ได้เคยกล่าวไปก่อนหน้านั้นแล้ว แต่จะพูดรวบยอดว่าลักษณะปฏิวัตินี้มีอะไรบ้าง สั้น ๆ ย่อ ๆ ครับ ๑ รวมศูนย์ ๒ บั่นทอน และ ๔ ควบคุม รวมศูนย์ ก็คือ รวมศูนย์อำนาจ ของประเทศไว้ที่สภาผู้แทนราษฎร ในฐานะเป็นผู้ที่ได้รับเลือกมาจากประชาชน ทั้งนี้ ก็ต้อง ชื่นชมท่านว่าโดยออกแบบระบบเลือกตั้งเป็นแบบรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ก่อนแก้ไข และที่สำคัญก็คือเพิ่มมาตรการบางประการเพื่อเสริมระบบตรวจสอบถ่วงดุลฝ่ายบริหาร และเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร โดยพรรคฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ไม่ว่าจะเป็น การกำหนดให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนหนึ่งเป็นฝ่ายค้าน ไม่ว่าจะเป็นการกำหนด ให้ประธานคณะกรรมาธิการสามัญชุดสำคัญ ๕ ชุดต้องเป็นฝ่ายค้าน หรือเลิกระบบ พระราชบัญญัติว่าด้วยการเงินและอื่น ๆ อีกบางประการ

อีกด้านหนึ่งครับที่จำเป็นที่จะต้องกล่าวถึง เพราะเป็นความห่วงใยและเป็นจุด ที่ทำให้กระผมตัดสินใจ ก็คือ ๒ บั่นทอน บั่นทอนอะไรบ้างครับ บั่นทอนที่ ๑ ก็คือ บั่นทอน ความเป็นอิสระในการพิจารณาพิพากษาอรรถคดีของศาล บั่นทอนที่ ๒ ก็คือ บั่นทอน การตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจโดยศาลและองค์กรอิสระ เฉพาะใน ๒ บั่นทอนนี้ เดี๋ยวกระผมจะกล่าวเป็นตัวอย่างสัก ๑๒-๑๓ ประการ เพื่อให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทุกท่าน ได้เห็น ทั้ง ๑๒ และ ๑๓ ประการนี้ พอจะสรุปรวมได้เป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) ๔ ควบคุม ควบคุมที่ ๑ ก็คือ ควบคุมงบประมาณ สามารถแยกเป็นทั้งการตั้งงบประมาณและการใช้จ่าย งบประมาณ ควบคุมที่ ๒ ก็คือ ควบคุมคน ทั้งกำหนดโครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ และกระบวนการเลือกบุคคลเข้าไปในตำแหน่งนั้น ควบคุมที่ ๓ ก็คือ ควบคุมคำวินิจฉัยโดยคำพิพากษา และควบคุมที่ ๔ ก็คือ ควบคุมระบบการถอดถอน ท่านประธานที่เคารพครับ ขออนุญาตไล่เรียงนะครับ ตัวอย่าง ๑๒-๑๓ ประการที่จะกล่าว ต่อไปนี้ว่า มันมีลักษณะ ๒ บั่นทอนอย่างไร และเราสมควรที่จะรับไว้เพื่อพิจารณา ในวาระที่ ๒ หรือไม่ ถ้าท่านสมาชิกจะเปิดตามไปดูนะครับ กระผมใช้เอกสารที่ทางสำนักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรทำมา เป็นเอกสารทางขวางที่เปรียบเทียบมาตราต่าง ๆ นะครับ จะขอยกตัวอย่างเป็นบางประการ ประการหนึ่ง ก็คือการห้ามศาลพิพากษาบางประการ ที่เกี่ยวกับการรัฐประหารและผลของการรัฐประหาร ปรากฏอยู่ในมาตรา ๒๑ มาตราย่อย ๒๕๙ อยู่ในหน้า ๑-๑๐๒ ประการต่อมา ก็คือห้ามศาลรัฐธรรมนูญดำเนินการใด ๆ ขัดขวางการแก้ รัฐธรรมนูญ ปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๑ มาตราย่อยที่ ๒๑๕ อยู่ในหน้าเอกสารทางขวาง ที่ ๑-๕๗ ประการที่ ๓ นี่เป็นประการสำคัญ ก็คือการให้อำนาจสภาผู้แทนราษฎรสามารถ ที่จะโอเวอร์รูล (Overrule) คำวินิจฉัยของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง กรณีไม่ถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระได้ ประเด็นนี้สำคัญครับอยู่ในมาตรา ๑๓ มาตราย่อยที่ ๒๔๗/๒๙ วรรคสอง อยู่ในเอกสารทางขวางที่หน้า ๑-๙๑ ท่านผู้เสนอร่างก็ได้ปฏิเสธมา ๒-๓ ครั้งว่าร่างนี้ไม่ได้มี เจตนาที่จะให้สภาผู้แทนราษฎร โอเวอร์รูล (Overrule) คำวินิจฉัยของศาล เพียงแต่ว่า ให้ศึกษาวิเคราะห์แล้วรายงานเท่านั้น อันนั้นใช่ครับกระผมยอมรับ แต่ว่าในมาตรานี้ ถ้าท่านสมาชิกจะตามผมไปดู เปิดไปที่หน้า ๑-๙๑ ก็จะพบกระบวนการอยู่ในส่วนที่ ๕ การตรวจสอบผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ท่านออกแบบไว้ดีครับว่าจะถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระสิทธิริเริ่มมาจากประชาชน ๒๐,๐๐๐ คน หรือสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจำนวน ๑ ใน ๔ และต้องผ่านมติของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๓ ใน ๕ แล้วส่งไปยังศาลฎีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อันนี้ดีครับ สภาผู้แทนราษฎรไม่ตัดสินเองเหมือนกรณีถอดถอนประธานศาลสูง ๓ ศาล ซึ่งเดี๋ยวกระผม จะกล่าวต่อไปนะครับ ทีนี้ปัญหามันอยู่ในมาตรา ๒๔๗/๒๙ วรรคสี่ ก็คือว่าถ้าศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัยให้ถอดถอนไม่เป็นปัญหา ก็ให้ผู้นั้น พ้นจากตำแหน่ง แต่ในวรรคสี่กล่าวว่า ในกรณีที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมือง วินิจฉัยให้ยกคำร้องให้สภาผู้แทนราษฎรมีมติถอดถอนได้อีกครั้ง โดยมติให้ ถอดถอนให้ถือเอาคะแนน ๓ ใน ๔ ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภา ผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ อย่างนี้เรียกว่า โอเวอร์รูล (Overrule) หรือไม่ครับ นี่เป็นตัวอย่างที่ ๓ นะครับ ตัวอย่างที่ ๔ ไม่เป็นปัญหาครับ พูดภาษาชาวบ้านก็คือ เซตซีโร่ (Set Zero) ศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทั้งหมด ปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๒ มาตรา ๑๔ มาตรา ๑๕ มาตรา ๑๖ มาตรา ๑๗ มาตรา ๑๘ ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน ให้พ้นตำแหน่งทันที สรรหาใหม่ภายใน ๓๐ วัน ต่อไปครับก็คือให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นผู้คัดเลือกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทุกแห่ง เลือกกันในสภาผู้แทนราษฎร ต่อไปครับโครงสร้างของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระทุกแห่ง จะมีสัดส่วนของผู้ที่ได้รับ การเสนอชื่อและคัดเลือกจากสภาผู้แทนราษฎรเป็นเสียงข้างมากทุกแห่งครับ ศาลรัฐธรรมนูญ มี ๙ ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อโดย ส.ส. มี ๖ เป็น ๖ ใน ๙ องค์กรอิสระทุกแห่งมี ๗ ผู้ได้รับ การเสนอชื่อโดย ส.ส. มี ๔ ก็เป็น ๔ ใน ๗ เป็นเสียงข้างมากครับ แม้ว่าส่วนที่เสนอ โดยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น จะแบ่งเป็นฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลคนละครึ่ง ซึ่งท่าน บอกว่าเป็นวิธีการตรวจสอบถ่วงดุลอย่างหนึ่งนะครับ นอกจากนั้นก็คือการเพิ่มบทบัญญัติ ถอดถอนประธานศาลสูง ๓ ศาล ก็คือประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธานศาลฎีกา ประธานศาลปกครองสูงสุด ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ ผู้พิพากษาศาลฎีกาและตุลาการ ศาลปกครองสูงสุด โดยผู้ริเริ่มก็คือ ส.ส. หรือประชาชน ๒๐,๐๐๐ คน แล้วให้ตัดสิน โดยองค์กรที่เรียกว่า องค์คณะผู้พิจารณาถอดถอน มี ๗ คนครับ ๓ คนก็มีที่มานอกสภา แต่ว่า ๔ คนมีที่มาจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คือเป็นเสียงข้างมาก ๔ ใน ๗ แล้วยิ่งไปกว่านั้นถ้าองค์คณะไม่ถอดถอนหรือยกคำร้องสภาผู้แทนราษฎรก็สามารถหยิบยก มาลงมติกันในสภาผู้แทนราษฎรได้อีก ถ้าได้มติ ๓ ใน ๔ ก็ถือว่าถอดถอนประธานศาลสูง ๓ ศาล ตุลาการศาลสูง ๓ ศาลได้ครับ เช่นเดียวกันกับเรื่องบทบัญญัติการถอดถอนผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระเมื่อสักครู่ผมพูด แล้วที่เป็นบทบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถโอเวอร์รูล (Overrule) ศาลสูง คือศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้ นอกจากนั้นก็กำหนดให้มีผู้ตรวจการศาล และศาลรัฐธรรมนูญ ผู้ตรวจการองค์กรอิสระ ท่านสามารถดูอำนาจและหน้าที่ได้ในมาตรา ๔ มาตราย่อยที่ ๑๒๑ ๑๒๒ และ ๑๒๓ นอกจากนั้นที่สำคัญพอกันก็คือตัดประเด็น การกำหนดให้รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ รวมทั้งสิทธิในการยื่นคำขอแปรญัตติต่อกรรมาธิการ พิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปีออกไป ท่านประธานครับ อันนี้ก็ต้องอ่านละเอียด สักนิดหนึ่ง ข้อนี้ผมก็เพิ่งมาเจอในท่านท้าย ๆ จะปรากฏอยู่ในเอกสารทางขวาง หน้า ๑-๔๐ อันนี้ที่ผมบอกว่าเป็นการคุมการเงินตั้งแต่การตั้งงบประมาณ เดิมรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ขออนุญาตท่านประธานกรุณาอย่าขัดจังหวัดผมนะครับ ได้กำหนดไว้ ในมาตรา ๑๔๑ วรรคสองว่า รัฐต้องจัดสรรงบประมาณให้เพียงพอกับการปฏิบัติหน้าที่โดย อิสระของรัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอัยการ ทั้งนี้ตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ใน กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ ในกรณีที่เห็นว่างบประมาณที่ได้รับจัดสรรอาจ ไม่เพียงพอต่อการปฏิบัติหน้าที่ รัฐสภา ศาล องค์กรอิสระ หรือองค์กรอัยการจะยื่นคำขอ แปรญัตติต่อคณะกรรมาธิการโดยตรงก็ได้ ความข้อนี้ถูกตัดออกไปจากมาตรา ๑๒๙ ซึ่งเป็น มาตราย่อยในมาตรา ๔ จากนั้นก็เป็นเรื่องของผู้ตรวจการศาล นอกจากนั้นจะเห็นได้ว่า การตัดเรื่องนี้ออกไปก็เป็นการควบคุมการเงินตั้งแต่การตั้งงบประมาณ คือตั้งแล้วไม่พอ เขาขอไม่ได้ เขาแปรญัตติขอเพิ่มก็ไม่ได้ แล้วผู้ตรวจการยังไปควบคุมการใช้จ่ายของเขาได้อีก อันนี้ก็คือเป็นการควบคุมทั้งเรื่องการเงินใน ๔ ควบคุมที่กระผมพูดให้ฟังเมื่อสักครู่นี้ นอกจากนั้นการเข้าไปเป็น ก.ต. หรือ ก.ศป. เพียง ๑ เสียง กระผมไม่ติดใจถ้าไม่มี มาตราอื่น ๆ ที่แวดล้อมดังที่กล่าวมา ทั้งสิ้นทั้งปวงมีอยู่อีกด้านหนึ่งที่จำเป็นต้องพูดถึงก็คือว่า กระผมไม่ติดใจนะครับ เราถกเถียงกันเรื่องมีสภาเดียวหรือ ๒ สภากันมายาวนานตั้งแต่ ผมเกิด แต่ปัญหาว่าถ้ามีสภาเดียวแล้วจะตรวจสอบควบคุมกันได้อย่างไร ท่านออกแบบ ระบบตรวจสอบควบคุมโดยการออกแบบให้มีการถอดถอนประธานศาล ๓ ศาล ผู้ดำรง ตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผมพยายามเปิดค้นหา ผมว่าท่านต้องมีใจเป็นธรรมแน่นอนที่จะต้อง เขียนบทถอดถอนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม ตั้งแต่กระบวนการ เริ่มต้นได้ แต่ว่าจนใจครับด้วยเวลาจำกัดหาไม่เจอครับ ถ้าอยู่ตรงไหนท่านช่วยบอกผมด้วย เพราะว่ามันจะได้เป็นการสแควร์ (Square) กันระหว่าง ๒ ด้าน ไม่ใช่ว่าถ้าเป็นด้านที่มาจาก การเลือกตั้งของประชาชนแล้ว ถ้าประชาชนจะเห็นว่าเขาทำผิดสมควรถอดถอนต้องรอไปถึง การเลือกตั้งครั้งหน้า นี่ก็เป็นตัวอย่างที่ชี้ให้เห็น ยังมีอีกมากพอสมควรครับ แต่ว่าที่กระผมอยากจะกล่าว จะเกินเวลาไปไม่ให้มากกว่านี้มากนักก็คือว่า ท่านพยายาม บอกว่าท่านออกแบบระบบตรวจสอบถ่วงดุลเอาไว้ โดยใช้ระบบตรวจสอบถ่วงดุลกันใน สภาผู้แทนราษฎร คือให้ฝ่ายค้านตรวจสอบรัฐบาลด้วยมาตรการหลายมาตาการด้วยกัน ดังที่กระผมกล่าวมาแล้ว คำถามก็คือว่ามันเพียงพอไหมครับ แล้วมันเท่ากันไหมครับ ระหว่าง การตรวจสอบถ่วงดุลในองค์กรเดียวกันระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล กับการตรวจสอบ ถ่วงดุลระหว่างผู้ถืออำนาจอธิปไตยที่อยู่ต่างองค์กร มันทดแทนกันได้หรือไม่ครับ ถ้าที่บั่นทอน เท่ากับด้านที่เพิ่มเติมเข้ามาหรือไม่ครับ ท่านประธานครับ ผมชื่นชมท่านผู้นำเสนอ ทั้ง ๒ ท่าน ท่านหนึ่งในฐานะที่เป็นคนหนุ่มไฟแรง อีกท่านหนึ่งไม่เคยเสวนากับท่าน เป็นการส่วนตัว แต่นับถือท่านในฐานะที่เป็นกฎหมายมหาชนรุ่นใหม่ แม้ว่าในบางประการ ผมอาจจะไม่เห็นด้วยกับท่าน แต่ก็นับถือและเคารพ เมื่อเช้าท่านบัญญัติท่านร่ายให้ฟังถึง ความเป็นมาของประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทยได้ดีมากพอสมควรครับ กระผมขออนุญาต พูดสักเล็กน้อยในช่วงท้ายนี้ว่า รัฐธรรมนูญหมายความว่าอะไร บางคนอาจจะบอกว่าคือ กฎหมายสูงสุด บางคนอาจจะบอกว่าคือสัญญาประชาคมในการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ ของประชาชน และในช่วงปี ๒๕๓๗ ปี ๒๕๓๘ ที่มีการตั้งคณะกรรมการ คปป. ที่มี ท่านอาจารย์ประเวศ วะสี เป็นประธาน แล้วตั้งแต่มีบทความประวัติศาสตร์ในวิชากฎหมาย มหาชนที่นักเรียนกฎหมายทุกวันนี้จะต้องอ่านเป็นเอกสารประกอบ ก็คือบทความ เรื่อง คอนสทิทิวชันนัลลิซึม (Constitutionalism) ทางออกของประเทศไทย โดยท่านศาสตราจารย์ดอกเตอร์อมร จันทรสมบูรณ์ ท่านให้ความหมายของรัฐธรรมนูญ สมัยใหม่ไว้ว่า คือกลไกทางกฎหมายในการจำกัดและถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐของผู้ใช้อำนาจ รัฐที่ได้รับการเลือกตั้งมาจากประชาชน เพราะว่านับตั้งแต่มีระบบพรรคการเมืองเกิดขึ้น ในโลกนี้ ระบบการตรวจสอบถ่วงดุลรัฐบาล โดยสภาผู้แทนราษฎรมันไม่สู้จะเวิร์ค (Work) อีกต่อไป เพราะเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎรกับรัฐบาลก็คือพวกเดียวกัน มาตรการ อย่างเช่น การอภิปรายไม่ไว้วางใจไม่เคยทำได้สำเร็จ และที่สำคัญก็คือประเทศไทยอาจจะ เป็นประเทศที่เหลือไม่กี่ประเทศในโลกนี้ที่บังคับให้ผู้ที่จะสมัครสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้อง สังกัดพรรคการเมือง ต้องเคารพวินัยพรรค กฎเกณฑ์กติกาของพรรค เพราะฉะนั้นนับตั้งแต่ ปี ๒๕๔๐ เราจึงเดินตามนัยที่ ๓ ของความหมายของรัฐธรรมนูญ โดยการออกแบบองค์กร อิสระขึ้นมา เอาละครับ ถึงวันนี้มันอาจจะบิดเบนเบี่ยงเบนไปเยอะจากที่มาของวุฒิสภา ที่แตกต่างกันไป ท่านก็แก้เฉพาะจุดนั้นไม่ได้หรือครับ การแก้ไขชนิดที่เรียกว่าแขนซ้าย เขาบาดเจ็บท่านต้องตัดศีรษะเขาเลยหรือครับ ท่านต้องย้อนกลับไปโดยใช้ระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลภายในสภาผู้แทนราษฎร ให้สภาผู้แทนราษฎรตรวจสอบรัฐบาลเท่านั้น ให้ฝ่ายค้าน ตรวจสอบฝ่ายรัฐบาลในสภาผู้แทนราษฎรเท่านั้นมันเพียงพอหรือครับ อันนี้เป็นประเด็นที่ผม ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตเอาไว้ และสุดท้ายครับ ท่านอาจารย์วันชัย สอนศิริ ได้พูดไปบ้าง แล้วว่าการแก้ปัญหาด้านเดียวนั้นมันจะเป็นการแก้หรือเป็นการสร้างปัญหาขึ้นมาใหม่ เรามุ่ง แก้แต่ด้านรัฐประหาร แต่เราไม่พยายามมองไปถึงด้านสาเหตุของรัฐประหารที่เกิดจากปัญหา การเมือง บางครั้งก็เป็นการเมืองในสภาผู้แทนราษฎร บางครั้งก็เป็นการเมืองที่เป็น พฤติกรรมของรัฐบาลในขณะนั้น ในที่สุดแล้วในทางทฤษฎีบางครั้ง ก็เป็นการรวมศูนย์อำนาจทางการเมืองและทางเศรษฐกิจไว้ที่พรรคการเมืองเสียงข้างมาก ในสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานที่เคารพครับ การแก้ปัญหาด้านเดียวจะนำมาสู่อะไรครับ การแก้ปัญหาในด้านเผด็จการทหาร ในด้านผลพวงจากการรัฐประหาร โดยละเลยที่จะพูดถึง ปัญหาทางการเมืองก่อนหน้านั้น สิ่งที่จะได้มาแทนคืออะไรครับ ระบอบประชาธิปไตย สมบูรณ์กระนั้นหรือครับ หรือว่าจะเป็นสิ่งที่ในทางทฤษฎีกระผมไม่ได้หมายถึง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในทีนี้ทั้งหมดนะครับ หรือว่ามันอาจจะเป็นสิ่งที่เรียกว่า ระบอบเผด็จการโดยสภาผู้แทนราษฎร อันนี้เป็นสิ่งที่กระผมกังวลและกระผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาในฐานะสมาชิกรัฐสภาทั้งหมดมีความกังวลและจะต้องใคร่ครวญให้หนัก ก่อนที่จะตัดสินใจโหวตในวันพรุ่งนี้ กราบขอบพระคุณครับ