วันชัย สอนศิริ หารือร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยตั้งข้อสังเกตถึงข้อกังวลจาก ส.ว. คำนูณ ที่ว่าการรวมศูนย์อำนาจไว้ที่สภาผู้แทนราษฎรและการให้ ส.ส. ควบคุมองค์กรอิสระ ศาล และกองทัพ อาจนำไปสู่การล้มล้างสถาบันหลังรัฐประหาร พร้อมวิพากษ์วิจารณ์ว่าข้อเสนอเหล่านี้เกิดจากอารมณ์โกรธ เกลียด กลัว และมีลักษณะสุดโต่ง ไม่คำนึงถึงความสมดุลและบริบททางการเมืองที่แท้จริงของไทย ซึ่งมีปัญหาเรื่องอิทธิพล เงิน และอำนาจ จนไม่อาจถือว่าความชอบธรรมมาจากเพียงการได้รับเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวได้
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวันชัย สอนสิริ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจะไม่ขอลงในรายละเอียดของหลายมาตรา เพราะว่าผู้เสนอร่างแก้ไขในครั้งนี้ มีรายละเอียดของมาตราย่อยมากมาย แต่จะขอพูดภาพรวมในบางเรื่องบางประเด็นที่เห็นว่า สำคัญ ผมขออนุญาตนำข้อสรุปบางประการที่ท่าน ส.ว. คำนูณ สิทธิสมาน ได้สรุปไว้ทั้งหมด ๑๕ ประการด้วยกัน ขอนำมาเพียง ๒ ประการครับท่านประธาน เพื่อจะได้อภิปราย ในภาพรวมของ ๒ เรื่องใหญ่ ๆ นี้ ที่ท่านสรุปไว้เขาบอกว่ารัฐธรรมนูญที่ผู้ร่างเสนอมา
๑. รวมศูนย์อำนาจของประเทศไว้ที่สภาผู้แทนราษฎร โดยโอนอำนาจของ รัฐสภามาไว้ที่สภาผู้แทนราษฎรทั้งหมด ซึ่งรวมทั้งอำนาจที่เกี่ยวเนื่องกับสถาบัน พระมหากษัตริย์ ทั้งนี้โดยกำหนดให้สภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะผู้ตรวจการ ๓ ชุด คือ คณะผู้ตรวจการกองทัพ คณะผู้ตรวจการศาลและศาลรัฐธรรมนูญ และคณะผู้ตรวจการ องค์กรอิสระ และแต่ละคณะประกอบด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวน ๑๐ คน ย่อ ๆ พอได้ความว่าให้ ส.ส. เป็นใหญ่ในแผ่นดิน ในรายละเอียดเดี๋ยวค่อยว่ากัน
ประการที่ ๒ ที่ท่าน ส.ว. คำนูณสรุปไว้ ลดทอนความเป็นอิสระของศาล โดยมีบทบัญญัติห้ามศาลรัฐธรรมนูญและศาลทั้งปวงวินิจฉัยหรือพิพากษารับรองการ รัฐประหาร และทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นจากการรัฐประหาร และห้ามศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ขัดขวางการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ แล้วก็มีรายละเอียดอื่น ๆ อีกมากพอสมควร แปลว่า ให้ ส.ส. เข้าไปเป็นกรรมการในศาลยุติธรรม ไปตุลาการศาลปกครอง รวมทั้งเป็นผู้ตรวจการ ศาลและศาลรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ยังมีประเด็นสำคัญอื่น ๆ ดังที่ผมกราบเรียนและ มีเพื่อนสมาชิกจากซีก ส.ว. ได้อภิปรายไปบ้างแล้ว ถ้าเรามาดูเอกสาร ท่านประธานครับ เอกสารประกอบการเสนอร่างของคณะผู้เสนอ เขาเขียนอย่างนี้ครับ ท่านประธานครับ ถ้าท่านสมาชิกทั้งหลายได้มีโอกาสอ่านจะเห็นเจตจำนงความประสงค์ของคณะผู้เสนอร่างพุ่ง เป้าตรงไปที่ขอคนละชื่อรื้อระบอบประยุทธ์ การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ เพื่อรื้อระบอบประยุทธ์ ใช้คำว่า ๕ ล ลิง ท่านประธาน ล้มวุฒิสภาเดินหน้าสภาเดี่ยว ได้อภิปรายกันไปแล้ว โละศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ปฏิรูปที่มาอำนาจการตรวจสอบ เลิกยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนปฏิรูปปลดโซ่ตรวจอนาคต ประเทศ ล้างครับท่านประธาน ล้างมรดกรัฐประหาร หยุดวงจรอุบาทว์ขวางประชาธิปไตย นี่คือ ๕ ล ลิง ท่านประธาน ผมอ่านทั้งมวลแล้วจากข้อสรุปของเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่ทำ ความเข้าใจกัน ได้ใจความจากการเสนอร่างของคณะผู้เสนอนั้น มีด้วยกัน ๕ ก ไก่ ครับ ท่านประธาน การเสนอร่างดังกล่าวมานั้น ๑. มาจากการเกลียด ๒. มาจากการโกรธ ๓. มาจากการกลัว และสุดท้าย เกิน การร่างดังกล่าวนั้นเกินไป เกินกว่าความเป็นจริง เกินลงกาครับท่านประธาน ทำไมผมพูดอย่างนั้นครับท่านประธาน คำว่า เกลียด นั้นแปลว่า เอาล่ะ ผมจะไม่พูดถึง ส.ว. ที่ผมดำรงตำแหน่งโดยตรง ท่านจะมองอย่างไรท่านว่ากันไปแล้ว แต่การเสนอดังกล่าวนั้น เสนอมาจากการเกลียด ส.ว. เครือข่ายของประยุทธ์ที่ท่านใช้คำว่า อย่างนั้นนะครับ และคนที่ตั้ง ส.ว. โกรธ ผมขออนุญาตว่าที่ท่านเสนอมาอย่างนี้เป็นตรรกะ ที่มาจากความโกรธ ศาลรัฐธรรมนูญทำไมตัดสินคดีพรรคพวกตัวเองโดนอย่างนี้ แต่ถ้าไม่ใช่ พรรคพวกของตัวเองเป็นเครือข่ายของอีกฝ่ายหนึ่งจะโดนอีกอย่างหนึ่ง ที่อภิปรายกันมา เมื่อสักครู่นี้แม้แต่ล่าสุด กกต. ป.ป.ช. ศาลรัฐธรรมนูญ อ่านดูแล้วซ่อนลึกของเจตนานั้น มาจากความโกรธ กลัว ถามว่ายุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีมาพูดกันอยู่อย่างนั้น เขาก็บอกว่ามัน แก้ได้ มันไม่ได้มีเหตุผลอะไรที่จะไปผูกมัดรัดคอกันไว้ ๒๐ ปี เราพูดกันอยู่อย่างนั้น ความจริง เขาบอกแก้ได้ตามสถานการณ์ ถ้าท่านได้อ่านและฟังจากการชี้แจงแถลงมา ดูจากกฎหมาย ท่านก็ไปสร้างความกลัวกับโซ่ตรวนยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี แผนปฏิรูปประเทศ ล้าง อันนี้ผมใช้ คำว่า เกินไป แน่นอนครับมรดกรัฐประหารถ้ามันเลวร้ายเราก็ควรจะล้าง แต่สิ่งที่ท่านกำลัง จะเสนอมานั้นต้องการล้างทั้งคน ทั้งการกระทำและทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็น ท่านใช้คำว่า เป็นมรดก ผมว่าประเทศนี้ถ้าเอาความคิดอย่างนี้มาใช้กันอาจจะต้องฆ่ากัน ล้างเผ่าพันธุ์ ทั้งหมด เพราะตลอดระยะเวลา ๗ ปี แต่ละคนที่ดำรงตำแหน่งอธิบดี ปลัดกระทรวง เครือข่ายที่ท่านพูด บางยุคบางสมัยคนหนึ่งเป็นรัฐบาลก็มีเครือข่ายมาจนกระทั่งทุกวันนี้ พยายามที่จะสืบทอดกันมา แบ่งสีแบ่งฝักแบ่งฝ่ายกัน เกินไปหรือเปล่า เอาล่ะครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมว่าข้อเสนอรัฐธรรมนูญที่ท่านเสนอมาฉบับนี้มาจากชุดความคิด ๒ ประการครับท่านประธาน ประการแรก ชุดความคิดที่ว่าคนที่มาจากการเลือกตั้ง ที่มาจาก ประชาชนเป็นคนดีที่สุด และคนที่มาจากการเลือกตั้งที่ท่านบอกว่าเป็นคนดีที่สุดนั้น ต้องเป็น ใหญ่ในแผ่นดินนี้ เป็นทุกสิ่งทุกอย่างในแผ่นดินนี้ ไม่ได้หมายความว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ทุกเรื่อง นะครับ แต่ตามที่ท่านเสนอมานั่นละ ชุดความคิดที่ ๒ ครับท่านประธาน คนที่ทำการปฏิวัติ รัฐประหารเป็นคนเลว ต้องล้มล้างไปให้หมด ต้องปฏิเสธ ศาลต้องปฏิเสธ ประชาชนต้องลุก กันขึ้นมาต่อต้าน ทุกภาคส่วนต้องปฏิเสธและเหยียบย่ำไปให้ในที่สุด นี่ชุดความคิด ๒ ความคิดครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผู้เสนอกฎหมายที่มาชี้แจงนี้ ด้วยความเคารพ ครับ ผมไม่มีเจตนาที่จะไปโต้แย้งต่อแนวความคิดของท่าน แต่เรามาพูดกันด้วยเหตุด้วยผล ผมว่าท่านมองโลกท่านมองด้านเดียวครับท่านประธาน เรียนผู้เสนอเลยครับว่าท่านมอง มุมเดียว มองด้านเดียว มองโลกสวย มองบริบททางการเมืองแบบอุดมการณ์เกินจริง ถ้าเป็น สินค้าเรียกว่าโฆษณาเกินจริง มิใช่บริบททางการเมืองที่เป็นอยู่ในขณะนี้ และ
ประการต่อมาครับท่านประธาน การที่มองว่าผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. อบต. อบจ. เทศบาลหรือองค์กรใดก็ตามที่มาจากการเลือกตั้ง ในความเห็น ของคณะผู้เสนอเห็นว่าดี เป็นใหญ่ได้ เพราะมาจากประชาชนจึงต้องเป็นใหญ่ในแผ่นดินนี้ได้ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมเห็นด้วยต่อแนวคิดนี้ว่าคนที่มา จากการเลือกตั้งต้องเป็นใหญ่ แต่ท่านไม่ได้มองให้ครบถ้วนรอบด้าน บริบทในสังคมไทย บริบททางการเมืองไทยในขณะนี้มันบริสุทธิ์ผุดผ่องนวลละอองดังทองที่ท่านคิดหรือเปล่า ผมว่าท่านมาจากการเลือกตั้ง ผู้เสนอบางท่าน ท่านอาจจะรู้ว่าเบื้องหลังของคนที่ลงเลือกตั้ง ด้วยกันนี้มาอย่างไร ขออนุญาตผมไม่ได้ตำหนิผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ในสภานี้ มีการกล่าวหากัน มีการฟ้องร้องกัน มีการพูดกันในสภาทั้งในและนอกว่าคนนั้นมาจาก อิทธิพล คนนั้นมาจากเงินทอง คนนั้นมาจากอำนาจ คนนี้มาจากธุรกิจการเมือง ที่กล่าวหา ฟ้องร้องกันตั้งแต่เลือกตั้งคราวที่แล้ว ขณะนี้ที่คดีก็ยังคาอยู่ที่ ป.ป.ช. หรือที่ศาลก็มี ท่านประธานครับ การใช้อำนาจของผู้ที่มาจากการเลือกตั้ง ทุกระดับที่มาจากการเลือกตั้ง ท่านประธานครับ ผมกินเวลาของพวกเราเองครับ