รายงานการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาติ
ครั้งที่ ๒๗/๒๕๕๘ เป็นพิเศษ
วันพุธที่ ๒๒ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๘
ณ ตึกรัฐสภา
เรียนท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อเข้าประชุม ๑๐๗ ท่าน ยังไม่ครบองค์ประชุม ยังดําเนินการไม่ได้นะครับ
(ไม่ครบองค์ประชุม)
จํานวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๒๔๖ คน
ท่านสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อเข้าประชุมแล้ว ๑๒๗ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอดําเนินการประชุมสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ต่อไปจะเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน คือร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... ซึ่งคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณา ต่อจากการประชุมเมื่อวานนี้ เรียนเชิญคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเข้าประจําที่นะครับ
ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่
(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
จากการประชุม เมื่อวานนี้ที่ประชุมได้อภิปรายเสนอแนะและให้ความเห็นจนถึงภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และเมื่อได้มีการอภิปรายจนได้เวลาพอสมควรแล้ว ประธานของที่ประชุมได้สั่งให้เลื่อนมาพิจารณาต่อในวันนี้ ดังนั้น ผมจะขอดําเนินการ ต่อเลยนะครับ มีเรื่องที่ต้องขอประสานกับท่านสมาชิก เรียนด้วยความเคารพ กติกาที่เป็นไป ตามประกาศสภาปฏิรูปแห่งชาติในการอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญคราวนี้ยังใช้บังคับแล้ว ช่วยกันรักษา เวลาที่เกินไปในส่วนเมื่อวานนี้ ขออภัยและให้จบไป เพราะฉะนั้นวันนี้จะรักษา กติกาเรื่องเวลาทั้งหมดนะครับ ขออนุญาตเรียนว่าเวลาที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้รับ ๑๕ ชั่วโมงนั้น ถึงขณะนี้ใช้ไปแล้ว ๓ ชั่วโมง ๓๒ นาที ยังเหลือ ๑๑ ชั่วโมง ๒๗ นาที ในส่วนประธานกรรมาธิการปฏิรูปเองเวลาที่ได้รับอยู่ ๙ ชั่วโมง ซึ่งรวมเวลาประท้วงด้วยนะครับ ใช้ไปแล้ว ๖ ชั่วโมง ๑๙ นาที ส่วนของสมาชิก สปช. ๕๕ ชั่วโมง ใช้ไปแล้ว ๑๓ ชั่วโมง ๒๕ นาที ก็เหลืออยู่ประมาณ ๔๑ ชั่วโมง ๓๔ นาที เราจะบริหารเวลาให้ได้ แล้วส่วนที่จะปรับให้ยืดหยุ่นนั้น คงเป็นช่วงที่เลย ๒๑.๐๐ นาฬิกาขึ้นไป ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะมีอะไร ชี้แจงเพิ่มเติมในขั้นนี้ไหมครับ ถ้าไม่มีจะขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความเห็น ต่อจากเมื่อวานนี้นะครับ
ท่านประธานครับ
เชิญครับ ท่านนิรันดร์ครับ
ผม นิรันดร์ พันทรกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๑๑๕ ครับ เมื่อคืนนี้ที่กระผมขึ้นมาถามอย่างนั้นก็เพราะว่ามันมีคนละเมิดกติกา ในการอภิปราย ทีนี้พอเช้านี้ท่านประธานมาขอโทษ ผมว่าผิดคนนะครับ คนขอโทษ ต้องคนทําผิดครับ ไม่ใช่ให้ท่านประธานมาขอโทษแทน ผมไม่ยอมหรอกครับ
ผมขอโทษ ในส่วนของการรักษากติกาให้เป็นไปตามประกาศของสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอยุติเรื่องไว้ เท่านั้นนะครับ
สมาชิกที่อภิปรายวันนี้เริ่มจาก คุณจําลอง โพธิ์สุข นะครับ ตามด้วย คุณสยุมพร ลิ่มไทย คุณวิบูลย์ คูหิรัญ คุณไพบูลย์ นลินทรางกูร และคุณเตือนใจ สินธุวณิก เชิญคุณจําลอง โพธิ์สุข ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม จําลอง โพธิ์สุข สปช. ลําดับที่ ๐๕๐ จากจังหวัดชัยนาทครับ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็น ที่จะอภิปรายและตั้งเป็นข้อสังเกตแล้วก็เสนอความเห็นผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ แต่บังเอิญว่าประเด็นที่ผมจะพูด เมื่อสัก ๕ นาทีที่ผ่านมานี้ ผมได้รับใบแก้ไขคําผิด คําตก ก็คือว่าชื่อภาค ๒ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่บัญญัติว่า ผู้นําการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี แก้ไขเป็น ผู้นําการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง ผมก็แทบจะไม่มีประเด็นที่จะต้องพูดครับท่านประธาน
แต่ว่าอย่างไรก็ตามครับ ก็ยังมีส่วนรายละเอียดปลีกย่อยในประเด็นที่ผมจะได้ ขออภิปรายไว้เพิ่มเติมอีกเล็กน้อยนะครับ ก็คือว่าในภาค ๒ นี้เป็นภาคที่มีเนื้อหาสาระมากที่สุด ในจํานวนทั้งหมด ๔ ภาค มีอยู่ด้วยกันถึง ๗ หมวด แล้วก็เป็นเรื่องสําคัญ ๆ ที่เกี่ยวข้องกับองค์กร ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการทั้งหลายทั้งปวงนะครับ แต่ว่าในจั่วหัวของภาคเดิมที่บอกว่า ผู้นําการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดีมันไม่ได้สะท้อนถึงเนื้อหาสาระที่อยู่ในภาคนี้ทั้งหมดนะครับ แต่เมื่อได้มีการปรับแก้ไขแล้วก็ตรงใจกับผมที่ผมคิดไว้พอดีเลยนะครับ เพราะฉะนั้นก็ถือว่า ผ่านไปนะครับตรงนี้ แต่ว่าในประเด็นเดียวกันนี้ก็ยังมีส่วนที่น่าจะได้รับการพิจารณาปรับแก้ไข ให้เหมาะสม ให้ดูดี โดยยึดบรรทัดฐานจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ อย่างเช่นฉบับปี ๒๕๕๐ คือการจัดเรียงลําดับหรือขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษก็คือการจัดซีเควนท์ (Sequent) ของเรื่อง ในภาคนี้นะครับ น่าจะเริ่มต้นจากเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐแล้วก็ตามด้วยสถาบัน ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นรัฐสภาหรือคณะรัฐมนตรีไล่เลียงกันลงไปตามเนื้อหาที่ได้จัดวางไว้ แต่เดิมก็จะเป็นการเหมาะสมยิ่งขึ้นนะครับ
ในอีกประเด็นถัดมาครับ ท่านประธานครับ ก็คือในเนื้อหาที่อยู่ในหมวดนี้ เรื่องของผู้นําการเมืองที่ดีและระบบการเมืองที่ดีนะครับ ก็ได้พูดถึงผู้นําการเมือง โดยในเจตนารมณ์เท่าที่ผมอ่านดูนี่นะครับ ก็พูดไปถึงว่าหมายความรวมไปถึงผู้นําในท้องถิ่น ท้องที่ โดยเฉพาะผู้นําท้องที่ที่ท่านยกตัวอย่างกันไว้ก็คือกํานัน ผู้ใหญ่บ้าน รวมทั้งผู้นํา ในภาคของราชการ หัวหน้าหน่วยงาน ปลัดกระทรวง อธิบดี ทั้งหลายทั้งปวงนี่นะครับ ผมคิดว่า ตรงนี้ถ้าหากว่าจะได้รับการพิจารณาปรับแก้ไขโดยมีถ้อยคําเพิ่มเติม อย่างสมมุตินะครับ เป็นต้นว่า คําว่า หัวหน้าหน่วยงาน เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือผู้นําชุมชน ผู้นําท้องถิ่น ผู้บริหาร ท้องถิ่น แล้วก็ผู้นําการเมือง อย่างนี้ก็จะทําให้เกิดความครบถ้วนสมบูรณ์มากขึ้นนะครับ
ในประการต่อไปนะครับ ก็คือในส่วนที่อยู่ในหมวด ๕ ไม่ทราบว่า คําว่า การเงิน หายไปไหน มีแต่พูดถึงเรื่องของการคลังและการงบประมาณ ทั้งที่ตามรัฐธรรมนูญ ฉบับก่อน อย่างเช่นฉบับปี ๒๕๕๐ ก็พูดถึงเรื่องการเงินไว้ด้วยอยู่ในหมวดเดียวกันนี้ และนอกจากนั้นถ้าหากเราจะพิจารณาตามบัญญัติในมาตรา ๒๐๐ มาตรา ๒๐๔ ก็จะมีพูดถึง เรื่องการเงินคือเงินรายได้ของหน่วยงานก็ดี ตามมาตรา ๒๐๔ หรือตามมาตรา ๒๐๐ พูดถึง เรื่องเงินของแผ่นดิน เพราะฉะนั้นก็ฝากตรงนี้ไปถึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ช่วยพิจารณาเพื่อให้เกิดความเหมาะสมยิ่งขึ้นด้วยนะครับ
ในประการสุดท้าย ท่านประธานครับ ในมาตรา ๗๗ พูดถึงเรื่องของ คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ เป็นมาตราที่ติ่งอยู่ในหมวดนี้ ในภาคนี้ มาตราเดียว มาตราสุดท้าย แต่ถ้าหากว่าเรามาพิจารณาถึงภาพโดยรวมของอํานาจหน้าที่ของ คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ก็จะเห็นได้ว่าคณะกรรมการชุดนี้ที่เรากําลังจะให้เกิด มีขึ้น มีอํานาจหน้าที่ในการที่จะประเมินผลของหน่วยงานองค์กรสถาบันทั้งที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็น กกต. ป.ป.ช. หรือที่จะมีเกิดขึ้นใหม่ตามกรอบแนวความคิดของร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับที่เรากําลังพิจารณาอยู่นี้มากมายมหาศาล แต่ท่านบอกว่าให้เป็นไปตามที่กฎหมาย กําหนด ในความคิดของผมถ้าหากว่าจะไปให้มันใหญ่โตเป็นเรื่องเป็นราวขนาดนั้นก็น่าจะ กําหนดขึ้น ยกฐานะขึ้นมาไว้เป็นอีก ๑ หมวดจะได้ไหม แล้วก็ว่ากันในรายละเอียด เป็นหลักการเบื้องต้นไม่ต้องถึงลงในรายละเอียดก็ได้ว่าองค์กรนี้ คณะกรรมการชุดนี้มีหน้าที่ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ แล้วก็ไปว่ากันรายละเอียดในกฎหมายที่จะออกตามมาภายหลัง นี่คือประเด็นในเรื่องของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ผมก็คงมีประเด็นที่จะกราบเรียน ต่อท่านประธานไปถึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ช่วยพิจารณาต่อไปด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญคุณสยุมพร ลิ่มไทย ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สยุมพร ลิ่มไทย ผมจะขออภิปรายในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐครับ
ประเด็นแรก ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญ แล้วก็จะต้องทําให้เกิด ความชัดเจนในหมวดนี้ทั้งหมวดนะครับ ก็คือเจตนารมณ์ของหมวดนี้ เมื่อวานผมได้ฟัง คําชี้แจงจากคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงโดยสรุปว่าหมวดนี้มีไว้เพื่อแสดงเจตจํานงในการที่จะ ให้รัฐดําเนินการตรากฎหมาย และกําหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินตามมาตรา ๗๘ แล้วท่านก็อธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นการกําหนดเพื่อให้มีทิศทางของรัฐบาลในการที่จะไป กําหนดนโยบาย ไม่บังคับให้ทํา ที่ผมได้ฟังเมื่อวานนี้นะครับ ตรงนี้นะครับที่ผมคิดว่าต้องให้ ชัดเจน เพราะว่าในหมวดนี้ทั้งหมวดมี ๑๘ มาตรา มาตรา ๗๘ เป็นการกําหนดเจตจํานง อย่างที่ผมเรียนแล้ว อีก ๑๗ มาตราที่เหลือนี้นะครับ ทุกมาตราเขียนไว้เหมือนกันหมดว่า รัฐต้อง รัฐต้องทําโน่น รัฐต้องทํานี่ รัฐต้องทํานั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เขียนไว้ชัด มาตรา ๘๒ (๒) รัฐต้องพัฒนาและสร้างโอกาสเพื่อลดความเหลื่อมล้ํานะครับ ในมาตรา ๘๒ มีหลายวงเล็บ แต่วรรคต้นเขียนไว้ชัดว่ารัฐต้องดําเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะฉะนั้นตรงนี้ จะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเจตนารมณ์ของหมวดนี้เป็นเจตนารมณ์ที่บังคับให้รัฐ ก็คือรัฐบาลไหนก็แล้วแต่ที่เข้ามาเป็นรัฏฐาธิปัตย์ต้องดําเนินการให้เป็นไปตามหมวดนี้ นี่ประการแรกที่ผมอยากจะเรียนนะครับ แล้วถ้าหากว่าจะดูให้ชัดยิ่งขึ้นไปอีก ในมาตรา ๑๐๒ เขียนไว้ชัดเลยครับว่า ถ้าหากผู้มีหน้าที่ผมเรียนโดยสรุป ไม่ดําเนินการหรือปฏิบัติการ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าคณะรัฐมนตรีแล้วก็ใครต่อใครละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นมันชัดเจนนะครับว่าหมวดนี้เป็นหมวดบังคับให้รัฐต้องทํา ไม่ใช่ทําก็ได้หรือไม่ทํา ก็ได้ อันนี้อยากให้กรรมาธิการต้องเขียนบันทึกไว้ในเจตนารมณ์ในหมวดนี้ด้วยนะครับ เพราะว่าในหมวดนี้เป็นการบันทึกเจตนารมณ์รายมาตรา ซึ่งไม่ได้แสดงเจตนารมณ์ ของทั้งหมดไว้ ผมอยากจะฝากว่าขอให้พิจารณาตรงนี้ด้วยเพราะว่าเป็นเรื่องสําคัญ ทําไมผมเรียนว่าเป็นเรื่องสําคัญ สิ่งที่ สปช. พูดกันมาหลายเดือนว่าปัญหาของประเทศเรา มันอยู่ตรงไหน ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนนะครับว่า ปัญหาที่สําคัญที่สุดก็คือปัญหาความเหลื่อมล้ํา และความไม่เป็นธรรมในสังคม ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม การบริหาร กฎหมาย การให้บริการของรัฐการศึกษา หรืออะไรก็แล้วแต่ สรุปว่าปัญหาใหญ่ ก็คือปัญหาความเหลื่อมล้ําและไม่เป็นธรรม นี่คือโจทย์ของประเทศนะครับ แล้วถามว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอบโจทย์ข้อนี้ไว้ตรงไหน ผมมาอ่านแล้วโจทย์ข้อนี้ตอบไว้ในหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะว่าได้เขียนไว้ค่อนข้างจะครบถ้วนในปัญหาที่ผมพูด เมื่อสักครู่นี้ ผมยกตัวอย่างเช่นเขียนไว้ชัดในมาตรา ๘๒ (๒) รัฐต้องพัฒนาและสร้างโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน มาตรา ๘๒ (๖) รัฐต้องคุ้มครอง ให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มาตรา ๘๔ (๓) รัฐต้องจัดส่งเสริม และทํานุบํารุงการศึกษาและอีกเยอะแยะ เพราะฉะนั้นคําตอบหรือสิ่งที่ประชาชนต้องการ มันอยู่ในหมวดนี้ ในขณะที่กรรมาธิการท่านบอกว่าหมวดนี้เป็นหมวดไม่บังคับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอะไรจะเป็นหลักประกันในรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนว่า ประชาชนสมควรจะได้ ในสิ่งที่รัฐจําเป็นต้องทําและสมควรทําให้ถ้าไม่เขียนไว้
อันนี้เป็นประเด็นแรกที่ผมอยากจะให้เกิดความชัดเจน เพราะถ้าหาก ท่านบอกว่าไม่บังคับให้รัฐต้องทํา ท่านต้องไปแก้หมดคําที่เขียนไว้ว่ารัฐต้อง รัฐต้อง รัฐต้อง รัฐต้อง เขียนอย่างนี้ไม่ได้ครับ นี่เป็นประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าในเมื่อผมมีสมมุติฐานหรือความคิดว่าแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐเป็นเรื่องที่รัฐต้องทํา ก็คือเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่ทุกรัฐบาลใครเข้ามาก็ต้องทํา ไม่ทําไม่ได้ ส่วนนโยบายของรัฐบาลแต่ละรัฐบาลที่จะเพิ่มเติมไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าหากผม เข้าใจอย่างนี้หมวดนี้ต้องมีมาตรการบังคับให้ค่อนข้างจริงจัง เพื่อที่จะเป็นหลักประกันว่า ใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องทําอย่างจริงจังและต่อเนื่อง มาตรการบังคับก็ไปเขียนไว้ในมาตรา ๑๐๒ ที่ผมเรียนไว้แล้ว ซึ่งผมเห็นว่าเขียนไว้ค่อนข้างเบาครับ เพราะเขียนไว้โดยสรุปนะครับว่า ในกรณีที่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติให้ดําเนินการ แต่ผู้มีหน้าที่ไม่ดําเนินการหรือไม่กระทําภายใน เวลาที่รัฐธรรมนูญกําหนด หรือภายในเวลาอันสมควรในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดเวลาไว้ ทําให้การปฏิบัติการตามรัฐธรรมนูญนี้ไม่บังเกิดผล ให้ถือว่าคณะรัฐมนตรีแล้วก็ใครต่อใคร ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นผู้เสียหายย่อมฟ้องรัฐ ให้รับผิดชอบค่าเสียหายได้ ทําไมผมบอกว่าเขียนไว้เบา เบาเพราะว่ามันมีกรณีที่ไม่ได้ กําหนดเวลาไว้เขียนไว้ว่า ถ้าไม่ดําเนินการในเวลาอันสมควร ตรงนี้จะหมายความว่าอย่างไรครับ เวลาอันสมควรที่รัฐควรจะต้องทํา ถ้าหากเราถือว่ารัฐบาลแต่ละชุดมีเวลา ๔ ปีในการบริหาร ราชการประเทศ ๒ ปี หรือครึ่งเทอมของรัฐบาลถือว่าเป็นเวลาที่สมควรหรือไม่ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าต้องเขียนไว้ให้ชัดนะครับ ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะเป็นปัญหา ประเด็นแรกนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เขียนไว้ว่าในกรณีเกิดความเสียหายขึ้น ผู้เสียหายย่อมฟ้องรัฐ ให้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายได้ อันนี้ผมคิดว่าเป็นการผลักภาระให้ประชาชนแต่ละคน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่รัฐไม่ทําตามหมวดนี้นะครับ ไปฟ้องเอาเอง แล้วถามว่ากรณีที่ ประชาชนเป็นคู่ความกับรัฐนี่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนผู้ด้อยโอกาสจะมีโอกาส แค่ไหนในการที่จะได้รับการชดใช้ อันนี้เป็นประเด็นว่ามันควรจะต้องมีกลไกหรือมาตรการ ที่เข้มแข็งมากกว่านี้โดยที่ไม่ผลักภาระในการที่จะไปดําเนินการให้กับประชาชนไปดําเนินการ เอาเอง อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเรียนชี้ไว้นะครับ
อีกประเด็นหนึ่งผมก็คงเรียนสั้น ๆ ภายในเวลาที่มีอยู่นะครับ มาตรา ๑๐๒ เขียนแต่เพียงว่าถ้าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นะครับ ถ้าไม่ทําถือว่าละเว้น มันมีบางกรณี ที่รัฐทํานะครับ ไม่ใช่ไม่ทํา แต่ทําแล้วไปเกิดความเสียหาย ไม่ได้เขียนไว้ ผมยกตัวอย่าง มาตรา ๙๒ นะครับ ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ รัฐต้องบริหารจัดการเพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐ ประชาชนและชุมชน ทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น เพื่อสร้างดุลยภาพ ตรงนี้ละครับผมยกตัวอย่างมาบตาพุด มาบตาพุด รัฐมุ่งเน้นเพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐอย่างเดียว โดยไม่คํานึงถึงประโยชน์ของประชาชน และชุมชน ทําให้พื้นที่มาบตาพุดเสียดุลยภาพนะครับ กลายเป็นเขตมลภาวะ โครงการต่าง ๆ ที่ไปทําก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพชีวิตและทรัพย์สิน อันนี้เป็นสิ่งที่รัฐทํานะครับ ไม่ใช่ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ แต่ไปทําแล้วไม่เป็นไปตามหลักการของมาตรานี้ ทําให้เกิดปัญหา กับประชาชนและชุมชน อย่างนี้นะครับผมคิดว่าควรจะเขียนไว้ด้วยในมาตรา ๑๐๒ นะครับ ผมก็คงใช้เวลาเพียงเท่านี้นะครับ ผมเรียนว่าตั้งแต่อภิปรายมาผมไม่เคยเกินเวลานะครับ แล้วก็จะพยายามทําอย่างนี้ตลอดไป ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณมาก ๆ เลยครับ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะขอชี้แจงสั้น ๆ ตรงนี้ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะประธาน กรรมาธิการ ขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาสั้น ๆ ชี้แจงท่านสมาชิกสยุมพรและสมาชิกบาง ท่านที่อภิปรายเมื่อวานนี้ถึงความสัมพันธ์ของบทบัญญัติ ๓ ส่วน ส่วนที่ ๑ ว่าด้วย สิทธิเสรีภาพ ส่วนที่ ๒ ว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และส่วนที่ ๓ ว่าด้วยการปฏิรูป ท่านประธานครับ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ทําเอกสารชิ้นหนึ่งขึ้นมาเสนอสภาแห่งนี้ เป็นเอกสารประกอบการพิจารณา โดยนําเสนอให้ท่านสมาชิกเห็นภาพความเกี่ยวเนื่อง ของ ๓ ภาค ๓ หมวดด้วยกัน และจะกราบเรียนชี้แจงสภาพบังคับของแต่ละส่วนดังนี้ครับ ท่านประธานครับ เรื่องใดก็ตามที่มีความแน่นอนแล้วว่าเรื่องนั้นเป็นสิทธิหรือเสรีภาพ ของประชาชนหรือของพลเมือง สิทธิตามกฎหมายหมายถึงผลประโยชน์ที่กฎหมายรับรอง และคุ้มครอง ย่อมต้องก่อให้เกิดหน้าที่แก่รัฐ เพราะฉะนั้นบทบัญญัติที่ท่านคณะกรรมาธิการ ๑๘ คณะเสนอมา เรื่องใดที่มีวัตถุแห่งสิทธิ คือว่ารัฐต้องทําอะไร ขอบเขตแห่งสิทธิคือต้องทํา แค่ไหน เรานํามาเขียนไว้ในหมวดสิทธิเสรีภาพครับ เพราะมันก่อให้เกิดหน้าที่แก่รัฐทันที ดังที่ปรากฏในมาตรา ๓๐ ของร่างรัฐธรรมนูญบอกว่าสิทธิของบุคคลที่รัฐธรรมนูญนี้รับรองไว้ ก่อให้เกิดหน้าที่แก่รัฐและหน่วยงานของรัฐในการดําเนินการให้สัมฤทธิผล แต่การดําเนินการดังกล่าวให้รัฐดําเนินเพิ่มขึ้นตามความสามารถทางการคลัง และถ้าท่านประธาน และท่านสมาชิกจะเมตตาเปิดไปมาตรา ๓๒ วรรคสาม ก็จะพูดชัดว่าบุคคลย่อมสามารถ ใช้สิทธิทางศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติในหมวดนี้ได้โดยตรง ก็แปลว่า เรื่องใดก็ตามที่มันชัดเจนแล้ว ทั้งวัตถุแห่งสิทธิว่าต้องทําอะไรโดยรัฐ แล้วก็ขอบเขตแห่งสิทธิ ต้องทําแค่ไหน พอเขียนในหมวดสิทธิเสรีภาพของประชาชนซึ่งจะเป็นสิทธิมนุษยชนก็ดี จะเป็นสิทธิพลเมืองก็ดี รัฐต้องทําครับ ถ้าไม่ทําฟ้องได้เลยครับ ทีนี้อีกหมวดหนึ่งคือ หมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตรงนี้ทําไมเอามาใส่ไว้ในหมวดในภาค ๒ ว่าด้วย ผู้นําการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง เพราะว่าถ้าเราเปิดไปดูมาตรา ๗๘ มาตรา ๗๘ เขียนไว้ชัดครับว่าบทบัญญัติในหมวดนี้มีไว้เพื่อเป็นเจตจํานงให้รัฐดําเนินการตรากฎหมาย และกําหนดนโยบายในการบริหารราชการแผ่นดิน แล้วก็มีสภาพบังคับคณะรัฐมนตรีเอาไว้ ถ้าท่านสมาชิกจะเมตตาเปิดตามไปในมาตรา ๑๗๗ บอกว่าคณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหาร ราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบายต่อรัฐสภาและต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดเจนว่า จะดําเนินการใดในเรื่องใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นไปตาม แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐโดยไม่มีการลงมติไม่ไว้วางใจ ทั้งนี้ภายใน ๑๕ วันนับแต่วันที่ เข้ารับหน้าที่ แปลว่าคณะรัฐมนตรีต้องแถลงว่าจะทําอะไรบ้าง เพราะฉะนั้นแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐกําหนดไว้ชัดในมาตรา ๗๘ ว่ารัฐบาลทุกรัฐบาลต้องทํา เป็นแนวทางในการ ออกกฎหมายและกําหนดนโยบาย แล้วก็รัฐบาลต้องแถลงว่าจะทําอะไรบ้าง แต่ว่าบทบัญญัติ ในหมวดนี้เนื่องจากจะอยู่คู่รัฐธรรมนูญตลอดไปจนกว่ารัฐธรรมนูญจะถูกเลิกหรือแก้ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐจึงเปิดโอกาสให้รัฐเลือกว่าจะทําอย่างไร เฮาว์ (How) หรือจะทํา เมื่อใด เว็น (When) และในทางปฏิบัติที่ผ่านมาท่านประธานครับ ผมมีคําแถลงนโยบาย ของรัฐบาลที่ใช้หลักนี้มาตั้งแต่รัฐธรรมนูญปี ๒๕๔๐ ถึงปี ๒๕๕๐ นโยบายของคณะรัฐมนตรี พันตํารวจโท ทักษิณ ชินวัตร แถลงต่อสภาเมื่อวันที่ ๒๓ มีนาคม ๒๕๔๘ นโยบายของ คณะรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แถลงต่อรัฐสภาวันที่ ๒๙ ธันวาคม ๒๕๕๑ ถ้าท่านประธานและท่านสมาชิกมีนโยบายนี้อยู่ในมือก็จะพบว่านโยบายนี้มีการแถลง นายกรัฐมนตรีขึ้นมาอ่าน อย่างของคุณอภิสิทธิ์นี่ ๓๖ หน้า อ่านไปเรื่อยนะครับ นโยบาย ในเรื่องความมั่นคง ในเรื่องการต่างประเทศ ในเรื่องเศรษฐกิจ แล้วก็วิธีทําจริง ๆ คือเขาทํา เป็นภาคผนวกเท่านั้น ภาคผนวกตรงนี้เขาก็เอานโยบายที่เขาพูดไว้ข้างหน้ามาใส่ว่า รัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๗ ในปี ๒๕๕๐ พูดถึงแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐว่ารัฐต้องพิทักษ์ รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช แล้วเขาก็บอกว่านโยบายของคณะรัฐมนตรี ดําเนินการในปีแรกอยู่หน้าไหน หน้า ๕ เพราะฉะนั้นเป็นอย่างนี้ทุกรัฐบาล แปลว่า แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี่ต้องทํา แต่ว่าเอาเข้าจริง นโยบายรัฐบาลมันสอดคล้อง กับแนวนโยบายทั้งนั้น แล้วเขามาทําเป็นตารางแนบท้าย แล้วคนทําจริง ๆ คือ สํานักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีและสภาพัฒน์ ครม. ไม่ได้ทํานะครับ ทีนี้ถ้าอยู่ในหมวดปฏิรูป ท่านประธานครับ ถ้าอยู่ในหมวดปฏิรูปนั้นขอกราบเรียนท่านประธานว่า ความแตกต่างของ การที่กรรมาธิการนําเรื่องสําคัญของคณะกรรมาธิการ ๑๘ คณะไปเขียนไว้ในหมวดปฏิรูป ก็เพราะว่า
ประการที่ ๑ รัฐมีหน้าที่ต้องทํา เขียนไว้ชัดในเรื่องหมวดปฏิรูปว่าบทบัญญัติ ในภาคนี้ก่อให้เกิดความรับผิดชอบแก่รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หน่วยงานของรัฐทุกหน่วยงาน และพลเมืองที่จะต้องจัดให้มีการปฏิรูปและการสร้างความปรองดองตามหลักการ และระยะเวลาที่กําหนดในรัฐธรรมนูญนี้ ต้องทํานั้น ไม่ใช่ต้องทําธรรมดาเหมือนแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐที่ต้องทําตลอดเวลา ตลอดไปนะครับ แต่ต้องทําในหมวดปฏิรูปนี้คือต้องทํา ภายในเวลาที่กําหนด ยกตัวอย่างเช่น มาตรา ๒๘๕ (๑) บอกว่า ให้มีการปฏิรูปด้านการบริหาร ท้องถิ่นตามแนวทางดังต่อไปนี้ ๑. ตรากฎหมาย จัดให้มีกลไกที่จําเป็นสําหรับการจัดตั้งองค์กร บริหารท้องถิ่นเต็มพื้นที่ในจังหวัดให้เสร็จสมบูรณ์ภายใน ๑ ปีนับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ นี่แปลว่าคณะรัฐมนตรีจะเที่ยวเขียนนโยบายง่าย ๆ แบบนี้ว่าที่ตัวแถลงไปนั้นทําแล้ว ไม่ได้ ต้องทําให้เกิดขึ้นจริงตามมาตรา ๒๘๕ ภายใน ๑ ปี ถ้าไม่เกิดขึ้นจริงมาตรา ๑๐๒ จะมาใช้ บังคับทันทีเลย มาตรา ๑๐๒ เขียนไว้ชัดว่าบุคคลซึ่งมีหน้าที่โดยเฉพาะคณะรัฐมนตรี รัฐสภา และหัวหน้าหน่วยงานที่มีหน้าที่ ถ้าไม่ทําให้ถือว่าเป็นการละเว้นปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีที่ เกิดความเสียหายขึ้นผู้เสียหายย่อมฟ้องรัฐให้รับผิดชดใช้ค่าเสียหายได้ เป็นอันว่าถ้าเขียน ในหมวดปฏิรูปมันเกิดแน่ นอกจากเกิดแน่ที่คณะรัฐมนตรี รัฐสภาต้องทําแล้ว ยังมีกลไก กํากับให้ทําคือสภาการขับเคลื่อนการปฏิรูป ซึ่งเขียนไว้ในมาตรา ๒๗๙ และคณะกรรมการ ยุทธศาสตร์เพื่อการปฏิรูปประเทศ กํากับให้ทําตามที่เขียนไว้ในมาตรา ๒๗๙ แล้วก็มี กระบวนการเสนอกฎหมายด้วยวิธีการพิเศษในมาตรา ๒๘๐ เพราะฉะนั้นความต่างกัน ระหว่างแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐซึ่งเป็นหลักการในการตรากฎหมายและการบริหาร ราชการแผ่นดินที่ฝ่ายบริหารหรือสภาจะเลือกทําอย่างไร เมื่อใดก็ได้ แต่ต้องทําตลอดไปนะ เท่าที่มีรัฐธรรมนูญอยู่ กับการที่เกิดขึ้นในหมวดปฏิรูปก็คือคุณต้องทํา ต้องทําให้เสร็จภายใน เวลาที่กําหนด ถ้าไม่เสร็จจะมีสภาพบังคับตามมาตรา ๑๐๒ ด้วยเหตุดังนี้เรื่องสําคัญที่เสนอ มาจากคณะกรรมาธิการปฏิรูป ๑๘ คณะ คณะกรรมาธิการจึงเห็นว่าจะต้องทํา จึงนําไปใส่ไว้ ในหมวดปฏิรูปครับ นี่คือสภาพบังคับของ ๓ หมวดที่มีความเกี่ยวโยงกัน แต่สถานะบังคับ ไม่เหมือนกัน กรรมาธิการจึงทําเอกสารประกอบมาให้ท่านสมาชิกดูทั้ง ๓ เรื่องนี้ไปด้วยกันครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญคุณวิบูลย์ คูหิรัญ ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ผม นายวิบูลย์ คูหิรัญ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ผมใคร่ที่จะขอให้ความเห็นเกี่ยวกับภาค ๒ หมวด ๒ ทางด้านเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา ๙๓ คือในมาตรา ๙๓ นี้เกี่ยวกับเรื่องทางด้านพลังงานนะครับ ก็เพียงแต่ว่าในมาตรา ๙๓ มีการใช้คํา ที่ซ้ําซ้อน คือมีคําว่า พลังงานทดแทน แล้วก็พลังงานหมุนเวียน ซึ่งจริง ๆ แล้วในการที่จะ ดําเนินการบอกว่าจะต้องให้ใช้ประโยชน์จากพลังงานให้มีประสิทธิภาพนี้นะครับ มันน่าจะใช้ คําเดียวก็น่าจะเพียงพอ คือใช้คําว่า พลังงาน คือมันจะครอบคลุมหมดนะครับ คืออันนี้ มาเขียนเพิ่มเข้าไป แยกเข้าไปอีกว่ามีพลังงานแล้วยังมีพลังงานทดแทนด้วยนะครับ ฉะนั้น ก็คิดว่าอันนี้น่าจะตัดออกนะครับ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งอีกอันหนึ่งก็คือพลังงานหมุนเวียน บอกว่าใช้พลังงานหมุนเวียนทุกประเภทให้เต็มศักยภาพ จริง ๆ แล้วมันก็ทุกอย่าง เพราะฉะนั้นพลังงานทุกอย่างมันก็น่าจะต้องใช้ให้ให้เต็มศักยภาพนะครับ คือไม่น่าจะมาใช้ คําว่า พลังงานหมุนเวียน อย่างเดียว ก็มันน่าจะต้องใช้ให้เต็มศักยภาพทั้งหมดนะครับ เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่าน่าจะใช้คําเดียวเป็นคํารวม คือพลังงาน เฉย ๆ เพราะฉะนั้นคํานี้ ก็น่าจะตัดออก
ทีนี้มีอีกอันหนึ่งก็คือเนื่องจากว่าประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางภูมิศาสตร์ ของภูมิภาค แล้วก็มีศักยภาพที่จะเป็นศูนย์กลางทางด้านพลังงาน เดิมนี่ทางคณะกรรมาธิการ ของทางด้านพลังงานก็ได้พิจารณาเห็นว่าเรื่องนี้เราน่าจะให้เป็นศูนย์กลางทางด้านพลังงาน แล้วก็ได้มอบหมายให้ทางคณะอนุกรรมาธิการซึ่งผมเป็นประธานอยู่มาศึกษาพิจารณา เราก็เห็นว่าเรื่องนี้มันน่าจะมีความสําคัญ ก็น่าจะใส่เข้าไปในรัฐธรรมนูญด้วยว่า มันน่าจะมี ความพร้อมที่จะเป็นศูนย์กลางทางด้านพลังงานของภูมิภาคด้วยนะครับ และถ้าเผื่อเห็นว่า มีความสําคัญอันนี้แล้ว เนื่องจากว่าเราจําเป็นที่จะต้องมีการปฏิรูปเกี่ยวกับเรื่องทางด้าน ท่อส่งแก๊สจาก ปตท. แล้วก็ทางด้านสายส่งไฟฟ้าจาก กฟผ. เพราะฉะนั้นก็เลยคิดว่า เราก็น่าจะต้องเพิ่มข้อความในร่างรัฐธรรมนูญว่า ให้พร้อมเป็นศูนย์กลางด้านพลังงาน ของภูมิภาค แล้วก็อาจจะต้องไปเพิ่มที่ทางด้านในมาตรา ๒๘๘ ด้วย อาจจะเพิ่มเป็น อีกอนุหนึ่ง (๔) เพราะว่ามันจําเป็นในการที่จะเป็นศูนย์กลางก็คงจะต้องมีการปฏิรูปทางด้าน พลังงาน คือจะต้องมีการแยกเรื่องท่อแก๊สจาก ปตท. แล้วก็สายส่งไฟฟ้าจาก กฟผ. แล้วก็รวมทั้งระบบที่จะควบคุมในการรับส่งทางด้านแก๊สแล้วก็พลังงานไฟฟ้าออกมาเป็น หน่วยงานต่างหาก อันนี้ก็คงจะต้องไปทําทางด้านปฏิรูปใน (๔) ของมาตรา ๒๘๘ เพื่อที่ว่า จะได้ให้ประเทศไทยสามารถที่จะเป็นศูนย์กลางของทางด้านพลังงานในการที่จะซื้อขาย ซึ่งในขณะนี้จริง ๆ แล้วเราก็มี โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านไฟฟ้า คือทางด้านท่อก็ยังไม่ได้ เชื่อมต่อกับต่างประเทศ ที่มีเชื่อมต่อก็คงจะมีมาเลเซียอันเดียว แต่สําหรับทางด้านสายส่ง มันมีต่ออยู่แล้ว ทั้งทางด้านของลาว ของพม่า ของเขมร แต่ว่าอันนี้เป็นการต่อ ทางด้านลาวนี่ เป็นการที่เรารับมา แต่ว่าทางด้านพม่า ลาว แล้วก็เขมรนี่ก็เป็นการที่เราขายออกไป ซึ่งก็คงจะต้องไปพิจารณาในการที่จะแยกทําให้เป็นระบบที่สามารถที่จะส่งออกไปได้มากขึ้น เป็นระบบที่มีศักยภาพสูงขึ้นที่จะส่งออกไป อันนี้น่าจะต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย นอกจากนั้นแล้วในส่วนที่มีการพูดถึงเรื่องการกําหนดนโยบายแล้วก็แผนติดตามประเมินผล ทางด้านปฏิรูปเราได้ระบุไว้ว่าเราจะมีการดําเนินการ แต่ว่าในตัวรัฐธรรมนูญเราไม่ได้บรรจุไว้ด้วย เพราะฉะนั้นก็เห็นว่าเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่มีความสําคัญในการที่จะต้องให้ชุมชน ประชาชน แล้วก็องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น แล้วก็เอกชนนี่นะครับ นอกจากที่จะมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ พลังงานแล้ว อะไรแล้วนี่ มันก็น่าจะต้องกําหนดไว้ด้วยว่าให้เขาเป็นผู้ที่จะเข้ามาร่วม ในการมีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย แผน และในการที่จะติดตามประเมินผลต่าง ๆ ในการดําเนินการ เพราะฉะนั้นอันนี้มันมีอยู่ในมาตรา ๒๘๘ (๓) อยู่แล้วที่จะปฏิรูปนะครับ เพียงแต่ว่ามันเป็นส่วนที่มีความสําคัญก็น่าจะต้องมาบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญด้วย อันนี้สําหรับ รายละเอียดทั้งหมดในการที่จะแก้ไขทั้งหลายผมจะขอส่งเป็นเอกสารไปภายหลังนะครับ ขอบพระคุณมากครับ
ขอบคุณครับ คุณวิบูลย์ เรียนเชิญคุณไพบูลย์ นลินทรางกูร ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ผม ไพบูลย์ นลินทรางกูร สมาชิก สปช. ด้านเศรษฐกิจนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้จัดทําร่างรัฐธรรมนูญออกมาได้ดูดีมากครับ ผมจะขออภิปราย ประเด็นเดียว เป็นประเด็นที่อยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งผมได้ดูเนื้อหาทั้งหมด ในนี้แล้ว ผมคิดว่าค่อนข้างที่จะสมบูรณ์ แต่ขาดอยู่ประเด็นเดียวที่ผมอยากจะมาขอ ความกรุณาท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณานําใส่เข้าไป ก็คือเรื่องที่รัฐ มีหน้าที่ต้องทําให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีความรู้ทางการเงินที่เพียงพอเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อันนี้เป็นข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง เราได้ส่งให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปตอนต้นนะครับ แต่ว่าไม่ได้ ถูกบรรจุเข้าไป ถูกตัดออก วันนี้ผมจะขอมาคุยประเด็นนี้ประเด็นเดียวครับ จะมาอธิบาย ให้ท่านได้ฟังชัด ๆ ว่าทําไมเราถึงมองว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ผมมีเหตุผลอยู่ ๔ ข้อ
ข้อแรกเลย ทุกวันนี้ประชาชนคนไทยมีความรู้ทางการเงินต่ํามากครับ การศึกษาจากแบงก์ชาติทําล่าสุดเมื่อปี ๒๕๕๖ ชัดเจนครับใช้เกณฑ์ขององค์กรระหว่างประเทศ โออีซีดี (OECD) มาเป็นตัววัด ประชาชนคนไทยมีทักษะทางการเงินที่ต่ํากว่าเกณฑ์ และถ้าเทียบกับประเทศทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มสํารวจของโออีซีดีประเทศไทยมีเกณฑ์ที่ต่ํากว่า ค่าเฉลี่ยของทุกประเทศค่อนข้างมาก อันนี้เป็นปัญหามากครับ และโดยเฉพาะถ้าโฟกัส (Focus) ไปในกลุ่มของประชากรที่มีการศึกษาไม่สูงนัก มีรายได้น้อย อันนี้ยิ่งเป็นปัญหา น่าห่วงมากครับ ไม่มีความรู้ทางการเงินเลยครับ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าดอกเบี้ยสินเชื่อคํานวณอย่างไร จัดทําแผนการเงินไม่เป็น ไม่มีการทําบัญชีรายรับรายจ่ายและอื่น ๆ อีกมากมาย อันนี้ เป็นปัญหาใหญ่ครับ มันเลยเกิดปัญหาในสังคมไทยทางเศรษฐกิจเยอะแยะมากมาย หนี้สิน ครัวเรือนที่เรากําลังคุยกันวันนี้ว่าขึ้นไปสู่ระดับ ๑๐ ล้านล้านบาท ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เราพูดกันแต่ปลายเหตุ ต้นเหตุคือคนเหล่านี้เขาไม่มีความรู้ครับ อันนี้เป็นปัญหา ปัญหาหนี้นอกระบบ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแพร่หลาย ก็คือการถูกหลอก ทางการเงินครับ อาชญากรรมทางการเงินเกิดขึ้นทุกวัน แม้กระทั่งกับกลุ่มคนที่น่าจะมี ความรู้เพียงพอก็ยังถูกหลอกครับทุกวันนี้ เมื่อเช้าอ่านหนังสือพิมพ์ก็มีครับ คดีแชร์ (Share) ลูกโซ่ คดีอะไรก็ดี เพราะคนไทยมีความรู้และมีความตระหนักในเรื่องนี้น้อยมาก ฉะนั้นอันนี้ เป็นเหตุผลสําคัญครับที่จะต้องใส่ไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ข้อที่ ๒ ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจที่เราต้องการจะแก้ไขกันครับ ถ้าเราไม่ทํา ให้คนไทยทุกคนมีความรู้ทางการเงินมากขึ้น มันแก้ไม่ได้หรอกครับ เราใส่ไว้ประมาณ ๑๐-๒๐ ที่ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ แต่ไม่มีที่ไหนที่พูดถึงเลยครับว่าต้นเหตุของปัญหาคือคนไม่มี ความรู้ทางการเงิน เราจะใส่เงินให้เขาเท่าไรมันก็หมดครับ ถ้าเขาบริหารจัดการไม่เป็น คนจนก็จะเป็นคนจนตลอดชีพ เพราะว่าเขาไม่สามารถที่จะบริหารจัดการการเงินเขาได้ ให้เงินเท่าไรมันก็จะหมดไป ความต้องการที่เราจะยกฐานะคนจนขึ้นเป็นชนชั้นกลาง มันเป็นไปไม่ได้ครับ ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความมั่งคั่งจะกระจุกตัว อย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยไม่มีความรู้ทางการเงินครับ นั่นเป็นเหตุผลข้อที่ ๒ นะครับ
เหตุผลข้อที่ ๓ เอจจิง พอพพูเลชัน (Aging population) กําลังจะเข้าสู่สังคม ผู้สูงวัย เราต้องการให้เกิดอะไรขึ้นครับ จะต้องมีเงินออมที่สูงขึ้นในเมืองไทย แต่ประเทศไทย ตอนนี้ถ้าไปดูระดับการออมภาคครัวเรือนมันลดลงทุกวันครับ อันนี้เป็นปัญหา ชราภาพแล้ว จะเอาที่ไหนใช้ครับ และนอกจากจะต้องออมให้เป็นแล้วต้องลงทุนให้เป็นด้วยครับ ที่ถูกหลอกกันทุกวันนี้ก็เพราะลงทุนกันไม่เป็นครับ ตรงนี้เราจะบริหารจัดการแก้ไข กันอย่างไร อันนี้เป็นปัญหาใหญ่มากนะครับ
และข้อที่ ๔ โลกการเงินนี้เปลี่ยนทุกวันนะครับ นวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวันแม้ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศอังกฤษ อย่างประเทศสิงคโปร์เขายังต้อง ทําต่อเนื่องโดยภาครัฐจัดการให้ประชาชนเขามีความรู้ทางการเงิน เพราะเขากลัวคนเขา ถูกหลอกเหมือนกันครับ ของเราไม่ใช่แค่ถูกหลอก แค่รู้เรื่องยังไม่มีเลยนะครับ อันนี้เป็น ๔ เหตุผลที่ทําไมเราจะต้องทําให้คนไทยมีความรู้ด้านการเงินมากขึ้น
ทีนี้ทําไมต้องใส่ในรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เคยมีรัฐบาลไหนเลยครับ ที่ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ ผมทําเรื่องนี้มานานครับ พูดให้ทุกรัฐบาลฟังครับ ไม่เคยสําเร็จ เพราะเขาไม่สนใจ และทุก ๆ ครั้งที่เกิดปัญหา หนี้สูง ๆ ก็ยกหนี้ แก้หนี้ พักหนี้ ปรับหนี้ ซึ่งนั่นเป็นการแก้ปลายเหตุทั้งนั้น ต้นเหตุไม่เคยถูกเอทแทช (Attach) เลยครับ อันนี้เป็น ปัญหาใหญ่ที่ต้องมาช่วยกันครับ บางรัฐบาลทํานะครับ แต่มีแค่ฟอร์ม (Form) ไม่มีซับเทิล (Subtle) ไม่มีสาระ ตั้งคณะกรรมการมาทําเรื่องนี้ ประชุมกันปีละหนไม่เคยเกิดอะไรเกิดขึ้น เลยนะครับ อันนี้เป็นข้อสําคัญว่าทําไมจะต้องทํา และยิ่งฟังท่านประธานบวรศักดิ์บอก อันนี้เป็นอะไรที่จะต้องทําอะไรตลอดไป ผมยิ่งเห็นด้วยเลยครับเพราะการเงินเปลี่ยนทุกวัน ใส่ในหมวดปฏิรูปไม่พอครับ ๕ ปีจบไม่ได้ เรื่องนี้ต้องทําไปเรื่อย ๆ อันนี้ทําไมจะต้องมีไว้ ในรัฐธรรมนูญ
ต่อไปครับ ทําไมเอกชนไม่ช่วยกันทํา ทําครับ เราทําเยอะด้วยครับ หลาย ๆ องค์กร สถาบันการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ ทุกคนทําหมดครับ แต่ว่ามันไม่ครอบคลุมประชาชน ทุกระดับครับ คนที่ทําส่วนใหญ่ก็จะทํากันในกรอบที่ตัวเองถนัด อันนี้มีความจําเป็นที่ภาครัฐ จะเข้ามา เอื้อมมือเข้ามาสนับสนุนให้เกิดขึ้นเป็นระบบเพื่อจะทําให้ฐานะของประชาชนดีขึ้น ไม่อย่างนั้นไม่มีทางที่เราจะแก้ปัญหาได้ อันนี้เป็นข้อสําคัญ
ทีนี้ผมอยากจะขอสรุป ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องให้ความสําคัญ กับเรื่องการให้ความรู้ทางการเงิน เป็นเรื่องสําคัญที่ผมพูดมาตลอดในหลาย ๆ วง แต่ก็ยัง ไม่ประสบความสําเร็จ ก็เลยอยากจะมาขอความกรุณาของท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากไม่ใช่เกี่ยวกับคนรวย แต่โดยเฉพาะคนจนนี่ละครับที่จําเป็น อย่างมากที่จะต้องมีความรู้เรื่องนี้ และที่เราเคยขอให้ใส่ไว้ ง่าย ๆ ผมอ่านให้ฟังอีกรอบหนึ่ง รัฐมีหน้าที่ต้องส่งเสริมและดําเนินการให้ประชาชนทุกระดับมีความรู้ทางการเงินและการลงทุน และต้องปลูกฝังให้ประชาชนมีความสามารถในการบริหารการเงินของครัวเรือนได้เหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ผมคิดว่าเท่านี้ละครับ และพวกเราสามารถเอาไป ทําต่อได้แล้วถ้ารัฐบาลเข้ามาทําเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าชีวิตความเป็นอยู่ ประชากรจะดีขึ้นครับ ความเหลื่อมล้ําที่เราต้องการจะให้ลดลง มันลดได้แน่นอนครับ แล้วสังคมของเรานี้ก็จะมีปัญหาหนี้สินน้อยลง ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นตามมาจากคนที่ไม่มีเงิน ก็จะน้อยลงครับ ผมขอรบกวนเวลาเท่านี้ครับ ถ้าเหลืออีก ๒ นาทีกว่า ผมขอไปใช้รอบต่อไป ขอบคุณมากครับ
เชิญคุณเตือนใจ สินธุวณิก ๑๐ นาทีครับ
กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางเตือนใจ สินธุวณิก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ หมายเลข ๐๘๔ สาขาสื่อสารมวลชน ก่อนอื่นดิฉันอยากจะขอแสดงความชื่นชมและคารวะด้วยจริงใจ ในความเสียสละที่บรรดา ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านได้ทุ่มเททํางานอย่างเต็มที่ เพราะเท่าที่ สังเกตนั้นท่านประชุมยาวนานกว่ากรรมาธิการ ๑๘ คณะอย่างมาก ทํางานทั้งช่วงเสาร์ อาทิตย์ ทํางานถึงดึกดื่น อันนี้เป็นสิ่งที่ดิฉันเชื่อมั่นว่าเป็นความตั้งใจอย่างแท้จริงของท่าน ที่จะทํางานปฏิรูปเพื่อประเทศชาติค่ะ ดิฉันอยากขอเรียนว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้ ขอเน้นว่าเป็นฉบับปฏิรูป ดิฉันเชื่อมั่นด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญทุกท่าน ซึ่งก็คือผู้แทนของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติของเราในที่ประชุมสภาแห่งนี้ เพราะว่าเราได้มีการเลือกท่านเข้าไปทําหน้าที่แทนเราอย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม ดิฉันอยากจะขอ เสนอว่า หรือมีความเห็นว่าเนื่องจากรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้เป็นฉบับปฏิรูปจริง ๆ และถ้าเรา ได้อ่านรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดทุกมาตราแล้ว ก็จะเห็นว่าคณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญนั้นได้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปซึ่งเป็นฉบับประวัติศาสตร์ของชาติไทยนั้น เป็นฉบับที่ดิฉันอยากจะขอเรียกว่าเป็นฉบับที่ร่างโดยป้องกันสิ่งที่ไม่ดีที่อาจจะเกิดขึ้นในอดีต ที่ท่านเห็นอยู่ แก้ไขในสิ่งผิดซึ่งอาจจะเกิดขึ้นและเกิดขึ้นมาแล้วหรืออาจจะเกิดขึ้นในอนาคต เป็นการมองย้อนไปอดีตซึ่งไม่ได้ไกลเลย แล้วเราก็เห็นกันอยู่ว่าอะไรบ้างที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองเรา แล้วท่านก็จะได้ดูถึงเหตุการณ์ปัจจุบันว่าเหตุการณ์ปัจจุบันนั้นเราอยู่ในสถานะหรือสภาพ อย่างไร หรือบ้านเมืองไทยเรากําลังต้องการการปฏิรูปหรือการที่จะก้าวข้ามผ่านความขัดแย้ง ทั้งหลาย ซึ่งไม่เคยมีเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์ของชาติไทยเลยที่คนไทยจะแบ่งแยกกันออกเป็น ฝักฝ่าย แล้วก็เกิดวาทกรรมต่าง ๆ ทําให้เรารู้สึกแตกความสามัคคีกันอย่างมากในชาติ สิ่งหนึ่งก็คือสมาชิกหรือว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้มองไปถึงแนวทางที่ดี ในอนาคตด้วยจากการที่ดิฉันได้อ่าน ดังนั้นดิฉันก็ขอกราบขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นอย่างยิ่ง และที่ต้องกราบขอบพระคุณมากนั้นก็คือดิฉันเองนั้น ได้เป็นสมาชิกของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการสื่อสารมวลชนและเทคโนโลยีสารสนเทศ กับคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปะ วัฒนธรรม จริยธรรมและการศาสนา ขอเรียนว่า ต้องขอบพระคุณท่านอย่างยิ่ง เพราะว่าทุกประเด็นที่กรรมาธิการทั้ง ๒ คณะที่ดิฉันทํางานอยู่ แล้วก็ได้ฟังเมื่อวานนี้ อย่างเช่นคณะกรรมาธิการปฏิรูปพลังงานก็ได้ขอบพระคุณหรือขอบคุณ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับเรื่องของการที่ได้นําความคิดเห็นที่เราได้ กลั่นกรองแล้วอย่างดีที่เห็นว่าเป็นประโยชน์กับในด้านงานที่เราพิจารณานั้นนําไปบรรจุลงใน รัฐธรรมนูญ สําหรับ ๒ คณะที่ดิฉันทํางานอยู่บอกได้เลยว่า ๙๘-๙๙ เปอร์เซ็นต์ท่านเขียน ลงให้หมดทุกอย่างนะคะ ดิฉันขอเรียนว่ามีคําวิจารณ์ของเพื่อน ๆ สมาชิกสภาปฏิรูป หลาย ๆ ท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้ยาวเกินไป ละเอียดเกินไป อย่าลืมนะคะว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับปฏิรูป มีสิ่งใหม่ ๆ มากมายที่ดิฉันได้เรียนแล้วว่า ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้มองย้อนอดีต ดูเหตุการณ์ปัจจุบันแล้วมองไป ในอนาคตด้วย กําลังจะทําให้ประเทศเราก้าวไปข้างหน้า ดังนั้นแน่นอนว่ามีสิ่งใหม่ ๆ เกิดขึ้น มากมาย ถ้าไม่เขียนไว้โดยรายละเอียดแต่ยังใช้รูปแบบเดิมก็จะเกิดการตีความแล้วก็เกิด ความไม่เข้าใจอีกเช่นเดียวกัน ทําให้เป็นปัญหา ดังนั้นจึงเห็นว่าสิ่งที่ยาว ถ้าบอกว่ายาวแล้ว เกิดความเข้าใจอย่างดีทําให้การบริหารประเทศชาติบ้านเมืองนี้เป็นไปอย่างดีนั้นเป็นสิ่งที่ สมควรอย่างยิ่ง ดังนั้นการพูดอย่างละเอียดรอบคอบเป็นสิ่งที่ดีที่สุดไม่ใช่หรือคะ
และอีกสิ่งหนึ่งดิฉันขอเรียนว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปนี้มีทั้งหมด ๓๑๕ มาตรา แต่ว่ามีเพียงประมาณ ๕ มาตราเท่านั้นที่ได้มีการมาพูดวิพากษ์วิจารณ์กัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคิดว่าทุกท่านคงทราบกันดีว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับการเมืองทั้งสิ้น แล้วก็อย่างที่ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติบางท่านได้พูดไว้แล้วว่า ถ้าหากว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มี คําวิพากษ์วิจารณ์จากนักการเมืองเก่า ๆ เลย นั่นล่ะเราเดินมาผิดทาง สิ่งที่เขาวิพากษ์วิจารณ์นั้น เพราะว่าเราทําในสิ่งที่คิดว่าประเทศชาติบ้านเมืองนี้จะดีขึ้น ดังนั้นจึงได้มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ที่เขาจะไม่สามารถทําในสิ่งที่เคยทํามา รัฐธรรมนูญฉบับนี้มีสิ่งดี ๆ สิ่งที่ดีต่อประเทศชาติ เกิดขึ้นมากมาย เป็นการทําให้ประเทศชาติของเราก้าวไปข้างหน้าอย่างชนิดที่ไม่เคยมีอย่างนี้ มาก่อนในประวัติศาสตร์ ดิฉันขอพูดในส่วนที่ดิฉันได้เกี่ยวข้อง ก็จะเป็นเรื่องของการจัดตั้ง มีเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของการร่างรัฐธรรมนูญไทยที่เรามีการนําเรื่องของ ศิลปวัฒนธรรมมาบรรจุลงในร่างรัฐธรรมนูญอย่างเป็นหลักเป็นฐาน แล้วก็เป็นการทําครั้งแรก ที่จะช่วยทําให้นําเอาทั้งด้านของศิลปวัฒนธรรม ศาสนา จริยธรรม ซึ่งเราทราบกันดีว่า เสื่อมถอยไปอย่างมากในสังคมบ้านเรา ย้อนกลับมาเป็นกําลังสําคัญให้ประเทศชาตินี้ก้าวเดิน ไปข้างหน้าในลักษณะของไทยใหม่ที่เราจะต้องมีความรัก ความสามัคคีและภาคภูมิใจ ในความเป็นไทยของเรานะคะ
อีกอย่างหนึ่งก็คือการจัดตั้งกองทุนส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม ซึ่งจะทําให้พี่น้อง ในส่วนรากหญ้าได้ฟื้นฟูศิลปวัฒนธรรมที่เป็นสิ่งมีคุณค่าในพื้นบ้านทั่วทุกตําบล อําเภอ ทั่วประเทศได้ภาคภูมิใจในศิลปวัฒนธรรมของเรานะคะ และที่สําคัญก็คือทําให้มีคุณค่า และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับศิลปวัฒนธรรมของไทยเราได้เป็นอย่างมากทีเดียว แล้วก็ในการ บรรจุลงไปในมาตราที่ได้มีการกล่าวถึงที่ดิฉันได้พูดนี้นั้นก็จะเห็นว่าเป็นครั้งแรกในเมืองไทย เช่นเดียวกัน
อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องของการปฏิรูปสื่อค่ะ ดิฉันอยากจะขอเรียน ท่านพี่น้องสื่อมวลชนและเพื่อน ๆ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่านได้ทราบว่า สําหรับการปฏิรูปสื่อนั้นนอกจากการพูดเรื่องเสรีภาพบนความรับผิดชอบและจรรยาบรรณ ให้พี่น้องสื่อมวลชนได้ดูแลกันเองแล้วอย่างมีจรรยาบรรณ จริยธรรมแล้วนะคะ ยังไม่เคยมี รัฐธรรมนูญฉบับไหนที่เห็นความสําคัญของพี่น้องสื่อมวลชนด้วยการจะพูดถึงเรื่องลึกลงไป ถึงเรื่องของการส่งเสริมสวัสดิภาพและสวัสดิการให้กับบรรดาพี่น้องสื่อมวลชนที่ปฏิบัติหน้าที่ ในงานสื่อสารมวลชนเหมือนอย่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ค่ะ ดังนั้นดิฉันเห็นว่าเป็นเรื่องที่ พี่น้องสื่อมวลชนทุกท่านควรจะได้ให้ความสนใจ แล้วก็เห็นเลยว่าสภาปฏิรูปแห่งชาตินี้ ได้ทําสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่สื่อมวลชนเราเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นยังได้มีการตราลงไปว่า เราจะไม่ถูกครอบงําทั้งจากทุน จากรัฐบาล แล้วก็จากภาคที่เป็นเจ้านายเราก็คือทุนนั่นเองนะคะ และที่เน้นย้ําก็คือเรื่องของสวัสดิการ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานว่าถ้าเวลาดิฉันเกิน ขอไปหักลบในรอบที่ ๒ นะคะ
อีกสิ่งหนึ่งก็คือเราได้มีมาตรการในเรื่องของสื่อนั้นมีมาตรการในมาตรา ๒๙๖ ส่งเสริมให้พี่น้องประชาชนผู้ใช้ ผู้บริโภคสื่อนั้นรู้เท่าทันสื่อด้วยค่ะ ซึ่งอันนี้ไม่เคยมีการพูด เพราะว่าในร่างรัฐธรรมนูญที่ผ่านมาเราไม่เคยผ่านวิกฤติของการที่สื่อได้กลายเป็นเครื่องมือ ในการที่ทําให้เกิดความแตกแยกในบ้านเมือง ดิฉันพูดอย่างนี้อาจจะทําให้พี่น้องสื่อมวลชน หลายท่านอย่าเข้าใจผิดนะคะว่าดิฉันว่าโทษสื่อ แต่เราต้องยอมรับว่ามีสื่อมวลชนที่แบ่งแยกข้าง แบ่งสี แล้วก็ทําให้เกิดสร้างความเกลียดชังหรือว่าความวุ่นวายที่เกิดขึ้นสื่อมีส่วนเช่นเดียวกัน อันนี้เราต้องยอมรับนะคะ
อีกสิ่งหนึ่งที่ดิฉันอยากจะขอหยิบยกขึ้นมาพูดนั้นก็คือเมื่อวานนี้มีการอภิปราย เกี่ยวกับเรื่องของการที่มองเห็นว่ารัฐบาลผสมหรือว่าสิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญพูดถึงหรือว่าออกแบบให้สภาหรือว่าคณะรัฐมนตรีเป็นรัฐบาลผสมนั้น ทําไมทุกท่านต้องมองว่ารัฐบาลผสมจะล้มเหลวอ่อนแออย่างเดียวละคะ ในเมื่อการที่จะคัดสรร คัดเลือกตั้งแต่ ส.ส. ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ที่เลือกตั้งโดยตรงจากพี่น้องประชาชน หรือ ส.ส. บัญชีรายชื่อนั้นเราเลือกตั้งในบริบทและกฎเกณฑ์ที่เปลี่ยนไปค่ะ ดังนั้นเป็นไปได้หรือคะ ที่ท่านจะนําเอาภาพหรือคติพจน์เดิม ๆ มาคิดว่าถ้าเป็นรัฐบาลผสมแล้วบ้านเมืองนี้จะอ่อนแอ รัฐบาลจะทํางานไม่ได้ ในเมื่อเราได้คัดกรองแล้วอย่างที่ท่านประธานเนาวรัตน์ ขออนุญาต ที่เอ่ยนามได้พูดแล้วว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น และสิ่งที่สภาแห่งนี้ดําเนินการ เรากําลังทําเครื่องกรองน้ําค่ะ เรากําลังเปลี่ยนท่อกรองค่ะ ถ้าเราเปลี่ยนท่อกรองได้ดี ตามกฎเกณฑ์ที่เราคิดว่าดีที่สุดและทุกคนร่วมกันมุ่งมั่นที่จะทํานั้น ดิฉันเชื่อมั่นว่าเราจะได้ สิ่งที่ดี ๆ เป็นน้ําดีเข้ามาในประเทศชาติบ้านเมืองของเราค่ะ ดังนั้นข้อนี้ดิฉันก็อยากจะขอ ฝากไว้สําหรับท่านที่มีการวิจารณ์เกี่ยวกับเรื่องของรูปแบบที่จะมีการเป็นรัฐบาลผสมว่า บริบทได้เปลี่ยนไปแล้ว ดังนั้นอย่าเอาคติพจน์หรือคติภาพอันเดิม ภาพเดิมมาคิดว่ามันจะไม่ดี
อีกเรื่องหนึ่งดิฉันอยากจะขอเรียนด้วยความเคารพทุกท่านนะคะ ขอเรียนด้วยความจริงใจโดยไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งว่า ท่านยอมรับหรือไม่ว่า การเลือกตั้งโดยพี่น้องประชาชนนั้นถ้าเผื่อเป็นไปโดยบริสุทธิ์ยุติธรรมในประเทศที่มี ความเจริญแล้ว ประเทศอื่น ๆ อย่างเช่นสหรัฐอเมริกา มีรัฐธรรมนูญ ๑๐๐ กว่าปีไม่กี่มาตรา แต่ว่าทําไมเขาถึงเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริงได้ นั่นเพราะว่าพี่น้องประชาชนเขามีวินัย มีการศึกษา แล้วไม่ได้ถูกชักนําไปในทางที่ไม่ถูกไม่ควรค่ะ อันนี้ดิฉันไม่ได้โทษพี่น้องประชาชน ของเรานะคะ แต่ดิฉันอยากจะขอให้ทุกท่านยอมรับสิ่งหนึ่งว่า การเลือกตั้งของเราที่เรียกร้องว่า เป็นประชาธิปไตยนั้น จริง ๆ แล้วโดยข้อเท็จจริงทุกท่านรู้ดีอยู่แก่ใจใช่ไหมคะว่าการเลือกตั้ง เหล่านั้นบริสุทธิ์ยุติธรรมจริงหรือไม่ เป็นเสียงบริสุทธิ์ที่พี่น้องประชาชนไม่ได้ถูกบล็อกโหวต (Block vote) หรือว่าชี้นําเลือกตั้งคนนั้น คนนี้ ดิฉันคงไม่ต้องพูดมากคิดว่าทุกท่านจะเข้าใจกันดี ดังนั้นดิฉันคิดว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงได้คิดค้นวิธีการที่จะทําให้พี่น้องประชาชน ยังใช้เสียงได้เหมือนเดิม ทั้งการเลือก ส.ส. บัญชีรายชื่อ แล้วก็มีการเลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งสําหรับเรื่องนี้ที่ว่าจะมีคณะกรรมการคัดสรร ส.ส. บัญชีรายชื่อให้พี่น้องประชาชน ได้คัดเลือกอีก ๑๐ คนในแต่ละจังหวัดนั้น ถ้าเป็นไปได้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อาจจะยกข้อนี้ก็ได้ค่ะ ไม่ต้องมีในแต่ละจังหวัด อยากจะส่ง ส.ส. บัญชีรายชื่อกี่ท่าน ก็ให้พี่น้องประชาชนเลือกโดยตรง อันนั้นดิฉันคิดว่าอาจจะทําให้ผ่อนคลายตรงนี้ลงได้บ้าง จะได้เข้าสอดคล้องกับสิ่งที่เรากําลังพูดว่าต้องการให้พี่น้องประชาชนและพลเมืองเป็นใหญ่ค่ะ
อีกประการหนึ่ง เมื่อวานมีเพื่อนสมาชิกได้พูดถึงเรื่องของสภาขับเคลื่อน ดิฉันอยากขอเรียนว่า ด้วยความบริสุทธิ์ใจดิฉันคิดว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น พูดถึงสภาขับเคลื่อนนั้น หรือว่าคิดจัดตั้งขึ้นก็ด้วยเจตนาบริสุทธิ์ค่ะ ดิฉันไม่ได้เข้าข้างท่านนะคะ แต่มองในหลักว่า เรื่องที่เราปฏิรูปนั้นมีมากมายเหลือเกินค่ะ ดังนั้นจะไม่เป็นการดีหรือคะ ถ้าเผื่อว่าเรามีคณะกรรมการของเราบางส่วนซึ่งร่างมากับมือ รู้เรื่องรายละเอียดอย่างดีนั้น เป็นเหมือนพี่เลี้ยงที่จะสืบต่อ แล้วก็ไม่ได้สืบต่อไปชั่วกัลปาวสาน อยู่แค่ ๕ ปี การปฏิรูป ประเทศที่ให้ก้าวไปข้างหน้านั้นไม่ใช่การใช้เวลาสั้น ๆ นะคะ ต้องมีการปฏิรูปแล้วใช้เวลามากค่ะ ซึ่งหลังจากที่สภาปฏิรูปนี้หมดสิ้นหน้าที่ลงแล้ว และมีการเลือกตั้งอย่างที่ทุกคนเรียกร้องนั้น ดิฉันคิดว่าพี่น้องสื่อมวลชนทุกท่านต้องช่วยกันโดย เฉพาะอย่างยิ่งคณะกรรมาธิการ เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ของเราและพี่น้อง สปช. ใน ๗๗ จังหวัดของเรา ต้องช่วยกันลงไป ทําให้พี่น้องประชาชนเข้าใจในข้อดีของสิ่งที่เราปรารถนาจะทําให้บ้านเมืองนี้อย่างกระจ่างแจ้งค่ะ มิฉะนั้นก็จะดูตามสื่อต่าง ๆ ที่จะพูดแค่ ๕ มาตราในสิ่งที่เป็นด้านลบทั้งสิ้น ดังนั้นดิฉันคิดว่า จะไม่เกิดประโยชน์เลยในการเลือกตั้ง ขอเรียนถามว่าท่านอยากย้อนกลับไปเป็นเหมือนเดิม หรือคะ อยากให้มีสภาปฏิรูปในอนาคตข้างหน้าอีกหรืออย่างไร ดิฉันก็ขออนุญาตที่จะเรียน ไว้ตรงนี้นะคะ แล้วก็ขออนุญาตที่จะกราบเรียนว่าสิ่งที่ดีอีกอย่างหนึ่งที่ดิฉันเห็น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือในมาตรา ๘๙ ค่ะ เป็นครั้งแรกเลยที่เราได้เห็นว่า ในร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้พูดถึงเรื่องของมีกลไกในการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้าง ความนิยมทางการเมืองที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศ และประชาชนในระยะยาว มีกลไกตรวจสอบ เปิดเผยการใช้จ่ายเงินของรัฐอย่างมี ประสิทธิภาพค่ะ อันนี้ก็จะเป็นหลักประกันได้ว่า นโยบายประชานิยมที่ทําให้เกิดผลเสีย ในภายหลังแก่เศรษฐกิจของประเทศชาตินั้นจะต้องถูกคิดทบทวนแล้วล่ะค่ะว่า ท่านทําได้ หรือไม่ อย่างไร อันนี้เป็นเพียงส่วนดีที่ดิฉันมองเห็นในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เสียดายที่เวลา ในการพูดของดิฉันมีค่อนข้างน้อย ดังนั้นก็ขอให้กําลังใจคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อีกครั้งหนึ่ง และดิฉันเชื่อด้วยความบริสุทธิ์ใจว่าท่านทํางานเพื่อประเทศชาติเหมือนอย่างที่ พวกเราทุกคนในสภานี้ทําเช่นเดียวกันค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
๑๗ นาทีนะครับ เหลืออยู่ ๓ อีก ๕ ท่านถัดไปนะครับ พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ คุณฑิฆัมพร กองสอน คุณกิติพงศ์ ทุ่งกลาง คุณคณิศร ขุริรัง แล้วก็คุณอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ นะครับ เรียนเชิญ พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ ครับ ๑๐ นาที
กราบเรียนประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม พลเอก จิระ โกมุทพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอชื่นชมกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ร่างกันอย่างไม่เห็นแก่เหน็ดแก่เหนื่อย มีความตั้งใจจริง ในการร่างรัฐธรรมนูญนะครับ มาตราทั้งหมด ๓๑๕ มาตรา กระผมก็ขอเรียนว่าจํานวน มาตราไม่ได้เป็นสูตรตายตัวว่าเท่าไรจึงจะสมบูรณ์ เท่าไรจึงจะดี ก็ขึ้นอยู่กับบริบทของสังคม ขึ้นอยู่กับบริบทของแต่ละประเทศนะครับ ในอนาคตนี้ก็อาจจะเหลือแค่ ๑๐ มาตรา หรืออาจจะไม่มีรัฐธรรมนูญเลยก็ว่าได้ ถ้าคนในชาติเคารพซึ่งสิทธิและหน้าที่ซึ่งกันและกัน พระพุทธเจ้าได้เตือนสติทุกคนที่คิดจะปฏิรูปนะครับ นานาทิฏฐิเก นานายิสุสสิ เต คนเราย่อมมี ความคิดที่แตกต่าง เป็นไปไม่ได้ที่จะทําให้ทุกคนคิดเหมือนกัน ต้องมีผู้แพ้ ผู้ชนะ ผู้เดินหน้า ผู้เดินถอยหลัง ที่สุดก็อาจจะเหลือส่วนหนึ่งที่เอาไว้ปฏิบัติ ส่วนอื่นที่ถูกปฏิเสธก็ตกไป รอวันที่คน ยอมรับก็จะเกิดขึ้นมาใหม่ ถ้าหากเราเชื่อและทําใจได้ก็จะทํางานปฏิรูปด้วยความสบายใจ ไม่ยึดติดแล้วก็ไม่วิตกจริตนะครับ ก็ขอเป็นกําลังใจให้ครับ
เรามาเข้าเรื่องปฏิรูปการกีฬา ท่านรองนายกรัฐมนตรี ศาสตราจารย์กิตติคุณ ดอกเตอร์วิษณุ เครืองาม ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ได้มีปาฐกถาพิเศษเกี่ยวกับการรับฟัง ความคิดเห็นของประชาชนที่มหาวิทยาลัยศรีปทุม บางเขน ในครั้งหนึ่งว่าการปฏิรูปการกีฬา มีวัตถุประสงค์อยู่ ๕ ประการ คือ ท่านได้นําคําว่า สปอท (Sport) มาเป็นวัตถุประสงค์ คือ เอส-พี-โอ-อาร์-ที (S-p-o-r-t) นะครับ เอส (S) คือสเตรนท์ (Strength) ก็เป็นการสร้าง ความเข้มแข็ง ความมีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี พี (P) คือ พับลิค สปิริต (Public spirit) การมีน้ําใจสาธารณะ น้ําใจนักกีฬา โอ (O) ออคคิวเปชัน (Occupation) ใช้กีฬาเป็นเครื่อง สร้างอาชีพ เช่น อาชีพนักกีฬา อาชีพโคช (Coach) อาชีพทําสนามกีฬา คนขายของเกี่ยวกับกีฬา เครื่องเล่นกีฬา ท่านเชื่อหรือไม่ครับ ประเทศไทยเป็นประเทศที่ผลิตนวมชกมวย ฟุตบอล ตะกร้อ อุปกรณ์ในการเล่นกีฬาส่งไปขายทั่วโลก ทํารายได้มหาศาลให้กับประเทศมาแล้วครับ ต่อไป อาร์ (R) เรกกูเลชัน (Regulation) นันทนาการ แปลว่า สิ่งรื่นเริงบันเทิงใจ ทําให้อารมณ์ดีไปจนถึงการสร้างความมีวินัยและความสามัคคี สุดท้ายครับ ที (T) ทอปคลาส (Topclass) การสร้างนักกีฬาหรือวงการกีฬาให้ไปสู่ความเป็นเลิศ เท่ากับเป็นการสร้าง เกียรติภูมิศักดิ์ศรีของประเทศ ยกระดับ เพิ่มขีดความสามารถและทําให้ศักยภาพ ของประเทศสูงขึ้นครับ คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาจึงได้นําสิ่งเหล่านี้นะครับ ยึดถือปฏิบัติในการนําไปร่างถ้อยคําลงในรัฐธรรมนูญเพื่อให้รัฐธรรมนูญปรากฏถ้อยคําว่า กีฬา เป็นครั้งแรก ซึ่งรัฐธรรมนูญที่ผ่านมายังไม่เคยปรากฏมาก่อน กระผมก็ได้รับแต่งตั้ง ให้เป็นประธานคณะอนุกรรมาธิการพิจารณายกร่างถ้อยคําเรื่องการกีฬาไว้ในรัฐธรรมนูญ เดิมทีคณะของกระผมได้เสนอถ้อยคําที่จะบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญรวม ๒ มาตรา เสนอคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สุดท้ายคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ไปปรับแก้ให้เหลืออยู่ในมาตรา ๙๕ ดังที่ปรากฏอยู่ แล้วก็มีอยู่นิดหนึ่งในมาตรา ๒๙๕ ทั้ง ๒ มาตราเป็นการกําหนดให้รัฐต้องพัฒนาและส่งเสริมให้มีการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ในทุกระดับ มีการบริหารจัดการที่ดีนะครับ และให้องค์กรบริหารท้องถิ่นและศาสนสถาน ต้องจัดให้มีพื้นที่สาธารณะ เพื่อให้คนในชุมชนใช้ประโยชน์ร่วมกันในการนันทนาการ และกีฬานะครับ ก็ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้เห็นความสําคัญของการออกกําลังและการกีฬา เป็นอันมากนะครับ ที่ได้กําหนดหน้าที่ของรัฐต้องทํา ไม่ใช่เป็นเพียงแผนพัฒนาแห่งชาติ ที่ไม่สามารถนําไปปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรม รัฐนาวาลํานี้จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง มิได้เลยถ้าปราศจากพลเมืองคุณภาพที่มาจากการออกกําลังกายและการเล่นกีฬา รัฐนาวาลํานี้ จะก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงไม่ได้เลยถ้าปราศจากความสามัคคี ความมีระเบียบวินัย ของพลเมือง เพราะการออกกําลังและการเล่นกีฬาส่งผลให้พลเมืองมีระเบียบวินัย รู้รักสามัคคี ท่านลองหลับตาดูสิครับว่าถ้ารัฐนาวาสวยงามลําใหญ่ แต่คนถือหางเสือ กัปตัน ผู้โดยสารหรือคนงานทะเลาะกันวุ่นวาย เดินกะปลกกะเปลี้ยเสียขานะครับ เจ็บไข้ได้ป่วย มันจะไปถึงฝั่งฝันได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ คําว่า กีฬา ได้ถูกบรรจุไว้ ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๙๕ และมาตรา ๒๙๕ แล้วนั้น เป็นไปได้ไหมครับถ้าผมจะขอเพิ่มเติม คําว่า กีฬา ไว้ในตอนท้ายของมาตรา ๒๑๒ วรรคสอง ตอนท้ายนะครับ โดยขอเพิ่มเติมดังนี้ องค์กรบริหารท้องถิ่นมีอํานาจหน้าที่ในด้านทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในท้องถิ่น แล้วก็ไล่เลียงไปจนสุดท้ายเลยนะครับ การศึกษาอบรม การส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมของท้องถิ่น เพิ่มคําว่า และการกีฬา เข้าไป ด้วยเหตุผลที่ว่า เพื่อเป็นการสําทับให้องค์กรบริหารท้องถิ่น ต้องดําเนินการทางด้านการกีฬาด้วย นอกเหนือไปจากมาตรา ๒๙๕ ซึ่งมาตรา ๒๙๕ นั้น ไปยึดโยงอยู่กับมาตรา ๒๗๘ ว่ามาตรา ๒๙๕ มีอายุแค่ ๕ ปีก็สิ้นผล เว้นแต่พลเมืองผู้มีสิทธิ เลือกตั้งไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน จัดให้มีการออกเสียงประชามติ ซึ่งกระผมอยากเห็น องค์กรบริหารท้องถิ่นจะต้องดําเนินการในทุกกรณีนะครับ ก็ขอเสนอแนะเพื่อโปรดพิจารณา ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ
การที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาได้จับมือกับ กอ.รมน. ภาค ๔ ส่วนหน้า จัดโครงการกีฬาเพื่อสันติสุข นับเป็นสิ่งที่ดีตามที่ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา ได้กล่าวไว้นะครับ เนื่องจากเห็นว่าการกีฬา มีบทบาทในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งด้านเชื้อชาติ ศาสนา และวัฒนธรรม ทั้งยังสามารถ ขจัดความรู้สึกเหลื่อมล้ําของพี่น้องประชาชน และนํามาสู่โครงการใช้กีฬาเพื่อสร้างสันติสุข ที่ได้จัดขึ้นตามความเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ อัตลักษณ์ ทัศนคติ ความเชื่อ และพฤติกรรม ของท้องถิ่น อันจะนํามาสู่การสร้างความรัก ความสามัคคี และความปรองดองสมานฉันท์ ของคนในชาติ ผมได้เห็นด้วยกับตานะครับ ที่จังหวัดนราธิวาส ยะลา และปัตตานี โดยขึ้นเฮลิคอปเตอร์ไปยังจังหวัดเหล่านี้นะครับ ก็ฝากชีวิตไว้กับใบพัดของเฮลิคอปเตอร์ว่า จะทํางานหรือไม่ ในการไปร่วมพิธีเปิดกีฬาฟุตบอลพีอีเอ ยะลา คัพ (PEA Yala CUP) ครั้งที่ ๑๕ ที่จังหวัดยะลา และมหกรรมกีฬาสาธิต จังหวัดนราธิวาส และเห็นแววตาของผู้มาร่วมเล่นกีฬา ผู้เชียร์กีฬานะครับ สายตาบ่งบอกถึงความสุข ไม่สนใจสิ่งอื่น เขาอยากให้รัฐส่งเสริมการกีฬา ให้เป็นรูปธรรม การกีฬาเพื่อสันติสุขยังมีเล่นอยู่ต่อเนื่องในขณะนี้ ท่านรองนายกรัฐมนตรี วิษณุ เครืองาม ได้กล่าวว่าเราจะเปลี่ยนการขับเคี่ยวให้เป็นการขับเคลื่อน คือเปลี่ยนความขัดแย้ง ให้เป็นการขับเคลื่อนนะครับ เปลี่ยนการขับเคลื่อนให้กลายเป็นการผลักดัน สังคมไทย ในเวลาที่ผ่านมามีแต่การขับเคี่ยวระหว่างเสื้อสี ทําอย่างไรจะเอาเสื้อสีมารวมกันแล้วร่วมกัน ขับเคลื่อน พูดมาถึงตอนนี้อาจจะต้องร้องเพลง จําได้ไหม น้าอายังจําได้ไหม ฟังทีไรก็อายเด็ก ทุกทีนะครับ เพราะเราสอนเด็ก แล้วพอถึงเวลาเราก็ไม่ได้ทําตามที่เราสอน เด็กถึงถามว่า แล้วเขาจะทําตามใครนะครับ ทําตามที่น้าอาทําหรือทําตามที่น้าอาสอน กีฬานี่ละ จะเข้าไปช่วย เพราะฉะนั้นเราก็ต้องสร้างทัศนคติให้คนยอมรับให้ได้ว่าสนามรบเป็นสนามกีฬาได้ การขับเคี่ยวกลายเป็นการขับเคลื่อนได้ รัฐบาลน่าจะใช้กีฬาให้เป็นประโยชน์ด้วยการจัด งบอุดหนุนไปตามจังหวัดและสมาคมกีฬาต่าง ๆ ให้จัดกิจกรรมทุกเดือน คนทั้งประเทศ มาดูทีหนึ่ง ใครแพ้ ใครชนะไม่สําคัญ คนได้ความสุขใจ จะมาจดจ่ออยู่ที่เรื่องเดียวจะได้ลืม เรื่องอื่นเสียบ้าง ประโยชน์ของการออกกําลัง การเล่นกีฬาเหลือคณานับจริง ๆ ครับ สุดท้ายขออนุญาตท่านประธานเพื่อจะนําเสนอในรูปวีทีอาร์ (VTR) สัก ๔ นาทีนะครับ ให้ท่านผู้ทรงเกียรติได้ชมเพื่อเป็นพลังในการขับเคลื่อนการปฏิรูปการกีฬาให้เป็นรูปธรรม ให้ประเทศมีความมั่นคง พลเมืองมีความมั่งคั่งและยั่งยืนตลอดไปครับ หากเวลาเกิน ๑๐ นาทีก็ขอใช้สิทธิครั้งที่ ๒ ครับ กราบขอบพระคุณครับ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)
กราบขอบพระคุณครับ จบแล้วครับ
ท่านใช้ไป ๑๓ นาที เกือบ ๑๔ นาที เชิญคุณฑิฆัมพร กองสอน คุณฑิฆัมพรเหลือ ๖ นาทีเท่านั้นนะครับ
ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน เรียนท่านประธาน สภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน นางฑิฆัมพร กองสอน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่น ต้องขอชื่นชมทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งที่ท่านได้ทําเรื่องของการ ร่างรัฐธรรมนูญแล้วก็เปรียบเทียบหรือเชื่อมโยงระหว่างสิทธิ แล้วก็แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แล้วก็การปฏิรูปที่ให้เราสมาชิกได้ศึกษาแล้วก็อ่านได้ง่ายขึ้น ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านประธาน กรรมาธิการก็ได้มาพูดถึงในเรื่องว่าเรื่องใดที่เป็นวัตถุแห่งสิทธิรัฐต้องทํา แล้วก็ขอบเขตของรัฐ จะทําแค่ไหน ในฐานะที่ดิฉันเองอยู่ในพื้นที่จะรู้ดีมาตลอดว่าที่ผ่านมารัฐกับชุมชนทํางาน ร่วมกันอย่างไร แล้วสิ่งไหนที่ชุมชนต้องการที่อยากจะให้รัฐช่วยและอยากจะให้รัฐทํา บางครั้งบางทีมันก็ไม่ค่อยเป็นไปดังที่ใจได้คิด เพราะฉะนั้นทางชุมชนท้องถิ่นมันแยกกันไม่ได้ ในการทํางาน ซึ่งที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาสก็พูดได้ชัดว่าชุมชนท้องถิ่นเป็นจตุพลัง เป็นเรื่องที่มันเป็น เนื้อเดียวกัน มันเป็นองค์ประกอบในการทํางานของชุมชนท้องถิ่นหรือในการทํางานของพลเมือง กับท้องถิ่นมันเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา ดิฉันเองได้พูดเมื่อวันก่อนนี้บอกว่าการพัฒนาชุมชน ท้องถิ่นที่จะส่งเสริมให้เกิดความเข้มแข็งในท้องถิ่นหรือในชุมชน มันต้องใช้พื้นที่เป็นตัวตั้ง ใช้คนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ดังนั้นดิฉันอยากจะเสนออย่างนี้โดยเวลาจํากัดนี้ว่า จากที่มาตรา ๘๓ ที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ยกขึ้นมา แล้วก็ได้เชื่อมโยง ให้เห็นในเรื่องของสิทธิแล้วก็แนวนโยบายกับการปฏิรูป ดิฉันเองอยากจะให้บรรจุไว้ ในแนวนโยบายด้วยซ้ําไปว่าจะทําอย่างไรให้เกิดฐานของชุมชนจะมั่นคงมันต้องมีอยู่ ๓ อย่าง ๓ อย่างตัวนั้นคือรัฐต้องส่งเสริมสิทธิ อํานาจ ทรัพยากรชุมชนเป็นเจ้าของร่วมกับรัฐ แล้วก็สร้างเสริมความสามารถในการจัดการตนเอง รัฐต้องดูแลกฎหมายที่เป็นอุปสรรค และขจัดอุปสรรคเหล่านั้น แล้วก็ปกป้องชุมชนท้องถิ่นที่จะถูกกระทําจากภายนอก ทีนี้ดิฉัน อาจจะไม่พูดยาวนะคะ อยากจะให้บรรจุในเรื่องที่ทางคณะกรรมาธิการปฏิรูปสังคม ชุมชน เด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการและผู้ด้อยโอกาส โดยเฉพาะที่อนุชุมชนแล้วก็สังคม ได้ทําไว้ในเรื่องของ ๔ เสาหลักใหญ่ ๆ คือเรื่องประชาธิปไตยชุมชน ชุมชนที่จะเข้มแข็ง ชุมชนที่ผ่านมามันมีพื้นที่รูปธรรม มันมีพื้นที่ที่เข้มแข็ง ในตรงพื้นที่ที่เข้มแข็งมันมีองค์ประกอบ อยู่ทั้งหมด ๔ องค์ประกอบใหญ่ ๆ โดยที่ทางอนุชุมชนได้ทําไว้ในวาระปฏิรูป เพราะฉะนั้น เขาทั้งหมดที่มันเข้มแข็งได้มันล้วนมีสิทธิ มีอํานาจ มีการจัดการทรัพยากร แล้วทรัพยากรนั้น ร่วมกันจัดการ ร่วมกันเป็นเจ้าของ แล้วก็มีความสามารถในการจัดการ อันนี้คือเรื่องของ ประชาธิปไตยสามารถกําหนดอนาคตของตนเอง แล้วก็กํากับ แล้วก็ติดตาม แล้วก็ร่วมกันทํา ดิฉันถึงบอกว่าร่วมรับผิดชอบด้วย แล้วก็สามารถจัดการทุนในชุมชนของเราด้วย โดยเฉพาะ เรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ ทุนทางวัฒนธรรม ทุนทางปัญญา รวมไปถึงในเรื่องของการใช้ นวัตกรรมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แล้วก็มีกลไกที่จะต้องเอื้อเฟื้อความสามัคคีเรื่องของ การจัดสวัสดิการชุมชน เรื่องของการดูแลสุขภาพของคนในชุมชน แล้วก็ที่สําคัญท่านสมาชิก ท่านก่อนนี้ได้พูดถึงเรื่องของเศรษฐกิจ อันนี้เป็นเรื่องของที่ฐานราก ถ้าปากท้องพี่น้องชาวบ้าน ยังไม่อิ่ม หรือยังทุกข์ หรือยังหิวอยู่ อย่างไรความเหลื่อมล้ํา ความเป็นธรรมมันก็ไม่เกิด
แล้วทีนี้อยากจะโยงไปถึงในเรื่องของในมาตรา ๙๒ เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ อีกเรื่องหนึ่งที่ทางชุมชนเองอยากจะเข้ามาร่วมในการจัดการ แต่บางครั้งขอเข้าร่วมก็ยังไม่ให้ร่วม ยังต้องช่วยกันทํา ดิฉันถึงบอกว่าในการที่จะทําให้รัฐธรรมนูญมุ่งสู่การสร้างความเข้มแข็ง ให้กับพลเมือง ชุมชนและท้องถิ่นที่เป็นฐานรากของการพัฒนาในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ควรเป็นเรื่องที่ต้องดําเนินการร่วมในฐานะเจ้าของร่วมหรือหุ้นส่วนในการพัฒนานะคะ
ทีนี้ดิฉันอยากจะเสนออย่างนี้เลยนะคะว่ารัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนให้พลเมือง ชุมชนและท้องถิ่นสามารถตราข้อบัญญัติท้องถิ่นว่าด้วยเรื่องการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและการใช้ที่ดิน น้ํา ป่าที่คํานึงประโยชน์สูงสุดของรัฐ พลเมืองและชุมชนบนฐาน ของความแตกต่างในวิถีชีวิตและภูมิสังคมของการอยู่ร่วมกันของคนแต่ละชุมชนนะคะ มันต้องมองไปถึงบริบทและมองไปถึงเรื่องของวิถีวัฒนธรรมด้วยนะคะ
อันที่ ๒ ในการดําเนินงานตามมาตรานี้ รัฐต้องสนับสนุนให้ความรู้ความสามารถ เครื่องมือและงบประมาณที่จําเป็นนะคะ ที่ผ่านมาเราค่อนข้างมีปัญหาเรื่องนี้มาก เราลุกขึ้นมา จัดการ เราลุกขึ้นมาช่วยกันพัฒนาให้ชุมชนท้องถิ่น ให้ประเทศชาติของเราสู่ความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืนนะคะ บางทีเรื่องนี้มีข้อจํากัด เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องมีเครื่องมือ และมีงบประมาณเท่าที่จําเป็น เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งให้กับชุมชนที่จะร่วมกันดําเนินการ กับรัฐ ขออีกสัก ๑ นาทีนะคะ ทีนี้อยากจะขอชื่นชมตรงที่มาตรา ๑๐๒ ที่ผ่านมาถ้าเราขอไป ทํางาน เราขอไปช่วย บางทีท่านก็บอกว่าอย่างโน้น อย่างนี้ ก็เลยว่าถ้ามีมาตรานี้ขึ้นมา ต้องขอชื่นชมนะคะ
แล้วทีนี้ในเรื่องของถ้าจะสร้างพื้นที่ สร้างชุมชน ดิฉันบอกว่าพื้นที่เป็นตัวตั้ง คนเป็นศูนย์กลางในการพัฒนา ให้ท่านตระหนัก ช่วยกันว่าสร้างให้เป็นชุมชน คน พลเมือง ที่อยู่ในระดับพื้นที่เป็นผู้ประกอบการ ซึ่งอาจารย์หมอประเวศพูดชัดนะคะว่าการที่จะเรียนรู้ มันไม่ใช่เรียนรู้แค่ในห้องเรียนแล้วก็แค่ในวิชาหรือแค่ทฤษฎี แต่การเรียนรู้ที่สิ่งที่ดีที่สุดเท่าที่ ดิฉันดําเนินการในชีวิตค่อนชีวิต เกือบจะ พูดตรง ๆ นะคะ คือเวลาคนเราเกือบจะสุดชีวิต แล้วสิ่งที่สร้างได้ดีที่สุดคือเรื่องของการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติ เพราะฉะนั้นในมาตรา ๘๔ อยากจะให้ท่านเพิ่มเติมในตรงนี้ด้วยว่าจะทําอย่างไรให้เกิดการเรียนรู้แล้วก็ผ่านการปฏิบัติ ขอบคุณมากค่ะ
เอาไว้ยื่นมาเป็น ลายลักษณ์อักษรให้กรรมาธิการ ให้ยื่นเป็นลายลักษณ์อักษรตอนหลังนะครับ คุณกิตติภณ ทุ่งกลาง ได้ขอถอนนะครับ เชิญคุณคณิศร ขุริรัง ครับ ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผม คณิศร ขุริรัง สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ตัวแทนจากจังหวัดหนองบัวลําภูครับ วันนี้ผมจะขออภิปราย ตามที่ได้รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชนที่อยากจะให้มาพูด มาอภิปรายในสภาแห่งนี้ แล้วเขาฝากบอกมาด้วยครับว่าขอให้ใช้ภาษาพูดที่เข้าใจง่าย ๆ ประชาชนพลเมืองไทย ต่างคาดหวังว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกําลังร่าง และที่สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติกําลังอภิปรายกันในขณะนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญที่สร้างความเจริญ ให้กับประเทศชาติ กระผมมีความมั่นใจและเชื่อมั่นว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ดี สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติก็ดี ต่างมีความประสงค์ที่จะให้รัฐธรรมนูญของประเทศไทย ฉบับที่ ๒๐ นี้เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ เพื่อนําชาติสู่ความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนสืบไป
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมจะขออภิปรายในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๘๙ และในเรื่องของสภาผู้แทนราษฎร ในมาตรา ๑๐๕ ในเรื่องวุฒิสภา ในมาตรา ๑๒๑ ดังจะกล่าวต่อไปนี้ครับ
ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๙ ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้กล่าวไว้ในรัฐธรรมนูญว่าจะจัดสรรงบประมาณโดยคํานึงถึงความเสมอภาค ทางเพศและความเสมอภาคด้านอื่น ๆ เพราะฉะนั้นความเสมอภาคเป็นสิ่งสําคัญเป็นอย่างยิ่ง จะไม่ต้องกระจายงบประมาณในกลุ่มหนึ่งกลุ่มใด ภาคหนึ่งภาคใด เพราะฉะนั้นจะต้อง เกิดความเสมอภาคในการกระจายงบประมาณกัน แต่ที่ผมจะขอตั้งข้อสังเกตในข้อความ ดังต่อไปนี้ครับ
มีกลไกป้องกันการบริหารราชการแผ่นดินที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง ที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว ผมอยากให้ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมืองและอาจก่อให้เกิด ความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาวนั้นมีอะไรบ้าง อาจจะระบุไว้ กําหนดไว้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพราะอะไรครับ เพราะว่าจะต้อง ไม่เกิดการตีความ และจะไม่เป็นการขัดขวางในการพัฒนาประเทศชาติกับนโยบายดี ๆ ที่จะเกิดกับประเทศชาติและประชาชนต่อไป
ต่อไปเป็นมาตรา ๑๐๕ ว่าด้วยสภาผู้แทนราษฎร มาตรา ๑๐๕ สรุปได้ ใจความว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิ ออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง จัดทําขึ้น ผมเป็นห่วงครับ ผมอยากให้มีเฉพาะพรรคการเมืองเท่านั้น ไม่อยากให้มี กลุ่มการเมือง เพราะว่ากลุ่มการเมืองจะเป็นตัวแทนเชิด เป็นนอมินี (Nominee) ให้กับ พรรคการเมืองเพื่อลงสมัครรับเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นกําหนดให้ชัดเจนเลยใครอยากอยู่พรรคไหน มีนโยบายอย่างไรคุณเข้าสังกัดพรรคนั้น อาจจะทําเป็นพรรคเล็ก ๆ พรรคเอสเอ็มอีส์ (SMEs) มีข้อกําหนดที่ชัดเจนว่าคุณตั้งพรรคการเมืองแล้วคุณมีนโยบายอย่างไร มีข้อบังคับอย่างไร มีวัตถุประสงค์อย่างไร ผมก็คงเป็นห่วงเป็นใยเพียงเท่านี้ครับในเรื่องของการเลือกตั้ง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร
ต่อไปเป็นเรื่องของวุฒิสภาในมาตรา ๑๒๑ ต้องขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เห็นความสําคัญของคนต่างจังหวัดได้กําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา ที่เป็นตัวแทนของจังหวัดแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน ผมต้องขอเรียนอย่างนี้ครับ ที่มีผู้กล่าวว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญประนีประนอมกับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อหวังว่ากําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภานั้น ในจังหวัดนั้นประนีประนอมกันเพื่อจะให้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านได้โดยง่าย โดยสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินั้นประสงค์จะไปลงเป็น ส.ว. ในต่างจังหวัด ต้องขอกราบเรียนครับว่าเป็นการกล่าวที่ผมคิดว่าอาจจะไม่เป็นธรรมเท่าไรนัก สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่มาจากต่างจังหวัดหลายคนยึดโยงกับพี่น้องประชาชน เอาความจริง ในชนบท ในต่างจังหวัด ซึ่งถือว่าเป็นฐานใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งจะต้องรับฟังเขาด้วยความมั่นคง ด้วยความตั้งใจ เพราะฉะนั้นที่ให้เลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัด จังหวัดละ ๑ คนนั้น ผมเห็นด้วย แต่ผมขอแสดงความคิดเห็นและตั้งใจข้อสังเกตอยู่นิดหนึ่งครับ ท่านประธานครับ หากการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน ให้มาจากผู้ทรงคุณวุฒิ และคุณธรรมด้านต่าง ๆ ซึ่งได้รับการคัดกรองจังหวัดละไม่เกิน ๑๐ คน ตามมาตรา ๑๒๑ (๕) ตรงนี้ถามว่าผู้ทรงคุณวุฒิและผู้มีคุณธรรมด้านต่าง ๆ เป็นใคร
ในวรรคสาม ให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองทําหน้าที่คัดกรองบุคคลผู้ทรงคุณวุฒิ และคุณธรรมในแต่ละจังหวัดให้มีจํานวนไม่เกิน ๑๐ คน เมื่อปล่อยให้เลือกตั้งแล้วปล่อยให้ เป็นธรรมชาติเลยครับ ไม่ต้องมีคณะกรรมการมาคัดกรอง ให้เขามีความเป็นธรรมชาติ ในการเลือกผู้แทนของเขาโดยหลักประชาธิปไตย โดยประชาชน เพื่อประชาชน ผมคิดว่า ประชาชนในพื้นที่ผมไปรับฟังความคิดเห็นมา ไม่ใช่ สปช. คิดเอง คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญคิดเองหรอกครับ ประชาชนในพื้นที่ ในจังหวัดเขาประสงค์ให้มีตัวแทนเขา ในวุฒิสภาเท่านั้นเองจะได้เป็นปากเป็นเสียงแทนเขาว่าเขาประสงค์อย่างไร ยิ่งอํานาจของ วุฒิสมาชิกมีเทียบเท่ากับผู้แทนราษฎรอย่างนี้แล้วจะไม่ให้มีตัวแทนของเขาได้อย่างไร ท่านประธานที่เคารพครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะรับฟังข้อคิดความเห็นจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติและเสียงของพี่น้องประชาชนซึ่งถือว่า เป็นฐานใหญ่ของประเทศ หากท่านรับฟังและนําไปปรับปรุงแก้ไขการร่างรัฐธรรมนูญ ก็จะดําเนินการไปด้วยความสําเร็จและสามารถตอบโจทย์การแก้ปัญหาความขัดแย้ง ของคนในชาติ จะมีการเลือกตั้งที่สุจริตและเป็นธรรม การขจัดการทุจริตจะเป็นไปอย่าง มีประสิทธิภาพ ขจัดความเหลื่อมล้ํา สร้างความเป็นธรรมในสังคม กลไกของรัฐจะสามารถ บริการประชาชนได้อย่างทั่วถึง สะดวก รวดเร็ว และมีการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และเป็นธรรม ผมใช้เวลาตรงตามที่กําหนดไว้ เพราะฉะนั้นความเสมอภาคก็เป็นสิ่งสําคัญ เป็นอย่างยิ่ง ไม่ว่าจะเป็นขาเล็ก ขาใหญ่ ก็ควรใช้เวลาเพียง ๑๐ นาที กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณอรพินท์ วงศ์ชุมพิศ ครับ คุณอรพินท์มี ๑๑ นาทีนะครับ
กราบเรียนท่านประธานค่ะ ดิฉัน อรพินท์ วงศ์ชุมพิศ ขออภิปรายในเรื่องที่เกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้ค่ะ ก่อนหน้านี้ดิฉันเคยพูดถึงว่าชื่นชมรัฐธรรมนูญในเรื่องที่มีการมอบให้มีการมีส่วนร่วม ของประชาชนในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ก่อนอื่นดิฉันต้องขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยที่ได้กรุณารับฟังข้อคิดเห็นของสมาชิก ดิฉันเคยร้องขอเป็นลายลักษณ์อักษร ก่อนหน้านี้ว่าให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมในมาตรา ๖๔ วรรคสอง ในเรื่องเกี่ยวกับการประเมิน สิ่งแวดล้อมในระดับยุทธศาสตร์ว่าถ้าไม่แก้ไขอาจจะเกิดความสับสนความคลาดเคลื่อน ในการตีความอะไรดังกล่าว ซึ่งท่านก็ได้กรุณาแก้ไขให้เสร็จเรียบร้อยแล้วตั้งแต่ก่อนที่ รัฐธรรมนูญฉบับร่างสมบูรณ์นี้จะออกมานะคะ ต้องขอขอบคุณอีกครั้ง ดิฉันเชื่อว่าไม่ได้เป็น การยกยอปอปั้น แต่ดิฉันเชื่อว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญรับฟังเหตุผลที่ฟังดูแล้ว มีเหตุมีผล แล้วก็ดี ๆ ของสมาชิกทุกท่านและพร้อมที่จะแก้ไข ดิฉันยืนยันโดยในส่วนนี้ ได้รับการแก้ไขมาก่อนหน้านี้แล้วนะคะ
ในหมวด ๒ ดิฉันอยากจะอภิปรายเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๙๒ ในมาตรา ๙๒ ดิฉันอยากให้ท่านคณะกรรมาธิการใส่เรื่องการจัดทํายุทธศาสตร์ การบริหาร จัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ซึ่งวงเล็บไว้ หมายเหตุว่า ซึ่งมาพร้อมงบประมาณในมาตราอื่น ๆ ที่เขียนเอาไว้แล้วด้วยเช่นเดียวกันนะคะ ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐ ประชาชน และชุมชน โดยมีแผนการบริหารจัดการทั้งในระดับชาติ และท้องถิ่นด้วยหลักธรรมาภิบาลสิ่งแวดล้อมเพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม และขอให้มีการเพิ่มเติมในประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับการให้ความรู้ที่ทันสมัยทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีสําหรับการบริหารจัดการหรือว่า เรื่องสิ่งแวดล้อม หรือเรื่องความรู้ทั่วไปในการใช้ชีวิตให้กับประชาชนและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมันจะสอดคล้องกับท่านประธานกรรมาธิการด้านวิทยาศาสตร์ ซึ่งท่านคิดว่าเรื่องเหล่านี้จําเป็นจะต้องให้ความสําคัญ แล้วก็ที่หลาย ๆ ท่านพูดถึงว่า ประชากรไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งในชุมชนหรือทุก ๆ คนดิฉันคิดว่าการให้ความรู้โดยภาครัฐ ในเรื่องความรู้ทางวิทยาศาสตร์พื้นฐาน ความรู้ใหม่ ๆ ทางด้านวิทยาศาสตร์ที่ว่าโลกก้าวหน้า ไปถึงไหน ประเทศอื่น ๆ เขาจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างไร สิ่งเหล่านี้ ควรจะเป็นนโยบายขั้นพื้นฐานที่รัฐจะต้องจัดให้มีแก่ประชากรในประเทศเราอย่างต่อเนื่อง ตลอดเวลา ดิฉันอยากจะให้อ่านในมาตรา ๙๒ ว่า ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติของชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และต้องจัดให้มียุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนเป็นประโยชน์สูงสุดต่อรัฐ ประชาชนและชุมชน โดยมีแผนการบริหาร จัดการทั้งในระดับชาติและท้องถิ่น พร้อมทั้งเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเกี่ยวกับการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้แก่ประชาชน และชุมชนอย่างต่อเนื่อง เรื่องนี้ดิฉันอธิบายได้ว่าในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ของประเทศให้เกิดความยั่งยืนเป็นประโยชน์สูงสุดต่อรัฐ ประชาชนและชุมชนนั้น รัฐจําเป็นต้องจัดทํายุทธศาสตร์ในการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติว่าจะให้มีการสงวน รักษาทรัพยากรส่วนใด เรื่องใด อนุรักษ์ไว้ใช้ประโยชน์ในส่วนใด เท่าใด และจะต้องฟื้นฟู ส่วนไหนที่เสื่อมโทรมจนหมดสภาพแล้วให้กลับมามีสภาพที่อุดมสมบูรณ์เพื่อสงวนรักษา หรือใช้ประโยชน์ต่อไปได้อีกนะคะ
และดิฉันขอเสนอว่ารัฐจําเป็นต้องมียุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรว่า ใน ๑๐ ปี ๒๐ ปี จะดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรืออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมให้อยู่ในระดับใด โดยทั้งมีการติดตามประเมินผลการดําเนินงานเมื่อครบ ๕ ปี หรือ ๑๐ ปีแล้ว ทบทวนว่ายุทธศาสตร์ที่กําหนดไว้ได้ตามเป้าหมายหรือไม่ หรือควรจะมี ปรับเปลี่ยนอย่างไรบ้าง ดิฉันคิดว่าการเขียนยุทธศาสตร์ให้มีการสงวนรักษา ดิฉันขอย้ําตรงนี้ว่า อยากจะให้มีการใช้คําว่า ยุทธศาสตร์ในการสงวนรักษา อนุรักษ์ ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์ แล้วแต่นะคะ แต่หมายความว่าต้องมีครบทุก ๆ ด้าน ทั้งการสงวนรักษา ฟื้นฟูด้วย น่าจะเป็น ผลดีต่อการจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศได้มากกว่า โดยที่ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญท่านอาจจะพิจารณาไปใส่เรื่องนี้ไว้ในมาตรานี้ หรือท่านจะไปใส่ในมาตราอื่น ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับยุทธศาสตร์ชาติก็ได้ค่ะ
ส่วนต่อไปในเรื่องหมวด ๖ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการกับนักการเมือง และประชาชนในมาตรา ๒๐๗ ดิฉันเห็นการเสนอให้แต่งตั้งปลัดกระทรวงหรือหัวหน้าส่วนราชการ ที่เทียบเท่าปลัดกระทรวง โดยใช้ระบบคุณธรรมผ่านคณะกรรมการดําเนินการแต่งตั้งข้าราชการ โดยระบบคุณธรรม ซึ่งถ้าดูโดยภาพรวม ๆ ดิฉันคิดว่าเราก็น่าจะแก้ปัญหาเรื่องการแต่งตั้ง ปลัดกระทรวงโดยนักการเมืองเหมือนในอดีตที่ผ่านมาได้นะคะ
และในมาตรา ๒๐๙ ดิฉันขอขอบคุณกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในการปกป้องข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งไม่ยอมดําเนินการใด ๆ ที่เป็นการสั่งการ ที่ไม่ชอบตามกฎหมาย หรือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญโดยการบัญญัติว่า การสั่งการ ในการบริหารราชการแผ่นดินให้กระทําเป็นลายลักษณ์อักษร เว้นแต่ในกรณีที่ฉุกเฉิน หรือจําเป็นเร่งด่วนอาจสั่งการด้วยวาจาได้ แต่ให้ผู้รับคําสั่งบันทึกคําสั่งดังกล่าวเป็น ลายลักษณ์อักษรและเสนอให้ผู้สั่งลงนามในภายหลัง ข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐใด ที่ดําเนินการไปโดยปราศจากการสั่งการดังกล่าวข้างต้นย่อมต้องรับผิดตามกฎหมาย ด้วยตนเอง ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัตินะคะ ดิฉันคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ดีมาก ต้องขอบคุณ ท่านกรรมาธิการที่ใส่มาตรา ๒๐๙ ไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งจะสามารถช่วยคุ้มครองข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐให้สามารถยืนหยัด ไม่ยอมทําหรือปฏิบัติตามคําสั่งที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ชอบธรรม หรือไม่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญจากนักการเมือง หรือแม้กระทั่ง จากผู้บังคับบัญชาที่เหนือตนขึ้นไปได้ ในเมื่อการที่มีการคุ้มครองข้าราชการว่าให้คุ้มครองว่า คําสั่งทุกอย่างจะต้องทําเป็นลายลักษณ์อักษรก็เท่ากับว่าการที่จะสั่งการให้ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐดําเนินการสิ่งใดท่านต้องย่อมคิดอย่างถูกต้องแล้วว่ามันเป็นการสั่งการ ที่ถูกต้องตามทํานองครองธรรม ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญก่อนที่ท่านจะสั่งการลงไปถึง แม้จะเป็นในกรณีเร่งด่วนซึ่งอาจจะจําเป็นต้องสั่งการด้วยวาจา แต่ในสุดท้ายก็ยังเขียนสั่งการว่า ให้ย้อนกลับมาให้ผู้สั่งการลงรายชื่อไว้ด้วย ชื่นชมในข้อนี้มาก แต่ดิฉันเองก็ไม่แน่ใจว่าเรื่องเหล่านี้มันอยู่ในหลักการปฏิบัติราชการหรือไม่ ถ้ามันมีอยู่แล้ว การที่มาย้ําอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ดิฉันเชื่อว่าเป็นการแสดงเจตนารมณ์ชัดเจนว่า เราจะปกป้องข้าราชการผู้ปฏิบัติการในภาครัฐให้ปราศจากการแทรกแซงหรือการสั่งการ ที่ไม่ถูกต้องตามกฎหมายหรือตามรัฐธรรมนูญ แถมมีเกราะคุ้มกันภัยให้ด้วย ดิฉันเองต้องขอ ชื่นชมในส่วนนี้อย่างจริงจังนะคะ และคิดว่าข้าราชการไทยจํานวนมากรู้สึกยินดีถ้าได้เห็น รัฐธรรมนูญในส่วนนี้ เพราะเท่ากับว่ามีการเขียนเป็นเกราะคุ้มกันป้องกัน ถึงแม้เราจะได้รับ การสอนสั่งมาตั้งแต่แรก ๆ เข้ามารับราชการว่าให้ยืนหยัดทําในสิ่งที่ถูกต้อง แต่บางครั้ง การยืนหยัดทําในสิ่งที่ถูกต้องถ้าไม่มีเกราะคุ้มกันนี่มันก็เป็นอันตรายกับผู้ที่ดําเนินการ เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นดิฉันขออนุญาตขอบคุณในนามของข้าราชการไทยทุกคนค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ อีก ๕ ท่านนะครับ จะมีคุณสรณะ เทพเนาว์ คุณหาญณรงค์ เยาวเลิศ ศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง คุณเทียนชัย ปิ่นวิเศษ พลตํารวจเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ นะครับ เรียนเชิญ คุณสรณะ เทพเนาว์ ๑๐ นาทีครับ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติอันทรงเกียรติที่เคารพ กระผม นายสรณะ เทพเนาว์ สมาชิกสภาปฏิรูปด้านปกครองท้องถิ่น ๒๐๙ ครับ ท่านประธานครับก่อนอื่นต้องขอชื่นชมประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ทําให้ บรรยากาศของการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยนะครับ แล้วพวกท่านทั้งหลายก็มีความตั้งใจ ในการที่ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่อตอบสนองและแก้ปัญหาของชาติโดยส่วนรวม ผมต้องเรียนด้วยความเคารพแล้วก็มีประเด็นบางส่วนที่ผมอยากจะฝากในฐานะที่เป็น สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ
ประเด็นที่ ๑ ก็คือในเรื่องของยุทธศาสตร์ความมั่นคงของชาติภายใต้ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเกี่ยวข้องในด้านปกครองท้องถิ่นมาตรา ๘๒ มาตรา ๙๑ และมาตรา ๙๒ มาตรา ๙๓ และมาตรา ๙๔ นั่นหมายความว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น จะต้องสอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่นด้วย เมื่อวานนี้ผมได้ฟังประธานคณะกรรมาธิการ ด้านปกครองท้องถิ่น รวมทั้งท่านยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานคณะอนุกรรมาธิการจัดทํา กฎหมายยุทธศาสตร์ของชาติได้พูดถึงประเด็นเกี่ยวข้องกับกฎหมายฉบับนี้ ผมเห็นว่า ในเรื่องกรอบแนวความคิดในการยุทธศาสตร์ของชาตินี้มีกลุ่มภารกิจในเรื่องของความมั่นคง ทางด้านการทหารแล้ว ด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงาน และทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม รวมทั้งเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร แต่นั่นจะต้องเน้น ในเรื่องบทบัญญัติและให้เป็นรูปธรรมขององค์กรปกครองท้องถิ่นผนวกขึ้นไปด้วย เพราะผม เข้าใจว่าวัตถุประสงค์ของชาติตามนโยบายของรัฐบาลก็คือความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน ส่วนที่ ๒ ผมอยากเพิ่มเติมในบางประเด็นว่าองค์กรของยุทธศาสตร์ของชาติจะต้องมีพัฒนา ระบบวางแผนไว้ระยะอย่างน้อย ๕ ปีเป็นสําคัญนะครับ อันนี้ฝากประเด็นในเรื่อง แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ส่วนที่ ๒ หมวด ๒ ว่าด้วยที่ผมอยากจะลงรายละเอียดก็คือหมวด ๖ ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการ นักการเมืองและประชาชน ผมเป็นห่วงเป็นใยว่า ขณะนี้มาตราที่กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญในมาตรา ๒๐๖ ที่กําหนดถึงเจ้าหน้าที่ของรัฐ ก็ควรรวมถึงข้าราชการท้องถิ่นเพิ่มเติมด้วย
มาตรา ๒๐๗ ท่านประธานครับ ให้มีคณะกรรมการดําเนินการแต่งตั้ง ข้าราชการโดยระบบคุณธรรมเพื่อเป็นประโยชน์และปลอดการเมือง อิทธิพลของคนในพื้นที่ ซื่อสัตย์สุจริต และมีความเป็นกลางทางการเมือง อันนี้มีองค์ประกอบในเรื่องคณะกรรมการ ระดับปลัดกระทรวง ผมไม่ติดใจเรื่องนี้นะครับ ผมถือว่าปลัดกระทรวงทุกท่านย่อมมีเกียรติ มีศักดิ์ศรี และข้อสําคัญที่สุดมีวุฒิสภาดําเนินการกลั่นกรองถึงประวัติ คนไหนไม่ดีเราสามารถ รับรู้ได้นะครับ แต่ส่วนสําคัญที่สุดก็คือคณะกรรมการชุดนี้มีบทบาทอันสําคัญในเรื่องการมี อํานาจหน้าที่ การโอน การย้าย และเลื่อนตําแหน่ง และเสนอชื่อต่อ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ตรงนี้ล่ะครับท่านจะต้องเน้นบทบาทความสําคัญ ดูความเหมาะสม และไม่ไบแอส (Bias) คือมีความลําเอียงหรือเอนเอียงแต่ประการใด
มาตรา ๒๐๘ ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องดําเนินการตามกฎหมาย และรัฐธรรมนูญที่ได้มีบทบัญญัติไว้ และนโยบายคณะรัฐมนตรีที่แถลงต่อสภา และมติคณะรัฐมนตรี มติคณะรัฐมนตรีถือว่าเป็นกฎหมายฉบับหนึ่งที่จะต้องปฏิบัติตาม และข้อสําคัญที่สุดก็คือข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมือง แต่ในปัจจุบันที่ผ่านมาท่านก็เห็นว่าข้าราชการระดับสูงหรือข้าราชการที่อยู่ใต้บังคับบัญชา ของระดับสูง ต่ํากว่าปลัดกระทรวงหรือไล่ลงมาอธิบดี หรือข้าราชการทั้งข้าราชการพลเรือน หรือตํารวจ ปฏิบัติตามที่ไม่ค่อยวางตัวทางการเมือง ตรงนี้ท่านต้องมีบทบัญญัติแก้ไข ได้ฝากพิจารณาของท่านปรีชา วัชราภัย ในฐานะที่ท่านก็เป็นส่วนหนึ่งที่มาจากสํานักงาน ข้าราชการพลเรือนนะครับ
มาตรา ๒๐๙ การสั่งอนุมัติและต้องดําเนินการตามลายลักษณ์อักษร โดยข้อเท็จจริงผู้บริหารในระดับสูงมักจะสั่งด้วยวาจา ตรงนี้ละครับท้องถิ่นเองก็เช่นเดียวกันครับ ท่านประธานครับ ไม่มีใครเขาสั่งตามบทบัญญัติของตัวอักษรหรือสั่งโดยผูกมัดตัวเอง แต่อย่างไรก็ดีมีข้อสังเกตมาตรา ๒๐๙ วรรคแรก หมวด ๖ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่าง ข้าราชการ นักการเมืองและประชาชน ก็คือว่าประธานชมรมนิติกรองค์กรการปกครอง ท้องถิ่นแห่งประเทศไทยได้เสนอมายังผมว่าขอให้เพิ่มประโยค ข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ ซึ่งรับคําสั่งด้วยวาจาแล้วไม่บันทึกคําสั่งดังกล่าวเป็นลายลักษณ์อักษร และเสนอให้ผู้สั่งลงนาม โดยภายหลังแล้วแต่กรณีนั้น เหตุผลเพื่อให้มีมาตรการให้ข้าราชการเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมี ความรับผิดชอบตามกฎหมายด้วยตนเอง ภายหลังมาตรการดังกล่าวเป็นการป้องกัน การทุจริตที่เกิดจากผู้บังคับบัญชามักจะปฏิเสธความรับผิดชอบอันเกิดจากการทุจริต ของตนเองซึ่งสั่งด้วยวาจา ตรงนี้ฝากท่านกรรมาธิการช่วยพิจารณานะครับ เพราะว่าจะมีผล ในภายหลัง
มาตรา ๒๑๐ ครับ ผมคิดว่าเวลาไม่ทันกาลแล้ว ผมขอเพิ่มว่าการปฏิรูปท้องถิ่น เลยนะครับ ปฏิรูปท้องถิ่นซึ่งสไลด์ (Slide) ต่อไปครับ ผมได้กราบเรียนหนังสือไปยัง สภาผู้แทนราษฎร สผ. สไลด์ถัดไปครับ เอกสารเดี๋ยวผมส่งแนบภายหลังครับ สไลด์ถัดไป ครับ ยื่นหนังสือ ๔ ฉบับ ต่อท่านประธานสภา นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ก่อนการปฏิวัตินะ ครับ ยึดอํานาจครับ แล้วส่งให้สํานักปลัดกระทรวงกลาโหม ไล่ถัดไปครับ แล้วยื่นหนังสือ ๑๐,๐๐๐ ชื่อครับ ต่อสภาผู้แทนราษฎร ท่านเจริญ จรรย์โกมล ครับ และท่านนายแพทย์ กระแส สมาพันธ์ปลัด สไลด์ถัดไปครับ ผ่านรัฐบาลยิ่งลักษณ์ นิ่งเฉยครับ แล้วผ่าน พรรคประชาธิปัตย์ ท่านนิพนธ์ บุญญามณี ขอเอ่ยนามครับ และสไลด์ถัดไปครับ รัฐมนตรี ประชา ประสพดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย คณะข้าราชการทั้งหมด ของท้องถิ่นครับ
สไลด์ถัดไปครับ สิ่งสําคัญที่สุดก็คือว่าประเด็นที่ยื่นข้อเสนอ ก็คือ
ประเด็นที่ ๑ ให้มีการควบรวมครับ ฝากท่านนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ขอเอ่ยนามครับ ให้มีการควบรวม ๗,๐๐๐ คน หรือ ๑๐,๐๐๐ คน ยกฐานะ อบต. เป็นเทศบาลทั้งหมด ปรับเปลี่ยน อบจ. เป็นภารกิจขนาดใหญ่ครับ ตั้งคณะกรรมการท้องถิ่น แห่งชาติ รวม กอ เดียวครับ เป็น ก.ถ. กอ เดียวครับ ภายใต้การกํากับของนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยครับ ตั้งคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมโปรเทคชัน บอร์ด (Protection board) เหมือน ก.พ. ครับ เหมือนสหรัฐอเมริกาครับ กองทุนเงินเดือน ข้าราชการแห่งชาติ กองทุนรักษาพยาบาลของข้าราชการท้องถิ่น รวมทั้งนายก อปท. ทั้งหมดครับ รวมจังหวัด เขตจังหวัด กลุ่มจังหวัดเป็นมณฑลหรือจะจัดกลุ่มจังหวัด ท่านนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ให้เป็นภาคเหมือนประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนครับ
สุดท้ายครับ ก็ขอฝากกราบขอบคุณท่านสมาคมสันนิบาตเทศบาล แห่งประเทศไทย ท่านเกรียงไกร ภูมิเหล่าแจ้ง ที่ร่วมมือในฐานะ ๒ สมาคม ผมใช้เวลาสั้น ๆ เอกสารเดี๋ยวแนบภายหลังครับ กราบขอบคุณท่านประธานด้วยความเคารพครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณหาญณรงค์ เยาวเลิศ ครับ
ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ ผม หาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ในภาค ๒ ว่าด้วยผู้นําการเมืองที่ดีและระบบ ผู้แทนที่ดี ผมขอพูดในเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนะครับ ถ้าดูในรายมาตราผมคิดว่า มาตราที่เกี่ยวข้องที่อยากอภิปราย กรณีของมาตรา ๘๑ ว่าด้วยรัฐต้องส่งเสริมความสัมพันธไมตรี และความร่วมมือระหว่างประเทศ ผมคิดว่าบางคําที่เขียนไว้ในกฎหมาย ก็คิดว่าอยากที่จะแก้ ในบรรทัดที่ ๒ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ผมเข้าใจว่าความสัมพันธ์ หรือการร่วมกับนานาประเทศ ระหว่างประเทศ การปฏิบัติต่อสนธิสัญญาหรือพันธกรณี สุดท้ายมันไม่ใช่เพื่อประโยชน์ต่อประเทศหรือประชาชน สุดท้ายมันคือความร่วมมือที่ดีต่อกัน ในสังคมโลก แต่อันนี้มาเขียนว่า เพื่อประโยชน์แก่ประเทศและประชาชน ในวรรคแรก ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมอยากเอ่ยถึงอนุสัญญาบางอันที่เกี่ยวข้อง วันนี้ ที่เกี่ยวข้องเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม มีมากกว่า ๒๐ ฉบับ มีทั้งสนธิสัญญา อนุสัญญา พันธกรณี ข้อตกลงและความร่วมมือ แต่ทั้งหมดผมยกตัวอย่างเช่นอนุสัญญา ว่าด้วยมรดกโลก ไม่ใช่มาทําข้อตกลงต่ออนุสัญญาที่เกี่ยวข้องเรื่องผลประโยชน์ แต่ว่าการทํา ข้อตกลงเหล่านี้ สุดท้ายมันคือเราจะดูแลสังคม สิ่งแวดล้อมในระดับโลกร่วมกันได้อย่างไร ไม่ใช่ผลประโยชน์ ถ้าจะแก้ไขเดี๋ยวผมขอแก้ไขและส่งเป็นเอกสารในการแก้ไขอีกครั้งหนึ่งนะครับ แต่อยากที่จะอภิปรายเพื่อเป็นบันทึกในการประชุม ส่วนบรรทัดสุดท้ายนะครับ เขาเขียนว่า ให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งต้องจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้เกิดการพัฒนา ตามพันธกรณี ผมคิดว่าที่ผ่านมาไม่ใช่เป็นการจัดการทรัพยากรให้เป็นไปตามพันธกรณี แต่เป็นการจัดการคนหรือความพร้อมของผู้ที่จะต้องไปดําเนินการตามพันธกรณีเหล่านี้ ให้มีความพร้อม บทเรียนที่ผ่านมาผมเข้าใจว่า ๑. เราไม่มีความพร้อมในการที่ไปทําข้อตกลง ระหว่างประเทศ แต่ในร่างรัฐธรรมนูญเขียนว่าต้องจัดสรรทรัพยากร ทรัพยากรเขามีของเขา อยู่แล้ว แต่ต้องจัดการความเข้าใจกับความร่วมมือที่จะให้เข้าใจระหว่างประเทศมากขึ้น ผมยกตัวอย่างเช่นวันนี้อนุสัญญาเมื่อไม่กี่วันมีการถูกจับเรื่องงาช้างที่ถูกส่งมาจากต่างประเทศ ผ่านประเทศไทย และประเทศไทยเพิ่งออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการห้ามงาช้าง การซื้อขาย งาช้างในประเทศไทย และพึ่งจดแจ้งเสร็จไปเมื่อวานที่ผ่านมานี่ครับ ฉะนั้นอนุสัญญานี้ คืออนุสัญญาไซเตส (CITES) ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกแซงก์ชัน (Sanction) หรือไม่ให้นําสินค้า ไปต่างประเทศ หรือวันนี้เรื่องทะเลก็เหมือนกัน เราไปทําข้อตกลงเยอะแยะ แต่อียู (EU) ต้องการก็คือว่าคุณยกเลิกพวกอวนรุน อวนลากได้หรือยัง แต่เราไปทําเงื่อนไขอื่นหมดเลย แต่อวนรุน อวนลากยังไม่ยกเลิก จดทะเบียนเพิ่มเข้าไปอีก ข้อตกลงอย่างนี้เราไม่เคยสร้าง ความเข้าใจต่อคนในชาติ หรือธุรกิจต่อความร่วมมือด้วยกันอย่างนี้ อันนี้คือการสร้าง ความเข้าใจ ไม่ใช่เป็นการจัดการทรัพยากร ทรัพยากรเขาอยากไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลง และอยากให้เหมือนเดิม หรือบางครั้งหน่วยงานราชการบางคนก็ไม่เข้าใจ ก็คือว่าอนุสัญญาไซเตสเป็นเรื่องของการถ้าไม่ทําจะถูกแซงก์ชัน อนุสัญญาว่าด้วยการประกาศ พื้นที่มรดกโลกเป็นการส่งเสริมให้คุ้มครองพื้นที่ให้อยู่ตามธรรมชาติเหมือนเดิม จะแตกต่าง กับอนุสัญญาพื้นที่ชุ่มน้ําหรือแรมซาร์ ไซต์ (Ramsar sites) ของมรดกโลกถ้าเสื่อมโทรม หรือไปผิดเงื่อนไขเช่นกรณีเขาใหญ่เขาสั่งให้ทําคอริดอร์ (Corridor) แล้วคุณไม่ไปทําเขาก็จะถูก เพิกถอน แต่กรณีของแรมซาร์ ไซต์จะต่างกันก็คือว่าถ้าเสื่อมโทรมเขาต้องหาเงินมาเพื่อฟื้นฟู ทั้ง ๒ อันนี้จะต่างกันโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นผมคิดว่าทั้ง ๒ อัน ในมาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง ในบรรทัดที่ ๒ กับบรรทัดสุดท้ายนี่ครับ ผมคิดว่าอยากจะแก้ไข แล้วก็เดี๋ยวจะส่งให้กับ คณะกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าที่เขียนไว้อย่างนี้คือซึ่งผมคิดว่าการดูเรื่องอนุสัญญา เป็นเรื่องใหญ่ที่บางครั้งเรามีข้อตกลงกันแล้ว แต่สุดท้ายเราไม่ได้มาทํา ผมคิดว่ามีความจําเป็น
ส่วนมาตราอื่น ผมคิดว่าที่มีความสําคัญ แล้วก็เกี่ยวเนื่องกับส่วนที่ ๑ ด้วย เดี๋ยวผมขอพูดอีกทีหนึ่ง แต่ที่เกี่ยวข้องก็คือมาตรา ๙๒ ว่าด้วยการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ ที่ผ่านมาเรามองว่าทรัพยากรธรรมชาติ ประเภทป่าไม้ ประเภททะเล หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะต้องเป็นผู้ดูแล แต่สุดท้ายวันนี้เราตั้งกรมป่าไม้มาประมาณ ๑๐๐ กว่าปี เราตั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชมาก็ตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ จนถึงปัจจุบัน ๕๐ กว่าปี แต่เราบริหารโดยข้าราชการ ภายในกรมเพียงอย่างเดียว แต่เราขาดความร่วมมือแบบที่คุณฑิฆัมพร ขออนุญาตที่เอ่ยชื่อ ไปทําเรื่องชุมชนที่อยู่ในเขตป่าเพื่อทําป่าชุมชน เราเสนอ พ.ร.บ. ป่าชุมชนหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ผ่าน เพราะทั้งสภา ทั้งวุฒิสภาในสภานี้ละครับเคยบอกว่าถ้ามี พ.ร.บ. ป่าชุมชน ชาวบ้านจะไป ตัดป่ามากขึ้น จะเปลี่ยนป่าเป็นรีสอร์ท (Resort) จะเปลี่ยนป่าเป็นอย่างอื่น ถ้าเป็น พ.ร.บ. ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ดูแลไป แต่ถ้าเป็น พ.ร.บ. ที่ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการป่าแต่ไม่ผ่าน ฉะนั้นเมื่อมีอยู่ในมาตรานี้ในแนวทางพื้นฐานแห่งรัฐ เมื่อทรัพยากรธรรมชาติเป็นสาธารณะ มากขึ้น ผมคิดว่าแนวการปฏิบัติชุมชนต่อไปนี้ ประชาชนทั่วไปต่อไปนี้จะต้องดูแลทรัพย์นั้น เหมือนของตัวเองเหมือนกัน ถ้าเป็นเขตป่าอนุรักษ์ เขตอุทยานแห่งชาติก็ห้ามตัดโดยเด็ดขาด การใช้ประโยชน์ร่วมกันผมคิดว่าบางเรื่องที่ใช้ประโยชน์ได้ที่ไม่เกิดความเสียหาย เช่น ชาวบ้านจะเข้าไปหาหน่อ หาเห็ด แต่วันนี้บางพื้นที่สตริกท์ (Strict) มากห้ามไม่ให้หาหน่อ หาเห็ดก็จับ แต่ผมคิดว่าถ้าชุมชนได้ใช้ประโยชน์บ้าง ไม่ใช่เข้าป่าไปตัดไม้มา เอาไม้ซุงมาทําบ้าน อย่างนี้คือใช้ประโยชน์ร่วมกันในบางส่วน ชุมชนก็รู้สึกมีส่วนร่วม ผมเคยทํางานกับชุมชน ชุมชนที่รู้สึกว่ามีส่วนร่วมมากขึ้นจะไม่ทําลายป่าเด็ดขาด จะหวงแหน จะทํางานร่วมกับ เจ้าหน้าที่ แต่มิติที่ผ่านมาเราขีดระหว่างประชาชนกับราชการออกจากกันโดยเด็ดขาด แต่มาตรานี้ผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญคือจะนําไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร มันก็ลงไปสู่อีกบรรทัดหนึ่ง คือการบริหารการจัดการต้องมีธรรมาภิบาล ต้องมีหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างสมดุล ที่ผ่านมา ผมคิดว่าเรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ วันนี้ฉบับที่ ๑๑ แล้วนะครับเราพัฒนาประเทศ บางมาตราเขียนว่าเศรษฐกิจพอเพียง แต่บางมาตราเขียนว่าเป็นการแข่งขันเสรี ผมก็รู้สึกว่า การเขียนแบบพอเพียงไว้มันเหมือนกับให้มีไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ในเชิงปฏิบัติจริงวันนี้เรา แข่งขันกันตลอด แล้วก็บอกว่าทําลายทรัพยากรไม่น่าจะมีปัญหา ซึ่งอันนี้ผมคิดว่ามันก็เลย โยงไปมาตรา ๖๔ ขออนุญาตนะครับท่านประธานที่ต้องกล่าวถึงมาตรา ๖๔ ก็คือว่า มาตรา ๖๔ เหมือนกับมาตรา ๖๗ เดิม ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และมาตรา ๕๗ เดิมในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ที่เพิ่มก็คือว่าในวรรคสอง บุคคลมีส่วนได้เสีย มีการคุยกันว่าที่จริงบุคคลผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียที่จะมาทํารายงานเอาเงินมากองเป็นกองทุนรวมกันแล้วให้คนมาทํา ผมคิดว่า แนวทางนี้อาจจะไม่ใช่ แล้วในวรรคสองว่าด้วยการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมต้องโครงการ รุนแรง วันนี้มีปัญหาก็คือว่าแยกระหว่างรุนแรงกับไม่รุนแรงออกจากกันได้ไหม มันไม่ได้ หรอกครับท่านประธาน บางโครงการประกาศว่ารุนแรงต้องทําศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ บางโครงการบอกว่าไม่รุนแรงแต่มีผลกระทบ ศึกษาแต่ผลกระทบ กับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ฉะนั้นผมคิดว่ามาตรานี้เจตนาผมก็อยากจะตัดคําว่า รุนแรง ออก ถ้ามีผลกระทบก็ทําทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพพร้อมกันไปเลยทีเดียวดีกว่า แล้วก็ให้ไปแก้ไข พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม ปี ๒๕๓๕ อาจจะอยู่ในมาตรา ๒๘๗ ซึ่งจะอยู่ในส่วนที่ ๔ ผมขอที่จะ อภิปรายในช่วงต่อไปนะครับ ฉะนั้นส่วนของมาตรา ๖๗ ซึ่งต่อเนื่องกับการจัดการทรัพยากรร่วมกันโดยชุมชน วันนี้ มีผลกระทบแล้ว ถ้าทําโครงการเหล่านี้หลายท่านที่ออกมาพูดก่อนหน้าผมนี้ ก็บอกว่า ประเทศมันจะเดินหน้าไปไม่ได้ ถ้าโครงการเหล่านี้ท่านรู้อยู่แล้วก็ต้องวางแผนศึกษาก่อน ที่ผ่านมาไม่ใช่นะครับ โครงการอยากจะสร้างปีนี้ก็เพิ่งไปจ้างเขามาศึกษาปีนี้ ถ้าโครงการอยู่ ในแผนจะทําปีนี้ ท่านต้องจ้างเขาก่อนตั้งแต่ปีก่อนหน้าโน้นแล้วครับและค่อยมาว่ากัน คือหน่วยงานก็ไม่มีความพร้อมสุดท้ายรายงานไม่ผ่าน ไม่ใช่เพราะคณะผู้ชํานาญการ หรือเพราะมาตรานี้ แต่ที่มันไม่ผ่านเพราะ ๑. ที่ตั้งไม่เหมาะสม ชุมชนไม่เห็นด้วย ในรายงาน ไม่เขียนเรื่องผลกระทบอย่างครอบคลุม รายงานวันนี้เป็นรายงานที่ไม่ได้รับการยอมรับ ชุมชนไม่ให้ความร่วมมือเพราะ ๑. คุณไปบอกว่ารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เป็นใบเบิกทางแล้วชุมชนต้องให้ความร่วมมือ แล้วก็บังคับชุมชน บางพื้นที่ทํารายงาน เขาเรียก ค 1 ค 2 ค 3 เอากําลังตํารวจ กําลังทหารประมาณพันกว่าคนเพื่อบังคับให้ ประชาชนยืนกั้นระหว่างประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกับการรับฟังความคิดเห็น อันนี้ไม่ใช่ ทางออก ถ้าเป็นทางออกเรื่องนี้จะต้องมีกฎหมายลูก ฉะนั้นกฎหมายลูก ผมคิดว่าหลายท่าน พูดเรื่องแนวทางพื้นฐานแห่งรัฐเขียนไว้ในนี้จะออกไม่ทัน ถ้าออกไม่ทันจะทําอย่างไร เช่นว่าด้วยองค์กรอิสระ ปี ๒๕๔๐ ก็มี ปี ๒๕๕๐ ก็มี วันนี้ยังเป็นบทเฉพาะกาลอยู่เลย ฉะนั้นในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะออกให้ทันกับเวลาได้อย่างไร ผมคิดว่า ผมก็ขอสงวนเวลาที่จะเอาไปใช้กับส่วนที่ ๔ ต่อไป ในช่วงนี้ขอแค่นี้ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ เชิญศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง
กราบขอบพระคุณท่านประธาน ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ สปช. ทุกท่านที่อยู่นะครับ คือคงเป็นประเพณีปฏิบัติก็คงขอขอบคุณและชื่นชมกับท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ทํายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ผมถือว่าผมพูดในฐานะที่เป็นบุคคลธรรมดาประชาชน คนหนึ่ง หรือจะเป็นพลเมืองคนหนึ่งที่มีอาชีพทางด้านศิลปวัฒนธรรม แต่ผมคิดว่าผมได้ เรียนรู้และได้เข้าใจในปัญหาหลายอย่างของชาติบ้านเมืองนี้ แล้วก็รัฐธรรมนูญ ๑๙ ฉบับ จนถึงฉบับนี้ ๒๐ ผมคิดว่ามันก็ต้องเป็นทางออกอันหนึ่งที่จะต้องมาช่วยกันปฏิรูป ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญนี้มามันคงไม่ได้ปฏิรูปใคร คือปฏิรูปพลเมือง ปฏิรูปคนก็คงเป็นเช่นนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี วันนี้คือวันที่ครบอายุ ๒๓๓ ปีกับ ๑ วันของการสถาปนา กรุงเทพมหานคร เมื่อวานคือวันเกิดของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะฉะนั้นขออัญเชิญพระราชปรารภ ของพระเจ้าอยู่หัวพระพุทธยอดฟ้า ท่านได้กล่าวไว้ ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา ป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี คอนเซ็พท์ (Concept) ชัดเจน ประชาชน และมนตรีก็คือคน ประชาชน พสกนิกร หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตามที่เรายังพูดกันอยู่นี้ คือจุดเดียวกัน ผมไม่เห็นต่าง พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ จากนั่งครองเมืองถึงปัจจุบัน ก็ทรงลั่นพระปฐมพระบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม เพราะมหาชนชาวสยามจะเป็นคน เป็นประชาชน หรือพลเมือง ก็คือจุดเดียวกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าเรากําลังสร้างประวัติศาสตร์นะครับ ผมก็ขอบคุณ อีกครั้งหนึ่งสําหรับท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและทุกท่านที่อยู่ในนี้ ผมคิดว่า เราคงจะต้องหาในประเด็นเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ที่ผมนั่งฟังอยู่ เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ผมคิดว่าคงคุยกันได้ คงหาความพอดี ความพอเพียง ความพอเหมาะพอควร ความสมเหตุสมผล ผมคิดว่าตัวนี้จะเป็นทางออกในซีกของด้านกฎหมาย เรื่องของการปกครอง ที่เรากําลังเป็นประเด็นกันอยู่ โดยองค์รวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมคิดว่าผมให้คะแนน ดีมากในฐานะที่เป็นครูวาดเขียน ผมคิดว่าดีมาก เพียงแต่ว่าตรงนั้นผมว่าเราน่าจะคุยกัน ให้เสถียรได้น่าจะเป็นทางออกที่ดี
ผมจะขออนุญาตเข้าไปพูดในเรื่องที่ผมเสนอไว้คือแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ฟังท่านประธานบวรศักดิ์ได้กล่าวชี้แจงเมื่อสักครู่ก็เห็นความชัดเจนว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มันมีพันธกิจมีจุดที่เข้มแข็งมากเลย มันจะไปล้อกับหมวด ๔ คือการปฏิรูป ซึ่งจะล้อกัน โดยอะไรก็ไม่ทราบแต่ว่ามันเป็นการล้อกัน คล้ายเป็นกฎหมายคลุมอีกชั้นหนึ่ง ผมคิดว่า เป็นสิ่งที่ดีมาก ในส่วนที่ผมจะเข้าไปพูดคิดว่าคงจะผ่าน ๆ เพราะว่าเวลาจํากัด
ในมาตรา ๘๐ หลายท่านได้พูดไปแล้วผมคงไม่พูดถึง คงเห็นพ้องด้วยกับเรื่อง คําขึ้นต้น ผมคิดว่ามากไปนิดหนึ่ง ผมเห็นด้วยกับท่าน สปช. แต่ท่านได้กล่าวไปแล้วคงไม่ต้อง ออกนามถึง ส่วนในเรื่องส่งเสริมให้ศาสนิกชนให้เข้าใจ เข้าถึงหัวใจ ผมว่าอันนี้โอเค ชัดเจน มากเลย แต่ข้างต้นผมคิดว่าโอเคเหมาะไหม ผมก็คงเห็นด้วยกับท่านผู้ทรงคุณวุฒิหรือท่าน สปช. หลายท่านได้เสนอไว้
ต่อไปมาตรา ๘๑ เมื่อสักครู่ท่าน สปช. ได้พูดไปก่อนหน้าผมในบริบทของมิติ ตรงนั้น ผมก็คงเห็นด้วยในหลักการ แต่ผมอยากจะมองในเรื่องของคําว่า ประชาคมของเรา กับประชาคมโลก หรือจะมองให้แคบเข้าว่าประชาคมที่เราเป็นฮับ (Hub) อยู่ในอาเซียน (ASEAN) ผมคิดว่าเรามีวิสัยทัศน์ล่ะ คือ ๑ ประชาคม ๑ อัตลักษณ์ ๑ วิสัยทัศน์ ตรงนั้น จะประกอบด้วยพันธกิจ ๔ ฐาน ฐานสังคม การปกครอง ฐานที่ ๒ คือเศรษฐกิจ ฐานด้านการศึกษา แล้วก็ฐานด้านวัฒนธรรม ทั้ง ๔ ฐานเขาวางไว้เข้มแข็งมากในอาเซียนหรือในโลกก็ตาม ยิ่งในโลกยุคใหม่เขาบอกว่าการจะพัฒนาโลกในมิติปัจจุบัน ยูเนสโก (UNESCO) เขาบอกว่า เขาต้องหาที่มายด์ (Mind) เข้าหาที่ฐานคือตัววัฒนธรรม รากของความเป็นตัวตนของคน เพื่อจะเป็นฐานในการพัฒนาคน นี่คือยูเนสโกเขาวางทิศทางของการพัฒนาประเทศ พัฒนาคน พัฒนาเมืองไว้ เพราะฉะนั้นเช่นเดียวกันว่าถ้ามองแคบไปที่อาเซียนหรือเข้าไปล้อกับมาตรา ๘๑ ผมคิดว่าที่เขียนไว้ค่อนข้างครอบคลุมมีเรื่องของมนุษยชน การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม แต่ผมว่าขาดเรื่องฐานหนึ่งที่เขาพูดอยู่ในฐาน คือเรื่องการศึกษาหรือองค์ความรู้ เพราะฐานองค์ความรู้เดี๋ยวผมจะพูดในมาตราต่อไป คือมาตรา ๘๔ คือองค์ความรู้นี่สําคัญมาก เราเข้าใจว่าองค์ความรู้ว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นคําว่า ทรัพยากร ทรัพยากรธรรมชาติใช่ แล้วก็ทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรบุคคลที่เป็นองค์ความรู้ เราจะเฝ้าระวังหรือดูแลส่งเสริมเขาอย่างไร หมายถึงในชาติเราที่ท่านประธานผม ท่านประธาน เนาวรัตน์ ขออนุญาตกล่าวนาม คือท่านพูดถึงภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิปัญญา ตรงนี้ล่ะครับ นี่คือองค์ความรู้ องค์ความรู้นี้เดี๋ยวไปโยงในข้อเรื่องการศึกษาแล้วผมจะเข้าไปแตะประกอบไปด้วย คือเราพูดต้องพูดให้ครบทุกด้าน เพราะฉะนั้นองค์ความรู้หรือเรียกว่าการศึกษา มันมีทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย ผมคิดว่าตรงนี้ผมอยากให้เติมคําว่า เรื่องของการศึกษาหรือองค์ความรู้ เข้าไปอีกฐานหนึ่ง ที่ผมอยากจะแตะ ส่วนในซีกอื่น ๆ เมื่อสักครู่ท่าน สปช. ก่อนหน้าผมได้กล่าว ไว้แล้ว แตะในเรื่องวิธีปฏิบัติด้านของวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้ ทรัพยากรธรรมชาติ ผมแตะเรื่องวัฒนธรรมด้านที่เป็นวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ หรืออาจจับต้องได้เป็นศาสนสถาน หรือเป็นโซนนิง (Zoning) ต่าง ๆ ซึ่งเราจะต้องเข้าไปดูแล มันมีมาตรการ มีวิธีการดูแล มันเป็นเรื่องรายละเอียดซึ่งจะต้องมีกฎหมายลูกเข้าไป นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง ผมขออนุญาตผ่านไป
ส่วนมาตรา ๘๓ หลายท่านได้พูดไปแล้วในเรื่องต้องมีกฎหมายลูกเข้ามา ผมเห็นด้วยแต่ในกรอบการเขียนผมว่าชัดเจน เพียงแต่ว่าคําที่ใช้มันคล้าย ๆ ว่าสงวน ดูแล รักษาคุ้มครอง อันนี้ผมว่าเราคงต้องไปตีความแล้วคุยกันให้เสถียรแล้วกัน ผมคิดว่าผมไม่ได้ สนใจเรื่องคําเท่าไร เหมือนกับคําว่า มนุษย์ ประชาชน พลเมือง ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องของ วาทกรรมเป็นตัวหนังสือ แต่หลักการถ้าเราเข้าใจด้วยกันมันน่าจะมีคุยกันได้ ฉะนั้นในกรณี มาตรา ๘๓ ผมว่าต้องมีกฎหมายลูกขึ้นมาเยอะมากที่จะต้องเข้าไปดูแล แม้แต่มาตรา ๘๑ ที่กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้
ผมพูดค่อนข้างจะเป็นห่วงหรืออยากให้ข้อสังเกตขึ้นมามากคือมาตรา ๘๔ รัฐต้องจัด ส่งเสริมและทํานุบํารุงการศึกษาและอบรมทุกระดับ ในโครงที่เขียนไว้ค่อนข้างจะ ครอบคลุมและน่าพอใจหมดตั้งแต่ใน (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) ผมจะพูดเจาะเฉพาะ (๕) กับ (๖) พัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา และปราชญ์ชาวบ้าน อันสําคัญนะครับ ปราชญ์ชาวบ้าน รวมทั้งจัดระบบการให้ค่าตอบแทนทันทีเลย ผมคิดว่าค่าตอบแทนมาจากไหน ผมเข้าใจวิธีคิด ที่จะต้องจัดการเรื่องให้ค่าตอบแทนบุคคลเหล่านี้ที่มันขาดหายไป แต่ผมคิดว่าผมไม่ปฏิเสธ ตรงนั้น แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เราจะนั่งโคด (Code) ขึ้นมาที่ผมพูดไว้เวอร์ชัน (Version) แรก คือองค์ความรู้หรือคุณค่าของปราชญ์ชาวบ้าน หรือแม้แต่บุคลากรที่เป็นครูบาอาจารย์ ที่เป็นองค์ความรู้เราจะวัด เราจะดูเขาอย่างไร เป็นปัญหาทางด้านการศึกษาของชาติเรามาก ในเรื่องของการประกันคุณภาพหรือการทําทีคิวเอส (TQS) ในการประกันคุณภาพ ซึ่งเราใช้กรอบในการประเมิน คือขออนุญาตพูดไม่ใช่นอกเรื่องแต่อยู่ในประเด็นนั่นคือ เฮาว์ทู (How to) คือวิธีปฏิบัติจะต้องทําอย่างไร คือการประกันคุณภาพที่เราตั้งกรอบ ขององค์ความรู้ไปในกรอบของประเภทงานวิจัย แต่ว่าองค์ความรู้ที่เป็นงานลักษณะอื่น ๆ มันหายไป งานลักษณะอื่น ๆ ในทางวิชาการมี ขออนุญาตทดเวลาแล้วกันนะครับ ผมจะได้ ใช้สิทธิอีกครั้งหนึ่งในช่วงปฏิรูป ฉะนั้นงานลักษณะอื่น ๆ สําคัญมากมันขาดหายไป ลักษณะอื่น ๆ ที่เป็นตัวแปรกับงานนวัตกรรมซึ่งเป็นองค์ความรู้ประเภทหนึ่งเป็นพวกแพรคทิส เบส (Practice based) ทําอย่างไรนี่คือแนวปฏิบัติซึ่งมันขาดหายไป ผมเห็นด้วยกับงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อันนั้นโอเค นวัตกรรมก็เห็นด้วย แต่งานลักษณะอื่น ๆ มีอยู่จริง แต่มันขาดหายไป พวกปราชญ์ชาวบ้านหรือองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านนั้น จะออกไปเรื่องของงานลักษณะอื่นค่อนข้างมาก เราจะมีวิธีการเข้าไปดูแลอย่างไรในการวัดค่า วัดระดับ ประเมิน ให้คุณค่า ตั้งมูลค่า ให้ค่าตอบแทน ให้เกียรติยศศักดิ์ศรีเขา คําว่า เกียรติยศศักดิ์ศรีเขาสามารถเข้ามาสอนในมหาวิทยาลัย ในสถาบันการศึกษาได้โดยที่เขาไม่มี ตําแหน่ง ผศ. หรือ รศ. หรือดอกเตอร์ บุคคลเหล่านี้ชื่อจะหายไปจากวงการการศึกษาของชาติ เพราะถือว่าไม่มีตําแหน่งทางวิชาการ ไม่สามารถสอนได้ อันนี้เป็นเรื่องรายละเอียดก็จริง แต่ผมอยากเรียนว่านี่คือปัญหาของชาติเรา ถ้าองค์ความรู้หรือทรัพยากรบุคคลที่เป็นองค์ความรู้ เหล่านี้มันไม่ได้รับการยอมรับในการศึกษาของชาติมันก็เป็นผลของเรื่องในมาตรา ๘๑ ที่เราจะเอา องค์ความรู้เหล่านี้ไปโชว์ไปแข่งกับเขาในระดับนานาชาติหรือในอาเซียนหรือระดับนานาชาติ นี่คือสิ่งที่คิดว่าเป็นสิ่งที่เรากําลังมองข้ามหรือมองไม่เห็นหรือไม่เห็นความสําคัญนะครับ เพราะฉะนั้นการส่งเสริมในข้อ ๖ ส่งเสริม สนับสนุนการศึกษา วิจัย พัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมนั้นผมเห็นด้วยหมด แต่ผมจะเติมว่างานในประเภทลักษณะอื่น ๆ ที่เป็นแพรคทิส เบส ที่มีอยู่เยอะมากในสังคมมนุษย์ ในเอเชียหรือในทั่วโลก แต่ต่างประเทศ เขาส่งเสริมกันแต่บ้านเราขาดหายไป อันนี้อยากจะเรียนฝาก
ในประเด็นสุดท้ายด้านศิลปวัฒนธรรม ผมคงไม่ได้พูดขออนุญาตใช้สิทธิ ที่ท่านอาจารย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์เตือนใจ สินธุวณิก ได้กล่าวไว้แล้วว่า ผมค่อนข้างจะแฮปปี (Happy) ในฐานะที่เป็นบุคคลในด้านศิลปวัฒนธรรมที่กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาให้ความเมตตากับองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ แล้วก็บรรจุเป็นหัวเงื่อนสําคัญไว้มากมายในเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญตัวนี้นะครับ ก็ขอบคุณไว้อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ
อาจารย์ใช้ไป ๑๒ นาทีครึ่ง เชิญคุณเทียนชัย ปิ่นวิเศษ ครับ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่านครับ ผม เทียนชัย ปิ่นวิเศษ ต้องขอบพระคุณครับ โชคดีครับ ได้พูดหลังท่านอาจารย์ปรีชา เพราะมีบางประเด็นบางเรื่องซึ่งจะสอดคล้องแล้วก็ล้อกับที่ ท่านอาจารย์ปรีชาได้อภิปรายไปนะครับ ก่อนอื่นผมต้องใคร่ขอกราบขอบพระคุณ ท่านประธานที่กรุณาให้ผมได้อภิปรายในวันนี้นะครับ เพราะจาก ๒ วันที่ผมได้ฟังท่านสมาชิก ได้อภิปรายมาทําให้คําอภิปรายซึ่งผมเตรียมไว้ประมาณนี้นะครับ ขณะนี้เหลือเพียงเท่านี้ครับ เพราะว่าผมจะไม่อภิปรายซ้ําในประเด็นที่ท่านเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว ดังนั้นผมใคร่ ที่จะขอใช้เวลาในการอภิปรายเพียงครั้งเดียวจะใช้เวลาประมาณสัก ๒๐ นาที แต่ถ้าหากว่า เวลาเหลืออยู่ผมก็จะขออนุญาตยกเวลาที่เหลือให้กับทางสภาแห่งนี้นะครับ
ผมใคร่ที่จะขออนุญาตอภิปรายใน ๓ มาตราด้วยกัน โดยขอเริ่มในหมวด แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตราที่ผมจะขออภิปรายก็คือมาตรา ๘๔ (๖) และมาตรา ๘๘ วรรคท้าย โดย ๒ มาตรานี้จะเชื่อมโยงกับการอภิปรายในมาตรา ๒๙๑ ท่านประธานที่เคารพ หากว่าเรามองอยู่รอบ ๆ ตัวเรานับตั้งแต่เราตื่นนอนขึ้นมาจนถึงเวลาที่เรากลับไปเข้านอน อีกครั้งหนึ่ง สิ่งที่เราพบเห็นเราจะเห็นได้เลยว่าไม่ว่าจะเป็นสบู่ ยาสีฟัน เครื่องแต่งกาย ปากกา หรือแม้แต่โทรศัพท์มือถือ ล้วนมีจุดเกาะเกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้นครับ ท่านประธาน ไม่ว่าจะด้านลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า สิทธิบัตร หรือสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ผมขออนุญาตยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างนี้ครับ เช่น บทกลอนของท่านอาจารย์เนาวรัตน์ นั่นคืองานวรรณกรรม ภาพเขียนของท่านอาจารย์ปรีชานั่นคืองานศิลปกรรม ข้าวไร่ลืมผัว เพชรบูรณ์ ส้มโอทับทิมสยาม ปากพนัง ผ้าตีนจก แม่จัน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ หรือแม้แต่คําปราศรัย หรือว่าคําสุนทรพจน์ก็คืองานวรรณกรรม ทั้งหมดนี้เราจะพบได้เลยว่า มันล้อมรอบอยู่ตัวเราและเป็นงานทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น จะกล่าวโดยสรุปก็คือว่า ทรัพย์สินทางปัญญาปรากฏอยู่ทุกหนทุกแห่งรวมถึงในสภาแห่งนี้ด้วยครับ แต่มีที่หนึ่ง ผมหาแล้วไม่เจอ ไม่พบถ้อยคําคําว่า ทรัพย์สินทางปัญญา เลย ในรัฐธรรมนูญที่ผมถืออยู่นี้ ไม่มีถ้อยคําคําว่า ทรัพย์สินทางปัญญา อยู่เลย เราจะว่าสภาแห่งนี้ไม่ได้ให้ความสําคัญ เกี่ยวกับเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ก็ไม่ใช่ครับ เพราะตอนที่สภาแห่งนี้ได้ตั้งกรรมาธิการขึ้นมา ๑๘ คณะด้วยกัน ๑ ในคณะกรรมาธิการนั้นชื่อว่า คณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา และกรรมาธิการชุดดังกล่าวนี้เอง ได้นําเสนอต่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต่างกรรมต่างวาระพร้อมชี้แจงแสดงเหตุผล ถึงความสําคัญและความจําเป็นที่จะต้องบรรจุบทบัญญัติว่าด้วยเรื่องทรัพย์สินทางปัญญา ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แต่ปรากฏว่าบทบัญญัติว่าด้วยทรัพย์สินทางปัญญาไม่มีอยู่ครับ ท่านประธานที่เคารพ ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ มาตรา ๘๖ ได้บัญญัติไว้อย่างชัดเจน เรื่องทรัพย์สินทางปัญญา และใน (๒) ได้บัญญัติถึงการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาเอาไว้ พร้อมอรรถาธิบายแสดงถึงเจตนารมณ์ในการยกร่างรัฐธรรมนูญ และหนึ่งในนั้นก็คือว่า เพื่อส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเพื่อประโยชน์การเจรจาทางการค้า ในสภาวะปัจจุบันกระบวนการเจรจาทางการค้าทั้งทวิภาคีและพหุภาคีหนึ่ง ในหัวข้อ ในการเจรจานั้นก็คือทรัพย์สินทางปัญญา ในขณะนี้สภาแห่งนี้มีแนวทางในการที่จะปฏิรูป ประเทศเพื่อความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน โดยมีวิทยาศาสตร์เป็นพื้นฐานแห่งความคิด เราต้องการส่งเสริมให้มีการสร้างสรรค์เทคโนโลยี มีนวัตกรรมนําไทยและสนับสนุนการสร้างงาน ทรัพย์สินทางปัญญาอีกครั้งครับ แต่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีถ้อยคําคําว่า ทรัพย์สินทางปัญญา อยู่เลย โดยเฉพาะในด้านการศึกษา เพราะเราต้องการสร้างสังคมแห่งการเคารพสิทธิ เรามีความจําเป็นต้องให้ความรู้ในเรื่องสิทธิของแต่ละบุคคล และในขณะเดียวกันเพื่อให้เขาตระหนักในสิทธิของผู้อื่นและจะต้องไม่มีการก้าวล่วงหรือว่า ไปละเมิดสิทธิของผู้อื่นและหนึ่งในนั้นก็คือว่าต้องมีการรู้และเข้าใจในเรื่องสิทธิทรัพย์สิน ทางปัญญาด้วย สังคมส่วนหนึ่งยังมีความสับสนในด้านทรัพย์สินทางปัญญาอยู่ครับ โดยลืมไปว่า การใช้สิทธิของตนนั้นได้กระทบและละเมิดสิทธิทางทรัพย์สินทางปัญญาของผู้อื่น แม้แต่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเองยังสับสนในประเภทของงานด้านทรัพย์สินทางปัญญา เช่นมีหลายคนเป็นผู้ใหญ่ เรียกคําว่า ลิขสิทธิ์ยา แทนที่จริง ๆ แล้วมันคือสิทธิบัตรยา ในมาตรา ๘๔ ในร่างรัฐธรรมนูญบัญญัติว่า รัฐต้องจัด ส่งเสริมและทํานุบํารุงการศึกษาอบรมทุกระดับ และทุกแบบโดย (๖) บัญญัติว่า ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนา ด้านวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมและการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว รวมทั้งการคุ้มครองภูมิปัญญา และสิทธิประโยชน์ที่เกิดขึ้น ผมขอเน้นคําว่า ภูมิปัญญา ซึ่งถ้าท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญจะให้ความหมายว่าภูมิปัญญา จะหมายรวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาด้วย กระผมเห็นว่าถ้อยคําดังกล่าวยังไม่ชัดเจนครับ ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญในปี ๒๕๕๐ บัญญัติไว้ ชัดเจนกว่าโดยใช้ถ้อยคําว่า ทรัพย์สินทางปัญญา ในขณะที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ใช้คําว่า ภูมิปัญญา ซึ่งคําว่า ภูมิปัญญา หรือว่าวิสดอม (Wisdom) เป็นคําที่เป็นนามธรรมครับ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานให้ความหมายว่าภูมิปัญญาคือพื้นความรู้ ความสามารถ ภูมิปัญญาคือความสามารถในการคิด โดยสรุปคําว่า ภูมิปัญญา ก็คือคําที่เป็นนามธรรม เป็นฐานทางความคิด ในขณะที่ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นรูปธรรม เราสามารถสัมผัสได้ รับรองสิทธิได้และคุ้มครองสิทธิได้ ดังนั้นเพื่อความชัดเจนและจะไม่ต้องเป็นการที่ทิ้งภาระ ในการแปลความในอนาคต กระผมใคร่ขอเสนอผ่านสภาแห่งนี้เพื่อขอแก้ไขร่างรัฐธรรมนูญ ดังนี้ครับ ใน (๖) ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษาวิจัยและพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญา และการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวรวมถึงการคุ้มครอง ภูมิปัญญา ทรัพย์สินทางปัญญาและสิทธิประโยชน์ที่เกิดขึ้น ในมาตรา ๒ ที่ผมจะขออนุญาต อภิปรายก็คือมาตรา ๘๘ ว่าด้วยเรื่องส่งเสริมแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง วรรคท้าย เกี่ยวด้วยเรื่องรัฐต้องส่งเสริมผู้ประกอบการรายย่อย รัฐธรรมนูญเขียนอย่างนี้จริง ๆ ครับ และขนาดกลาง ซึ่งในวรรคดังกล่าวรัฐให้ส่งเสริมและสนับสนุนสินค้าและบริการ จากภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย ซึ่งเป็นแนวทางที่ถูกต้องครับ แต่ไม่เพียงพอ เพราะเราจะเห็นได้เลยว่าไม่ว่าจะในยุโรป ประเทศออสเตรเลีย ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลี และประเทศจีน ก็มีการสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจโดยนําภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ แต่สิ่งที่ ช่วยเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างจริงจังและมีมูลค่าที่มหาศาลคือการนําทรัพย์สินทางปัญญา มาใช้ควบคู่ไปด้วยครับ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างแบรนด์ (Brand) หรือที่เรียกว่าเครื่องหมายการค้า หรือการนําทรัพย์สินทางปัญญามาใช้ควบคู่ไปนะครับ หรือว่าการเข้าถึงและนําทรัพย์สิน ทางปัญญาไปพัฒนาเพื่อให้เกิดมูลค่าทางเศรษฐกิจ การจดทะเบียนสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ที่ช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ขออนุญาตยกตัวอย่างครับ ส้มโอทับทิมสยาม ปากพนัง ปัจจุบันนี้ลูกละ ๔๕๐ บาทถึง ๕๐๐ บาทครับ ผมขอแสดงความยินดี กับท่านอาจารย์สืบพงศ์ซึ่งเป็นชาวนครศรีธรรมราชด้วยนะครับ การนําทรัพย์สินทางปัญญา มาใช้จะช่วยลดความเหลื่อมล้ําและเพิ่มรายได้ และคุณภาพชีวิตให้กับเกษตรกร และผู้ประกอบการรายย่อย และขนาดกลางได้ครับ ดังนั้นผมขอเสนอแก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๘๘ วรรคท้ายดังนี้ครับ รัฐต้องส่งเสริมการประกอบวิสาหกิจขนาดย่อม และขนาดกลาง วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคม ส่งเสริมและสนับสนุนสินค้า และบริการจากภูมิปัญญาท้องถิ่นโดยนําทรัพย์สินทางปัญญามาใช้เพื่อเพิ่มมูลค่า ทางเศรษฐกิจ ถ้อยคําที่เหลือให้ยืนตามเดิมครับ
มาตรา ๓ ซึ่งผมจะขออนุญาตอภิปรายเป็นมาตราสุดท้ายคือมาตรา ๒๙๑ ว่าด้วยเรื่องการปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ผมได้พูดถึงทรัพย์สินทางปัญญา ที่ปรากฏอยู่ในรอบตัวเราและทรัพย์สินทางปัญญามีความเกาะเกี่ยวจนเกือบจะเป็นเนื้อเดียว กับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมและวิจัย ซึ่งงานเหล่านั้นผู้สร้างสรรค์ต้องการจะสร้างงาน ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของประชาสังคมครับ แต่ในขณะเดียวกันผู้สร้างสรรค์ก็สมควรที่จะได้รับ การเคารพในสิทธิ ในสิ่งที่เขาสร้างขึ้นมาและเขาควรที่จะได้รับการคุ้มครองในสิทธิในผลงาน ของเขา รวมทั้งการได้รับการคุ้มครองในสิทธิทางเศรษฐกิจในช่วงระยะเวลาหนึ่ง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ผลงานที่เขาสร้างมาเหล่านั้นก็จะตกเป็นงานสาธารณะ ตกเป็นงานของประชาสังคมที่ได้ใช้ ประโยชน์กัน ท่านประธานที่เคารพครับ ขณะนี้เรากําลังให้พวกเขาสร้างผลงานนวัตกรรมที่ดี ให้สังคม สร้างยาดี ๆ เพื่อรักษาโรค สร้างงานวิจัยดี ๆ เพื่อนํามาต่อยอดพัฒนา และนํามาใช้ ในเชิงพาณิชย์ เราต้องการคํากลอนที่ไปล้อจากท่านอาจารย์เนาวรัตน์ เราอยากเห็นภาพวาด อันวิจิตรอลังการจากท่านอาจารย์ปรีชา เราอยากเห็นความยิ่งใหญ่ของภาพยนตร์ไทย สู่สายตาชาวโลก เราต้องการบทเพลง ภาพยนตร์ไทย เพลงไทย ผ้าไทย อาหารไทย และวัฒนธรรมไทย เพื่อเชิญชวนชาวโลกมาเที่ยวประเทศไทย เราอยากนํานวัตกรรม และเทคโนโลยีมาสร้างความเจริญให้กับสังคมไทย แต่เรากลับไม่พูดถึงมาตรการเรื่องการปฏิรูป การรับรองสิทธิ และการปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของเขาเหล่านั้นเลย ท่านอาจารย์ปรีชาได้แตะไว้เมื่อสักครู่พูดถึงสิทธิอื่น ๆ ซึ่งผมเข้าใจว่านั่นก็คือสิทธิ ทางทรัพย์สินทางปัญญานะครับ ดังนั้นถ้าหากว่าเราไม่ได้พูดถึงเรื่องการปฏิรูปด้านการรับรองสิทธิ การปกป้องสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาของเขาเหล่านั้น เรากําลังเชิญชวนนักประดิษฐ์ นักคิด นักวิทยาศาสตร์ นักวิจัย นักสร้างนวัตกรรมกลับบ้าน กลับเมืองไทย เพื่อกลับมาใช้ ๑ สมอง ๒ มือ เพื่อสร้างงานที่มีค่าให้กับประชาสังคมไทย แต่ถ้าเราไม่ได้มีการพูดถึง เรื่องการรับรองสิทธิ และปกป้องสิทธิให้เขาเหล่านั้น เช่นนี้จะมีสักกี่คนครับที่จะมั่นใจว่า สิทธิของเขาจะได้รับการคุ้มครองและได้รับการรับรอง กรรมาธิการวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญา ได้ให้ความเห็นทั้งวาจาและลายลักษณ์อักษร ต่อท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญถึงความสําคัญในการปฏิรูปทรัพย์สินทางปัญญา และการรับรองคุ้มครองสิทธิ เพราะว่าการรับรองและคุ้มครองสิทธินั้นไม่ได้หมายถึง การกระทําแต่เฉพาะในขอบเขตประเทศไทยเท่านั้น แต่งานของคนไทยได้แพร่ขยายไป ในระดับนานาชาติแล้ว แต่เราไม่ได้พูดถึงว่ารัฐจะช่วยเอสเอ็มอีส์ของไทยในการที่จะได้รับ การรับรองสิทธิและพิทักษ์สิทธิในต่างประเทศอย่างไร เพราะงานวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม จะไม่หยุดยั้งเพียงแค่ชายขอบเขตประเทศไทยเท่านั้น พรมแดนไม่ใช่ขีดจํากัด ของงานประดิษฐ์ พรมแดนไม่ใช่ขีดจํากัดของงานทรัพย์สินทางปัญญา และงานเหล่านั้นจะด้อย คุณค่าถ้าไร้ซึ่งความรับรองและการปกป้องสิทธิ รัฐกําลังผลักดันดิจิทัล อีโคโนมี (Digital economy) และดิจิทัล อีโคโนมีจะก้าวเดินต่อไปไม่ได้ครับ ถ้าขาดคอนเทนท์ (Content) หรือเนื้องาน และการมีบิก ดาตา (Big data) หรือว่าข้อมูลรวม ซึ่งทั้งคอนเทนท์และดาตา ล้วนผูกโยงกับทรัพย์สินทางปัญญาทั้งสิ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอเสนอแก้ไขเพิ่มเติม มาตรา ๒๙๑ ดังนี้ครับ มาตรา ๒๙๑ ให้มีการปฏิรูปด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และ ทรัพย์สินทางปัญญาตามแนวทางดังต่อไปนี้
(๓) สร้างฐานข้อมูลการประดิษฐ์คิดค้นทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญา และจัดให้มีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวอย่างทั่วถึง รวมทั้งส่งเสริม ให้มีการนําผลการศึกษา วิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นไปใช้ในกระบวนการผลิตและการให้บริการ
(๔) จัดให้มีและพัฒนากลไกในการคุ้มครองแบ่งปันและการนําผลงาน การประดิษฐ์คิดค้นและการสร้างสรรค์ทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และทรัพย์สินทางปัญญา มาใช้อย่างมีประสิทธิภาพ
(๕) สนับสนุนหรือลงทุนให้องค์กรบริหารท้องถิ่น ชุมชน และผู้ประกอบการ รายย่อยในภาคเกษตรกรรม ภาคการผลิต และภาคบริการ ใช้เทคโนโลยี นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญามาสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าและบริการ ข้อความที่เหลือ ให้คงเดิมครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมใคร่ขอขอบคุณท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ใช้สติปัญญาและความอุตสาหะในการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ดีให้กับพลเมืองสยาม พลเมืองไทย แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่สมบูรณ์เลยครับถ้าท่านไม่กรุณาแก้ตามที่ผมร้องขอ ขอบพระคุณครับ
ท่านใช้ไป ๑๔ นาทีเศษ ๆ นะครับ เชิญพลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ ท่านมี ๒๐ นาทีเต็ม
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ผม พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ สมาชิกหมายเลข ๐๖๒ วันนี้ผมจะพูดหลักใหญ่ ๆ ก็คือเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นผมก็คงเหมือนทุก ๆ ท่านนะครับ คือผมอยากจะให้กําลังใจกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน ตลอดเวลา ๒ วัน ที่ผ่านมาในเรื่องของการอภิปรายของสมาชิกมีทั้งคําติ คําชม คําถาม แล้วก็มีข้อเสนอแนะ มากมาย ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดในภาวะไม่ปกติ ก็เหมือนทุกครั้งรัฐธรรมนูญมักจะเกิด ในภาวะไม่ปกติ แต่ก็มีสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นมากมาย มีมาตราใหม่ ๆ เกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างจาก รัฐธรรมนูญฉบับเก่า ผมเข้าใจดีว่าหลายท่านพูดไปแล้วว่ารัฐธรรมนูญไม่สามารถทําให้ถูกใจ ทุกคน แต่ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้พยายามบรรจุข้อความตามความต้องการ ของสมาชิกโดยมองถึงเรื่องผลประโยชน์ของชาติเป็นสําคัญตามจุดมุ่งวิสัยทัศน์ที่ได้วางไว้ ในเรื่องของความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ผมเห็นด้วยกับการอภิปรายของหลาย ๆ ท่านที่ว่า เราเดินทางผิดหรือเปล่าที่เราพยายามจะจํากัดให้รัฐบาลนั้นมีหลายพรรค จริง ๆ แล้วการทํา ให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งน่าจะเป็นอุดมคติของประเทศชาติ แต่ทําอย่างไรให้รัฐบาลนั้น มีคุณธรรม จริง ๆ เราได้ผ่านประสบการณ์ทั้ง ๒ อย่างมาแล้วทั้งการมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง และการมีรัฐบาลที่หลายพรรค แต่เราก็ล้มเหลวในระยะเวลา ๘๒ ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่า ที่จําเป็นไม่ว่าจะเขียนดีแค่ไหน การที่วางมาตรการการตรวจสอบ กํากับ ดูแล ควบคุมอย่างมี ประสิทธิภาพ น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เช่น การเกิดขึ้นของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมือง องค์การตรวจสอบภาคประชาชนตามมาตรา ๒๘ แต่ควรจะต้องกําหนด อํานาจหน้าที่ที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เป็นกับดักของการบริหารประเทศ ในขณะเดียวกันผมคิดว่า มีความจําเป็นที่จะต้องสร้างคนไทยยุคใหม่ที่มีคุณธรรม จริยธรรม ที่มีความเป็นคนดี ซึ่งมีมาตราที่เกี่ยวข้อง คือมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ มาตรา ๘๕ และมาตรา ๒๘๖ ในเรื่องที่ เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาจะเห็นว่าการปฏิรูปคนผมว่ามันน่าจะเป็นเรื่องสําคัญที่สุด แต่ว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่พูดถึงว่าทั้ง ๓ มาตราในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และพูดถึง เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งน่าจะเป็นการพัฒนาคนเพียงหัวข้อเดียวเท่านั้นเอง และเราจะเห็นว่าสังคมในขณะนี้ก็ไปถึงจุดที่เสื่อมถอย จริง ๆ แล้วมันควรจะมีหัวข้อ ในเรื่องของการปฏิรูปด้านสังคมหรือไม่ อันนี้เป็นข้อคิดนะครับ ผมไม่อยากเสียเวลาเรื่องนี้มาก
ทีนี้ผมขอเข้าเรื่องที่ผมอยากจะพูดมากที่สุด คือเรื่องของการแพทย์แผนไทย ผมต้องขอขอบคุณแล้วก็ขอบคุณจริง ๆ นะครับ เพราะว่าคําขอบคุณของผมเป็นคําขอบคุณ อย่างลึกซึ้งแล้วก็ซาบซึ้งด้วย ผมอยากจะกล่าวแทนความรู้สึกจากใจของบุคลากร ทางการแพทย์แผนไทยของทุก ๆ คน ท่านทราบไหมครับว่าแค่ข้อความว่า ส่งเสริมการนํา แพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ในการให้บริการ ในมาตรา ๘๖ มี ๒ ข้อความ อันนี้ทั้งร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่นี่คือความฝันแล้วถือว่าท่านได้ใจของบุคลากร ทางการแพทย์แผนไทยทั้งแผ่นดินก็ว่าได้ ซึ่งมีจํานวนประมาณ ๓๐,๐๐๐ คนที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ กับสภาการแพทย์แผนไทยและยังมีธุรกิจต่อเนื่องอยู่อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ธุรกิจสปา (Spa) การนวด หรือแม้ว่าอุตสาหกรรมสมุนไพร อุตสาหกรรมเกี่ยวกับความงาม เป็นต้น ในวันนี้ที่ผมได้พูดเรื่องนี้ผมอยากจะคิดว่าเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ด้วยซ้ําไป เพราะว่าที่ผ่านมาในอดีตทั้ง ๆ ที่เราบอกว่าการแพทย์แผนไทยน่าจะเป็นการแพทย์ประจําชาติ ด้วยซ้ําไป แต่ไม่เคยมีการกล่าวถึงเลยถึงความสําคัญในเชิงให้ความสําคัญด้วย แม้กระทั่ง ในสภาที่ผ่านมาทุกสภา ผมจึงขอเรียนย้ําว่าข้อความนี้ที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นําไปใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นการสร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงให้กับชาติไทย และผมว่าท่านจะสร้างให้ยิ่งใหญ่มากไปอีกคงน่าจะต้องมีการแก้ไขที่ผมจะพูดในโอกาสต่อไป
ในมาตรา ๘๖ เขียนไว้ว่า รัฐต้องจัดและส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการบริการ สาธารณสุขที่เหมาะสม ทั่วถึง มีคุณภาพได้มาตรฐานและได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน อันจําเป็นอย่างเท่าเทียม ส่งเสริมการนําแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ ในการบริการ แล้วก็ว่าไปอื่น ๆ นะครับ ในมาตรานี้จริง ๆ แล้วมาจากมาตรา ๘๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ส่วนที่แตกต่างอย่างที่ผมเรียนให้ทราบซึ่งก็มีหลายท่าน โดยเฉพาะกรรมาธิการก็ได้พูดไปแล้วในบางส่วน ในมาตรา ๘๖ มันมีข้อความที่ถือว่าสําคัญก็ได้ หรือไม่สําคัญก็ได้เพียงเล็กน้อย เพราะว่าในมาตรา ๘๖ มีข้อความที่ลอกมาจากมาตรา ๕๘ (๒) ในส่วนที่ ๒ ในเรื่องของสิทธิพลเมือง มาตรา ๕๘ นะครับ ก็คือข้อความว่า รัฐต้องจัด และส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสม ในมาตรา ๕๘ มีคําว่า อย่างด้วย อย่างทั่วถึง ผมก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้มันจะสําคัญหรือไม่ แต่ถ้าคิดว่าข้อความในรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องสําคัญ ความตรงกันและสอดคล้องก็น่าจะเหมือนกันนะครับ ฉะนั้นถ้าสามารถจะใส่ ได้แค่คําว่า อย่างทั่วถึง ก็จะเหมือนในมาตรา ๕๘ มีความจําเป็นที่จะต้องพูดถึงความหมาย ของคําว่า การแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทย เพราะว่ามันเป็นเรื่องสําคัญ คําจํากัดความนี้มีความสําคัญ คือมีคนอภิปรายแทนผมไปแล้ว ท่านที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ พูดถึงคําว่า ภูมิปัญญา จริง ๆ แล้วคําว่า ภูมิปัญญา ก็เกี่ยวข้อง ผมก็ขออธิบายเสริมเพิ่มเติม ขึ้นไปเล็กน้อยว่าคําว่า ภูมิปัญญา มันเป็นเรื่องขององค์ความรู้ด้วยที่เกิดจากการสร้างสม ประสบการณ์ที่ใช้สืบต่อกันมาในชีวิตประจําวัน เป็นความรู้ที่ประกอบไปด้วยคุณธรรม สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้าน ไม่ได้แบ่งแยกเป็นส่วน ๆ แต่มีความสัมพันธ์กัน ทั้งการทํามาหากิน การอยู่ร่วมกันในชุมชน แล้วก็รวมถึงทางศาสนา พิธีกรรม ประเพณี เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ แล้วก็สิ่งที่เหนือธรรมชาติ แล้วเราก็ นําเอาคําว่า ภูมิปัญญา ไปใช้อย่างแพร่หลายในหลาย ๆ ที่ แม้กระทั่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็มีการใช้คําว่า ภูมิปัญญา ในหลายมาตรา ก็แล้วแต่ว่าจะใช้ เพราะคําว่า ภูมิปัญญา อาจจะ เป็นส่วนเริ่มต้นแล้วก็จะต่อท้าย เราอาจจะได้ยินคําว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาด้านสุขภาพ ด้านอะไร แต่คําว่าภูมิปัญญาจริง ๆ แล้ว ในพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาไทยซึ่งเป็นกฎหมาย ได้ให้ความหมายไว้ว่ามีอยู่ทั้งหมด ๙ หัวข้อ ซึ่งมันทั้งเรื่องของอาหารการกิน เรื่องของศิลปวัฒนธรรม เรื่องศาสนา แล้วก็เรื่อง ของการแพทย์แผนไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาอยู่ในหัวข้อนี้ด้วย ทีนี้เราพูดถึงคําว่า การแพทย์แผนไทย มันเป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพ เป็นที่สืบเนื่องต่อเนื่องกันมา เป็นความรู้จากตําราการแพทย์แผนไทยที่ได้มีการศึกษากันมา แล้วก็มีการใช้เครื่องมือ วิทยาศาสตร์ด้วย มีการจัดทําเป็นตําราหมวดหมู่แพร่หลาย แล้วก็การแพทย์แผนไทยผมได้พูด ไปแล้วนะครับว่ามันประกอบไปด้วยด้านเภสัชกรรม เวชกรรม ผดุงครรภ์ แล้วก็การนวดไทย แล้วก็แพทย์พื้นบ้านไทย ส่วนการแพทย์พื้นบ้านไทยก็คล้าย ๆ กับการแพทย์แผนไทย แต่ว่าเราเน้นถึงเรื่องของวิถีชีวิต วิถีของชุมชน ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรม จารีตประเพณี และทรัพยากรในท้องถิ่น เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงว่าความหมายของ ๓ คํานี้ คือภูมิปัญญา มีความหมายที่กว้าง แล้วก็การแพทย์แผนไทยก็กว้างรองลงมาแต่เน้นในเรื่องของเรื่องสุขภาพ แล้วก็เรื่องการแพทย์พื้นบ้านไทย ที่ผมคิดว่าการใช้ ๒ คํานี้มันมีความหมายที่ตรง ตามวัตถุประสงค์เพื่อที่จะมุ่งพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทยเพื่อให้เป็น การแพทย์ประจําชาติ แล้วก็มีความก้าวหน้าต่อไปคู่กับความเป็นชาติ ผมอยากจะพูดถึง ความสําคัญของแพทย์พื้นบ้านไทย จะเห็นว่าในสังคมไทยหรือว่าตามที่สถิติ ที่สํานักการแพทย์พื้นบ้านไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกได้มีข้อมูล มานะครับ ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๖ เรามีแพทย์พื้นบ้านไทยจํานวน ๑๖๕ คน ที่ได้รับการรับรอง แล้วก็พอถึงในปีปัจจุบัน ปี ๒๕๕๘ ก็ปรากฏว่าทั้ง ๑๖๕ คน เหลือ ๑๔๓ คน ก็ตายไปแล้ว ประมาณ ๒๒ คน ก็คิดว่า ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ที่ผมยกตัวอย่างอันนี้ให้ดูก็เพราะว่า แพทย์พื้นบ้านไทยมันเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม มันเกิดขึ้นมาก่อนการแพทย์แผนไทย แล้วมันก็อนุรักษ์ ทุกประเทศเขาอนุรักษ์กันทั้งนั้น แต่ว่าแพทย์พื้นบ้านไทยนับวัน มีการล้มหายตายจากแล้วก็แทบจะสูญไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีการดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว ผมคิดว่าสักวันหนึ่งแพทย์พื้นบ้านไทยจะต้องหมดไปจากแผ่นดินไทย อันนี้คงไม่ใช่ การประเมินที่เกินเลยนะครับ เพราะว่าจากการที่ลงไปในพื้นที่หรือได้พูดคุยอะไรกับผู้ที่รู้เรื่องนี้ทุกคนก็จะมีความเห็นกัน เหมือนกันนะครับว่า แล้วแพทย์พื้นบ้านไทยจริง ๆ แล้วคือเขามีวิธีการโดยเฉพาะของเขา คือการรับมอบตัวเป็นศิษย์ ซึ่งก็จะพิจารณากันอย่างค่อนข้างจะรอบคอบเลย เพราะว่า แพทย์พื้นบ้านไทยมันมีวิชาการที่ สมมุติว่าเอาไปใช้ทางดีได้ ทางร้ายเสีย เพราะฉะนั้น คนที่เป็นอาจารย์หรือคนที่เป็นแพทย์พื้นบ้านจริง ๆ เขาจะพิจารณาในเรื่องของคุณธรรม ของคนที่จะมาเป็นศิษย์ เพราะฉะนั้นการรับก็ยาก นอกจากรับยากแล้วก็หาคนที่สืบต่อ คืออย่าบอกว่ารับยาก คนที่จะสมัครมาเป็นศิษย์ก็ยากอีกเหมือนกัน จะเห็นว่าคนที่มีลูกหลาน ลูกหลานก็ไม่รับช่วงต่อ เพราะว่ายิ่งในยุคภาวะที่เป็นโลกาภิวัตน์ มีความเจริญทางวัตถุมาก ลูกหลานไม่รับช่วง เพราะเห็นอยู่แล้วว่าอนาคตเป็นอย่างไร คือไม่มีแพทย์แผนไทยคนไหนเลย ก็ว่าได้ที่รวยนะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าต้องให้ความสําคัญ รวมถึงในร่างรัฐธรรมนูญ จําเป็นจะต้องเขียนและต้องมีวิธีการที่จะดําเนินการไปด้วย ผมจําได้ว่าในวันแรก ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ได้อภิปรายแล้วก็พูดถึงว่าในจังหวัดภาคใต้มีแพทย์พื้นบ้านที่นํา ภูมิปัญญามลายูมาใช้ เป็นไปได้ไหมที่ว่ามันจะต้องมีคํานี้เพื่อให้มีการระลึกถึงว่าพื้นเพ มาอย่างไร แล้วก็เป็นการให้เกียรติของภูมิปัญญาดั้งเดิมของพื้นที่อันนั้นที่ให้มาด้วย ผมขอเรียน ชี้แจงในเรื่องนี้นะครับว่าการที่ใช้คําว่า แพทย์พื้นบ้านไทย มันเป็นภาษาราชการ แต่จริง ๆ แล้ว คําว่า แพทย์พื้นบ้านไทย มันมีอยู่หลายภาค เราจะเห็นว่าในภาคเหนือเราใช้คําว่า แพทย์พื้นบ้านล้านนา ถ้าเป็นอีสานก็ไม่มีคําที่มีความหมายเป็นพิเศษแล้วเราก็จะใช้คําว่า การแพทย์พื้นบ้านอีสาน แล้วก็มีการแพทย์พื้นบ้านภาคกลาง การแพทย์พื้นบ้านภาคใต้ แต่ว่าการที่จะใช้คําว่าจะมีคํามลายูหรือไม่ มันน่าจะเป็นในเรื่องของการใช้ที่จะสร้างเป็น เครือข่ายอะไรต่าง ๆ เพื่อให้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วก็การนําองค์ความรู้ หรือภูมิปัญญาจากที่ต่าง ๆ มาใช้มันจะต้องมีการผสม ประยุกต์ แลก รับ ปรับ ใช้ เพื่อให้มี ความเหมาะสมกับที่อยู่อาศัยของชุมชนนั้นจริง ๆ นะครับ ผมยกตัวอย่างอย่างเช่นการฝังเข็ม ของจีน จีนจะใช้เส้นลมปราณ ๑๒ เป็นหลัก ส่วนไทยเมื่อเอามาใช้ ของไทยก็ใช้เส้นประธาน ๑๐ เป็นต้น หรือแม้กระทั่งในภาคเหนือเรามีนวดพม่า หรือว่าการนวดเท้า จริง ๆ ถ้าสืบกัน ไปจริง ๆ แล้ว ก็มาจากจีนครับ แต่พอมาถึงไทยก็จะมีการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ นี่ผมยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้นอาจจะใช้ได้แต่ว่าจะต้องเป็นความนิยมแล้วก็ใช้ในท้องถิ่นของ ตนเอง แต่ถ้าเป็นภาษาราชการเราคงมีคําเดียวนะครับ
ทีนี้พอพูดถึงเรื่องนี้ เมื่อเข้าใจความหมายแล้วผมก็อยากให้คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ในเล่มที่ ๒ หน้า ๒๙ ในมาตรา ๘๖ ในช่องสรุปเจตนารมณ์รายมาตรา พูดถึงว่าคงหลักการเดิมที่ว่าไว้นะครับ โดยเพิ่มการส่งเสริมการนําแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านไทย แล้วก็มีคําว่า เช่น แพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก รวมไปถึงการรักษาด้วยวิธีอื่น เช่นการนวดแผนไทย ผมขอให้ตัดข้อความนี้ออกไปทั้งหมด ตั้งแต่ เช่น การแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก รวมไปถึงการรักษาด้วยวิธีอื่น เช่นการนวดไทย ออกไปทั้งหมดนะครับ มันก็จะกลายเป็นว่า ส่งเสริมการนําการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ในการบริการ เพราะว่าถ้าเรา พูดถึงการแพทย์ทางเลือกมันหมายถึงการแพทย์วิธีอื่นที่ไม่ใช่ คือเขาบัญญัติไว้ในกฎหมายเลย เป็นคําพูดในพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทยว่า การแพทย์ทางเลือกคือการแพทย์ ที่ไม่ใช่การแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทยนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ตัดข้อความนี้ เพื่อเจตนารมณ์เมื่อมีการจะต้องอ้างถึงจะได้เข้าใจไปในทางเดียวกันและถูกต้องด้วยนะครับ
ทีนี้ผมจะพูดถึงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยนะครับ คือไม่สามารถที่จะมองเป็นมาตราเฉพาะ พอพูดถึงคําว่า มาตรา ๘๖ จะเห็นว่าเขียนไว้ และมันก็มีเท่านั้นจริง ๆ ทั้งเล่ม ถามว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงไหม ผมไม่เชื่อว่ากฎหมายลูก ที่ออกมาหรือว่าการดําเนินการจากนี้ไปมันจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะการเขียนที่ง่ายกว่ามาก ท่านยังเขียนไว้แค่เพียงในมาตราเดียว ส่วนสําคัญซึ่งผมคิดว่าจะเป็นเรื่องที่จะต้องผลักดัน ให้เกิดขึ้น ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้า ถ้าร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน ในเรื่องของภาค ๔ ในเรื่องของ สภาขับเคลื่อน ซึ่งหัวข้อการปฏิรูปควรจะมีเรื่องนี้ด้วยซ้ําไปนะครับ ที่ผมพูดถึงว่าจําเป็น จะต้องมีก็เพราะว่ามันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากมายนะครับที่พูดถึงการแพทย์แผนไทย ไม่ว่าจะเป็น เรามีกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เรามีพระราชบัญญัติคุ้มครองส่งเสริมภูมิปัญญา การแพทย์แผนไทย เรามีสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มีธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ แล้วเราก็มีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือกของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องทั้งหลายแหล่ผมพูดไปหลายครั้งแล้ว และผมพูดในคณะกรรมาธิการของผมด้วยซ้ําไปว่า มันมีที่เขียนไว้หมดแล้ว แล้วก็มี คณะรัฐมนตรีอนุมัติยุทธศาสตร์ด้วยซ้ําไป ผมจะพูดถึงธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นกฎหมายด้วยซ้ําไป อนุมัติไปแล้ว แล้วก็พูดถึงว่ามีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องที่จะต้องดําเนินการต่อไปตามอํานาจหน้าที่ของตน เขียนไว้ มีเอกสารหลายฉบับ แต่มีการนําไปสู่การปฏิบัติน้อยมาก เพราะฉะนั้นผมถึงเสนอที่จะให้มี การแก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญที่มีการเข้าสู่การพิจารณาในครั้งนี้นะครับ โดยเฉพาะผมขอเริ่ม มาจากท้ายก่อนเพราะว่าผมให้ความสําคัญในเรื่องของหมวดการปฏิรูปนะครับ จะเห็นว่า ในมาตรา ๒๙๔ การปฏิรูปด้านสาธารณสุขตั้งแต่ข้อ ๑ เลย เขียนว่า เร่งรัดระบบสุขภาพ ที่ให้ความสําคัญต่อการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เน้นพื้นที่เป็นฐานและมีประชาชน เป็นศูนย์กลาง ผมอยากจะให้เพิ่มเติมว่า ด้วยการนําเรื่องของการแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ด้วยนะครับ ซึ่งข้อความที่ถูกต้องชัดเจนคงจะอยู่ในเรื่องที่ จะต้องขอแปรญัตติในการแก้ไขต่อไปนะครับ แต่ผมอยากจะพูดเรื่องนี้สักเล็กน้อยนะครับว่า ในเรื่องของแพทย์พื้นบ้านไทยหรือการแพทย์แผนไทย จริง ๆ แล้วที่มีการคิดถึง ให้ความสําคัญและเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้มันเกิดขึ้นจากองค์การอนามัยโลกนะครับ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ผมอาจจะจําตัวเลขไม่ได้แน่นอนนะครับ แต่ก็นานมาแล้วที่พูดถึงว่า มันจะต้องมีการพัฒนาการแพทย์ประจําชาติไปด้วย เนื่องจากว่าการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่สามารถตอบสนองได้ในบางเรื่อง ผมสรุปสั้น ๆ อย่างนี้นะครับ และที่สําคัญที่สุดก็คือว่า ในปีที่แล้วนี้เอง ปี ๒๕๕๗ องค์การอนามัยโลกก็ได้พูดถึงความสําคัญในเรื่องนี้อีก คือบอกว่า การพัฒนาทางด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อมุ่งถึงผลกําไรหรือว่ารายได้ที่สูงมา ไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ถึงการรักษาสุขภาพของประชาคมโลกได้ เพราะเมื่อยิ่งพัฒนา ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมยิ่งเสียหายเกิดภาวะมลพิษ แล้วคนก็เป็นโรค เพราะฉะนั้นองค์การอนามัยโลก ให้ความสําคัญในระบบของการเสริมสร้างและป้องกันโรคซึ่งมันเข้าถึงระบบปฐมภูมิ ที่อยู่ในข้อ ๑ อันนี้นะครับ เพราะว่าถ้าระบบปฐมภูมินี้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มันก็จะ ทําให้การเป็นโรคของคนที่จะไปสู่ขั้นทุติยภูมิ แล้วก็ตติยภูมิลดน้อยลงไป ซึ่งผมคิดว่าผมก็พูด ไปหลายครั้งอีกเช่นเดียวกัน ก็ขอย้ําในที่นี้อีกครั้งหนึ่งว่าการเป็นโรคของคนจะน้อยลง นั่นก็หมายถึงว่า งบประมาณที่จะใช้ในเรื่องของการรักษาซึ่งมันมหาศาลนะครับ กองทุนประกันสุขภาพต่าง ๆ คงจะทราบดีซึ่งเป็นภาระที่หนักมาก ส่วนนี้น่าจะชดเชยได้ ถ้าระบบปฐมภูมิมันเป็นไปอย่างได้ผลเรื่องงบประมาณ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าองค์การอนามัยโลก ได้ให้ความสําคัญ ก็คงจะเกิดการผลักดันในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศของเรา ด้วยนะครับ ทีนี้ข้อต่อไปคือ ที่ผมคิดว่าในข้อที่ ๕ การปฏิรูปการผลิตและการกระจาย บุคลากรการแพทย์ไปสู่ชนบท โดยส่งเสริม ผมขอเต็มเวลา ๒๐ นาทีใช่ไหมครับ โดยส่งเสริม การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ผ่านสถาบันการศึกษาภาครัฐและเอกชน ผมจําได้นะครับว่า ตอนที่เราทําวิสัยทัศน์ปี ๒๕๗๕ ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอกระแส ชนะวงศ์ ซึ่งท่านอยู่ ในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย แต่ผมพูดถึงท่านด้วยความเคารพนะครับ ท่านพูดถึง การขาดแคลนแพทย์แผนปัจจุบัน และผมก็จําได้ว่า ผมก็พูดต่อไปอย่างนั้นว่า ถ้าแพทย์แผนปัจจุบันมีปัญหาแพทย์แผนไทยมีปัญหายิ่งกว่า และมันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แล้วก็น่าน้อยใจด้วยถ้าผมเป็นแพทย์แผนไทยและบุคลากรทางด้านนี้นะครับ จะเห็นว่า เราพูดถึงการขาดแคลนแพทย์พยาบาล ในเอกสารปฏิรูปศึกษาวิจัยที่เป็นมาในอดีต ไม่เคยมีใครพูดถึงการแพทย์แผนไทยหรือแพทย์พื้นบ้านเลยสักฉบับ หรือแม้กระทั่งในเรื่องนี้เวลาที่ผมพูดนอกรอบผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่าทุก ๆ คนเห็น ความสําคัญ แต่ว่าเมื่อมีการนําไปใช้หรือการนําไปเขียนจริง ๆ ก็ยังไม่เกิดขึ้นอยู่ดี ซึ่งผมอยากจะใช้คําว่าผมคุ้นกับคํานี้และผมคิดว่าหลายท่านคุ้น นี่คือสยามประเทศ หลายท่านคงคุ้นกับคํานี้ดีนะ ผมถึงเห็นว่า ข้อ ๕ มันต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าขาดแคลน แต่แพทย์ เพราะคําว่า แพทย์ ในที่นี้คือแพทย์แผนปัจจุบัน ท่านรองประธานท่านก็คงทราบดีว่า ในเอกสารที่เขียนทุกครั้งจะไม่มี มันดูเหมือนใช่ แต่มันไม่ใช่ คือคําว่า แพทย์ ก็คือแพทย์แผน ปัจจุบันพูดถึงแต่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นมันน่าน้อยใจไหมครับ ถ้าเราจะให้ความสําคัญของ การแพทย์แผนไทยมันจะต้องเขียน และในเอกสารทุกครั้ง ถ้าท่านจะเขียนเรื่องของ การแพทย์แผนปัจจุบันท่านอย่าลืมว่าแพทย์แผนไทยก็มีอย่าหลงลืม ขอให้ใส่เข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นผมถึงว่าให้เพิ่มคําต่อท้ายใน ข้อ ๕ ว่าทั้งนี้รวมถึงการผลิตและการกระจาย บุคลากรทางการแพทย์แผนไทยด้วย แล้วท่านไม่ควรจะลืมนะครับว่าการแพทย์แผนไทย มันสามารถไปชดเชยในพื้นที่บางแห่งได้แทนแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งพูดนักพูดหนาว่า ไม่พอเพียง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลซึ่งดีอยู่แล้วทําไมไม่บรรจุเข้าไป เวลานี้มีบรรจุก็จริง แต่ก็มีปัญหาในเรื่องของความมั่นคงทางอาชีพสายวิชาชีพอีกซึ่งมีเยอะมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผม จะดําเนินการในเรื่องของการปฏิรูปต่อไปซึ่งไม่ทราบได้ผลอย่างไร แต่ว่าถ้าในเรื่องของ การปฏิรูปมาตรานี้ไม่เขียนไว้ผมว่าตกครับ การแพทย์แผนไทยไม่มีทางเกิดได้เลยเพราะมัน เป็นเรื่องสําคัญ ผมขอฝากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ด้วยประเด็นนี้ แล้วก็เช่นเดียวกัน
ท่านชาญชัยคะของท่านเขาเซ็ท (Set) ไว้ ๒๐ นาทีนะคะ แล้วก็ท่านหมดแล้วค่ะ
พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ
ใกล้จะหมดแล้วนะครับ เพราะฉะนั้น ข้อที่ ๖ มันต้องมีกลไกนะครับ ผมว่าการแพทย์แผนไทยที่ผมพูดว่าทุกอย่างมันมีพร้อม เพียงแต่ว่ามันไม่มีกลไกที่บริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ที่ผมจะเพิ่ม ข้อ ๖ ผมคงจะไปเขียน ในนั้น ผมก็ยกไปมาตราอื่น ๆ ในมาตรา ๒๙๑
คือท่านต้องสรุปแล้วค่ะ
พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ
ทราบครับ ก็จะมีเรื่องของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีก็ดี ในเรื่องของการศึกษาก็ดี แล้วก็ในเรื่องขององค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นก็ดี ควรจะต้องมีคําเหล่านี้เข้าไปเกี่ยวข้องด้วย เพื่อมีการเป็นจริงในทางปฏิบัติ ผมก็สรุปว่า ประชาชนที่จะได้รับอะไร ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพที่มีคุณภาพมีมาตรฐาน ทั่วถึง เท่าเทียม ยั่งยืน และข้อสําคัญคือลดความเหลื่อมล้ําสร้างความเป็นธรรมในการบริการ ทางการแพทย์ที่เราพูดกันนักหนาแล้วก็เป็นหัวใจสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้
ประโยชน์ที่ ๒ ก็คือว่าประชาชนมีความรู้ความเข้าใจสามารถดูแลตนเอง ด้วยภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทย ทําให้ประชาชนมีสุขภาพดีขึ้นเป็นคนไทยยุคใหม่สมบูรณ์ นําไปสู่ภาวะที่ดียั่งยืนของประชาชนไทย
ท่านส่งเป็นเอกสารเถอะค่ะ
พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ
หมดเวลาแล้วใช่ไหมครับ
หมดไปตั้งแต่ตอนออดขึ้นค่ะ
พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ
ขอจบเลยครับว่าจําเป็นต้องปฏิรูปครับ
ขอบคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะเรามีแขกชาวต่างประเทศ On we have of The National reform council I would like to Welcome Mr. Danlel Sanchez from BASAL Company Mexico Mr. Vinyu Greenlee from ASML Company U.S.A and Ms. Sasipenrat Ponsana The Former Deputy Secretary-General of the House of Representatives We are now. We are Welcome There are coming to observe the NRC meeting. We are now reviewing the ducted the constitution We are welcome
ต่อไปค่ะ ขอเชิญท่านอาจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม รองศาสตราจารย์ประเสริฐ ชิตพงศ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดสงขลา ก็ขออนุญาตที่จะร่วมมีความเห็นต่อร่างรัฐธรรมนูญที่กรรมาธิการได้กรุณาลงแรง ลงใจ แล้วก็ลงความรู้ความสามารถทุกอย่างเข้ามา ออกมาเป็นร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือว่าเป็นร่างที่มี ความหมายและมีความสําคัญเป็นอย่างมากในวันนี้ ก็ต้องขอเรียนว่าขอชื่นชมกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับที่ได้ทุ่มเท ที่ได้สร้างมิติใหม่ ๆ มากมายขึ้นมา ทั้งในเรื่องของการ แก้ปัญหาซึ่งทุกท่านก็คงทราบอยู่แล้วว่าเรามีปัญหามามากมายในเรื่องของการบริหารประเทศ แล้วก็การดําเนินการต่าง ๆ ในช่วงที่ผ่านมา แล้วนํามาสู่การที่เราต้องปฏิรูปและการมี รัฐธรรมนูญใหม่ในคราวนี้นะครับ แล้วก็ขณะเดียวกันก็เป็นรัฐธรรมนูญที่ต้องขอเรียนว่า ก็มีมิติใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมายหลายด้าน หลายประการ สิ่งที่ผมจะนําเรียนเพื่อประกอบ การพิจารณาในวันนี้ก็คงเป็นเรื่องที่จะช่วยมาตบแต่ง หรือมาเสริม หรือหากท่านกรรมาธิการ คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อการที่จะทําให้รัฐธรรมนูญได้มีความครบถ้วนมากยิ่งขึ้น ก็อยากจะมี ประเด็นที่จะขอเสนอ ๒-๓ ประการในภาค ๒ นี้นะครับ ภาค ๒ ในภาค ๒ นี้ผมได้แสดง ความจํานงไว้นั้นก็จะขอพูดในเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แล้วก็อาจจะมีหมวดอื่น ๆ ในภาคนี้อาจจะมีส่วนเกี่ยวข้องอยู่ด้วย และอาจจะมีส่วนที่ไปเชื่อมโยงกับภาค ๑ ที่ผ่านมาแล้ว บ้างเล็กน้อย แล้วก็อาจจะไปถึงภาค ๔ บ้าง แต่ว่าเรื่องสําคัญเรื่องใหญ่เกือบทั้งหมดก็จะอยู่ ในภาค ๒ นี่นะครับ
ในภาค ๒ ที่ได้นําเสนอไว้ผมขออนุญาตไปเริ่มที่มาตรา ๘๓ กับมาตรา ๘๔ ซึ่งคิดว่าเป็นเรื่องสําคัญของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่บังเอิญผมเมื่อเข้ามาอยู่ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วได้ทํางานเป็นส่วนใหญ่อยู่ในเรื่องของกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษา และกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรมและการวิจัย เพราะว่า โดยพื้นฐานการเรียน พื้นฐานการทํางานอยู่ในวงวิชาการก็จะอยู่ในวงการทั้ง ๒ ส่วนนี้ และในฐานะที่ในอดีตก็เคยทําหน้าที่ในรัฐสภา เป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ทําหน้าที่เป็นประธาน กรรมาธิการการศึกษาของวุฒิสภา รวมทั้งกรรมาธิการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้วยนะครับในช่วงที่เป็น ส.ว. อยู่ในระหว่างปี ๒๕๕๑-๒๕๕๗ ก็เลยทําให้มีหลายส่วนที่คิดว่า จะนํามาเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญในคราวนี้โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษานะครับ ในมาตรา ๘๓ และเชื่อมโยงต่อไปถึงมาตรา ๘๔ นั้น ผมอยากจะพูดถึงประเด็นที่เห็นว่าเรื่องการศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่ง และเป็นประเด็นสําคัญที่ทางสังคมให้ความสนใจ เป็นอย่างมาก มีเรื่องหนึ่งซึ่งเราอาจจะไม่ได้พูดถึงมากมายก็คือเรื่องการศึกษาในสังคม พหุวัฒนธรรมนะครับ ซึ่งในรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนี้ ผมเรียนว่าก็รู้สึกเสียใจนิด ๆ นะครับ ในขณะที่ผมพูดไม่มีสมาชิกของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่ในห้องนี้เลยครับ
อาจารย์คะ ดิฉันขออนุญาตอย่างนี้ค่ะว่า เดี๋ยวหยุดเวลาของอาจารย์ไว้ก่อน ขออนุญาตนี้เลย เพราะอาจารย์พูดขึ้นพอดี ซึ่งดิฉันกําลังจะเรียนต่อที่ประชุมนี้ค่ะว่าในขณะนี้คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญขออนุญาตที่จะออกไปประชุมอยู่ข้าง ๆ นี้ค่ะ ก็ในเรื่องกิจการซึ่งเราได้ อภิปรายอะไรต่ออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ คือท่านก็ขอเวลาไปประชุมกันเที่ยงถึงเที่ยงครึ่งนะคะ เพื่อที่จะวางกรอบในการที่จะชี้แจง ในการที่จะทําความเข้าใจอะไรต่ออะไรต่าง ๆ เหล่านี้ค่ะ เพราะฉะนั้นจึงเรียนให้ที่ประชุมทราบแล้วก็สื่อมวลชนด้วยค่ะ ขอบคุณมากค่ะ ขอเชิญอาจารย์ต่อค่ะ
ไม่ทราบเราควรจะร่วมกันพักเวลานี้ด้วย จะดีไหมครับท่านประธานครับ เพราะผมคิดว่าถ้าเราอภิปราย ถึงแม้ว่าจะมีการจดบันทึก แต่ว่าถ้ากรรมาธิการไม่อยู่รับฟังเลยแม้แต่คนเดียว ถึงแม้ว่าท่านจะมีภารกิจที่ต้องประชุม แต่ผมคิดว่าน่าจะมีการแบ่งภาคส่วนนะครับ ผมถือว่าก็เหมือนกับเราพูดกันไปโดยที่ ขาดความสนใจจากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ต้องขออภัยในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จริง ๆ ส่วนใหญ่ก็คุ้นเคยกัน นับถือกัน แต่ผมคิดว่าถ้าในเมื่อกรรมาธิการไม่ได้สนใจที่จะรับฟัง การอภิปรายของเราก็ถือว่าก็ไม่น่าจะเป็นประเด็นอะไรที่จะได้รับความสนใจนะครับ จริงอยู่เราอภิปรายมีการถ่ายทอด ประชาชนทั่วประเทศได้รับรู้ รับทราบ รับฟัง แต่ผมคิดว่า ผู้ที่มีบทบาทสําคัญในเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญคือกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แต่เมื่อกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่อยู่ในห้องประชุมเลยแม้แต่คนเดียว ผมคิดว่า เราพักกันด้วยตรงกัน จะดีไหมครับท่านประธาน ต้องขออภัยท่านประธานด้วยนะครับ ด้วยความเคารพ อันที่จริงผมไม่ใช่เป็นคนที่ก้าวร้าวอะไร ท่านก็รู้อยู่ดีเพราะว่ารู้จักกันมานาน มากแล้ว ๒๐ ปีแล้วนะครับ
ท่านประชุมไม่ได้อยู่ไกลค่ะอยู่ห้องข้าง ๆ นี้เอง เพราะฉะนั้นได้ยินอยู่แล้วค่ะอาจารย์คะ ขอเชิญท่านอาจารย์ค่ะ
ท่านประธานครับ ก็คงจะไม่มีอะไร ที่เข้าหูเลยนะครับ เพราะว่าเป็นเรื่องที่เขาต้องประชุมกันนะครับ เพราะฉะนั้นเราคงไม่มี ประโยชน์อะไรที่เราจะพูดให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญฟัง
ดิฉัน กําลังให้เจ้าหน้าที่ไปเรียนเชิญกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสัก ๒-๓ ท่านมาแล้วละค่ะ อาจารย์คะ
ที่ผมพูดไม่ใช่เฉพาะผมคนเดียวนะครับ เพราะถัดจากผมก็มีคนอื่นที่จะต้องพูดต่อ และผมเองก็เสียเวลาจากตรงนี้ไป ๒-๓ นาทีแล้ว ต้องขออภัยท่านประธานจริง ๆ นะครับ ด้วยความเคารพนะครับ
เวลาของท่านเราหยุดไว้แล้วค่ะ ไม่ได้เดินไปหรอกค่ะ แต่ว่าก็อยากจะเรียนทําความเข้าใจนะคะว่า ไม่เป็นไร คือหมายถึงว่าท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ได้ออกไปทานข้าวด้วยซ้ําไป ไปประชุมแล้วก็ได้ขอลาไว้แล้วด้วยซ้ําไปค่ะว่าท่านจะออกไปประชุมเพื่อที่จะวางแผนเรื่องนี้ เรื่องที่ท่านฟังการอภิปรายของพวกเราอะไรอย่างนี้ แล้วเป็นการประชุมภายในเพื่อที่จะปรับว่า จะมาชี้แจงตรงประเด็นไหนบ้างอะไรอย่างนี้ค่ะ เพราะฉะนั้นไม่เป็นไรค่ะอาจารย์ เชิญค่ะ
ด้วยความเคารพท่านประธาน แล้วก็ด้วยความเคารพท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านนะครับ อย่างที่ผม กราบเรียนแล้วว่าเกินกว่าครึ่งผมก็สนิทสนมคุ้นเคยกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องขออภัยที่อาจจะต้องยกถึงประเด็นนี้ขึ้นมานะครับ เพราะผมคิดว่าการอภิปราย โดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงไม่มีส่วนรับฟังอยู่เลย ผมคิดว่ามันก็เหมือนกับไร้ประโยชน์ จริงอยู่มีการบันทึกการประชุม ผมทราบดี เพราะอยู่ในสภานี้มานานครับ แต่ผมคิดว่า การบันทึกการประชุมกับการที่จะต้องเข้าไปในโสตประสาทนั้นมันต่างกันเยอะนะครับ ต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าในส่วนที่ผมคิดว่าผมเกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องของการทําหน้าที่ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในคราวนี้ก็จะไปอยู่ในเรื่องของการศึกษาแล้วก็เรื่องของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนั้น ผมเห็นว่าในมาตรา ๘๓ กับมาตรา ๘๔ ถึงได้ไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กับเรื่องการศึกษา แล้วก็อาจจะมีไปแตะเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบ้างนั้น มันขาดเรื่อง สําคัญที่เป็นหัวใจสําคัญอยู่เรื่องหนึ่งก็คือเรื่องพหุวัฒนธรรมนะครับ พหุวัฒนธรรม ในความหมายนี้ผมอยากจะให้เน้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เราต้องยอมรับว่า ประเทศไทยนั้นมีพหุวัฒนธรรมอยู่มากมายนะครับ พหุวัฒนธรรมจะยิ่งมีความสําคัญ มากยิ่งขึ้นในเรื่องของการที่ ถ้าเราไม่ไปดูแลให้ดีก็อาจจะเป็นบ่อเกิดสําคัญของความขัดแย้งได้ และถ้าเรามองพหุวัฒนธรรมเป็นความแตกต่างในลักษณะที่เป็นอื่นมันก็จะยิ่งทําให้เรื่องของ พหุวัฒนธรรมเป็นตัวชักนํา ไปสู่ความขัดแย้งที่อาจจะรุนแรงขึ้นด้วยแทนที่จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะฉะนั้นอยากให้เรื่องของพหุวัฒนธรรมเป็นเรื่องของความสวยงาม เป็นเรื่องของประโยชน์ เป็นเรื่องของศักยภาพ แต่ไม่มีคําว่า พหุวัฒนธรรม นี้อยู่เลยในรัฐธรรมนูญนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในกรณีของประเด็นการศึกษา บังเอิญผมได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นประธานอนุกรรมาธิการที่ดูแลเรื่อง พหุวัฒนธรรมอยู่ ก็เลยเห็นว่าน่าจะมีความจําเป็นว่าใน (๑) ของมาตรา ๘๔ นะครับ เพื่อที่จะ เชื่อมโยงไปใน (๔) ของมาตรา ๘๓ อยากจะให้มีเรื่องของคําว่า พหุวัฒนธรรม อยู่ด้วยนะครับ จะเติมเข้าไปตรงไหน อย่างไรนั้น เดี๋ยวคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ เราได้พูดคุยกันแล้วและเราจะขอแก้ไขไป เพียงแต่มากราบเรียนไว้ในที่นี้ก่อน เพื่อที่จะได้เป็นประเด็นว่าได้มีการอภิปรายไว้แล้วในที่นี้นะครับ เพราะว่าเรื่องพหุวัฒนธรรมนี้ ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญเป็นอย่างยิ่ง และอยากให้มองถึงเป็นศักยภาพ เป็นประโยชน์ เป็นบวก อย่ามองเป็นอื่นนะครับ ถ้ามองเป็นอื่นเมื่อไรแล้วจะนํามาสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นนะครับ
ต่อไปก็คือในมาตรา ๘๔ เช่นเดียวกันใน (๖) ได้พูดถึงเรื่องของการส่งเสริม สนับสนุนการศึกษา วิจัย พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดูเหมือนว่าเป็นที่เดียว ที่ได้พูดถึงเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไว้ ในหมวด ๒ ว่าด้วยนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่อื่นแทบจะไม่มีเลยนะครับ รวมทั้งเรื่องวิจัยด้วย อะไรด้วย ไปพูดไว้ในเรื่องของแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐที่เกี่ยวกับพลังงานหน่อยหนึ่งว่าด้วยเรื่องวิจัยนะครับ แต่ตรงอื่นไม่มีเลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สิน ทางปัญญาอย่างที่หลายท่านได้พูดถึงไปบ้างแล้วนี้นะครับ ท่านเทียนชัย ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้พูดถึงไปบ้างแล้ว อยากจะให้มีการบรรจุเอาไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ให้มีคําว่า วิจัย นวัตกรรม แล้วก็ทรัพย์สินทางปัญญา จะมาใส่เอาไว้เพียงใน (๖) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของเรื่องการศึกษา และจริง ๆ แล้วมันก็เพียงแต่เขียนไว้เพื่อให้เป็นบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา เท่านั้น ใน (๖) อาจจะไม่พอนะครับ อาจจะต้องไปใส่เอาไว้ให้เกิดความชัดเจนว่าด้วยเรื่อง ของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาด้วย ก็ในฐานะ ที่อยู่ในกรรมาธิการ ๒ คณะนี้ในสภาปฏิรูปแห่งชาติก็อยากจะขอให้เกิดความชัดเจนนะครับ ผมต้องขออภัยว่าถ้าหากพูดเกินเวลา ๑๐ นาทีไปก็ขอให้ไปทดเอาจากในภาค ๔ ซึ่งผมได้ แสดงความจํานงที่จะอภิปรายในส่วนนั้นเอาไว้ด้วยนะครับ เพราะว่ามีประเด็นหลายประเด็น ที่ได้เตรียมเอาไว้ แต่บังเอิญถึงแม้ว่านาฬิกาจะหยุดในช่วงที่ผมพูด แต่ว่าความต่อเนื่อง ในการที่จะพูดมันหยุดชะงักไปบ้างทําให้กินเวลาไปโดยใช่เหตุ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ก็ขอไปทดเอา ในส่วนที่ผมได้แสดงความจํานงไว้ในภาค ๔ ได้นะครับ
ในเรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอพูดในประเด็นในภาค ๒ ในวันนี้ก็คือเรื่องในมาตรา ๓ ว่าด้วยเรื่องของรัฐสภานะครับ ก็คือในเรื่องของมาตรา ๑๒๑ ว่าด้วยวุฒิสภานะครับ ผมเคยเป็น สมาชิกวุฒิสภา เคยลงสมัครรับเลือกตั้งวุฒิสภามา ๒ ครั้ง คือในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เลือกตั้งปี ๒๕๔๙ และได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ ๕ เดือน แต่ไม่ได้ ปฏิบัติหน้าที่ ในที่สุดก็ถูกปฏิวัตินะครับ และอีกครั้งหนึ่งก็คือปี ๒๕๕๑ แล้วก็ได้มีโอกาส ทํางานครบ ๖ ปีนะครับ ก็พอจะเข้าใจได้ถึงบริบทของการเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในฐานะที่เคยลงรับสมัครเลือกตั้งถึง ๒ ครั้ง ก็อยากเรียนว่าการที่ได้มีการเปิดโอกาสให้มี การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัด จังหวัดละ ๑ คนนั้นก็ต้องเรียนว่าก็เป็นเรื่องที่ ขอชื่นชมนะครับ จริงอยู่ในครั้งแรกอาจจะไม่มี แต่เมื่อมีเสียงเรียกร้อง มีเสียงให้ความเห็นมา จากพี่น้องประชาชนมากมาย ก็ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้รับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ดีมากที่ท่านได้ร่างรัฐธรรมนูญ บนพื้นฐานของการรับฟังนะครับ แล้วก็ในที่สุดก็ได้กําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดละ ๑ คน ผมไม่แน่ใจว่าผมจะใช้โอกาสนี้อีกหรือไม่ เพราะว่าอันนั้นเป็นเรื่องของ อนาคต แต่ก็เห็นว่าแม้ว่าท่านได้กําหนดว่าให้มีการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน แต่ท่านก็ได้ ไปกําหนดว่าถ้ามีการสมัครเกิน ๑๐ คนก็ขอให้มีการกลั่นกรองโดยกรรมการซึ่งจะจัดตั้ง ขึ้นมา ซึ่งกรรมการที่จะมีขึ้นมานี่เป็นกรรมการกลั่นกรองไม่ได้กําหนดไว้ให้ชัดเจนว่าจะมีที่มา องค์ประกอบ บทบาท อํานาจหน้าที่อย่างไร ไม่มีเลยครับ ถ้ามีตรงไหนที่ผมอ่านไม่ถึง ก็ต้องขออภัย แต่ผมอ่านดูแล้วพยายามตามดู ไม่มี แล้วท่านอ้างว่า ขออนุญาตไปทดเวลา เอาที่เหลือนะครับ และท่านอ้างว่าเนื่องจากที่กําหนดไว้ ๑๐ คนนั้นเพราะเห็นว่าในการเลือกตั้ง ครั้งล่าสุดของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือเมื่อต้นปีที่แล้วที่มาอยู่ ๒๒ วันแล้วถูกปฏิวัติไป ท่านบอกว่ามีคนสมัครน้อย โดยทั่วไป เกือบทุกจังหวัดมีไม่ถึง ๑๐ คน และท่านเอาตรงนั้นเป็นบรรทัดฐานว่าท่านไปกําหนด เป็น ๑๐ คน อันนี้เป็นคําชี้แจงจากท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ผมจําได้ ท่านเป็นผู้ชี้แจงว่า ด้วยเหตุว่ามีผู้สมัครประมาณนั้นก็เลยไปกําหนดเป็น ๑๐ คน ผมเรียนว่า การเลือกตั้งครั้งล่าสุดของ ส.ว. นี่นะครับ เป็นเลือกตั้งในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินะครับ เพราะฉะนั้นทําให้มีผู้สมัครน้อย แต่ถ้าท่านไปดูการเลือกตั้งในปี ๒๕๕๑ ท่านจะเห็นว่า มีผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดหนึ่งมีจํานวนมาก มากกว่า ๑๐ คน เป็น ๒๐ คน ก็มี ถึงแม้ว่า จะเอาเพียง ๑ คนในแต่ละจังหวัด เพราะฉะนั้นการไปกําหนดว่าขอให้มี ๑๐ คน ถ้าเกิน ๑๐ คน ให้มีกรรมการกลั่นกรอง ผมเลยมีข้อคิดเห็นว่า ๑. ผมคิดว่าไม่จําเป็นที่จะต้องไปกําหนดนะครับว่า ต้องมี ๑๐ คน และถ้าเกิน ๑๐ คน ให้มีการกลั่นกรอง ผมขอเสนอว่าให้เป็นเรื่องของ ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เขาจะสมัครกี่คนก็เป็นเรื่องของความคิดเห็นของประชาชน เขาอาจจะสมัครมาก และการสมัครมากและทําให้มีตัวเลือกมากเป็นเรื่องที่ดีนะครับ จริงอยู่การมีตัวเลือกมากอาจจะทําให้คะแนนมันเฉลี่ย แล้วคนที่ได้อาจจะเป็นคนที่ได้คะแนน อาจจะไม่ถึงครึ่งของผู้ไปใช้สิทธิก็ได้ แต่มันไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์นี่ครับ เขาถือว่าคนที่ได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นทําไมต้องไปกําหนด ๑๐ คน และทําไมต้องไปมีกรรมการกลั่นกรอง และกรรมการกลั่นกรองนั้นมาจากไหน อย่างไร ก็ไม่ได้บอก แล้วการกลั่นกรองนั้น ผมเรียนท่านได้เลยว่าในฐานะที่เดินมาในสนามนี้ ๒ ครั้งแล้ว ผมเชื่อได้เลยว่ากรรมการกลั่นกรอง ที่จะมีขึ้นนี่ล่ะ คือกรรมการที่จะสร้างปัญหา กรรมการที่จะสร้างความขัดแย้งขึ้นมา กรรมการที่จะทําให้มีการเลือกตั้งแล้วมีปัญหา เกิดไปกลั่นกรองบางคนออกไปและมีการ ร้องเรียน มีการร้องเรียนกันในท่ามกลางการที่มีผู้สมัครไปสมัครได้และกําลังหาเสียงกันอยู่ และกําลังที่จะต้องเข้าด้ายเข้าเข็มกันอยู่ แต่มีเสียงขัดแย้งกันขึ้นมา มีเสียงร้องเรียน มีประเด็นขัดแย้งกันขึ้นมา มันทําให้เกิดปัญหาในการลงคะแนน ในการที่ผู้ใช้สิทธิลงคะแนน จะไปใช้สิทธิและทําให้เกิดความสงสัยคลางแคลงแล้วเกิดปัญหาขึ้นมา แล้วมันจะสร้าง ความขัดแย้งขึ้นมาโดยใช่เหตุ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอที่จะบอกว่า กลั่นกรองให้เหลือ ๑๐ คน แล้วยิ่งไม่ชัดเจนว่ากรรมการที่จะไปกลั่นกรองนั้นเป็นใครมาจากไหน อะไร องค์ประกอบอย่างไร แล้วใครเป็นผู้กําหนด เพราะไม่ได้กําหนดไว้ตรงไหนเลยครับ ถ้ากําหนดไว้ว่าองค์ประกอบบทบาท อํานาจหน้าที่ของกรรมการกลั่นกรองให้เป็นไปตาม ที่กฎหมายบัญญัติ นั่นก็แสดงว่ากรรมการกลั่นกรองชุดนี้ต้องมาจากกฎหมายอันใดอันหนึ่ง แต่นี่ไม่มีเลย ก็แสดงว่าแล้วใครล่ะครับตั้ง ตั้งใครขึ้นมา ทําหน้าที่อะไร บทบาทอย่างไร แล้วในที่สุดมันนําไปสู่ความขัดแย้งครับ ผมคิดว่ายกเลิกเถอะในส่วนนี้ ไม่จําเป็นครับ ใครมาสมัครกี่คนก็เอาครับ ให้เขาไปสู้กันในสนามประชาธิปไตยครับ แล้วผมเรียน อย่างที่ผมเรียนท่านแล้วว่าผมเคยลงในสนามนี้มาแล้ว รู้ได้เลยว่าไปทําอย่างนี้สร้างความขัดแย้ง โดยใช่เหตุ สร้างปัญหาในการเลือกตั้งมากกว่าที่ท่านคิดว่าจะได้ประโยชน์ คือได้ไปกลั่นกรอง ให้ได้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีคุณธรรม ผมถามเถอะครับว่าหลายท่านที่อยู่ในห้องนี้นะครับ ท่านประธานเองก็เช่นเดียวกันเคยอยู่ในสภาที่เลือกตั้งโดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มา ผมเองก็อยู่ ในสภานั้น ถามว่าเราได้คนมา ๗๖ คน ๗๗ คน ในชุดที่ผมเป็น ส.ว. อยู่ ถามว่าคนที่ได้มานั้น เป็นคนที่ขาดคุณวุฒิ ขาดคุณธรรมขนาดนั้นเลยหรือครับ ทําให้เราต้องมากําหนดอย่างนี้ไว้ ในรัฐธรรมนูญนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเท่าที่ผมรู้จักมักคุ้นกับเพื่อน ส.ว. ที่มาในรุ่นเดียวกัน ที่มาโดยการเลือกตั้งจากจังหวัด ผมคิดว่าถึงแม้ว่าบางคนอาจจะมีคําถามบ้าง อาจจะมี ข้อสงสัยบ้าง แต่ถามว่าเขาถึงขั้นกับขาดคุณวุฒิ ขาดคุณธรรมเลยหรือครับ ผมคิดว่าไม่มีนะครับ อันนี้ขออนุญาตที่จะรับรองแทนเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่เข้ามาในรุ่นเดียวกับผม ๗๐ คนได้นะครับ แต่อาจจะมีคําถามบ้าง แน่นอนครับคนเราไม่ได้บริสุทธิ์ไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมคิดว่า กําหนดข้อนี้ขึ้นมาไม่มีประโยชน์ครับ รังแต่จะทําให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาโดยใช่เหตุนะครับ
ขออนุญาตต่อไปครับ เวลาที่เหลือน้อยแล้วผมอาจจะไม่ได้พูดในภาค ๔ ก็ได้ ก็เลยขออนุญาตนะครับ ต่อไปในมาตรา ๑๗๗ ในหมวด ๔ ขออนุญาตในเรื่องของบริหาร ราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตรงนี้ที่ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า เราได้ทําการปฏิรูปกันมากมาย เรามีภาค ๔ ขึ้นมาแล้วภาค ๔ ในการปฏิรูปเป็นเรื่องสําคัญด้วย ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเป็นไปได้ไหมครับว่าในการที่มาตรา ๑๗๗ ที่กําหนดไว้ ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้นให้เอาเรื่องของแนวนโยบายในเรื่องของการปฏิรูปที่บัญญัติ เอาไว้ในภาค ๔ เข้ามาเป็นส่วนสําคัญที่มาใส่ไว้ในมาตรา ๑๗๗ ด้วย แล้วก็ในภาค ๔ นั้น ได้มีบทบังคับตัวเองไว้เรียบร้อยแล้วว่ามันมีระยะเวลาแค่ ๕ ปี หรืออาจจะต่อได้อีกมากว่านั้น ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีมติใด ๆ ขึ้นมา เพราะฉะนั้นถ้าเราจะต้องเอาสิ่งที่เราพยายามทํากัน ในเรื่องของการปฏิรูปซึ่งอยู่ในภาค ๔ ทั้งหมดมาเป็นสภาพบังคับเอาไว้ด้วยให้มาใส่ไว้ ในมาตรา ๑๗๗ นี้ด้วยได้ไหม ซึ่งเราบอกว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเป็นเรื่องของระยะยาว เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้มากกว่า ๕ ปี มันก็ไม่เป็นอะไรนี่ครับ เพราะภาค ๔ มันได้ กําหนดอนาคต กําหนดชะตาชีวิตของตัวเองไว้แล้วว่าอยู่แค่ ๕ ปี หรือถ้ามากกว่า ๕ ปี ก็เป็นเรื่องของการมีมติ มีประชามติหรืออะไรในทํานองนั้นที่จะรับรองอายุ เพราะฉะนั้น แทนที่เราจะทําให้เรื่องของภาค ๔ ซึ่งทํากันเหน็ดเหนื่อยเสียเปล่าเรามาใส่เอาไว้ในมาตรา ๑๗๗ ด้วยได้ไหมครับ แทนที่จะเอาแค่เรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเพียงอย่างเดียว เอาเรื่องของภาค ๔ มาใส่เอาไว้ด้วยในมาตรานี้ ทําให้ภาค ๔ ทั้งหมดมันมีสภาพบังคับ อยู่ด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นแล้วจะเสียเปล่า ๆ ก็ขออนุญาตที่จะเรียนในส่วนนี้นะครับ
อีกมาตราหนึ่ง คือ มาตรา ๑๗๙ การบริหารราชการแผ่นดินรัฐต้องดําเนินการ ตามบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายและนโยบายที่ได้แถลงไว้ ตลอดจนยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึงนโยบายความมั่นคงแห่งชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ผมอยากเรียนว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเป็นเรื่องที่จะทําให้เกิดประโยชน์ต่อการที่ความมั่นคงแห่งชาติ มาเป็นนโยบายที่สําคัญ ผมหมดเวลาหรือยังครับท่านประธาน
เหลืออีก ๒ นาทีครึ่งค่ะอาจารย์
ผมคงอาจจะไม่พูดในภาค ๔ แล้ว เพราะคิดว่ามันเป็นเรื่องสําคัญที่ผมจะต้องพูดให้หมดในส่วนนี้นะครับ
อีกส่วนหนึ่งก็คือเรื่องของหมวด ๖ ก็คือเรื่องของความเชื่อมโยงทางอํานาจ ของฝ่ายบริหาร ในหมวด ๖ ซึ่งว่าด้วยเรื่องของการเมือง นักการเมือง แล้วก็ข้าราชการ ผมอยากเรียนว่าในเรื่องของความเชื่อมโยงทางอํานาจของฝ่ายบริหารซึ่งมาจากความเชื่อมโยง ของประชาชนเพียงเฉพาะวุฒิสภาเพียงอย่างเดียว เพราะวุฒิสภาเป็นผู้ที่จะรับรอง คณะกรรมการที่จะจัดตั้งขึ้นเพื่อมาคัดกรองผู้ที่ดํารงตําแหน่งปลัดกระทรวง ผมคิดว่าตรงนี้ มันจะทําให้เรื่องของฝ่ายการเมืองซึ่งจะต้องมาใช้อํานาจบริหารมันแยกจากฝ่ายข้าราชการประจํา มากเกินไปนะครับ เพราะว่ามีความเชื่อมโยงอยู่แค่วุฒิสภารับรองผู้ที่จะมาเป็นคณะกรรมการ คัดสรรปลัดกระทรวง เป็นไปได้ไหมครับว่าในคณะกรรมการคัดสรรตรงนั้นหากจะต้องคัด ปลัดกระทรวงใด หรือต้องเปลี่ยนแปลงปลัดกระทรวงใดให้มีรัฐมนตรีของกระทรวงนั้นนั่งอยู่ ในคณะกรรมการด้วย ให้เป็นบทบัญญัติหนึ่งไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ เพราะผมคิดว่าไม่มากก็น้อย รัฐมนตรีน่าจะมีส่วนเชื่อมโยงอยู่กับเรื่องของการจัดตั้งปลัดกระทรวงหรือเปลี่ยนแปลง ปลัดกระทรวง ไม่เช่นนั้นแล้วผมคิดว่ามันแยกอํานาจกันเกินไปจนในที่สุดรัฐมนตรีเข้ามา ก็ทําอะไรไม่ได้ แต่ขณะเดียวกันการให้อํานาจรัฐมนตรีมีอํานาจมากเกินไปอย่างในช่วงที่ผ่านมา มันก็ทําให้การทําหน้าที่ของปลัดกระทรวงแทนที่จะทําหน้าที่ในฐานะข้าราชการซึ่งจะต้อง พิทักษ์รักษาและทําหน้าที่รักษาประโยชน์ของบ้านเมืองให้เป็นไปตามบทบาทอํานาจหน้าที่ ของข้าราชการประจําก็อาจจะถูกแทรกแซงจากฝ่ายการเมืองได้ แต่ในเมื่อการคัดสรร ปลัดกระทรวงจะต้องเป็นบทบาทอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการอย่างที่ว่านี้ให้รัฐมนตรี ของกระทรวงนั้นในขณะนั้นได้เป็นส่วนหนึ่งของการคัดสรรปลัดกระทรวงด้วย โดยเป็นกรรมการคนหนึ่งอยู่ในคณะกรรมการนั้น ๆ โดยแทนที่จะเป็นอดีตปลัดกระทรวง หรือคนส่วนอื่น ๆ ทั้งหมด ก็ขออนุญาตที่จะมีความเห็นในเรื่องของการที่จะทําอย่างไรให้ความเชื่อมโยงระหว่างการเมือง ข้าราชการประจําได้มีส่วนเชื่อมโยงกันอยู่ และขณะเดียวกันมีส่วนแยกอยู่อย่างเห็นชัด ที่แตกต่างจากเดิมด้วย ผมก็คงใช้เวลาหมด แล้วก็คงจะไม่มีโอกาสพูดในภาคที่ ๔ นะครับ
ขอบพระคุณอาจารย์ค่ะ ขอเชิญท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญค่ะ
กราบเรียน ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพครับ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ในฐานะประธาน กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ กระผมต้องกราบขออภัยท่านสมาชิกที่ได้นัดประชุม ภายในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตอน ๑๒.๐๐ นาฬิกา โดยได้กราบเรียน ท่านประธานในที่ประชุมเอาไว้แล้ว ขออนุญาตท่านไว้แล้วนะครับ ไม่ได้หนีหายไปไหนครับ ไปประชุมอยู่ห้องข้าง ๆ นี้เองเพื่อที่จะหาทางที่จะตอบคําถามของท่านสมาชิก เพราะ ๒ วัน ที่ผ่านมาคณะกรรมาธิการยังไม่ได้ตอบอะไรท่านเลย ให้เวลา ๑๕ ชั่วโมง กรรมาธิการใช้เวลา ไปแค่ ๓ ชั่วโมง แต่บัดนี้กระผมคิดว่าประเด็นใดก็ตามที่ท่านสมาชิกติดใจเพื่อให้เกิดความเข้าใจ ก็อาจจะขออนุญาตท่านประธานว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันมากเรื่องรัฐราชการ รัฐอํามาตยาธิปไตย และการแต่งตั้งข้าราชการ ผมขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาช่วงนี้คั่นให้ท่านกรรมาธิการ ปรีชา และดอกเตอร์เจษฎ์ขึ้นอธิบายให้ท่านสมาชิกฟังว่าแท้ที่จริงแล้วการดําเนินการ โดยให้ข้าราชการแต่งตั้งกันเองเป็นข้อเสนอของทูตอังกฤษที่มาพบผม แล้วก็บอกว่า ในประเทศอังกฤษ ในประเทศออสเตรเลีย และประเทศนิวซีแลนด์ เขาใช้ระบบนี้ เขาจึงไม่มี กรณีของการเกิดคดีอย่างกรณีคุณถวิล เปลี่ยนศรี นี่จึงเป็นที่มาที่ทําให้คณะกรรมาธิการ จําเป็นที่จะต้องระลึกถึงเรื่องนี้ไว้ แล้วก็บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่เนื่องจากไม่ได้เขียน รายละเอียดให้สิ้นกระแสความ จึงทําให้ดูเหมือนกับว่าไม่ได้ให้ความสําคัญกับนายกรัฐมนตรีเลย ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ ถ้าฟังท่านปรีชากับอาจารย์เจษฎ์ชี้แจงให้ฟัง ท่านจะทราบว่า จริง ๆ แล้วอํานาจเด็ดขาดสูงสุดยังอยู่ที่นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี ขออนุญาตท่านประธาน ให้ท่านปรีชากับอาจารย์ดอกเตอร์เจษฎ์ชี้แจงหน่อยครับ
ขอเชิญท่านปรีชา
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านสมาชิกทั้งหลาย ผม ปรีชา วัชราภัย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ ๕ ก็ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าเมื่อวานนี้ก็ได้ฟังท่านสมาชิก ก็มีความห่วงใยกับเรื่องนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่งที่จะมีผลกระทบกับข้าราชการ แล้วก็กระทบรัฐบาล สําหรับเรื่องของการแต่งตั้งข้าราชการตามมาตรา ๒๐๗ นั้นที่จะต้องมี คณะกรรมการแต่งตั้งระบบคุณธรรม ซึ่งจะประกอบด้วยกรรมการทั้งหลายนี้ ผมคิดว่า ที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงถึงว่าการทําเช่นนี้จะทําให้เกิดรัฐราชการ ทําให้ข้าราชการนั้น สามารถที่จะดําเนินการเรื่องต่าง ๆ กันเองได้โดยที่รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้ามา มีส่วนในการเกี่ยวข้อง ผมอยากจะขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ที่จะกราบเรียนให้เห็นว่า โดยที่มันเป็นร่างรัฐธรรมนูญ เราเขียนเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๐๗ นั้น ทั้งหมดในรายละเอียดคงทําไม่ได้ เพราะว่าไม่อย่างนั้นมาตรานี้จะยาวมาก ก็จึงเขียนแต่หลักไว้ แล้วก็ถ้าเผื่อท่านเห็นก็จะมีหลาย ๆ อย่างที่ใส่ไว้ว่าตามที่กฎหมายจะบัญญัติ ผมอยากขออนุญาต กราบเรียนว่า
อันแรกก็คือเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ ที่จริงแล้วระบบของการใช้กรรมการนั้น เราใช้กับการแต่งตั้งข้าราชการเกือบทุกระดับ ตั้งแต่ระดับหัวหน้าหน่วยงานระดับแผนก หัวหน้าหน่วยงานระดับกอง ผู้อํานวยการกอง แม้กระทั่งรองอธิบดี พวกนี้จะเป็นการแต่งตั้ง โดยใช้ระบบข้าราชการทั้งสิ้น ตําแหน่งที่ในกฎหมายปัจจุบันนี้ไม่ได้เขียนให้ใช้ระบบ กรรมการในแต่งตั้งคือตําแหน่งปลัดกระทรวง ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดก็คือ ๑๙ กระทรวง ยกเว้น กระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นข้าราชการทหาร แล้วก็ยังมีหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นหน่วยงาน ที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีที่เทียบเท่าปลัดกระทรวงอีกประมาณสัก ๑๐ หน่วยราชการ ทั้งหมดมีอยู่ประมาณ ๓๐ ตําแหน่ง ในอดีตนั้นการแต่งตั้งกําหนดไว้บอกเพียงแต่ว่า ให้รัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งผมคิดว่าถ้าเผื่อเรามองดูในอดีตตั้งแต่การแต่งตั้งนั้น การแต่งตั้ง ตําแหน่งนี้ไม่ค่อยจะได้มีปัญหา ตราบใดก็ตามที่มีการแต่งตั้งกันโดยระบบคุณธรรม จะเรียงตาม อาวุโส หรือเรียงตามความรู้ความสามารถต่าง ๆ มันก็จะเป็นไปตามการยอมรับของข้าราชการ ของประชาชน ของบุคคลต่าง ๆ ไม่ได้มีข้อขัดแย้ง แต่ว่าในระยะหลัง ๆ มันมีเสียงเรียกร้อง แล้วก็เป็นเสียงที่เกิดขึ้นในกรณีที่ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้บอกขึ้น อย่างเช่นกรณีของคุณถวิล เปลี่ยนศรี แล้วก็ยังมีกรณีอื่น ๆ อีก เพราะฉะนั้นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้เห็นว่าถ้าเผื่อเราจัดระบบนี้ให้เป็นระบบยิ่งขึ้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม การที่มีคณะกรรมการนั้นมิได้หมายความว่าคณะกรรมการนั้น เป็นผู้แต่งตั้ง แต่คณะกรรมการที่กําหนดขึ้นมานั้นจะเป็นผู้ที่อํานวยความสะดวก อํานวยระเบียบต่าง ๆ ในการทําให้ ผู้มีอํานาจแต่งตั้งตามกฎหมายก็ยังจะต้องเป็นคนเดิม จะต้องนําเสนอท่านนายกรัฐมนตรีที่จะเป็นผู้พิจารณาในท้ายที่สุด ผมอยากจะขออนุญาต กราบเรียนในสิ่งที่เตรียมไว้ แล้วก็อาจจะต้องออกมาเป็นกฎหมายลําดับรองเพราะตามที่ กฎหมายจะบัญญัติขึ้นมา สิ่งแรกที่อยากจะขอเรียนทําความเข้าใจ ๑. ก็คือบอกว่าหลายท่าน อาจจะคิดว่ากรรมการนั้นคืออดีตปลัดกระทรวงเป็นผู้เข้ามาทํา ขอกราบเรียนว่าที่จริงแล้ว กรรมการนั้นที่ประกอบด้วยบุคคล ๓ ฝ่าย ฝ่ายแรกคือกรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ ท่าน ขอเรียนว่าจริง ๆ ไม่ได้เป็นข้าราชการก็ได้ เพราะกรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒินั้นไม่จําเป็น จะต้องเป็นข้าราชการ ในขณะนี้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมี ๕-๗ ท่าน มีไม่น้อยกว่า ๓ ท่าน ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ จะขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านประมนต์ ท่านก็เป็นกรรมการ ก.พ. ท่านไม่ได้เป็นข้าราชการ ท่านก็เป็นกรรมการ ก.พ. อยู่ และยังมีท่านอื่น ๆ อีก
สําหรับกรรมการประเภทที่ ๒ ที่เราจะกําหนดไว้ให้ ๓ ท่าน คืออดีต ปลัดกระทรวงที่จะต้องเลือกกันเองขึ้นมา ขออนุญาตเรียนว่าผมได้ไปตรวจเช็ก (Check) กันมาว่าเรามีอดีตปลัดกระทรวงสักจํานวนเท่าไร ขณะนี้ที่ผมเช็กว่าปลัดกระทรวงที่พ้นจาก ราชการไปแล้วมีประมาณ ๑๕๐ ท่าน ใน ๑๕๐ ท่านจะต้องมีกรรมวิธีเลือกกันเองขึ้นมาให้ได้ ๓ ท่าน ซึ่งบุคคลที่เป็นปลัดกระทรวง หรือเป็นอดีตปลัดกระทรวงอยู่จาก ๑๕๐ กว่าท่าน เราจะคัดหรือว่าโดยวิธีการต่าง ๆ ให้ได้มาเหลือ ๓ ท่าน ซึ่งน่าจะได้บุคคลที่มีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถ มีการได้รับการรับรอง การได้รับการยอมรับจากสังคม ผมคิดว่า เราหา ๓ คนนี้ได้ไม่ยากจากปลัดกระทรวงประมาณ ๑๕๐ คนที่พ้นจากราชการและยังมีชีวิตอยู่ ที่จะเข้ามาทํางานนี้
อันที่ ๓ คือประธานกรรมการจริยธรรมในแต่ละกระทรวง ซึ่งมีทั้งหมด ประมาณ ๒๐๐ กว่าคน เพราะว่าประธานกรรมการจริยธรรมเป็นของกรมในแต่ละกรม ในกระทรวง ก็จะเลือกมาจากในแต่ละกรมในแต่ละกระทรวงนั้น ก็จะได้ตัวแทนของประธาน จริยธรรมจาก ๒๐๐ กว่าคน มาถึง ๑๙ กระทรวงก็จะได้มา ๑๙ ท่าน ๑๙ ท่านนี้จะเลือกมา ๒ ท่าน และใน ๒ ท่านนี้ ท่านก็เกรงอีกว่าทั้ง ๑๙ คนนี้จะเป็นอดีตข้าราชการหรือจะเป็น อดีตปลัดกระทรวง ที่จริงผมได้ไปตรวจสอบดูปัจจุบันนี้ ๒๐๐ กว่าท่านมีบุคคลที่ไม่ได้เป็น ข้าราชการก็จํานวนมากพอสมควร เพราะฉะนั้นการที่จะได้กรรมการที่จะมาเป็นกรรมการแต่งตั้งนี้ไม่ได้จะเป็นกรรมการ ที่มาจากอดีตปลัดกระทรวงอย่างที่ท่านเกรงว่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ก็จะเป็นบุคคล ที่มาจากหลายสาขาอาชีพ แต่ว่าจะมีคนที่เป็นปลัดกระทรวงนั้นอยู่เพียง ๓ คนที่กําหนดไว้ เป็นอดีตปลัดกระทรวงอยู่ถึง ๓ คน ที่เหลือนั้นอาจจะไม่ได้เป็นข้าราชการนะครับ แต่ว่าจะเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิที่ผมคิดว่าเมื่อเลือกกันแล้วเราก็คงจะได้คนที่สังคมยอมรับเข้ามาทํางาน ในหน้าที่นี้นะครับ อันนี้ก็คือประเด็นที่ ๑ ที่เกรงว่าท่านจะเอาข้าราชการมาทํา
อันที่ ๒ ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อไป ในวิธีการทํางานนั้นมีความสําคัญ อยู่ที่ว่า ท่านก็เกรงว่าท่านรัฐมนตรีจะไม่ได้มีส่วนหรือมีโอกาสที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ในระบบที่กําหนดไว้ในการที่กรรมการจะพิจารณานั้นจะต้องเชิญรัฐมนตรี หรือว่า ขอความเห็นของรัฐมนตรีที่ดูแลส่วนราชการในกระทรวงนั้นเข้ามาเพื่อที่จะปรึกษาหารือกัน ในการที่จะต้องมีความเห็นว่าท่านกําลังทํานโยบายประการใดอยู่ นโยบายของที่ท่านต้องการ ให้เกิดสัมฤทธิผลนั้นจะเป็นเรื่องทางด้านใด และท่านมีแผนงานโครงการเป็นอย่างไร รวมทั้งคงจะต้องมีการขอความเห็นถึงว่าท่านมีความเห็นกับการที่ว่าบุคคลใดนั้นจะเป็น บุคคลที่ท่านเห็นสมควรว่าที่จะแต่งตั้งเป็นการนําเสนอของฝ่ายรัฐมนตรีด้วยนะครับ นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีเลยไปจากที่ท่านคิดไว้นะครับ ก็จะต้องไปขอความเห็นของปลัดกระทรวง ที่จะพ้นจากตําแหน่งในกรณีที่จะต้องเกษียณจากราชการนะครับ ก็ต้องไปถามเหมือนกันว่า เขามีแผนในการสืบทอดของตําแหน่งเป็นอย่างไรบ้าง มีซัคเซคชัน แพลน (Succession plan) เป็นอย่างไร ใครคือคนที่เขาได้เตรียมเอาไว้เพื่อมาประกอบในการพิจารณานะครับ แล้วก็ในการดําเนินการนั้นสิ่งที่ทําไว้ก็คือจะไม่ให้ระบบนี้เป็นระบบปิด ไม่ใช่ว่าตําแหน่ง ในกระทรวงใดก็จะต้องตั้งบุคคลจากในกระทรวงนั้นแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ หลักการนั้น ก็คือว่าคนที่เป็นอธิบดีหรือเป็นรองปลัดกระทรวงหรือเป็นตําแหน่งที่เคยเป็นบริหารระดับสูง ในกระทรวงนั้นอยู่แล้วจะเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อหรือผู้ที่อยู่ในลิสต์ (List) ที่จะได้รับ การพิจารณาโดยอัตโนมัติ และในขณะเดียวกันก็กําหนดแนวคิดเอาไว้ว่าท่านที่อยู่ ในกระทรวงอื่นถ้าเผื่อประสงค์ก็อาจจะมายื่นสมัครได้จะต้องมีระบบที่จะต้องให้มีการสมัคร เพราะฉะนั้นอธิบดีของกระทรวงกรมหนึ่งในอีกกระทรวงหนึ่งซึ่งประสงค์อยากจะมาเป็น ปลัดกระทรวงก็สามารถที่จะยื่นสมัครได้ อันนี้เท่ากับว่าเป็นการทําให้เกิดการแต่งตั้ง ในระบบเปิด แล้วก็เป็นการได้พิจารณาอย่างชัดเจนสําหรับบุคคลที่อยู่ต่างกระทรวงว่า ถ้าเขาอยากจะมีความประสงค์ที่จะเข้ามาเป็นผู้แข่งขันนั้นให้สามารถที่จะสมัครได้ แต่ว่าคนที่อยู่ ในกระทรวงแล้วไม่ต้องสมัครเพราะถือเป็นสิทธิ อันนี้ก็เป็นกรอบที่จะต้องดําเนินการ นอกจากนั้นก็ยังจะต้องมีส่วนอื่น ๆ อีกที่จะเป็นรายละเอียดปลีกย่อย อย่างเช่น การที่จะต้อง ไปดูถึง อาจจะมีการทดสอบความสามารถ ทดสอบสมรรถนะ ซึ่งขณะนี้มีอยู่มากมายนะครับ แบบทดสอบของการที่คนที่จะเป็นซีอีโอ (CEO) ในภาคเอกชนใช้มากมายเราอาจจะต้องนําสิ่งนี้ กลับเข้ามาใช้นะครับ อันนี้ก็เป็นระบบที่ได้ทําการเตรียมไว้ นอกจากนั้นแล้วหลายท่านเกรงว่า มันจะเป็นระบบที่เป็นการเลื่อนเพื่อที่จะแต่งตั้งปลัดกระทรวงเท่านั้น ขอกราบเรียนว่า ที่จริงแล้วระบบนี้เป็นระบบที่จะทําการโอน ย้าย เลื่อน คือการแต่งตั้งทั้งในระดับเดียวกัน เพราะว่าตําแหน่งปลัดกระทรวงนั้นมีข้อกําหนดว่าดํารงตําแหน่งได้ไม่เกิน ๔ ปี แล้วก็ต่อได้อีก ไม่เกิน ๑ ปี ๑ ปี เป็น ๒ ครั้งนะครับ เพราะฉะนั้นตําแหน่งที่จะครบ ๔ ปี ก็อาจจะต้อง มีการนําเข้ามาในการพิจารณาครั้งนี้คือการสับเปลี่ยนกระทรวง เพราะว่าโดยหลักการแล้ว ก็ถือว่าเป็นการย้ายในระดับเดียวกัน อันนี้ก็ไม่ใช่เป็นแต่การเลื่อนอย่างเดียว เพราะฉะนั้น เป็นการโอนต่างกระทรวงกันหรือจะเป็นการย้ายในตําแหน่งที่อยู่ในกระทรวงเดียวกัน ในระดับเดียวกันนะครับ ที่ไม่ได้เป็นปลัดกระทรวงจะมาเป็นปลัดกระทรวงก็ต้องได้รับ การพิจารณานะครับ ท่านที่ปรึกษาประจํากระทรวงซึ่งอาจจะเป็นระดับเดียวกับปลัดกระทรวง แต่ว่าอยู่ในตําแหน่งประเภททรงคุณวุฒิก็จะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับเข้ามาในการพิจารณา ที่อยู่ในบัญชีนี้เช่นเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นทั้งการโอน การย้าย การเลื่อน ยกเว้นอย่างเดียวคือการลดตําแหน่งจะทําไม่ได้ ถ้าท่านปลัดผู้นั้นไม่ประสงค์ที่จะแสดงเจตนารมณ์นะครับ อันนี้ก็เป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่ แล้วนะครับ ขอกราบเรียนว่าสิ่งที่คิดขึ้นมาถามว่าประเทศอื่นมีทําไหม หลายท่านอาจจะนึกว่า จัดทําที่ประเทศไทยเป็นแห่งแรกนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่าที่จริงแล้วเรื่องของการ แต่งตั้งโยกย้ายผู้ดํารงตําแหน่งปลัดกระทรวงนั้น หลายประเทศในยุโรป ประเทศอังกฤษ เป็นต้นแบบของการทําด้วยระบบนี้ แล้วก็ทําโดย ก.พ. ของสหราชอาณาจักร มีระบบ ที่ดําเนินการต่าง ๆ เป็นกิจจะลักษณะ รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในประเทศนิวซีแลนด์ ในประเทศออสเตรเลียก็ใช้ระบบใกล้เคียงกับที่เราทํานะครับ เพราะฉะนั้นคงไม่ได้เป็น ประเทศไทยประเทศเดียวที่จะเป็นประเทศที่หันมาใช้ระบบอย่างนี้ แล้วก็สิ่งที่ใช้ระบบนี้ ก็ขอกราบเรียนบอกว่าคงไม่ได้เป็นอํามาตยาธิปไตยที่รัฐราชการจะเข้ามาครอบงํา เพราะว่า ในการดําเนินการนั้นเมื่อดําเนินการเสร็จแล้วส่งรายชื่อไปให้ท่านนายกรัฐมนตรี กรณีที่ ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นรายชื่อแล้วที่จะส่งไป ในข้อกําหนดนั้นจะกําหนดบอกว่าจะให้ส่ง ๓ คน คือ รูล ออฟ ทรี (Rule of Three) ซึ่งเป็นหลักสากล แล้วก็ยังเปิดโอกาสว่า ถ้าเกิดท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ๓ คนที่ส่งไปนั้น ยังไม่ถูกใจเพียงพอ ท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะขอให้กลับมาทบทวนเสนอขึ้นไปอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นโดยระบบทั้งหมดที่ถูกทําขึ้นมานั้น ก็หวังว่าจะเป็นระบบที่จะทําให้เป็นระบบที่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างฝ่ายการเมือง กับฝ่ายข้าราชการประจํานะครับ เพื่อที่จะทําให้ได้รับคนที่สังคมยอมรับ แล้วก็ได้มีการดูกัน อย่างละเอียดถี่ถ้วน ได้มีองค์คณะเป็นผู้พิจารณา แล้วก็ได้มีลําดับขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งคงจะดีกว่า ระบบที่เป็นอยู่เดิมบอกว่าสุดแล้วแต่ที่ให้รัฐมนตรีเป็นผู้นําเสนอชื่อ อันนี้ก็เป็นบรรทัดฐาน ที่คิดว่าการทําระบบนี้จะทําให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีนะครับ สําหรับกรณีที่ประเทศอื่นทํานั้น ในรายละเอียดนั้นกระผมอยากจะขออนุญาต ท่านอาจารย์เจษฎ์ได้เป็นผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้ มาเป็นอย่างดีได้กราบเรียนต่อที่ประชุมให้ได้ทราบถึงว่าเขาทํากันอย่างไร แล้วก็ใกล้เคียง กับเรามากแค่ไหนนะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม ณรงค์ พุทธิชีวิน สปช. ๐๗๔ ครับ ผมอยากที่จะขอหารือท่านประธานนิดเดียว กรณีที่ผมเห็นว่า ได้ชี้แจงไม่ถูกต้อง ผมเกรงว่าจะนําไปสู่การไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญตามที่เราขอ เราบอก ผมมีสิทธิ ที่จะท้วงติงได้ไหมว่าที่พูดนะผิด
ท่านณรงค์
คือผมมีประเด็นครับท่านประธาน ที่บอกว่า
คือท่านจะเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย ท่านต้องรับฟังก่อนว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะชี้แจงอย่างไร ดิฉันขอให้เขาชี้แจงให้จบได้ไหมคะ
ครับ แล้วผมท้วงติงได้นะครับ
สิทธิของการอภิปรายของท่านไม่ได้อยู่ตรงนี้
ผมไม่ได้ขออภิปรายท่านประธาน ผมเพียงต้องการท้วงติงว่า คือที่ผมอภิปรายแล้ว ผมกังวลว่าถ้าท่านชี้แจงแบบนี้ ที่สุดแล้ว ท่านก็จะไม่แก้
ท่านณรงค์ท่านยังสามารถขอแก้ไขหากว่าท่านประสงค์ที่จะขอแก้ไข ท่านมีเวลาอีก ๓๐ วัน หลังวันที่ ๒๖ ค่ะ เพราะฉะนั้นเราขอแก้ไขเป็นลายลักษณ์อักษรได้
ท่านประธานครับ ด้วยความเคารพ ท่านประธานผมไม่ได้ทําให้การประชุมมันสับสนนะครับ ผมเพียงแต่บอกว่าวันนี้สภาแห่งนี้ เป็นสภาวิชาการ ไม่ใช่สภาการเมืองที่จะเอาชนะคะคานกัน แต่เหตุผลและข้อเท็จจริง ที่ปรากฏต่อสาธารณะต้องเป็นเหตุผลและข้อเท็จจริงที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าอันไหนจริง อันไหนถูก และอันไหนไม่ถูก
ดังนั้นจึงขอให้เขาได้ชี้แจงให้จบได้ไหม
แล้วผมขออนุญาตที่จะติงนิดเดียวนะครับ ท่านประธานครับ ผมขอเถอะครับ เพราะมีบางประเด็นที่ผมเห็นว่าท่านกรรมาธิการ
เวลาของท่านยังอยู่หรือเปล่าคะ
ผมยังอยู่อยู่ ๕๘ วินาทีครับ
ได้ ให้ ๕๘ วินาทีค่ะ
ครับผม ขอบพระคุณครับ
อย่างนั้นเชิญนั่งก่อนคะ ขอเชิญท่านปรีชาต่อค่ะ
ขออนุญาตท่านประธานให้ท่าน ดอกเตอร์เจษฎ์ได้อธิบายถึงระบบ ซึ่งอาจจะใช้ในประเทศอื่น ๆ ด้วย ซึ่งมีหลายท่านที่อาจจะ คิดว่าไม่ได้มีระบบนี้อยู่ในประเทศอื่นครับ
เรียนเชิญท่านดอกเตอร์เจษฎ์ค่ะ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม นายเจษฎ์ โทณะวณิก กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตอธิบายสั้น ๆ ถึงมูลเหตุที่มาของมาตราที่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้เป็นมาตรา ๒๐๗ นี้นะครับ ที่ท่านปรีชาท่านได้กรุณาอธิบายในรายละเอียดชัดเจนไปแล้ว คือมูลเหตุมันเป็นแบบนี้ครับ ในคราวที่เราได้มีการพบปะพูดคุยกันกับท่านเอกอัครราชทูตในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคราวแรกที่พูดคุยกันกับท่านเอกอัครราชทูตจากสหราชอาณาจักร หรือว่าประเทศอังกฤษ ท่านก็ถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานกรรมาธิการของเราว่า ระบบในการแต่งตั้งข้าราชการของท่านเป็นอย่างไร และท่านก็หยิบยกในเรื่องที่เป็นประเด็น เกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการขึ้นมาว่าทําไมมันถึงได้เกิดกรณีเช่นนี้ได้ ทีนี้ทางกรรมาธิการ ของเรานี้นะครับ ท่าน พลโท นาวิน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็เลยถามว่าแล้วในสหราชอาณาจักร ท่านใช้วิธีเช่นใดหรือ ท่านเอกอัครราชทูตท่านก็บอกว่านักการเมืองเขาไม่ได้ก้าวล่วงเข้ามา แต่งตั้งข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการในระดับสูงแต่เรามีคณะกรรมการที่เรียกว่า คณะกรรมการข้าราชการหรือคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่เรียกว่า ซีวิล เซอร์วิส คอมมิชชันเนอร์ (Civil services commissioner) หรือคอมมิชชัน (Commission) ในการพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการนี้ไม่ได้เป็นคณะกรรมการที่จําเพาะเจาะจงเฉพาะประเทศอังกฤษ ท่านก็บอกว่าประเทศอื่น ๆ ก็มี ถ้าอยากจะได้รายละเอียดท่านก็จะส่งให้มา ท่านก็ส่งมาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านก็ได้ให้พวกเราจํานวนหนึ่งมีผมด้วยนี้นะครับ ไปศึกษามา ก็ปรากฏว่าในประเทศที่เป็น อดีตเครือจักรภพหรือว่าปัจจุบันยังเป็นเครือจักรภพอยู่ มีระบบเช่นนี้ทั้งสิ้น ประเทศที่ท่านปรีชา กรุณาหยิบยกขึ้นมา ประเทศอังกฤษ ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศแคนาดา รวมไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ประเทศสหรัฐอเมริกานี้เป็นประเทศหนึ่งที่น่าจะศึกษา เพราะว่าในคราวที่มีการปฏิรูประบบราชการในปีคริสต์ศักราช ๑๘๗๑ เป็นครั้งแรก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกานี้ตั้งซีวิล เซอร์วิส คอมมิชชันเนอร์ ขึ้นมาครับ ก็คือคณะกรรมการ ในลักษณะเดียวกันกับที่มีในมาตรา ๒๐๗ ของเราในตอนนี้นี่นะครับ จากนั้นในคราวปฏิรูป อีกคราวหนึ่ง ในปี ๑๙๗๘ ก็ไม่นานมานี้นี่นะครับ ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนจากคณะกรรมการ ที่เรียกว่า คณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการ นี้ไปเพิ่มเติม เป็นการพิจารณาแต่งตั้ง ข้าราชการโดยระบบคุณธรรม เพื่อการปกป้องความซื่อสัตย์สุจริต เกียรติศักดิ์ ศักดิ์ศรี และการทําหน้าที่โดยไม่ลําเอียงและเลือกปฏิบัติของข้าราชการ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นหลัก ที่ประเทศทั้งหลายได้ช่วยกัน ทําให้วิธีการในการได้มาซึ่งข้าราชการระดับสูงไม่ได้ไปเชื่อมโยง กับภาคการเมืองโดยตรง แต่ก็ไม่ได้ตัดภาคการเมืองทิ้ง อย่างที่ท่านปรีชากรุณาอธิบายครับว่า ท้ายที่สุดมันก็ต้องส่งไปให้ภาคการเมืองเป็นคนพิจารณาอยู่ดี เพียงแต่ว่าคณะกรรมการชุดนี้ จะสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช่สร้างความเป็นธรรมให้กับข้าราชการนะครับ สร้างความเป็นธรรม ให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนที่จะได้มาซึ่งข้าราชการผู้จะมาทํางานอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม และไม่ได้ทํางานโดยการเลือกข้าง ไม่ได้ทํางานเนื่องจากเป็นฝักเป็นฝ่าย และไม่ได้มาทํางาน หรือได้รับตําแหน่งมาจากการที่ไปวิ่งขอหรือมีภาคการเมืองเอื้อประโยชน์ให้จึงได้มา แต่ได้มา เนื่องจากคุณธรรมของท่าน ความรู้ความสามารถและระบบการพิจารณาที่ได้รับการยอมรับ เป็นสากล ซึ่งในระบบการพิจารณานี้อย่างที่ผมยกตัวอย่างนะครับ ในประเทศ ๓-๔ ประเทศ ที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมา เช่นประเทศอังกฤษนี้ อํานาจของคณะกรรมการชุดนี้มีมากกว่าที่เขียนไว้ ในมาตรา ๒๐๗ มากมายนัก ไปถึงขั้นว่าถ้าหากท่านบอกว่าจะเอาคนนี้เป็นปลัด ทางนายกรัฐมนตรี บอกว่าไม่เอาคนนี้ นายกรัฐมนตรีต้องชี้แจงนะครับว่าเพราะเหตุใดจะไม่เอาคนนี้ และถ้า นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะเอาคนอื่น นายกรัฐมนตรีต้องนําเอาคนนั้นมาเทียบกับคนที่ทาง คณะกรรมการเป็นคนระบุไปให้ได้และต้องเปรียบให้เห็นว่าคนที่นายกรัฐมนตรีประสงค์จะได้ มาเป็นปลัดนั้นดีกว่าในทุกแง่มุมอย่างไรเมื่อเทียบกันกับคนที่ทางคณะกรรมการนําเสนอไป และต้องเปิดเผยเป็นสาธารณะ ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ชัดเลยนะครับว่าอํานาจของคณะกรรมการชุดนี้เด่นชัด แล้วก็มากมายกว่า ที่มีในมาตรา ๒๐๗ มาตรา ๒๐๗ เขียนให้เหมาะสมกับสภาพของสังคมไทย ในท้ายที่สุดครับ ประเทศอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาเขาจะมีตําแหน่งที่เป็นตําแหน่งข้าราชการระดับสูง อยู่ ๒ แบบง่าย ๆ แบบที่บอกว่าเป็นการแต่งตั้งมาโดยฝ่ายการเมือง หรือว่าขออนุญาตใช้ ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า โพลิทิคอล แอพพอยตี (Political appointee) นี่นะครับ คือนักการเมือง เป็นคนตั้ง อีกอันหนึ่งคือ นอน โพลิทิคอล แอพพอยตี (Non-political appointee) ก็คือ ไม่ได้มาจากภาคการเมือง อันที่มาจากภาคการเมืองนี่ครับ พอเปลี่ยนประธานาธิบดี เขาก็เปลี่ยนตนเองครับ ก็คือลาออกสละเก้าอี้ไป แล้วประธานาธิบดีที่เข้ามาใหม่ก็จะมีการแต่งตั้ง ไปตามที่ท่านสามารถที่จะดําเนินการได้ ในส่วนที่เป็น นอน โพลิทิคอล แอพพอยตี ประธานาธิบดีแม้ว่าจะมาจากคนทั่วประเทศก็ไม่สามารถมาแล้วก็ไปเปลี่ยนท่านได้ มีกระบวนการ ในการปรับเปลี่ยน ก็คือมีคณะกรรมการที่ผมได้เรียนเอาไว้ เพราะฉะนั้นอันนี้มันมี ความชัดเจนครับว่า ข้าราชการต้องได้รับความคุ้มครอง นักการเมืองก็ย่อมต้องทํางาน ทําหน้าที่ในส่วนของนักการเมือง ประชาชนก็ย่อมต้องได้รับประโยชน์จากการมีทั้ง นักการเมืองที่เป็นตัวแทนในระดับนโยบาย และข้าราชการที่เป็นตัวแทนในระดับปฏิบัติการ และท้ายที่สุดครับ ข้าราชการก็ต้องยังคงดําเนินการตามแนวนโยบายที่มีกําหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงในการแถลงต่อสภาของรัฐบาล ไม่สามารถที่จะไปดําเนินการ ในลักษณะที่นอกเหนือไปจากนั้นได้ ยกเว้นแต่ว่านโยบายเหล่านั้นจะก่อให้เกิดความเสียหาย และเป็นที่ชัดเจนจริง ๆ ว่าหากปฏิบัติตามนั้นประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น ระบบนี้คือระบบที่นานาอารยประเทศได้ใช้ และการที่เขียนแบบนี้นี่นะครับ ในคราวล่าสุด ที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับเอกอัครราชทูตจากประเทศสหภาพยุโรปครบถ้วนทุกประเทศ รวมถึงประเทศที่ไม่ได้เป็นสหภาพยุโรปคือประเทศสวิตเซอร์แลนด์และประเทศนอร์เวย์ด้วย ท่านรับฟังแล้วท่านก็เห็นว่าเรามีมาตรฐานอันสอดคล้องกันกับนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ในการศึกษามา และในการที่นําเรียนท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน รวมถึงที่อยู่ ในมาตรา ๒๐๗ อยากจะให้ช่วยกันพิจารณาครับว่าอันนี้คือการยกระดับมาตรฐาน ของประเทศไทยเรา ขอบพระคุณครับ
เชิญท่านสมาชิกท่านสมาชิกท่านต่อไปคอยนิดหนึ่งนะคะ ดิฉันก็ขออนุญาตให้ท่านอาจารย์ ดอกเตอร์ณรงค์ใช้เวลาที่เหลือของท่าน เชิญค่ะ
ผมจะใช้อย่างมีประโยชน์ครับ ท่านประธาน ประเด็นที่ ๑ ที่อ้างบอกว่าจากราชอาณาจักร จากอังกฤษ คําถามของผมก็คือ อังกฤษมีกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เขียนอย่างนี้หรือครับ เป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญที่เป็นจารีต ไม่ใช่หรือครับ ข้อ ๑ นะครับ
ข้อ ๒ ก็คือ ไม่ได้ไม่เห็นด้วยเลยนะครับ เห็นด้วยกับท่านหมดเลยว่าควรมี คณะกรรมการแบบนี้ ควรมีอย่างยิ่ง แต่ประเด็นของผมก็คือทําไมไม่ให้รัฐมนตรีเขาได้รับรู้ ได้รับทราบ แล้วให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ไม่ใช่มาขอความเห็น ที่ท่านบอกว่า ขอความเห็นนั้นไม่มีในระบุว่าให้ขอความเห็น เพราะฉะนั้นเขียนไปได้ไหมครับว่า เมื่อคณะกรรมการนี้มีความเห็นอย่างไรแล้วขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรี ถ้ารัฐมนตรี เห็นชอบก็เสนอนายกรัฐมนตรี ถ้ารัฐมนตรีไม่เห็นชอบก็ท้วงติงมาและมีเหตุผลอย่างที่ท่านว่า ก็ไม่เป็นไร อย่าลืมนะครับว่าอํานาจรัฐมนตรีก็คืออํานาจของประชาชนที่ใช้ผ่านการบริหาร โดยคณะรัฐมนตรี ขอบพระคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณมากค่ะ แล้วก็คณะกรรมาธิการเขาก็รับฟังความเห็นที่จะนําไปพิจารณาค่ะ ในรายนามของท่านต่อ ๆ ไปนี้นะคะ มีท่านพรรณวีรินทร์ รัตนวานิช ท่านจรัส สุทธิกุลบุตร ท่านประภาศรี สุฉันทบุตร ท่านกิตติ โกสินสกุล ค่ะ ขอเชิญท่านพรรณวีรินทร์ รัตนวานิช ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิกทุกท่าน ดิฉัน นางพรรณวีรินทร์ รัตนวานิช สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ก่อนอื่นต้องขอชื่นชมและขอเป็นกําลังใจให้กับ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน ที่ได้ช่วยกันระดมสมองรังสรรค์รัฐธรรมนูญร่างแรก ซึ่งมี ๔ ภาค ๓๑๕ มาตรา ดิฉันได้เข้าชื่อขออภิปรายยกร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๒ หมวด ๒ มี ๑๘ มาตรา เพราะเห็นว่าในหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มีเนื้อหาสาระและมี ความสําคัญกับองค์กรและกระบวนการแนวทางในการออกกฎหมายและกําหนดนโยบาย ของรัฐบาล และเนื่องจากในหมวดนี้มีเพื่อนสมาชิกได้ลงชื่ออภิปรายเป็นจํานวนมาก และหลายท่านได้อภิปรายไปแล้วหลายมาตรา ดังนั้นเพื่อไม่ให้เกิดความซ้ําซ้อน และประหยัดเวลาอันมีจํากัด ดิฉันจึงขอตัดมาตราที่จะอภิปรายเหลือเพียง ๒ มาตรา ที่มีความสําคัญค่ะ
ท่านประธานที่เคารพคะในภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๓ รัฐต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่น จะเป็นส่วนสําคัญที่จะส่งเสริม ให้เกิดระบบการบริหารประเทศที่เปิดโอกาสให้ท้องถิ่นต่าง ๆ ได้กําหนดนโยบายและแผน ให้สอดคล้องกับสภาพของปัญหาและความต้องการของพลเมืองในพื้นที่ รวมทั้งกําหนดให้รัฐ ส่งเสริมและสนับสนุนชุมชนท้องถิ่นให้สามารถบริหารจัดการดูแลกิจการหลาย ๆ ด้านของตนเอง อันได้แก่ การศึกษา การดูแลชีวิตและทรัพย์สิน คุ้มครองชนพื้นเมืองและชนชาติพันธุ์ ของชุมชนท้องถิ่นให้ดํารงอัตลักษณ์ของตนได้อย่างมีศักดิ์ศรี การรักษาศิลปะและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณี มรดก ภูมิปัญญาของท้องถิ่นและของชาติ การดูแลรักษา สิ่งแวดล้อมและการจัดบริการสาธารณสุขทุกประเภท ซึ่งการดําเนินการดังกล่าวจะเป็นไป ตามหลักการสําคัญของการปกครองท้องถิ่น คือการปกครองตนเองของพลเมือง พลเมือง จะเป็นผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรธรรมชาติและผลผลิตจากการลงแรงงาน และแรงสมองของพวกเขาเอง ซึ่งจะทําให้พลเมืองมีความสุข มีเสรีภาพ ความเสมอภาค และภราดรภาพ ชุมชนและท้องถิ่นจะได้รับการพัฒนาอย่างทั่วถึง มีความเจริญก้าวหน้า และยั่งยืน เพราะไม่มีใครที่จะเข้าใจสภาพปัญหาและหาทางออกของท้องถิ่นได้ดีกว่า คนในท้องถิ่นเอง และไม่มีใครที่จะทําเพื่อผลประโยชน์สูงสุดให้แก่ท้องถิ่นเท่ากับคนในท้องถิ่นเอง เพราะคนท้องถิ่นเป็นเจ้าของพื้นที่ย่อมรักและหวงแหนทรัพย์สมบัติที่มีค่ามากที่สุด แต่ละชุมชนของเขานะคะ ซึ่งความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและพลเมืองมีคุณภาพนั้น เป็นหัวใจสําคัญอย่างยิ่งของกลไกในการขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวไปสู่ความมั่นคงและมั่งคั่ง จะเกิดได้ก็ต่อเมื่อพลเมืองมีคุณภาพ มีชีวิตที่ดี มีความสุข ปลอดภัยในการดํารงชีวิต มีรายได้ ที่พอเพียง ปลอดหนี้สิน ประกอบอาชีพที่สุจริต สามารถที่จะเสียภาษีให้กับรัฐได้ นั่นคือ เป้าหมายสําคัญของการมีเศรษฐกิจที่ดีของประเทศชาติอันนําไปสู่ชุมชนเข้มแข็งที่จะทําให้ เกิดความมั่นคงขึ้นในทุก ๆ ด้าน ซึ่งจะเป็นการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ําและความไม่เป็นธรรม อันเป็นต้นเหตุของปัญหาต่าง ๆ ในบ้านเมืองเรามาช้านานนะคะ
ดังนั้นจากมาตรา ๘๓ (๔) ส่งเสริมและรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียม จารีตประเพณี ศิลปวัฒนธรรม และภูมิปัญญาอันดีงามของชุมชนของท้องถิ่นและของชาตินั้น คําว่า ภูมิปัญญาดีงามของชุมชนของท้องถิ่นและของชาติ เป็นจุดแข็งของเศรษฐกิจชาติ เพราะศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น เป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า จึงจําเป็นต้องอนุรักษ์ และพัฒนาให้คงสืบไปชั่วลูกชั่วหลาน อีกทั้งเป็นคุณค่าที่สามารถเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ ได้เป็นอย่างดี ประเทศไทยเราได้เปรียบกว่าประเทศต่าง ๆ ในอาเซียนเป็นอย่างมากทั้งทางด้านภูมิประเทศ ภูมิศาสตร์ ศิลปวัฒนธรรม จารีตประเพณี อันดีงาม อีกทั้งมีกีฬาท้องถิ่นที่โด่งดัง เช่น ปัญจสีลัต มวยไทย เป็นต้น และการแพทย์แผนไทย ก็เป็นภูมิปัญญาที่อยู่คู่คนไทยมาช้านานตั้งแต่ดึกดําบรรพ์ และควรที่จะได้รับการพัฒนา และสนับสนุนเช่นกัน เราจึงควรส่งเสริมและพัฒนาในด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งเป็นขุมสมบัติที่เรามีอยู่แล้วโดยไม่ต้องลงทุนเพิ่ม เพื่อนํามาสู่รายได้ของประเทศให้ยั่งยืน คู่บ้านเมืองต่อไป กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ผ่านถึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อเติมเต็มความสมบูรณ์ในมาตรา ๘๓ (๔) ดิฉันจึงขอเพิ่มถ้อยคําที่มีความหมายและมีพลัง อย่างยิ่งบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญคือคําว่า ภูมิบ้านภูมิเมือง อันหมายถึงสถานที่เสนอเรื่องราว และประวัติของชุมชนท้องถิ่นที่ประมวลศิลปวัฒนธรรม ภูมิปัญญาของแต่ละชุมชนที่มีคุณค่า นํามารวบรวมและจัดแสดงนําเสนออย่างมีศิลปะ มีชีวิตชีวา ให้ผู้มาเยือนได้รับรู้และเข้าใจ รวมทั้งเป็นศูนย์รวมความภาคภูมิใจของชุมชนนั้นเอง และในมาตรา ๘๓ นี้จะไปสอดคล้อง กับมาตรา ๙๔ รัฐต้องส่งเสริมวัฒนธรรมและศิลปะโดยคํานึงถึงวัฒนธรรมในทุกมิติ เพื่อให้เป็นรากฐานเอกลักษณ์ของชาติและท้องถิ่น บริหารจัดการวัฒนธรรมเพื่อพัฒนา คุณค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและสังคม และเปิดพื้นที่ลานวัฒนธรรมสําหรับกิจกรรม ด้านศิลปวัฒนธรรม คําว่า ลานวัฒนธรรม จะไม่มีในมาตรา ๙๔ นี้นะคะ จึงขออนุญาต ผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้เติมคําว่า ลานวัฒนธรรม ต่อจากเปิดพื้นที่สาธารณะด้วย
ต่อไปนะคะ สําหรับกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมโดยรัฐต้องจัดสรรงบประมาณ ค่าใช้จ่ายพื้นฐานที่พอเพียงเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้พลเมือง ชุมชน และองค์กรบริหารท้องถิ่น เข้ามามีส่วนร่วมในการดําเนินการตามมาตรานี้ สําหรับมาตรานี้ในฐานะที่ดิฉันอยู่ใน คณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม จริยธรรม ศิลปวัฒนธรรมและศาสนาต้องขอขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญผ่านท่านประธานที่เคารพ ที่ได้บัญญัติการเปิดพื้นที่ สาธารณะสําหรับกิจกรรมด้านศิลปวัฒนธรรมไว้มา ณ ที่นี้ด้วยค่ะ แล้วขออนุญาตใช้เวทีนี้ รณรงค์ให้พลเมืองไทยทุกคนช่วยกันแต่งกายด้วยผ้าไทย ใช้ของที่ผลิตด้วยงานฝีมือคนไทย ซื้อสินค้าไทยที่มีคุณภาพ มีรูปลักษณ์ได้มาตรฐาน มีแบรนด์ของแต่ละชุมชน ในท้องถิ่นต่าง ๆ เพื่อให้เกิดรายได้เป็นสินค้าออกเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชนไปสู่ชุมชนเข้มแข็ง แล้วนํามาสู่ เศรษฐกิจที่ดีของประเทศชาติต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน
สําหรับเวลาของดิฉันที่เหลืออีกประมาณ ๙ นาที ขออนุญาตมอบให้กับสภา ไว้สะสมให้เหมือนกับการสะสมไมล์ของการบินไทยนะคะ เผื่อท่านสมาชิกท่านอื่น ๆ เกิดจะเกินเวลาขออนุญาตใช้เวลาที่เหลืออยู่นี่นะคะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ ในน้ําใจไมตรีนะคะ ต่อไปขอเชิญท่านจรัส สุทธิกุลบุตร ค่ะ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผม จรัส สุทธิกุลบุตร สมาชิกลําดับที่ ๓๑ ต่อไปก็จะเป็นเสียงจากมุมมองของชาวต่างจังหวัดต่อร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก่อนอื่นผมก็ต้องขอให้กําลังใจสําหรับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ต้องทํางาน อย่างหนักและขอขอบพระคุณที่ท่านได้นําประเด็นที่ได้รับฟังความคิดเห็นจากพี่น้องประชาชน และรับฟังความคิดจากสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งนี้ได้มาบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งมีกว่า ๒๔๐ ประเด็น เพราะฉะนั้นจึงจะอ้างอิงได้ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นั้นสร้างพลเมือง ให้เป็นใหญ่ ซึ่งในวันจันทร์ที่ผ่านมาเราได้มีคําใหม่อีกคําหนึ่งนะครับว่า สร้างประโยชน์ของพลเมืองให้เป็นใหญ่ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมิติใหม่ เช่น ภาค ๒ ในหมวดเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาค ๔ การปฏิรูป ลดความเหลื่อมล้ํา สร้างความปรองดอง ผมเป็นคนใหม่ ในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นผมจึงหยิบเรื่องใหม่ ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญมาอภิปรายนะครับ นั่นก็คือ ผมขออภิปรายในภาค ๒ และภาค ๔ ซึ่งผมได้ขอเวลาไว้นะครับ สําหรับวันนี้ก็คงจะเป็นการพูด ในภาค ๒ นะครับ
สําหรับในภาค ๒ หมวด ๒ นั้นว่าด้วยแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งแม้กระทั่งหลาย ๆ ท่านได้ตีความ ไม่ว่าจะเป็นเมื่อวาน บอกว่าอาจจะไม่มีผลบังคับใช้ แต่ในช่วงเช้าท่านอาจารย์บวรศักดิ์ได้ให้ความกรุณามาอธิบายว่ายังมีผลในการบังคับใช้ แต่ผมคิดว่ามีผลจริง ๆ นะครับ เพราะผมเชื่อแน่ว่ามันจะมีผลในการปฏิบัติได้ แต่จะต้องใช้ ควบคู่กับภาค ๔ ซึ่งภาค ๒ กับภาค ๔ นั้นจะต้องมีการควบคู่ด้วยกันนะครับ ซึ่งในการปฏิรูป และลดความเหลื่อมล้ําได้นั้นจะต้องมีการบรรจุความชัดเจนครอบคลุมไว้ในแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐก่อนนะครับ ถึงจะครอบคลุมอย่างที่ผมได้นําเรียนนะครับ
ในการเดินหน้าประเทศไทยนั้นผมเห็นด้วยว่าจะต้องมีการวางยุทธศาสตร์ ของชาติ ซึ่งเมื่อวานก็มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องความสําคัญของการกําหนด ยุทธศาสตร์ของประเทศชาติไว้นะครับ ในยุทธศาสตร์ของชาตินั้นควรจะให้ความสัมพันธ์ หรือความสําคัญกับการวางผังการใช้พื้นที่ของประเทศ ซึ่งผมอาจจะหมายถึงคําว่าผังชาติ ซึ่งจะมีผลชี้นําในการพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ให้เกิดการใช้พื้นที่ได้อย่างเกิดประโยชน์สูงสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนของภาครัฐและภาคเอกชนในเรื่องด้านโลจิสติกส์ (Logistics) และโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศของเรา เป็นการกระจายโอกาส ลดความสูญเสีย ลดความสิ้นเปลือง ลดความเหลื่อมล้ํากับพี่น้องประชาชน ในประเทศ เกิดให้มีการใช้ประโยชน์ร่วมกันอย่างจริงจังนะครับ ผมจะขอลงประเด็น เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับที่ผมได้ทํางานร่วมกับกรรมาธิการที่ผมเกี่ยวข้อง และในบางประเด็น ที่ผมได้รับฟังความคิดเห็นมาและได้มีพี่น้องประชาชนได้ฝากมานะครับ ซึ่งก็คงจะเกี่ยวกับ เรื่องการผังเมือง การใช้พื้นที่ เรื่องโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์นะครับ เรื่องการกระจาย อํานาจสู่ท้องถิ่น เรื่องการเข้าถึงบริการภาครัฐ โดยเฉพาะเรื่องสาธารณสุขและการศึกษานะครับ
ผมขอลงที่มาตรา ๘๑ เกี่ยวกับเรื่องการส่งเสริมสัมพันธไมตรีและความร่วมมือ กับนานาชาติ คือผมไม่มีการเพิ่มข้อความในมาตรานี้นะครับ เพียงแต่ว่าขอให้ในมาตรานี้ ได้ให้ความสําคัญหรือมีเจตนารมณ์รวมไปถึงการวางผังระหว่างประเทศ และการเชื่อมโยง ระบบโลจิสติกส์กับประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะว่าต่อไปในอนาคตความใกล้ชิด ของประเทศเพื่อนบ้านกับประเทศไทยของเรานั้นจะมีมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเราจะเกิด เขตเศรษฐกิจพิเศษใหม่ ๆ เพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นในการทําสัญญาหรือสัมพันธไมตรี กับเพื่อนประเทศของเรานั้นควรจะคํานึงถึงการวางผังและการเชื่อมโยงระบบโลจิสติกส์ ด้วยนะครับ
มาถึงในมาตรา ๘๓ เรื่องรัฐต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ท้องถิ่นนะครับ ผมอยากจะเพิ่มใน (๑) ด้วยคําว่า การผังเมืองและการใช้พื้นที่ เพราะในการปฏิรูปการผังเมือง ที่คณะอนุกรรมาธิการได้ทําอยู่นั้นจะมีการกระจายหน้าที่การทําผังเมืองสู่ชุมชน ท้องถิ่น พร้อมทั้งงบประมาณและเครื่องไม้เครื่องมือและองค์ความรู้ เพราะฉะนั้นจึงอยากจะเพิ่ม ใน (๑) ด้วยคําว่า การผังเมืองและการใช้พื้นที่ ลงไปด้วยนะครับ
สําหรับมาตรา ๘๔ เรื่องการศึกษานั้น ซึ่งเขียนได้อย่างดีมาก แต่ผมอยากจะมี ข้อมูลเพิ่มเติมนะครับ เพราะเป็นคําร้องมาจากผู้ปกครองในต่างจังหวัดว่าในการโยกย้าย ของบรรดาครูบาอาจารย์ ปกติฤดูกาลโยกย้ายมักจะเป็นในช่วงเปิดเทอม และมากกว่านั้น ในหลาย ๆ ครั้งโยกย้ายในช่วงที่ระหว่างมีการเรียนการสอนกันอยู่ ซึ่งมันก็จะเกิดผลกระทบ ต่อคุณภาพการเรียนการสอนของเด็กนักเรียน ซึ่งจริง ๆ มีผลเกิดขึ้นนะครับ เพราะว่าล่าสุด ที่ผมลงไปรับฟังในพื้นที่ คําร้องเรียนตรงนี้มาจากผู้ปกครองนั้นก็คือว่าในการสอบโอเน็ต (O-NET) ในเทอมที่ผ่านมามีโรงเรียนแห่งหนึ่งในหมวดวิชาหนึ่งในระดับชั้นหนึ่งว่า ผลการสอบโอเน็ตนั้นตกลงไปอย่างมีนัยสําคัญ ซึ่งโดยปกติแล้ววิชานี้ โรงเรียนนี้จะเป็นอันดับต้น ๆ ของในระดับจังหวัดนะครับ ซึ่งในการ ประชุมร่วมกันของคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกับทางสมาคมครูผู้ปกครอง ได้ผลสรุปออกมาว่านักเรียนบอกว่าในเทอมการศึกษาที่ผ่านมานั้น ในวิชานี้ที่ว่าผลการเรียน ตกไปอย่างมีนัยสําคัญนั้นก็คือว่าเกิดขึ้นจากการว่ามีการเปลี่ยนโยกย้ายครูผู้สอนในระหว่างเทอม ซึ่งเด็กก็จะเกิดการสับสน เพราะว่าเทคนิคการสอนของครูแต่ละคนนั้นอาจจะไม่เหมือนกัน อันนั้นก็คือเป็นคําร้องเรียนมาจากผู้ปกครองนะครับ ก็ฝากมาถึงผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง การปฏิรูปการศึกษาว่าในเรื่องการโยกย้ายนั้นควรจะมีการโยกย้ายให้แล้วเสร็จภายในช่วง ปิดเทอมนะครับ ในช่วงเปิดเทอมนั้นควรจะเป็นคุณครูที่เป็นตัวจริงเสียงจริงนะครับ
มาถึงมาตรา ๘๕ เรื่องสวัสดิการหลักประกันคุ้มครอง ผมก็จะขอให้มี การกระจายบทบาทหน้าที่ลงสู่ท้องถิ่นอย่างสมบูรณ์ เพื่อยกระดับศักดิ์ศรีคุณภาพชีวิต ของพลเมืองอย่างแท้จริงโดยมีชุมชนท้องถิ่นมีส่วนร่วม ก็คือไม่มีการว่าเปลี่ยนข้อความในนั้น แต่ว่าอยากให้เจตนารมณ์ตรงนี้ให้ลงไปอย่างชัดเจนนะครับ แล้วมีข้อถามกลับมาหาผม เกี่ยวกับเรื่องมาตรา ๘๕ นี้ เขาจะถามว่าในมาตรานี้รวมไปถึงเด็กที่เกิดจากคนต่างด้าว ที่มาทํางานในประเทศไทยหรือเปล่า ซึ่งเขาคงหมายถึงว่าเด็กที่เกิดจากผู้ใช้แรงงานที่มาจาก ต่างประเทศที่จากประเทศเพื่อนบ้านของเราว่าหมวดนี้รวมถึงด้วยหรือเปล่า ซึ่งพอพูดถึง เรื่องแรงงานนั้นก็คงต้องโยงไปถึงในมาตรา ๙๐ ที่พูดถึงเกี่ยวกับเรื่องแรงงานว่าในมาตรา ๙๐ นี้ เช่นกันว่ารวมถึงแรงงานต่างด้าวด้วยใช่ไหม อันนี้เป็นข้อคําถามที่ฝากมาถึงคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ
มาถึงมาตรา ๘๖ ซึ่งอาจจะรวมถึงมาตรา ๙๑ ด้วย นั่นก็คือเรื่องการเข้าถึง บริการของรัฐโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริการด้านสาธารณสุขซึ่งอยู่ในมาตรา ๘๖ ขอเพิ่มคําสั้น ๆ เพียงคําว่า พอเพียง หลังคําว่า ทั่วถึง ซึ่งจะอยู่ที่บรรทัดแรกนะครับ จะมีคําว่า อย่างทั่วถึง พอเพียง ซึ่งคํานี้ผมเคยได้อภิปรายที่สภาแห่งนี้ในช่วงก่อนหน้านี้นะครับ ในเรื่องการเข้าถึง บริการด้านสาธารณสุขว่าขอให้มีคําว่า พอเพียง จริง ๆ แล้วในประเทศไทยของเราทุกวันนี้ มีการบริการที่เข้าถึงด้านสาธารณสุขนั้นกระจายไปทั่วนะครับ แต่ในพี่น้องตามชนบทนั้น บางทียังมีการขาดในบางครั้ง เพราะฉะนั้นผมอยากจะเพิ่มคําว่า พอเพียง นะครับ ซึ่งเมื่อเพิ่ม ในมาตรา ๘๖ แล้วก็ต้องมาเพิ่มในมาตรา ๙๑ ด้วย ซึ่งก็จะขอเพิ่มคําว่า พอเพียง ต่อท้ายคําว่า ทั่วถึง ด้วยเช่นกันนะครับ
ต่อไปเป็นมาตรา ๘๘ ซึ่งว่าด้วยเกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจ เมื่อวานก็มีผู้พูดถึง ในเรื่องนี้อยู่แล้วเกี่ยวกับเรื่องเพิ่มด้านโลจิสติกส์ขึ้นมานะครับ ผมก็อยากจะย้ําอีกในที่ประชุมนี้ อีกครั้งหนึ่งนะครับว่าควรจะมีการเพิ่มอีกวรรคหนึ่งขึ้นมาโดยตรงนะครับ นั่นก็คือขอเพิ่มคําว่า รัฐต้องให้ความสําคัญเร่งรัดพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานโลจิสติกส์ ระบบการขนส่งต่อเนื่อง หลากหลายรูปแบบทางบก ทางน้ํา ทางราง ทางอากาศ ทางท่อ เชื่อมโยงในประเทศ และต่างประเทศ นี่คือข้อความวรรคที่ต้องการเพิ่มเติมในมาตรา ๘๘ นะครับ ขออีกมาตราหนึ่ง ก็คือมาตรา ๙๒ เรื่องทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมไปถึงเรื่องการผังเมือง ซึ่งเขียนได้ดีอยู่แล้ว เพียงแต่จะขอเพิ่มในวรรคสี่ บรรทัดที่ ๓ ต่อท้ายคําว่า สาธารณูปการ ด้วยคําว่า การคมนาคมขนส่ง กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านประภาศรี สุฉันทบุตร ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ดิฉัน ประภาศรี สุฉันทบุตร สปช. ยโสธร ขออนุญาตอภิปรายในหน้า ๒๙ มาตรา ๙๑ รัฐต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ดิฉันขออนุญาต ตัดคําว่า และเท่าเทียมกัน เพราะอาจจะตีความหมายไปอีกหลายแบบ ประเทศไทย เป็นประเทศเสรีในระบอบประชาธิปไตย คําว่า เท่าเทียมกัน อาจจะทําให้เรานึกถึงประเทศ ในสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ ซึ่งเราผ่านตรงนั้นมาไกลแล้วนะคะ อาจจะตีความหมาย คลุมเครือได้ไม่ควรจะกําหนดไว้ในบทบัญญัติสูงสุดของประเทศนะคะ บรรทัดที่ ๒ รัฐต้องจัด ให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจําเป็นต่อการดํารงชีวิตของประชาชน และต้องมิให้ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจําเป็นต่อการดํารงชีวิตของประชาชนอยู่ในการผูกขาด ของเอกชน อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือทําให้ประชาชนต้องรับภาระค่าใช้จ่าย เกินสมควร หรือปิดกั้นโอกาสการเข้าถึงของประชาชน ดิฉันถือว่าประโยคนี้ผิดค่ะ ดิฉันถือว่า ท่านดูถูกภาคเอกชนมากที่บอกว่า การผูกขาดของเอกชน กรรมาธิการทุกท่านเราผ่าน ดิฉันไม่อยากให้ท่านล้าหลังเราต้องมองไปข้างหน้าประเทศชาติเจริญมากแล้ว เราก็ต้อง มีส่วนให้เอกชนมีส่วนร่วมเข้ามาพัฒนาประเทศ ดิฉันเป็นนักธุรกิจ ดิฉันเป็นภาคเอกชน ดิฉันภาคภูมิใจในความเป็นเอกชน ดิฉันรู้สึกว่าดิฉันได้ช่วยรัฐในการพัฒนาประเทศตลอดมา เราทํางานในคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง เราคุยกันมากเลยว่า นักธุรกิจภาคเอกชนจะทําอย่างไรให้ประเทศชาติเจริญ เราทราบดีว่าฐานะการคลัง ของประเทศย่ําแย่ เราพยายามช่วยกันทุกวิถีทางเลย แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้พูดถึงภาคเอกชน น้อยมาก แล้วที่สําคัญยังมาดูถูกภาคเอกชนอีก การผูกขาดของเอกชนท่านมองว่าไม่ดี สังคมต่อไปนี้ถ้าท่านจะทราบสิ่งที่สังคมต้องการก็คือจะต้องไม่ให้มีการผูกขาดในภาครัฐ ถ้าภาครัฐผูกขาดเมื่อไร การบริการผูกขาดเมื่อไรโดยภาครัฐ การบริการทุกอย่างจะไม่มี คุณภาพ จะไร้ซึ่งประสิทธิภาพแล้วก็ขาดทุน เดี๋ยวดิฉันจะยกตัวอย่างกิจการหลายอย่าง ที่เป็นภาระของประเทศเพราะการผูกขาดโดยภาครัฐ ดิฉันขออนุญาตให้ท่านมองที่หนังสือเล่มนี้ ที่สภาแจกในวันแรก ตารางความเชื่อมโยงวาระการปฏิรูปประเทศไทย และร่างรัฐธรรมนูญ กับประชาคมอาเซียน เขาได้บอกไว้เลยว่าประเทศในสมาคมอาเซียนจะต้องส่งเสริม ความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น แล้ววาระปฏิรูปหน้า ๑๕ วาระปฏิรูปที่ตอบโจทย์ได้โดยตรงก็คือให้ลดการผูกขาดโดยภาครัฐ นี่คือประชาคมอาเซียนโดยการศึกษาขององค์กรของเรา ดิฉันเลยคิดว่าถ้าท่านยังไม่ทันสมัยอยู่ ยังคิดว่าภาคเอกชนจะผูกขาดแล้วทําให้ประชาชนมีปัญหา ทําให้ไม่สามารถบริการได้ แล้วก็ค่าใช้จ่ายเกินสมควร ภาครัฐจะเป็นผู้กําหนดนโยบายจะต้องเป็นเรกกูเลเตอร์ (Regulator) แล้วก็ภาคเอกชนจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติ หากภาครัฐผูกขาดเราไม่สามารถทําอะไร ได้เลย แต่หากเอกชนรู้สึกว่าผูกขาดขึ้นมา รัฐสามารถกลับมาจัดการได้ค่ะ ดิฉันขอยกตัวอย่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย เราได้เชิญข้าราชการจากกระทรวงการคลังมาเล่าให้ฟัง ถึงรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนทั้งหลาย การรถไฟแห่งประเทศไทยนี่เป็นตัวอย่างของการขาดทุน และล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบริหารของภาครัฐ มีการคอร์รัปชันอย่างมโหฬาร ได้คุณภาพ ที่แย่มากเป็นร้อยปีก็ยังเหมือนเดิม แล้วที่สําคัญขาดทุน รายได้ที่ได้มาในปัจจุบันก็คือรายได้ จากค่าเช่าที่ดินเสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็เตรียมจะขายที่ดินของการรถไฟเพื่อมาล้างหนี้ อันนี้ล่ะ คือการบริหารที่ผิดพลาดของภาครัฐ ท่านกรุณาให้เอกชนเข้ามาช่วยเถอะค่ะ ในประเทศ ที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่เจริญภาคเอกชนเขานําหน้าภาครัฐค่ะ
ดิฉันขออนุญาตเล่าถึงสิ่งที่ให้เอกชนมาทําที่จะได้เห็นชัดเจนนะคะ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในอดีตจะพบว่าขาดทุน ประชาชนไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการ แต่เมื่อให้เอกชนมาทํา ปัจจุบันเรามี ๓จี ๔จี ๕จี มีอินเทอร์เน็ต (Internet) เราสามารถ สื่อสารแม้กระทั่งลงไปในหุบเขาหรือสื่อสารไปได้ทั่วโลก นี่คือสิ่งที่ภาคเอกชนทําค่ะ แล้วที่เห็นชัด ๆ อีกนะคะ ธุรกิจการบิน แต่เดิมเรามีแต่การบินไทยก็ขาดทุนอยู่จนถึงทุกวันนี้ นี่คือสิ่งที่รัฐทํา แต่เมื่อให้เอกชนเข้ามาทําเรามีบางกอกแอร์เวย์ เรามีแอร์เอเชีย เรามีนกแอร์ ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรก็สามารถนั่งเครื่องบินได้ เมื่อก่อนต้องคนรวยนะคะถึงจะนั่งการบินไทยได้ เดี๋ยวนี้ชาวนาก็สามารถนั่งเครื่องบินได้นะคะ เอนนี่วัน แคน ไฟล (Anyone can fly) เห็นได้ชัด เลยนะคะว่าภาคเอกชนสามารถจัดการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับประเทศชาติได้ค่ะ ดิฉันขอความกรุณาท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ใจกว้างต่อภาคเอกชนนะคะ
แล้วก็ดิฉันขอเปลี่ยนเลยในมาตรานี้ ขอเปลี่ยนคําพูดเลย ไม่ได้ฝากนะคะ ขอให้ท่านต้องเปลี่ยนคําพูดเลยค่ะ รัฐต้องจัดให้พลเมืองเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง จัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจําเป็นต่อการดํารงชีวิตของพลเมือง โดยไม่ปิดกั้นโอกาส การเข้าถึงสาธารณูปโภคที่รัฐจัดให้ค่ะ ขอสั้น ๆ และมีความหมายนะคะ ดิฉันไม่ชอบอะไร ในกฎหมายสูงสุดของประเทศที่เยิ่นเย้อ เข้าใจยาก ขอสั้น ๆ อย่างนี้แล้วก็ครอบคลุมแล้วค่ะ
อีกเรื่องหนึ่งนะคะ ทีนี้ดิฉันจะขออนุญาตอภิปรายในหมวด ๓ เรื่องรัฐสภา ส่วนที่ ๒ นะคะ ดิฉันขอสรุปเรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งจะแยกเป็นภาค ซึ่งที่เป็นโอเพน ลิสต์ (Open list) ที่ประกาศรายชื่อของผู้สมัคร ดิฉันคิดว่าเมื่อรวมเป็นภาคแล้ว โอกาสที่พลเมืองในจังหวัดเล็ก ๆ เช่น จังหวัดยโสธร หรือจังหวัดอํานาจเจริญจะไม่มีโอกาส เป็น ส.ส. แบบโอเพน ลิสต์เลยค่ะ เพราะว่าเวลาเราเลือกเราเลือกรวมโดยภาค พลเมือง ในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดร้อยเอ็ดมีมาก แน่นอนเขาก็ต้องลงคะแนนให้กับผู้สมัครของเขา ดังนั้นโอกาสที่คนจังหวัดยโสธรจะได้เป็น ส.ส. ในระบบโอเพน ลิสต์แทบจะไม่มีเลยค่ะ หรือแม้แต่จังหวัดอํานาจเจริญ หรือจังหวัดมุกดาหาร จังหวัดเล็ก ๆ จะไม่มี ดังนั้นขอให้ เปลี่ยนเป็นระบบโควตาว่าในภาคนี้โควตาของจังหวัดนี้ควรจะมีกี่คน กี่คน ตามจํานวน ของประชากรค่ะ
ข้อที่ ๒ ดิฉันขอให้ผู้สมัคร ส.ส. ไม่จําเป็นต้องจบปริญญาตรีค่ะ ประชาชนชาวไทย ยังไม่จบปริญญาตรีอีกมากมาย ผู้แทนของประชาชนก็ไม่จําเป็นต้องจบปริญญาตรีค่ะ
และส่วนที่ ๓ วุฒิสภา มาตรา ๑๒๑ ดิฉันเสนอว่าเมื่อมีการเลือกตั้งวุฒิสภา ในนั้นกําหนดไว้ว่า เมื่อประกาศชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งได้ถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ก็สามารถเปิดประชุม ได้นะคะ ดิฉันคิดว่าไม่จําเป็นต้องใช้คําว่า เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปิดประชุม กกต. พิจารณาว่า ผ่านการเลือกตั้งโดยที่ไม่มีคําร้องเรียนว่าทุจริต พิจารณาได้มาเท่าไรภายใน ๑ เดือน จบเสร็จ ๑ เดือนก็ให้เปิดประชุมวุฒิสภาได้เลย เพราะไม่อย่างนั้นก็จะมีปัญหา ถ้าผู้สมัครคนนั้น ไปทุจริตการเลือกตั้งมา แต่ กกต. สอบสวนไม่ทันก็ไม่สามารถเปิดได้ เพราะฉะนั้นขอให้เปิด ได้เลยโดยไม่มีคําว่ากี่เปอร์เซ็นต์ก็ตามค่ะ ขอบคุณมากค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านกิตติ โกสินสกุล ค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่เคารพ ตลอดจนถึงท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน กระผม นายกิตติ โกสินสกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดตราด ท่านประธานที่เคารพครับ ต้องเรียนนะครับผมไม่ค่อยชินกับ ๑๐ นาที ฝึก ๕ นาที แต่ก็จะใช้เวลาที่มีอยู่ให้มีค่า มากที่สุด ในส่วนของกระผมเองหลังจากที่ได้มีการฟังท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้กรุณา ให้ความเห็นในหลายมาตรา หลาย ๆ ภาค หลายหมวด วันนี้เราพูดกันถึงภาค ๒ แต่ผมบังเอิญไม่ได้ลงหมวดไว้ ก็ค่อนข้างที่จะคละ ๆ กันนิดหนึ่ง แต่ก่อนที่จะเข้าสู่ในเรื่อง ของหมวด ผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าในรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นนี้ผมเชื่อมั่นว่า คณะกรรมาธิการทุกท่านมีความตั้งใจที่อยากจะทําให้ออกมาให้ดีที่สุด แล้วก็ไม่ต้องการที่จะให้ รัฐธรรมนูญนี้อยู่กับพี่น้องประชาชนหรืออยู่กับประเทศไทยน้อย ผมเชื่อมั่นอย่างนั้นครับ ความรู้สึกในส่วนตัวของกระผมเอง ผมคิดว่าจากที่ได้ฟังมาตั้งแต่วันแรกจนกระทั่งถึงเมื่อคืน ในบางท่านที่ได้กรุณาเสนอแนวคิดแล้วมีเสมือนการท้วงติงในแต่ละมาตรา ผมเข้าใจว่า เมื่อถึงตอนที่ท่านกรรมาธิการได้มาอธิบายในแต่ละส่วนก็น่าจะมีความเข้าใจมากขึ้น สิ่งที่ผม ต้องพูดอย่างนี้เพราะว่าถ้าหากคิดกันดี ๆ แล้วมันเหมือนเป็นการทําร่วมกัน กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะ ๒๐ ท่านที่ไปจาก สปช. ผมหนึ่งคนก็เลือกเขาเข้าไป จะเห็นได้ชัดว่า ที่ผมขึ้นมาและผมไม่ได้ชม เพราะถ้าชมแล้วเหมือนชมตัวเอง มันเป็นการรับผิดชอบร่วมกัน ทัศนคติผมเอง ผมบอกได้เลยว่าตราบใดที่มีบุคคลที่กรุณามาทําอาหารให้ทานแล้วยังไม่ได้ทาน เราฟันธงไม่ได้ว่าอร่อยหรือไม่อร่อย ต้องให้โอกาส ในส่วนนี้ฟังดูเหมือนจะเข้าข้าง แต่เป็นเรื่องธรรมดาปกติที่คนก็ต้องมองเรื่องให้กับตัวเองบ้าง แต่ส่วนผมเป็นเพียง ส่วนเล็กน้อยเท่านั้น ในส่วนนี้อยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังคณะกรรมาธิการ ทุกท่านว่า ท่านตั้งใจ ท่านมีความพยายาม แล้วผมเชื่อว่าใน ๓๖ ท่านมาจากหลาย ๆ ส่วน ผมเชื่อว่าท่านมีประสบการณ์ ในส่วนของกระผมเอง ผมก็ได้พยายามที่จะมองหามุมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องเรียนว่าอ่าน ๓ เที่ยวแล้ว แต่อ่านไม่ได้หมดนะครับ ในส่วนของรัฐธรรมนูญที่ได้พูดถึงกันมาเมื่อวานนี้ที่หนัก ๆ ก็คือในเรื่องของที่มาของนักการเมือง ซึ่งผมเข้าใจว่าหลายท่านเองก็มีความพยายามที่จะสื่อให้เห็นว่าการมาในลักษณะของที่ รัฐธรรมนูญได้เขียนไว้นั้นไม่ตรงกับเจตนารมณ์หรือไม่ตรงกับความต้องการของตัวเอง ผมเองผมก็ไม่ได้มาแก้ให้ใคร ท่านประธานครับ ผมเชื่อว่าเหตุผลของแต่ละคนไม่มีใครผิด หลายท่านที่แสดงออกมาคือเป็นความหวังดีทั้งสิ้น ตลอดจนกระทั่งถึงเรื่องของหลายท่าน กลัวว่าประชาธิปไตยจะมีรูปแบบที่บิดเบือน ถ้าหากถามผมในมุมมองของเรื่องของการ เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบ ในอดีตผมก็เห็นด้วย ว่าการมีประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบนั้น เป็นเรื่องที่ดี แต่กลับมองย้อนไปอีกที่หนึ่งในส่วนของประเทศจีน ขออนุญาตพูดถึงประเทศจีนนิดหนึ่ง ว่าเขาก็ไม่ใช่ประชาธิปไตย แต่เขากลับบริหารบ้านเมืองได้ดี และเดินหน้าได้รวดเร็ว สิ่งที่ผมเห็นแล้วผมชอบมาก ก็คือเรื่องของการจริงจังกับการตรวจสอบ และดําเนินคดีกับผู้ที่กระทําความผิดที่ส่งผลเสียต่อรัฐและต่อชาติบ้านเมือง อันนี้เป็นเรื่องที่ดี ผมเองนั้นอยากจะกราบเรียนว่าถึงตอนนี้ ชั่วโมงนี้แล้ว อยากจะบอกว่าจะทําอย่างไร มาดีขนาดไหนก็แล้วแต่ แต่หากคนที่ได้มาทํานั้นไม่ดี และขาดในการควบคุม และขาดเรียกว่า ผู้ที่จะมาทําหน้าที่กวาดบ้าน ทําความสะอาดในสิ่งที่คนที่มีความตั้งใจที่อยากจะทําลายล้าง ประเทศชาติโดยทางตรงหรือทางอ้อมก็ตาม ถ้าทําไม่ได้ผมเชื่อว่าสภาพเดิม ๆ ก็จะเกิดขึ้น ท่านประธานครับ ผมก็ได้แสดงถึงความในใจของผมในส่วนของความรับผิดชอบร่วมกันว่า อย่างไรเสียจะต้องรับผิดชอบถึงแม้จะต้องถูกด่าจากเสียงอีกหลายล้านเสียงก็ต้องถูกด่า ด้วยกัน แต่วันนี้ต้องยอมรับว่าสถานการณ์นี้เกิดขึ้นมันไม่ได้เกิดขึ้นแล้วไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้ผมเชื่อมั่นว่าสุดท้ายแล้วรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะได้ขับเคลื่อนอย่างแน่นอน ท่านประธานครับ ในส่วนของนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่ได้ตราไว้ในร่างของรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถึงแม้ว่าในบางส่วนที่บอกว่าเป็นเรื่องที่อาจจะไม่ค่อยถูกใจกับคนอีกหลาย ๆ คน แต่ในส่วน ของผมนี่ผมกลับมองว่ามันเป็นโอกาสกับพี่น้องประชาชนในส่วนของมาตรา ๘๓ ผมบอกว่าดี ไปจนถึงในเรื่องของมาตรา ๘๔ ผมก็บอกว่าดี ที่ผมบอกว่าดี เพราะผมมั่นใจว่าในส่วนของ การเขียนตราไว้ในรัฐธรรมนูญจะมีโอกาสได้ไปขับเคลื่อนในส่วนของเรียกว่าเป็นการเชื่อมโยง เหมือนกับที่เราเคยพูดกันอยู่บ่อย ๆ ว่าเรายึดโยงประชาชน พี่น้องประชาชนเสียโอกาส เสียโอกาสจากการที่ไม่มีการตัดสินใจในส่วนของฝ่ายบริหารในอดีตที่จะดําเนินการให้ถึง พี่น้องประชาชนโดยตรง ก็ไม่ได้ทํา แต่ครั้งนี้ผมเห็นว่าในการร่างในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในมาตรา ๘๔ ที่ผมได้นําเรียนเป็นเรื่องของการ ผมคงไม่ต้องไปอ่านนะครับว่าในมาตรา ๘๔ เป็นอย่างไร ผมจะบอกเลยว่าเป็นการปลูกจิตสํานึกนะครับ คือให้คนในวัยเยาว์จนถึง วัยผู้ใหญ่ทุกระดับมีศีลธรรม มีความเชื่อว่าสังคม ผมมีความเชื่อว่าสังคมจะดีขึ้นมากในส่วนนี้ แล้วก็มีอีกหลาย ๆ มาตราที่ท่านสมาชิกได้กรุณาพูดไปแล้วเมื่อคืนนะครับ ผมก็ไม่อยากจะไป รีเพลย์ (Replay) ใหม่ แต่สิ่งที่ผมมีเพียงแค่มีความเห็น ขออนุญาตต้องเอ่ยนาม ท่านอาจารย์ สีลาภรณ์ ที่ได้มีการท้วงติงในเรื่องของสมัชชา หรือว่าสมัชชาพลเมือง หรือว่าองค์กรที่มี การตรวจสอบที่บอกว่ามีมากจนเกินไปจนจะทําให้อาจจะเกิดการสะดุดได้อันนี้เป็นเพียงแค่ ความเห็นที่เป็นการตั้งข้อสงสัย เป็นการตั้งคําถามไว้ในใจ เพราะเนื่องจากว่าหลังจากนั้นแล้ว ก็ยังไม่มีกรรมาธิการท่านใดที่ได้มาให้ความชัดเจนในรายละเอียดทั้งหมด เพราะเนื่องจากว่า ในส่วนของรัฐธรรมนูญถ้าดูให้ดีก็คือต้องดูการเชื่อมโยงแล้วก็ต้องดูในเจตนารมณ์ อย่างไรเสีย ก็ยังมีความเป็นห่วงในส่วนนี้นะครับ แต่หากได้ฟังการชี้แจงอธิบายจากกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญแล้วอาจจะมีความเข้าใจมากขึ้น ท่านจะเห็นว่าทําไมผมถึงพูด ในส่วนนี้น้อย เพราะเนื่องจากว่าหลายท่านที่ได้พูดไปแล้วก็พูดในสิ่งที่เราอยากจะพูดถึง เหมือนกัน ในส่วนนี้ผมก็จะโยกเอาส่วนที่ผมจะเจาะประเด็นลึก ๆ ไปอยู่ในภาค ๔ ซึ่งเกี่ยวกับ ด้วยเรื่องของแรงงาน แต่ในส่วนนี้สุดท้ายเลยเพื่อไม่ให้เกินเวลา ผมก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปถึงคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านว่า ผมเป็นกําลังใจให้ และผมคนหนึ่งที่จะยืนเคียงข้างท่าน ถ้าจะตายก็ตายด้วยกัน ถ้าจะอยู่สุขก็ขอสุขไปด้วยนะครับ ขอกราบขอบพระคุณ ท่านครับ
ขอบคุณมากค่ะ ท่านเหลืออีก ๑๔ วินาทีค่ะ อีก ๕ ท่านถัดไปนะคะ มีท่านกอบแก้ว จันทร์ดี ท่านสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง ท่านดุสิต ลีลาภัทรพันธุ์ ท่านศุภกร บูรณดิลก และท่านกาศพล แก้วประพาฬ ค่ะ ดิฉันขอเชิญท่านกอบแก้ว จันทร์ดี ค่ะ
ขอประทานโทษที่ทําให้เสียเวลานิดหนึ่งนะคะ กราบเรียนท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพทุกท่าน ดิฉัน นางกอบแก้ว จันทร์ดี สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เลขที่ ๐๐๘ ของจังหวัดอ่างทอง ก็ขออนุญาตที่จะอภิปรายในภาค ๒ หมวดผู้นําการเมืองที่ดีและสถาบัน การเมือง หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก่อนอื่นที่จะเริ่มอภิปรายก็คงต้องขอขอบพระคุณ ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน เห็นใจท่านนะคะ ท่านใช้ความพยายาม อย่างมากเลยในการนําข้อเสนอของคณะกรรมาธิการปฏิรูปด้านต่าง ๆ มาพิจารณาบรรจุไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งในภาพรวมเท่าที่ดิฉันได้ศึกษาก็เห็นว่าครอบคลุมดีมากเลยนะคะ แต่ในส่วนที่ดิฉันจะอภิปรายนั้นคงขออนุญาตพูดในหมวด ๒ ในเรื่องของมาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๔ แต่เท่าที่นั่งฟังทั้ง ๒ วันนี้ในมาตรา ๘๓ และมาตรา ๘๔ ก็มีหลายท่าน ได้มีการให้ข้อเสนอแนะ แต่ดิฉันก็อยากจะมีในความคิดเห็นที่ได้ศึกษาแล้วก็มีข้อเสนอแนะ ที่เพิ่มเติมที่แตกต่างจากหลายท่านที่เสนอไปแล้วนะคะ
ในมาตรา ๘๓ นั้นถ้าดูแล้วเป็นบทบัญญัติที่เพิ่มขึ้นมาใหม่นะคะ ซึ่งกําหนดไว้ หรือเขียนไว้ในร่างรัฐธรรมนูญว่ามาตรา ๘๓ เน้นในเรื่องของรัฐต้องส่งเสริมความเข้มแข็ง ของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งในเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญได้กําหนดความหมายของชุมชน ท้องถิ่นไว้ว่าหมายถึงชุมชนที่มีถิ่นที่อยู่ในท้องถิ่น แต่ไม่หมายรวมถึงองค์กรบริหารท้องถิ่น ซึ่งในมาตรา ๘๓ กําหนดไว้ ๕ ประการ ใน (๑) ถึง (๕) นั้น ดิฉันเห็นด้วยว่าในสิ่งที่กําหนดไว้ เป็นสิ่งที่ดีที่จะส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน แต่ก็มีข้อที่อยากจะเสนอแนะเพิ่มเติมใน (๑) ในข้อความที่เขียนไว้ว่ามีส่วนร่วมในการกําหนดนโยบาย แผน และงบประมาณในการพัฒนา ท้องถิ่นร่วมกับส่วนราชการและองค์กรบริหารท้องถิ่น ขออนุญาตที่จะเพิ่มข้อความว่า มีส่วนร่วมใช้ข้อมูลของชุมชนในการกําหนดนโยบาย แผน และงบประมาณในการพัฒนาท้องถิ่น ร่วมกับส่วนราชการและองค์กรบริหารท้องถิ่น สิ่งที่ดิฉันขอเพิ่มนี่จะทําให้เห็นชัดว่าชุมชนนั้น มีให้เห็นชัดถึงแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมที่ต้องใช้ข้อมูลของชุมชน เพราะชุมชนรู้ข้อมูล ของชุมชนเป็นอย่างดี และรู้ถึงปัญหาของชุมชน รู้สาเหตุแล้วก็รู้แนวทางในการที่จะแก้ปัญหา ซึ่งนํามาสู่ความต้องการของประชาชนในชุมชนท้องถิ่นนั้น ถ้าเรานําข้อมูลของชุมชนมาใช้ กําหนดนโยบาย แผนปฏิบัติ และงบประมาณ ก็จะเป็นการแก้ปัญหาของชุมชนได้อย่างแท้จริง และแก้ได้ตรงจุดที่เป็นปัญหาแล้วก็สนองความต้องการของประชาชน ถ้าทําได้อย่างนี้ ดิฉันมองเห็นว่าน่าจะเป็นการส่งเสริมรวมทั้งการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนให้ชุมชนรู้จักคิด วิเคราะห์ในการจัดการแก้ไขปัญหาแล้วก็พัฒนาชุมชนของเขาเอง เป็นการเสริมสร้างจิตสํานึก ของประชาชนในชุมชนให้มีจิตสํานึกของความเป็นเจ้าของชุมชน ร่วมรับผิดชอบในการจัดการ ชุมชนด้วยตนเอง แล้วก็นอกจากที่ดิฉันได้นําเสนอในความคิดเห็นอันนี้แล้ว ดิฉันเห็นด้วย อย่างยิ่งกับในวันแรกที่คุณหมออําพล จินดาวัฒนะ ขออภัยนะคะที่ได้เอ่ยนามท่าน ท่านได้ให้ ข้อเพิ่มเติมในมาตรา ๘๓ นี้ไว้อีกหลายประการที่รัฐจะต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน ในท้องถิ่น ก็ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการพัฒนากระบวนการประชาธิปไตยในชุมชน การจัดการทุน ของชุมชนโดยชุมชน การสร้างหลักประกันสังคมที่เท่าเทียมให้กับชุมชน และการพัฒนา เศรษฐกิจฐานรากของชุมชนให้เข้มแข็ง ซึ่งในส่วนนี้ถือว่าสิ่งที่เพิ่มเติมนั้นเป็นประเด็นสําคัญ ซึ่งอยู่ใน ๔ เสาหลัก ในเรื่องของคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปของชุมชนได้มีการเสนอกรอบแนวคิด ในเรื่องนี้และได้รับการเห็นด้วย ในการประชุมของ สปช. ไปแล้ว เพราะถือว่าส่วนนี้เอง ส่วนที่นําเสนอเราควรที่จะกําหนดไว้ในมาตรา ๘๓ นั้น เป็นสิ่งที่จะช่วยให้รัฐต้องส่งเสริม ให้เกิดความเข้มแข็งในชุมชนนะคะ
อีกส่วนหนึ่ง ในวรรคสอง ในมาตรา ๘๓ ที่เขียนไว้ว่ารัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุน ให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมอย่างแท้จริงกับรัฐ ชุมชน และองค์กรบริหารท้องถิ่น ในการดําเนินการตามมาตรานี้ ดิฉันมองว่าในส่วนนี้รัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชน และขอเพิ่มข้อความว่าภาคประชาสังคม เพราะถ้าในชุมชนท้องถิ่นมันจะต้องมีทั้งประชาชน และภาคประชาสังคมซึ่งเป็นกลุ่มองค์กรต่าง ๆ ก็ขออนุญาตที่จะเพิ่มข้อความคําว่า ภาคประชาสังคม ต่อท้ายประชาชนนะคะ ส่วนข้อความก็ใช้ข้อความเดิมนะคะ อันนี้เป็นส่วน ที่อยากจะขอแสดงความคิดเห็นและเพิ่มเติมในมาตรา ๘๓
ขออนุญาตต่อในมาตรา ๘๔ ในมาตรา ๘๔ ซึ่งกําหนดไว้ว่ารัฐต้องจัดส่งเสริม และทํานุบํารุงการศึกษา อบรมทุกระดับและทุกรูปแบบ ซึ่งกําหนดไว้ ๕ ประการนั้น ในเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญเน้นหลักการจัดการศึกษาอบรมให้ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ทั้งการกําหนดหลักสูตรการเรียนการสอนเป็นสําคัญ ขออนุญาตที่จะเสนอเพิ่มเติม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายในเรื่องของการปฏิรูปการศึกษาตามมาตรา ๒๘๖ ที่มีเป้าหมายว่า จะต้องพัฒนาคนให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณธรรม จริยธรรม มีคุณภาพ มีความรู้ความสามารถ ก็ขอเสนอว่าให้เพิ่มเติมข้อความใน (๑) ที่กําหนดไว้ว่าสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาอบรม โดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเพื่อพัฒนาคนให้เกิดความรู้ มีศีลธรรม มีการพัฒนาจิตใจ ปัญญา และทักษะวิชาชีพที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของประเทศและพัฒนาการ เปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศและของโลกนั้น ขอเพิ่มข้อความคําว่า มีค่านิยมที่พึงประสงค์ ต่อท้ายตรง เกิดความรู้ ขออนุญาตทบทวนว่าใน (๑) ก็คือขอเพิ่มเติมตรง สนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาอบรม โดยมีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางเพื่อพัฒนาคนให้เกิดความรู้ และขอเพิ่มข้อความตรงนี้นะคะว่า มีค่านิยมที่พึงประสงค์ แล้วก็ต่อด้วยข้อความเดิมคือ มีศีลธรรม อันนี้ก็เป็นตามเดิมนะคะ สิ่งที่ดิฉันนําเสนอมีเหตุผลก็คือว่าในส่วนนี้ที่ขออนุญาต เพิ่มเติมว่า มีค่านิยมที่พึงประสงค์นั้น ในเหตุผลก็คือว่าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายภายใต้ยุทธศาสตร์ที่ ๑ ในวิสัยทัศน์ของประเทศไทยมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืนนั้น ยุทธศาสตร์ที่ ๑ เราได้กําหนดไว้ว่า จะสร้างคนไทยยุคใหม่เพื่อให้เป็นคนไทยที่มีคุณลักษณะที่ดี สร้างความเป็นไทยให้เป็นคนที่มี คุณภาพ มีคุณธรรม มีจริยธรรม แล้วก็มีความพฤติกรรมและประพฤติปฏิบัติตามค่านิยม ที่พึงประสงค์ของคนไทย ซึ่งตรงนี้ขออนุญาตนําเรียนว่าดิฉันอยู่ในคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูป ค่านิยมในคณะกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยม ศิลปวัฒนธรรม และจริยธรรมการศาสนา ซึ่งในคณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปค่านิยมเราได้กําหนดค่านิยมที่พึงประสงค์ของคนไทย แล้วก็อยู่ในวาระการพัฒนา ก็เลยมีความเห็นว่าควรเพิ่มข้อความตรงนี้ว่ามีค่านิยมที่พึงประสงค์ ซึ่งดิฉันถือว่าในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ที่ต้องปลูกฝังให้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่แรกเกิดเลย โดยสถาบันครอบครัวแล้วก็ต่อเนื่องไปในระบบการศึกษา ซึ่งจะทําให้ มีการสร้างคนไทยยุคใหม่ประสบความสําเร็จคือเป็นคนไทยที่มีคุณภาพและมีคุณธรรม จริยธรรมที่ดิฉันอยากจะนําเรียนในส่วนนี้
และอีกส่วนหนึ่งที่ดิฉันอยากจะนําเรียนอีกสักนิดหนึ่ง ก็คือในเรื่องของ มาตรา ๘๔ นั้น ในเรื่องของ (๔) ตรงนี้ใน (๔) มาตรา ๘๔ มีการพัฒนาหลักสูตรทั้งในส่วนกลาง และท้องถิ่น เพื่อให้มีการเรียนการสอนที่เหมาะสมกับภูมิภาค กับภูมิสังคม และพัฒนาการโลก ในส่วนนี้ดิฉันมีความเห็นว่าน่าจะมีการกําหนดเฮาว์ทู หรือว่าในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ต่อเนื่องว่าในการที่จะรู้ว่าการพัฒนาหลักสูตรนั้นส่งผลให้การพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนที่มี คุณภาพได้ ตรงนี้น่าจะต้องมีการกําหนดตัวชี้วัดหลักในการประเมินผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียน ที่เป็นรูปธรรม สามารถบ่งบอกได้ว่าผู้เรียนเป็นคนที่มีคุณภาพ แล้วก็เป็นผลที่มาจากการพัฒนา หลักสูตรอย่างแท้จริง ก็ขออนุญาตที่จะให้ข้อคิดเห็นในส่วนของ ๒ มาตรานี้ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณมากค่ะ ขอเชิญท่านสุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง ค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ผม สุทัศน์ เศรษฐ์บุญสร้าง สปช. หมายเลข ๒๑๙ ครับ ท่านประธาน ผมจะมีข้อเสนออยู่ ๗ ข้อ แต่ว่าก่อนจะถึงข้อเสนอนี้ ผมจะขอคอมเมนท์ (Comment) ในเรื่องหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ คือตั้งแต่ เมื่อวานนี้แล้วก็ตอนเช้า ท่านบวรศักดิ์ก็ได้อธิบายถึงความสําคัญคือความจําเป็นของ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ผมส่วนตัวเชื่อจากอ่านรัฐธรรมนูญทั้งหมด เชื่อว่าอันนี้เป็นหัวใจ ของการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพราะมันเป็นตัวที่จะชี้ทิศทางไปในอนาคต เพราะฉะนั้น มีความจําเป็นอย่างยิ่งที่หมวดนี้จะต้องเขียนให้ดี ให้กระชับ ท่านประธานครับ สถานการณ์ ทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลง ไปทุก ๆ วินาทีที่มันผ่านไป เรากําลังตกอยู่ในสภาพที่ถูกบีบบังคับให้มีการเปลี่ยนแปลง ภายในประเทศโดยเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในเอเชียกําลังโตขึ้นเร็วมาก เราเป็นส่วนหนึ่ง ของเอเชีย เราโตไม่ทันเขา คนอื่นเขาก็จะแซงหน้าเราไปหมด จากการประมาณของทางไอเอ็มเอฟ (IMF) อีก ๔ ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเป็นประเทศใหญ่อันดับที่ ๔ ในอาเซียน จากปัจจุบัน อยู่อันดับที่ ๒ เราหล่นไปอยู่อันดับ ๔ อีก ๔ ปีข้างหน้านี้เองนะครับ จะเห็นว่าความไม่สงบ ทางการเมือง มันส่งผลกับทางเศรษฐกิจกับประเทศอย่างมหาศาล เราต้องรีบแก้สถานการณ์ ตรงนี้โดยเร็ว ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ผมว่าปัญหาต่าง ๆ ที่จะตามมายังมีอีกเยอะครับ ประเทศ ในอาเซียนตอนนี้มีหลายประเทศที่มันชี้ตัวอย่างให้เราเห็น ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี สังคมไม่ดี จะเป็นปัญหาอย่างไร ประเทศอินโดนีเซียนะครับ ใช้เวลาเกือบ ๑๕ ปีหลังจากที่มีปัญหา ทางการเมืองกว่าจะฟื้นตัวขึ้นมาในปัจจุบันนี้ ประเทศฟิลิปปินส์ใช้เวลาเกือบ ๓๐ ปี ท่านประธาน เราไม่มีเวลามากขนาดนั้นในการที่จะมาปรับตัว ปัญหาที่เกิดขึ้นยิ่งแก้ได้เร็ว เราก็จะสําเร็จได้เร็วปัญหาก็ยิ่งน้อย เรายิ่งปล่อยเวลาผ่านไป มันก็จะยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ จากที่เราฟังกันเรื่องของปัญหาทางการเมือง เรามองไปข้างหน้าแล้ว ผมเชื่อว่าทุกคนคงจะ เห็นด้วยนะครับว่าอีก ๕ ปี ผมว่าการเมืองก็คงจะยังไม่สามารถที่จะมีความสงบได้ถึงแม้ว่า จะมีรัฐธรรมนูญ มีการเลือกตั้งแล้วก็ตาม เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเราจําเป็นที่จะคิดถึงแผนยุทธศาสตร์ในการที่จะนําพาประเทศออกไป จากวังวนตัวนี้ ผมมีข้อเสนอ ข้อเสนอของผมตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ว่าเราจะต้องมองไป ๒ ข้าง เราต้องมองไปข้างนอก เราต้องมองข้างหน้า เหมือนเราเดินเราต้องมองไปข้างหน้า เรามองไปข้างนอก เราชําเลืองไปข้างหลังนี่ได้ เรียนจากอดีตแต่อย่าไปปักหลักอยู่ที่ข้างหลัง เราก็ก้าวไม่ออก ไปข้างหน้าไม่ได้ ข้อเสนอของผมคือประเทศไทยจะต้องทําเป้าหมาย มาร่วมกัน ผมเสนอว่าประเทศไทยต้องเป็นประเทศพัฒนาแล้วให้ได้ภายในปี ๒๕๗๕ อันเดียวเลยครับ จากเป้าหมายหลักอันนี้เราสามารถไปทํารายละเอียดออกมาว่าเราควรจะมี การปรับปรุงเปลี่ยนแปลงหรือจะเรียกว่าปฏิรูปเรื่องอะไรต่าง ๆ ให้มันเข้าหาเป้าอันนี้ ทุก ๆ คน ทุก ๆ ภาคส่วนทําไปพร้อม ๆ ด้วยกัน เราก็จะถึงเป้าอันนี้ร่วมกัน ทางการเมือง ก็ปล่อยให้เขาเล่นกับการเมืองกันไป สงกรานต์เที่ยวนี้ทําให้ผมได้คิดอยู่ข้อหนึ่งว่า คนที่เขาอยากจะเล่นสงกรานต์ อยากจะเปียก อยากจะสนุกก็ให้เขาเล่นไป หาที่ให้เขาเล่น คนที่ไม่อยากจะเล่น ไปชอปปิง เซ็นเตอร์ (Shopping center) หรืออะไรก็แล้วแต่ ไม่อยากจะเล่นก็ไม่ต้องเล่น คนอยากจะเล่นก็หาที่ให้เขาเล่นไป ผมคิดว่าการเมืองยังมีเวลา ที่จะต้องปรับตัวในประเทศไทยเยอะ แต่จะต้องไม่ให้การปรับตัวทางการเมืองมามีผลกระทบ กับทางด้านเศรษฐกิจ ด้วย สแทรททิจี (Strategy) ด้วยยุทธศาสตร์กลยุทธ์ตอนนี้ผมขอเสนอว่า เรามีการเปลี่ยนแปลงอยู่ ๗ ข้อด้วยกัน
ข้อที่ ๑ เรื่องยุทธศาสตร์ของประเทศ ให้เติมคําว่า ให้ประเทศไทย เป็นประเทศพัฒนาแล้ว ลงในมาตรา ๗๘ ในปัจจุบันนี้ จะออกกฎหมายอะไรก็แล้วแต่ ออกเพื่อที่จะทําให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว
ส่วนที่ ๒ สถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะต้องลงไปให้มันชัดว่า ถ้าประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้วบทบาทของสถาบันชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะเป็นอย่างไร นี่อยู่ในมาตรา ๗๙ ถึงมาตรา ๘๐
อันต่อมาก็คือเรื่องของมาตรา ๘๑ เรื่องระหว่างประเทศ อันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก เรื่องสําคัญมาก มีคนพูดอยู่หลายครั้ง ประเทศไทยส่วนใหญ่เราจะมองแต่เฉพาะภายในประเทศ ถ้าไปดูมาตราต่าง ๆ ดูข้อเสนอต่าง ๆ จะเห็นว่าเรามีพูดถึงเรื่องระหว่างประเทศ เรื่องต่างประเทศ น้อยมาก ทั้งที่ประเทศไทย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เป็นเรื่องของการนําเข้าและส่งออก เราพึ่งต่างประเทศเยอะ แล้วเราก็อยู่ในวังวนของการเมืองเป็นตัวเล่นตัวหนึ่งในระหว่างประเทศ โดยเฉพาะเราก็มีบทบาทค่อนข้างจะสําคัญในเวทีอาเซียน เราจะใช้เวทีต่างประเทศ ให้มันเป็นประโยชน์กับประเทศไทยในการที่จะทําให้ประเทศไทยเป็นประเทศพัฒนาแล้ว ได้อย่างไร มาตรา ๘๑ ในปัจจุบันก็ร่างมาดีแต่ว่ายังมองอยู่เฉพาะภายในประเทศ คําถาม ก็คือว่าเราจะทําให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศมาเอื้อต่อการที่ทําให้เราเป็นประเทศพัฒนาแล้ว เราควรจะต้องทําอย่างไร อันนั้นผมว่าน่าจะเป็นเนื้อหาในการที่จะปรับปรุงมาตรา ๘๑ ผมก็ยังไม่มีเวิร์ดดิง (Wording) ที่มันชัดเจนนะครับ
ในส่วนที่ ๓ เรื่องของการแบ่งกลไกในการบริหารราชการแผ่นดินซึ่งอยู่ใน มาตรา ๘๒ กับมาตรา ๘๓ ต้องเน้นว่าการบริหารราชการแผ่นดินโดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัด ชายแดน ต่อไปจะเป็นเรื่องที่ใหญ่มาก สําคัญมากสําหรับประเทศไทย เพราะการค้าชายแดน มันจะเพิ่มขึ้นเยอะ และปัญหาที่จะเกิดขึ้นชายแดนก็จะมีมากขึ้น มันจะต้องมีการเตรียมพร้อม ที่จะทําให้ชายแดนรอบ ๆ ของเราเป็นเนื้อเดียวกัน มีการเชื่อมโยงในเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะ เรื่องของนโยบายให้มันเป็นเนื้อเดียวกัน ในคณะอนุกรรมการด้านต่างประเทศเราเสนอให้มี การจัดทําเรื่องจอยนท์ อีโคโนมิค ดีเวลอปเมนท์ แอเรีย (Joint economic development area) ในพื้นที่ต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อที่จะทําให้เกิดเขาเรียกว่าซิมูเลท บอร์เดอร์ (Simulate border) ในประเทศของเรากับประเทศเพื่อนบ้าน ในเรื่องของหลักการซึ่งเป็นมาตราต่อลงมานะครับ ผมอยากจะให้มีเรื่องของการพูดถึงหลักการต่าง ๆ รวมเอาไว้ทั้งหมด ยกตัวอย่างเช่น บทบาทระหว่างภาครัฐกับเอกชน ซึ่งท่านประภาศรีได้พูดไว้เมื่อสักครู่ต้องแบ่งให้มันชัดเจน ซึ่งความจริงตอนนี้ก็มีอยู่แล้วบางส่วน การแยกระหว่างหน่วยงานที่เป็นนโยบาย หน่วยงาน ที่เป็นกํากับดูแล หน่วยงานที่ดําเนินการ แล้วก็ความเป็นเจ้าของทั้ง ๔ อันให้มันมีหลักการ เขียนเอาไว้อยู่ในเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ แทนที่จะไปกระจัดกระจาย อยู่ในจุดต่าง ๆ นะครับ
อีกอันหนึ่ง ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีการพูดถึงเรื่องการตรวจสอบไว้อยู่ทั้งหมด ๖๑ มาตรา คิดเป็น ๑๖ เปอร์เซ็นต์ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะตรวจกันไปถึงไหนครับ ผมคิดว่าเอามารวมกันไว้ในที่เดียว ตรวจครั้งเดียวละครับ ใช้หลักการให้มันถูกต้อง ตรวจทีเดียวให้มันจบอยู่ที่นี่ มันจะได้ไม่เยิ่นเย้ออ่านแล้วก็เข้าใจนะครับ
อีกอันหนึ่งอันที่ ๖ ก็คือเรื่องของการดําเนินการ คือต้องมีการทําแผนบรรจุไว้ว่า เราควรจะมีการทําแผนยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ที่ทําให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนา แล้วบรรจุไว้เป็นอีกส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญ ซึ่งอันนี้ผมจะพูดต่อไปอีกตอนหนึ่งนะครับ
อันสุดท้ายข้อ ๗ ผมอยากจะเสนอขอแก้ชื่อหมวดนะครับ หมวด ๕ ผมอยากจะ เสนอว่าให้เปลี่ยนชื่อหมวดจากการคลังและงบประมาณนี้เป็นเศรษฐกิจ หมวดเศรษฐกิจ คือเอาเศรษฐกิจมารวมอยู่ในหมวดนี้ด้วยกันทั้งหมดนะครับ สแทรททิจีในการที่จะแก้ไข ผมจะพูดต่อในภาค ๔ ต่อไป ขอบคุณมากครับท่านประธาน
ขอบคุณมากนะครับ เรียนเชิญคุณดุสิต ลีลาภัทรพันธุ์ ๑๐ นาทีครับ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ดุสิต ลีลาภัทรพันธุ์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาตินะครับ ก่อนอื่นนั้นผมจะอภิปรายในภาค ๒ ซึ่งหัวข้อนั้นผมคงจะไม่ต้องพูดถึงละครับ เพราะท่านได้แก้ไปเนื่องจากว่าผมเห็นไม่สมบูรณ์อยู่ ในภาค ๒ สาระสําคัญผมขอสรุปได้อย่างนี้ครับ ผู้นําการเมืองคือใคร ปฏิบัติตัวอย่างไร พรรคการเมืองต้องทําอะไร พลเมืองจะตรวจสอบผู้นําการเมืองหรือพรรคการเมืองได้อย่างไร รัฐสภามีองค์ประกอบอะไรบ้าง สภาผู้แทนราษฎรมีองค์ประกอบและที่มาอย่างไร และมีสมาชิกแบบบัญชีรายชื่อระบบใหม่อย่างไร วุฒิสภามีองค์ประกอบและที่มา ใครเสนอ ให้ตราพระราชบัญญัติได้บ้างในภาค ๒ นี้นะครับ รัฐสภาสามารถควบคุมการบริหารราชการ แผ่นดินอย่างไร คณะรัฐมนตรีมีองค์ประกอบที่มาและอํานาจหน้าที่อะไรบ้าง ข้าราชการ นักการเมืองและประชาชนมีความสัมพันธ์กันอย่างไร นี่คือภาค ๒ นะครับที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้เขียนไว้และผมพอสรุปสาระได้ดังต่อไปนี้นะครับ แต่ที่ผ่านมานั้น ผมจะบอกได้ว่า รัฐธรรมนูญในภาค ๒ นี้นั้นดูแล้วมีแต่การเมืองและสังคมอยู่ ใน ๑๘ มาตรา ของภาค ๒ นี้ตั้งแต่มาตรา ๗๘ ถึงมาตรา ๙๕ มีสังคม การเมือง แต่ขาดไปคือเศรษฐกิจ เศรษฐกิจมีครับแต่กระจัดกระจายไม่ได้เน้น เพราะฉะนั้นผมบอกเลยว่าในการรัฐบริหารกันตามหลักวิชาการที่ผมเรียนมา รัฐจะต้อง ประกอบไปด้วยสังคม การเมืองและเศรษฐกิจ รัฐจะอยู่ได้ก็ต้องด้วยเศรษฐกิจ แต่วันนี้ เศรษฐกิจอย่างไรครับเราไม่ได้เขียน เขียนแต่ไม่หนักแน่น ผมจึงมีความคิดว่าในเจตจํานง ของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐชัดเจนว่า เจตจํานงของรัฐคือการบริหารราชการแผ่นดิน ในมาตรา ๗๘ เวิร์ดดิงตรงนี้นั้นผมอยากให้เพิ่มไปเลยว่า ประชาธิปไตยทางเศรษฐกิจ เพื่อความมั่นคงของเศรษฐกิจไทย เราสั้น ๆ อย่างนี้ก็ได้นะครับ มันครอบคลุมดี เศรษฐกิจ ของโลกประกอบไปด้วยอะไร การเงิน การคลังสารพัด การค้า การลงทุน อยู่ในเศรษฐกิจ ทั้งนั้น ผมขอย้อนไปที่มาตรา ๖๑ นะครับ มีอยู่ว่าพลเมืองย่อมมีสิทธิได้รับทราบและเข้าถึง ข้อมูลหรือข่าวสารสาธารณะในความครอบครองของรัฐ เว้นแต่การเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสารนั้น จะกระทบต่อความมั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชนและส่วนได้ส่วนเสีย ความคุ้มครองของบุคคลอื่นหรือเป็นข้อมูลส่วนบุคคล ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ มันมีตรงนี้ว่าข้อมูลของรัฐ ประชาชน พลเมืองทุกคนมีสิทธิได้รับรู้ แต่วันนี้ข้อมูลของประเทศ เรามีแค่ไหน เชื่อมโยงกันไหม ก็ยังไม่มี แล้วประชาชนจะรับข้อมูลข่าวสารนี้ได้ทั่วถึงอย่างไร ได้ชัดเจนอย่างไรว่าข้อมูลอันนี้นั้นจะสามารถพัฒนาเศรษฐกิจได้อย่างไรในเมื่อข้อมูลของ ประเทศยังไม่พร้อมกัน แต่ละกระทรวง แต่ละกรมต่างคนต่างทํา เมื่อไรจะได้เชื่อมกัน เพราะฉะนั้นผมอยากให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกําหนดข้อมูลเหล่านี้ลงใน รัฐธรรมนูญ ถ้าท่านจะไปบอกไปอยู่ในหมวดปฏิรูป ผมกลัวไม่อัพเดท (Update) ๕ ปีหมด แต่รัฐธรรมนูญนี้จะอยู่ถ้าอยู่ในภาค ๒ ผมถึงอยากขอให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ดูตรงนี้ด้วยนะครับ เช่นกันเศรษฐกิจก็หนีวิทยาศาสตร์ไม่พ้น วิทยาศาสตร์ตัวกําหนดให้ เศรษฐกิจเจริญรุ่งเรือง อนาคตประเทศมั่นคง มั่งคั่ง อย่างที่รัฐบาลต้องการนะครับ ต่างชาติ ประเทศอื่นในโลกเหล่านี้เขาเน้นวิทยาศาสตร์ นวัตกรรม เทคโนโลยีเหล่านี้ แต่เราในภาค ๒ นี้ก็ไม่มี มีอยู่แถวเดียวในมาตรา ๘๔ วรรคหก ตรงนี้นั้นข้อมูลวิทยาศาสตร์ของเราก็เช่นกัน ต่างคนต่างทําไม่อัพเดทไม่รวมกัน เราผู้ประกอบการจะไปรู้ได้อย่างไร ประเทศเราจะเจริญได้ ข้อมูลนี้สําคัญ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ ท่านจะเอาการเมืองนําอย่างเดียว หรือสังคมนําอย่างเดียว ถ้าเศรษฐกิจของท่านกระเป๋าแฟบ ท่านคิดว่าการเมืองท่านอยู่ได้ไหม สังคมท่านอยู่ได้ไหม เหตุผลผมถึงบอกว่าภาค ๒ นี้ข้อสําคัญเรื่องเศรษฐกิจต้องบันทึกไว้ พร้อมกับวิทยาศาสตร์ซึ่งเป็นตัวทําให้เรามีเศรษฐกิจดี ประเทศเราจะเจริญได้ด้วย ก็วิทยาศาสตร์นะครับ เพราะฉะนั้นวิทยาศาสตร์ก็สามารถกําหนดได้ว่าเราสามารถกําหนด ยุทธศาสตร์เพื่อเป้าหมายทางเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ อย่างไรก็ขอให้ท่านช่วยใส่ข้อมูลเหล่านี้ไว้ในภาค ๒ อย่างไรก็ได้ ทางด้านตัวหนังสือกฎหมาย ผมอาจจะชํานาญแพ้ท่านครับ แต่เรื่องเศรษฐกิจนั้นผมว่าผมไม่แพ้ท่านนะครับ เช่นกันครับ การสร้างดุลยภาพในประเทศเพื่อเป็นความหวังของประชาชน ทุกอย่างก็ต้องอาศัยเศรษฐกิจ ท่านจะไปอาศัยการเมืองและสังคมอย่างเดียวไม่ไหวครับ อย่างเช่นวันนี้รัฐบาลก็ยังให้กําหนด นโยบายเลยว่าการจัดซื้อจัดจ้างให้ใช้นวัตกรรมของประเทศวันนี้ นายกรัฐมนตรีประยุทธ์ ท่านอนุมัติให้ส่วนราชการเราจัดซื้อจัดจ้างจากนวัตกรรมใหม่ ๆ ของประเทศเรานะครับ มันเป็นการสงวนเงินตราของเรา และอีกอย่างหนึ่งด้านเศรษฐกิจผมลืมพูดไปว่าเศรษฐกิจเหล่านี้นั้น วันนี้ข้อมูลที่น่ากลัวที่สุด คือทุนระหว่างประเทศ ทุนระหว่างประเทศนี้ครับ ถ้าท่านมองว่าในการเมือง เรื่องท้องถิ่นหรือ อะไรก็แล้วแต่นะครับ ท่านบอกว่ามีการจัดการตนเองตรงนี้ ผมขอให้ท่านระวังตัวนี้ ทุนระหว่างชาติ เข้าเมื่อไรการจัดการตนเองของท้องถิ่นนี้นะครับง่ายนิดเดียว การปกครอง การวางแบบของเราในรัฐธรรมนูญหรือสภาพบังคับในมาตรา ๗๗ มาตรา ๗๙ อะไรเหล่านี้ มาตรา ๑๐๒ ซึ่งแก้ความเหลื่อมล้ําพวกเหล่านี้นั้น ผมเห็นด้วยครับที่ท่านมีการวางไว้อย่างดี แต่ถ้าจะให้ดีนั้นผมก็อยากให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยบรรจุคําว่า เศรษฐกิจ เพื่อความมั่นคงของประเทศไทย พร้อมกับวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ในเทคโนโลยีเหล่านี้นั้น เมื่อสักครู่ท่านผู้มีเกียรติก็ได้คุยไปแล้ว พูดไปแล้วเรื่องทรัพย์สินทางปัญญาก็อยู่ในหน่วยนี้นั้น กรุณาเถอะครับ ถ้าท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้สามารถบันทึกคําเหล่านี้ลงไป ในร่างนะครับ ผมจะขอชมเชยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก่อนที่ผมจะขึ้นมา ผมยังไม่ชมเชย แต่ถ้าท่านบันทึกเหล่านี้ลงไปในภาค ๒ ในหมวดรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ในหมวด ปฏิรูปนะครับ ผมขอชมเชยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเหล่านี้นะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญ พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก ครับ ๑๐ นาทีครับ
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนสมาชิกและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระผม พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก จะขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๒ หมวด ๒ มาตรา ๗๙ แต่ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นหลัก กระผมขอใช้เวลาเล็กน้อยเพื่อแสดงความคิดเห็นในภาพรวมของรัฐธรรมนูญโดยทั่วไป เสียก่อน ท่านทั้งหลายครับ ไม่ว่าใครจะใช้ทฤษฎีอะไรแต่ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ยึดถือกันว่า เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครอง เป็นธรรมนูญที่ใช้ในการบริหารเพื่อนําประเทศไปสู่ สุดยอดปรารถนาอันถาวรของแทบทุกชาติในโลกนี้ ซึ่งก็คือความเป็นประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง และมีเกียรติ ศักดิ์ศรี เป็นที่ยอมรับในสังคมโลกนั้น จะต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้รัฐบาล ที่มีหน้าที่หลักในการบริหารประเทศ จะต้องมีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพและเอกภาพมากพอ ที่จะทําหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลดังกล่าว ก็ต้องมาจากคนดี เป็นที่ประจักษ์ ยอมรับจากชนในชาติพร้อมกับมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง เป็นธรรมาภิบาล รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องสามารถเป็นกลไก เป็นเครื่องมือนําทางในการนําประเทศ ไปสู่อนาคตที่มั่นคง มั่งคั่งและมีเกียรติอย่างยั่งยืน มิใช่รัฐธรรมนูญที่มุ่งแต่จะแก้ปัญหาที่ผ่านมา หรือเดินหน้าด้วยความหวาดระแวง การแข่งขันหรือการต่อสู้อันใดถ้าฝ่ายที่มัวแต่พะวักหน้า พะวงหลัง ปิดป้องอย่างเดียว กล้า ๆ กลัว ๆ ทําอะไรดูมันติดขัดกลัวจะผิด ไม่รู้จักการเป็นฝ่ายรุก หรือริเริ่มแจกโจทย์ให้คู่ต่อสู้ทํา มันมีแต่หนทางแพ้กับเสมอครับ
ผมจะขอเข้าประเด็นหลักในมาตรา ๗๙ ซึ่งเป็นมาตราเดียวในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ที่เกี่ยวกับความมั่นคงและการเตรียมกําลังในการป้องกันประเทศ มาตรานี้บัญญัติไว้ ดังนี้ครับ ท่านสามารถเปิดตามได้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้รับแจก หน้า ๒๖ รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตยและบูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตอํานาจรัฐ ความมั่นคงแห่งรัฐ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งต้องจัดให้มีกําลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเหมาะสม และเพียงพอแก่ความจําเป็นดังกล่าว และเพื่อการพัฒนาประเทศ ท่านทั้งหลายครับ ในมาตรานี้ยังมีเจตนารมณ์ระบุไว้อีกว่าเป็นการคงหลักการเดิมตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพียงแต่แก้ข้อความเดิมจากคําว่า บูรณภาพแห่งเขตอํานาจรัฐ เป็นบูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตอํานาจรัฐ แล้วยังระบุต่อว่าที่รัฐจะต้องดําเนินการ คือรัฐต้องบูรณาการผนึกกําลังทุกภาคส่วน จัดสรรงบประมาณและแสวงหาความร่วมมือ กับต่างประเทศ ในการลดผลกระทบจากภัยคุกคาม อาชญากรข้ามชาติ และภัยคุกคามมิติใหม่ เจตจํานงตอนแรกเรื่องอาณาเขตและเขตอํานาจรัฐ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าพื้นที่ผลประโยชน์ ของชาติบางแห่งอยู่นอกอาณาเขตของรัฐ แต่รัฐยังมีอํานาจในการรักษาผลประโยชน์ เช่น เขตเศรษฐกิจเฉพาะ ๒๐๐ ไมล์ทะเลที่อยู่นอกทะเลอาณาเขต ๑๒ ไมล์ทะเลของรัฐ เป็นต้น นับว่าเป็นการร่างที่รอบคอบและแสดงว่ารู้จริงครับ ขอชมเชย แต่ว่าในตอนต่อมาที่ว่า รัฐต้องดําเนินการ รวมทั้งจัดสรรงบประมาณเพื่อลดภัยคุกคามอาชญากรข้ามชาติและภัยคุกคาม มิติใหม่ เอาแค่นี้หรือครับ การป้องกันประเทศ ต้องดําเนินการแค่นี้หรือครับ การปกป้องภัยคุกคาม ที่จะเกิดกับประเทศนั้น รัฐต้องมีขีดความสามารถที่จะปกป้องได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ภัยคุกคามแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า เทรดดิชันนอล เธร็ท (Traditional threats) ที่เป็นภัยคุกคาม ทางทหาร และภัยคุกคามมิติใหม่ นอกจากนี้กําลังทหารอาจถูกนําไปใช้เพื่อป้องปราม มิให้เกิดภัยคุกคาม ใช้เป็นเกียรติยศแสดงถึงศักดิ์ศรีของประเทศ เป็นเครื่องมือเพื่ออํานาจ ในการต่อรองเจรจาระหว่างประเทศ ตลอดจนรักษาผลประโยชน์ของชาติ ทั้งในประเทศ และโพ้นทะเล เอาละครับ ประเด็นของผมก็คือในร่างมาตรา ๗๙ นี้นะครับ ขอให้มีการปรับเปลี่ยน ถ้อยคําเล็กน้อย คือขอให้ตัดข้อความในช่วงท้ายของมาตราที่ว่าเพื่อการดําเนินการดังกล่าว และเพื่อพัฒนาประเทศออกไปนะครับ และเพื่อให้เป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในการเตรียม กําลังทหารเพื่อป้องกันประเทศและกิจอย่างอื่นตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนจะเป็นแนวทาง ในการจัดสรรงบประมาณในด้านป้องกันประเทศให้เป็นไปตามแผนหรือแนวทางในการ บริหารราชการแผ่นดินระยะยาว หรือยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ กระผมจึงใคร่ขอเสนอแนะ ให้ใช้ความว่า ตามยุทธศาสตร์ชาติที่กําหนดไว้ แทนข้อความเดิมที่ตัดไป ร่างมาตรา ๗๙ ใหม่ จะเป็นดังนี้ ขอความกรุณาเปิดตามด้วยนะครับ รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตยและบูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตอํานาจรัฐ ความมั่นคงแห่งรัฐ การปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งต้องจัดให้มีกําลังทหารอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดยเหมาะสม เพียงพอแก่ความจําเป็นตามยุทธศาสตร์ชาติที่กําหนดไว้ อาจมีข้อสงสัยนะครับทําไมจึงมีการตัด เพื่อการพัฒนาประเทศ ออกไป กระผมขอเรียนว่าจริงอยู่ แม้การพัฒนาประเทศ และการช่วยเหลือประชาชน จะเป็นภารกิจที่ผูกพัน หรือพันธกิจที่ทหารจะต้องทํานะครับ ทิ้งไม่ได้ แต่มันเป็นภารกิจรองครับ ภารกิจหลักของทหารก็เป็นไปตามที่ร่างรัฐธรรมนูญ ได้กําหนดไว้ ตามหลักการในการบริหารทรัพยากรในการป้องกันประเทศ หากมีจํากัด จะต้องจัดสรรให้ภารกิจหลักก่อน ส่วนภารกิจรองนั้นอาจจะใช้เครื่องมือยุทโธปกรณ์ที่เตรียมไว้ สําหรับภารกิจหลักมาใช้งานก่อน เมื่อมีงบประมาณมากพอ เหลือพอที่จะจัดสรรให้กับ ภารกิจหลักแล้ว ถ้ามีเหลือจึงนําไปจัดสรรให้กับภารกิจรอง สุดท้ายนี้ผมขอเรียนเพิ่มเติมว่า มาตรา ๗๙ ของรัฐธรรมนูญนี้ที่มีที่มาจากมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เดิม ต้นกําเนิดหรือรากเดิมของมันก็คือมาตรา ๗๑ และมาตรา ๗๒ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๗๑ ในรัฐธรรมนูญปีนั้นได้กล่าวถึงหน้าที่ของรัฐในเรื่องของความมั่นคง และการป้องกันประเทศ ส่วนในมาตรา ๗๒ ระบุว่ารัฐต้องจัดให้มีกําลังทหารเพื่อทําหน้าที่ในมาตรา ๗๑ แต่ในปี ๒๕๔๐ ยังไม่ได้กําหนดว่าจัดเท่าไร ต้องจัดเท่าไร พอในปี ๒๕๕๐ ได้รวมเอา ๒ มาตรา มาตรา ๗๑ และมาตรา ๗๒ ของปี ๒๕๔๐ มารวมกันเป็นมาตรา ๗๗ และกําหนดขอบเขตขนาดของการจัด ขึ้นมาเป็นว่าให้จัดอย่างเพียงพอแก่ความจําเป็น ก็ทิ้งไว้แค่นี้อีก ยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าไรนัก ปล่อยให้เป็นดุลยพินิจว่าพอเพียงจําเป็นแค่ไหน ซึ่งรัฐจะไม่จัดก็ได้โดยพิจารณาว่าไม่จําเป็น แนวความคิดเช่นนี้ก็เป็นผลให้กําลังทางเรือของไทยที่ผ่านมาพิการไม่สมส่วน รบในทะเล ไม่ได้ทุกมิติ ทั้งบนฟ้า ผิวน้ําและใต้น้ํา ก็เปรียบเสมือนนักมวยไทยที่มีหมัดหนักแต่ขาขาดไป ข้างหนึ่ง ย่อมจะสู้นักมวยที่ไม่มีอาวุธหนักเลยแต่ฝีมือเท่ากันและอวัยวะครบหมดคือสมส่วน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป กระผมจึงใคร่ขอเสนอแนะว่าให้มีการระบุว่า รัฐต้องจัดให้มีกําลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดยเหมาะสม แก่ความจําเป็นตามยุทธศาสตร์ชาติที่กําหนดไว้ ซึ่งเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติรวมทั้ง การตั้งเป้าหมายที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในปี ๒๕๗๕ ซึ่งในนั้น จะต้องมียุทธศาสตร์ทหารเป็นส่วนหนึ่งด้วยนั้น ก็ได้มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไว้แล้ว แล้วก็คาดว่าน่าจะมีอีกหลายท่านในการอภิปรายเรื่องนี้ กระผมขอจบการอภิปราย แต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญคุณกาศพล แก้วประพาฬ ครับ ท่านมี ๑๐ นาทีเหมือนกันนะครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม นายกาศพล แก้วประพาฬ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ลําดับที่ ๐๐๒ จากจังหวัด กาญจนบุรีครับ เหมือนกับท่านสมาชิกท่านอื่น ๆ นะครับ ถ้าลุกขึ้นพูดในเรื่องของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็ต้องขอชื่นชม ขอขอบคุณและขอให้กําลังใจท่านคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่ท่านได้กรุณาเสียสละกําลังกาย กําลังใจ เพื่อที่จะยกร่างรัฐธรรมนูญ ชุดนี้ขึ้นมาให้พวกเราสภาปฏิรูปแห่งชาติได้ท้วงติงครับ ท่านประธานครับ ผมขออภิปราย ในภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายแห่งรัฐ ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้กําหนดไว้ในมาตรา ๗๘ มาตรา ๗๙ มาตรา ๘๐ ตลอดไปถึงมาตรา ๙๕ เลย ซึ่งขออนุญาตเรียนว่าเพื่อเป็นการ ประหยัดเวลาของทางสภามาตราต่าง ๆ ได้มีการพูดไปเยอะ แล้วก็มีการรับข้อสังเกต จากท่านสมาชิกไปแล้ว กระผมจะขออภิปรายเพียงมาตรา ๙๕ มาตราเดียวนะครับ ซึ่งตัวกระผมนั้นได้เป็นคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาอยู่ด้วย ต้องขอขอบพระคุณ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ให้ความสําคัญยกประเด็นของเรื่องกีฬาที่ถูกลืม ถูกลดระดับไว้ในรัฐธรรมนูญที่ผ่าน ๆ มา คราวนี้ถูกยกระดับขึ้นมาให้เป็นมาตราในเฉพาะ เป็นเรื่องเป็นราวเลยครับ ท่านครับ ขออนุญาตฝากขอบพระคุณครับ เนื่องจากว่า ท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา ท่านพลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนามท่านนะครับ ท่านมีความตั้งใจที่จะพัฒนาด้านการกีฬาตรงนี้ครับ ท่านได้ลงพื้นที่ ไปตามภาคต่าง ๆ ของประเทศไปสํารวจรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ โดยสรุปแล้ว ในเรื่องการกีฬาประชาชนเห็นพ้องต้องกันที่จะต้องมีการพัฒนาไปให้มากยิ่งขึ้นมากไปกว่านี้ เพราะว่ามันจะเกิดคุณูปการ ผลดี อเนกอนันต์ตามมามากมายครับ ขออนุญาตครับ ตัวกระผมเองเคยเห็นปัญหาในด้านของการพัฒนากีฬาเนื่องจากตนเองมีประสบการณ์ ในการพัฒนาการกีฬาของเมื่อก่อน กล่าวคือกระผมเคยมีตําแหน่งในคณะกรรมการพัฒนา กีฬาจังหวัดอยู่ ๒-๓ จังหวัด ได้เห็นปัญหาต่าง ๆ ของการที่ได้ทํางานมาโดยสรุปแล้ว ก็มีด้วยกัน ๒-๓ ประการใหญ่ ๆ นะครับ
ประการแรกท่านครับ องค์การพัฒนาด้านการกีฬาที่เป็นอยู่ยังขาดเอกภาพ องค์การพัฒนากีฬาในระดับจังหวัดอาจจะถูกไปฝากกับหน่วยงานอื่น หรือไปปนอยู่กับ หน่วยงานอื่น ถ้าองค์กรนั้นหน่วยงานนั้นสนใจยกขึ้นมาก็จะโดดเด่น แต่ว่าถ้าถูกลืมไปก็จะทําให้ การพัฒนากีฬาตรงนี้แผ่วลงไปนะครับ
ในปัญหาประการที่ ๒ ที่กระผมพบก็คือประชาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในภูมิภาคและชนบทเขายังขาดโอกาสในการเข้าถึงการกีฬาครับ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพ ของเขาเอง ถ้าเขาอยากเล่นกีฬาเขาต้องจ่ายสตางค์ ซื้อเวลา ซื้อสนาม ซื้อค่าเช่าต่าง ๆ แล้วก็บริการทางการกีฬาก็ยังลงไปไม่ถึงในพื้นที่อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน อันนี้เป็นปัญหา ประการที่ ๒
ส่วนประการที่ ๓ เป็นที่น่าเสียดายว่าการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคน พัฒนาสังคม แล้วก็สร้างความปรองดองที่ผ่านมาเพื่อนําชาติไปสู่ความมั่นคงยังใช้ประโยชน์ จากกีฬาน้อยไปครับ ใช้เครื่องมือตัวนี้น้อยไปครับ ท่านประธานครับ มาตรา ๙๕ ที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ให้ความสําคัญแล้วบรรจุตรงนี้ไว้ผมเชื่อว่าจะเกิด ผลดีแก่วงการกีฬาและสังคมไทยโดยส่วนรวมครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนเป็นระดับ ๆ ไปเลย ผลดีกับตัวแต่ละท่านที่เล่นกีฬาเอง แต่ละคน แต่ละบุคคลนี่ ตรงนี้ก็จะทําให้เขามีสุขภาพ ร่างกายที่แข็งแรงสมบูรณ์ แล้วก็สิ่งที่ตามมาก็คือจิตใจที่แจ่มใสก็จะอยู่ในร่างกายที่สมบูรณ์ ผมขออนุญาตเรียนว่าสุขภาพดีหาซื้อไม่ได้ ถ้าอยากได้ก็ต้องออกกําลังกายกันเอง สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้ามีสิ่งอะไรไปให้เขาด้วยออกกําลังกาย ให้เขาไปช่วยเพิ่มสุขภาพของเขา แล้วก็เติมเต็ม เข้าไปในเรื่องของการพัฒนาความรู้ พัฒนาคนก็จะทําให้คนซึ่งเป็นหัวใจในการพัฒนา ประเทศเป็นหน่วยเล็ก ๆ ประกอบขึ้นเป็นสังคมก็จะทําให้ประเทศชาติมีความแข็งแรงมั่นคง ด้วยนะครับอันนี้ ยกระดับมากไปกว่านั้นถ้าเขารวมกลุ่มกันได้เป็นทีมก็จะมีการแข่งขัน ในลักษณะของเชื่อมความสามัคคีปรองดองกัน นําความสามัคคีปรองดองมาสู่สังคม ตรงนี้เอง ก็จะทําให้คนมีการทํางานร่วมกัน มีการปฏิสัมพันธ์กัน รวมถึงรู้จักคําว่า แพ้ รู้จักคําว่า ชนะ รู้อภัย ถ้าเล่นกีฬาพลาดพลั้งไป ไปถูกเพื่อนฝูงโดยไม่ได้ตั้งใจก็ขอโทษซึ่งคําว่าขอโทษนี่ สังคมไทยเริ่มใช้น้อยลงตอนนี้นะครับ
ในระดับต่อมาถ้าเขาดีขึ้นไปกว่านั้นนะครับ เขามีความเป็นเลิศ เขามีความ เชี่ยวชาญเก่ง เขาจะนําชื่อเสียง เขาจะนําศักดิ์ศรีมาสู่ตัวเขาเอง มาสู่สังคมแล้วก็ประเทศชาติ ผมดีใจที่นักกีฬาสมัยใหม่ ผมเห็นเขาได้เป็นพรีเซนเตอร์ (Presenter) เป็นแรงบันดาลใจ ของน้อง ๆ รุ่นใหม่ ๆ ที่อยากจะเล่นกีฬา มีการโฆษณาในทีวี โทรทัศน์ นอกจากจะเป็น รายได้ของตัวเขาเองแล้ว เขาช่วยเหลือสังคมโดยอ้อมก็คือเป็นการกระตุ้นให้เกิดแรงบันดาลใจ กับน้อง ๆ ที่จะตามมา เป็นคนรุ่นหลังที่จะเลียนแบบแล้วเอาอย่างในทางที่ดี ท่านประธานครับ นอกจากนี้เรื่องของกีฬานี่ไม่ใช่เรื่องเฉพาะ เป็นเรื่องของอย่างที่กระผมกล่าวเท่านั้นนะครับ กีฬาที่ในความหมายของรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๕๙ ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมคงเข้าใจ เจตนารมณ์ของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครับ ท่านคงหมายถึงองค์ประกอบ อย่างอื่นที่เกี่ยวข้องกับกีฬาด้วย เช่นธุรกิจทางการกีฬาซึ่งประเทศไทยมีความสามารถ ท่านจุตินันท์ ภิรมย์ภักดี ขอประทานโทษที่เอ่ยนามนะครับ ท่านพูดแล้วนะครับว่าอุปกรณ์กีฬา ของเราได้รับความนิยม เสื้อผ้ากีฬาของเราได้รับความนิยม รองเท้าของเราได้รับความนิยม ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะสร้างเศรษฐกิจให้เราได้ ผมขออนุญาตเรียนว่าประโยชน์ของกีฬานั้น มีอเนกอนันต์ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้บรรจุ ตรงนี้ไว้นอกจากเป็นแนวทางตามที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬาได้เห็นความสําคัญ แล้วนะครับ เชื่อว่าคณะกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข ด้านการศึกษา รวมถึงด้านสังคม ก็คงจะได้ประโยชน์จากการพัฒนามาตรานี้ขึ้นไปด้วยครับ สรุปแล้วผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หวังที่จะได้เห็นหลังจากที่รัฐธรรมนูญชุดนี้ได้มีผลบังคับใช้และมาตรา ๙๕ นี้ ได้มีการดําเนินการ ผมหวังว่าจะได้เห็นสิ่งต่าง ๆ เกิดขึ้นดังนี้ครับ
อันที่ ๑ ก็คือมีองค์กรพัฒนาการกีฬาที่มีเอกภาพครับ มีการจัดตั้งกระทรวงกีฬา ขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวนะครับ ซึ่งรวมถึงมีหน่วยงานที่มีการพัฒนาด้านวิทยาศาสตร์การกีฬา เกิดขึ้นนะครับ
ประการที่ ๒ ประชาชนมีโอกาสในการเข้าถึงกีฬาเพื่อเสริมสร้างสุขภาพ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เป็นการเข้าถึงอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันครับ และ
ประการสุดท้ายครับ ผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการกีฬาจะเป็นเครื่องมือสําคัญ ในการสร้างชาติ พัฒนาคน พัฒนาสังคม สร้างความรัก ความสามัคคีเพื่อนําไปสู่การขับเคลื่อน แล้วก็การทําให้ประเทศชาติเกิดความมั่นคงต่อไปครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ขออีก ๕ ท่านนะครับ รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ ศาสตราจารย์ชัชนาถ เทพธรานนท์ คุณโกวิทย์ ทรงคุณ คุณอุทัย สอนหลักทรัพย์ และคุณโกเมศ แดงทองดี นะครับ เรียนเชิญ รองศาสตราจารย์สุชาติ นวกวงษ์ ครับ ท่านมี ๑๒ นาทีนะครับ
ทราบครับ สวัสดีครับท่านประธานครับ เมื่อวันจันทร์ผมใช้เวลาไป ๘ นาทีแล้วครับ วันนี้ผมกลับมาขออนุญาตพูดถึงรัฐธรรมนูญ ที่ผมได้รับมาเมื่อวันเสาร์อีกครั้งหนึ่ง ผมก็จะขอพูดแบบเดิมครับ นั่นคือผมเป็นพลเมือง เพราะว่าผมได้รับการยกฐานะในรัฐธรรมนูญให้ผมเป็นพลเมือง ผมมีความภูมิใจที่ได้เป็น พลเมือง เพราะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม นําชาติสู่สังคม เพราะฉะนั้นผมก็พอใจแล้วก็ภูมิใจที่ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณายกให้ผมเป็นพลเมืองนะครับ ผมคงไม่สามารถอภิปรายทั้งหมด ได้นะครับว่าการเป็นพลเมืองจะต้องทําอย่างไร แต่ว่าในฐานะพลเมืองผมก็ขอขอบคุณ ที่ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาเอารัฐธรรมนูญมาให้ผมอ่านนะครับ แล้วก็ผมมี ความเห็นอะไร ผมก็จะขอปรึกษากับท่านประธานเพื่อที่จะเรียนไปถึงท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ
ครั้งนี้ผมจะพูดถึงภาค ๒ ในส่วนของผู้นําการเมืองเล็กน้อย แล้วก็จะพูดถึง เรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะว่ามาตรา ๗๓ บอกว่ารัฐต้องมีผู้นําการเมืองที่ดี ต้องเป็นคนดีด้วยนะครับ ผมเชื่อว่าถ้าเรามีผู้นําทางการเมืองที่ดี ประเทศก็อาจจะมี การพัฒนาที่ดีขึ้นนะครับ แล้วก็ในมาตรา ๗๔ บอกว่าผู้นําการเมืองต้องมีจริยธรรมที่ดีนะครับ ท่านประธาน ทีนี้ผมก็เกิดความสงสัยว่าคําว่าจริยธรรมที่ดีมันจะแปลว่าอย่างไร ผมเป็นพลเมือง ผมอาจจะได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติก็ได้ หมายความว่าอย่างไรครับ หมายความว่าผมต้องเป็นผู้มีคุณธรรมแล้วก็จริยธรรมอย่างสูง ผมจึงสามารถตรวจสอบคนอื่นได้ แต่ผมก็ไม่ทราบว่าสมาชิกสมัชชาคุณธรรมที่มาอยู่กับผมเป็นคนดีเหมือนผมหรือเปล่า ถ้าแปลว่าผมเป็นคนดีนะครับ ผมสมมุติว่าผมเป็นคนดี เพราะฉะนั้นคนที่จะตรวจสอบคนอื่นได้ ต้องเป็นคนดีด้วย จึงจะเป็นที่ยอมรับนะครับ เพราะฉะนั้นเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ตั้งไว้ในสมัชชา คุณธรรมต้องสามารถตอบโจทย์ได้ว่าเป็นคนดี เป็นสมาชิกสมัชชาคุณธรรมได้อย่างไร จึงจะสามารถตอบคนอื่นได้ เพราะเมื่อบอกเขาว่าคนอื่นที่เป็นนักการเมืองเป็นคนไม่ดีแล้ว ยังมีบทลงโทษด้วยนะครับ ลงโทษในชั้นนี้ ลงโทษเขาห้ามเล่นการเมือง ๕ ปี แต่ผมคิดว่า ๕ ปีนี้น้อยไป เราน่าจะให้เขาเลิกเล่นการเมืองไปเลยนะครับ เพราะว่าเขาเป็นคนไม่ดีครับ เพราะเขาเป็นคนไม่ดี ต้องเลิกเล่นไปเลย จะให้เขากลับมาทําไมอีก ๕ ปี เขาก็เป็นคนไม่ดี ต่อไปอีก เพราะฉะนั้นต้องเลิกไปเลยครับ สมมุติว่าถ้าผมเป็นคนไม่ดี ผมจะกลับมาอีก ทําไมละครับ เพราะว่าผมเป็นคนไม่ดีไปแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นการเป็นคนไม่ดีอย่างน้อยมี ๓ ระดับนะครับ ดีนิด ๆ หรือไม่ก็ผิดนิดหน่อย ผิดปานกลาง แล้วก็ผิดอย่างร้ายแรง อะไรที่บอกว่าผิดปานกลาง อะไรที่บอกว่าผิดอย่างร้ายแรง ถ้าผิดปานกลางให้เขาเล่น การเมืองถัดมาอีก ๕ ปีหรือเปล่า หรือว่าถ้าผิดอย่างร้ายแรงนี้เลิกไปเลย กรุณา ๆ กรุณาเลิกไปเลยใช่ไหมครับ อันนี้ต้องตั้ง มาตรฐานนะครับ เพราะฉะนั้นใน (๑) (๒) ของมาตรา ๗๔ นี้ ผมก็อยากจะให้มีการแก้ไขว่า ถ้าผิดอย่างร้ายแรงกรุณาเลิกไปเลย พลเมืองเขาไม่อยากได้อีกแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นกรณีนี้ ผมก็อยากจะเรียนไปถึงท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าจะเปลี่ยนแปลงได้ไหม กรณีอย่างนี้ ทีนี้มาตรา ๗๘ นะครับท่านประธานครับ มาตรา ๗๘ นี้บอกว่ารัฐต้องกําหนด นโยบายบริหารราชการแผ่นดิน ทีนี้การบริหารราชการแผ่นดินนี้ก็มีหลายเรื่องที่รัฐบาลต้องทํา แต่เรื่องหนึ่งที่กําหนดไว้ในมาตรา ๘๒ บอกว่า บริการสาธารณะบางเรื่องรัฐบาลไม่ต้องทําเองก็ได้ เอาไปให้ท้องถิ่นทํา ท้องถิ่นก็คงหมายถึงองค์การบริหารท้องถิ่นดังที่กําหนดไว้ เขียนไว้ ในรัฐธรรมนูญ ในมาตรานี้บอกว่าการจัดทําบริการสาธารณะใดที่องค์กรบริหารท้องถิ่น ชุมชน หรือบุคคล คําว่า บุคคล ผมอยากจะขออนุญาตเรียนท่านประธานว่าให้เปลี่ยนเป็นเอกชน ได้ไหมครับ เปลี่ยนจากคําว่า บุคคล นี้ เป็นเอกชน เพราะว่ามันจะไปสอดคล้องกับมาตรา ๒๘๓ ในหมวดปฏิรูปที่บอกว่าองค์กรภาคเอกชน องค์กรเอกชน แล้วก็องค์การบริหารท้องถิ่น เพราะฉะนั้นคําพูดจะได้เป็นแนวทางเดียวกันนะครับ ดังนั้นกรณีเช่นนี้ คําว่า เอกชน ในมาตรา ๘๒ บุคคลขอให้เปลี่ยนเป็นเอกชนก็จะสอดคล้องกับมาตรา ๘๓ นะครับ ทีนี้ ท่านประธานครับ ผมมีประเด็นอีกเรื่องหนึ่งคือในมาตรา ๘๔ ผมจะดูเวลาของผมด้วยครับ เวลาของผมตอนนี้เหลืออีก ๖ นาทีนะครับ ผมพยายามจะพูดให้เร็วเพื่อที่จะรักษากติกา คือ ๑๒ นาที
มาตรา ๘๖ รัฐต้องจัดและส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุข ที่เหมาะสมและมาตรฐาน ส่งเสริมให้นําแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านมาใช้ในการให้บริการ ประชาชน แต่ว่าการบริการสาธารณสุขปัจจุบันนี้ครับ ท่านประธานครับ ไม่ได้ดําเนินการ ที่ฝ่ายรัฐอย่างเดียว ภาคเอกชนเขาก็ให้บริการสาธารณสุขกับประชาชนเช่นเดียวกันนะครับ ต้องใช้คําว่า ให้บริการสาธารณสุขแก่พลเมืองไทยเช่นเดียวกัน ผมเป็นพลเมืองไทย ผมสามารถไปขอใช้บริการที่โรงพยาบาลเอกชนได้ เพราะฉะนั้นในกรณีนี้ มาตรานี้ ผมก็อยากจะขอให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญช่วยกรุณาเติมเข้าไปเถอะครับ เติมหลังจากคําว่า ในการให้บริการ เติมว่า ดูแลการให้บริการสาธารณสุขภาคเอกชน ตามสมควร เราอย่าไปรังเกียจภาคเอกชนเลย ผมไม่ได้มีโรงพยาบาลเอกชนอยู่ในมือ ถ้าหากว่า ผมไปบริหารโรงพยาบาลเอกชนเอง ผมอาจจะทําให้โรงพยาบาลเอกชนเจ๊งก็ได้นะครับ เพราะว่าผมบริหารไม่เป็นดังนั้นเราอย่ารังเกียจคนที่เขาทํางานภาคเอกชน เขาให้บริการ ประชาชน ผมมีตัวเลขสนับสนุน ท่านประธานครับ ตัวเลขสนับสนุนมีอย่างนี้ครับ ขนาดโรงพยาบาลของเอกชนในประเทศไทยขณะนี้มีประมาณ ๔๐๐ โรง ไล่ตั้งแต่ขนาดเล็ก ไม่เกิน ๓๐ เตียง ๕๘ โรง ไม่เกิน ๕๐ เตียง ๕๕ โรง ไม่เกิน ๑๐๐ เตียง ๑๐๓ โรง ไม่เกิน ๒๐๐ เตียงนี้ ๗๖ โรง แล้วก็มากกว่า ๒๐๐ เตียงนี้ครับประมาณ ๓๔ โรง นอกนั้นก็เป็นเล็ก ๆ รวมกันทั้งประเทศ ๔๒๔ แห่ง มีเตียงทั้งสิ้น ๓๓,๐๐๐ กว่าเตียง อันนี้เป็นตัวเลขเมื่อ ๒-๓ ปีนี้เอง ส่วนนี้นะครับ เขามาแบ่งเบาภาระของประเทศเพราะว่าทั้งประเทศมีสถานพยาบาลของรัฐ ประมาณ ๑,๐๐๐ แห่ง ให้บริการสาธารณสุข ให้บริการทางด้านการแพทย์แก่ประชาชน พลเมืองไทยนี้ครับ ประมาณ ๑๘๐ ล้านครั้ง ไม่ใช่ ๑๘๐ ครั้ง ๑๘๐ ครั้งผมเองก็เกือบจะ หมดแล้วครับ ๑๘๐ ล้านครั้ง ในปริมาตรนี้นะครับ มีผู้ป่วยมารับบริการภาคเอกชนนี้นะครับ ๔๖ ล้านครั้ง อันนี้คือการแบ่งเบาภาระของภาคเอกชน เพราะฉะนั้นรัฐซึ่งมีหน้าที่ดูแล เรื่องของสุขภาพประชาชนให้ทั่วถึงอยู่แล้ว ควรจะให้ความเอื้ออาทรกับภาคเอกชนเขา ตามสมควร เพราะฉะนั้นผมจึงเสนอไว้เมื่อสักครู่ว่ารัฐควรจะให้การดูแลด้านการให้บริการสาธารณสุข ภาคเอกชนตามสมควร คําว่า ตามสมควร เราก็ต้องไปกําหนดทีหลังว่าตามสมควรคืออะไร ผมยังมีเวลาอีกนิดหนึ่ง ผมให้ตัวเลขสัดส่วนของพยาบาลและแพทย์ มีคนป่วยมาใช้บริการ เมื่อสักครู่ผมเรียนว่าภาคเอกชน ๔๖ ล้านคน แล้วก็อยู่ในโรงพยาบาลเอกชนประมาณ ๒.๕ วัน ต่อคน ในขณะที่ภาครัฐให้บริการทั้งสิ้น ๑๘๐ ล้านครั้ง ผ่านระบบประกันสุขาภาพ ๔๖ ล้านคน ผ่านระบบสวัสดิการราชการ ๘,๐๐๐,๐๐๐ คน ผ่านระบบประกันสังคมประมาณ ๑๔ ล้านคน แล้วก็กลุ่มผู้ใช้โรงพยาบาลภาคเอกชนประมาณ ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ คน อันนี้ผมเอา ตัวเลขมาชี้ให้เห็นว่าการให้บริการภาคเอกชนยังมีความหมายกับคนไทย เพราะว่าอะไรครับ ท่านประธาน การพัฒนาระบบสาธารณสุขเป็นเรื่องที่ต้องส่งเสริมให้ประชาชน ให้พลเมือง อย่างผมดําเนินการเอง ที่เรียกว่าสุขภาพดีไม่มีขายอยากได้ต้องทําเอาเอง ถ้าหากว่าสุขภาพดี ขายได้ ผมคงเห็นเศรษฐีไปซื้อสุขภาพไว้ประจําตัวเองอ้วนท้วนกันทั้งหมด แต่หลังนี้ครับ การให้บริการสุขภาพต้องให้บริการไปถึงภาคประชาชน ภาคพลเมือง ซึ่งอยู่ระดับล่างสุด ผมอยากจะเน้นเรื่องของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบล เพราะฉะนั้นการให้บริการ สาธารณสุขควรจะไปถึงจุดโน้นครับท่านประธาน เพราะว่าที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลนั้น มีประชาชนจํานวนมากรออยู่ อยากได้บริการสาธารณสุขที่ดีเช่นเดียวกัน
อีกประการหนึ่งผมอยากจะเรียนบอกว่า เวลาผมเหลือน้อยมากแล้ว มาตรา ๙๒ ครับท่านประธาน ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติของชาติ ของประชาชน ผมอยากจะให้เติม คําว่า และอนุรักษ์ ผมอยากให้ความหมายว่าการบริหารจัดการกับคําว่า อนุรักษ์ มีความแตกต่าง กันอยู่นิดหนึ่ง การบริหารจัดการหมายถึงการดําเนินการของบุคคลตั้งแต่ ๒ คนขึ้นไป เพื่อให้บรรลุผลตามที่ต้องการ ส่วนการอนุรักษ์หมายถึงการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อย่างชาญฉลาดและยาวนาน เพราะฉะนั้นผมขอความกรุณาให้ช่วยเติมคําว่า รัฐต้องบริหารจัดการ และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเพื่อประโยชน์สูงสุดของประชาชนและชุมชน ในมาตรานี้ด้วย ผมดูเวลา นิดเดียว ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ผมกราบเรียนแล้วก็ต้องการสื่อสารไปถึง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อีกนิดหนึ่งครับท่านประธาน ผมอยากเรียนถามว่า ทั้งหมดนี่ผมพูดในฐานะที่ผมเป็นพลเมือง ผมจะต้องไปแก้ไขพระราชบัญญัติประจําตัว ประชาชนให้เป็นพระราชบัญญัติประจําตัวพลเมืองหรือเปล่าครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญศาสตราจารย์ชัชนาถ เทพธรานนท์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพรักทุกท่าน ดิฉัน ศาสตราจารย์เกียรติคุณชัชนาถ เทพธรานนท์ สปช. ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ใคร่จะขออภิปรายในภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก่อนอื่นเลยขอตั้ง ข้อสังเกตว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีมาตราของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมอยู่เพียง ๑ มาตรา จาก ๓๑๕ มาตรา ๑ มาตรา อยู่ในหมวดปฏิรูป ซึ่งชั่วคราว ๕ ปี คือมาตรา ๒๙๑ ต่อเนื่องจากข้อสังเกตนี้ดิฉันขอตั้งข้อสังเกตว่าทุกประเทศที่พัฒนาแล้วล้วนต้องใช้ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมในการพัฒนาประเทศทั้งสิ้น ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม ลดความเหลื่อมล้ํา รักษาสิ่งแวดล้อม เพราะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือที่จําเป็น ในการพัฒนาที่แทรกอยู่ในทุกเรื่อง เป็นเครื่องมือที่จําเป็นในการพัฒนาที่แทรกอยู่ในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องอุตสาหกรรม สาธารณสุข พลังงาน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ โลจิสติกส์ คมนาคม สื่อสาร ดิฉันสามารถร่ายยาวไปได้เรื่อย ๆ
ทีนี้ขอกลับมาที่ประเทศของเรา ตามวิสัยทัศน์ของ สปช. เราต้องการเห็น ประเทศไทยมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน แล้วก็มีการวาดรูปแสดงว่าต้องใส่อินพุท (Input) ๒ ประเภท คือประเภทที่ ๑ ทรัพยากรหรือรีสอร์ซ (Resource) ต่าง ๆ เป็นลูกศรเข้ามาจากด้านขวา ประเภทที่ ๒ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เป็นลูกศรเข้ามาทางด้านซ้าย ถ้าจะพิจารณา อินพุทด้านแรกคือทรัพยากร ในบรรดาทรัพยากรต่าง ๆ ของประเทศใดก็ตามไม่ว่าจะเป็น ทรัพยากรเงิน คน ทรัพยากรธรรมชาติ อุปกรณ์เครื่องมืออะไรต่าง ๆ ที่สําคัญที่สุดคือคน รัฐธรรมนูญของเราต้องการสร้างพลเมืองเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นต้องสร้างคนไทยให้มีคุณภาพ คนไทยที่มีปัญญา คนไทยที่มีความรู้ มีวิธีคิดอย่างมีเหตุผล พอมาพูดถึงวิธีคิด ขอยกตัวอย่าง ง่าย ๆ เรื่องจีเอ็มโอ (GMO) เจเนติกลี มอดิฟายด์ ออแกนิซึม (Genetically Modified Organism) ประเทศไทยห้ามปลูกพืชจีเอ็มโอ แต่เรานําเข้าอาหารสัตว์ ซึ่งเป็นถั่วเหลือง จีเอ็มโอจากต่างประเทศ สัตว์กินแล้วเราก็บริโภคเนื้อสัตว์ เรานําเข้าอาหารกระป๋อง ซึ่งอยู่ในน้ํามันพืชถั่วเหลืองจีเอ็มโอจากต่างประเทศ จริง ๆ คําว่า จีเอ็มโอ เจเนติกลี มอดิฟายด์ ก็คือปรับเปลี่ยนยีน (Gene) มันเป็นวิถีธรรมชาติเกิดขึ้นอยู่ทุกวัน เช่น ผึ้งไปกินน้ําหวาน ของดอกไม้ขาว เสร็จแล้วบินไปกินน้ําหวานของดอกไม้แดง ก็เอาเกสรของดอกไม้ขาวไปผสม กับดอกไม้แดง วิธีที่เราปรับเปลี่ยนยีน จีเอ็มโอ เจเนติกลี มอดิฟายด์ ก็คือปรับเปลี่ยนยีน ในอดีตเช่นเรามีกล้วยไม้ดอกใหญ่แต่ก้านสั้น มีอีกต้นหนึ่งก้านยาวแต่ดอกเล็ก เราก็จะเอา ๒ ต้นนี้มาผสมกัน แต่ก็ต้องรอแล้วก็ปลูกให้ขึ้น แล้วก็รอให้ออกดอก อยากจะได้ดอกใหญ่ ก้านยาว อาจจะจบลงด้วยดอกเล็กก้านสั้นก็ได้ ก็ต้องขึ้นต้นกันใหม่ แต่นักวิทยาศาสตร์ ก็ได้วิจัยจนกระทั่งพบว่ายีนตัวไหนควบคุมความยาวของก้าน ยีนตัวไหนควบคุมความใหญ่ ของดอก แล้วก็ตัดต่อมาเพื่อให้ได้พืชที่ต้องการ ต่างประเทศพืชสวนไร่นาต่าง ๆ จีเอ็มโอ เพราะฉะนั้นเขาโตเร็วกว่า เขาผลผลิตสูงกว่า เขาทนโรคมากกว่า แล้วเกษตรกรของไทย จะอยู่ตรงไหน ส่วนอินพุท เพราะฉะนั้นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีจึงเป็นปัจจัยสําคัญที่ต้อง ฝังรากลึกอยู่ในทรัพยากรคน
ส่วนอินพุทด้านที่ ๒ ก็คือวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีนั้นก็ยกตัวอย่างให้เห็น ได้ชัด ๆ ง่าย ๆ เป็นรูปธรรม เราต้องการมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน มั่นคงด้านอาหาร เกษตร ที่ทันสมัยต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม มั่นคงด้านพลังงาน เช่น พลังงาน ทางเลือกต่าง ๆ แสงอาทิตย์ โซลาร์ ชีวภาพ พืชพลังงานต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม มั่นคงด้านสาธารณสุขการผลิตยา ผลิตวัคซีนต่าง ๆ ต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมปัจจุบันไทยนําเข้าเอพีไอ (API) คือแอคทีฟ ฟามาซูติคอล อินกรีเดียนท์ (Active Pharmaceutical Ingredient) แปลว่าสารตัวยาจากต่างประเทศ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เราเอาเข้าแล้วก็มาตอกเม็ด เราเอาเข้ามาแล้วก็มาทําเป็นน้ํา เราเอาเข้ามาแล้วก็มาผสมเป็นครีม ถ้าเกิดสงครามเรานําเข้าไม่ได้ เราไม่มีความมั่นคงด้านยา
ต่อไปด้านความมั่งคั่ง การสร้างความมั่งคั่งและสร้างความสามารถของประเทศ ก็ต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ทั้งเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการเดิมและพัฒนาเสริมสร้าง ผู้ประกอบการใหม่ ถ้าดูผู้ประกอบการเดิม เวิร์ลด แบงก์ (World bank) จะแบ่งอุตสาหกรรม หยาบ ๆ เป็น ๔ ขั้น ต่ําสุดแรงงาน ขึ้นมาระดับ ๒ ฝีมือ ระดับ ๓ เทคโนโลยี ระดับ ๔ วิจัยพัฒนา ซึ่งสร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุด การพัฒนาต้องให้เขาค่อย ๆ ไต่บันไดเทคโนโลยี ง่าย ๆ พวกผู้ประกอบการเดิมก็กระบวนการผลิต ลดของเสีย ลดพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพ พัฒนาคุณภาพไปจนถึงพัฒนาสินค้าใหม่ ยกตัวอย่างง่าย ๆ อย่างเช่นสินค้าเกษตรทุกคนก็พูดว่าต้องเป็นสินค้าเกษตรแปรรูป ยกตัวอย่าง อีกอัน เช่น อาหารทะเล อุตสาหกรรมอาหารทะเล เราส่งกุ้งออกนอก เปลือกกุ้งเดิมทิ้ง ตอนหลังทําเป็นอาหารสัตว์ แต่ถ้าหากว่าสกัดเอาสารที่เรียกไคโตซาน (Chitosan) จากเปลือกกุ้ง ออกมาทําให้บริสุทธิ์สูงสุด ขายใช้ในเครื่องสําอางกิโลกรัมละเป็นหมื่นไม่ต้องขายกุ้ง เพราะฉะนั้นจะพัฒนาผู้ประกอบการเดิมก็ต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ส่วนผู้ประกอบการใหม่ที่เราเรียกกันว่า สตาร์ทอัพ (Start up) พวกอานเทอร์เพอเนิร์ส (Entrepreneurs) ต้องใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีวิจัยพัฒนาอย่างมาก ซัคเซส สตอรี (Success story) ของคนพวกนี้ เช่น บิล เกตส์ สตีฟ จอบส์ กูเกิล (Google) เฟสบุก (Face book) สไกป์ (Skype) ต่าง ๆ เขาอาจจะทําวิจัยพัฒนาเองหรืออาจรับผลงานวิจัย ไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ก็ได้ สตาร์ทอัพในธุรกิจเทคโนโลยีต่าง ๆ กําลังเป็นเทรนด์ (Trend) แนวโน้มที่มาแรงในเศรษฐกิจโลก ประเทศเหล่านี้พยายามดึงดูดสมองจากทั่วโลก เข้าประเทศของตนเอง ยกตัวอย่างมีบริษัทไทยเล็ก ๆ ชื่อเฟลกเซอร์รีเสิร์ชเข้ามาอยู่ ในหน่วยบ่มเพาะของ สวทช. อยู่ในธุรกิจรีไซเคิล (Recycle) กระดาษ กระดาษปกติเราเอาไป รีไซเคิลใช้ได้ กระดาษที่เขาเรียก แลมมิเนทเทด เปเปอร์ (Laminated paper) เช่น กล่องนม มันติดอยู่กับพลาสติก ซองบุหรี่มันติดอยู่กับอลูมิเนียม ฟอยล์ (Aluminum foil) พวกนี้ รีไซเคิลไม่ได้ เขาสามารถพัฒนาน้ํายาเอนไซม์ (Enzyme) แยกส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ออกมา แล้วก็สามารถที่จะเอาไปใช้รีไซเคิลได้ ได้รับรางวัลดับเบิลยูอีเอฟ (WEF) เวิร์ด อีโคโนมิค ฟอร์รัม (World Economic Forum) เราส่งประกวดในปี ๒๐๑๑ ไทม์แมกกาซีนมาสัมภาษณ์ พอออกวางขายประเทศสิงคโปร์ติดต่อมาส่งตั๋วเครื่องบินเชิญไปคุยพร้อมข้อเสนอให้ย้าย ไปอยู่ประเทศสิงคโปร์ เดาว่าคงออฟเฟอร์ (Offer) สารพัดเรื่อง เดาว่ามีทั้งทุนวิจัย ห้องแล็บ (Lab) เงินเดือนอะไรทุกอย่าง เขาไม่ได้ไป ปัจจุบันอยู่เมืองไทยแล้วก็เป็นธุรกิจหลายร้อยล้านบาท แล้วทุก ๆ คนเข้ามาร่วมลงทุน ดิฉันขอใช้เวลาเกินไปในของรอบที่ ๒ ด้วยนะคะ เพื่อให้จบ ตรงนี้ เพราะฉะนั้นรัฐต้องส่งเสริมสนับสนุนเอกชนให้ลงทุนวิจัย พัฒนา นวัตกรรม ถ้าเอกชน ลงทุนมันจะเป็นการเพิ่มเงินลงทุนทางด้านวิจัยได้อย่างรวดเร็ว จะเป็นการเพิ่มคนทางด้านวิจัย คือนักวิจัยต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว รัฐมีบุคลากร ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คน เอกชนมี เป็นสิบ ๆ ล้านคน เพราะฉะนั้นทัพใหญ่อยู่ที่ไหน
ต่อไปสําหรับด้านที่ ๓ คือด้านความยั่งยืน ประเทศจะมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จะยั่งยืนต้องมีฐานปัญญา ต้องมีฐานนวัตกรรมที่แข็งแรง ระบบวิจัยเป็นการสร้างนักวิจัย สร้างผู้รู้ ผู้คิดค้น สร้างความรู้ เป็นการสร้างฐานปัญญา ระบบวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมเป็นการนําความรู้ใหม่ ๆ สิ่งใหม่ ๆ ที่ได้ออกมานั้นมาใช้ประโยชน์ ก็เป็นการสร้างฐาน นวัตกรรม ทั้งหมดที่ดิฉันกล่าวมานี่เพื่อให้เห็นความสําคัญและความจําเป็นของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม ดิฉันได้หารือกับท่านประธานคณะกรรมาธิการปฏิรูปวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรมและทรัพย์สินทางปัญญาว่าไม่มีมาตราของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ท่านประธานก็ได้นําเสนอให้บรรจุไว้แล้ว ในหลาย ๆ ประเด็น แต่ว่าโดยต้องแทรกไปตามมาตราต่าง ๆ ที่มีอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญนี้ ยกตัวอย่างเช่นประเด็นที่ได้ขอแทรกเข้าไปในมาตรา ๘๘ ของเศรษฐกิจมี ๔ ประเด็น
๑. รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มีการดําเนินการตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจ ฐานความรู้
๒. รัฐต้องดําเนินนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โดยยึดหลักในวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เป็นเครื่องมือพัฒนาที่แทรกอยู่ในทุกหน่วยงานของภาครัฐ
๓. รัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรเอกชนเข้ามามีบทบาทในการวิจัย พัฒนานวัตกรรมและการใช้ประโยชน์ผลงานจากวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม
และ ๔. รัฐต้องส่งเสริมให้วิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลาง วิสาหกิจชุมชน และวิสาหกิจเพื่อสังคมเข้าถึงข้อมูลและบริการด้าน วทน. ที่ยกมาเป็นตัวอย่างนี้เป็นของ เรื่องเศรษฐกิจยังไม่นับประเด็นอีกมากมายที่อยู่ในเรื่องศึกษา สาธารณสุข พลังงาน สิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และอื่น ๆ เพราะฉะนั้นถ้าจะให้ประเทศไทยไม่ตกรถ อีกทั้งสามารถก้าวกระโดดและหลุดพ้นจากเอ็มไอที (MIT) คือ มิดเดิล อินคัม แทรพ (Middle Income Trap) หรือประเทศรายได้ปานกลาง ดิฉันจึงใคร่ขอเสนอให้ท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญพิจารณาการมีมาตราที่เป็นวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรม เฉพาะในหมวด แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเพื่อให้ครอบคลุมนโยบาย ยุทธศาสตร์ งบประมาณ การบริหารจัดการ และประเด็นต่าง ๆ ที่จําเป็นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งรายละเอียดจะได้ส่งเป็นเอกสารต่อไปค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ อาจารย์ใช้ไป ๑๓ นาที ถัดไปนะครับเรียนเชิญคุณโกวิทย์ ทรงคุณ ครับ ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายโกวิทย์ ทรงคุณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดสุโขทัย ใคร่ขอนําเสนอ ข้อพิจารณาเสนอแนะและความคิดเห็นถ้อยคําที่บรรจุเรื่องการกีฬา ร่างรัฐธรรมนูญ อันปรากฏในมาตรา ๙๕ และบรรจุเพิ่มเติมในมาตรา ๒๙๕ (๓) ซึ่งนับว่าเป็นการปฏิรูป ของประเทศไทยอย่างแท้จริง เนื่องจากเป็นการพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิต ของประชาชนของประเทศในภาพรวม พร้อมขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่บรรจุถ้อยคําเรื่องการกีฬาไว้ในร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว เพราะเป็นการบรรจุความคาดหวัง ของประชาชนที่ต้องการเห็นกีฬาเป็นกลไกสําคัญในการขับเคลื่อนการสร้างความมั่นคง ทางสุขภาพของประชาชน กระผมใคร่กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และต่อสมาชิกสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ว่าการกีฬาหลายคนเข้าใจว่าเป็นการแข่งขัน ความเป็นเลิศ เพื่อการครองชนะเลิศในประเภทกีฬานั้น ความจริงแล้วความเข้าใจเช่นนี้ ไม่นับว่าผิด หากแต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการกีฬาเท่านั้น ทั้งนี้เพราะเจตนาที่แท้จริง การกีฬานั้นมุ่งเน้นในเรื่องของการออกกําลังกาย การขับเคลื่อนร่างกายเพื่อพัฒนาสุขภาพ และพลานามัย ซึ่งเรียกว่ากีฬาขั้นพื้นฐานเพื่อสร้างความสนุกสนาน รื่นเริงบันเทิงใจ ซึ่งเรียกว่านันทนาการเพื่อสร้างความมีส่วนร่วมของคนไทยในสังคม ซึ่งเรียกว่ากีฬามวลชน และท้ายสุดเพื่อการแข่งขันซึ่งเรียกว่ากีฬาเพื่อเป็นเลิศ และกีฬาเพื่อเป็นอาชีพ ดังหลายคน เข้าใจนั่นเอง แท้จริงแล้วความคิดเห็นของการกีฬาความมุ่งหวังในการพัฒนาคุณภาพ และสุขภาพชีวิตของคนในสังคม ได้เปิดโอกาสให้คน ชุมชน และท้องถิ่น สามารถร่วมกิจกรรม ได้อย่างทั่วถึง ทุกเพศ วัย เมื่อเป็นเช่นนี้กีฬาถือว่าเป็นกีฬาของชุมชนเพื่อมวลชน ซึ่งไม่จําเป็นที่จะต้องเป็นกีฬาที่มุ่งแข่งขันเอาชัยชนะอย่างเป็นมาตรฐาน หรือไม่จําเป็น จะต้องไปตามกติกาสากล แต่เป็นกิจกรรมที่ทุกคนในสังคมสามารถเข้าใจถึง ทั้งที่เป็นกีฬา อัตลักษณ์ ความเชื่อของท้องถิ่น เป็นวัฒนธรรมที่ภูมิปัญญาของสังคม โดยกระผมขอเรียนว่า กีฬาประเภทนี้เป็นส่วนหนึ่งของกีฬามวลชนที่ท่านอาจรู้จักกันดีเรียกว่ากีฬาพื้นบ้าน กีฬาพื้นบ้านที่กระผมกล่าวนี้เป็นกิจกรรมที่ชุมชนสามารถเข้าใจร่วมกันได้เสมอภาค กีฬาหลายประเภทจัดอยู่ในกีฬาไทย ได้แก่ มวย ตะกร้อ ตะกร้อลอดห่วง กระบี่ กระบอง ตี่จับ และบางประเภทล้อเลียนกันในการใช้แข่งขันในระดับชาติ เรียกว่าบัดดี (Buddy) และที่ผมจะกราบเรียนท่านประธานว่าการละเล่นของกีฬาที่จะเอามาโชว์วันนี้เพื่อนําเสนอท่าน ก็คือว่าวไทย ผมได้นําเอาว่าวของไทยมาให้ชมด้วยครับ นี่ครับว่าวไทย ก็คือว่าวนี่เวลานั่นสูง ไปนะครับท่านประธาน ก็เหมือนท่านยกร่างรัฐธรรมนูญครับ ยกร่างให้สูง ยกร่างให้มี คุณภาพ เมื่อยกร่างได้ขนาดได้พอดี ท่านอาจารย์บวรศักดิ์ก็จะปล่อยลงครับ
ในท้ายสุดนี้กระผมขอเรียนว่าร่างรัฐธรรมนูญที่กําหนดทิศทางสร้างความสามารถ ของประชาชนในประเทศและปฏิรูปแห่งชาติของไทยที่เป็นระบบอย่างแท้จริง นอกจากพัฒนา คุณภาพและสุขภาพจิตของประชาชนแล้ว ยังเป็นการพัฒนาสุขภาพชีวิตของประชาชน ให้มีวินัยและมีจิตสํานึก มีน้ําใจนักกีฬา ซึ่งจะนํามาสู่ความเจริญรุ่งเรืองของประเทศชาติ กระผมจึงใคร่ขอให้สมาชิกสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ได้กรุณาร่วมกันรับรองบรรจุถ้อยคํา เรื่องการกีฬาในร่างรัฐธรรมนูญอันปรากฏในบทบัญญัติมาตรา ๙๕ บทบัญญัติเพิ่มเติม ในมาตรา ๒๙๕ (๓) ยกระดับกีฬาพื้นบ้านให้เป็นทางเลือก และสําคัญพัฒนาสุขภาพชีวิต และประชาชน
ผมขอต่อที่ ๒ ในมาตรา ๒๘๖ ปรับปรุงการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยจัดการเรียน การสอนอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีความพร้อมในการเข้ารับการศึกษาในระดับพื้นฐาน และขอเสนอว่าให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ปี ๒๕๔๗ โดยบัญญัติไว้ให้ข้าราชการทุกคนที่ปฏิบัติงานในกระทรวงศึกษาธิการทุกคน เป็นข้าราชการครูทั้งหมดได้รับค่าตอบแทนสิทธิประโยชน์ในมาตราเดียวกับภายใต้ กรอบความคิดทุกสายงาน ทั้งครู ทั้งผู้บริหารและบุคลากรทางการศึกษา ขอขอบคุณครับ เวลาที่เหลือผมยกประโยชน์ให้ท่านประธานเพื่อคนอื่นจะได้ประท้วงมีเวลาต่อครับ ขอขอบคุณมากครับ
มันเอาไปทํา อะไรไม่ได้หรอกครับ โดยประกาศนะครับ ให้กองเอาไว้ตรงกลาง เชิญคุณอุทัย สอนหลักทรัพย์ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพื่อนสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ผม นายอุทัย สอนหลักทรัพย์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติฝ่ายเศรษฐกิจ เกษตร ผมอยากจะเป็นพลเมือง ร่วมกับสภาปฏิรูปแห่งชาติเหมือนกัน เพราะกลัวว่าทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ จะลืมผมเสีย เพราะว่าเกษตรกรเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศที่ยากจน ที่ถูกเอารัดเอาเปรียบ อยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นผมอยากฝากคณะกรรมาธิการไว้ด้วย ผมจะได้เรียนถึงเพราะเวลา มันจํากัดก็ใช้สั้น ๆ ก็แล้วกันว่าผมจะพูดถึงมาตรา ๘๘ รัฐจะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้มี การดําเนินการตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อนําไปสู่การพัฒนาในทุกระดับอย่างสมดุล มีเสถียรภาพและยั่งยืน ผมอยากจะให้ทางคณะกรรมาธิการได้เติมว่ารัฐจะต้องส่งเสริมโดยที่เป็นธรรมและลด ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคม จะต้องมีการวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยีด้วย ให้เติมว่า ต้องมีการวิจัยและพัฒนาทางเทคโนโลยี ซึ่งเดี๋ยวผมจะขยายความต่อไปถ้าเวลาไม่หมด เสียก่อน ผมอยากจะให้เติมอีกนิดหนึ่งครับ อีก ๒ บรรทัดนี่ครับ เพื่อให้เกิดความเข้มแข็ง ทางเศรษฐกิจของประเทศและคุ้มครองพื้นที่เกษตรกรรมไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลง อย่างสีเขียว เป็นสีม่วงอย่างนี้ควรจะเลิกเอานามาเป็น แถวอยุธยา เอานามาสร้างอย่างนี้ ควรจะเลิก ควรจะกําหนดไว้ เพราะว่ารัฐบาลจะต้องมาอุดหนุนตอนน้ําท่วม พื้นที่เกษตรก็จะหมดลงไป ทุกที ๆ ประมาณปีละ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ มันหมดไปเรื่อย ๆ เดี๋ยวจะไม่มีพื้นที่เกษตร จะไม่เป็นครัวโลกนะครับ ถ้าอย่างนั้นก็ฝากท่านคณะกรรมาธิการไว้ด้วยว่าให้คุ้มครองพื้นที่ เกษตรกรรมไม่ให้มีการเปลี่ยนจากสีอะไรก็แล้วแต่อย่าให้สีเขียวเป็นสีที่เป็นอุตสาหกรรม ทีนี้ผมอยากจะเรียนนิดหนึ่งครับว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐตามมาตรา ๘๘ ด้านเศรษฐกิจ ให้เป็นนโยบายของรัฐ โดยให้มีการดําเนินการตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงอย่างที่ผมขอไว้ เมื่อสักครู่ ซึ่งทุกอาชีพให้ใช้ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงโดยไม่เว้นแม้แต่คนรวยหรือคนจน ส่วนมากปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงคนที่รู้ไม่ค่อยได้ทํา แต่คนที่ทําไม่ค่อยได้รู้ พูดแต่เศรษฐกิจ พอเพียงก็พอเพียงเขาไปด้วย คนที่ใช้ส่วนมาก ทางฝ่ายรัฐหรือฝ่ายข้าราชการ ไม่ค่อยจะประชาสัมพันธ์ ประชาสัมพันธ์แบบที่ไม่ให้ระดับล่างได้มีโอกาสได้รับทราบทั่วถึงกัน ทุกหย่อมหญ้า ผมอยากจะให้นําปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงใส่ไว้เหนือเกล้าทุกคนที่เป็นคนไทย ทั้งประเทศ เพราะหลายประเทศเขาก็เอาไปทําแล้ว เขาก็เอาของเราไป โดยเคารพ ต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาก เขาเอาไปทํา แต่เรากลับไม่ค่อยเอาใจใส่เท่าที่ควร ผมก็เลยขอย้ํา
ทีนี้ด้านสังคม ความหมายของการอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข รัฐจะต้องมี นโยบายอย่างชัดเจนเพื่อช่วยขจัดปัญหาด้านสังคม วัฒนธรรม โดยเฉพาะสังคมของ วัยสูงอายุ อย่างผม ๘๑ ปีแล้วก็อยากจะให้ดูแลเอาใจใส่ คือผู้สูงอายุจะเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างที่ท่านผู้อภิปรายหลายท่านได้พูดไว้ ดังนั้นรัฐจะต้องวางแผนเพื่อให้ผู้สูงวัยได้มีโอกาส ที่มาอยู่ในสังคมต่อไป
ด้านการเมือง ความเสมอภาค ความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ํา การมีส่วนร่วม ของประชาชน เช่นคนจนกับคนรวย เราจะมาแข่งขันกันไม่ได้หรอกครับ ซึ่งรัฐจะต้องเข้าไป ดูแลคนที่ช่วยเหลือตัวเองไม่ค่อยได้ สนับสนุนให้คนจนให้แข่งขันกับคนรวยได้ การเมือง ต้องทําความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน เพราะว่าชีวิตทรัพย์สินของเราไม่ค่อยปลอดภัย การเมืองต้องให้โอกาสประชาชนมีส่วนร่วมนะครับ ส่วนมากจะลืมเกษตรกรหมดไม่ค่อยจะมี ส่วนร่วมหรอกครับ อะไร ๆ ก็เอาอย่างอื่นหมด พอเกษตรกรไม่ค่อยได้มีโอกาส การมีศักดิ์ศรี ของมนุษย์ของแต่ละคนจะต้องมีปัจจัยสี่ ถ้าเทคโนโลยี ผมอยากจะกราบเรียนว่า ด้านเทคโนโลยีเมื่อวานนี้ ผมต้องขอบคุณท่านพันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ที่ได้เอ่ยนาม ท่านนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าด้านเทคโนโลยีในปัจจุบัน อนาคต มนุษย์เราต้องอยู่ควบคู่ กับเทคโนโลยี ประเทศเราจะขับเคลื่อนต่อไปในด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง และนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐจะต้องมีเทคโนโลยี แล้วประเทศชาติจะได้ทันต่อเหตุการณ์ ไม่ล้าหลังเขา อย่างนั้นที่เมื่อวานท่านพันตํารวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ท่านได้พูดถึง มาตรา ๑๗๙ และมาตรา ๒๘๔ ผมอาจจะเพิ่มเติมนิดหนึ่งว่ามาตรา ๑๗๙ ในการบริหาร ราชการแผ่นดิน รัฐมนตรีจะต้องดําเนินการตามบทบัญญัติแห่งรัฐ กฎหมาย และนโยบาย ที่ได้แถลงไว้ ตลอดจนยุทธศาสตร์นโยบายความมั่นคง ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่าส่วนมาก ผมเองในฐานะที่ไปเป็นบอร์ด (Board) ที่โน่นที่นี่ ผมเห็นรัฐมนตรีส่วนมากจะเอาตาม นโยบายของตัวไม่เคยนึกถึงยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ชาติที่เขาวางไว้ ในแผน ๔ ปี ๕ ปี เขาไม่สนใจ เขาจะเอานโยบายตัวเอง บางครั้งรัฐบาลที่ผ่านมา ๑ ถึง ๒ ปีเปลี่ยนรัฐมนตรี ๔ ครั้งที่ดูแลเกษตรก็เปลี่ยน ทุกท่านรัฐมนตรีก็เปลี่ยนนโยบายเป็นของตัวเองทั้ง ๔ ครั้ง แล้วพวกผมจะทําอะไรทัน เพราะฉะนั้นผมอยากจะกราบเรียนยุทธศาสตร์ต้องมีกํากับไว้ แล้วก็ต้องให้ทําตามยุทธศาสตร์ ทําอย่างไรไม่ให้เขาลบยุทธศาสตร์ทิ้ง ทําอย่างไร ถึงยุทธศาสตร์อยู่คู่กับประเทศไทยต่อไป ผมว่าท่านกรรมาธิการต้องนั่นนะครับ เพราะการ บริหารราชการแผ่นดินจะต้องสร้างระบบแล้วก็โดยเฉพาะเรื่องงบประมาณ ถ้าเขาไปทํา อย่างอื่นเราควรจะต้องพิจารณาเรื่องงบประมาณด้วย เมื่อกี้ผมฟังท่านศาสตราจารย์ชัชนาถ ท่านได้พูดในของจีเอ็ม (GM) เป็นพืชตัดต่อพันธุกรรม ประเทศไทยเราขณะนี้ถูกล้อมด้วยพืช จีเอ็ม เวียดนามก็ทําแล้ว อินโดนีเซียก็ทําแล้ว ฟิลิปปินส์ก็ทําแล้ว ผมไปดูมา ผมว่ามันเป็น ทางเลือกของคนจน ที่ผมไปดูเป็นทางเลือกของคนจน เราไม่ได้สนับสนุนให้พืชจีเอ็มจะต้อง มาปลูกในประเทศไทย แต่เราให้เป็นทางเลือกของพี่น้องเกษตรกรที่จน ๆ เพราะจากคนจนนั้น ๕ ปีเท่านั้นเขาสามารถจะพลิกฟื้นจากความจนของเขาในฟิลิปปินส์ให้รวยขึ้นได้ ยกตัวอย่าง อย่างนี้ ดังนั้นผมว่าพืชจีเอ็มไม่ใช่พืชที่โหดร้ายหรือพืชที่ทําอันตรายเท่าที่ควร เป็นทางเลือก ของพี่น้องเกษตรกร มันก็จะเป็นส่วนที่จะช่วยได้ ให้พี่น้องเกษตรกรได้มีโอกาสเข้ามาสู่ ความร่ํารวยเขาบ้าง เพราะว่าทุกวันเราก็รับประทานพืชจีเอ็มอยู่ตลอด กากถั่วเหลืองสั่งเข้า มาเท่าไร ทําไมไม่ห้ามล่ะครับ ห้ามกากถั่วเหลืองที่สั่งเข้ามาสิ เมื่อไม่ห้ามก็กินกันทุกวัน ใครกินน้ําถั่วเหลือง คนนั้นก็กินพืชจีเอ็มเข้าไปด้วย มะละกอก็เหมือนกันว่าหมด ๆ ที่จริงไม่หมดหรอกครับ มะละกอจีเอ็มทั้งนั้น แต่พืชบางพืช ผมอยากจะกราบเรียนว่า ถ้าไม่สามารถจะเป็นจีเอ็มได้ อย่างข้าวโพดอย่างนี้ ที่ผมไปดูมาข้าวโพดเขาสามารถจะเพิ่ม ผลผลิตได้เท่าตัวกว่า ดังนั้นผมคิดว่าโอกาสของเกษตรกรที่ยากจนก็มีโอกาสรวย แล้วเขาไม่ได้แบมือขอรัฐบาลเลยแม้แต่บาทเดียว ผมไปสัมภาษณ์เขามา เขาบอกว่า เขาสามารถจะหยิบยื่นจากตัวแทน ตัวแทนก็ไม่ใช่มีคนเดียว ตัวแทนมี ๕ บริษัทในฟิลิปปินส์ เขาจึงสามารถมีคนกลาง เริ่มตั้งแต่ปลูกเม็ดพันธุ์จนกระทั่งเก็บเกี่ยว คนกลางจะมาดูให้ ถามว่าคนกลางได้รับการช่วยเหลือจากที่ไหน เขาบอกว่าไม่ได้เลย เพราะว่าเขาไม่ต้องพึ่งใครเลย เพราะว่าเขาต้องการที่จะทําเงินของเขาเอง ดังนั้นผมว่ามันเป็นพืชที่ผมต้องสนับสนุน ศาสตราจารย์ชัชนาถด้วยว่าสมควรอย่างยิ่งที่จะต้องหันไปดูแล และหันไปเอาใจใส่ ในทางเลือกของเกษตรกร ขอกราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ คุณอุทัย ถัดไปเรียนเชิญคุณโกเมศ แดงทองดี คุณโกเมศจะใช้ ๒๐ นาทีเลยใช่ไหมครับ
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม นายโกเมศ แดงทองดี สมาชิกสภาปฏิรูป ลําดับที่ ๑๗ จากจังหวัดราชบุรี กระผมขออภิปรายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับร่างนี้ซึ่งถูกกําหนดในร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๙๕ และมาตรา ๒๙๕ เพื่อสนับสนุนความคิดและแนวทางในการปฏิรูปการกีฬา ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา ในฐานะที่กระผมเป็นกรรมาธิการและเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างการกีฬา ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณและชื่นชมยินดี ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่ได้ดําเนินการยกร่างด้วยความวิริยะอุตสาหะ จนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย และได้มอบให้กับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๘ เพื่อให้ประธานกรรมาธิการและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ศึกษาและได้นํามาอภิปรายในโอกาสนี้ ผมได้อ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วมีความเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีฉบับหนึ่งในด้านเนื้อหาสาระ และวิธีดําเนินการ ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางกรอบแนวทางในการร่างไว้ อย่างรอบคอบ รัดกุม โดยเฉพาะเจตนารมณ์ในการยกร่างที่ว่าจะแก้ไขปัญหาในอดีต และสร้างความก้าวหน้าในอนาคต นอกจากนั้นการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ในกระบวนการร่างอย่างกว้างขวาง โดยแสดงความคิดเห็นผ่านสมาชิก สปช. จังหวัด ทั้ง ๗๖ จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวมตลอดถึงการแสดงความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านต่าง ๆ และผู้แทนพรรคการเมืองเป็นจํานวนมาก ที่สําคัญยังได้นํามิติใหม่คือได้แสดง เจตนารมณ์ในแต่ละมาตรา ส่วนนี้จะทําให้สามารถแก้ไขปัญหาด้านการตีความเมื่อเกิดปัญหา การตีความ อย่างไรก็ตามคงจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอีกจากสมาชิก สปช. ในถ้อยคํา และสาระสําคัญต่าง ๆ ในร่างนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องมีความเห็นไม่เหมือนกัน การกีฬาถูกบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในภาค ๒ หมวด ๒ มาตรา ๙๕ และหมวด ๔ หมวด ๒ มาตรา ๒๙๕ (๓) ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่มีคําว่า กีฬา ถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพราะว่ารัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับที่ ๑ ถึงฉบับที่ ๑๙ ไม่เคยมีปรากฏคําว่า กีฬา เลยทําให้ คิดว่าที่ผ่านมากีฬาไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร จึงทําให้การกีฬาในประเทศของเรา ล้าหลังไม่สามารถที่จะทัดเทียมกับนานาประเทศได้ อีกทั้งกีฬาไม่สามารถที่จะอํานวย ประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับประชาชน ชุมชน สังคม ประเทศชาติได้อย่างดี ทั้ง ๆ ที่กีฬานั้น มีความสําคัญต่าง ๆ อย่างมากมาย ท่านประธานครับการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ มีเจตนารมณ์หลักเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ความเจริญอย่างยั่งยืน ดังนั้นการบรรจุ ถ้อยความดังกล่าวในมาตรา ๙๕ และมาตรา ๒๙๕ (๓) ย่อมหมายถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนารมณ์ ในการที่จะให้มีการปฏิรูปกีฬาอย่างแท้จริง ภายใต้หลักการ ๔ ประการคือ
๑. มีความทันสมัย คือสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงสังคมโลก
๒. มีมาตรฐาน คือมีรูปแบบและการดําเนินกิจกรรมตามที่กําหนดไม่น้อยกว่า มาตรฐานที่ใช้กันในระดับสากล
๓. อย่างทั่วถึง คือมีความเพียงพอและครอบคลุมไปทุกพื้นที่ของประเทศ โดยที่ประชาชนทุกคนทุกถิ่น ทุกท้องที่ต้องมีโอกาสเข้าถึงบริการการกีฬาของภาครัฐ อย่างถ้วนหน้า
๔. มีความเป็นธรรม คือประชาชนทุกระดับและทุกประเภท อาทิ เด็ก เยาวชน คนวัยทํางาน ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้บกพร่องทางร่างกาย สามารถได้รับ โอกาสร่วมกิจกรรมออกกําลังกาย กิจกรรมกีฬาทุกประเภทอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติเป็นการลดความเหลื่อมล้ําให้หมดสิ้นไป นอกจากนั้นยังมีสาระสําคัญ อีกประการตามบทบัญญัติในมาตรา ๙๕ และมาตรา ๒๙๕ (๓) ยังเน้นให้ภาครัฐและ หน่วยงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศาสนสถานมีหน้าที่ดําเนินการตามเจตนารมณ์ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ การกีฬามีความสําคัญต่อการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านสุขภาพพลานามัยและด้านจิตใจ เป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้ ประชาชนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม นําไปสู่การ มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเมือง ถูกนําไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว ชุมชนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั่วโลกจะอาศัยกระบวนการของกีฬาเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างเครือข่ายชุมชน ตลอดจนสร้างจิตสํานึกในการดํารงชีวิตที่มีคุณธรรม มีวินัยและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เคารพในสิทธิของตนเองและผู้อื่นซึ่งเป็นรากฐานที่ดีของสังคม ในประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน สามารถใช้กีฬาสร้างรายได้อย่างจํานวนมาก และพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมกีฬาที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดขนาดใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของธุรกิจโลก ในประเทศไทยของเราการบริหารจัดการด้านกีฬาประสบปัญหาหลายด้าน ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างองค์กรที่เกิดจากการรวมด้านการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าด้วยกัน โดยคิดว่ากิจกรรมทั้งสองด้านจะสนับสนุนซึ่งกันและกันและควบรวมกันได้ แต่ในความเป็นจริงกิจกรรมทั้งสองอย่างมีเพียงบางส่วนสามารถดําเนินการไปด้วยกันได้เท่านั้น ปัญหาการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมถึงอุดมศึกษาจํานวนชั่วโมงพลศึกษา ที่เคยมีมาแต่ในอดีตหายไป หลักสูตรการเรียนปกติไม่เหมาะสมกับการส่งเสริมนักกีฬา โดยเฉพาะกีฬาเพื่อความเป็นเลิศและการเป็นนักกีฬาอาชีพ ปัญหาทางด้านกฎหมาย การกีฬา โดยเฉพาะด้านภาษี ปัญหาการนําแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติสู่การปฏิบัติไม่บรรลุ เป้าหมาย จะเห็นได้จากแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๔ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๕๐ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๔ ทั้ง ๖ ยุทธศาสตร์ ไม่มียุทธศาสตร์ใดบรรลุเป้าหมายแม้แต่ยุทธศาสตร์เดียว ปัญหาการ ไม่สามารถนํากีฬามาสร้างรายได้หรือพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมกีฬา ได้มีกีฬาเพียง บางประเภทเท่านั้นที่ทํารายได้ให้กับประเทศของเรา เช่น มวยไทยไฟท์ (Thai fight) และ กีฬาฟุตบอล เป็นต้น จากความสําคัญและปัญหาดังกล่าวภาครัฐจึงควรให้ความสําคัญในการที่จะแก้ปัญหา ให้ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกระดับได้รับประโยชน์สูงสุดร่วมกัน จากการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือผลักดันสังคมไทย รวมถึงสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศ และพัฒนาไปทุกด้านเฉกเช่นเดียวกับประเทศ ที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ดังนั้นคณะกรรมาธิการการกีฬาจึงได้วางแนวทางการปฏิรูปกีฬาโดยได้ นํารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งกําหนดให้สภาปฏิรูป แห่งชาติมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ๑๑ ด้าน ด้านที่ ๑๑ ด้านอื่น ๆ สภาแห่งนี้เสนอเพิ่มเติมปฏิรูปอีก ๗ ด้านรวมเป็น ๑๘ ด้าน และการปฏิรูป ด้านกีฬาเป็น ๑ ใน ๑๘ ด้าน ทั้งนี้ สปช. เองได้กําหนดวาระการปฏิรูปไว้ ๓๖ วาระ และ ๗ วาระการพัฒนา การปฏิรูปกีฬาเป็น ๑ ใน ๓๖ วาระการปฏิรูป อยู่ในกลุ่มงานที่ ๕ ก็คือกลุ่มระบบ การศึกษา การพัฒนาคน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและปัญญาของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับ ประเด็นยุทธศาสตร์ของ คสช. ในยุทธศาสตร์ที่ ๒ คือการพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน ในวาระของการปฏิรูปการกีฬานั้น คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา ได้กําหนดแนวทางการปฏิรูปไว้ ๓ แนวทาง ในแนวทางที่
๑ คือการกําหนดวัตถุประสงค์ในการปฏิรูป
๒ คือสร้างผู้ขับเคลื่อนในการปฏิรูป
๓. คือกระบวนการปฏิรูป
แนวทางที่ ๑ ก็คือวัตถุประสงค์ในการปฏิรูป เป็นสิ่งจําเป็นในการปฏิรูปการกีฬา เพราะต้องตอบให้ได้ว่าปฏิรูปกีฬาไปทําไม การกีฬาเป็นอย่างไรจนต้องมีการปฏิรูป ถ้าตอบไม่ได้ การปฏิรูปก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการต่อไปได้
ในประเด็นที่ ๒ คือสร้างผู้ขับเคลื่อนในการปฏิรูป ผู้ที่จะทําหน้าที่ขับเคลื่อน การปฏิรูปการกีฬานั้นไม่ใช่ใครก็มาทําได้ ผู้ที่จะมาทําการขับเคลื่อนการปฏิรูปกีฬาจะต้อง เป็นผู้ที่มีความรู้ มีความเข้าใจ มีประสบการณ์ในด้านกีฬาอย่างมาก ทั้งกีฬาในประเทศและ กีฬานานาประเทศ และครอบคลุมงานทางด้านกีฬาทุก ๆ ด้าน ผู้ขับเคลื่อนปฏิรูปในครั้งนี้ จะประกอบไปด้วย
๑. คณะอนุกรรมาธิการยกร่างถ้อยคําในรัฐธรรมนูญ
๒. คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
๓. คณะอนุกรรมาธิการบริหารจัดการ
๔. คณะอนุกรรมาธิการด้านกฎหมาย และ
๕. คณะอนุกรรมาธิการโครงสร้างกระทรวงกีฬา
นอกจากคณะอนุกรรมาธิการทั้ง ๕ แล้ว กรรมาธิการกีฬาได้เชิญกรรมาธิการ การศึกษาและกีฬาของ สนช. นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมเป็น ผู้ขับเคลื่อนอีกด้วยเป็นจํานวนมาก ในกระบวนการปฏิรูป คณะอนุกรรมาธิการยกร่างถ้อยคํา ในรัฐธรรมนูญจะดําเนินการพิจารณาถ้อยคําลงในรัฐธรรมนูญ โดยจะให้ถ้อยคํานั้น ครอบคลุมกับการพัฒนาทางด้านการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในทุกระดับและครอบคลุม การบริการทางด้านกีฬาทุกด้าน คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนจะออกไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน คณะอนุกรรมาธิการนี้จะรับฟัง ความเห็นด้านการปฏิรูปกีฬาทั่วทุกภาคของประเทศ รวมทั้งจังหวัดใหญ่ ๆ และเป็น ศูนย์กลางของหลาย ๆ จังหวัด เช่น จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสุโขทัย จังหวัดนราธิวาส จังหวัดชลบุรี จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากนั้นยังได้ ร่วมกับกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของ สปช. ในการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนจาก สปช. ทั้ง ๗๖ จังหวัดและกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการการกีฬา จะได้ดําเนินการรวบรวมประเด็นความคิดเห็นต่าง ๆ ทั้งหลาย เพื่อการปฏิรูปต่อไป คณะอนุกรรมาธิการบริหารจัดการ คณะอนุกรรมาธิการนี้มีหน้าที่ ดําเนินการวิเคราะห์ รวบรวม ศึกษาองค์ความรู้ต่าง ๆ ในเรื่องการกีฬาทั้งในประเทศและ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกีฬาเพื่อสุขภาพ กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กีฬาอาชีพ กีฬามหาชน สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา อุตสาหกรรมการกีฬา กีฬาเพื่อสันติสุข ภาษีเพื่อการกีฬา เป็นต้น นอกจากนั้นคณะอนุกรรมาธิการบริหารจัดการต้องดําเนินการ วางแผนจัดการใน ๔ เป้าหมาย คือด้านบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์การกีฬาและ การบริหารจัดการในองค์กร แล้วรวบรวมข้อมูลให้กับคณะทํางานที่เกี่ยวข้องต่อไป คณะอนุกรรมาธิการ ด้านกฎหมายจะทําหน้าที่ศึกษา พ.ร.บ. กีฬา ทั้งหมดเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับ สถานะการงาน และอํานาจหน้าที่ของกระทรวงและองค์กรในกระทรวงเพื่อให้มีผลบังคับใช้ ตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมาธิการโครงสร้างและกระทรวง จะทําหน้าที่ รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งหมดที่อนุกรรมาธิการ ทั้งหลายและข้อมูลจากคณะอนุกรรมาธิการอื่น ๆ ใน สนช. นะครับ รวมตลอดจนถึงของ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาทั้งหมดมาทําการศึกษา วิเคราะห์อย่างละเอียด หลังจากนั้นจึงไปเขียนเป็นโครงสร้างและองค์กรในกระทรวงกีฬา ภาระงาน สถานะและอํานาจหน้าที่ขององค์กรในกระทรวงกีฬา ทั้งนี้จะมีคณะอนุกรรมาธิการ ด้านกฎหมาย นิติกรจากคณะกรรมการกฤษฎีกา และเจ้าหน้าที่ในคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดําเนินการ ทั้งนี้เพื่อความสมบูรณ์ในการจัดทํา โครงสร้างของกระทรวงกีฬาต่อไป ในด้านของการปฏิรูปด้านกีฬานั้น คณะกรรมาธิการ การกีฬาได้สรุปแนวทางในการปฏิรูปไว้ ๒ ด้าน คือ ๑. คือด้านโครงสร้าง และ ๒. ด้านการบริหารจัดการ ในด้านที่ ๑ แยกกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ตาม พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จากการรับฟังความคิดเห็นของ หน่วยงานพบว่า มีปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย การดําเนินงานเช่นเนื้องานของทั้ง ๒ ส่วน มีลักษณะที่แตกต่างกัน เพราะการท่องเที่ยวจะอยู่ในกลุ่มงานด้านเศรษฐกิจ ส่วนการกีฬา เป็นเรื่องทางสังคม หรือแม้กระทั่งปัญหาของบุคลากรภายในองค์กรที่แต่งตั้งคนทํางาน ไม่สอดคล้องกับความรู้ความสามารถที่มีอยู่ หลังจากได้พิจารณาแนวทางต่าง ๆ แล้วจึงมี ความเห็นว่าควรจะแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน ทั้งนี้เพื่อให้การ พัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในแต่ละด้าน อย่างแท้จริง ๒. ส่งเสริมการตั้งมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ๓. ปรับปรุงด้านกฎหมาย โดยการจัดตั้งองค์กร ปฏิรูปกฎหมายเพื่อปรับปรุงกฎหมายด้านกีฬาให้สอดคล้องกับสภาวะของประเทศ และระดับนานาชาติ ส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรที่เกี่ยวข้องด้านการกีฬาเข้ามามีบทบาท ในการออกกฎหมายและการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต อีก ๑ นาทีครับ
สรุปเลยได้ไหมครับ
การปฏิรูปในการบริหารจัดการก็คือ ผลักดัน แผนพัฒนาการกีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๕ ทั้ง ๖ ยุทธศาสตร์ ได้แก่ ยุทธศาสตร์การพัฒนากีฬา ขั้นพื้นฐาน ยุทธศาสตร์การพัฒนาการออกกําลังกาย การเล่นกีฬาเพื่อมวลชน ยุทธศาสตร์ การพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ ยุทธศาสตร์การพัฒนากีฬาเพื่อการอาชีพ ยุทธศาสตร์ การพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา และยุทธศาสตร์การพัฒนาการบริหารการกีฬา และออกกําลังกายให้บรรลุวัตถุประสงค์ เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกเพศ ทุกวัย ได้รับ ประโยชน์จากการกีฬาสูงสุด ๒. ส่งเสริมด้านโครงสร้างพื้นฐานทางด้านกีฬา ๓. ส่งเสริมการกีฬา ให้พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมของกีฬา จากกรอบแนวความคิดในการจัดตั้งกระทรวงกีฬานั้น ได้กําหนดโครงสร้างคร่าว ๆ ในการที่จะตั้งกระทรวงกีฬา ซึ่งจะประกอบไปด้วยหน่วยงาน และองค์กรต่าง ๆ ดังนี้
ท่านโกเมศครับ ขออนุญาตให้เสนอเป็นลายลักษณ์อักษรหลังจากนี้ได้ไหมครับ เกิน ๑ นาที ขอบคุณมาก ๆ ครับ
ครับ ขอบคุณครับ ผมก็ขออนุญาตจบแต่เพียงเท่านี้ครับ
ขอบคุณครับ ถัดไปคุณชัยพร ทองประเสริฐ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ คุณศานิตย์ นาคสุขศรี แล้วก็ ดอกเตอร์อมรวิชช์ นาครทรรพ นะครับ เชิญคุณชัยพร ทองประเสริฐ ครับ ๑๐ นาที
ท่านประธานสภา ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านกรรมาธิการ กระผม นายแพทย์ชัยพร ทองประเสริฐ สปช. จังหวัดอํานาจเจริญครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณแล้วก็ชื่นชมที่คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้อุตสาหะภายใต้ระยะเวลากรอบจํากัด แล้วก็ภาวะพิเศษ ซึ่งมีเงื่อนไข หลายประการ ซึ่งเราต้องมาช่วยกันในการที่จะฟื้นฟูประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์มั่งคั่ง มั่นคง ยั่งยืน แล้วก็สันติสุข อย่างไรก็ตามภายใต้การแก้ไขปัญหาเหล่านี้ สิ่งหนึ่งซึ่งเรารอคอยก็คือว่า กรอบกติกาที่จะมาเป็นหลัก สถานการณ์ของประเทศเกิดความแตกแยก มีความรุนแรง มีการทุจริต มีการหาผลประโยชน์ส่วนตัวและพรรคพวก มีการโทษกันไปโทษกันมา ปัจจัยที่ เกี่ยวข้องเยอะมาก และปัจจัยหลายอย่างน่าจะนําประเทศไปสู่ความถดถอยในอนาคตได้ ถ้าเราไม่ร่วมมือกัน อย่างไรก็ตามหลายฝ่ายในขณะที่เกิดปัญหาก็มีการโทษกันนะครับว่า นักการเมืองโกงกิน ข้าราชการตามน้ํา สื่อขายตัว เมื่อไรข้าราชการ นักธุรกิจมาเจอกับ นักการเมือง โกงแน่ ปัญหาของประเทศภายใต้ความสับสนวุ่นวายอย่างนี้ละครับ ในสถานการณ์พิเศษอย่างนี้ เราต้องถือวิกฤติเป็นโอกาส ถ้าเราสาวลึกลงไปว่าพื้นฐานของปัญหาเกิดจากอะไร ของประเทศ ปัจจัยที่สําคัญก็คือว่าที่มันเกิดความแตกแยก ความรุนแรง เนื่องจากมันมี ความเหลื่อมล้ํามากเกินไปในสังคม คนรวยจํานวนน้อยรวยมาก คนจนจํานวนมากจนจริง ๆ ขาดโอกาส แล้วภายใต้ปัญหาของการรวบรวม มีการรวมอํานาจ การกระจุกอํานาจ ทําให้มี โอกาสของการบิดเบือน เล่นพรรค เล่นพวก หาผลประโยชน์ แล้วก็โกงกินทุจริต ผมก็ดีใจนะครับว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญชุดนี้ได้ไปดําเนินการภายใต้ระยะเวลาที่จํากัดแล้วก็รับฟัง เสียงจากทุกฝ่าย ในขณะที่พวกเราเองรับฟังเสียงมาจากภาคประชาชน คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเองก็ฟังเสียงทั้งจาก สนช. ทั้งจากพรรคการเมือง แล้วก็ภายใต้สถานการณ์ แบบนี้แล้วอยากจะให้หลาย ๆ เรื่องได้บรรจุเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเป็นบรรทัดฐานได้ เรื่องความยาวมันก็หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่อย่างไรก็ตามถ้าสมมุติว่ามันจะกะทัดรัด เป็นไปได้ ก็จะเป็นประโยชน์ มีหลายคนได้พูดไปถึงเรื่องของการที่จะลดความเหลื่อมล้ํา คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้กรุณาแบ่งเป็นในเรื่องของหมวดสิทธิ แนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐและการปฏิรูป มีการพูดถึงเรื่องสถาบันการเมือง มีการพูดถึงเรื่องสิทธิ หมายถึงการสร้างความเข้มแข็งในฐานรากของชุมชนท้องถิ่นกันไปพอสมควรแล้ว ในเวลาที่ จํากัดผมเองก็ต้องขอเรียนประธานอย่างนี้นะครับ ถ้าผมเกินเวลา ๑๐ นาที ผมก็ขอเอาไปหัก ในรอบสองที่ผมจะพูดภาค ๔ ในเรื่องของการปฏิรูป ในส่วนที่สําคัญที่สุดก็คือการจัดการ ภาครัฐ การจัดการภาครัฐตามระเบียบบริหารราชการแผ่นดินซึ่งมีส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น มันมีส่วนท้องถิ่นมาก วันนี้ส่วนราชการเองเวลาปฏิรูปเราก็รู้ว่าส่วนราชการ อุ้ยอ้าย ไม่มีประสิทธิภาพ ซ้ําซ้อน ถ้าเราแลหลังไป ถ้าเราอยากปฏิรูประบบราชการก็เอา ข้าราชการมาคุยกันเพื่อลดกําลังภาครัฐจาก ๑๔ กระทรวงมันก็เลยเหลือ ๒๐ กระทรวง จาก ๑๓๐ กรม มันก็เกือบจะ ๒๐๐ กว่าแล้ว เพราะฉะนั้นภาครัฐเองไม่มีประสิทธิภาพและ ซ้ําซ้อนวันนี้ท้องถิ่นมาก มีการพยายามที่จะให้มีการกระจายและมอบภารกิจไปท้องถิ่นก่อน รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เป็นแผน แผนมันก็ไม่ต้องทํา รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ จึงรู้ว่าถ้าทําเป็น แผนเฉย ๆ ไม่ได้ต้องออกเป็น พ.ร.บ. แผน ต้องมีสภาพบังคับ พอออกเป็น พ.ร.บ. แผน ก็จะเห็นว่ามี พ.ร.บ. ออกมาขั้นตอนที่ ๑ การกระจายอํานาจจะเห็นว่าภายใต้สถานการณ์ ที่มีทุกข์บีบคั้นภัยคุกคามก็จะกระตือรือร้นกันนะครับ ปี ๒๕๔๙ ได้กําหนดทั้งระยะเวลาและ เป้าหมาย ปริมาณ พอใกล้จะปี ๒๕๔๙ ก็ดิ้นรนกันไป ก็ที่บอกนะครับ ถ้าไม่มีเหตุการณ์พิเศษ ปี ๒๕๔๙ ก็ผิดกฎหมายกันเยอะเลย ในเรื่องนี้ละครับสําคัญ เพราะฉะนั้นในการลดความเหลื่อมล้ํา ในการที่จะวางโครงสร้างให้มีประสิทธิภาพการปฏิรูปประเทศจึงสําคัญ เรารู้ว่าจะต้องมีเรื่อง ที่จะต้องทํามาก ถ้าเราคิดแบบเดิม ๆ ว่าถ้ามีเรื่องจะต้องทํามากก็ต้องตั้งหน่วยงานเพิ่ม แล้วหน่วยงานที่เพิ่มก็เพิ่มไป ท้องถิ่นอยากทํางานอะไรก็เพิ่มไป ไม่มีปัญหาถ้ามีคนจ่ายเงิน แล้วเงินพอ ซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ มันเค้กก้อนเดียวกัน ในสถานการณ์การกระจายอํานาจมันจึง ไม่เกิดขึ้น เรามีประสบการณ์เรียนรู้จากสถานการณ์ พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนฯ ว่า การกระจายอํานาจมันจะต้องดูว่าเจ้าของอํานาจเดิม ดูภารกิจและความพร้อมของคน จะรับอํานาจเดิมนี่มันอาจจะมีจุดอ่อน เพราะเราเร่งตามแผนแรก ๒๖๘ ภารกิจ เดินได้น้อย มากครับ แล้วสําคัญที่สุดปริมาณงานนี่ เจ้าของอํานาจเองโดยธรรมชาติไม่มีใครอยากจะสูญเสียอํานาจ และสําคัญอีกอันหนึ่งก็คือหน่วยงานที่เราจะต้องรองรับภารกิจในขณะที่ใหม่ แล้วยังไม่พร้อม ก็จะมีปัญหา วันนี้ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญในส่วนของการ กระจายอํานาจท่านตั้งเอาไว้เป็นหมวด ในหมวด ๗ ๖ มาตรา แล้วในหมวดของการปฏิรูปอีก ๑ มาตรา ในส่วนนี้ผมคิดว่าผมจะขอใช้เวลาภาคหลังไปพูดถึงในเรื่องของการปฏิรูปการ กระจายอํานาจ แต่ผมอยากจะตั้งข้อสังเกต แล้วชวนมาดูว่าประสบการณ์ถ้าไม่มีสถานภาพ บังคับไม่สร้างสถานการณ์ว่าทุกคนจะต้องกระจายเป็นภารกิจ มันก็จะเป็นปัญหาการ เจริญเติบโตขึ้นของทุกหน่วยงาน สร้างอาณาจักรตนเอง เป็นภาระของประเทศ
มาดูมาตรา ๘๒ ก็ขอดู (๓) นะครับ การกระจายอํานาจและการจัดภารกิจ อํานาจหน้าที่และขอบเขตความรับผิดชอบที่ชัดเจนระหว่างส่วนราชการ ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น รวมทั้งพัฒนาจังหวัดที่มีความพร้อมให้เป็นองค์กรบริหารท้องถิ่นขนาดใหญ่ โดยคํานึงถึงเจตนารมณ์ของประชาชนในจังหวัดนั้นผมก็ว่าได้ใจเยอะนะครับ แล้วถ้าเขียน อย่างนี้ก็น่าจะดีสิครับ
มาดูต่อไป วรรคสอง ต่อจาก (๗) เป็นวรรคสอง การจัดทําบริการสาธารณะใด ที่องค์กรบริหารท้องถิ่น ชุมชน หรือบุคคล มีในเจตนารมณ์แล้วนะว่าบุคคลหมายความว่าอะไร สามารถดําเนินการได้โดยมีมาตรฐานคุณภาพและประสิทธิภาพไม่น้อยกว่ารัฐ ถ้าคนอื่นทําได้ หน่วยงานอื่นทําได้ไม่น้อยกว่ารัฐ รัฐพึงกระจาย ฟังดูถ้าจะดีนะ แต่ว่าผมเรียนนะครับว่า ถ้าเขียนอย่างนี้จะไม่กระจาย เรามีประสบการณ์ พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนฯ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แล้ว ขนาดมีกฎหมาย มีสภาพบังคับก็ยังไม่เดิน รัฐพึงกระจาย ภารกิจดังกล่าวให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน หรือเอกชนดังกล่าวดําเนินการภายใต้ การกํากับดูแลที่เหมาะสมจากรัฐ แล้วจะต้องเขียนว่าอะไร ผมไม่ต้องคิดใหม่หรอกครับ ท่านลองไปดูมาตรา ๒๑๑ วรรคสอง ดูนะครับ ก็เขียนไว้ดีแล้วนี่ครับ ทําไมไม่ใช้คําเหมือนเดิม วรรคสอง ข้อความเกือบเหมือนกันเลย การกระทําบริการสาธารณะใดที่ชุมชนหรือบุคคล สามารถดําเนินการได้โดยมีมาตรฐาน คุณภาพและประสิทธิภาพไม่น้อยกว่าองค์กรบริหารท้องถิ่น หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องกระจายครับ อันนี้ผมเห็นว่า ๑.นี่นะครับ ฝากนิดเดียวครับ ไปดูเจตนารมณ์ ๒ มาตรานี้การนิยามศัพท์จะไม่เหมือนกัน ท่านก็ไปแก้เสีย ให้มันตรงกัน แล้วก็เติมไปเสีย ผมขอต่อเลยนะครับ จะไปหักเวลาช่วงหลังครับ แล้วถ้าท่าน จะกรุณา แล้วเห็นประโยชน์ว่าภาครัฐวันนี้เราก็เห็นพวกเรากันเองนี่มานั่ง ไม่มีการเสนอ องค์กรไหนยุบได้หรอกครับ แต่ว่าในเจตนารมณ์ของท่านว่าถ้าการจัดบริการที่เขาพร้อม แล้วเขาได้ดีต้องไปตามกฎหมายมันก็ยุบโดยปริยายอย่างนี้เป็นไปได้ เพราะฉะนั้นก็ต้องขอ ความกรุณาท่านว่าถ้าจะให้มันเกิดการกระจายอํานาจจริง ๆ มันก็จะต้องเขียนซึ่งท่าน ก็เจตนาดีแล้วละครับ ก็เขียนเสียให้ชัดว่าบังคับ ว่าจะต้องกระจายไป ถ้าเขาจัดได้ดีกว่า เพราะว่าเดิมเรามีข้อมาทักท้วงกันว่าท้องถิ่นไม่พร้อม วันนี้มันก็เขียนชัดแล้วว่าเขาจัดได้ดี แล้วก็ได้ดีกว่า การกระจายอํานาจมันจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่มีประสิทธิภาพและค่าใช้จ่ายต่ํา วันนี้ถ้าเกิดปัญหาซึ่งเขายกคําพังเพยว่าถ้าไฟไหม้อยู่เชียงใหม่ ไฟไหม้สุราษฎร์ธานี ไฟไหม้ อุบลราชธานีจะเอาน้ําจากเจ้าพระยา เอาคนจากคนกรุงเทพฯ ไปดับนี่มันไม่ทันหรอกครับ การกระจายอํานาจจึงเป็นแนวทางของการปฏิรูปในการพัฒนาระบบของรัฐ ผมจะเชื่อมไว้นิดหนึ่งนะครับ เพราะว่าไว้เวลาถึงภาคปฏิรูปเดี๋ยวจะไม่มีโอกาสได้พูด ว่าในส่วนของท้องถิ่นที่ท่านเขียนไว้ในมาตรา ๒๘๕ ท่านกําหนดระยะเวลาในเรื่องของการ ที่จะให้มีองค์กร การจัดองค์กรท้องถิ่นได้ แต่สําคัญที่สุดผมฝากนิดเดียวครับ เรามีประสบการณ์แล้ว ท่านต้องกําหนด หาทางที่จะกําหนดให้มีปริมาณระยะเวลาซึ่งต้อง กระจายในหมวดปฏิรูปด้วย วันนี้ผมก็อยากจะขอขอบพระคุณในส่วนของกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญที่ดูแลเรื่องท้องถิ่นนะครับ แล้วท่านก็ประสานกัน ปรึกษากันตลอด แล้วเรื่องนี้ มันต้องเชื่อมกันหลายอย่าง ผมเองขออนุญาตอภิปรายในเบื้องต้นเท่านี้นะครับ แล้วเรื่องนี้ จะต่อในเรื่องของการปฏิรูปอีกทีครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
ตกลงท่านใช้ไป ๑๒ นาที ๑๕ วินาที เชิญ ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ ครับ คุณจิตร์เหลือ ๕ นาทีนะครับ
ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ : กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยเอก จิตร์ ศิรธรานนท์ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม ขออภิปรายในมาตรา ๘๘ นะครับ ซึ่งอยู่ในภาค ๒ หมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๘ นั้นขอเสนอแนะในวรรคสอง วรรคหนึ่งนั้นคงไม่มีข้อเสนอแนะใด ๆ ทั้งสิ้น ในวรรคสองนั้นขอให้ใช้ข้อความใหม่ดังนี้นะครับ รัฐต้องส่งเสริมระบบเศรษฐกิจแบบเสรี อย่างเป็นธรรม เกิดการกระจายรายได้สูงสุดและลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคม มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน และนําหลักธรรมาภิบาลมาใช้ในการประกอบกิจการ รวมทั้งส่งเสริม และสนับสนุนให้องค์กรภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทในทางเศรษฐกิจทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น เพื่อให้เกิดความเข้มแข็งในทางเศรษฐกิจของประเทศ คุ้มครอง ส่งเสริม และขยายโอกาสในการประกอบอาชีพของประชาชน และต้องป้องกันการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม ส่วนวรรคสามและวรรคสี่คงเดิมนะครับ ด้วยเหตุผล ดังต่อไปนี้นะครับ เนื่องจากปัจจุบันนี้เศรษฐกิจของประเทศไทยถูกผูกขาดโดยทุนใหญ่ นะครับ ท่านจะเห็นว่าการค้าในปัจจุบันนี้โดยเฉพาะในภาคของการค้าปลีก ค้าส่ง จะมีโมเดิร์น เทรด (Modern trade) กับเทรดดิชันนอล (Traditional) คือการค้าแบบใหม่ กับการค้าแบบโบราณซึ่งเราเห็นกันก็คือพวกโชห่วย การค้าปลีกแบบใหม่นั้นจะเห็นว่า ประกอบไปด้วยธุรกิจใหม่ ๆ อย่างเช่น ดิสเคาท์ สโตร์ (Discount store) หรือซุปเปอร์ เซนเตอร์ (Super center) ที่รู้จักใน ๓-๔ รายยักษ์ใหญ่นะครับ ประเภทที่ ๒ คือซุปเปอร์มาร์เก็ต (Supermarket) ประเภทที่ ๓ คือ ดีพาร์ทเมนท์ สโตร์ (Department store) ประเภทที่ ๔ คือ คอนวีเนียนซ์ สโตร์ (Convenience store) ซึ่งขณะนี้รายเดียวก็มีตั้ง ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ สาขา แล้วนะครับ ประเภทที่ ๕ คือโฮลเซล แคช แอนด์ แคร์รี (Wholesale cash and carry) อันนี้ก็มีแมคโครประเภทเดียว ประเภทที่ ๖ คือสเปเชียลตี สโตร์ (Specialty store) อย่างบูธกับวัตสัน ประเภทที่ ๗ แคททีคอรี คิลเลอร์ (Category killer) นะครับ อันนี้เดี๋ยวนี้ ก็เลิกไปแล้ว ประเภทที่ ๘ เกิดใหม่ครับ ดิสเคาท์ คอนวีเนียนซ์ สโตร์ (Discount convenience store) มีการลดราคาในส่วนนี้ และประเภทที่ ๙ ขณะนี้คือ คอมมูนิตี มอลล์ (Community mall) นะครับ ทั้ง ๘-๙ ประเภทนั้นก็นําหน้าเทรดดิชันนอล ไปแล้ว แล้วโดยขณะนี้ถ้าจะติดตามจะเห็นว่าการค้าปลีกโดยเฉพาะในส่วนของค้าปลีก ขนาดใหญ่ซึ่งมี ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ สาขาทั่วประเทศ เขากําลังขยายกิจการที่จะครอบคลุม ไปหมด ไม่ว่าจะเป็นอาหารตามสั่ง แม้กระทั่งตอนนี้มีการซักเสื้อซักผ้านะครับ แล้วล่าสุดก็คือ มีไวท์ ฮอร์ส (White horse) คือม้าขาว คือจัดส่งสินค้าทั่วประเทศ ซึ่งขณะนี้ยังไม่รู้จะมี อะไรอีก อนาคตอาจจะขายหวย ขายอะไรก็ไม่รู้ ที่จะตามมา สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือว่าที่ให้มี การเพิ่มเติมในส่วนของมีเกิดการกระจายรายได้สูงสุดก็เพราะว่าการที่เสรีและเป็นธรรม มันเป็นในแง่ของกฎหมาย เพราะฉะนั้นเขาทําการค้าเสรีและเป็นธรรมในแง่กฎหมาย แต่ไม่เกิดการกระจายรายได้ เกิดกระจุกตัว ประชาชนคนไทยจะเอาอะไรกินนะครับ อนาคตข้างหน้าคงไม่มีอาชีพ อาหารตามสั่งแน่นอนครับ ต้นทุนของเขานั้นทั้งซัพพลาย เชน (Supply chain) ราคาถูกหมด แต่ของประเภทร้านเล็ก ๆ นั้นอยู่ไม่ได้เพราะต้นทุนสูง กาแฟสดข้างนอก ๔๕ บาท ๕๕ บาท แต่ของเขาประมาณ ๓๕ บาทนะครับ เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดการสยายปีกในส่วนนี้ไปแล้ว และตอนนี้กําลังดีล (Deal) กับห้างใหญ่ห้างหนึ่งนะครับ เพราะฉะนั้นทั้งค้าส่ง ทั้งค้าปลีกรายใหญ่ ทั้งซุปเปอร์ เซนเตอร์ ถ้าตกอยู่ในกํามือเมื่อไร ผมคิดว่าอนาคตการประกอบการของคนไทยคงจะทํางานลําบากนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องของลดความเหลื่อมล้ําก็เหมือนกัน ที่ให้ไปอยู่ในเรื่องของลดความเหลื่อมล้ํา ทางเศรษฐกิจและสังคมก็เพราะว่าความเหลื่อมล้ํานั้นมันไม่ใช่เรื่องของรายได้อย่างเดียว เพราะฉะนั้นถ้าเอาความเหลื่อมล้ําไปอยู่ตอนหน้า มันก็เหมือนกับว่าการค้าที่ลดความเหลื่อมล้ํา ท่านประธานที่เคารพครับ มีงานวิจัยของสถาบันการศึกษาใหญ่ ๆ แห่งหนึ่งนะครับ ศึกษาเมื่อปี ๒๕๒๙ ขณะนั้น ๑๐ เปอร์เซ็นต์บนที่รวยสุด กับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ล่างที่จนสุด ห่างกัน ๒๐ เท่า รายได้ต่างกัน ๒๐ เท่า ปี ๒๕๕๔ มาทํางานวิจัยใหม่ ปรากฏว่า ๑๐ เปอร์เซ็นต์บนกับ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ล่าง ต่างกัน ๒๑ เท่า มันหมายถึงอะไร มันหมายถึง การพัฒนาเศรษฐกิจของเรามันล้มเหลวใช่หรือไม่ มันทําให้ไม่เกิดการกระจายรายได้ ใช่หรือไม่ ถ้าอนาคตข้างหน้าเหลือแต่รายใหญ่รายเดียวหรือไม่กี่รายที่รัฐจะส่งเสริมให้เกิดเสรี นะครับ ผมย้ําว่าเสรีและเป็นธรรมตามกฎหมาย ขณะที่คนไม่มีทางที่จะทํามาหากินเป็นได้ แค่ลูกจ้าง เราจะมีค่าแรงขั้นต่ําไปทําไม ผู้ประกอบการต่าง ๆ ที่เคยส่งลูกส่งหลานเรียน จนจบดอกเตอร์มาจะทําอะไรกิน เพราะฉะนั้นถ้าเราไม่เขียนเอาไว้ในเรื่องการส่งเสริม เสรีเป็นธรรม ให้เกิดการกระจายรายได้สูงสุดแล้วเพื่อจะไปลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจ และสังคม ผมคิดว่าประเทศนี้คงหาทางออกได้ลําบาก อนาคตข้างหน้าเราอาจจะมีแต่โจร หรือรั้วของเราอาจจะต้องสูงถึง ๖ เมตรเหมือนในทวีปแอฟริกาใต้นะครับ ส่วนในเรื่องของ สุดท้ายที่ขอแก้ไขเป็น ป้องกันการแก้ไขที่ไม่เป็นธรรม ตัดคําว่า ผูกขาด เพราะใน พ.ร.บ. แข่งขันทางการค้า มันมีไม้กระบองอยู่ ๕ ตัวนะครับ ผูกขาดเป็นเพียงตัวหนึ่งเท่านั้น นะครับ มีเรื่องการควบรวม มีในเรื่องของในการที่ฮั้วกันนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ฝากไว้ ว่าถ้าจะทําให้เศรษฐกิจรากหญ้า หรือเรียล เซคเตอร์ (Real sector) เป็นไปตามที่เรา ต้องการและเกิดการพัฒนาอย่างแท้จริง เกิดการกระจายรายได้ สิ่งนี้เป็นสิ่งสําคัญที่จะ นําไปสู่การลดความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจและสังคมครับ กราบขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญคุณศานิตย์ นาคสุขศรี ครับ ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ และท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ผม ศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดสระแก้ว ขออภิปรายและเสนอแนะ ความเห็นเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งอยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เกี่ยวกับเรื่องการกีฬาและยุทธศาสตร์ชาติรวม ๒ เรื่องนะครับ ในฐานะที่เป็นกรรมาธิการ ด้านกีฬาและบริหารราชการแผ่นดิน ก่อนอื่นต้องขอชื่นชม แล้วก็ยกย่องท่านกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้ตั้งใจ ทุ่มเท เสียสละทํางานแบบหามรุ่งหามค่ํานะครับ จนได้งาน สําเร็จลุล่วงไปและได้นําเสนอร่างรัฐธรรมนูญให้พวกเราสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้อภิปรายในวันนี้นะครับ ผมขอเรียนว่าความมุ่งหวังที่รัฐธรรมนูญที่จะใช้ต่อไปนี้ ผมคาดหวังว่าอยากจะให้เป็นเครื่องมือในการปกครองประเทศเพื่อประโยชน์แก่พี่น้อง ประชาชนอย่างแท้จริงนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้มีการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ที่เหมาะสมกับสังคมไทย ผมว่าอันนี้เป็นการเขียนในรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ชาญฉลาด ที่สุดนะครับ สิ่งที่มันเป็นประชาธิปไตย แต่ที่สําคัญคือต้องเหมาะสมกับสภาพของสังคมไทย นะครับอันนี้ และที่สําคัญคือสร้างความปรองดองสมานฉันท์ อันนี้เป็นจุดหนึ่งที่สําคัญที่คิดว่า เมื่อรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกไปแล้วสังคมไทยจะต้องเป็นสังคมที่มีความรักใคร่สามัคคี ปรองดอง สมานฉันท์ เป็นสังคมที่มีความเอื้ออาทร ยึดหลักเศรษฐกิจพอเพียงต่อไป อันนี้จะเป็น หลักสําคัญอย่างยิ่งนะครับ ให้คนดีเข้ามาได้มีส่วนปกครองบ้านเมือง เราจะทําอย่างไรที่จะให้ คนดีเข้ามาสกัดคนที่ไม่ดีและที่สําคัญคือการปราบปรามการทุจริตประพฤติมิชอบ เราต้องยอมรับว่า ณ ปัจจุบันนี้ทุกหย่อมหญ้าในเรื่องของการทุจริตประพฤติมิชอบ มีการขยายวงกว้างไปทุกภาคส่วน ทุกระดับในประเทศของเราซึ่งดูเหมือนเป็นเรื่องที่ยอมรับกัน ไม่ว่าจะเป็นพวกที่เสียผลประโยชน์ พวกที่ได้รับประโยชน์รวมทั้งพวกที่มีความคิดว่าธุระ ไม่ใช่หรือเป็นเรื่องที่ยากเกินกว่าแก้ไข ซึ่ง ณ วันนี้ รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะต้องได้รับการแก้ไข เพื่อให้สามารถสร้างภาพลักษณ์ของประเทศเราให้เป็นสังคมที่บริสุทธิ์ใสสะอาดเหมือนอย่าง ประเทศเพื่อนบ้านนะครับ
สําหรับในเรื่องที่ผมอยากจะเรียนว่าสิ่งที่สําคัญอีกประการหนึ่งก็คือในเรื่อง ของเรื่องแรกที่จะอภิปรายในวันนี้คือเรื่องของการกีฬานะครับ การกีฬาซึ่งต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๙๕ ที่ว่า รัฐต้องส่งเสริมให้การ พัฒนาการกีฬาเพื่อพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตประชาชน และต้องส่งเสริมให้มีการ พัฒนาการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในทุกระดับ รวมทั้งจัดให้มีการบริหารจัดการด้านการกีฬา ที่เป็นระบบที่ทันสมัยและมีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม เมื่อสักครู่คณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการกีฬาก็ได้อภิปรายหลายท่านสอดรับกันไปนะครับ ผมก็ต้องขอขอบคุณ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอีกครั้งหนึ่งที่ได้กําหนดเรื่องการกีฬาไว้ในรัฐธรรมนูญเป็น ครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของชาติไทย ๘๐ กว่าปีที่เรามีรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นในประเทศไทย เรายังไม่มีคําว่า กีฬา เกิดขึ้นเลย ณ วันนี้อาจจะเป็นนิมิตใหม่เกิดขึ้นมาที่เราจะได้มีการกีฬา และที่สําคัญเป็นสิ่งที่ทางผมเคยได้อภิปรายไว้ในครั้งแรกที่ว่า คือมุ่งหวังให้ภาครัฐส่งเสริม สนับสนุนให้กีฬาเป็นเครื่องมือสําคัญในการพัฒนาคน พลเมืองคุณภาพก็เป็นการประจวบเหมาะกับ ที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้บรรจุคําว่า พลเมืองคุณภาพ ขึ้นมา เนื่องจากการกีฬาสามารถที่จะบูรณาการกับกิจการด้านการต่าง ๆ ไม่ว่าด้านการศึกษา ด้านการสาธารณสุข การส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชน และการส่งเสริมความเข้มแข็ง ในเรื่องของการสืบสานประเพณีวัฒนธรรม รวมทั้งการสร้างกีฬาเป็นอาชีพเพื่อทําให้เกิด รายได้ขึ้นมา แม้ว่าสาระในรัฐธรรมนูญที่ร่างฉบับนี้อาจจะเบาบางไปบ้างแต่อย่างน้อย ก็ได้เห็นความสําคัญของการกีฬาที่จะเกิดขึ้นมา ที่จะทําให้มีการสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพ ขึ้นมาและจะเป็นการปฏิรูปและขับเคลื่อนประเทศต่อไปอย่างตรงกันซึ่งนับเป็นส่วนที่สําคัญยิ่ง
ในส่วนที่ ๒ ผมคิดว่าประเทศเรา ๑๐ ปีที่ผ่านมาเรามีปัญหาหนักในเรื่องของ คุณภาพของคนไทย ดังนั้นถ้าเราได้สร้างคนไทยให้มีความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ และสติปัญญาแล้วผมหวังว่าอันนี้จะเป็นรากฐานสําคัญของบ้านเราที่เราจะได้มีการปฏิรูป อย่างถูกต้องและแท้จริง คือหมายความว่าเราจะปฏิรูปถ้าทําให้ประเทศของเราแข็งแรง มีการขับเคลื่อนด้านอื่นเป็นไปด้วยความราบรื่นอย่างแน่นอนนะครับ หลักคิดใหม่ของ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็คือยกฐานะให้พลเมืองเป็นใหญ่ ซึ่งมีสิทธิ มีเสียงมากกว่าเดิม นับว่าเป็นข้อเสนอใหม่ที่น่าชื่นชม แต่ผมได้พิจารณาแล้วยังหาคําตอบไม่ได้เลยนะครับว่า สิ่งที่เราจะสร้างคนให้มีคุณภาพและมีแนวทางที่จะจัดการทั้งระบบและในเรื่องของการสร้าง พลเมืองคุณภาพนี่ชัดเจนอย่างไรเพื่อรองรับพลเมืองที่เป็นใหญ่ เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ได้กําหนดไว้หลายด้านมากเกี่ยวกับเรื่องของภาคพลเมืองไม่ว่าจะเป็นด้านสังคม ด้านการศึกษา ด้านสาธารณสุขและด้านอื่น ๆ การสร้างพลเมืองโดยยกฐานะของปวงชน ชาวไทยให้พลเมืองเป็นใหญ่เพื่อให้มีสิทธิ มีเสียงมากขึ้นจะไม่สัมฤทธิ์อย่างแน่นอน หากเรา ไม่ได้มีระบบการสร้างคนให้เป็นพลเมืองที่มีคุณภาพเสียก่อน กล่าวคือเป็นบุคคลที่มี ความพร้อมสมบูรณ์ทั้งร่างกาย จิตใจและสติปัญญา ผมจึงใคร่ขอเสนอให้นําการกีฬาเป็น หลักพื้นฐาน เนื่องจากหลักการกีฬาเป็นที่แพร่หลายและคนไทยต่างเข้าใจดีอยู่แล้วว่า กีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ การกีฬาทําให้คนเป็นพลเมืองคุณภาพได้ และการกีฬาทําให้คน รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย กีฬาสามารถที่จะรวมกลุ่มในเรื่องของการพัฒนาคุณภาพชีวิตคือไม่ว่า จะเป็นกระทรวงมหาดไทยในด้านการปกครอง กระทรวงศึกษาธิการด้านการศึกษา แม้แต่ ด้านสุขภาพพลานามัยของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้ใช้กีฬาเป็นกิจกรรมพื้นฐาน ในการสร้างความเข้มแข็งของชุมชน ของพี่น้องประชาชน และการสร้างความเข้มแข็ง ของร่างกายและจิตใจ การศึกษาสร้างคน คนสร้างชาติ วันนี้เรายังรอคอยความสําเร็จ ของการศึกษา เพราะกล้วยไม้ออกดอกช้าฉันใด การศึกษาย่อมเป็นไปฉันนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้ ประเทศของเราควรใช้ปุ๋ยสูตรกีฬาสร้างคน คนสร้างชาติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ด้วย เพื่อให้พลเมืองเป็นใหญ่ได้อย่างมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน จึงใคร่ขอเสนอความเห็นโดยสรุปดังนี้นะครับ
ประการแรก การปรับปรุงแก้ไขข้อความในมาตรา ๙๕ ในเรื่องการกีฬา ให้การกีฬาเป็นพื้นฐานในการสร้างพลเมืองคุณภาพ ซึ่งพลเมืองคุณภาพจะเป็นรากฐาน ในการสร้างพลเมืองไทยให้เป็นใหญ่ตามร่างนี้ต่อไป
ประการที่ ๒ กําหนดให้กีฬาเป็นวิถีชีวิตของพลเมืองไทยตั้งแต่เกิดจนตาย โดยรัฐต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้แต่ละคนมีกีฬาประจําตัวอย่างน้อย ๑ ประเภท เพื่อเป็น พื้นฐานสําหรับคนที่มีพรสรรค์ และคนที่เอาใจใส่กับกีฬาอย่างจริงจังและจะได้ไปต่อ ในอนาคตในเรื่องของกีฬาอาชีพต่อไป
ประการที่ ๓ ควรมีการยกร่างกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญเพื่อการปฏิรูปใหม่ แยกจากมาตรา ๒๙๕ ที่ให้กีฬาเป็นส่วนหนึ่งของการปฏิรูปด้านสังคม เพราะแท้ที่จริงแล้ว ความสําคัญของบุคคลแต่ละคนย่อมต้องมาก่อนเป็นอันดับแรกนะครับ
สําหรับในเรื่องของประการที่ ๒ เรื่องยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ชาติ ผมถือว่าเป็นเรื่องสําคัญที่จะต้องกําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญเนื่องจากว่าที่ผ่านมาเราจะเห็นว่า เรามีนโยบายและแผนในระดับชาติมากมาย ไม่ว่าจะเป็นแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ แผนของสภาความมั่นคงแห่งชาติ แผนการศึกษาแห่งชาติ ผมอยู่ในจังหวัด ก็มีแผนพัฒนาจังหวัด มีมากมายต่าง ๆ แต่หลายแผนเป็นแผนระยะสั้น หรืออย่างมากก็ ๕ ปี ไม่เกิน ๑๐ ปี รวมทั้งรัฐบาลก็ได้ประกาศหลายเรื่องเป็นวาระแห่งชาติ แต่แผนระยะยาว หรือนโยบายซึ่งเป็นยุทธศาสตร์ชาติไม่ได้มีการนํามาสู่การปฏิบัติหรือกําหนดให้มีการ ขับเคลื่อนในองค์รวมในระดับประเทศอย่างแท้จริง แม้แต่วาระแห่งชาติเมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ก็ไม่ได้มีการปฏิบัติออกมาทําให้เกิดการหยุดชะงักและปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์ ของบ้านเมือง หรือตามยุคสมัยของรัฐบาลต่าง ๆ ดังนั้นถ้ามียุทธศาสตร์ชาติในระยะ ๑๐ ปี ๒๐ ปี จะทําให้ประชาชนสามารถมองเห็นอนาคตและความสําเร็จได้อย่างแน่นอน ทั้งฝ่ายการเมืองก็จะไม่สามารถเข้ามาลดทอนหรือบิดเบือนสภาพปัญหาต่าง ๆ ที่เป็นปัญหา เร่งด่วน และเป็นปัญหาที่จะต้องเร่งพัฒนาตามยุทธศาสตร์ชาติต่อไป อย่างไรก็ตามแม้ว่า ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะกําหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้หลายมาตรา เช่น มาตรา ๖๒ มาตรา ๕๐ วรรคสอง มาตรา ๑๗๙ มาตรา ๒๘๔ ผมขอต่อภาค ๒ นะครับ แต่เมื่อพิจารณา แล้วยังไม่อาจทําให้ยุทธศาสตร์ชาตินําไปใช้อย่างเป็นรูปธรรมได้ อาจกล่าวได้ว่าไม่มีการ บัญญัติไว้อย่างครบวงจรของการบริหารเชิงกลยุทธ์ ที่สําคัญคือกลไกสู่ความสําเร็จในขั้น การแปลงแผนสู่การปฏิบัตินั้นยังไม่มีการติดตามและประเมินผล ผมหวังว่าการให้ยุทธศาสตร์ชาติ มาเป็นกรอบใหญ่ในการบริหารและขับเคลื่อนประเทศอย่างแท้จริง จึงควรแก้ไขเพิ่มเติม ร่างรัฐธรรมนูญที่ยังขาดอยู่ดังนี้
ประการแรก การแก้ไขเพิ่มเติมภาค ๒ หมวด ๒ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐและยุทธศาสตร์ชาติ
ประการที่ ๒ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗๘ กําหนดให้รัฐต้องดําเนินการ ตรากฎหมายตามแนวนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินและยุทธศาสตร์ชาติ
ข้อ ๒ การกําหนดให้มีคณะกรรมการยุทธศาสตร์แห่งชาติ การจัดตั้งองค์กร และงบประมาณ รวมตลอดถึงความจําเป็นที่จะรองรับเพื่อป้องกันการละเลย การขับเคลื่อน ยุทธศาสตร์ชาติ เพื่อให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์มีความต่อเนื่องและมั่นใจได้ว่าเรื่องที่เป็น วาระแห่งชาติจะไม่ถูกปรับออกหรือไม่นํามาสร้างความนิยมส่วนบุคคลหรือพรรคการเมือง มาทําให้การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติชะงักไป หรือถูกบิดเบือนไป จากเรื่องกีฬาสร้างคน สร้างพลเมืองคุณภาพ และยุทธศาสตร์ชาติ ทั้ง ๒ เรื่อง ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ถูกกําหนด ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ซึ่งก็คือการปฏิรูป เพราะการปฏิรูปคือการเปลี่ยนแปลงเพื่อมุ่งหวัง ในสิ่งที่ดีกว่าเดิม การปฏิรูปจะต้องมีฝ่ายที่ได้ในบางเรื่อง และเสียในบางเรื่อง ไม่มีฝ่ายใด ได้รับตามสิ่งที่ปรารถนาในหมดทุกเรื่อง ขอให้ทุกฝ่ายเข้าใจอย่างถูกต้องตรงกันเกี่ยวกับ เป้าหมายและวิธีการทํางาน มีแผนการทํางานที่ชัดเจนและสื่อสารอย่างทั่วถึง ทุกฝ่ายจะได้ รับรู้และปรับตัวได้ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงไปสู่ ๒ เรื่องที่ผมนําเสนอทั้งเรื่องกีฬาสร้างพลเมือง คุณภาพ และยุทธศาสตร์ชาติที่เสนอมาแล้วนั้น ประเทศของเราจะมีเครื่องมือสําคัญในการ พัฒนาคนให้มีคุณภาพและมีกลไกสําคัญในการบริหารประเทศไปสู่อนาคตที่ชัดเจนดีกว่า ผมจึงขอเสนอเรื่องนี้เสนอผ่านท่านประธานไปยังกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้พิจารณา ปรับปรุงแก้ไขต่อไปครับ ขอกราบขอบคุณครับ
ตกลงใช้ไป ๑๒ นาทีครึ่ง เชิญอาจารย์อมรวิชช์ นาครทรรพ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ผม อมรวิชช์ นาครทรรพ สปช. ด้านการศึกษาครับ ผมจะขออนุญาตอภิปราย ในเวลาที่มี ๑๐ นาที เพียง ๒ มาตราคือมาตรา ๘๔ แล้วก็มาตรา ๘๕ ในเรื่องของการศึกษา แล้วก็เรื่องเด็ก เยาวชน
ในส่วนแรก เรื่องการศึกษาครับท่านประธาน ท่านคณะกรรมาธิการ โดยหลักคิดที่ว่า เรื่องการปฏิรูปการศึกษานั้นคงต้องยึดหลักของการกระจายอํานาจ เรื่องของการ จัดการศึกษาที่จัดเป็นพื้นที่ตอบโจทย์เรื่องเศรษฐกิจสังคมตามสภาพระบบเศรษฐกิจและ ภูมิสังคมแต่ละพื้นที่ เรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งโดยตรรกะของการปฏิรูปนั้นต้องสร้างการมีส่วนร่วม ของทุกภาคส่วน ตรงนี้เองผมคิดว่าเรื่องที่ขาดหายไปและอาจจะขออนุญาตเพิ่มเติมในเรื่องนี้ เป็นอีกอนุมาตราหนึ่งก็คือเรื่องบทบาทของภาคเอกชน ซึ่งผมคิดว่าจะมีส่วนสําคัญมาก ในการเข้ามาเป็นข้อเหวี่ยง มาเป็นคานงัดสําคัญในการปฏิรูปการศึกษาหลาย ๆ ด้าน อันที่จริงตอนนี้ที่มีการวิพากษ์การศึกษาไทยอยู่มากว่าเราล้มเหลวในแทบจะทุก ๆ ด้าน ที่จริงก็มีหน่ออ่อนแห่งความริเริ่มที่ดีเกิดขึ้นมากมายนะครับ แล้วก็ต้องขอบคุณที่เป็น ความร่วมมือกับภาคเอกชนที่ทําให้เรื่องนี้เกิดขึ้นได้ ท่านประธาน ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกที่เคารพครับ ท่านอาจจะไม่ทราบว่าตอนนี้เรามีเด็กนักศึกษาอาชีวะร่วม ๖๐,๐๐๐ คน จากสถาบันอาชีวะร่วม ๔๐๐ แห่ง ร่วมมือกับสถานประกอบการประมาณ ๘,๐๐๐ แห่ง ทําสิ่งที่เรียกว่าการอาชีวะ ทวิภาคีที่ให้นักศึกษาอาชีวะเข้าไปทํางาน ในสถานประกอบการขณะที่เรียนอาชีวะอยู่ แล้วก็ประกันการจ้างงาน หลายคนที่จบในสาขา ที่เป็นความต้องการสูงได้เงินเดือนสูงกว่าระดับปริญญาตรีด้วยซ้ําไป ในระดับอุดมศึกษาเอง หลายท่านอาจจะยังไม่ทราบว่าตอนนี้เรามีนักศึกษาประมาณ ๓๐,๐๐๐ คนทุกปี ที่เรียน ในหลักสูตรที่เรียกว่าสหกิจศึกษา ที่มีมหาวิทยาลัยเข้าร่วมประมาณ ๑๐๐ แห่ง ร่วมกับ สถานประกอบการอีกประมาณกว่า ๑๐,๐๐๐ แห่ง สิ่งเหล่านี้เป็นการริเริ่มที่ดีครับ แต่คงต้องการการสานต่ออีกมากมาย ต้องการการกระตุ้น การส่งเสริมที่นําภาคเอกชน มาเป็นคานงัดสําคัญในการทําให้เรื่องความร่วมมือเรื่องนี้นําไปสู่การปฏิรูปการศึกษา ที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจ ตอบโจทย์ตลาดงานได้อย่างแท้จริง ในส่วนเรื่องของการวิจัยเช่นกัน มีหน่ออ่อนแห่งความริเริ่มเกิดขึ้นดี ๆ มากมายในอดีตนะครับ เป็นงานวิจัยซึ่งผมใช้คําว่า เป็นงานวิจัยซึ่งเคี้ยวได้ กินได้ เปลี่ยนชีวิตประชาชนได้ ท่านสมาชิกอาจจะไม่ทราบนะครับ ตอนนี้อาหารที่เราทาน ๆ กันอยู่ จะเป็นมะเขือ พริก แตงกวาที่เราทานกันในห้องอาหาร ทุกวัน ๆ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ มาจากเมล็ดพันธุ์ที่เป็นการพัฒนาพันธุ์ของนักวิจัยของอาจารย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งธุรกิจตลาดเมล็ดพันธุ์พืชนี่ไปเป็นธุรกิจซึ่งมีมูลค่าการตลาด ปีหนึ่งร่วม ๗,๐๐๐ ล้านบาทนะครับ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ของมูลค่าตลาดก็ถือว่าไม่น้อย นี่ก็เป็น สิ่งที่เราบริโภคทุกวัน อันนี้เป็นงานวิจัยที่ผมใช้คําว่าเปลี่ยนชีวิตประชาชนได้ เคี้ยวได้ กินได้ นะครับ กระดาษที่ท่านกรรมาธิการ ท่านสมาชิกใช้เขียนอยู่ทุกวัน ๆ นี้ ๑ ใน ๔ เป็นกระดาษ ที่ผลิตในพื้นที่ภาคตะวันตกซึ่งแต่เดิมผลิตไม่ได้เนื่องจากดินมีความเป็นด่างสูง นี่ก็เป็นฝีมือ ของนักวิจัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ที่เข้าไปพัฒนาพันธุ์ยูคาลิปตัสที่ทนด่างได้ดีทําให้เกิด พื้นที่การผลิตยูคาลิปตัสซึ่งเอามาทํากระดาษนี้ในพื้นที่ภาคตะวันตกร่วม ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ คิดเป็นมูลค่าร่วม ๔,๐๐๐ ล้านบาท นี่ก็เป็นฝีมือของนักวิจัยของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ซึ่งร่วมมือกับบริษัทเยื่อกระดาษนะครับ สิ่งเหล่านี้เป็นความร่วมมือกับภาคเอกชนที่นําไปสู่ การเปลี่ยนแปลงชีวิตประชาชน นําไปสู่มูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ แต่สิ่งเหล่านี้คงจะสานต่อไป ไม่ได้ไกล ถ้าเราไม่มีการส่งเสริมเรื่องนี้อย่างจริงจัง ที่ผ่านมามันเป็นการร่วมมือเฉพาะราย เฉพาะกิจ เฉพาะกรณี ผมจึงใคร่อยากขอเสนอว่า
ในประเด็นแรก ในมาตรา ๘๔ อยากขอเสนอท่านคณะกรรมาธิการได้กรุณา พิจารณานะครับ ถ้าจะเติม (๗) อีกสัก ๑ ข้อ ที่อาจจะเขียนว่าเป็นเรื่องการส่งเสริมสนับสนุน ให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทสําคัญในการจัดการศึกษาและการวิจัยเพื่อตอบสนอง การพัฒนาประเทศ ก็จะเป็นประโยชน์ แล้วก็จะเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่จะสําคัญมาก ในการทําให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนสําคัญในการปฏิรูปการศึกษาครับ
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธานยังคงอยู่ในมาตรา ๘๔ นะครับ เห็นด้วยกับ ท่านสมาชิกบางท่านที่อภิปรายก่อนหน้านี้ว่าสังคมไทยกําลัง ที่จริงเป็นสังคมซึ่งเราก็เป็น สังคมซึ่งมีความหลากหลายทางวัฒนธรรมมานานแล้วนะครับ แล้วจะหลากหลายยิ่งขึ้น เรามีทั้งชนกลุ่มน้อย ลูกชนเผ่า มากมายบนแผ่นดินนะครับ ที่ผมคิดว่าเรื่องการศึกษา เพื่อการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุขในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลายนี้เป็นเรื่องสําคัญมาก ตรงนี้เองก็อยากจะขอท่านกรรมาธิการได้พิจาณาเพิ่มเติมนะครับ ในมาตรา ๘๔ (๑) นี้นะครับ ในส่วนที่ได้เขียนถึงเรื่องการจัดการศึกษาที่มีผู้เรียนเป็นศูนย์กลางนะครับ พัฒนาคนให้เกิด ความรู้ มีศีลธรรม พัฒนาจิตใจ ปัญญาและทักษะชีวิต ให้กรุณาพิจารณาเพิ่มเติมสักประโยค นะครับ เพื่อการอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรมนะครับ
ประการที่ ๓ เรื่องการศึกษาตลอดชีวิตครับท่านประธาน ผมคิดว่าประเทศไทย จะหลุดจากกับดักรายได้ประเทศปานกลางไม่ได้ถ้าไม่พูดเรื่องการศึกษาของแรงงานไปจนถึง การศึกษาตลอดชีวิตนะครับ รวมไปถึงการศึกษาของผู้สูงอายุด้วยนะครับ ใน ๑๐ ปีข้างหน้า ประชากร ๒๐ เปอร์เซ็นต์จะเป็นผู้สูงอายุนะครับ แล้วก็ในอีก ๑๕ ปีข้างหน้าประชากร ผู้สูงอายุจะมีมากกว่าจํานวนเด็กประมาณ ๒ เท่านะครับ แล้วก็จะเพิ่มขึ้นเป็น ๑ ใน ๓ ของประชากรทั้งหมดภายใน ๓๐ ปี คือปี ๒๕๘๘ สิ่งเหล่านี้ต้องการสิ่งที่ผมเรียกว่า เป็นการศึกษาตลอดชีวิตนะครับ ในประเด็นนี้ก็อยากจะขอเสนอท่านกรรมาธิการได้กรุณา พิจารณาว่า ใน (๔) ที่เขียนว่า มีการพัฒนาหลักสูตรทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่นเพื่อให้มีการ เรียนการสอนที่เหมาะสมกับภูมิสังคมและพัฒนาการของโลกนะครับ อยากจะขอเสนอ พิจารณาแก้ไขเป็น มีการพัฒนาหลักสูตรทั้งในส่วนกลางและท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมการศึกษา ตลอดชีวิตสําหรับประชาชนทุกช่วงวัยครับ ที่ผมคิดว่าจะเป็นการวางทิศทาง การวาง แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ
ประเด็นที่ ๔ ในมาตรา ๘๔ เช่นกันครับ (๖) เรื่องการส่งเสริมการศึกษาวิจัย ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ผมขอเรียนสั้น ๆ ว่าผมสนับสนุนประเด็นของท่านอาจารย์ ชัชนาถ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ที่น่าจะยกเรื่องนี้เป็นอีกมาตราหนึ่งนะครับ ที่น่าจะพูดถึง เรื่องสําคัญ ๒-๓ เป็นอย่างน้อยนะครับ เรื่องโครงสร้างพื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้านระบบวิจัยของประเทศและการลงทุนด้านการวิจัยของประเทศ แล้วเรื่องที่สําคัญมาก ก็คือเรื่องระบบข้อมูลเพื่อการพัฒนาประเทศนะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับเรื่อง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีทั้งสิ้น ก็อยากเสนอเรื่องนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งให้คณะกรรมาธิการ ได้กรุณาพิจารณาว่าในมาตรา ๘๔ (๖) ในเรื่องวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี น่าจะให้ความสําคัญ มากกว่านี้หรือไม่ เพราะว่าแทบทุกประเทศที่ประสบความสําเร็จในการปฏิรูป ใช้เรื่อง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนทั้งสิ้นนะครับ
ประเด็นสุดท้ายครับท่านประธาน ในมาตรา ๘๕ เรื่องเด็ก เยาวชน ผมคิดว่า ก็ต้องขอบพระคุณท่านกรรมาธิการนะครับได้กรุณาเน้นย้ําเรื่องนี้ แต่คิดว่าเรื่องนี้น่าจะเพิ่ม ประเด็นสําคัญไปอีกเรื่องหนึ่งครับ ตอนนี้เรามีปัญหาเรื่องสภาพแวดล้อมทางสังคม แล้วก็ ปัจจัยเสี่ยงกับเด็กค่อนข้างมาก เรามีแม่วัยรุ่นปีหนึ่ง ๑๓๐,๐๐๐ คนนะครับ ปีหนึ่ง ๓๖๕ วัน หารก็วันละ ๓๕๖ คนมาทําคลอด เรามีเด็กในสถานพินิจเกือบ ๆ ๕๐,๐๐๐ คน เรามีเด็กที่ ถูกละเมิดทางเพศ ๑ คนทุก ๒ ชั่วโมงนะครับ ปีหนึ่งกว่า ๔,๐๐๐ คน ผมอยากขอ ความกรุณาท่านกรรมาธิการได้พิจารณาที่ได้กรุณาเขียนไว้แล้วนะครับ ว่ารัฐต้องคุ้มครอง และพัฒนาเด็กเยาวชนให้มีความสมบูรณ์ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา คุณธรรมและ จริยธรรม อยากให้เติมสักประโยคเถอะครับที่ผมว่าสําคัญมากจะเป็นแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่สําคัญมากนั่นก็คือเรื่องของการจัดสภาพแวดล้อมและปัจจัยที่เอื้อต่อการพัฒนาเด็กนะครับ หรือท่านจะเขียนในลักษณะที่ตรงไปตรงมาอย่างที่ผมเห็นก็ได้นะครับ นั่นก็คือเรื่องการขจัด สภาพแวดล้อมและปัจจัยเสี่ยงสําหรับเด็ก ซึ่งอันนี้คิดว่าจะเป็นประเด็นสําคัญที่ทําให้ มาตรานี้สมบูรณ์ยิ่งขึ้นครับ ผมก็ขออนุญาตเสนอความคิดเห็นในการเสนอแก้ไขเพียง ๒ มาตราเพียงเท่านี้ครับ ขอขอบพระคุณครับ
ถัดไปเรียนเชิญ คุณสายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ครับ ของท่านมีอยู่ ๑๗ นาทีนะครับ
ตอนนี้ขึ้นแค่ ๑๖ นาทีครับ กราบเรียน ท่านประธานครับ ผม สายัณห์ จันทร์วิภาสวงศ์ ครับ รัฐบาลมีนโยบายชัดเจนในการที่จะให้ ประเทศไทยนั้นเป็นเทรดดิง เนชัน (Trading nation) ผมขออนุญาตใช้เพาเวอร์พอยน์ (PowerPoint) ด้วยนะครับ ได้เรียนขออนุญาตแล้วนะครับ มีนโยบายในการที่จะทําให้ ประเทศไทยเป็นดิจิทัล อีโคโนมี (Digital economy) เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ เน้นการค้า ชายแดน ส่งเสริมเอสเอ็มอีเป็นศูนย์กลางสินค้าฮาลาล เป็นครัวของโลก เป็นโลจิสติกส์ ฮับ (Logistics hub) ของอาเซียนเน้นเรื่องเกี่ยวกับการเชื่อมโยงกับประเทศเพื่อนบ้าน และเน้นเรื่องเกี่ยวกับความสามารถในการแข่งขันระหว่างประเทศ เรื่องสําคัญ ๆ เหล่านี้ ท่านประธานครับ จะไม่มีทางสําเร็จได้เลยถ้ารัฐบาลหรือคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ไม่จัดเรื่องของโลจิสติกส์เป็นวาระสําคัญแห่งชาติ โลจิสติกส์ไม่ใช่การขนส่งครับ การขนส่ง เป็นเพียงส่วนหนึ่งของโลจิสติกส์ โลจิสติกส์เป็นกระบวนการของการวางแผนจัดเก็บ เคลื่อนย้ายสิ่งของจากสถานที่หนึ่งหรือหลายสถานที่ไปอีกสถานที่หนึ่งหรือหลายสถานที่ ในเวลาและวิธีการที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโดยมีค่าใช้จ่ายต่ําสุด มีระบบการสื่อสาร ข้อความเป็นตัวเชื่อม มีเทคโนโลยีเป็นส่วนสนับสนุนเพื่อสร้างความพึงพอใจต่อผู้บริโภค สร้างความได้เปรียบในเชิงการแข่งขันในระดับภูมิภาคและระดับโลก จากการจัดลําดับ ความสามารถในการแข่งขันของโลกในเรื่องโลจิสติกส์ปรากฏว่าไทยนั้นสู้สิงคโปร์ไม่ได้ครับ สิงคโปร์อยู่อันดับที่ ๕ ของโลก มาเลเซียอันดับที่ ๒๕ จีนอันดับที่ ๒๘ และไทยอยู่อันดับที่ ๓๕ ห่างจากมาเลเซียถึง ๑๐ อันดับ ดังนั้นโลจิสติกส์จึงมีบทบาทความสําคัญอย่างมากต่อระบบ เศรษฐกิจโดยรวมทั้งระดับภูมิภาคและระดับประเทศ มีบทบาทความสําคัญต่อคุณภาพชีวิต ของประชาชน เกษตรกรรม อุตสาหกรรม เกษตรอุตสาหกรรม พาณิชยกรรม การค้าระหว่าง ประเทศ การค้าบริการ เอสเอ็มอี รวมถึงสิ่งแวดล้อมและพลังงาน ในปี ๒๕๕๗ หรือปีที่แล้วนี่ นะครับ ต้นทุนโลจิสติกส์ไทยต่อจีดีพีนั้นมากถึง ๑๔.๑ เปอร์เซ็นต์ มาจากค่าขนส่ง ๗.๓ เปอร์เซ็นต์ มาจากการเก็บรักษาสินค้าคงคลังและการจัดการ ๖.๘ เปอร์เซ็นต์ ในเมื่อโลจิสติกส์มีต้นทุนที่แพงแบบนี้จึงเป็นผลให้ประชาชนต้องซื้อของแพง สินค้าไทย ขายแข่งขันในต่างประเทศยาก ต้นทุนโลจิสติกส์ไทยต่อจีดีพีนั้น ๑๔.๑ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่ ประเทศอื่นนั้น ๙-๑๑ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นรายได้ประเทศ ๑๐๐ บาท จึงต้องเสียค่าโลจิสติกส์ ถึง ๑๔.๑ บาท คําถามว่าทําไมต้นทุนโลจิสติกส์ไทยจึงสูง เกิดจากปัจจัยต่อไปนี้ครับ
๑. ใช้การขนส่งทางรถยนต์มากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ ระบบรถเที่ยวเปล่า หมายความว่าสินค้าขนจากเชียงใหม่จะมาลงเรือที่แหลมฉบัง ตอนมามีสินค้ามา ตอนกลับ มีรถเปล่า ๆ กลับไปไม่มีสินค้าขนกลับไปด้วย นี่คือค่าใช้จ่ายที่สูงขึ้นจากระบบเที่ยวเปล่า นะครับ ไม่มีคลังสินค้าเพื่อจัดเก็บพืชผลทางการเกษตร หรือสินค้าอุตสาหกรรม ไม่มีศูนย์ กระจายสินค้าครบวงจร ในเมื่อต้นทุนโลจิสติกส์ไทยสูงแบบนี้ไทยเราจะต้องทําอย่างไรครับ จะต้องลดต้นทุนครับ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ จะลดได้อย่างไรครับ ต้องเน้นการ ขนส่งทางน้ําครับ เพิ่มการขนส่งทางราง มีศูนย์กระจายและขนส่งสินค้าเกษตร สินค้า อุตสาหกรรมในแต่ละอําเภอ ลดการสต็อก (Stock) สินค้า การเน้นการขนส่งทางน้ํานั้นต้องมี การพัฒนาและใช้ท่าเรือชายฝั่ง ๓๘๑ แห่ง ท่านประธานครับ ท่านกรรมาธิการที่เคารพครับ ท่าเรือชายฝั่งประเทศไทยมี ๓๘๑ แห่ง ไม่ได้มีการมาใช้ให้เป็นประโยชน์เท่าที่ควรเลย นอกจากนี้เน้นการขนส่งทางน้ําโดยการต้องขุดคลองขนานกับแม่น้ําเจ้าพระยาเพื่อการขนส่ง ป้องกันน้ําท่วมและแก้ภัยแล้ง มีการขุดคลองเชื่อม ๒ ฝั่ง ระหว่างอันดามันและอ่าวไทย การเพิ่มการขนส่งทางรางนั้น จะต้องเชื่อมรางกับท่าเรือชายฝั่งและท่าเรือน้ําลึก เช่น เชื่อมจากท่าเรือชายฝั่งก็คือจาก แหลมฉบังหรือว่าจากท่าเรือสุราษฎร์มายังแหลมฉบัง หรือจากท่าเรือชายฝั่งมายังมาบตาพุด มายังสงขลา หรือใช้ท่าเรือเชียงแสนให้เป็นประโยชน์ในการขนส่งทางน้ําได้มากขึ้นนะครับ เชื่อมระบบรางกับเขตเศรษฐกิจพิเศษใน ๑๐ จังหวัด และจังหวัดชายแดนที่มีพื้นที่ติดกับ ประเทศเพื่อนบ้าน ขณะนี้เรามีรถไฟความเร็วสูงจากจังหวัดหนองคายมาจังหวัดขอนแก่น จังหวัดนครราชสีมา ไปที่จังหวัดสระบุรี แล้วก็ไปที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา แล้วก็มาบตาพุดนะครับ เราต้องจัดให้มีการเชื่อมรางกับเขตเศรษฐกิจพิเศษใน ๑๐ จังหวัดเข้าด้วยกันนะครับ แต่ความสําคัญเหล่านี้นั้นปรากฏว่าท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นได้เมตตาบรรจุ คําว่า โลจิสติกส์ อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันที่กําลังใช้อยู่นี่นะครับ โดยบรรจุไว้ในมาตรา ๒๙๓ (๗) เป็นการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ข้อความที่บรรจุไว้มีว่า ปฏิรูปเพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และโลจิสติกส์ ปฏิรูประบบการขนส่ง รวมทั้งเชื่อมโยงการคมนาคมขนส่งทุกรูปแบบและ ทุกระดับทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อสนับสนุนการจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและเพิ่มคุณภาพชีวิต รวมทั้งสร้างกลไกในความร่วมมือ ระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการปฏิรูปดังกล่าว ปรากฏว่ากราบเรียนท่านประธานด้วย ความเคารพครับ กราบเรียนท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วยความเคารพครับ เป็นความปลื้มปิติของคนที่อยู่ในแวดวงโลจิสติกส์ แสดงว่าท่านให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ แต่ปรากฏว่าในมาตรา ๒๗๘ ท่านบัญญัติไว้ว่าอย่างนี้ครับ ข้อความที่ท่านพูดถึงในมาตรา ๒๙๓ (๗) นั้น ท่านใช้มาตรา ๒๗๘ ไปลบล้างทิ้ง มาตรา ๒๗๘ ระบุว่า ความในภาคนี้ให้สิ้นผลบังคับ ในวันที่ถัดจากวันที่ประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ครบ ๕ ปี เว้นแต่พลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งจํานวน ไม่น้อยกว่า ๕๐,๐๐๐ คน รัฐสภา หรือ ครม. เสนอจัดให้มีการออกเสียงประชามติให้ บทบัญญัติในภาคนี้คงใช้บังคับอยู่ต่อไป ซึ่งต้องไม่เกิน ๕ ปีนับตั้งแต่วันที่พลเมืองผู้มีสิทธิ เลือกตั้งโดยเสียงข้างมากออกเสียงประชามติเห็นชอบ ทั้งนี้ตาม พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการออกเสียงประชามติ นั่นหมายความว่าถ้ารัฐบาลชุดต่อไปในอนาคตไม่ให้ ความสนใจเรื่องโลจิสติกส์ ไม่ให้ความสนใจเรื่องซัพพลาย เชน มาตรา ๒๙๓ (๗) ก็จะหายไปเลย ประเทศไทยระบบโลจิสติกส์อย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ก็ยังมีการใช้การขนส่งทางบกมากกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์อยู่อย่างนั้น รถไฟที่จะจัดตั้งกรมรางก็ไม่สามารถที่จะบูรณาการกันได้ ปัจจุบันนี้เรื่องของโลจิสติกส์ไม่มีหน่วยงานใดรับผิดชอบโดยตรง สภาพัฒน์เป็นคนเริ่ม นโยบาย กระทรวงอุตสาหกรรมก็มีเรื่องโลจิสติกส์ แต่ไปฝากไว้อยู่อีกกรมหนึ่ง กระทรวง พาณิชย์ก็มีโลจิสติกส์แต่ไปฝากไว้แค่สํานัก กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีโลจิสติกส์ ก็ไปฝากไว้แค่ระดับสํานัก ไม่มีหน่วยงานใดที่จะดูแลเรื่องโลจิสติกส์โดยตรง การบูรณาการ ต่าง ๆ จึงต่างคนต่างทํา ดังนั้นต้นทุนโลจิสติกส์ในประเทศไทยจึงได้สูงถึง ๑๔.๑ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการที่ผมกราบเรียนท่านประธานและท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในรายละเอียดเหล่านี้ก็เพื่อชี้ให้เห็นว่าเรื่องโลจิสติกส์นั้นเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจกัน เป็นเรื่องที่เขากําหนดเป็นยุทธศาสตร์ของชาติ ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เขียนขึ้นมาเป็นแค่มาตราหนึ่ง แล้ว ๕ ปีให้ยกเลิกไป ดังนั้นผมจึงขอความกรุณา ขอเพิ่มความต่อไปนี้ครับ ในมาตรา ๘๘ หมวด ๒ เรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐครับ รัฐต้องส่งเสริมให้มีการจัดการด้านโครงสร้าง พื้นฐานและโลจิสติกส์โดยจัดให้มีพระราชบัญญัติสภาโลจิสติกส์แห่งชาติ ทั้งนี้เพื่อคุณภาพ ชีวิตของประชาชน เพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถในเชิงการแข่งขัน ทั้งในประเทศ และระหว่างประเทศ ผมขอกราบเรียนว่าทั้งหมดที่ผมยกมานี้นั้นไม่ใช่เป็นเรื่องเพื่อตัวเองแต่เป็นเรื่องของ เพื่อประเทศชาติในอนาคต ซึ่งเราจะต้องทําการปรับยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของชาติ ในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้นไม่ได้มีการพูดถึงเรื่องเศรษฐกิจเท่าที่ควร จะเห็นได้ว่าได้มี กรรมาธิการหลายท่าน ได้มีสมาชิกสภาปฏิรูปหลายท่าน ได้มีการพูดถึงยุทธศาสตร์ของชาติ นะครับ โลจิสติกส์เป็นยุทธศาสตร์ชาติอย่างหนึ่งซึ่งจะต้องบรรจุไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อเป็น ยุทธศาสตร์เศรษฐกิจของประเทศ เพื่อให้เกิดการแข่งขันนะครับ ผมขอกราบเรียนว่า เรื่องของโลจิสติกส์ขอย้ําว่าไม่ใช่เรื่องของการขนส่ง แต่การขนส่งเป็นส่วนหนึ่งของโลจิสติกส์ โลจิสติกส์นั้นครอบคลุมไปถึงองค์การคลังสินค้า ผมอยากเห็นองค์การคลังสินค้าเป็น หน่วยงานจัดเก็บพืชผลทางการเกษตรของท่านอุทัย ซึ่งท่านพูดถึงเรื่องการเกษตรเยอะมาก แต่ไม่เคยมีใครเอาเรื่องเกี่ยวกับองค์การคลังสินค้ามาเป็นศูนย์รับส่งกระจายสินค้าพืชผลทาง การเกษตร ไม่เคยมีหน่วยงานไหนพูดถึงองค์การคลังสินค้าที่มาพูดถึงสินค้าอุตสาหกรรมจาก เขตเศรษฐกิจพิเศษจะส่งไปถึงชายแดน จากชายแดนจะส่งไปถึงท่าเรือน้ําลึกได้อย่างไร ไม่เคยมีหน่วยงานใดที่จะให้การดูแลเรื่องแอลเอสพี (LSP) ก็คือโลจิสติกส์ เซอร์วิส โพรไวเดอร์ (Logistics Service Provider) อย่างจริงจัง โลจิสติกส์ เซอร์วิส โพรไวเดอร์ คือใครก็คือ ผู้ประกอบการที่อยู่ในธุรกิจโลจิสติกส์ ซึ่งมีไม่ต่ํากว่า ๕๐๐,๐๐๐ คน อาชีพเหล่านี้นับวันจะมี ชาวต่างชาติเข้ามาทําการธุรกิจแข่งขัน เมื่อกี้ท่านจิตร์ ขออนุญาตที่เอ่ยนามนะครับ ท่านได้ พูดถึงการแข่งขัน ขณะนี้มีบริษัทต่างชาติเข้ามาทําธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทย และถ้า รัฐบาลไทยไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในเรื่องยุทธศาสตร์โลจิสติกส์ของชาติ แล้วเราจะไปสู้ ต่างชาติได้อย่างไร ถ้าเมื่อไรก็ตามที่ระบบโลจิสติกส์ของประเทศไทยถูกครอบงําและควบคุม โดยชาวต่างชาติ นั่นหมายถึงว่าบริษัทต่างชาติก็สามารถควบคุมระบบโลจิสติกส์ซึ่งเป็นสาย สําคัญทางด้านเศรษฐกิจของประเทศได้ เขาจึงมีสิทธิในการกําหนดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ด้านการ ขนส่งระหว่างประเทศ จะมีสิทธิในการกําหนดค่าใช้จ่ายการขนส่งในประเทศ มีสิทธิ จะกําหนดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ด้านการจัดเก็บสินค้า การกระจายสินค้าทุกอย่างอยู่ในมือเขาหมด แล้วประเทศไทยถ้าเป็นอย่างนี้จะอยู่ได้อย่างไร ปัจจุบันนี้ชาวต่างชาติควบคุมระบบ โลจิสติกส์ในภาคเหนือ เช่น อาร์ 3 เอ (R3 A) มีบริษัทต่างชาติมาเปิดบริษัท แล้วตั้ง บริษัท ชิปปิง (Shipping) ดําเนินวิธีการศุลกากร ตลาดไทยถ้าเราเดินไปดู โยนก้อนหินขึ้นไป หนึ่งก้อน หินตกลงมาจะถูกคนต่างชาติที่ไปเปิดธุรกิจอยู่ในตลาดไทย คนเหล่านี้เข้าไปรับซื้อผลไม้ แล้วก็ขนส่งตู้เย็นใส่ตู้รีเฟอร์ (Reefer) จากจันทบุรี จากตราดไปยังเชียงขอม ข้ามสะพานไป ฝั่งห้วยทราย ไปยังบ่อเต็น บ่อหาน แล้วก็ไปยังประเทศจีน ผลไม้ไทยเหล่านี้จะถูกกว้านซื้อ โดยชาวต่างชาติ และใช้วิธีการตั้งล้ง แล้วก็รับซื้อในราคาที่กําหนดโดยคนต่างชาติ แล้วก็ เหมาทั้งสวน สิ่งเหล่านี้คือระบบโลจิสติกส์ที่กําลังถูกต่างชาติรุกราน ผมยังไม่เห็นรัฐบาลไทย ที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผมอยากจะเห็นระบบโลจิสติกส์ประเทศไทย ให้มีความสําคัญในระดับยุทธศาสตร์ของประเทศ และเพื่อที่จะเตรียมรองรับสิ่งที่กําลัง เกิดขึ้นเพื่อรองรับเออีซี (AEC) เพื่อรองรับเอฟทีเอ (FTA) เพื่อรองรับการค้าระหว่างประเทศ ที่กําลังจะเข้ามา ผมอยากกราบเรียนว่าสิ่งเหล่านี้นั้น ผมย้ําว่าทั้งหมดที่ผมพูดนั้นผมไม่ได้พูด เพื่อตัวเอง แต่ผมพูดเพื่อประเทศไทยของเราในอนาคต พูดเพื่อลูกหลานไทยที่เกิดมา ในอนาคต ไม่ใช่เกิดไปแล้วทุกอย่างถูกควบคุมโดยชาวต่างชาติ บริษัทต่างชาติทั้งหมด พ.ร.บ. การแข่งขันทางการค้าต้องนําปรับใช้อย่างจริงจัง ต้องมีการแก้ไข
และท้ายที่สุด ผมอยากกราบเรียนว่าเรื่องของโลจิสติกส์นั้นเป็นเรื่อง ยุทธศาสตร์ของประเทศ ที่ต้องให้ความสนใจเอาใจใส่และดําเนินการอย่างจริงจัง จึงขอกราบเรียน ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าช่วยเถอะ ช่วยบรรจุมาตรา ๘๘ ตามข้อความที่ผมอ่าน เมื่อกี้นี้ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๘ ด้วยนะครับ อย่าให้ชาวโลจิสติกส์ทั้งหลายในประเทศไทย ซึ่งมีประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ คน เกิดความรู้สึกผิดหวังต่อท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นเขาจะจําชื่อท่านเอาไว้เลย ทั้งหมด ๓๖ ท่าน เขาจะจําชื่อท่านเหล่านี้ ไว้เลย เพราะว่าเขาหวังว่าท่านจะช่วยดูแลเขา ช่วยดูแลธุรกิจโลจิสติกส์ในประเทศไทย ช่วยทําให้คนไทยได้มียุทธศาสตร์ชาติ และโลจิสติกส์ของประเทศ ผมกราบเรียนว่าทั้งหมดนี้เป็นความรู้สึกจากส่วนลึกของหัวใจที่อยากเห็นโลจิสติกส์เป็น ยุทธศาสตร์ที่ให้ความสนใจ และขอเถอะครับ ไม่ใช่ว่าพอ ๕ ปีแล้วหมดไปเลย มาตรา ๒๙๓ (๗) กรุณาเขียนใส่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๘๘ เพิ่มอีกวรรคหนึ่งเข้าไป เพิ่มเนื่องจาก พ.ร.บ. สภาโลจิสติกส์แห่งชาติ ผมขอวิงวอนว่าให้ท่านกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญโปรดให้ความสําคัญในเรื่องแบบนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณค่ะ ก่อนที่จะอภิปรายท่านต่อไป คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญขอเวลา ในการชี้แจงก่อน ขอเรียนเชิญท่านประธานค่ะ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ขออนุญาตท่านประธานชี้แจงเรื่องซึ่งอาจจะเป็น ที่วิพากษ์วิจารณ์กันมายาวนาน แต่ว่าคงไม่ใช่เรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็จะรับข้อสังเกตของท่านสมาชิกไปพิจารณา ได้มีการขอให้ ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการบันทึกเอาไว้แล้ว แล้วท่านสมาชิกได้โปรดกรุณานํา ข้อสังเกตของท่านทั้งหลายซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งลงไปในคําขอแก้ไขเพิ่มเติมด้วย เพื่อที่จะให้สิ่งที่ท่านเสนอมีประโยชน์อย่างนี้ ไม่หลุดออกไปจากการที่จะได้รับการพิจารณา โดยรอบคอบจากคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตท่านประธานใช้เวลา ไม่มากนักในช่วงนี้ชี้แจง ๒-๓ เรื่องเท่านั้นที่มีการอภิปรายกันมา โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ แล้วก็ วันนี้บางส่วน
เรื่องแรกที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงก็คือเรื่องที่มาของ นายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามเขียนขึ้นมาเพื่อดูหลักการ ประชาธิปไตยให้เป็นหลักสําคัญที่ต้องยึด แต่ต้องดูให้สอดคล้องกับสถานะแล้วความเป็นจริง ในการเมืองไทยด้วย ด้วยเหตุดังนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงนําหลัก ประชาธิปไตยและความเป็นจริงในสังคมไทยมาแล้วก็มาบัญญัติเอาไว้ในหมวดที่ว่าด้วย คณะรัฐมนตรีว่าคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้นจะต้องผ่านด่านอย่างน้อยที่สุด ๒ ด่าน
ในมาตรา ๑๗๒ บัญญัติว่าให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบ บุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มี การเรียกประชุมสภาเป็นครั้งแรก
วรรคสาม บอกว่า มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งให้ บุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร แต่ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมิได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎร การลงมติในกรณีเช่นว่านี้ให้กระทําโดยลงคะแนนเปิดเผย นี่คือล็อกที่ ๑ ถ้าจะใช้คําพูดแบบสามัญ ล็อกที่ ๒ ก็คือ
มาตรา ๑๗๑ วรรคสอง บอกว่า ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานครับ เมื่อมีการพาดหัวข่าวโดยมีการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายภายนอก ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างจุดเสี่ยงให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี กระผมได้รับเชิญ ให้ไปพูดกับเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรป ๒๐ ประเทศ เขาก็ถามคําถามนี้ผมครับ ผมก็อธิบายให้ฟังว่าเราเขียนว่าสภาผู้แทนราษฎรต้องลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีโดยเปิดเผยใน สภาต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แล้วก็ไม่พอแค่นั้นนะครับ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาและซึ่งเป็นคนของพรรคการเมืองเสียงข้างมากซึ่งเป็นแกนรัฐบาล นําความขึ้นกราบบังคมทูลตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นประการที่ ๒ เป็นล็อกที่ ๒ อีก เราก็เชื่อว่า ส.ส. ในสภา ๔๕๐ คนตามร่างรัฐธรรมนูญนี้คงจะไม่ไปเลือกคนนอกเป็นแน่ ท่านประธานครับสภาแห่งนี้คงระลึกได้ว่าเมื่อครั้งที่มีการเลือกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกัน ๒๐ คนในสภาแห่งนี้ คุณอลงกรณ์ พลบุตร และกระผมเสนอว่าควรจะเอาคู่ขัดแย้งซึ่งไม่ใช่ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๕ คนมาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ลงมติกันครับ ลงมติกันด้วยคะแนนเสียงข้างมากขาดลอย ดูเหมือนจะ ๒๔๐ กว่ากับ ๕ เสียงกระมัง ว่าให้เอาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเท่านั้น ๒๐ คนส่งเข้าไปเป็นกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ นี่ขนาดกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่นายกรัฐมนตรี คําถามที่กระผม อยากจะกราบเรียนถามก็คือว่าถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งของ ประชาชนโดยตรงแล้วมีพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง มีหัวหน้าพรรคกํากับอยู่ เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนของเสียงพรรคข้างมากเด็ดขาดคนที่หนึ่งแล้ว แล้วคน ๔๕๐ คนจะมาเสนอคนนอกให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีโอกาสจะเป็นไปได้แค่ไหน คําถามนี้จึงไม่ใช่คําถามที่ควรจะมาถามกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าทําไมเขียน รัฐธรรมนูญแบบนี้ ความจริงต้องไปถามคนที่จะเป็น ส.ส. ๔๕๐ คนว่าเขาจะไปเอาคนนอก มาเป็นนายกรัฐมนตรีไหม ท่านประธานครับพอผมอธิบายเสร็จทูตเยอรมันก็ยกมือทันที ในที่ประชุมทูต ๒๐ ประเทศนั้นบอกว่าไม่เห็นแปลกเลย ไม่เห็นเหมือนกับที่สื่อมวลชนไทย รายงานเลย รัฐธรรมนูญเยอรมันก็เขียนอย่างนี้ว่าให้เลือกกันในสภาบุนเดสทาก คือสภาผู้แทนราษฎรโดยเปิดเผย จบ ไม่เห็นไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน ผมเข้าใจครับ ท่านประธานว่าวันนี้คนไทยยังจําภาพเก่า ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนปี ๒๕๓๕ มาถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ แต่ภาพเก่า ๆ นั้นมันเป็นภาพอดีตครับ ถ้าท่านประธานระลึกได้ก็จะพบว่าการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีก่อนปี ๒๕๔๐ มีพัฒนาการมาดังนี้ครับ ก่อนปี ๒๕๓๕ ประธานรัฐสภา คือประธานวุฒิสภา ประธานวุฒิสภานั้นมาจากการแต่งตั้งและมาจากการแต่งตั้งของ คณะรัฐประหาร วิธีหานายกรัฐมนตรีในวันนั้นเขาไม่ได้เลือกกันในสภาครับ เมื่อมีการ เลือกตั้งเสร็จแล้วประธานรัฐสภาซึ่งคือประธานวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งก็จะไปถาม หัวหน้าพรรคการเมืองว่าหัวหน้าพรรคการเมือง ก ที่มี ส.ส. ๑๐๐ คน สนับสนุนใคร หัวหน้าพรรคการเมือง ข มี ส.ส. ๑๕๐ คนนี่สนับสนุนใคร มีจดหมายรับรองมาจาก หัวหน้าพรรคครับ ว่าพรรค ก ส.ส. ๑๐๐ คน สนับสนุนพลเอก เกรียงศักดิ์ ขออภัยที่เอ่ยชื่อท่าน พอรวบรวมชื่อได้เกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร โดย ส.ส. ไม่ได้รู้เรื่องเลย ไม่ได้ลงมติเลย มีแต่จดหมายนําของหัวหน้าพรรค ประธานรัฐสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้ง ก็จะนําความกราบบังคมทูล เพราะฉะนั้นเราถึงได้นายกรัฐมนตรีซึ่งไม่ได้เป็น ส.ส.พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เข้ามาในปี ๒๕๒๑ เราถึงได้ท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เหตุการณ์อย่างนี้เป็นมาจนถึงปี ๒๕๓๔ เปิดรัฐธรรมนูญดูเถอะครับที่สภารวม ปี ๒๕๓๔ เขียนรัฐธรรมนูญขยับดีขึ้นมานิดหนึ่ง บอกว่า ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา แต่ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนําความกราบบังคมทูลตั้งนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้เขียนว่า ให้ ส.ส. เลือกกันในสภา ท่านประธานคงระลึกได้ว่าพอหลังจากมีการเลือกตั้งทั่วไป ในปี ๒๕๓๕ พรรคสามัคคีธรรมชนะเลือกตั้งเป็นพรรคแกน หัวหน้าพรรคอย่าไปเอ่ยชื่อท่านเลย ควรจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเป็น ส.ส. แต่มีข่าวว่าสหรัฐอเมริกาไม่ให้วีซ่าท่าน เข้าประเทศ ท่านก็เลยสละสิทธิ พอสละสิทธิ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรวันนั้นคือท่านอาจารย์ดอกเตอร์อาทิตย์ อุไรรัตน์ ก็ถูกพรรคร่วมรัฐบาลให้ไปเชิญท่านพลเอกท่านหนึ่งมา พลเอก ส เสือ ก็แล้วกันนะครับ ท่านก็รับ นําความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีการเลือก ในสภาผู้แทนราษฎร โดยจดหมายนําของหัวหน้าพรรคก็เกิดการชุมนุมขึ้น เกิดเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬล้มตายกัน ในการชุมนุมครั้งนั้นเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ ๔ ประเด็น ๑. ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรขยับจากฐานะการนําความกราบบังคมทูล ขึ้นตั้งนายกรัฐมนตรีเฉย ๆ เป็นประธานรัฐสภาด้วย เป็นคนนําความกราบบังคมทูลด้วย ๒. ให้ ส.ส. เท่านั้นที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ คนอื่นห้ามเป็น ๓. แก้เรื่องอื่นอีกปรากฏว่า พรรคร่วมรัฐบาลมีมติให้เอา ส.ส. คนหนึ่ง พลอากาศเอก ส เสือ ซึ่งเป็น ส.ส. หัวหน้าพรรค พรรคหนึ่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเซ็นกันมาเลย หัวหน้าพรรค ท่านดอกเตอร์อาทิตย์ อุไรรัตน์ ก็ถือชื่อนั้นออกสภาไปตามมติของหัวหน้าพรรคข้างมาก แต่ท่านก็ไปเปลี่ยนใจแล้วท่านก็เปลี่ยนเป็น กราบบังคมทูลให้ตั้งท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒ ท่านคงจํา ได้นะครับว่าผู้ที่เรียกร้องกันอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยวันนั้นพอรู้ว่าพลอากาศเอก ส เสือ จะได้เป็นนายกฯ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเรียกร้องว่าให้ ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรี ร้องยี้กันเป็นแถว แต่พอท่านดอกเตอร์อาทิตย์ อุไรรัตน์ ซึ่งวันนั้นเป็นวีรบุรุษนะครับ เพราะว่าท่านตัดสินใจ เปลี่ยนเสียเองนําความกราบบังคมทูลแล้วพร้อมรับผิดชอบทางการเมืองเสียเอง เอาคุณอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งไม่ได้เป็น ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรีทุกคนไชโยโห่ร้อง นี่แปลว่า เรียกให้ ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ว่าตั้งคนที่ไม่ใช่ ส.ส. กลับชอบใจ วันนั้นเชื่อไหมครับว่า รัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับที่กราบบังคมทูลขึ้นไป ท่านอาจารย์ชัยอนันต์อยู่ที่นี่หรือเปล่าไม่ทราบ ที่ต้องเอ่ยนามท่าน ท่านเป็นคนนําทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ขอทรงพระกรุณาชะลอการลงพระปรมาภิไธยในร่างรัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับ โดยเฉพาะฉบับที่บอกว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. เพราะมิฉะนั้นคุณอานันท์ ปันยารชุน จะเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระมหากรุณาฯ คุณอานันท์ก็มาเป็นนายกรัฐมนตรี มายุบสภา เลือกตั้งใหม่ ทรงลงพระปรมาภิไธยมาก่อน ๙๐ วัน ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๕ หลังจากที่ คุณอานันท์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแล้วหลังจากแก้รัฐธรรมนูญแล้ว แต่ก่อนที่จะลงพระปรมาภิไธย จึงมีบทบัญญัติว่าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น ท่านประธานครับ ก็ใช้บทบัญญัตินั้นมาจนถึงปี ๒๕๔๐ พอปี ๒๕๔๐ นะครับ ท่านประธานคงระลึกได้ว่าตอนร่างรัฐธรรมนูญผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ก็พูดกันว่า นายกรัฐมนตรีจะมาอย่างไร เราก็ตกลงกันว่าเอาตามหลักสากลเลย คือ ๑. ต้องลงคะแนนกัน ในสภาผู้แทนราษฎร แล้วลงคะแนนโดยเปิดเผย ถามว่าทําไมต้องเปิดเผยเพราะกลัวว่า ถ้าลงคะแนนลับจะซื้อกันครับ ต้องลงเปิดเผยยกมือเลยแล้วขานชื่อเลยว่าข้าพเจ้าชื่อ นาย ก สนับสนุนนายคนนี้เป็นนายกรัฐมนตรี นี่คือล็อกที่ ๑ ล็อกที่ ๒ ก็บอกต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นคนของพรรคข้างมาก นําชื่อขึ้นกราบบังคมทูล มาถึงประเด็นสุดท้ายคือล็อกที่ ๓ ครับ คําถามคือว่าจะต้องเขียนต่อไปไหมว่านายกรัฐมนตรี ต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น หลายคนบอกไม่ต้องเขียนแล้วเพราะว่าเราเลือกกันโดยเปิดเผย เราไม่ได้ให้ประธานวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งไปขอหนังสือจากหัวหน้าพรรคสนับสนุน มาแล้ว เราให้ ส.ส. ๕๐๐ คนในสภาผู้แทนราษฎรลงมติโดยเปิดเผยแล้ว แต่ท้ายที่สุด กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๔๐ นั้นก็บอกว่าเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี ๒๕๓๕ มันเป็นแผลสดอยู่นะ บทบัญญัตินี้อย่าไปเอาออกเลย ก็คงไว้ ก็เลยมีล็อก ๓ ล็อกครับประตูนี้ ล็อกที่ ๑ ต้องลงมติโดยเปิดเผยด้วยคะแนนเสียงข้างมากเกินครึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ล็อกที่ ๒ ก็คือให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นคนของพรรคเสียงข้างมากแกนรัฐบาลนําความ กราบบังคมทูล ล็อกที่ ๓ คือต้องเป็น ส.ส. ก็ใช้มาถึงปี ๒๕๔๙ ท่านประธานคงระลึกได้ นะครับ มีปัญหา เรียกร้องให้พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระราชอํานาจตามมาตรา ๗ ตั้ง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เอานายกรัฐมนตรีคนเก่าออก วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ ผมจําวันได้ แม่นเลยครับ ตุลาการศาลปกครองและผู้พิพากษาศาลยุติธรรมไปเข้าเฝ้ารับสั่งว่ามาตรา ๗ มีไว้เพื่ออุดช่องว่างในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ แต่กรณีนี้รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ทรงทําตามรัฐธรรมนูญมาทุกประการ เพราะฉะนั้นจะทรงทําตามอําเภอพระราชหฤทัยไม่ได้ ไม่เคยทรงใช้พระราชอํานาจนอกรัฐธรรมนูญ ก็เป็นอันว่ามาตรา ๗ หยุด ไม่มีทางออกครับ ผลสุดท้าย ๑๙ กันยายนก็เกิดขึ้น เขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์นั่งอยู่ที่นี่ หลายคนนั่งอยู่ที่นี่ คุณหมอชูชัยก็นั่งเขียนอยู่ อาจารย์ปกรณ์ก็นั่งเขียนอยู่ก็มาถึงบทบัญญัติ เลือกนายกรัฐมนตรี ก็ลอกของปี ๒๕๔๐ นั้นอีก เพราะก็ห่วงเหมือนกันว่าถ้าไม่เขียนเรื่อง นายกรัฐมนตรีเป็น ส.ส. นี้นะครับ จะโดนว่า ก็เลยมี ๓ ล็อกเหมือนเดิม ๑. เลือกในสภา โดยเสียงข้างมากโดยเปิดเผย ๒. ประธานสภาผู้แทนราษฎรนําขึ้นกราบบังคับทูล ๓. เป็น ส.ส. ท่านประธานก็นึกถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคมได้ใช่ไหมครับ คือเมื่อมีการยุบสภาแล้ว ยุบสภาแล้วรัฐบาลก็รักษาการ ก็เรียกมาตรา ๗ อีกครับ มาตรา ๗ ทั้ง ๆ ที่มีพระราชดํารัส ชัดเจนในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ แล้วว่าท่านทรงทําตามรัฐธรรมนูญ ผลสุดท้ายท่านอดีตนายกรัฐมนตรี รักษาการ ท่านก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรักษาการไม่ได้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีขึ้น รักษาการ ความขัดแย้งก็ยังอยู่รุนแรงกัน ไม่ต้องบรรยายนะครับ ก็มีการเชิญเข้าไป ในค่ายทหารว่าจะเอาอย่างไร จะปรองดองกันไหม ก็ไม่ยอม ไม่ยอม ท่านพลเอก ประยุทธ์ ท่านก็ถามอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าผู้นําของพรรคข้างมากในเวลานั้นว่า ตกลง ครม. จะลาออกทั้งคณะเพื่อที่จะให้ใช้มาตรา ๗ คือตั้ง ครม. ใหม่ได้ไหมเพราะว่า ใช้มาตรา ๗ ได้ ถ้า ครม. รักษาการไม่ได้แล้ว ประเทศว่างรัฐบาลไม่ได้ คําตอบวันนั้นจาก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคือนาทีนี้ไม่ออก เป็นที่มาของวาทะอันลือลั่นว่านาทีนี้ ผมก็ยึดอํานาจ นี่แปลว่า ๓ ล็อกนี้ก่อให้เกิดปัญหา ๒ ครั้งในประเทศไทย แผลสด ๆ เลยนะครับ ปี ๒๕๔๙ ครั้งหนึ่ง ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ อีกครั้งหนึ่ง พอมาถึงการยกร่างครั้งนี้ เราก็เห็น แล้วล่ะว่า แผลเมื่อปี ๒๕๓๕ นั้นยังอยู่ในใจคนหลายคน แต่แผลที่ต้องมีการเลิกรัฐธรรมนูญกันในปี ๒๕๔๙ ก็ดี ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ก็ดี ก็เป็นแผลสดกว่า มันไม่มีทางออกให้บ้านเมือง กรรมาธิการยกร่างเลยตัดสินใจว่า ถ้าเช่นนั้นก็มี ๒ ล็อกก็พอ ล็อกที่ ๑ ก็คือลงคะแนนเสียงกันโดยเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก เกินครึ่ง ล็อกที่ ๒ ก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคนของพรรคข้างมากนําความ กราบบังคับทูล ก็ปรากฏว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์พูดว่า ไปเอานายกรัฐมนตรีคนนอกมา ผมก็ชี้แจงอย่างนี้ว่าขนาดสภาแห่งนี้เลือกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอ ๕ คน จากคู่ขัดแย้งเข้ามาเป็นกรรมาธิการยกร่างนี่เรายังไม่เลือกเลย แล้วนั่นนายกรัฐมนตรีจะไป เลือกคนนอกทําไม คําถามที่ว่านายกรัฐมนตรีคนนอกหรือไม่จึงไม่ควรมาถามกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงควรไปถามหัวหน้าพรรคการเมือง และ ส.ส. ทั้งหลายที่สังกัด พรรคการเมืองเหล่านั้นว่าจะไปเลือกคนนอกหรือ แต่วิพากษ์วิจารณ์กันมากครับ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็เลยมาทบทวนดูแล้วว่าเราต้องรับฟัง เพราะฉะนั้นก็เลยเขียน ต่อไปว่าถ้าเป็นคนที่ไม่ใช่เป็น ส.ส. นี่ใช้คะแนนเสียง ๒ ใน ๓ ครับ เพื่อเวลาเกิดวิกฤติไม่มี ทางออกจริง ๆ ระหว่างยุบสภาไม่มี ส.ส. ได้เป็น จะไปเอาใครครับ ก็ต้องไปเอาคนซึ่งไม่ใช่ ส.ส. มาเป็น แล้วยุบสภา บ้านเรานี่อย่านึกว่า ๖๐ วันนะครับท่านประธาน เหตุการณ์ มันเกิดขึ้นมาแล้วใช่ไหมครับว่ายุบสภาทีหนึ่งมันเลือกตั้งไม่ได้ภายใน ๖๐ วัน มัน ๖ เดือนครับ ระหว่างนั้นจะให้บ้านเมืองถึงทางตันที่จะต้องมาเลิกรัฐธรรมนูญกันอีกหรือ นี่คือคําตอบครับ แล้วถามว่าทําไมไม่เขียนว่า วิกฤติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็พูดกันแล้วว่า ถ้าเขียนว่า วิกฤตินี่จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอีก ๑ เดือนครับ ระหว่างนั้นก็ขัดแย้งกันไปถึงไหน เสียเลือดเสียเนื้อกันอีกเท่าไรก็ไม่รู้ ก็จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ คือวิกฤติการตีความ เพราะฉะนั้นก็เลยเขียนเอาไว้ว่า ถ้า ส.ส. ๔๕๐ คนจะไปเอาคนที่ไม่ใช่ ส.ส. มาเป็น นายกรัฐมนตรี ในกรณีที่เกิดวิกฤติถึงทางตันจริง ๆ นี่นะครับ ก็ไปเอาคนนอกมาได้ แต่ถ้ามัน ยุบสภาแล้ว ส.ส. ทําหน้าที่ไม่ได้แล้ว วุฒิสภาก็ทําหน้าที่แทนไป นี่คือที่มาเขียนไว้เพื่อเป็น ข้อยกเว้น ข้อยกเว้นที่คงไม่เกิดบ่อย ๆ ครับ แต่ไปพูดกันจนกลายเป็นหลัก แล้วก็มาพูดกันถึง ว่านายกรัฐมนตรีคนนอก คนนอก ขอกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าถ้าไม่เขียนอย่างนี้ สิครับมันจะเกิดจุดเสี่ยง จุดเสี่ยงที่ว่านั้นก็คือจุดเสี่ยงที่นําไปสู่การที่อาจจะต้องไปพูด มาตรา ๗ อีกครั้งหนึ่ง ไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาทอีกครั้งหนึ่ง หรือไม่ก็ต้องเลิกรัฐธรรมนูญ อีกครั้งหนึ่ง คิดสะระตะดูแล้วกรรมาธิการบอกว่าถ้าอย่างนั้นอย่าให้ถึงขั้นเลิกรัฐธรรมนูญ เลยเปิดโอกาสเอาไว้ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะครับว่าที่ผมต้องใช้เวลาตรงนี้ นิดหนึ่ง เพราะว่าหลายท่านพูดตั้งแต่วันแรก และเมื่อวานนี้ก็มาพูดตอนเย็น ถึงขนาด เปรียบเปรยว่าทําไมต้องกางร่มในห้องนอน ไม่ใช่ครับ เราเตรียมร่มเอาไว้ในบ้าน ไม่เอามา กางในห้องนอนครับ เตรียมเอาไว้ในบ้านถ้าฝนตกเดินออกไปนอกบ้านจะได้กางร่มได้ อย่าเปียก ก็เหตุนี้ครับท่านประธาน จึงไม่ใช่เรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก คนในทั้งสิ้น นายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนที่เป็น ส.ส. อยู่แล้วครับ เพราะ ๔๕๐ คนและพรรคการเมือง เขาจะต้องเอาหัวหน้าพรรคของเขาอยู่แล้ว เหมือนที่สมาชิก สปช. จะต้องเลือกสมาชิก สปช. ๒๐ คนมาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ไม่เลือกคนนอกหรอกครับ ถึงอย่างไร ก็ตาม ท่านประธานครับ ข้อทักท้วงของท่านสมาชิกท่านหนึ่งคือท่านประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมืองนี่น่าฟัง ผมยอมรับนะครับผมจะไปปรับ คือท่านบอกว่าในมาตรา ๑๗๓ บอกว่ากรณีพ้น ๓๐ วันนับแต่มีการเรียกประชุมสภาเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาประชุมครั้งแรกแล้ว ไม่ปรากฏว่าบุคคลใดได้คะแนนเสียงเห็นชอบให้ได้รับแต่งตั้งเกิน ครึ่งหนึ่ง หรือ ๒ ใน ๓ ใครได้เสียงข้างมากสูงสุดให้เอาขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ ตรงนี้ท่านบอกว่าจะเป็นช่องว่างให้คนนอก ทําให้เลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ภายใน ๑ เดือน แล้วก็มาใช้ช่องว่างนี้เอาเสียงข้างมากธรรมดาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะไปเขียนให้ครับ จะไป เขียนให้เลย แต่ถ้าเป็นกรณีที่เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่ใช่ ส.ส. ต้องใช้คะแนนเสียง ๒ ใน ๓ เหมือนเดิมจะมาใช้หลักเสียงข้างมากปกติเหมือนกับที่เลือก ส.ส. ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ อดีตที่ขมขื่นนั้นอย่าไปนึกแต่อดีตของปี ๒๕๓๕ ต้องนึกถึงอดีตที่ขมขื่น ของปี ๒๕๔๙ และวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ด้วยนะครับ เรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก ผมจึงขอตอบแค่นี้ ที่เหลือผมจะขอให้ท่านพลเอก เลิศรัตน์ พูดเรื่องกลุ่มการเมือง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมาตลอด ๒ วัน แล้วก็ขอให้ท่านศาสตราจารย์นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ ช่วยตอบเรื่องหน่อยว่าองค์กรตรวจสอบเยอะมากจะบริหารงานได้อย่างไร จะไม่ติดขัดไปหมดหรือ ขออนุญาตท่านประธานให้ท่านเลิศรัตน์ตอบเรื่องกลุ่มการเมืองครับ
ขอเชิญค่ะ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพรักทุกท่าน ในประเด็นกลุ่มการเมืองก็คงใช้ เวลาไม่กี่นาทีนะครับ มีหลายท่านเป็นกังวลถึงที่มาของกลุ่มการเมืองซึ่งบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนี้ในหลายแห่ง โดยมีความมุ่งหมายให้กลุ่มการเมืองสามารถส่งสมาชิก เข้าสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ที่ไปที่มาของคําว่า กลุ่มการเมืองในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มาจากแนวคิดในการที่จะเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับกลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ และต้องการแสดงเจตจํานงเข้าสู่การสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ว่าอาจจะไม่มีกําลัง ความสามารถที่จะจัดตั้งเป็นระดับพรรคการเมืองได้ หรือว่าไม่มีความประสงค์ที่จะไปเป็น ส่วนหนึ่งของพรรคการเมือง ซึ่งพวกเราก็คงจะมองเห็นภาพของพรรคการเมืองในบ้านเรา ซึ่งปัจจุบันนี้มีจดทะเบียนอยู่ที่ กกต. ประมาณ ๗๔ พรรค ผมใช้คําว่า ประมาณ เพราะว่า มียุบมีจดแจ้งเพิ่มกันอยู่เกือบทุกเดือน ที่ยุบเพราะว่าไม่ปฏิบัติตามกฎกติกาตามระเบียบ ข้อบังคับของนายทะเบียนพรรคการเมืองก็จะถูกฟ้องให้ศาลรัฐธรรมยุบ ซึ่งจะมีทุกปีในการ ยุบพรรค เพราะเงื่อนไขในการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้นนอกจากจะให้บุคคลซึ่งมีสัญชาติไทย ๑๕ คน ไปจดแจ้งกับนายทะเบียนพรรคการเมืองโดยมีคุณสมบัติต่าง ๆ เช่นมีนโยบายของ พรรค มีระเบียบข้อบังคับของพรรค มีการประชุม มีการจัดตั้งคณะกรรมการพรรค มีบัญชีรายรับ รายจ่ายของพรรค มีโลโกของพรรคต่าง ๆ และมีนโยบายที่ไม่ขัดต่อความสงบ เรียบร้อย ความมั่นคง ศีลธรรมอันดีของบ้านเมือง ไปจดทะเบียนเสร็จแล้วภายใน ๑ ปี พรรคการเมืองนั้นจะต้องดําเนินการให้มีซึ่งสมาชิกพรรคการเมืองไม่ต่ํากว่า ๕,๐๐๐ คน และต้องทําการจัดตั้งสาขาพรรคในทุก ๆ ภาคของประเทศ มีบางท่านบอกว่าหลายสาขา พรรคในต่างจังหวัดของพรรคการเมืองนั้นมีแต่ห้องแถวนะครับ แม้แต่คนประจําทํางาน ก็ไม่มีอยู่ เพราะฉะนั้นกฎกติกาในการที่จะจดทะเบียนพรรคการเมืองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งพรรคการเมืองที่เป็นพรรคใหญ่ ๆ ของบ้านเรานั้นก็จะมีคุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ บางพรรคการเมืองก็มีวัฒนธรรมของความเป็นซีเนียริตี (Seniority) ว่าใครอยู่ก่อนก็จะมี ลําดับอาวุโสก่อน คนที่เข้าไปใหม่ไม่ว่าจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ขนาดไหนจะขึ้นไปเป็นรองหัวหน้าพรรค หรือจะมีโอกาสไปเป็นรัฐมนตรีก็ทําได้ยาก บางพรรคการเมืองก็มีจะเรียกว่าเจ้าของพรรค ก็ได้หรือกรรมการบริหารพรรคไม่กี่คนที่เป็นผู้รับผิดชอบกําหนดแนวทางนโยบายต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็เชื่อว่ามีบุคคลที่มีความสามารถ ที่มีคุณลักษณะและเหมาะสมที่จะเข้าสู่ วงการเมืองที่อาจจะอยากตั้งเป็นกลุ่มของตัวเองขึ้นมา เราจึงเปิดช่องนี้ขึ้นให้มีการ จดทะเบียนเป็นกลุ่มการเมือง โดยจะกําหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง เราได้แก้ชื่อพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง ซึ่งความเป็นกลุ่มการเมืองนั้น ก็ยังต้องยึดโยงอยู่กับกฎหมาย อยู่กับข้อบังคับที่นายทะเบียนพรรคการเมืองกําหนด แต่อาจจะมีข้อกําหนดที่ลดหย่อนลงมา เช่นจํานวนสมาชิกพรรค เช่นสาขาพรรคก็ไม่ต้อง ไปตั้งทั่วประเทศ ถ้าสนใจจะจัดส่งผู้สมัครอยู่เฉพาะในภาคกลางตอนล่างก็ตั้งสาขาพรรค อยู่ที่นี่ แล้วก็มีสมาชิกอาจจะจํานวนพอสมควรไม่ต้องไปตั้งสาขาพรรคทั่วประเทศต่าง ๆ ฉะนั้นก็จะมีความแตกต่างกัน เพียงแต่ว่าให้สามารถจัดตั้งได้ง่ายขึ้นด้วยทรัพยากร ด้วยกําลังคนที่น้อยลง แต่กฎกติกาต่าง ๆ ระเบียบต่าง ๆ การจัดประชุม การจัดทําบัญชี รายรับ รายจ่าย การรับเงินบริจาคก็ยังต้องเป็นไปตามกฎที่นายทะเบียนพรรคการเมือง กําหนด เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นที่มาของการที่ให้มีกลุ่มการเมืองเกิดขึ้น ซึ่งแต่เดิมที่เราคิดนั้น เราให้สมาคมต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่หลายหมื่นสมาคมที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้มาจัดตั้งเป็นกลุ่มการเมืองได้ ต่อมาก็มีข้อโต้แย้งว่ามันจะสร้างความสับสนแล้วก็จะทําให้ พรรคการเมืองอ่อนแอลงได้ เพราะว่าสมาคมอย่างเช่นทางการเกษตรอย่างนี้จะมีสมาชิกเป็น หมื่นคนเป็นแสนคน ถ้าเขาเกิดมาสนับสนุนสมาคมแล้วไปสมัคร ส.ส. กันก็จะเป็นการ แย่งฐานจากพรรคการเมือง เราจึงได้ล้มแนวความคิดนี้ไป เพราะฉะนั้นที่มีท่านอภิปราย บางท่านบอกว่าจะทําให้เกิดสมาคมไปจดทะเบียนได้นั้น ผมขออนุญาตแก้ว่าเราได้ยกเลิกการ ให้สมาคมเป็นกลุ่มการเมือง เพราะฉะนั้นกลุ่มการเมืองก็ต้องไปจดแจ้งต่อนายทะเบียนใหม่ เพียงแต่มีข้อกําหนดหย่อนลงอย่างที่ผมได้กราบเรียน ขอขอบพระคุณครับ
ขอเชิญ ท่านอาจารย์กระแสค่ะ
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านผู้ทรงคุณวุฒิ กระผม นายกระแส ชนะวงศ์ รู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้รับมอบหมายจากท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้กราบเรียนท่านทั้งหลาย ว่ามีความเห็น มีความคิดและประสบการณ์อย่างไรต่อคํากล่าวที่ว่าการมีการตรวจสอบมาก สําหรับผู้นําทางการเมืองในระดับต่าง ๆ นั้นจะทําให้ทํางานยากขึ้น หรือถ้าเป็นรัฐบาลก็จะ เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ซึ่งเรื่องนี้กระผมมีความเห็นแล้วก็มีความคิดตลอดมาตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ได้ยิน ได้ฟังและได้ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าความหมายของคําว่าตรวจสอบนั้น เราคงไม่ได้ไปตรวจสอบในความหมายจับผิดเสมอไป แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เริ่มต้นจากการให้ คําจํากัดความคําว่า ผู้นําการเมือง คือใครบ้าง และผู้นําการเมืองที่ดีเป็นอย่างไร ผมคิดว่า ในการที่ผ่านเข้ามาสู่ระบบการเมืองแล้วมาเป็นผู้นําทางการเมืองระดับต่าง ๆ นั้นจะได้รับ การยอมรับทันทีว่าผ่านขั้นตอนของคุณสมบัติที่กําหนดไว้อย่างดี น่าภาคภูมิใจแล้วครับ
ประการที่ ๒ ก็คือว่าแนวโน้มของสังคมไทยก็เป็นไปตามสากล ในการที่จะ บริหารจัดการใด ๆ ก็ตามคงต้องมีการตรวจสอบอย่างน้อยที่สุดพื้นฐานที่สุดและเป็นสิ่งที่ พูดกันมากที่สุด ก็คือความหมายของคําว่า ธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นผู้นําทางการเมืองนั้น จะต้องมีธรรมาภิบาลหรือกูด กัฟเวอร์แนนซ์ (Good governance) อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นการตรวจสอบนั้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งกรรมการตรวจสอบหรือใครตรวจสอบ แต่เนื่องจากเทคโนโลยีทางข้อมูลข่าวสารมีมากเหลือเกิน เป็นหูเป็นตาอยู่ทั่วไป เพราะฉะนั้นผู้นําทางการเมืองก็จะต้องเตรียมตัวในการที่จะเป็นผู้นําที่มีความพร้อมในเรื่อง ของกูด กัฟเวอร์แนนซ์ หรือธรรมาภิบาล เมื่อพูดถึงกูด กัฟเวอร์แนนซ์หรือธรรมาภิบาล ซึ่งต่อไปผู้ที่เป็นผู้นําทางการเมืองจะต้องพิจารณาก็คืออย่างน้อยที่สุดต้องเริ่มต้นจาก ความหมายของคําว่าต้องเข้าไปดําเนินการด้วยความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ ตรวจสอบได้ และนอกจากนั้นก็จะต้องมีส่วนร่วมของประชาชนที่เกี่ยวข้อง และที่สําคัญคือต้องปฏิบัติ ตามหลักนิติธรรมที่เรียกว่ารูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) มีหลักการที่จะให้เกิด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ที่สําคัญที่สุดทําอะไรก็ตามต้องให้มันสอดคล้องกับความจําเป็น ความต้องการและความปรารถนาของประชาชน เพราะฉะนั้นการใช้อํานาจในอดีตที่เรา เคยเห็น ถึงแม้จะมีอํานาจส่วนบุคคลก็ดี ส่วนงานก็ดี ระดับท้องถิ่น ในระดับชาติก็ดี อาจจะ รู้สึกว่าทํางานได้คล่องแคล่วดี แต่ว่าหลายครั้งหลายคราวการทํางานที่มีอํานาจและใช้อํานาจนั้น ก็จะลงเอยด้วยความเสียหายและผิดหวังของประชาชนอยู่เสมอ ๆ ซึ่งเราก็ได้ยินได้ฟังมาแล้ว เพราะฉะนั้นในอนาคตโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้นอกจากจะป้องกันไม่ให้ผู้นําทางการเมืองได้ทํา ในสิ่งที่ผิดพลาด บกพร่องได้ง่าย ๆ แล้ว ยังส่งเสริมให้มีภาวะผู้นําในการที่จะนําการ เปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอีกด้วยครับ
บังเอิญผมเองได้มีประสบการณ์จากการเลือกตั้ง เป็น ส.ส. นะครับ ส.ส. ต่างจังหวัด ที่ขอนแก่นก็เป็นมา ๒ สมัย มาเป็น ส.ส. ที่กรุงเทพมหานครอีก ๒ สมัย แล้วก็เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกสมัยหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้นผมก็มองเห็นความ เป็นนักการเมือง มองเห็นภาวะผู้นําทางการเมืองว่าแตกต่างและพัฒนามาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการที่เราได้มาเขียนเรื่องนี้ไว้ไม่ได้ไปทําให้คนที่จะเป็นนักการเมืองหรือผู้นําทาง การเมืองนั้นด้อยลงครับ แต่จะทําให้มีความสง่างามมากขึ้นครับ เพราะว่าการเข้าสู่ตําแหน่ง เข้าสู่อํานาจก็จะได้รับการตรวจสอบมาโดยลําดับ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เหมือนกับตัว การันตี (Guarantee) ว่าคนที่จะดําเนินการทางการเมืองที่เป็นผู้นําทางการเมืองเป็นคนดี เป็นคนเก่ง และมีภาวะผู้นํา ในขณะเดียวกันผมก็ชอบเรียน ชอบสอนเรื่องเกี่ยวกับภาวะผู้นํา คนที่เป็นผู้นําทางการเมืองได้ในอนาคตโดยนัยของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องมี ความหมายอย่างน้อยที่สุดคุณภาพหรือคุณสมบัติ ๒ อย่างเบื้องต้นที่สุดก็คืออันที่ ๑ คน เป็นผู้นํานั้นต้องพร้อมที่จะสร้างผู้นํานะครับ เพราะฉะนั้นคนเป็นผู้นําทางการเมืองระดับ ต่าง ๆ นั้นคงต้องมีภารกิจอันแรกที่สุดต้องสร้างผู้นําให้ช่วยในการทํางาน และประการที่ ๒ ผู้นํานั้นต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าอยากเป็นผู้นํา จะไม่โทษคนอื่น อะไร ทํานองนั้น ผมคิดว่าขั้นตอนต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่จะเข้าสู่การเป็น ผู้นําทางการเมืองนั้นได้มีการเตรียมพร้อมและมีการพัฒนา และจะมีความสง่างามด้วยครับ เพราะฉะนั้นผมเข้าใจว่าความหมายของคําว่าอ่อนแอหรือตรวจสอบมากจะทําไม่ได้ กลับมองเห็นว่าจะทําให้เกิดความสง่างามด้วยครับ
อีกนิดหนึ่งถ้าจะกรุณาให้ผมได้แนะนําว่าผมมีประสบการณ์อย่างไรต่อการ ที่จะดําเนินการแบบนี้ ผมเคยมีตําแหน่งเป็นรัฐมนตรีอยู่ ๔ กระทรวง เป็นรัฐมนตรี ที่กระทรวงสาธารณสุข เป็นรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัย แล้วก็เป็นรัฐมนตรีกระทรวง การต่างประเทศ รวมทั้งเป็นรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ที่พูดอย่างนี้กระผมไม่ได้ ตั้งใจจะโอ้อวดอะไรหรอกครับ ต้องการจะกราบเรียนว่าก็ผ่านการเป็นผู้บริหารมา ก็ไม่ได้เคยใช้อํานาจ ในการที่จะทําให้เกิด การเปลี่ยนแปลงหรือเกิดผลงานในการที่จะพัฒนาตามนโยบายเลยครับ ผมคิดว่าในโอกาส ต่อไปในอนาคตภาวะผู้นําของผู้นําทางการเมืองนั้นสําคัญ ภาวะผู้นํานั้นนอกจากเก่ง ดีแล้ว ยังมีความซื่อสัตย์และเชื่อถือได้ เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าหากมีความซื่อสัตย์เชื่อถือได้คนนิยม ชมชอบแล้ว ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรมก็จะรับผิดชอบช่วยกันทําให้มันเกิด การเปลี่ยนนั้น เพราะฉะนั้นความแข็งแรงความเข้มแข็งนั้นไม่ใช่อยู่ที่อํานาจเสียแล้วครับ ในอนาคตต่อไปนี้ สิ่งสําคัญที่สุดคือความเชื่อถือได้และภาวะผู้นํา ถ้ามองให้ใกล้ตัวที่เห็นชัด ท่านผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ เมื่อเกิดสึนามิขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีที่มาจากการ เลือกตั้งของประเทศญี่ปุ่น เวลาจะไปดูไปเยี่ยมประชาชนในที่เกิดเหตุต้องไปเคารพกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด สวัสดีกับนายกเทศมนตรีด้วยอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ได้แสดงว่ามีอํานาจ ที่จะสั่งการใด ๆ เลย มีแต่ความขอบคุณชื่นชมยกย่องผู้ที่รับผิดชอบแล้วก็สามารถแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ ได้ โดยบารมี โดยความเป็นผู้มีภาวะผู้นํานะครับ ไม่ได้ใช้อํานาจวาสนาที่จะไป สั่งใครต่อใคร เพราะฉะนั้นแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงในเชิงการบริหารจัดการบ้านเมือง ก็คงจะเหมือนกันกับบริษัท ห้างร้าน เอกชน หรือการพัฒนาองค์กรเอกชนครับ คือคนที่เป็น ผู้นําจะเป็นคนที่สร้างคุณค่าให้กับผู้อื่น สร้างความศรัทธา สร้างความรัก เพราะฉะนั้น ให้สั้นที่สุดก็คือผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้คงไม่ทําให้ภาวะผู้นําทางการเมืองด้อยลงครับ แต่จะทําให้เกิดความสง่างามมากขึ้น เมื่อ ๒ วันก่อนผมได้พบกับท่านนายกเทศมนตรี หลายสมัยจากภาคใต้ ก็คุยกันว่าถ้าหากว่ามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอย่างนี้ท่านคิดว่า อย่างไร ลําบากขึ้นไหมครับ จะทําให้เกิดการบริหารยากขึ้นไหม เพื่อนผู้นั้นบอกว่าไม่ยาก หรอกครับ ตามปกติการตรวจสอบมันก็มีอยู่ทั่วไปอยู่แล้วแต่มันไม่เป็นทางการเท่านั้นเอง แล้วคนข้างบ้านกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แต่คราวนี้ทําให้มันมีระบบขึ้น ทําให้มีความเข้าใจว่ากลุ่มนี้ แปลว่าอะไร เขาก็จะได้ทําด้วยความมีระเบียบ มีวินัย เพราะมีกฎหมายรองรับ เขาบอกว่า ไม่ลําบากหรอกครับผมก็ดูแลประชาชนแบบนี้มาตลอด แต่คราวนี้เพียงแต่รู้ว่ากลุ่มไหน เป็นกลุ่มไหน แล้วก็เกิดความชัดเจนขึ้น ผมก็เลยขอสรุปว่าตามที่ผมเรียนรู้มาก็คือว่า ผู้นําทางการเมืองนั้นก็คือคนที่เก่งในการบริหารจัดการประชาชนนั่นเองครับ จึงเชื่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่เป็นอุปสรรคในการที่จะทําให้การบริหารจัดการไม่ว่าจะระดับท้องถิ่น หรือระดับชาตินะครับ ที่จะอ่อนแอลง แต่ว่าอยู่ที่ภาวะผู้นํา แต่อีกนิดหนึ่งที่ผมเชื่อก็คือว่า เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วคงจะต้องมีการปฏิรูปหลักสูตรทางการศึกษา การเรียน การสอนด้วยว่า คนในอนาคต คนรุ่นหลังคงจะได้รับการสอนว่านอกจากการศึกษาจะทําให้เป็นคนเก่ง เป็นคนดี แล้วต้องมีภาวะผู้นําด้วยเพราะฉะนั้นภาวะผู้นําคงต้องมีการพูดกันมากขึ้น ภาวะผู้นําทางการเมืองนั้นก็เป็นเหมือนกับอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องฝึก ต้องสอน ต้องพัฒนา ต้องเตรียมพร้อมครับ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเข้ามาสู่การเมือง หลุดเข้ามาแล้วก็มาเจอปัญหา ได้แล้วก็ก่อให้เกิดความเดือดร้อนทั่วไปด้วยครับ สรุปขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับที่กรุณา ให้เกียรติผมได้พูดความเข้าใจของผมเองครับ มันอาจจะเป็นข้อความรู้ที่จํากัดสําหรับผมเอง แต่ว่าขอบคุณที่กรุณาฟังผม สวัสดีครับ
ขอบพระคุณค่ะ ไม่ทราบว่าจะมีท่านใดอีกหรือเปล่าท่านประธานคะ ไม่มีนะคะ ถ้าไม่มี ต่อไปก็จะเป็นการอภิปรายให้ความเห็นต่อเนื่อง ต่อไปดิฉันขอเชิญท่านศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ค่ะ มีคนยกมือเชิญค่ะ
ท่านประธานครับ ผม วันชัย สอนศิริ สมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาติ ขอรบกวนนิดเดียวครับ เกรงว่าเรื่องที่ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างท่านได้ชี้แจง ไปแล้ว ถ้าผ่านไป จะเลยไป ผมเองนั้นเข้าใจดีทุกอย่างทุกประการไม่ได้โต้แย้งใด เพียงแต่ ทั้งภายนอกและภายในสื่อ รวมทั้งพวกเราบางคนได้วิพากษ์วิจารณ์ แล้วถ้าเรื่องอย่างนี้ ไม่เข้าใจชัดแจ้งผมก็เสียด้วยในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เขาบอกว่าที่มา นายกรัฐมนตรีจะเป็นการเปิดช่องให้ใช้อํานาจพิเศษ เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ชี้แจงแล้วผมเข้าใจ แต่ในขณะเดียวกันมันก็อดที่จะทําให้บางคน หรือคนที่ต้องการทิ่มตําอยู่แล้ว สงสัยไปได้ว่าท่านร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาทําให้พรรคการเมืองที่มีเสียงเสร็จเด็ดขาด ไม่ได้มีใคร ที่จะมีเสียงเสร็จเด็ดขาดเป็นรัฐบาล ตรงนี้ละมันอาจจะเป็นช่องทางพิเศษหรือเปล่าที่ทําให้มี อํานาจบางอย่าง ขอโทษอาจจะเป็นช่องทางที่ทําให้อํานาจพิเศษบางอย่างหรือเปล่าเข้ามา เป็นนายกรัฐมนตรีได้พูดตรงไปตรงมาเขาถามว่าอํานาจพิเศษของทหารนั้นสามารถทําให้ มาเป็นรัฐบาลในสถานการณ์อย่างนี้ได้หรือเปล่า ผมไม่สงสัยนะครับ แต่คนเขาสงสัย ขอความกรุณาตอบยืนยันเพื่อความชัดเจนให้สิ้นกระแสความอีกสักครั้งครับท่านประธาน
ขอเรียนเชิญ ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญค่ะ
ท่านประธานครับ ความจริงกระผมไม่อยากตอบนะครับ ผมขอพูดสั้น ๆ แต่เพียงว่าคนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ คือหัวหน้าพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๕๐ คน และเขาต้องลงคะแนน โดยเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎรด้วย กรณี ๒ ใน ๓ ไม่ง่ายนะครับ ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น และผมก็เชื่อว่าท่านสมาชิกซึ่งเพิ่งนั่งลงไปเมื่อสักครู่นี้คงได้ยินกระผมยกตัวอย่างเรื่อง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่คุณอลงกรณ์และกระผมเสนอให้เชิญคนนอก ๕ คน มาในโควตาของ สปช. นี่ รู้สึกจะ ๒๔๐ : ๕ หรือต่อ ๖ คะแนนเท่านั้นนะครับ คือไม่เอา คนนอก เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานครับว่านี่ไม่ใช่คะแนนเสียงครึ่งหนึ่งด้วยนะครับ ต้องเสียง ๒ ใน ๓ ส่วนเรื่องรัฐบาลผสมนั้นกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ระบบเลือกตั้งสัดส่วน ผสมนั้นไม่ได้ต้องการให้เกิดรัฐบาลผสม เป็นระบบเลือกตั้งที่ต้องการจะเน้นให้เกิดความเป็นธรรม สอดคล้องระหว่างคะแนนเสียงที่พรรคนั้นได้รับจริงจากความนิยมของประชาชนทั่วประเทศ กับจํานวน ส.ส. ที่เขาได้ ระบบการเลือกตั้งสัดส่วนผสมนี้จะไม่ทําให้พรรคการเมืองใหญ่ กลายเป็นพรรคการเมืองเล็ก ไม่ใช่อย่างนั้นละครับ เข้าใจผิดทั้งสิ้น พรรคการเมืองใหญ่ จะเป็นพรรคการเมืองใหญ่อยู่เหมือนเดิมเพียงแต่เขาไม่ได้ ส.ส. เกินกว่าที่เขาได้รับความนิยม ของประชาชน ถ้าเขาได้ ส.ส. ถ้าเขาได้คะแนนเสียงนิยมจากประชาชน ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ทั่วประเทศในระบบบัญชีรายชื่อเขาไม่ควรจะได้คะแนนเสียงได้จํานวน ส.ส. ถึง ๕๔ เปอร์เซ็นต์ในสภานะครับ เพราะฉะนั้นระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม จึงมีวัตถุประสงค์สําคัญที่สุดแต่ไปพูดกันจนเพี้ยนว่าต้องการสร้างความเป็นธรรมที่แท้จริง ให้เกิดขึ้นระหว่างความนิยมของประชาชนที่ให้กับพรรคนั้น กับจํานวน ส.ส. ที่พรรคนั้นได้รับ เพราะฉะนั้นถึงใช้ระบบนี้เชื่อผมเถอะครับ พรรคใหญ่ ๒ พรรค ก็จะยังคงเป็นพรรคใหญ่ ๒ พรรคเหมือนเดิม เมื่อพรรคใหญ่ ๒ พรรคยังคงเป็นพรรคใหญ่ ๒ พรรคเหมือนเดิม แล้วก็ จะต้องเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลเหมือนเดิม ไม่ได้มีต้องการจะให้เป็นพรรคเล็กพรรคน้อย หัวแหลกหัวแตกทั้งสิ้น และเมื่อพรรคใหญ่เป็นแกนแล้วนี่เขาก็ต้องเอาหัวหน้าพรรคเขานั่นล่ะเป็นนายกรัฐมนตรี เขาจะไปเอาคนนอกทําไมถ้ามันไม่เกิดเหตุวิกฤติขึ้นมา ท่านประธานครับ ผมจึงกราบเรียนว่า ผมเข้าใจนะ เข้าใจความฝังใจของเหตุการณ์ในอดีต แต่อย่าไปฝังใจเหตุการณ์เดียว เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ สิครับ ท่านสมาชิกต้องนึกถึงเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ต้องนึกถึงเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ด้วย ว่าเราจะล็อก ๓ ล็อกอีกหรือ ผลสุดท้ายเวลา ไฟไหม้บ้านไขกุญแจ ๓ ล็อกตายอยู่ในบ้านนะครับ เหมือนกับต้องฉีกรัฐธรรมนูญนี่ เพราะฉะนั้นจึงกราบเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าสิ่งที่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๗๒ มาตรา ๑๗๓ นั้นเป็นมาตรฐานของสากลครับ เหมือนกับที่ทูตเยอรมันบอกว่าชี้แจงอย่างนี้ แล้วไม่เห็นแปลกเลย รัฐธรรมนูญเขาก็เขียนอย่างนี้ แล้วรัฐธรรมนูญหลายประเทศนะครับ ผมยืนยันได้ว่าที่ไม่ได้บอกว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. พูดกันถึงอังกฤษ ท่านประธานครับ บังเอิญผมทําวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติในรัฐธรรมนูญอังกฤษ ไม่มีกฎหมายฉบับไหนในอังกฤษบอกว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. เลยแม้แต่น้อยครับ แต่มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ถามว่าทําไมเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เพราะข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรและข้อบังคับการประชุมสภาขุนนางอังกฤษบอกว่า ใครก็ตามที่จะเข้ามา ในสภานั้นต้องเป็นสมาชิกของสภานั้นเท่านั้น ท่านเคยเห็นไหมครับเวลาที่ สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จไปเปิดประชุมครั้งแรก ท่านเสด็จเข้าไปนั่งประทับ บนราชบัลลังก์ในสภาขุนนาง แล้วเสนาบดีคนหนึ่งคล้าย ๆ ราชเลขา ที่เขาเรียก แบลค รอด (Black Rod) ถือคฑาเดินไปเคาะประตูสภาผู้แทนราษฎร เฮาส์ ออฟ คอมมอน (House of Commons) สภาสามัญ เชิญ ส.ส. ทั้งหมดออกมา แต่ ส.ส. ทั้งหมดนั้นเข้าไป ในสภาขุนนางไม่ได้ต้องไปยืนอยู่ตามมุมประตูต่าง ๆ นายกรัฐมนตรีอังกฤษก็ไปยืนเกาะประตูครับ ฟังนโยบายรัฐบาลที่สมเด็จพระราชินีนาถทรงอ่านจากราชบัลลังก์ที่เขาเรียกว่า สปีช ออฟ เดอะ โทรน (Speech of the Throne) จึงมีหลักว่าเมื่ออํานาจสูงสุดในการบริหารประเทศมันไปอยู่ที่ สภาสามัญเสียแล้ว ขุนนางเข้าไปในสภาสามัญไม่ได้ จําเป็นอยู่เองที่คนที่จะเป็น นายกรัฐมนตรีอังกฤษจึงต้องเป็นสมาชิกสภาสามัญ เพราะไม่อย่างนั้นเข้าไปตอบกระทู้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเข้าไปเสนอกฎหมายในสภาสามัญซึ่งเป็นสภาที่มีอํานาจเหนือกว่าสภาขุนนาง ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอังกฤษเองมีธรรมเนียมปฏิบัติว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. ธรรมเนียม ปฏิบัตินะครับไม่ใช่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลายลักษณ์อักษร ธรรมเนียมปฏิบัติที่เกิดจาก ข้อบังคับการประชุมว่าห้ามคนอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกสภาเข้ามาในสภา จึงไม่ต้องแปลกใจว่า วันแถลงนโยบายของรัฐบาลเองนายกรัฐมนตรีเป็นคนเขียนนโยบายให้สมเด็จพระราชินีนาถ อ่านเอง นายกรัฐมนตรีต้องเกาะลูกกรงประตูสภาขุนนาง ยืนอยู่นอกสภาขุนนาง ในขณะที่ ขุนนางซึ่งเป็นสมาชิกสภาขุนนางนั่งสบายอย่างท่านสมาชิกนะครับ เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่า สิ่งที่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญนี้ในมาตรา ๑๗๒ มาตรา ๑๗๓ ท่านไม่เชื่อท่านไปถามทูตประเทศ ต่าง ๆ ดูก็ได้ หรือจะเข้าไปในเว็บไซต์ (Web site) อินเทอร์ พาเลียร์เมนเทอรี่ ยูเนียน (Inter Parliamentary Union) ก็ได้ครับ ไม่ผิดมาตรฐานสากลครับ เพราะฉะนั้นกราบเรียน ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าสิ่งที่เขียนอยู่นี้ได้นําเอาหลักสากลในทางประชาธิปไตยว่านายกรัฐมนตรี ต้องเป็น ส.ส. เป็นหลัก และประสบการณ์อันขมขื่นของประเทศไทยว่าเราต้องแก้ปัญหา เมื่อเกิดภาวะวิกฤติและต้องฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว ๒ ครั้ง มาผสมกันให้พอดีครับ จึงลด ๓ ล็อก ที่อยู่ในล็อกปี ๒๕๕๐ กับล็อกปี ๒๕๔๐ ออก เหลือ ๒ ล็อก ก็พอแล้วครับท่านประธานครับ แล้ววันนี้ ๒ ล็อกก็วิจารณ์กันมากก็เลยเพิ่มคะแนนเสียงว่าเป็น ๒ ใน ๓ ถ้าจะเอาคนไม่ใช่ ส.ส. แล้วผมก็รับไว้แล้วว่าผมจะแก้มาตรา ๑๗๓ นะครับ ว่าถ้าเดือนหนึ่งหา ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ คุณเอา ส.ส. ด้วยกันเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗๓ ก็คะแนนเสียงข้างมากธรรมดา แต่ถ้าจะเอาคนนอกก็ต้อง ๒ ใน ๓ เหมือนเดิมนะครับ กราบขอบพระคุณครับ
ต่อไปขอเชิญ ท่านอาจารย์ดอกเตอร์ชาติชาย ณ เชียงใหม่ ค่ะ
กราบเรียนท่านสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่าน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระผมขออภิปรายในส่วนที่ว่าด้วยเรื่องของ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอบเจตนาการปฏิรูปประเทศที่มุ่งสร้าง ดุลอํานาจชุดใหม่ ระหว่างอํานาจรัฐ อํานาจทุน และอํานาจสังคม จึงเข้าใจได้ว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามจะปรับโครงสร้างระบบรัฐไทยจากความเป็นรัฐที่เป็น รัฐประชาธิปไตย ทุนนิยม อุปถัมภ์ไปสู่การเป็นรัฐทุนนิยมประชาการ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เปิดพื้นที่การเมืองให้ภาคประชาชนมากขึ้น ให้ประชาชนแข็งแรงมากขึ้น เพิ่มความเข้มงวด กวดขันในการเข้าสู่อํานาจรัฐ การใช้อํานาจรัฐ การควบคุมตรวจสอบการใช้อํานาจรัฐ โดยภาคประชาชน แล้วก็กําหนดอาณาบริเวณการใช้อํานาจที่ชัดเจนระหว่างนักการเมืองกับ ข้าราชการประจํา ซึ่งนับว่าเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งหนึ่งที่ผมมีข้อสังเกตก็คือว่ามีเรื่องหนึ่งที่ รัฐธรรมนูญนี้ให้น้ําหนักยังไม่มากพอที่เป็นเรื่องสําคัญที่สุดของบ้านเราเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องของโครงสร้างอํานาจรัฐราชการ ซึ่งในเรื่องนี้รัฐธรรมนูญยังไม่ได้กําหนดที่จะสร้าง สมรรถนะชุดใหม่ให้โครงสร้างอํานาจรัฐราชการที่จะรับมือกับปัญหาใหม่ ๆ ที่ซับซ้อนทั้งของ โลกและของประเทศที่ทวีกําลังมากขึ้นทุกวัน รวมทั้งยังให้น้ําหนักค่อนข้างน้อยกับการทําให้ ชุมชนท้องถิ่นจะสามารถจัดการตนเองได้ พึ่งตนเองได้มากขึ้น กล่าวคือว่าที่ผ่านมาในระบบ ประชาธิปไตยของเราที่ล้มลุกคลุกคลานมาตลอด สาเหตุหนึ่งที่สําคัญมากก็มาจากการที่เรา เป็นรัฐที่รวมศูนย์อํานาจ เรามีพื้นที่อํานาจรัฐที่กว้างใหญ่ โดยเฉพาะอํานาจราชการ แต่ว่าพื้นที่อํานาจของการเมืองของประชาชนนั้นแคบ รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามจะเปิด กว้างขึ้น แต่อย่างไรก็ตามการที่เราเป็นรัฐรวมศูนย์นั้นในความเป็นจริงเป็นรัฐรวมศูนย์ที่ไม่มี เอกภาพของอํานาจ ไม่มีเอกภาพในการบริหารงาน ดูภายนอกเหมือนจะมีการรวมศูนย์ แต่ในความเป็นจริงแล้วอํานาจภายในนั้นกระจัดกระจายแยกส่วน ภารกิจไม่น้อยทับซ้อน และซ้ําซ้อน รัฐบาลไหนมาจะมาบูรณาการนโยบายและแผนงานแทบจะทําไม่ได้หรือทําได้ ยากยิ่ง และราชการเองก็มีประสิทธิภาพลดน้อยลงเรื่อย ๆ ในขณะเดียวกันราชการภูมิภาค ที่จัดตั้งขึ้นตามหลักการมอบอํานาจนั้นในทางปฏิบัติก็ไม่ได้มีการมอบอํานาจให้เกิดเอกภาพ ในการตัดสินใจ ในการแก้ปัญหา และมีความรับผิดชอบต่อการบริหารงานได้จริง ซึ่งกลไก ทุกวันนี้ในเรื่องของงาน ในเรื่องของงบประมาณ ในเรื่องของคนในระดับภูมิภาคและท้องถิ่น จึงไม่มีหลักประกันว่าผลลัพธ์ที่ต้องการจะเกิดขึ้นได้จริง แต่การกระจายอํานาจที่ผ่านมา ร่วม ๑๓ ปี ก็จะเป็นการกระจายอํานาจที่ค่อนข้างจะมากแต่มีส่วนทําให้ท้องถิ่นมีศักยภาพ ที่จะจัดการปัญหาของตนเองนั้นได้ไม่เท่ากับความคาดหวังหรือจํานวนภารกิจที่ถ่ายไป ดังนั้น จึงกล่าวได้ว่าในเวลานี้รัฐไทยเรานั้นเรียกว่ารัฐรวมศูนย์เอาเข้าจริงก็รวมศูนย์ไม่จริง มอบอํานาจให้มีภูมิภาคก็ไม่ได้มอบอํานาจจริง กระจายอํานาจให้ท้องถิ่นก็ไม่ได้กระจายจริง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ควรที่จะจับประเด็นนี้ โดยเฉพาะในหมวดนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาจัดการทําให้ชัดเจนเสีย ถือโอกาสในการปฏิรูป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นเข็มมุ่งที่เรา ต้องการจะปรับรัฐของเราจากรัฐราชการให้เป็นรัฐประชาการโดยก็ต้องทํา ๓ เรื่องนั้น ให้ชัดเจน โดยเฉพาะในมาตรา ๘๖ นั่นก็คือ
เรื่องแรกในการลดอํานาจรัฐราชการส่วนกลาง
เรื่องที่ ๒ การทําให้รัฐราชการนั้นรับใช้ประชาชนได้จริง
เรื่องที่ ๓ ทําให้ชุมชน ท้องถิ่น จัดการตัวเองได้มากขึ้น
ผมขออนุญาตเสนอแนะว่าถ้าหากเราควรจะเพิ่มข้อความในมาตรา ๘๖ นี้ ใน (๓) ให้ชัดเจนดังต่อไปนี้
ข้อ ๑ ลดบทบาทหน้าที่รัฐให้ทําภารกิจพื้นฐานของรัฐสมัยใหม่เท่านั้น
๒. ส่วนกลางมีภารกิจในการกําหนดนโยบายและการกํากับดูแลเท่าที่จําเป็น เท่านั้น ถ้าจําต้องมีภารกิจที่ต้องปฏิบัติจะต้องไม่ปฏิบัติเองถ้าไม่จําเป็น
ข้อ ๓ ปรับโครงสร้างการบริหารราชการส่วนกลางให้เป็นโครงสร้าง ของการบูรณาการเครือข่ายนโยบายและมีเอกภาพในการบริหารและการกํากับดูแลภารกิจ ของรัฐได้จริง
ข้อ ๔ กําหนดกลไก สร้างเอกภาพและประสิทธิภาพในการบริหารยุทธศาสตร์ การพัฒนาพื้นที่และการให้บริการสาธารณะร่วมกันของราชการส่วนภูมิภาคและการบริหาร ท้องถิ่น
ข้อ ๕ ให้มีระบบการบริหารยุทธศาสตร์การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคม วัฒนธรรมในระดับภาคที่เป็นการระดมทรัพยากรและความร่วมมือระหว่างภาคราชการ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม
ข้อ ๖ มีระบบงบประมาณแผ่นดินที่มีทั้งงบประมาณตามภารกิจพื้นฐานของ รัฐและงบประมาณการพัฒนาพื้นที่ โดยให้จังหวัดและภาคเป็นหน่วยจัดตั้งงบประมาณ และบริหารงบประมาณ ในส่วนที่เกี่ยวกับชุมชนท้องถิ่นจัดการตัวเองนั้น ในมาตรา ๘๓ ได้กําหนดให้รัฐต้องส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นและมาตรานี้ได้มีข้อความบ่งบอก ใน ๒ ลักษณะของความเข้มแข็งของชุมชน
ประการแรก เป็นความเข้มแข็งของชุมชนในแง่ที่เข้าไปร่วมคิด ร่วมทํา ร่วมควบคุมการทํางานของสถาบันการเมือง หน่วยงานภาครัฐ เพื่อดูแลผลประโยชน์ของ ชุมชนและของประเทศ
ในด้านที่ ๒ เป็นการกําหนดความเข้มแข็งของชุมชนในแง่ของการไปดูแล รักษาและสร้างความเจริญให้แก่ทุนทางกายภาพ ทุนทางชีวภาพ ทุนเศรษฐกิจ ทุนสังคม วัฒนธรรมของชุมชนเอง ซึ่งในประการหลังนั้นเป็นเรื่องสําคัญมากในเวลานี้ต่อความมั่นคง และความอยู่รอดของชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะในชนบท อย่างไรก็ตามในบริบทของชุมชน ท้องถิ่นทุกวันนี้นั้นท้องถิ่นต่าง ๆ ทั่วไปนั้นอ่อนแอ ผู้คนมีความคิดค่อนข้างจะแตกต่างกัน ความร่วมไม้ร่วมมือ ทุนทางสังคมก็ลดน้อยลง ขณะที่สําคัญคือความสามารถในการผลิต ทักษะในการที่จะสร้างรายได้เพิ่มให้เท่าทันกับกระแสเศรษฐกิจของโลกและของประเทศ ที่เปลี่ยนไปนั้นมิได้เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่ควรจะเป็น หนี้สินครัวเรือนสิ่งต่าง ๆ ที่ทราบกันดี แล้วก็พอกพูน พึ่งพาทุนจากภายนอกมากขึ้นเรื่อย ๆ รวมทั้งเรียกร้องหรือว่าพึ่งพา งบประมาณ ทําให้การเมืองท้องถิ่นเวลานี้เป็นเรื่องของการต่อรองเรียกร้องผลประโยชน์ เป็นเรื่องของคนชั้นกลางรุ่นใหม่ที่เกิดในท้องถิ่นเข้ามาสู่การเมืองเพื่อจะมาแย่งดึงเอา งบประมาณ เอาสิ่งต่าง ๆ ไปจัดการเพื่อจะตอบสนองความต้องการของตนเอง ภายใต้ความอ่อนแอ และความไร้ประสิทธิภาพของราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ดังนั้นในแง่นี้เพื่อที่จะให้เรา สามารถหลุดพ้นหรือว่าแก้ไขเพื่อจะให้ท้องถิ่นนั้นสามารถที่จะมีประชาธิปไตยในระดับ ท้องถิ่นอย่างที่เราคาดหวัง ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เราให้ ความสําคัญแก่การเมืองระดับชาติค่อนข้างจะมาก โดยเรามีการพูดถึงการเมืองระดับท้องถิ่น น้อยมากนะครับ แม้ว่าเลือกตั้งในท้องถิ่นเองจะเลือกแบบไหนเราก็ยังไม่ได้ระบุไว้ชัดเจน ในตรงนี้ แล้วความคิดที่เราอยากจะให้การเมืองในระดับท้องถิ่นมีลักษณะแตกต่างจาก ในระดับชาติก็ยังมิได้มีการเขียนหรือว่านําเสนอในลักษณะที่จะบ่งชี้ถึงทิศทาง อย่างไรก็ตาม ประเด็นสําคัญก็คือเราต้องเร่งฟื้นฟูความแข็งแรงของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งในมาตรานี้ก็ได้บัญญัติไว้ กว้าง ๆ แล้วว่าครอบคลุม แต่จริง ๆ แล้วเรื่องเร่งด่วนก็คือทําอย่างไรจะไม่ใช่ให้เข้มแข็ง เฉย ๆ แต่เป็นความเข้มแข็งของท้องถิ่นที่เขาจะสามารถจัดการตนเองได้ พึ่งตนเองได้ มากที่สุด โดยเฉพาะในเรื่องของปากท้อง เรื่องของการผลิต เรื่องของความมั่นคงและ การดํารงอยู่อย่างยั่งยืนของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งเวลานี้โดยทั่วไปอ่อนแอเกินไป การที่เราเขียนดูเหมือนจะให้ชุมชนท้องถิ่นต่างคนต่างช่วยตัวเองนั้น เข้าใจว่ามีจํานวนไม่มากนัก ที่จะจัดการตนเองได้หรือว่าช่วยตัวเองได้ตามลําพัง คงจะต้องเขียนในลักษณะที่ให้รัฐส่งเสริม ให้มีการร่วมไม้ร่วมมือช่วยเหลือพึ่งพากันทํางานกันในรูปของเครือข่ายระหว่างท้องถิ่นแล้วก็ ระหว่างองค์กรต่าง ๆ ให้มากขึ้น ดังนั้นจึงใคร่เสนอขอให้พิจารณาเขียนข้อความในวรรคแรก ของมาตรา ๘๓ ให้ชัดเจน เพื่อย้ําให้เห็นความสําคัญของเรื่องความสามารถในการจัดการ ตนเองของชุมชนท้องถิ่นว่าให้รัฐส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนท้องถิ่นในการจัดการตัวเอง แต่ควรปรับข้อความในวรรคสุดท้ายของมาตรา ๘๓ เสียใหม่ โดยเขียนว่า รัฐต้องส่งเสริมและ สนับสนุนให้ชุมชนท้องถิ่นมีความสามารถจัดการตนเองและให้องค์กรบริหารท้องถิ่น องค์กรธุรกิจ องค์กรสาธารณะประโยชน์ร่วมมือกันกับชุมชนท้องถิ่นในการดําเนินการเสริมสร้าง ความสามารถในการจัดการตนเองตามเจตนาของมาตรานี้ ขอบคุณมากครับ
ขอบพระคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่านดอกเตอร์ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ ค่ะ ท่านมี ๒๐ นาทีนะคะ
ขอบพระคุณครับท่านประธาน ขออภิปรายทีเดียว ๒๐ นาทีเลยนะครับ รัฐธรรมนูญนี่มีความสําคัญยิ่งในเรื่องการปกครองประเทศ แต่เราต้อง ยอมรับว่าไม่มีรัฐธรรมนูญประเทศไหนที่จะสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะหลายเรื่องที่เกี่ยวกับ ระบอบการปกครองค่อนข้างจะซับซ้อนไม่สามารถจะบรรยายเป็นตัวอักษรได้ แต่อย่างน้อย รัฐธรรมนูญต้องมีความเห็นชอบของคนส่วนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจในตัวบทของ รัฐธรรมนูญว่าน่าที่จะมีความเหมาะสมสําหรับประเทศ ผมมีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญ เป็นเพียงกลไกที่สําคัญที่จะใช้ในการปกครองประเทศ แต่ไม่ใช่เป็นเพียงกลไกเดียวนะครับ สําหรับผมเรื่องที่สําคัญยิ่งอีกประการหนึ่งก็คือการสร้างสังคมที่มีความรับผิดชอบร่วมกัน คือการสร้างประชาชนให้เป็นพลเมืองที่มีความเข้าใจและยอมรับทั้งเรื่องสิทธิและหน้าที่ ซึ่งถ้าประเทศไทยยังขาดความเป็นพลเมืองของประชาชนส่วนใหญ่แล้ว รัฐธรรมนูญให้ดี อย่างไรก็คงจะไม่มีประสิทธิภาพในการนํามาใช้ในการปกครองประเทศให้มีความมั่นคงและ เจริญก้าวหน้าได้ คําว่า พลเมือง ไม่ใช่เป็นเรื่องของคําศัพท์นะครับ แต่เป็นเรื่องของการสร้าง จิตสํานึก ผมต้องขอชมเชยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่สามารถพิจารณา นําเสนอร่างรัฐธรรมนูญทั้งในรูปแบบของตัวบทกฎหมายและเจตนารมณ์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ในเวลาจํากัด ผมขออนุญาตอภิปรายในภาค ๒ หมวด ๑ และหมวด ๒
สําหรับหมวด ๑ ภาค ๒ ผมเห็นว่าที่ผ่านมาประชาชนไทยส่วนใหญ่ก็ยอมรับ ระบบการเลือกตั้งผู้แทนและหวังว่าระบบนี้จะทําให้เกิดนักการเมืองที่ดี อย่างไรก็ตามผลที่เกิดขึ้น ก็ยังไม่ทําให้เกิดรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในการปกครองประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะ ปัญหาเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบในหมู่นักการเมือง ถึงแม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็ทําให้เกิด ความเสียหายต่อประเทศอย่างมาก ผมขอกล่าวถึงมาตรา ๗๔ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ซึ่งจะมี การเสนอให้มีการตั้งมาตรฐานทางจริยธรรมโดยสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติที่จะช่วยกลั่นกรอง ผู้แทนและนักการเมืองได้ ซึ่งต้องเป็นที่ยอมรับว่าคงจะทําได้ไม่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ขอให้ เป็นส่วนใหญ่และต้องมีมาตรการลงโทษที่แน่ชัดสําหรับผู้ที่ประพฤติผิดจริยธรรม โดยระบุ กระบวนการที่แน่ชัดและเป็นที่เข้าใจของสังคมได้อย่างแท้จริง ซึ่งอาจจะบัญญัติไว้ ได้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยขยายความตามมาตรา ๒๐๓ และมาตรา ๒๕๓
อีกเรื่องหนึ่งที่ควรมีการพิจารณาเพิ่มเติม ก็คือเรื่องของการฝึกอบรมเรื่องจริยธรรม ทางการเมืองให้แก่ ผู้ที่จะเข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง โดยอาจจะให้ทางสถาบันพระปกเกล้า เป็นผู้ดําเนินการ โดยใช้แนวทางที่คล้ายคลึงกับการอบรมผู้นําภาคเอกชน โดยสถาบันไอโอดี (IOD) อินสทิทิวท์ ออฟ ไดเรคเตอร์ (Institute Of Director) ซึ่งเน้นเรื่องกรณีศึกษาไม่เน้น เรื่องการบรรยายทางวิชาการ
มาตรา ๗๖ วรรคสาม ที่ผมอยากจะเสนอต่อไป ที่กําหนดไว้ว่าต้องการ มีหยั่งเสียงประชาชนหรือสมาชิกพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งหรือในภาค โดยมีเจตนารมณ์ ที่จะลดอํานาจของหัวหน้าพรรคและกลุ่มนายทุนของพรรคในการกําหนดตัวผู้สมัคร รับเลือกตั้ง ผมมีความเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดําเนินการได้ยาก แม้แต่ประเทศ สหรัฐอเมริกาเองก็ยังไม่สามารถดําเนินการได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ ยังมีระบบลอบบียิสต์ (Lobbyist) จากกลุ่มนายทุนต่าง ๆ ถูกต้องตามกฎหมายด้วยครับ วิธีการหนึ่งที่อาจจะ นํามาใช้ก็คือการจัดให้มีกรรมการอิสระในคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมือง ซึ่งไม่ได้ เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น ๆ ก็เช่นเดียวกับระบบกรรมการอิสระของภาคเอกชน เช่นกัน ซึ่งอาจจะเป็นอยู่ในเรื่องของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ได้
ต่อไปมาตรา ๗๗ วรรคสอง เรื่ององค์ประกอบที่มาอํานาจหน้าที่และงานอื่น ที่จําเป็นในการดําเนินการของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มาก สําหรับสังคมไทย จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบในการบัญญัติกฎหมายว่าด้วย คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ผมเห็นว่าคณะกรรมการประเมินผลนี้ไม่ควรจะมีจํานวนมากคนนัก ควรจะมาจากตัวแทนภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการประเภทละ ๓ คน โดยมีประธานที่มาจากภาคประชาสังคมรวมเป็น ๑๐ คน การประเมินต้องเน้นเรื่องผลลัพธ์ จากการปฏิบัติงานเป็นหลักมากกว่าเรื่องผลผลิต สําหรับหมวด ๒ ภาค ๒ ที่ผมอยากจะ กล่าวถึงก็มีมาตรา ๘๑ ผมเห็นว่านอกจากที่รัฐต้องส่งเสริมพันธไมตรีและความเชื่อมโยงกับ นานาประเทศแล้ว ควรระบุด้วยว่ารัฐควรสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค และอนุภูมิภาคทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เนื่องจากความร่วมมือดังกล่าว สามารถจะทําให้เกิดผลลัพธ์และผลกระทบในเชิงบวกได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยที่ประเทศไทย มีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์และประสบการณ์ในระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมกว่า ๘๐ ปีนะครับ
มาตรา ๘๔ ก็มีหลายท่านก็พูดเหมือนกัน ผมเห็นว่าควรระบุให้ชัดเจนว่า รัฐต้องจัดส่งเสริมและทํานุบํารุงการศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ไม่ใช่เฉพาะคนในระบบ นอกจากนั้นผมเห็นว่าควรจะเพิ่ม (๗) เพื่อขยายขอบเขตนโยบายพื้นฐานของรัฐให้ครอบคลุม การศึกษาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยอาจจะระบุได้ดังนี้ครับ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาค ส่วนของสังคมมีส่วนร่วมหรือเป็นผู้จัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิเช่น นิติบุคคล สถานศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ประเภทต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับบริบทสังคมและความต้องการ บุคลากร ผู้เชี่ยวชาญการอาชีพในตลาดแรงงาน รวมทั้งสนับสนุนภาคเอกชนให้มีบทบาท ริเริ่มและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาและวิจัยเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและ นํานวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้
มาตรา ๙๒ เกี่ยวกับการจัดสรรบริหารทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประโยชน์ สูงสุดของรัฐประชาชนและชุมชน การบํารุงรักษาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการจัดการผังเมือง และพัฒนาเมืองและชนบทในลักษณะบูรณาการ ผมเห็นว่าหากจะให้มีการปฏิบัติ ตามนโยบายดังกล่าวให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนอื่นรัฐต้องจัดให้มีระบบข้อมูล โดยเฉพาะด้านกายภาพและภูมิศาสตร์ที่สมบูรณ์และถูกต้องก่อน มิฉะนั้นก็อาจจะออกมา เป็นนโยบายเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาดได้ ผมยังมีเวลาอีกนิด ผมขออนุญาตพูดถึง มาตรา ๒๐๗ สั้น ๆ คือในฐานะที่ผมเป็นข้าราชการมาก่อน ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะให้มีคณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการระดับปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่า เพราะมีข้อพิสูจน์ในเชิงประจักษ์มาแล้วครับ ว่าเมื่อให้รัฐมนตรีซึ่งเป็น นักการเมืองเป็นผู้แต่งตั้งได้ทําให้เกิดความเสียหาย และทําให้ระบบราชการอ่อนแอลงครับ ซึ่งถ้าเผื่อมีคณะกรรมการดังกล่าวนี้ ผมคิดว่าจะทําให้ระบบกลั่นกรองนี้จะได้ดีขึ้น แล้วก็ ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนถ่ายโอนอํานาจมาจากฝ่ายบริหารเพราะว่าจะมีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นผู้พิจารณาขั้นสุดท้าย มันจะเป็นในรูปของที่เราเรียกว่าคอลเลคทีฟ ดีซิชัน (Collective decision) มากกว่า ซึ่งอันนี้มันก็จะทําให้เกิดความบาลานซ์ (Balance) ระหว่างภาคบริหารฝ่ายการเมืองกับภาคบริหารที่อยู่ในระดับปฏิบัติการ อันนี้ผมคิดว่าสําคัญ นะครับ โดยสรุปผมเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนัยสําคัญที่นําเสนอมา ก็ขอฝากข้อคิดเห็น ที่ได้กล่าวมาแล้วไว้ให้ช่วยพิจารณาด้วยครับ ขอบพระคุณครับ
ขอขอบพระคุณค่ะ ต่อไปขอเชิญ นาวาอากาศเอก ไพศาล จันทรพิทักษ์
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านสมาชิกทุกท่าน รวมทั้งท่านที่ติดตามในเรื่องของการ อภิปรายเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญในวันนี้นะครับ กระผม นาวาอากาศเอก นายแพทย์ไพศาล จันทรพิทักษ์ สปช. ๑๖๓ จะขออภิปรายในหมวด ๒ ในเรื่องเกี่ยวกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเป็นเรื่องที่มีความเกี่ยวโยงใน ๒ ส่วนที่ผมเป็นกรรมาธิการอยู่ ก็คือกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา และกรรมาธิการปฏิรูประบบสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยายามจะลงไปประเด็น ที่เกี่ยวกับการพัฒนากีฬาเพื่อสุขภาพที่ดี แล้วก็คุณภาพชีวิตของประชาชนนะครับ ก่อนอื่น ก็ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณาคําว่า การกีฬา เข้าไปอยู่ใน รัฐธรรมนูญแล้ว สําหรับในเรื่องของหมวด ๒ เพื่อให้ท่านที่ติดตามได้มีความเข้าใจด้วยนะครับ หมวด ๒ เป็นเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งมีอยู่ ๑๘ มาตรา คือมาตรา ๗๘ ถึงมาตรา ๙๕ สําหรับมาตรา ๗๘ นั้น ผมอยากจะเรียนดังนี้นะครับ มาตรานี้ก็จะมีเขียนไว้ว่า บทบัญญัติในหมวดนี้มีไว้เพื่อเป็นเจตจํานงให้รัฐดําเนินการตรากฎหมาย และกําหนด นโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ารัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ครั้งต่อ ๆ ไปที่ใช้รัฐธรรมนูญนี้ ก็จะต้องปฏิบัติตามโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องเกี่ยวกับกีฬา ซึ่งอยู่ในมาตรา ๙๕ ซึ่งผมขออ่านให้เห็นถึงรายละเอียดดังนี้นะครับ รัฐต้องส่งเสริม ให้มีการพัฒนาการกีฬาเพื่อพัฒนาสุขภาพและคุณภาพชีวิตของประชาชนและต้องส่งเสริม ให้มีการพัฒนาการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในทุกระดับ รวมทั้งจัดให้มีการบริหารจัดการ ด้านการกีฬาที่เป็นระบบ ทันสมัยและมีมาตรฐานอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม อันนี้เป็นข้อความที่อยู่ในเนื้อหานะครับ
ในประเด็นต่อไปที่ผมจะพูดถึงก็คือว่าอยากจะอธิบายความหมายของคําว่า การกีฬา ซึ่งในส่วนของคําว่า การกีฬา นั้น ท่านประธานกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา ท่าน พลเอก ยุทธศักดิ์ ศศิประภา ได้กล่าวนําไว้แล้วแต่ว่าอยากจะชี้แจงอีกครั้งหนึ่งว่า การกีฬา หมายถึง การกระทํา การดําเนินการที่เกี่ยวข้องกับกีฬาและการออกกําลังกาย รวมทั้งกีฬาพื้นฐาน กีฬาเพื่อมวลชน กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กีฬาเพื่อการอาชีพ กีฬาท้องถิ่น และนันทนาการ ตลอดจนรวมทั้งอุตสาหกรรมกีฬา การประกอบการและการสนับสนุน ทุกชนิดที่เกี่ยวกับการกีฬา เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ผมจะพูดว่าการกีฬาพ่วงไปกับการออกกําลังกาย เพราะว่าเป็นหัวใจของการที่คนหรือประชาชนจะมีสุขภาพที่ดี ซึ่งเป็นส่วนที่สําคัญของ ประเทศในทุกประเทศรวมทั้งประเทศไทยด้วยนะครับ ทําไมกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา จึงพยายามผลักดันให้มีคําว่า การกีฬา อยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปการกีฬาได้กล่าวไว้แล้วว่า พระราชดํารัสที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ พระราชทานเกี่ยวกับการกีฬาสร้างคน คนสร้างชาติ เพราะฉะนั้นผมจึงใคร่จะขอชี้แจง ความสําคัญของการกีฬาหรือการออกกําลังกายในแง่มุมของการสร้างเสริมสุขภาพ แล้วก็การ ที่จะทําให้คนเรามีคุณภาพชีวิตที่ดี เพื่อให้ทุกท่านได้ทราบและตระหนักดีว่าประโยชน์ ของการกีฬาและการออกกําลังกายที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร
เหตุผลที่ ๑ กีฬา กีฬาเป็นยาวิเศษ ท่านทั้งหลายในที่นี่ก็คงจะเคยได้ยิน ในเรื่องของเพลงกราวกีฬาซึ่งแต่งมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๔๗๓ ซึ่งในเนื้อหาประพันธ์คําร้อง โดยครูเทพ เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี หรือนามจริง สนั่น เทพหัสดิน ณ อยุธยา ส่วนทํานองนั้น โดยท่านนารถ ถาวรบุตร ซึ่งอยากจะชมเชยหรือว่ามีความระลึกถึงความสําคัญของเพลงนี้ โดยอยากจะเรียนให้ทุกท่านได้ทราบถึงเนื้อหาซึ่งจะเป็นส่วนสําคัญที่ว่ากีฬานั้นมีความสําคัญ ว่าเป็นยาวิเศษอย่างไร ผมไม่ได้ร้องเพลงให้ฟังนะครับ จะอ่านนะครับ กีฬา กีฬา เป็นยาวิเศษ แก้กองกิเลสทําคนให้เป็นคน ผลของการฝึกตน เล่นกีฬาสากล ตะละล้า ร่างกายกํายําล้ําเลิศ กล้ามเนื้อก่อเกิดทุกแห่งหน แข็งแรงทรหด อดทน ว่องไวไม่ย่นระย่อใคร ใจคอมั่นคงทรงศักดิ์ รู้จักทีหนีทีไล่ รู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย ไว้ใจได้ทั่วทั้งรักชัง ไม่ชอบเอา เปรียบเทียบแข่งขัน สู้กันซึ่งหน้าอย่าลับหลัง มัวส่วนตัวเบื่อเหลือกําลัง เกลียดชังการเล่น เห็นแก่ตัว เล่นรวมกําลังกันทั้งพวก เอาชัยสะดวกมิใช่ชั่ว ไม่ว่างานหรือเล่นเป็นไม่กลัว ร่วมมือกันทั่วก็ไชโย อันนี้ก็จะเห็นว่าความสําคัญของการกีฬาหรือเพลงกราวกีฬา ผมขอเรียนท่านประธานนะครับถ้าเลยไปผมขอเข้าไปในของภาค ๒ นะครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้จะเห็นว่าเนื้อหาจะให้ความสําคัญแต่ผมในฐานะที่เป็นแพทย์ก็อยากจะให้คําอธิบาย เพิ่มเติมว่าการที่เรามีสุขภาพแข็งแรงนั้นหมายถึง ภาษาอังกฤษใช้คําว่า ฟิซิเคิล ฟิตเนส (Physical fitness) นะครับ คือความฟิตของร่างกายของเราซึ่งมีหลายรูปแบบด้วยกัน การที่เราจะใช้กีฬาหรือการออกกําลังกายก็จะทําให้เรามีความฟิตในระดับต่าง ๆ ถ้าหากว่า ท่านสมาชิกในที่นี้ท่านคงได้ฟังท่านจุตินันท์ได้พูดเมื่อวานนี้ว่าประชาชนชาวไทยตั้งแต่ อายุ ๑๑ ปี ขึ้นไปมีอัตราการออกกําลังกายเพียง ๒๖ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นสมาชิกของเรา ๒๔๙ ท่าน ๒๖ เปอร์เซ็นต์ก็เพียง ๖๐-๗๐ ท่านเท่านั้นเองนะครับ เพราะฉะนั้นท่านที่ออก กําลังกายก็จะมีระดับความฟิตที่ค่อนข้างดีนะครับ ดีแล้วเป็นอย่างไร ดีแล้วอัตราตาย หรืออายุขัยก็จะยืนยาวไปด้วยนะครับ เพราะฉะนั้นการออกกําลังกายมีสถิติชัดเจนนะครับ การกีฬามีสถิติชัดเจนว่าเรียกว่าใครทําใครได้นะครับ เพราะฉะนั้นการที่เรามีฟิสสิเคิล ฟิตเนสหรือความฟิตก็จะทําให้เรานั้นมีสุขภาพที่ดีนะครับ แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งสัจธรรม ที่ว่าเรามีเกิด มีแก่ มีเจ็บยังไม่ตายกันนะครับ เพราะฉะนั้นเรามี ๓ ระดับแล้วนะครับ เกิด แก่ เจ็บ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าการออกกําลังกายหรือการเล่นกีฬานั้นจะทําให้เรามี ความสูงวัยที่มีสุขภาพดีเราก็สามารถที่จะไปไหนได้ดีมีโพรดัคทิวิตี (Productivity) ที่ดี มีความสามารถในการที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติต่อไปได้นะครับ อันนั้นก็คือ เหตุผลที่ ๑ นะครับ
อีกเหตุผลหนึ่งก็คือที่อยากจะให้ทุกท่านได้ทราบก็คือว่าโครงการของประเทศ ยักษ์ใหญ่อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาที่ใช้คําว่า เอ็กเซอร์ไซส์ อิส เมดดิซิน (Exercise is medicine) นะครับ ก็เป็นลักษณะเดียวกันซึ่งเขาได้มีแนชันนอล แคมเพน (National campaign) เมื่อปี ๒๕๕๑ นี้เองนะครับ ต่างจากเวลาที่เรามีเพลงกราวกีฬาถึง ๗๐ กว่าปีด้วยกัน เพราะฉะนั้นเราจะเห็นว่าความสําคัญของกีฬานั้นมีความสําคัญอย่างมากนะครับ เพราะฉะนั้นในโอกาสที่เรามีคําว่า การกีฬา อยู่ในรัฐธรรมนูญก็จะเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศชาตินะครับ จะทําให้สุขภาพโดยรวมของประชาชนชาวไทย เนื่องจากเมื่อมีการระบุ เข้าไปในรัฐธรรมนูญแล้วรัฐบาลที่มาก็จะต้องสร้างอินฟราสทรัคเจอร์ (Infrastructure) หรือโครงสร้างพื้นฐานต่าง ๆ เพื่อที่จะรองรับที่จะทําให้ประชาชนทุกระดับที่จะต้องมีสิทธิ ในการที่จะเข้าไปใช้บริการในเรื่องของการกีฬาได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกันนะครับ อันนั้น ก็เป็นเหตุผลที่ ๒ ในการที่จะสนับสนุนในเรื่องของคําว่า กีฬา นะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ในส่วนนี้ก็จะเป็นส่วนที่อยากจะเสนอในเรื่องของคําที่ไม่มีในมาตรา ๙๕ ถ้าเราดูในมาตรา อยากจะเรียนท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าในหมวดนี้ในมาตรา ๘๕ มาตรา ๘๖ มาตรา ๙๒ มาตรา ๙๓ มาตรา ๙๔ ยกเว้นมาตรา ๙๕ ที่เกี่ยวกับกีฬานะครับ จะไม่มีคําต่อท้ายดังนี้นะครับ ทุกมาตราจะมีคําว่า รวมทั้งส่งเสริมให้องค์กรบริหารท้องถิ่น ชุมชนและเอกชนมีส่วนร่วมในการจัด ถ้าเป็นสาธารณสุขก็จัดบริการสาธารณสุข ถ้าเป็นเรื่อง สิ่งแวดล้อมก็เรื่องสิ่งแวดล้อม พลังงานก็เรื่องพลังงาน ส่วนในมาตรา ๙๕ นั้นไม่มีคําเหล่านี้อยู่เลย อยากจะเรียนว่าเพื่อความสมบูรณ์เพราะว่าเราก็ต้องการกระจายอํานาจ แล้วก็กระจายที่จะ ให้มีผู้ที่ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐบาลมากขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นอยากจะเสนอว่าให้เพิ่มคํา เหล่านี้เข้าไปนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าก็ได้ชี้แจงว่าความสําคัญของกีฬานั้นก็เป็นจังหวะ เหมาะที่เราสามารถที่จะมีคําเหล่านี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ แล้วก็หวังว่าในส่วนที่เกี่ยวกับ ความเป็นเลิศนั้นเราก็จะมีส่วนที่จะสนับสนุนให้เกิดความเป็นเลิศมากขึ้นด้วย เพราะว่า ในอดีตที่ผ่านมาความสําเร็จของประเทศไทยเราก็มีในเรื่องของการกีฬาในระดับหนึ่ง แล้วนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญในโอลิมปิกนะครับ เรามีมวย เรามียกน้ําหนัก เทควันโด บอลไทยไปบอลโลกแล้วนะครับ ผมเองเคยไปทําหน้าที่เป็นแพทย์ประจําทีมฟุตบอลโลก อายุต่ํากว่า ๑๗ ปีที่ประเทศอียิปต์ เป็นแพทย์ไปกับฟุตซอลชิงแชมป์โลกที่ประเทศบราซิล แล้วก็ฟุตซอลที่เมืองไทยเราเป็นเจ้าภาพอาจจะไม่นับนะครับ ฟุตบอลหญิงเราก็ไปบอลโลก แคนาดาในเดือนมิถุนายนนี้แล้วนะครับ วอลเลย์บอล กอล์ฟ เรามีคุณภาพได้ระดับหนึ่ง โดยขณะนั้นเราไม่มีคําว่า กีฬา อยู่ในรัฐธรรมนูญ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าหลังจากที่มี รัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว และมีคําว่า การกีฬา อยู่ในรัฐธรรมนูญ ผมเชื่อว่าระบบ หรือรัฐบาลที่มาก็จะนําพาซึ่งการพัฒนาอย่างจริงจังแล้วก็จะนําพาให้การกีฬาของประเทศไทย รุ่งโรจน์แล้วก็ยั่งยืน แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งเพื่อสุขภาพของประชาชนชาวไทยที่ดีขึ้น ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณมากค่ะ ต่อไปขอเชิญท่าน พลเอก วัฒนา สรรพานิช ค่ะ ท่านมี ๒๐ นาทีเลยค่ะ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก วัฒนา สรรพานิช หมายเลขประจําตัว ๑๗๙ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณท่านกรรมาธิการ ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ที่ได้กรุณากําหนดคําว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ไว้ในหลายมาตรา กระผมต้องขอขอบพระคุณหลายท่านที่ได้กรุณาเห็นความสําคัญของยุทธศาสตร์ชาติ ได้อภิปรายไว้อย่างน่าฟังในหลายท่าน สําหรับกระผมนั้นกระผมได้มีความสนใจแล้วก็ได้ เฝ้าติดตามในเรื่องการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ และการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ไม่มียุทธศาสตร์ชาตินั้นจะเผชิญกับความล้มเหลว และได้ล้มเหลวมาแล้ว ถ้าไม่มี จะล้มเหลวต่อไป สําหรับประเด็นที่ผมจะพูดนี้จะเน้นหนักไปในประเด็นที่คําว่า ยุทธศาสตร์ หมายความว่าอย่างไร แล้วถ้าเรามียุทธศาสตร์แล้วจะดีอย่างไร ไม่มียุทธศาสตร์ที่กําหนดไว้ ให้รัฐบาลเข้ามาบริหารแผ่นดินจะมีข้อเสียอย่างไร ในประเด็นนี้เป็นประเด็นที่กระผมคิดว่า ยังไม่มีท่านใดได้พูดให้ชัดเจน กระผมขออนุญาตท่านประธานจะพูดในประเด็นนี้ให้มาก แต่ก่อนอื่นกระผมจะขออนุญาตท่านประธานว่า ความในมาตรา ๗๘ ในหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น ตั้งแต่มาตรา ๗๘ ถึงมาตรา ๙๕ ได้กําหนดเรื่องราวของ ยุทธศาสตร์ไว้ทั้งสิ้น ถ้าหากผมจะอธิบายในตอนท้ายก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องนี้จริง ๆ ในนั้น จะกําหนดมาตราที่สําคัญในเรื่องเศรษฐกิจมีอยู่น้อยมาก ๒ มาตรา แต่ในเรื่องสังคมจะมีมาก การเมืองก็อยู่ในนั้น การบริหารราชการแผ่นดินนี่ก็คือเรื่องการเมืองนะครับ เนื่องจาก ยุทธศาสตร์เป็นเรื่องที่สําคัญ กระผมขอเสนอว่าในภาค ๒ หมวด ๒ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ ขอเพิ่มข้อความหน้าคําว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เป็นภาค ๒ หมวด ๒ ยุทธศาสตร์ชาติ และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าเราจะกําหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ใน แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ สําหรับเรื่องราวแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นกระผมขอเสนอ เพิ่มเติมไว้ในมาตรา ๗๗ เริ่มตั้งแต่วรรคหนึ่งเป็นต้นไป และเรื่องราวต่าง ๆ ในเรื่องการ กําหนดยุทธศาสตร์ชาตินั้นจะมีเรื่องราวอย่างไรก็ตามคงมีไม่กี่มาตราในรัฐธรรมนูญ แต่จะไปมีบทบาทในกฎหมายในมาตรา ๑๕๙ ซึ่งกระผมจะขออนุญาตเพิ่มเติมในหมวด ๒ มาตรา ๑๕๙ ใน (๑๓) ความว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ใน (๑๓) ซึ่งเดิมมี (๑) ถึง (๑๒) จากที่กระผมเสนอนี้จะมีหลักการสั้น ๆ ก็คือเพื่อให้ ยุทธศาสตร์ชาตินี้ปรากฏไว้ในรัฐธรรมนูญและอยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ กระผม ได้อ่านหนังสือจากท่านวิษณุ เครืองาม ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เป็นหนังสือเรื่องการเขียน กฎหมายรัฐธรรมนูญ พิมพ์ครั้งที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ เป็นเจตจํานงของผู้เขียนหรือผู้ร่างที่จะกําหนดให้ต้องปฏิบัติด้วยเหตุผลสําคัญ ถ้าหากว่าทางเศรษฐกิจและสังคมหรือทางการเมืองผันแปรไป รัฐบาลก็ดีจะบริหารราชการนั้น ผิดเพี้ยนไปและผู้ออกกฎหมายคือรัฐสภา จะออกกฎหมายไม่เป็นไปตามเจตจํานงของผู้ร่าง หรือผู้เขียนรัฐธรรมนูญ อันนี้ผมเลยนํามากล่าวให้ชัดเจนนะครับ ส่วนจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ นั้นเราจะมีกํากับดูแลด้วยคําว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ลงในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไว้ในที่นี้ด้วยก็เพื่อเป็นการบังคับว่าในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าจะต้องปฏิบัติตาม ยุทธศาสตร์ชาติ ชาติในโลกหลายชาติที่เจริญ ได้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นของตนเอง กระผม จะขออนุญาตนํายุทธศาสตร์ชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาในคําปรารภของรัฐธรรมนูญ สหรัฐอเมริกาซึ่งกล่าวว่ากระผมขออนุญาตท่านประธานอ่าน เราประชาชนแห่งสหรัฐ ได้บัญญัติและสถาปนารัฐธรรมนูญรองรับสหรัฐอเมริกาเพื่อสร้างเอกภาพให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อสถาปนาความยุติธรรมเพื่อเป็นหลักประกันความเรียบร้อยภายในเพื่อจัดให้มีการป้องกัน ร่วมกันเพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพทั่วไปและเพื่อรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพสําหรับตัวเราเองและอนุชน ของเรา สําหรับประเทศญี่ปุ่น จักรพรรดิเมจิซึ่งได้มีรัฐธรรมนูญไว้แล้ว ได้ตั้งปณิธานไว้ อย่างแน่วแน่ว่าต้องเอาชนะฝรั่งผิวขาวให้ได้ภายในรัชสมัยของพระองค์ สิ่งที่ผมกล่าวอันนี้ เป็นการผูกโยงระหว่างยุทธศาสตร์ชาติย่อมประกอบไปด้วยผลประโยชน์แห่งชาติและ วัตถุประสงค์ของชาติ จะเห็นว่าผลประโยชน์แห่งชาติที่สําคัญของญี่ปุ่นในสมัยนั้นคือเอาชนะ ฝรั่งผิวขาวสําหรับผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศไทยนั้นคงเป็นไปในลักษณะคล้ายคลึง ดังที่กล่าวมาแล้วจะแตกต่างกันอยู่บ้างก็เพราะการวางน้ําหนักหรือการเน้นหนักแต่ละหลักการ ซึ่งอาจจะไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น ผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศไทยประการหนึ่งซึ่งจะได้ เห็นจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบันคือประเทศไทย เป็นราชอาณาจักรอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้ กล่าวคือประเทศไทยถือหลักการเป็น เอกลักษณ์เป็นผลประโยชน์ไม่ใช่สหรัฐ นอกจากนั้นก็ยังมีหลักยุติธรรม ความมีอิสระเสรี ตลอดจนสวัสดิภาพและความอยู่รอดปลอดภัยแห่งรัฐ เหล่านี้เป็นต้น ท่านประธานครับ กระผมจะขออนุญาตท่านประธานกราบเรียนในที่ประชุมนี้ว่า ยุทธศาสตร์ชาติอยู่หลาย มาตราในรัฐธรรมนูญ กระผมขอความเมตตาจากคณะกรรมาธิการที่ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ - ขอให้ได้ฟังสิ่งที่ผมจะกล่าวนี้คือ ยุทธศาสตร์ชาติคือเป้าหมายและแนวทางตามที่ชาติต้องการ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการกําลังอํานาจแห่งชาติ กําลังอํานาจแห่งชาติ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ แต่ไม่ใช่โปรดฟังอีกครั้งครับ ในด้านต่าง ๆ อันได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร หรือการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร สาธารณะเพื่อให้บรรลุผลประโยชน์แห่งชาติและวัตถุประสงค์แห่งชาติ ซึ่งเป็นความต้องการ และจําเป็นที่สุด ซึ่งชาติจะขาดเสียมิได้ ยุทธศาสตร์ชาติจึงมีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการ ปฏิบัติงานของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคพลเมือง ข้อความที่ผมได้กล่าวมานี้หนังสือ จากสถาบันวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันป้องกันประเทศ ซึ่งมีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทยสถาบันนี้ ความหมายที่ผมย้ําเมื่อกี้นี้คือกําลังอํานาจแห่งชาติ กําลังอํานาจแห่งชาติคือความสามารถทั้งมวลของประเทศที่มีอยู่ และสามารถใช้ ความสามารถนั้นกระทําต่อประเทศอื่น ให้ปฏิบัติตามที่ตนปรารถนาได้ การที่ประเทศหนึ่ง จะสามารถกระทําให้อีกประเทศหนึ่งทําตามที่ตนปรารถนาได้นั้นจะต้องมีกําลังอํานาจ แห่งชาติทางด้านต่าง ๆ ที่กระผมได้กล่าวมาแล้ว กระผมจะขออนุญาตท่านประธานได้อ่านว่า พลังอํานาจแห่งชาติด้านต่าง ๆ นั้นคืออะไร และเราต้องพัฒนาอย่างไรให้เข้มแข็ง
ประเด็นแรก พลังอํานาจแห่งชาติด้านการเมืองทั้งภายในและระหว่าง ประเทศ หมายถึงสภาพการทางการเมืองที่จะทําให้ประชากรมีความเชื่อถือและศรัทธาต่อ ระบอบการปกครองต่อรัฐบาลที่ปกครอง มีความเคารพเชื่อฟังและยอมปฏิบัติตามนโยบาย ของรัฐบาล และปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐบาล ประชากรมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลว่า จะสามารถสร้างความเป็นธรรมในหมู่ประชากร สามารถป้องกันความแตกแยกระหว่างชน ในชาติ สามารถรักษาดินแดนให้ปลอดภัยจากการแบ่งแยกยึดครองประเทศมีเอกภาพและ รักษาศักดิ์ศรีของชาติในวงการเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาลมีความชอบธรรม สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิผล มีอิสระ ปลอดจากอิทธิพลและการบงการ ในการดําเนินนโยบายของประเทศอื่น พลเมืองหรือประชากร ดินแดน รัฐบาล อํานาจอธิปไตย ตลอดจนเสถียรภาพของประเทศปลอดจากการคุกคามทั้งภายในและภายนอกที่ปฏิบัติการ ภายใต้อิทธิพลของต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ขอให้ท่านรําลึกถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา เพราะประเทศเราไม่มีพลังอํานาจแห่งชาติ เพราะไม่มียุทธศาสตร์เป็นเครื่องกํากับครับ ต่อไปความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือพลังอํานาจทางด้านเศรษฐกิจ หมายถึงสภาพการทาง เศรษฐกิจที่ทําให้ประชากรมีงานทํา และยอมรับนับถือระบบเศรษฐกิจของประเทศ สามารถยกฐานะเศรษฐกิจทั้งส่วนตัวและส่วนรวมให้สูงขึ้นในอัตราที่เหมาะสม โดยฐานะทาง เศรษฐกิจและสังคมไม่มีความแตกต่างเหลื่อมล้ํากันมากนัก ประเทศสามารถรักษา เสถียรภาพทางการผลิต การค้า การเงิน และราคา ประเทศมีระบบภาษีอากรที่เหมาะสม และเป็นธรรม สามารถพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิผล มีอิสระทาง เศรษฐกิจจากต่างประเทศ ความสามารถอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชย์กรรม ตลอดจน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม
พลังอํานาจแห่งชาติด้านสังคมจิตวิทยา หมายถึง สภาพการณ์ทางด้านสังคม ที่ทําให้ประชากรสามารถครองชีวิตอยู่ได้ด้วยปกติสุข ประชากรมีความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมและความเป็นธรรมในการดําเนินชีวิต ประชากรมีความเสมอภาคและความเป็นฉันท์พี่น้อง ประชากรมีความสมานฉันท์และ ปรองดอง ประชากรมีความรู้ความสามารถ มีวัฒนธรรม จริยธรรมและศีลธรรม รวมทั้ง มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่พลเมืองและสังคม มีความสํานึกในความเป็นชาติและยึดมั่น ในอุดมการณ์ของชาติ ในด้านกีฬา สาธารณสุขมีการพัฒนาอย่างทั่วถึง
พลังอํานาจทางด้านการทหาร หมายถึง สภาพที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง ของกําลังรบของชาติ ความพร้อมรบ ความมีประสิทธิภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์และการใช้ อาวุธ ความมีวินัย ขวัญและกําลังรบอื่น ๆ การจัดการฝึก การศึกษา การสวัสดิการ การยุทธศาสตร์และการยุทธ์ วิธีที่สามารถเอาชนะข้าศึกศัตรูผู้รุกรานทั้งจากภายในและ ภายนอกประเทศ
ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม หมายถึง สภาพการทาง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนในชาติ สามารถส่งเสริมพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศในระดับ ที่ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ มีความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานที่จําเป็น มีเป้าหมาย ที่ชัดเจนทั้งในระยะสั้น ระยะยาว มีศักยภาพในการส่งเสริมการวิจัย พัฒนาภายใต้มาตรการ ที่เหมาะสม
กระผมได้กราบเรียนมาทั้งหมดนี้ กระผมคิดว่าจะทําให้เราได้รับทราบถึง สถานการณ์ที่เราผ่านมา ประเทศเราตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา ๘๓ ปี ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี ๒๙ คน มีรัฐบาล ๖๑ คณะ ใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๙ ฉบับ ฉบับนี้จะเป็นฉบับที่ ๒๐ รัฐประหารในประเทศไทยเกิดขึ้น ๑๓ ครั้ง สําเร็จ รัฐประหาร ที่ไม่สําเร็จ ๑๑ ครั้ง จากจํานวนรัฐธรรมนูญที่ใช้มาแล้ว ๑๙ ฉบับไม่ปรากฏฉบับใด ที่ได้กําหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติไว้เป็นที่แน่ชัดไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นกรอบแนวทาง เป้าหมายที่จะให้คณะรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ จึงบังเกิด ผลเสียต่อประเทศไทยที่ผ่านมาดังนี้
ประการแรก การบริหารราชการแผ่นดินไร้ทิศทางเนื่องจากไม่มียุทธศาสตร์ เป็นเครื่องกําหนดแนวทาง อย่างน้อยต้องครอบคลุมในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วิทยาการทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารหรือการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารสาธารณะเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การ บรรลุผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งเป็นความต้องการส่วนรวมของประชาชน สิ่งที่ได้กล่าวมานี้ การบริหารราชการแผ่นดินไม่มียุทธศาสตร์ให้การสนับสนุนในการทํานโยบายของรัฐบาลนั่นเอง
ประเด็นที่ ๒ พรรคการเมืองเมื่อได้รับการคัดเลือกเป็นรัฐบาลและบริหาร ราชการแผ่นดิน ไม่มีความต่อเนื่อง ไม่มีทิศทางแนวทางเป้าหมายที่เป็นกรอบนําพา ประชาชนไปสู่ความเจริญ มั่งคั่ง ยั่งยืน รัฐบาลทุกรัฐบาลที่เข้ามาไม่มีความต่อเนื่องในการ พัฒนาประเทศ
ประเด็นต่อไปกลุ่มผลประโยชน์แปรสภาพมาเป็นพรรคการเมืองลงสมัคร รับเลือกตั้ง ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผลประโยชน์ แต่ประชาชนทั้งประเทศทุกสาขาอาชีพ ทุกภาคส่วนและชนชั้นขีดความสามารถต่ําก้าวไม่พ้นแห่งความยากจนและต่ําชั้นในทางสังคม กลุ่มผลประโยชน์บางอาชีพที่ไม่รับประโยชน์จะได้รับประโยชน์จากการกําหนดยุทธศาสตร์ ของรัฐธรรมนูญที่มียุทธศาสตร์
สําหรับข้อดีที่ได้กําหนดยุทธศาสตร์ไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นความหวังของ พวกเรา
ประเด็นแรกเป็นเหตุให้พรรคต้องกําหนดแผนงานหรือโครงการหรือนโยบาย ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่กําหนด อย่างน้อยต้องมีเนื้อหาสาระที่จะพัฒนาพลังอํานาจของชาติ ได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร การบริหาร จัดการข้อมูลข่าวสารสาธารณะซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ
๒. ทําให้มีความต่อเนื่องในการบริหารประเทศไม่ว่าจะกี่รัฐบาลที่เข้ามา บริหารประเทศจะต้องดําเนินการในเรื่องเดียวกัน ส่วนทิศทางก็ต้องเป็นทิศทางเดียวกัน แต่นโยบายที่กําหนดนั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงแต่อยู่ในกรอบทิศทางตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่กําหนด
๓. เกิดบูรณาการในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น หมายความว่าส่วนกลางได้สั่งการหรือกําหนดเรื่องใดไปแปรเป็นนโยบาย ในการปฏิบัติ ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นก็จะสอดรับ ไม่ใช่ต่างคนต่างทํา ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคพลเมืองจะมีกรอบและแนวทางตลอดจนเป้าหมายในการพัฒนา ในทิศทางเดียวกัน กระผมขอเวลาอีกสัก ๑ นาทีครับ เพื่อได้รับผลประโยชน์ทุกภาคส่วน ประเทศบริหารราชการแผ่นดินตลอดจนการบริหารภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ตลอดจนความซื่อสัตย์สุจริตของเจ้าหน้าที่และผลงานก็จะถูกตรวจสอบจากประชาชน เพราะประชาชนทั้งปวงได้ประโยชน์
ประการต่อไป จะได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากต่างประเทศ ชาวโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในอาเซียน กระผมขออนุญาตชี้แจงนิดเดียวเกี่ยวกับเรื่องปัญหาและ อุปสรรคที่สําคัญในการรวมตัวของประชาคมอาเซียน
ประการแรก ข้อ ๑ การขาดปฏิสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคสื่อมวลชน ภาคประชาชน
๒. อาเซียนยังไม่มีนโยบายร่วมกันในประเด็นที่กิจการภายนอก เช่น นโยบาย ต่างประเทศ นโยบายความมั่นคง นโยบายทางการทหารหรือการป้องกันร่วมกัน นโยบาย ทางเศรษฐกิจ และไม่มีหลักการที่กําหนดให้กิจการของอาเซียนมาก่อน ผู้นําอาเซียนขาดการ พบปะที่ไม่เป็นทางการอย่างสม่ําเสมอจึงขาดความคุ้นเคยและยังอ่อนไหวต่อแรงกดดันจาก ภายนอกกลุ่มค่อนข้างมาก การเมืองภายในแต่ละประเทศเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือของ อาเซียน การสร้างความมั่นใจพัฒนาไปสู่ทูตเชิงป้องกันยังไม่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ ของกลุ่มความร่วมมืออื่น ๆ ยังมีน้อยไม่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเป็นกลุ่มหรือประชาคม ขาดการวางยุทธศาสตร์และจุดยืนร่วมกันในเวทีต่างๆ
ประการสุดท้าย สมาชิกอาเซียนยังไม่มีความรู้สึกความเป็นชาติสูง อาเซียน ยังขาดการวางแผนร่วมกัน ที่ผ่านมามักจะถูกผลักโดยมหาอํานาจ กระผมขอขอบพระคุณ ท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านคงจะได้รับฟังและนําไปพิจารณา ขอขอบพระคุณครับ
ขอขอบพระคุณมากค่ะ ท่านสมาชิกคะ ขณะนี้สมาชิกจํานวน ๗๙ ท่านที่ได้แจ้งความประสงค์ จะอภิปรายร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๒ หมวด ๒ เรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐได้อภิปราย ต่อเนื่องมาตั้งแต่เมื่อวานนี้จนกระทั่งวันนี้ครบแล้วนะคะ เป็นอันจบการอภิปรายให้ความเห็น และข้อเสนอแนะในหมวด ๒ นี้แล้วนะคะ
ต่อไปจะเป็นการอภิปรายให้ความเห็นในหมวด ๓ เรื่องรัฐสภานะคะ ก่อนที่ จะได้เปิดให้ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติได้อภิปรายตามที่ท่านได้แจ้งความประสงค์ไว้ ดิฉันจะขอให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านคํานูณ สิทธิสมาน ซึ่งได้รับมอบหมาย จากท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นําเสนอหลักการในหมวด ๓ เรื่องรัฐสภานี้ก่อน ขอเชิญท่านคํานูณค่ะ
กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ที่เราจะพิจารณาในหมวดนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญเกือบ ๆ จะเรียกว่าที่สุดในหมวดผู้นําการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง เพราะได้รวบรวมเอาเรื่องของ รัฐสภาซึ่งหมายถึงสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรีไว้ในหมวดนี้ทั้งหมด กระผมขออนุญาตกล่าวถึงภาพรวมว่าเปรียบเสมือนพวกเรานั่งประชุมกันมาในที่นี้ ๓ วันแล้ว ดึกมา ๓ วัน แล้วก็จะต้องต่ออีก ๔ วันนี่นะครับ เราก็อาจจะรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ สมดุลในร่างกายเราเริ่มไม่ดีแล้ว ถ้าไม่ดูแลสมดุลให้ดีโอกาสที่กลไกในร่างกายจะทํางาน ผิดเพี้ยนไปก็มีมาก ก็เป็นโอกาสที่โรคาพยาธิจะเข้ามาแทรกแซงนะครับ เผอิญในกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นหมออยู่หลายคนนะครับ ผมก็ไปขอความรู้ท่านมา เพราะฉะนั้น การป้องกันโรคที่ดีที่สุดนะครับ หรือการรักษาโรคตามแนวตะวันออกที่ดีที่สุดประการหนึ่ง ก็คือว่าพยายามรักษาสมดุลในร่างกาย หรือพยายามฟื้นฟูสมดุลในร่างกายเพื่อให้อยู่ในสภาพ ที่เซลล์ของร่างกายจะทํางานได้ตามปกติ ท่านประธานครับ สังคมก็เช่นกันครับ กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญในช่วงสนทนาธรรมที่ได้อภิปรายกันมาตั้งแต่ช่วงก่อนยกร่างเป็นรายมาตรา เราได้มีความเห็นร่วมกันว่าหนึ่งในสาเหตุสําคัญที่ทําให้สังคมเราเกิดวิกฤติมาเกือบ ๆ จะสิบปี เข้าวันนี้นะครับ หนึ่งในสาเหตุสําคัญที่สุดก็คือว่าสังคมเราเริ่มเสียสมดุลมาตั้งแต่อย่างน้อย ปี ๒๕๔๐ หรือหลังจากนั้น ๒-๓ ปีนะครับ การเสียสมดุลนี้ก็คือว่าร่างรัฐธรรมนูญ หรือรัฐธรรมนูญในขณะนั้นได้เปิดโอกาสให้คนบางกลุ่มเท่านั้นที่อยู่ในโครงสร้างทางการเมือง แต่ว่าคนอีกบางกลุ่มที่เคยมีบทบาทสําคัญต่อบ้านเมือง เคยมีบทบาทพาชาติบ้านเมืองนี้ ให้รอดวิกฤติมาครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์ ที่เคยมีที่มีทางอยู่ในโครงสร้างทางการเมือง เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งถูกกันออกมาจากนอกโครงสร้างทางการเมืองด้วยเหตุผลที่เชื่อกันว่าไม่เป็น ประชาธิปไตย ท่านประธานครับ การเสียสมดุลนั้นที่เริ่มก่อให้เกิดขึ้นแล้วก่อให้เกิดจุดประทุ ขึ้นในปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ นั้นทําให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนํามาคิดทบทวนว่า สิ่งหนึ่งที่เราจะเยียวยาวิกฤติหรือพยายามที่จะรักษาสภาพวิกฤติของบ้านเมืองได้ก็คือจะต้อง ทําให้สภาพสมดุลของบ้านเมืองนั้นกลับคืนมา เพราะฉะนั้นท่านสมาชิก ท่านประธานจะได้ เห็นว่าในเจตนารมณ์สําคัญทั้ง ๔ ประการของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ในประการที่ ๒ ก็คือทําการเมืองให้ใสสะอาดและสมดุล สําคัญมากครับ สมดุลตรงนี้เราได้ ออกแบบร่างรัฐธรรมนูญในหลายหมวดประสานกัน และส่วนใหญ่จะอยู่ในหมวดของ สถาบันการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดของรัฐสภานี้นะครับ สมดุลที่เราออกแบบขึ้นมา มีทั้งสิ้น ๙ ประการด้วยกันเป็นอย่างน้อยนะครับ
ในประการแรกเราได้พูดกันไปตลอด ๒ วันที่ผ่านมาในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ในเรื่องการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ แท้ที่จริงแล้วก็คือการสร้างความสมดุลระหว่างการเมือง ของนักการเมืองกับการเมืองของพลเมือง เราไม่ต้องการให้พลเมืองหรือประชาชนนั้นจะมี สิทธิเสรีภาพเพียง ๔ วินาที หรือ ๔ วินาทีในวันเลือกตั้ง เดินเข้าคูหาเลือกตั้ง กาบัตรเลือกตั้ง หย่อนลงหีบ เดินกลับออกมา แล้วทุกสิ่งทุกอย่างตกเป็นเรื่องของผู้แทนราษฎร ประชาชน หรือพลเมืองจะตัดสินใจได้อีกทีหนึ่งก็ต่อเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ใครพูดเรื่องการเมือง ตําหนิผู้นําทางการเมือง สิ่งที่จะได้รับคําพูดตอบกลับมาก็คือว่าคุณไปลงเลือกตั้งสิ ท่านประธานครับ เราเห็นว่าการเมืองของพลเมืองจะต้องดํารงอยู่ทุกเวลา ทุกนาที แต่ก็จะต้องไม่มากจนเกินไปที่ทําให้การเมืองของนักการเมืองนั้นทําการไม่ได้ หรือมีอุปสรรค ขวากหนามที่มากเกินไป เราก็พยายามสร้างสมดุลตรงนี้เป็นประการแรกครับ
ในประการที่ ๒ ก็คือการสร้างสมดุลระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา อันนี้ก็เป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้เราออกแบบให้ลักษณะของสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา มีความแตกต่างกัน เมื่อออกแบบให้ลักษณะของทั้ง ๒ สภามีความแตกต่างกันแล้ว ที่มาของ สมาชิกทั้ง ๒ สภา จึงจะต้องมีความแตกต่างกันด้วยนะครับ ซึ่งเดี๋ยวกระผมจะกราบเรียน ในรายละเอียดอีกทีหนึ่งนะครับ
สมดุลประการที่ ๓ ก็คือเราพยายามจะสร้างสมดุลระหว่างพรรคการเมือง ขนาดใหญ่กับพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก ผ่านระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ซึ่งเรื่องนี้ท่านกรรมาธิการ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ได้ชี้แจงมาแล้วหลายครั้ง แล้วก็จะ ชี้แจงเพิ่มเติมอีกครับ
สมดุลประการที่ ๔ ก็คือความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างผู้สมัคร ที่สังกัดพรรคการเมืองกับผู้สมัครที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง มีข้อถกเถียงกันมามากกว่า ๒๐ ปี ในที่สุดเราตัดสินใจที่จะออกแบบให้ผู้สมัครยังคงต้องสังกัดพรรคการเมือง แต่แก้ไขเพิ่มเติม ก็คือว่าให้สามารถสังกัดกลุ่มการเมืองได้ด้วย ลักษณะของกลุ่มการเมืองที่เป็นปัญหา เป็นคําถามมาตลอด ๒ วันนี้ เราได้ชี้แจงกันไปโดยสังเขปแล้ว แล้วก็พร้อมที่จะชี้แจงเพิ่มเติม อีกครับ แต่ว่าเราไม่ได้เปิดโอกาสให้สมัครโดยอิสระด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกันนะครับ
สมดุลประการที่ ๕ ก็คือความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างอํานาจ หน้าที่ของทั้ง ๒ สภา คือสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ในเมื่อเราออกแบบให้ทั้ง ๒ สภา ซึ่งมีสถานภาพตามรัฐธรรมนูญเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเหมือนกัน แต่มีที่มาแตกต่างกัน เพื่อให้ความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยของทั้ง ๒ สภานั้นสามารถหนุนเนื่องซึ่งกันและกัน เสริมซึ่งกันและกันได้ เราจึงออกแบบให้วุฒิสภามีอํานาจที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญ ฉบับก่อน ในกรณีนี้ก็คือให้วุฒิสภาสามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติได้และเป็นองค์กร ที่สามารถเริ่มพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบางประเภทได้
สมดุลประการที่ ๖ ก็คือเราพยายามสร้างสมดุลระหว่างวินัยของพรรคการเมือง กับการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ เดี๋ยวผมจะได้กล่าว ในรายละเอียดว่าแม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่เราก็ได้เปลี่ยนแปลงคําปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติ หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคยหายไปตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ เมื่อมีมาตรการ บังคับ สังกัดพรรคอย่างเข้มข้นได้กลับคืนมา ก็คือเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ โดยความเห็นบริสุทธิ์ของตนเอง ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของมติ พรรคการเมืองเสมอไป
สมดุลประการที่ ๗ ก็คือเราพยายามออกแบบสร้างสมดุลระหว่างพรรคที่เป็น รัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านผ่านมาตรการในหมวดรัฐสภานี้หลายประการ ซึ่งอีกสักครู่กระผม จะได้ชี้แจง
สมดุลประการที่ ๘ ก็คือความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างอํานาจ นิติบัญญัติกับอํานาจบริหารนะครับ มีท่านสมาชิกได้กรุณาให้ข้อสังเกตที่มีประโยชน์ว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ในหลายประการก่อให้เกิดจุดเสี่ยงขึ้นมาที่จะทําให้ฝ่ายบริหารนั้นอ่อนแอ หรือขาดเสถียรภาพนะครับ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายท่านหรือมีบุคคลภายนอก ที่ตั้งข้อสังเกตว่าเรามีมาตรการบางประการที่แปลกใหม่ออกไป ไม่เคยเห็นนะครับ ทั้งหมดนั้นก็เป็นมาตรการที่พยายามที่จะสร้างสมดุลให้กับทั้งอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจ บริหารให้สามารถทํางานตามหน้าที่ของตนได้โดยไม่ถูกขัดขวาง
สมดุลประการสุดท้ายก็คือเราพยายามสร้างสมดุลระหว่างฝ่ายการเมืองกับ ฝ่ายข้าราชการประจํา ซึ่งในประเด็นนี้ท่านกรรมาธิการปรีชา วัชราภัย ก็ได้กรุณาชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้ว ท่านประธานครับเราออกแบบให้มี ๒ สภาเพื่ออะไรครับ ก็เพื่อให้เกิดการกลั่นกรอง เพื่อให้เกิดเป็น ตัวเบรกความร้อนแรงของสถานการณ์ในบางครั้ง เพื่อให้ระยะเวลาระหว่าง ๒ สภานั้น เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจอย่างรอบคอบ กลไกนี้แม้ในบางกรณีที่มีอยู่ในสภาเดียวหรืออยู่ใน การประชุมร่วมของรัฐสภา ท่านประธานก็คงจะเห็นได้ว่าอย่างเช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากวาระที่สองไปถึงวาระที่สามก่อนจะตัดสินใจครั้งสุดท้ายนั้นเขาให้พักไว้ ๑๕ วัน เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เวลานั้นเป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจครั้งสุดท้าย เพราะฉะนั้นเราเลือกระบบ ๒ สภา เพื่อการนี้ แต่ถ้าเรามี ๒ สภาแล้วจะดีที่สุดหรือไม่ครับถ้าให้ทั้ง ๒ สภานั้นมีลักษณะแตกต่างกัน เพื่อให้เป็นพลังหนุนและเสริมซึ่งกันและกันในฐานะที่ต่างเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเหมือนกัน แน่นอนครับว่าคณะกรรมาธิการนั้นย่อมเห็นว่าความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยนั้น หนทางได้มาที่ดีที่สุดและมีข้อโต้แย้งน้อยที่สุดและเราก็อธิบายน้อยที่สุดเช่นกันก็คือให้มาจาก การเลือกตั้งทางตรง จากพลเมืองทั้งหมดละครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้ง ทางตรงนั้นจะเป็นทางเดียวในการได้มาซึ่งผู้แทนปวงชนชาวไทย การเลือกตั้งทางตรงนั้นก็มี ข้อจํากัดบางประการ ทั้งในประเทศไทยแล้วก็ประเทศอื่นทั่วโลก ทั้งโดยตัวระบบเลือกตั้งเอง ซึ่งก็มีหลายรูปแบบให้เลือก ทั้งโดยสภาพทางสังคม จิตวิทยาทางการเมืองของแต่ละประเทศ และระบบพรรคการเมืองในแต่ละประเทศ ในบางกรณีก็ทําให้ไม่สามารถได้ผู้แทนที่เป็น ตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ได้ครบหมด ประเทศไทยมีเกษตรกรมาก มีผู้ใช้แรงงานมาก มีคนยากคนจนมาก แล้วก็มีพ่อค้านักธุรกิจ มีปราชญ์ชาวบ้าน มีกลุ่มชาติพันธุ์ การเลือกตั้ง ทางตรงทั้งหมดนั้นเราจะได้ผู้แทนครบถ้วนทั่วทุกกลุ่มหรือไม่ครับ ไม่ได้ครับ จริงอยู่ครับ ก็อาจจะกล่าวได้ว่าผู้ที่มาจากการเลือกตั้งทางตรงนั้นเป็นผู้แทนของคนทุกกลุ่มผ่านระบบ พรรคการเมืองที่แต่ละพรรคล้วนมีนโยบายเพื่อทุกกลุ่มอยู่แล้วก็อาจจะถูกครับ แล้วก็อาจจะ ไม่ถูก แต่จะดีกว่าหรือไม่ละครับ ถ้าเผื่อว่าในเมื่อเรามี ๒ สภาแล้วเราตัดสินใจให้ทั้ง ๒ สภานั้น มีลักษณะแตกต่างกัน
กล่าวคือในสภาที่ ๑ คือสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นสภาที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงผ่านระบบพรรคการเมือง เป็นสภาที่ใช้เสียงข้างมากในการกําหนดรัฐบาล ควบคุม รัฐบาล เปลี่ยนรัฐบาล และเราเลือกใช้ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมเพื่อให้เกิดความ เป็นธรรมและยุติธรรมที่สุด ยุติธรรมแก่พี่น้องประชาชนที่เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย คือคะแนนเสียงตกน้ําน้อยที่สุด ทุกพรรคทุกกลุ่มได้คะแนนเสียงใกล้เคียงกับคะแนนนิยม ที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงมากที่สุด
ในสภาที่ ๒ คือวุฒิสภา ซึ่งเราใช้คําว่า เป็นสภาพหุนิยม มาโดยตลอด มีท่านสมาชิก เมื่อคืนนั้นท่านใช้คําว่าเป็นสภาประนอมอํานาจ ตรงกันครับ เราต้องการให้ผู้แทนของ ทุกกลุ่มที่มีอยู่จริงในสังคม ทั้งเกษตรกร ทั้งแรงงาน ทั้งปราชญ์ชาวบ้าน ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ทั้งพ่อค้านักธุรกิจเข้ามาอยู่ในสภาพหุนิยมหรือสภา ประนอมอํานาจแห่งนี้ การออกแบบโครงสร้างของเรานั้นไม่ต้องการให้วุฒิสภาเป็น สภาผู้แทนราษฎรสาขา ๒ ครับ เราไม่ต้องการให้วุฒิสภาเป็นกระจกสะท้อนภาพของ สภาผู้แทนราษฎร แต่จะออกแบบอย่างไรให้เป็นสภาพหุนิยมที่ทุกคนยอมรับไม่ใช่เรื่องง่ายครับ เพราะเราต้องต่อสู้กับความเชื่อในสังคมไทยที่ว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งอย่างเดียว เท่านั้น อะไรที่ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงแล้วไม่ใช่ประชาธิปไตย ทั้ง ๆ ที่ในประเทศประชาธิปไตยอื่นที่เขามีระบบ ๒ สภาทั่วโลก จากการสํารวจของเรา พบว่ามี ๒ สภาใน ๗๖ ประเทศ พบว่ามีวิธีการเลือกตั้งโดยตรงของวุฒิสภานี่เพียง ๒๔ ประเทศ มีเลือกตั้งโดยอ้อม ๑๔ ประเทศ มีเลือกตั้งโดยตรงและโดยอ้อมผสมกัน ๒ ประเทศ มีเลือกตั้งและแต่งตั้งผสมกัน ๑๗ ประเทศ และมีแต่งตั้งทั้งหมดถึง ๑๙ ประเทศ ท่านประธานครับ เราก็ได้ออกแบบมาอย่างที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านมีความคิดเห็นประการใดเราก็ยินดีรับฟัง แต่ว่าโดยหลักการก็คือว่าเราต้องการ ให้วุฒิสภานั้นเป็นสภาพหุนิยม เป็นสภาที่มีลักษณะแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมจะไปอย่างเร็ว จะขอเข้าถึงลักษณะจุดเด่นหรือจุดแตกต่าง ๑๑ ประการของหมวดรัฐสภา แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ นะครับ เผื่อท่านสมาชิก จะได้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นนะครับ
ในประการแรกนะครับ เราเพิ่มลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่มิให้ใช้สิทธิสมัคร ส.ส. เพิ่มขึ้นมา ๑ ประการ แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิม จะอยู่ในมาตรา ๑๑๑ (๘) ก็คือบุคคลต้องห้าม ก็คือเคยต้องคําพิพากษา หรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการ ทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม ก็หมายความว่าจะทําให้บุคคลดังกล่าวไม่อาจเป็น ส.ส. ได้ และไม่อาจเป็น ส.ว. ได้ ไม่อาจ เป็นนายกรัฐมนตรีและไม่อาจเป็นรัฐมนตรีได้ ๔ ตําแหน่งนี้นะครับ
สาเหตุที่เราบัญญัติเพิ่มขึ้นมาเช่นนี้ ก็เพราะบุคคลประเภทนี้ก็ไม่ควรที่จะ เข้ามาสู่วงการเมืองใช่ไหมครับ และที่สําคัญก็คือเป็นไปตามกรอบ ๑ ในบัญญัติ ๑๐ ประการ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ (๔) แต่ก็จะมีการพูดกันมากครับว่า เราเขียนขึ้นมานี้เพื่อกีดกันคนบางคน คนบางกลุ่มหรือไม่ ก็ตอบได้ว่า หามิได้ครับ เป็นไปตามกรอบที่ ต้องทําเช่นนี้ และเราก็ได้อภิปรายแล้วก็พูดไว้ชัดเจน แล้วก็ระบุไว้อย่างชัดเจนของ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเล่มโต ๆ อยู่ที่หน้า ๒/๗๑ เราได้ระบุไว้ชัดเจนว่าบุคคล ที่ต้องห้ามตามอนุมาตรานี้ต้องปรากฏชัดเจนว่าเป็นผู้ที่มีคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วย กฎหมายว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทําการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรือกระทําการอันทําให้การ เลือกตั้งไม่สุจริต หรือไม่เที่ยงธรรม ทั้งนี้ไม่หมายความรวมถึงบุคคลอื่นที่อาจต้องรับผิดชอบ ตามกฎหมาย แต่มิได้เป็นผู้กระทําการอันต้องห้ามดังกล่าว อันนี้ชัดเจนนะครับท่านประธาน
จุดเด่นประการที่ ๒ ก็คือว่า ผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๒ ประเภท คือแบบเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อนั้นจะต้องได้รับคะแนนเสียง เลือกตั้งไม่น้อยกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด พูดภาษาชาวบ้านว่า คะแนนของผู้ที่จะได้เป็น ส.ส. นั้นจะต้องชนะคะแนนโหวตโน (Vote no) ในบัตรเลือกตั้งก็จะมีช่องไม่ประสงค์ จะลงคะแนนเลือกผู้ใดไว้นะครับ แต่ก่อนไม่เคยมีบัญญัติไว้ว่าเมื่อพลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งมา กาช่องนี้แล้วจะเกิดผลประการใด ต่อไปนี้เกิดผลแล้วครับ ผู้ที่จะได้เป็น ส.ส. ต้องชนะโหวตโน อันนี้อยู่ในมาตรา ๑๑๓ ครับ
จุดแตกต่างประการที่ ๓ ก็คือ อย่างที่กระผมกล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นนะครับว่า เราได้เพิ่มคําปฏิญาณตนของ ส.ส. และ ส.ว. ก่อนการปฏิบัติหน้าที่ขึ้นมา ๒ จุด จุดที่ ๑ คือ เพิ่มคําว่า จะปฏิบัติหน้าที่ตามความเห็นของข้าพเจ้าโดยบริสุทธิ์ใจ ซึ่งหายไปตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการบังคับ ส.ส. สังกัดพรรคอย่างเข้มข้น
แล้วก็เพิ่มอีกจุดหนึ่งก็คือยึดมั่นในจริยธรรม โดยในประเด็นที่ ๑ นั้น ได้สะท้อนหลักการให้ ส.ส. ปฏิบัติหน้าที่สําคัญโดยไม่ต้องปฏิบัติตามมติพรรค และสมาชิกภาพ ของ ส.ส. ไม่สิ้นสุดลงเพราะพรรคขับออก ซึ่งก็บัญญัติให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา ก่อนหน้านี้คือมาตรา ๑๓๑ ซึ่งมีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ในคําปฏิญาณของ ส.ส. ยังไม่ได้มีคําว่า จะปฏิบัติหน้าที่ตามความเห็นของข้าพเจ้า โดยบริสุทธิ์ใจกลับคืนมานะครับ
จุดแตกต่างประการที่ ๔ ก็คือเรากําหนดให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง จะต้องมาจากพรรคฝ่ายค้าน นี่ผมพูดภาษาชาวบ้านนะครับ ภาษากฎหมายอาจจะ ยาวกว่านี้ ท่านไปดูที่มาตรา ๑๓๓ วรรคสอง ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือนี่ก็เป็นการสร้างความสมดุล ระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน แต่เดิมท่านก็จะเห็นนะครับว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มาจาก พรรครัฐบาลเหมือนกันหมด ยกเว้นเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นบางครั้งเท่านั้นเองครับ มันก็ทําให้การควบคุม การประชุมของสภาหรือการตัดสินใจในเรื่องสําคัญบางอย่างนั้น อาจจะไม่เป็นธรรมเท่าที่ควร ถามว่าการที่มีรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้ผลทันทีเลยในประการใด ท่านประธานครับกรุณาไปดูที่ มาตรา ๑๔๙ วรรคสอง ในที่ประชุมที่จะตัดสินว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน หรือไม่ในกรณีที่เกิดข้อสงสัยกันขึ้นมานี่นะครับ ปกติก็จะเป็นหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการ ทีนี้เราเพิ่มรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปด้วย ซึ่งก็หมายความว่าจะต้องมีรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นพรรคฝ่ายค้านเข้าไปร่วม พิจารณาด้วย
จุดเด่นหรือจุดแตกต่างประการที่ ๕ ก็คือ เรามีบทบัญญัติห้ามประธาน สภาผู้แทนราษฎร รองประธานสภาผู้แทนราษฎรดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองหรือ กลุ่มการเมือง และห้ามเข้าร่วมประชุมพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองในระหว่างดํารง ตําแหน่ง อันนี้ก็จะอยู่ในมาตรา ๑๓๓ วรรคหก
จุดแตกต่างประการที่ ๖ ก็คือ การกําหนดให้ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านเป็น ประธานคณะกรรมาธิการสามัญที่ทําหน้าที่ตรวจสอบเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปราม การทุจริตหรือกํากับติดตามเกี่ยวกับการใช้งบประมาณภาครัฐ อันนี้ก็เป็นมาตรการสร้าง ความสมดุลระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อันนี้จะอยู่ในมาตรา ๑๔๓ วรรคสองครับท่านประธาน
จุดแตกต่างประการที่ ๗ ก็คือการกําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของข้อบังคับการประชุมของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานก็เคยอยู่ในวุฒิสภามาก่อน ในหลายกรณีหรือในบางกรณีนั้น ข้อบังคับการประชุมของทั้ง ๒ สภาก็ดี หรือประเพณีปฏิบัติของทั้ง ๒ สภาก็ดีอาจมีลักษณะ ที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้ อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่เคยเกิดขึ้นและเป็นเรื่องเป็นราว ถึงศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วในปี ๒๕๕๖ ต่อไปนี้ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ เมื่อมีการประชุมสภา มีการร่างข้อบังคับขึ้นมาทั้ง ๒ สภา ก็จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วย รัฐธรรมนูญก่อนครับ
จุดแตกต่างประการที่ ๘ ก็คือ ประเด็นการตั้งกระทู้ถามของ ส.ส. ของ ส.ว. เรากําหนดให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีนั้นมีหน้าที่ต้องตอบโดยเร็ว เน้นนะครับ มีหน้าที่ ต้องตอบโดยเร็ว ขีดเส้นใต้คําว่า หน้าที่ นะครับ และในกรณีที่เป็นกระทู้ถามสดของเฉพาะ สภาผู้แทนราษฎรกําหนดให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องตอบกระทู้ถามนั้นด้วย ตนเอง เว้นแต่มีเหตุจําเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันนี้ก็ไม่เคยมีมาก่อนนะครับ ขีดเส้นใต้ คําว่า หน้าที่ ที่ต้องขีดเส้นใต้ก็คือว่ามันจะเชื่อมโยงไปยังจุดแตกต่างในประการที่ ๙ ครับ เรื่องหน้าที่ต้องตอบกระทู้ทั้ง ๒ ประการนี้อยู่ในมาตรา ๑๖๕ วรรคหนึ่งและวรรคสองครับ ท่านประธาน จุดแตกต่างประการที่ ๙ ก็คือการกําหนดให้ผู้ที่รัฐธรรมนูญระบุให้มีหน้าที่ต้อง ดําเนินการ แล้วไม่ดําเนินการภายในระยะเวลาที่กําหนดหรือภายในเวลาอันสมควรทําให้ รัฐธรรมนูญไม่บรรลุผล ต้องรับผิดชอบ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญทั้งปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ กําหนดไว้ให้ทําอะไรมากมาย รวมทั้งการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและ พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กําหนดระยะเวลาไว้เสร็จ ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี หลายฉบับ จนรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับถูกฉีก ยังไม่เสร็จเลยครับ เราเขียนไว้ในมาตรา ๑๐๒ ซึ่งถือว่าเป็น มาตราที่มีความสําคัญมากนะครับ เขียนไว้ว่า ให้ถือว่าคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาผู้มีหน้าที่เสนอหรือผู้มีหน้าที่พิจารณากฎหมาย หรือกฎ หรือมีหน้าที่กระทําการนั้น ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อ่านเร็ว ๆ ข้ามหน่อยเขาบอกว่าให้ถือว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นผู้เสียหายย่อมฟ้องรัฐ ให้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายได้ รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายที่มีบทลงโทษครับ แต่จากการมี มาตรา ๑๐๒ นี้ผู้ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ให้ต้องปฏิบัตินั้น ก็เสี่ยงกับ การที่จะถูกฟ้องร้องเป็นคดีอาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และรัฐก็เสี่ยงที่จะถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง อันนี้ก็เป็นการแก้ปัญหา ในอดีตนะครับ นอกจากนั้นก็ยังมีจุดแตกต่างอีกทั้ง ๒ หรือ ๓ ประการ แต่ผมจะขออนุญาต นําเสนอเพียง ๙ ประการนี้นะครับ เพราะว่าอีก ๒ ประการนั้น ผมคงไม่มีเวลานําเสนอ ก็คือกระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติกับความอยู่ยงคงกระพันของร่างพระราชบัญญัติ ที่เสนอโดยพลเมือง อันนี้ก็เป็นจุดแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ถ้ามีเวลาจะลุกขึ้นตอบ ในภายหลังนะครับ
สุดท้ายครับท่านประธาน นี่ก็คือการออกแบบร่างรัฐธรรมนูญที่เราไม่ยืนยันว่า เราเป็นอรหันต์ครับ ผมไม่เคยชอบและคณะกรรมาธิการทุกคนไม่เคยชอบคําที่มาเรียกกันว่า เป็น ๓๖ อรหันต์ ๓๕ อรหันต์ เราไม่ใช่ผู้รู้ครับ แต่เราเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ทั้งโดยตรงและ โดยวิชาการ แต่ละท่านก็มีหลากหลายประสบการณ์ และที่สําคัญก็คือเราเป็นพลเมือง คนไทยที่ผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้งมา ๑๐ ปีครับ เพราะฉะนั้นนี่คือผลงานของสติปัญญา โดยรวมที่เราคิดว่าจะใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คืนความสมดุลให้กับสังคมไทย เราไม่เชื่อว่าจะ เป็นความเสี่ยงครับ ในประเด็นสร้างความสมดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารที่มี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเป็นความเสี่ยงนั้น กระผมขอยืนยันว่าเรามีมาตรการที่จะเป็น พูดภาษาชาวบ้านก็คือเป็นตัวช่วยให้กับคณะรัฐมนตรีอยู่รวมทั้งสิ้น ๗ ประการด้วยกัน ในกรณีที่อาจจะมีเสียงในทํานองที่มีความเห็นว่ารัฐบาลที่เกิดขึ้นตามระบบการเลือกตั้ง แบบสัดส่วนผสมนี้น่าจะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ หรือมีเสียงคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งเราเองไม่เคยคิด ไม่เคยแม้แต่จะฝันว่าเราจะออกแบบรัฐธรรมนูญให้ประเทศมีรัฐบาล ที่อ่อนแอ แต่ใช่ครับ เราต้องการออกแบบร่างรัฐธรรมนูญให้ไม่มีรัฐบาลที่เข้มแข็งจนเกินไป แข็งกร้าวจนไม่ฟังผู้ใดในแผ่นดิน แต่เราก็มีมาตรการไว้รวมทั้งสิ้น ๗ ประการ ก็คือ
ในประการที่ ๑ เป็นมาตรการที่เคยมีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า ก็คือว่าการที่คณะรัฐมนตรีมีสิทธิขอให้รัฐสภายืนยันร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีถือว่า จําเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดินแล้วก็ระบุไว้ในนโยบาย แล้วก็ในกรณีที่ สภาผู้แทนราษฎรตีตกไปด้วยเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง คณะรัฐมนตรีมีสิทธิขอให้รัฐสภาพิจารณา อีกครั้งหนึ่ง ความโดยละเอียดจะอยู่ในมาตรา ๑๕๑ ผมจะไม่อ่านนะครับ
ในประการที่ ๒ ก็พูดกันมากครับ ตั้งแต่ก่อนเข้าสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วก็ ตลอด ๒ วันมานี้ ก็คือการขอความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเราก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่า อันนี้ก็เป็นหนึ่งในมาตรการตัวช่วยว่าในกรณีที่เกิดเหตุที่สภาผู้แทนราษฎรนั้นปั่นป่วนรวนการ ทํางานของรัฐมนตรีมาก รัฐมนตรีก็อาจจะใช้มาตรการนี้เป็นมาตรการปราม โดยขอความไว้วางใจ จากสภาผู้แทนราษฎร อยู่ในมาตรา ๑๘๑
ตัวช่วยประการที่ ๓ ก็คือมาตรา ๑๘๒ ก็คือการที่นายกรัฐมนตรีมีสิทธิแถลงว่า ร่างพระราชบัญญัติใดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างพระราชบัญญัติใดนั้นถือเป็นความไว้วางใจ รัฐบาล เมื่อแถลงแล้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจภายใน ๔๘ ชั่วโมง ถ้าไม่ยื่นให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นหรือส่วนสําคัญของร่างพระราชบัญญัตินั้นผ่าน อันนี้ก็มีความเข้าใจที่ไม่ตรงนักไประบุว่าอันนี้มันถือเป็นซุปเปอร์ (Super) พระราชกําหนด บางท่านก็ไปไกลถึงขนาดว่าอันนี้เป็นเหตุที่จะทําพระราชกําหนดนิรโทษกรรมผ่านเข้ามาทาง ช่องนี้ล่ะ ท่านประธานกรรมาธิการก็ได้กรุณาชี้แจงไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วนะครับว่า ไม่ใช่ ครับ ถึงผ่านสภาผู้แทนราษฎรก็แค่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ยังต้องผ่านการพิจารณาของ วุฒิสภาเหมือนเดิม และ ๒. หากมีผู้สงสัยในความถูกต้อง ความชอบธรรม ก็ยังมีสิทธิที่จะยื่น ไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้เหมือนเดิม
ตัวช่วย ครม. ประการที่ ๔ ก็คือในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้นให้นับ แต่เฉพาะคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจเท่านั้น ถามว่าทําไมบัญญัติเช่นนี้ ก็เพราะในอดีตนี่นะครับ เรื่องที่จะไม่ไว้วางใจรัฐบาลเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ว่าเสียงไว้วางใจที่นับด้วยต่างกัน ๑ เสียง ต่างกัน ๕ เสียง ต่างกัน ๓ เสียงนี่นะครับ มันไม่ใช่แตกต่างกันแค่หน้าตาของรัฐมนตรี ที่คะแนนเสียงแตกต่างกันครับ แต่มันหมายถึงกระเป๋าของคนบางคนจะตุงขึ้น กระเป๋าของ คนบางคนจะแฟบลงด้วย เราก็บัญญัติไว้เช่นนี้ แต่เดิมอยู่ในมาตรา ๑๖๖ แต่เดิมในร่างแรก เราบัญญัติให้ว่าถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจก็ต้องถือว่าสิ้นสภาพไปด้วย แต่หลังจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เข้ามามากนี่นะครับ เราก็ตัดสินใจปรับเอามาตรการนี้ออก เพราะถือว่ามาตรการตามมาตรา ๑๘๑ กับมาตรา ๑๘๒ น่าจะเพียงพอแล้ว
จุดแตกต่างประการหรือตัวช่วยประการที่ ๕ ก็คือการห้าม ส.ส. ลาออกจาก พรรคที่ตนสังกัด อยู่ในมาตรา ๑๑๖ (๘)
ตัวช่วยประการที่ ๖ ก็คือการห้ามควบรวมพรรค อยู่ในมาตรา ๑๑๔ วรรคสอง และ
ตัวช่วยประการที่ ๗ ก็คือการห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรี คือ ส.ส. ไปเป็น รัฐมนตรีได้ครับ แต่เป็นแล้วต้องไม่เป็น ส.ส. อันนี้ก็จะทําให้คนที่เป็นรัฐมนตรีนั้นจะต่อรอง อะไรกับคนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องคิดให้หนักครับ เพราะว่าถ้าท่านถูกปรับ ครม. แล้วท่าน ตกงานต้องกลับไปเลี้ยงหลานครับ ไม่ใช่กลับมานั่งในสภาเป็น ส.ส. เหมือนเดิม ทั้งหมดนี้ กระผมก็กล่าวโดยย่อถึงภาพรวมของหมวดรัฐสภาที่เป็นความพยายามของคณะกรรมาธิการ ที่พยายามที่จะออกแบบให้เกิดความสมดุลมากที่สุด พยายามให้เกิดความสมดุลทั้งระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ให้เกิดความสมดุลระหว่างการเมืองของนักการเมืองกับการเมืองของพลเมือง ให้เกิดความ สมดุลระหว่าง ๒ สภา ให้เกิดความสมดุลระหว่างคนที่ต้องการทําการเมืองโดยการเป็น นักการเมืองสังกัดพรรคการเมืองเป็น ส.ส. แต่กับคนที่ต้องการเข้ามาช่วยเหลือบ้านเมือง แต่ไม่ประสงค์ที่จะเล่นการเมืองหรือเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด อย่างเช่นที่มีอยู่ใน สภาปฏิรูปแห่งชาตินี้หลายต่อหลายท่าน ซึ่งก็เป็นคุณความรู้ เป็นภูมิปัญญาที่สมควรที่จะให้ เข้ามาอยู่ในโครงสร้างทางการเมืองอย่างถูกต้องครับ กระผมขอใช้เวลาแต่เพียงเท่านี้ และถ้าเผื่อว่ามีคําถามหรือมีข้อสงสัยประการใดเพื่อนกรรมาธิการท่านอื่น ๆ ที่ล้วนแต่ มีความรู้ความชํานาญมากกว่าผมก็จะได้ช่วยกันตอบต่อไป กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน
ขอบคุณนะครับ ๕ ท่านแรกที่จะอภิปรายนะครับ คุณภัทรียา สุมะโน พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล พลเรือเอก สุรินทร์ เริงอารมณ์ และคุณเอกราช ช่างเหลา นะครับ เชิญคุณภัทรียา สุมะโน ครับ ๑๐ นาที
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน ภัทรียา สุมะโน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขออนุญาตอภิปรายในหมวด ๓ รัฐสภา ซึ่งมีอยู่ ๘ ส่วนด้วยกันนะคะ
ดิฉันขออภิปรายในส่วนที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องวุฒิสภา ในมาตรา ๑๒๑ ซึ่งเป็นเรื่อง ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาหรือจะพูดคําย่อ ๆ ว่า ส.ว. นะคะ ซึ่งดิฉันเป็นผู้อภิปรายคนที่ ๘๐ ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ ดังนั้นจึงมีสมาชิกหลายท่านที่ได้กล่าวข้ามมาถึงในหมวดนี้ ส่วนนี้ไปบ้างแล้ว แต่ดิฉันก็รับรองว่าที่จะพูดต่อไปนี้ก็คือจะไม่ซ้ําเรื่องกันนะคะ เพราะว่ามีความเห็นที่แตกต่าง จากท่านอื่น ท่านประธานคะ วุฒิสภาเป็นสถาบันการเมืองที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ทรงเกียรติ และที่ทรงพลังอํานาจ ด้วยอํานาจหน้าที่ที่สําคัญของชาติ เช่นในการกลั่นกรองกฎหมาย ที่สําคัญ แล้วก็การพิจารณาแต่งตั้ง ถอดถอนบุคลากรในตําแหน่งสําคัญต่าง ๆ ดิฉันจึงอยากเห็น การได้มาซึ่ง ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาที่มีคุณภาพหลากหลายและมีความสามารถที่จะทํางาน เพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริงค่ะ ตามมาตรา ๑๒๑ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับนี้กําหนดให้มีวุฒิสมาชิกหรือว่า ส.ว. ๒๐๐ คน ด้วยที่มา ๓ วิธีที่แตกต่างจากวิธีการ เลือก ส.ว. ทุกครั้งที่ผ่านมาก็คือ ๑. เลือกกันเอง ๒. สรรหา แล้วก็ ๓. เลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งดิฉันเห็นว่าเป็นความพยายามอย่างน่าชมเชยของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนี้ ที่ได้พยายามคิดค้นกรรมวิธีต่าง ๆ ในการสรรหา ส.ว. ครั้งนี้อย่างละเอียดลออมากเลย ดิฉันจะพูดโดยสรุปนะคะว่าที่มาของ ส.ว. ในร่างรัฐธรรมนูญนี้มาจากบุคคลถึง ๕ กลุ่มด้วยกัน ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันอย่างมากนะคะ แล้วก็ตัวเลขของจํานวน ส.ว. ก็ต่าง ๆ กัน ไม่ทราบว่า ใช้ตัวเลขมาจากไหนคิดค้นมานะคะ
อย่างกลุ่มแรก กลุ่มข้าราชการระดับสูง ต้องพูดว่าสูงมาก เพราะว่าเป็นระดับ ๑๑ ระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าทั้งทางฝ่ายพลเรือน แล้วก็ฝ่ายทหาร ด้านละ ๑๐ ท่าน โดยเลือกกันเอง แล้วก็ข้าราชการระดับอื่น ๆ ล่ะคะ ระดับบริหารอื่น ๆ ก็มีความสามารถ มากมาย แต่นี่เป็นระดับสูงสุดเลยคือระดับ ๑๑ ให้มาทํางานร่วมกับกลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มของ เกษตรกร แรงงาน ชุมชน ท้องถิ่น ระดับรากหญ้าที่ไม่ต้องมีการศึกษาระดับปริญญาก็ได้ อีก ๓๐ คน ให้มาเลือกกันเองเช่นกัน คือ ๒ กลุ่มนี้ก็แตกต่างกันอย่างมากสุดโต่งเลยนะคะ
ทีนี้มีอีกประเภทหนึ่งก็คือ กลุ่มที่ ๓ เป็นผู้แทนจากองค์กรวิชาชีพที่มี พระราชบัญญัติจัดตั้ง ๑๕ คน เลือกกันเองอีกนะคะ
แล้วก็อีก ๒ ประเภทที่ดิฉันมีความเห็นว่าเป็นแนวคิดที่แปลกมากก็คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ คุณธรรมด้านต่าง ๆ นับได้ถึง ๒๗ ด้าน อีก ๕๘ คน
แล้วก็สุดท้ายคือ ผู้แทนจังหวัด ๗๗ จังหวัด ก็ใช้วิธีเลือกตั้งทางอ้อมนะคะ คือมีกรรมการสรรหามากลั่นกรองก่อนลงมา ๑๐ คน แล้วจากนั้นก็ให้ประชาชนเลือกแค่ ๑๐ คน ที่อยากให้เลือกนี้ล่ะนะคะ ซึ่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ให้เหตุผลว่า เจตนารมณ์ของมาตรา ๑๒๑ คือเพื่อสร้างความสมดุลทางการเมืองให้ทุกภาคส่วนทางสังคม ทุกอาชีพ วิชาชีพมาเป็น ส.ว. โดยไม่ให้เกี่ยวข้องกับการเมือง ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันเข้าใจในเจตนารมณ์ดังกล่าว แล้วก็เห็นด้วยค่ะ เพราะองค์ประกอบของวุฒิสภาก็ควรจะ เป็นเช่นนั้น เมื่อคืนนี้สมาชิก สปช. ท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนามท่านเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้กล่าวว่าวุฒิสภาคือสภาของผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วท่านก็ใช้คําพูดที่น่าฟังมากว่าเป็นสภาผู้ใหญ่ ซึ่งในประเทศอังกฤษก็เรียกเฮาส์ ออฟ ลอร์ด (House of Lords) หรือว่าสภาขุนนาง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าผู้ที่จะมาเป็นองค์ประกอบของสภาผู้ใหญ่นี้ ก็ควรที่จะมาอย่าง กะทัดรัด ไม่สลับซับซ้อนมาก เข้าใจง่าย แต่ยังคงธํารงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไว้ด้วย ข้อเสนอแนะของดิฉันก็คือ ขอเสนอที่มาของ ส.ว. โดยจําลองจากมาตรา ๑๑๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ โดยปรับปรุงบางประการนะคะ ดิฉันเสนอให้มี ๒ วิธี
วิธีที่ ๑ ก็คือการเลือกตั้งโดยตรงจากเสียงของประชาชน สําหรับ ๗๗ จังหวัด ๗๗ คน ดิฉันเชื่อว่ามีคนดีที่หวังจะมาทํางานระดับชาติอีกมากมายในทุกจังหวัด ทําไมเรา ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้มาสมัครเพื่อการเลือกตั้ง ไม่ใช่ให้ใครก็ไม่ทราบมาเลือก ๑๐ คน ให้ประชาชนเขาเลือกอีกทีหนึ่ง ท่านเลิศรัตน์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ชี้แจงว่าการกลั่นกรอง โดยการสรรหา ต้องการผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ จากจังหวัดมาเป็น ส.ว. ให้ประชาชนเลือก แต่ดิฉันก็คิดว่าเราก็แก้ไขได้ด้วยการกําหนดคุณสมบัติไว้ว่าเราต้องการ คุณสมบัติแบบไหน ถ้าสมัครไม่ตรงก็หมดสิทธิไป อันนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชน ได้ใช้สิทธิของพลเมืองในการเลือกตั้ง ส.ว. อันนี้ดิฉันคิดว่าอย่าไปคิดว่าเป็นการซ้ําซ้อนกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี้เพียงส่วนเดียวมาจากจังหวัด
วิธีที่ ๒ ก็คือการสรรหาจาก ๑๒๓ คนที่เหลือ แต่ว่าเราไม่ใช้วิธีสรรหาโดย ๗ อรหันต์ เหมือนเมื่อครั้งที่แล้ว เหมือนว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ เราสามารถจะกําหนด ให้มี ส.ว. จากด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นด้านข้าราชการ วิชาการ เกษตรกร เกษตรกรรม แรงงาน ชุมชน ท้องถิ่นอะไรต่าง ๆ ได้หมดเลย อาจจะสัก ๑๐ หรือ ๑๕ ด้าน แต่อย่าลืมด้านสื่อสารมวลชนด้วยนะคะ อันนี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มี สื่อสารมวลชน เพราะดิฉันทราบว่าท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านมานิจ สุขสมจิตร ซึ่งเป็นสื่อมวลชนอาวุโส ท่านได้ขอตัดสาขาอาชีพนี้ออกไป ดิฉันก็ขอร้องว่าควรจะมีเพราะเป็นสาขาวิชาชีพที่สําคัญ อย่าคิดว่าจะมาชี้นําหรือลําเอียง อะไรเลย ดิฉันคิดว่าดิฉันเสนอวิธีสรรหาในแนวทางที่คล้ายกับการกําหนดด้านต่าง ๆ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้ แล้วก็จัดให้มีคณะกรรมการสรรหา ที่ทรงคุณวุฒิ แบบเลือก สปช. นี้เลยค่ะ สมมุติว่าจะตั้งไว้สัก ๑๕ ด้าน ได้ ส.ว. ๑๕ ด้าน ที่หลากหลายก็ตั้งกรรมการสรรหามา ๑๕ ชุดเดียวกัน ไม่ยากอะไรเลยเพราะ สปช. ยังทําได้ เลยนะคะ แล้วที่ดิฉันแนะนําเช่นนี้เพราะดิฉันเห็นว่าผู้ที่เข้ามาเป็น สปช. หรือสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติจากการสรรหาก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญประสบการณ์ในด้าน ต่าง ๆ ครบถ้วนอย่างที่ต้องการ เพราะฉะนั้นตามเจตนารมณ์ที่ต้องการความหลากหลาย ในสาขาอาชีพมาเป็น ส.ว. เราก็กําหนดได้แบบนี้แล้วก็สรรหา สรรหาเสร็จแล้วให้เบ็ดเสร็จ ไปเลย หมายความว่าผลลัพธ์ออกมาก็คณะกรรมการสรรหาเลือกใครก็เลือกคนนั้นกี่คน ก็แล้วแต่นะคะ แต่ต้องกําหนดออกแบบทีหลัง ทั้งนี้โดยไม่ต้องส่งไปให้ คสช. เลือกอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับ สปช. ครั้งนี้ เพราะว่าในเวลานั้นเมื่อรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้ก็คงจะไม่มี คสช. อยู่แล้วนะคะ ดิฉันหวังเช่นนั้นนะคะ
สําหรับสัดส่วนของแต่ละด้าน ส.ว. แต่ละด้านกี่คนอะไรก็ไปออกแบบกัน ก็เป็นข้อเสนอไว้ และใน ๑ นาทีที่เหลือ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันขออภิปรายเรื่องอํานาจ หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๔๗ ร่างพระราชบัญญัติจะเสนอโดย (๑) คณะรัฐมนตรี (๒) ส.ส. ๒๐ คน (๓) ส.ว. ๔๐ คน (๔) ศาล และ (๕) ประชาชน ๑๐,๐๐๐ คนเข้าชื่อกัน ซึ่งดิฉันไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มอํานาจหน้าที่ของ ส.ว. ตรงนี้ สมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่กลั่นกรอง กฎหมาย แต่ทําไมมาเสนอกฎหมายเสียเอง เสนอเองแล้วก็กลั่นกรองเองด้วยกระนั้นหรือ ดิฉันมีข้อสังเกตด้วยว่าตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้วุฒิสภามีอํานาจเพิ่มขึ้นมากกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับก่อน ๆ อย่างมีนัยสําคัญ ดังนั้นการกําหนดที่มาของสมาชิกวุฒิสภาจึงควรกระทํา ด้วยความรอบคอบอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันเชื่อมั่นว่าด้วยการทํางาน ที่ทุ่มเทเสียสละและมุ่งมั่น ตั้งใจของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ย่อมน่าที่จะทํา ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่ดีที่สุดได้ฉบับหนึ่งที่จะนําพาชาติสู่สันติสุขตามเจตนารมณ์ ของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่าท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะยอมรับ ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นดี ๆ ของพวกเราไปแก้ไขเพิ่มเติมส่วนที่ขาด ตัดทอนส่วนที่เกิน แล้วเราก็จะได้ความสมบูรณ์ที่สุดดังที่ตั้งใจ ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญ พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา ๑๐ นาที ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพอย่างสูง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและเพื่อนสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพรักทุกท่านครับ กระผม พลอากาศเอก ขวัญชัย เอี่ยมรักษา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ จังหวัดอุดรธานี หมายเลข ๐๒๔ จะขออนุญาตอภิปรายประเด็นซึ่งกําหนดไว้ในภาค ๒ เรื่อง ผู้นําการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดีของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก่อนอื่นขอกราบเรียนว่า ตามที่กระผมได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่ จังหวัดอุดรธานีนั้น รวมทั้งสิ้น จํานวน ๘ ครั้ง จัดในระดับเวทีระดับจังหวัด ๑ ครั้ง ระดับอําเภอ จํานวน ๗ ครั้ง พบว่ามีประเด็นที่ประชาชนให้ความสนใจที่ประชาชนอยากเห็น การปฏิรูปครั้งนี้รวม ๕ ประเด็นดังนี้
๑. การปฏิรูปในครั้งนี้ต้องส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนให้มากขึ้น ในรูปแบบของสภาพลเมือง โดยต้องให้องค์กรดังกล่าวมีอํานาจตรวจสอบถ่วงดุล ทั้งทาง ราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นในจังหวัดได้โดยตรง
๒. นายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาต้องมาจาก การเลือกตั้งของประชาชนที่เป็นธรรมและโปร่งใส อีกทั้งให้แยกอํานาจฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติ ออกจากกัน
๓. ต้องเสริมสร้างระบบธรรมาภิบาลของประเทศโดยจัดตั้งสภาบริหาร กําลังคนแห่งชาติเพื่อทําหน้าที่ส่งเสริมคนดี คนเก่ง ทั้งในภาครัฐและเอกชนให้ทําหน้าที่และ ควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอํานาจ
๔. ต้องเร่งปฏิรูปด้านการศึกษาที่มุ่งเน้นการบูรณาการ การทํางานที่มี เอกภาพและมีมาตรฐานที่ทั่วถึง จัดการศึกษายึดโยงกับท้องถิ่น ในการนี้ควรจัดตั้ง สภาการศึกษาในทุกระดับ
๕. เร่งรัดการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมในการเข้าถึงทรัพยากร โดยเฉพาะการ จัดสรรที่ดินทํากินที่เพียงพอและเป็นธรรม อีกทั้งให้ความสําคัญกับการจัดระบบการใช้ ประโยชน์ที่ดินของชาติ ซึ่งหมายรวมถึงทั้งที่ดินของรัฐ ของเอกชน โดยการนําระบบ เทคโนโลยีและมาตรการต่าง ๆ มาประยุกต์ใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ที่ดินของประเทศ เกิดประสิทธิภาพสูงสุด จากความต้องการของประชาชนที่ต้องการให้นายกรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและ สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนที่เป็นธรรมและโปร่งใส อีกทั้งให้แยก อํานาจฝ่ายบริหารกับฝ่ายนิติบัญญัติออกจากกันนั้นเห็นว่าสาระสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๑๐๗ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาตรา ๑๒๑ วรรคสอง วุฒิสภา และมาตรา ๑๗๒ วรรคสาม คณะรัฐมนตรี ไม่สอดคล้องกับความต้องการของประชาชน จึงขออภิปราย เพื่อกราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติผ่านไปยังคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ รวมทั้ง ๓ ประเด็นดังนี้
ประเด็นที่ ๑ ในมาตรา ๑๐๗ ส่วนที่ ๒ สภาผู้แทนราษฎร ประเด็นด้านการ คิดคํานวณเพื่อหาจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละพรรคการเมืองพึงมีได้ตาม (๓) ที่กําหนดว่าในกรณีที่จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมือง จะพึงมีได้ตาม (๑) มีจํานวนมากกว่าจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมือง หรือกลุ่มการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งทุกเขตรวมกัน ให้เพิ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองนั้น จนเท่าจํานวนสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่คํานวณได้ ความในมาตรานี้พิจารณาเห็นว่า ไม่สอดคล้องกับหลักความเป็นธรรม กล่าวคือเมื่อพิจารณาในสาระสําคัญของร่างรัฐธรรมนูญ ในประเด็นดังกล่าว เห็นว่าไม่เป็นสากลจะเกิดปัญหาในทางปฏิบัติและไม่เป็นที่ยอมรับ
ประเด็นที่ ๒ ในมาตรา ๑๒๑ ส่วนที่ ๓ ที่ว่าวุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จํานวนไม่เกิน ๒๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คนที่มาจากการ เลือกกันเองและการสรรหาจํานวนรวมข้างต้นหักด้วยจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการ เลือกตั้ง ประกอบกับในวรรคสองบัญญัติให้มีคณะกรรมการกลั่นกรองทําหน้าที่คัดกรอง บุคคลผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมในแต่ละจังหวัดเพื่อทําหน้าที่คัดกรองผู้ทรงคุณวุฒิและ คุณธรรมไม่เกิน ๑๐ คน ให้ประชาชนในจังหวัดเลือกให้เหลือ ๑ คนนั้น พิจารณาในประเด็น ที่มาของคณะกรรมการกลั่นกรองที่จะทําหน้าที่ในการคัดกรองผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรม ในแต่ละจังหวัดแล้วเห็นว่าเพื่อไม่ให้เกิดข้อโต้แย้งในด้านความเป็นธรรมและความโปร่งใส จึงควรบัญญัติอํานาจหน้าที่ในการกลั่นกรองดังกล่าวเป็นอํานาจของสภาพลเมือง หรือสภาตรวจสอบภาคพลเมืองที่บัญญัติไว้ตามความมาตรา ๗๑
ประเด็นที่ ๓ ในมาตรา ๑๗๒ วรรคสาม หมวด ๔ คณะรัฐมนตรีที่บัญญัติว่า มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งบุคคลใดให้เป็นนายกรัฐมนตรีต้องมี คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร แต่ในกรณีบุคคลดังกล่าวมิได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การลงมติในกรณีเช่นนี้ให้กระทํา โดยการลงคะแนนโดยเปิดเผย กระผมขอเรียนว่าจากการรับฟังความคิดเห็นของพี่น้องประชาชน ในพื้นที่ส่วนใหญ่ต้องการนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเท่านั้น ประเด็นนี้ ต้องขอขอบพระคุณท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อสักครู่ จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าสิ่งที่กระผมได้กราบเรียนมาในเบื้องต้นแล้วนั้นจะนําไปสู่การ ปรับปรุงแก้ไขเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนและประเทศชาติในโอกาสต่อไป ท้ายที่สุดขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่งครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ เชิญรองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ดิฉัน รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๐๐๗ จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนอื่นดิฉันก็ต้องขอขอบคุณกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ใช้เวลาในการที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาให้พวกเราได้มีโอกาสชื่นชม ส่วนดี ๆ ที่ดิฉันคิดว่าประชาชนพลเมืองส่วนใหญ่จะยอมรับและเข้าใจได้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างน้อยก็น่าจะมีอยู่ถึง ๗๕-๘๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในภาค ๑ เกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มสิทธิ เสรีภาพการมีอํานาจและการมีส่วนร่วมในทางการเมืองและการตรวจสอบให้แก่ประชาชน และพลเมือง และในภาค ๔ ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปด้านต่าง ๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ําและ สร้างความเป็นธรรมในสังคม อย่างไรก็ดีในอีกประมาณ ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ที่ดิฉันคิดว่า อาจจะยังมีจุดอ่อนที่น่าห่วงใยและน่าจะมีการปรังปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ จะอยู่ในภาค ๒ คือ ผู้นําการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง และอํานาจการบริหารบ้านเมืองของคณะรัฐมนตรี ซึ่งดิฉันอยากจะยกคํากล่าวของท่าน สปช. สุทัศน์ซึ่งได้กล่าวไว้เมื่อก่อนหน้านี้ว่า อีก ๕ หรือ ๑๐ ปีข้างหน้าการเมืองของไทยก็จะยังคงง่อนแง่นและมีความขัดแย้งกันสูงต่อไปแม้ว่า เราจะใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาได้ ซึ่งอย่างไรก็ตามท่านได้เสนอว่า ในแผนยุทธศาสตร์ แห่งชาติจะต้องกําหนดด้านเศรษฐกิจว่าจะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือทําให้ประเทศไทย หลุดพ้นจากประเทศกําลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายในปี ๒๕๗๕ ซึ่งดิฉันก็เห็นด้วย อย่างมากว่าควรจะกําหนดไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในส่วนที่เป็นแนวคิดหรือเหตุผล เชิงตรรกะที่หลายท่านกล่าวว่าพรรคการเมืองและรัฐบาลไม่ควรเข้มแข้งจนเกินไป ดิฉันคิดว่า เหตุผลเชิงตรรกะ หรือลอจิก (Logic) ดังกล่าวไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องในการพัฒนาประเทศ ในระบอบประชาธิปไตยใด ๆ ในโลกนี้ ดิฉันยังมีความเชื่อโดยสุจริตใจว่ากระบวนการ ทางการเมืองเป็นกระบวนการของการเรียนรู้ เป็นเลิร์นนิ่ง โพรเซส (Learning process) ของประชาชนและพลเมืองในแต่ละสังคมและแต่ละประเทศที่มีบริบทไม่เหมือนกัน ซึ่งถือว่า เป็นวิวัฒนาการในระบอบประชาธิปไตยของแต่ละสังคม แต่ละประเทศ ในประเทศไทย ของเราเองเรามีวิวัฒนาการในระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ ๘๓ ปีเข้าปีนี้ แต่เหตุใดการเมืองไทยจึงยังล้มลุกคลุกคลาน ดิฉันเชื่อว่าส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการออกแบบ รัฐธรรมนูญของเราซึ่งกําลังจะเป็นฉบับที่ ๒๐ ได้ไปสร้างสิ่งกีดขวางหรือติดเบรกของ กระบวนการเรียนรู้ของพลเมืองตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงทําให้เกิดการสะดุดในการเดินไป ข้างหน้าของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ดิฉันคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ควรจะต้องแก้ให้ตรงจุดและก้าวข้ามไปให้ได้ในสิ่งอุปสรรคเหล่านั้นประเทศจึงจะสามารถ พัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ ไม่ควรไปสร้างสิ่งกีดขวางใหม่ ๆ หรือระบอบใหม่ ๆ ขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ ทุกครั้งไป เราควรจะต่อยอดจากรัฐธรรมนูญที่มีการพัฒนามาแล้วฉบับแล้วฉบับเล่า ดิฉันขออนุญาตที่จะวิเคราะห์แล้วก็ยกตัวอย่างจุดที่ยังเห็นว่ายังเป็นจุดอ่อนหรืออาจจะมีจุดที่ ตึงหรือหย่อนเกินไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพียง ๒ ประเด็นเนื่องจากเวลาจํากัดในช่วงนี้ ดิฉันอาจจะขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาถึง ๑๒ นาทีแล้วจะเหลือ ๘ นาที ไว้ใช้ในบทเฉพาะกาลในวันข้างหน้า
ประเด็นแรกที่ดิฉันอยากจะนํามากล่าวถึงในวันนี้ ก็คือเรื่องอํานาจการบริหาร บ้านเมืองของฝ่ายบริหาร ซึ่งอยู่ในมาตรา ๑๙๓ เนื่องจากมันเกี่ยวข้องกับหมวด ๓ รัฐสภา หรืออํานาจของรัฐสภา มาตรา ๑๙๓ มีพื้นฐานมาจากมาตรา ๑๙๐ เดิมของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ที่กําหนดให้การทําหนังสือสัญญา การลงนามในเอ็มโอยู (MOU) ต่าง ๆ ที่ประเทศไทยจะทํากับต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวางหรือมีผลอย่างมีนัยสําคัญ จะต้องนําเข้ามาพิจารณาในรัฐสภา และผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนไปเซ็นสัญญากับประเทศต่าง ๆ ซึ่งดิฉันคิดว่ามาตรานี้ ยังขาดความชัดเจนและยังเป็นอุปสรรคกีดขวางการบริหารงานของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น ในภายภาคหน้าเหมือนกับในอดีตที่เกิดขึ้นมาแล้ว เพราะว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศ จะต้องมีความชัดเจนในตัวเอง การอธิบายในวรรคสามว่าหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางหรือผูกพันทางการค้า การลงทุนหรืองบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ยังไม่สามารถที่จะอธิบายความได้ด้วยตัวมันเอง อย่างชัดเจนว่ากว้างขวางนั้นกว้างขวางแค่ไหน มีนัยสําคัญแค่ไหน ก็แปลว่าการที่จะทํา หนังสือสัญญาทุกฉบับจะต้องนําเข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภาก่อนที่จะไปเจรจา หรือผูกพันซึ่งจากอดีตที่ผ่านมาในการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ๖ ปีของดิฉัน ปรากฏว่าในปีหนึ่ง ๆ จะมีสัญญาหรือเอ็มโอยูที่จะเข้ามาพิจารณาได้ไม่ถึงปีละ ๕ หรือ ๑๐ ฉบับ เพราะฉะนั้น ก็จะทําให้ประเทศไทยล่าช้าในการที่จะพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรากําลังจะเข้าสู่ ประเทศเออีซีแล้วเราจะก้าวไม่ทันในเวทีของโลกหรือเวทีของอาเซียนเลย ก็ขอเรียนฝาก ประเด็นนี้ให้กับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ไปโปรดพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง
ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันขอวิเคราะห์และได้ให้ความเห็นก็คือหมวด ๓ รัฐสภา ในส่วนของวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาคู่กับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีผู้ที่ได้นําอภิปรายไปแล้วในการ วิเคราะห์จุดอ่อนหรือจุดที่คิดว่าควรจะแก้ไขได้อีกในเรื่องนี้ ดิฉันก็ขออนุญาตที่จะกล่าวถึง ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งแบ่งเป็น ๕ กลุ่มในมาตรา ๑๒๑ ซึ่งจะขออนุญาตวิเคราะห์จุดอ่อนโดยภาพรวมของทั้ง ๕ กลุ่มนี้ ถึงแม้ดิฉันจะเข้าใจดีในเรื่อง การสร้างความสมดุล ๘-๙ ประการที่ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นําเสนอมาแล้วก็ตาม แต่ดิฉันคิดว่าจุดอ่อนยังมีอยู่อย่างเต็มที่ในการได้มาซึ่งวุฒิสภาตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๒๑ ในกลุ่มที่เลือกกันเอง ในกลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ ๒ กลุ่มที่ ๓ เป็นจํานวนทั้งหมด ประมาณ ๖๕ คน ซึ่งในกลุ่มที่เลือกกันเอง ๖๕ คนนี้ จุดที่ดิฉันอยากจะเรียนว่ามีปัญหาหรือ เป็นจุดอ่อนมากก็คือว่าในสังคมไทยเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีระบบพรรคพวก เพราะฉะนั้น ระบบพรรคพวกขององค์กรเหล่านั้นในการที่จะเลือกกันเองจะทําให้เราได้ตัวแทนของบุคคล ที่ไม่ใช่ตัวแทนของกลุ่มบุคคลอย่างแท้จริง เพราะจะเกิดการกระจุกตัว จะเกิดการล็อกโหวต (Lock vote) จะเกิดการล็อบบี (Lobby) การซื้อเสียงได้ง่าย เพราะฉะนั้นที่ต้องการป้องกัน การซื้อเสียงจากนายทุนจะเป็นการเพียงย้ายนายทุนจากกลุ่มหนึ่งมาสู่กลุ่มที่เล็กลง ซื้อง่ายขึ้น แลกผลประโยชน์กันเข้ามาเป็นทีมได้ง่ายขึ้น ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างในกลุ่มที่ ๓ ผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน เราลองวิเคราะห์ดูสภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาเกษตรกรระดับจังหวัด ๗๗ จังหวัดหรือสหภาพแรงงานต่าง ๆ หรือสภาท้องถิ่น หรือสภาด้านชุมชน หรือสภาด้านวิชาการนี้ ทั้ง ๕ กลุ่มใน (๓) ดิฉันคิดว่ามีปัญหาอยู่มาก โดยเฉพาะสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งดิฉันในฐานะที่เคยเป็นคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการร้องเรียนเข้ามาจากแทบทุกจังหวัดเลยว่าเป็นระบบพรรคพวก เป็นนายทุนของ เกษตรกร ไม่ใช่เกษตรกรที่แท้จริงที่ได้เข้าไปนั่งอยู่ในสภาเกษตรกรทั้งระดับชาติและระดับจังหวัด และกลุ่มบุคคลเหล่านี้เขาจะฮั้วกันแล้วก็แพคทีม (Pack team) กันเข้ามาเป็นกลุ่มเลย เพราะฉะนั้นองค์กรแบบนี้ก็จะเข้ามานั่งอยู่ในวุฒิสภาเป็นการซื้อเสียงจากระดับจังหวัด มาเป็นการซื้อเสียงระดับกลุ่มเล็กนะคะ
สําหรับกลุ่มที่ ๔ คือผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ทรงคุณธรรมด้านต่าง ๆ ซึ่งมีมากกว่า ๒๐ ด้านที่กําหนดไว้ว่าให้มีกรรมการสรรหาและกลุ่มที่ ๕ ซึ่งจะผ่านการคัดกรอง แล้วไปผ่านการ เลือกตั้ง จุดอ่อนของ ๒ กลุ่มนี้ก็มีเช่นเดียวกันนะคะ เพราะว่าจากประสบการณ์ของการสรรหา ที่ผ่านมาในอดีตเราจะพบว่าสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้ก็คือผลสุดท้ายไปเกิด คอนฟลิคท์ ออฟ อินเทอร์เรส (Conflict of Interest) หรือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะมันมีความเกรงใจในบุคคลที่เป็นกรรมการสรรหา เมื่อแต่งตั้งเข้ามา สรรหาเข้ามาเป็น ส.ว. แล้ว ส.ว. จะไปแต่งตั้งเขาหรือไปถอดถอนเขาในตําแหน่งต่าง ๆ ในอนาคต มันเกิดการ ขัดแย้งกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งในกรณีนี้เราก็จะแก้ปัญหานั้นไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเรามีผู้ทรงคุณวุฒิถึง ๒๐ ด้าน เราจะมีจํานวนผู้ทรงคุณวุฒิสูงมาก ซึ่งจะยังไม่รู้ว่าจะเป็น จํานวนเท่าไร ไม่ควรได้รับการแต่งตั้งเป็นอะไรอีกเลยจากวุฒิสภา และไม่ควรไปถอดถอนเขาด้วย เพราะเขาเป็นคนแต่งตั้งวุฒิสมาชิกมา ส่วนนี้เป็นข้อห่วงใยซึ่งดิฉันคิดว่ายังแก้ปัญหาไม่ได้ และมันจะเกิดขึ้นเป็น เรียกว่า เป็นวงจร ก็แล้วกันนะคะ ซึ่งในส่วนนี้ดิฉันคิดว่าต้องหาทาง แก้ปัญหา เพราะว่าในการสรรหาที่ผ่านมาแม้เราจะยอมรับว่าสมาชิกวุฒิสภาควรมาจาก ๒ ประเภท คือ สรรหาและเลือกตั้งค่ะ แต่การสรรหาก็จะต้องประกอบด้วยบุคคล กลุ่มบุคคลที่เป็นกรรมการสรรหาที่เหมาะสม แล้วไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันอย่างเด็ดขาด ในอนาคต เขาถึงจะมาเป็นกรรมการสรรหาได้ ส่วน (๕) คณะกรรมการคัดกรองระดับจังหวัด ดิฉันก็ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าไม่มีความจําเป็นที่จะต้องไปให้คัดกรองก่อน ถ้าจะมี ๒๐ ด้าน ก็เข้ามาได้ ๒๐ ด้านก่อน เสร็จแล้วก็ให้จังหวัดเลือกเลยเพราะที่ผ่านมาก็มีเพียง ๒ จังหวัด ที่มีผู้ที่สมัครเกิน ๑๐ คน เพราะฉะนั้นการไปตั้งกรรมการคัดกรองเพื่อให้เหลือ ๑๐ คนก็ไม่มี ความจําเป็น เสียเงินเสียเวลาและไม่รู้จะไปตั้งคณะกรรมการคัดกรองแบบไหน ถึงจะเหมาะสม เพราะฉะนั้นก็น่าจะให้เขาสมัครเข้ามาตามด้านต่าง ๆ แล้วให้ประชาชน ทั้งจังหวัดเลือกได้เลย โดยไม่มีความจําเป็นนะคะ เพราะฉะนั้นอํานาจหน้าที่ที่ดิฉันขอเสนอ เป็นลําดับสุดท้ายก็คือว่าถ้าหากว่าวุฒิสภาจะมีอํานาจหน้าที่มากขนาดนี้ ถึงแม้เราจะต้องการ ความสมดุลนี้ ดิฉันคิดว่าการพิจารณากลั่นกรองกฎหมายในอํานาจหน้าที่โดยตรงก็มาก อยู่แล้ว ถ้าจะเสนอกฎหมายเองได้เป็นบางเรื่องดิฉันก็เห็นด้วยเพราะว่าบางทีกฎหมายเรื่อง งบประมาณน่าจะเสนอเองได้ด้วย แต่เรื่องการสรรหาบุคคลเข้าสู่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือการถอดถอนบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ดิฉันคิดว่าหน้าที่ ๒ อย่างนี้ควรจะเอา ออกไปจากวุฒิสมาชิก เพราะมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันอย่างแน่นอนกับบุคคลที่เราจะสรรหา หรือถอดถอนเขาไป ก็ขอเสนอไว้ว่าสุดท้ายนี้ในสิ่งที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ดําเนินการมาทั้งหมด ดิฉันขอให้ยึดหลักมัชฌิมาปฏิปทาให้มากขึ้น ขอให้ขจัดความระแวง หรือความกลัวที่อาจจะทําให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกินพอดีมากไป เพราะประชาชนพลเมือง เขาต้องการเพียงอยู่ดีกินดีมีความสุขเท่านั้น แล้วเขาก็จะมีความสุขไม่ว่าระบบการเมือง จะเป็นแบบไหน แต่ถ้าเขายังอยู่ไม่ดี กินไม่ดี ไม่มีความสุข ระบบการเมืองแบบไหน เขาก็ไม่ชอบใจ ขอบพระคุณค่ะ
อาจารย์ใช้เวลาไป ๑๓ นาที ๔๑ วินาที เรียนเชิญ พลเรือเอก สุรินทร์ เริงอารมณ์ ครับ ท่านมีเวลา ๒๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม พลเรือเอก สุรินทร์ เริงอารมณ์ สมาชิกหมายเลข ๒๒๓ กระผมจะขอ อภิปรายในประเด็นการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบใหม่ที่เรียกว่า แบบสัดส่วน ผสมหรือภาษาอังกฤษตัวย่อ เอ็มเอ็มพี (MMP) แต่จะไม่อภิปรายว่ามันจะดีหรือไม่ดีอย่างไร นะครับ เพราะคิดว่าจะมีเพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ตั้งใจที่จะพูดในประเด็นนี้อยู่แล้ว กระผมก็ชื่นชมในความตั้งใจจริงของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่พยายามจะนําสิ่งใหม่ ที่คิดว่ามันมีปัญหาในอดีตมาแก้ปัญหา กระผมเห็นว่าเมื่อท่านตกลงใจในการที่จะนําระบบนี้ มาใช้แล้ว ผมก็จะอภิปรายในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อความที่ผมเห็นว่าน่าจะเป็นปัญหา ข้อความนี้อยู่ในมาตรา ๑๐๕ วรรคสอง ผมขออนุญาตอ่านข้อความที่เป็นปัญหานี้ให้ฟัง นิดหนึ่งนะครับ ในกรณีที่บัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองใดได้คะแนนเป็น สัดส่วนที่ทําให้ได้รับการจัดสรรสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรให้ดําเนินการจัดสรร ให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองนั้นเป็นจํานวนตามสัดส่วนนั้น โดยให้ผู้มีชื่อในบัญชี รายชื่อที่ประชาชนเลือกซึ่งได้รับคะแนนมากที่สุดเรียงไปตามลําดับเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง ข้อความที่ผมติดใจก็คือคําพูดที่ว่า เป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง ตรงนี้ละครับ ถามว่าทําไม เพราะว่าอ่านแล้วเข้าใจว่าตรงนี้มันยังไม่ถือว่าเป็นผู้ได้รับการเลือกตั้ง เพราะว่ามันมีขั้นตอน ที่มากกว่านี้อีกก็คือมันไปอยู่ในมาตรา ๑๐๗ ตรงนี้จะถือแต่เพียงว่าเป็นผู้มีโอกาสที่ได้รับการ เสนอชื่อเพื่อเข้าไปเติมไปรวมกับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตเท่านั้น เพราะฉะนั้น ตรงนี้เมื่อไปดูในมาตรา ๑๐๗ ก็จะเห็นว่ามีการพูดถึงวิธีการคํานวณเพื่อหาจํานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองจะพึงมีได้ คือจะมี รายละเอียดไว้หลายวงเล็บนะครับ ยกตัวอย่าง (๑) เป็นการคํานวณหาสัดส่วน (๒) โดยนําจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตมาเทียบกับสัดส่วนที่ได้ แล้วก็ใน (๓) กับ (๔) ก็จะเป็นการเปรียบเทียบกันว่ามีอะไรมากกว่ากัน แล้วก็จะมีการนํา จํานวนสมาชิกจากบัญชีรายชื่อที่ได้นําการเรียงลําดับไว้แล้วมาเติมให้ครบตามสัดส่วน แต่ปัญหาก็คือว่ามันมีโอกาสที่บัญชีรายชื่อนี้จะไม่ถูกนําไปใช้ในกรณีที่อยู่ใน (๔) (๔) เขาว่าอย่างไร (๔) บอกว่าในกรณีที่จํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่แต่ละพรรคการเมืองหรือ กลุ่มการเมืองจะพึงมีได้ตาม (๑) นั้นถ้ามีจํานวนเท่ากับหรือน้อยกว่าจํานวน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองนั้นได้รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขต เลือกตั้งทุกเขตรวมกัน ให้พรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองนั้นมีจํานวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เฉพาะที่ได้รับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งเท่านั้น ก็หมายความว่าบัญชีรายชื่อนั้นจะไม่ถูก นําไปใช้ เพราะฉะนั้นในประเด็นที่ผมนํามาเสนอนี้ในมาตรา ๑๐๕/๒ จึงน่าจะยังไม่ใช่เป็น ผู้ได้รับการเลือกตั้ง ในความเห็นของผมว่ามันน่าจะเป็นเพียงผู้ที่มีโอกาส จะได้รับการเสนอ ชื่อเข้าไปเพิ่มเติมบวกกับผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขตอีกทีหนึ่ง เพราะฉะนั้นตรงนี้ ในความเข้าใจผม ถ้าเห็นว่ามันเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องก็ขอให้ท่านผ่านไป แต่ถ้าเกิดว่า เป็นข้อความที่น่าจะมีปัญหานั้น ก็ขอความกรุณาว่าให้คณะกรรมาธิการได้พิจารณาในส่วนนี้ แก้ไขต่อไปนะครับ ผมก็คงมีข้อประเด็นในการที่จะแก้ไขเพียงแค่นี้ละครับ ขอขอบคุณแล้วก็ นําเวลาที่เหลือนี้ให้ท่านสมาชิกท่านอื่นได้นําไปใช้ประโยชน์ครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เรียนเชิญ คุณเอกราช ช่างเหลา ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพอย่างยิ่ง ผม เอกราช ช่างเหลา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจากจังหวัดขอนแก่น อย่าเพิ่งจับเวลา นะครับ ผมขออนุญาตหารือท่านประธานหน่อยนะครับ เพราะว่าผมรอตั้งแต่บ่ายสี่โมงแล้ว นะครับ ถึงวาระผมทางคณะกรรมาธิการท่านก็มาชี้แจง มาอธิบาย แล้วก็รอมาเรื่อย ๆ จนเดี๋ยวนี้ละครับผ่านไป ผมไม่ทราบว่าทางคณะกรรมาธิการใช้เวลาไปเท่าไรแล้ว คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญต้องเรียนอย่างนี้ เพราะว่าท่านประธานท่านตรงต่อเวลา เวลาสมาชิกพูดนี่แม้แต่วินาทีท่านก็นับให้ แต่เวลาคณะกรรมาธิการชี้แจงนี่ผมเข้าใจน่าจะเกิน ๒ ชั่วโมงแล้วในวันนี้แต่อย่างไรก็ตามที่ผมจะหารือก็คือท่านโกวิทย์ ทรงคุณ ผู้ที่มี พระคุณท่านบอกว่าท่านใช้เวลาไม่มากเดี๋ยวจะโอนเวลาให้เอกราชสัก ๕ นาที ไม่ทราบว่า จะได้ไหมครับ ท่านประธานครับ
ตอบทีละข้อได้ไหมครับ ข้อแรก คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญยังใช้เวลาต่ํากว่าที่กําหนด แล้วมีการปรับ อยู่หน่อยหนึ่งแทนการจะชี้แจงเมื่อขึ้นภาค กลายเป็นการชี้แจงเมื่อขึ้นหมวด เพราะแต่ละหมวด จะมีความแตกต่างกัน อันนี้เป็นการปรับ ขณะนี้ใช้ต่ํากว่าที่ได้วางกรอบเอาไว้แต่แรก เมื่อเช้าได้รายงานไปหนหนึ่ง
อันที่ ๒ ประกาศสภาปฏิรูปแห่งชาติชัดเจนแล้วครับ โอนไม่ได้ครับ นับเวลา เลยครับ เชิญครับ
ขอบพระคุณมากครับ ผมก็จะอภิปรายเลยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ส่วนที่ผมอยากจะกราบเรียนอภิปรายในวันนี้เป็นหมวดที่ผมได้ยื่น เอาไว้ก็คือภาค ๒ ผู้นําการเมืองที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี หมวด ๓ รัฐสภา ส่วนที่ ๓ วุฒิสภา มาตรา ๑๒๑ ถึงมาตรา ๑๓๐ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่ามาตรา ๑๒๑ วุฒิสภา ประกอบด้วยสมาชิกจํานวนไม่เกิน ๒๐๐ คน ซึ่งมาจากการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน และมาจากการเลือกกันเองและการสรรหาเท่ากับจํานวนรวมข้างต้น หักด้วยจํานวนสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ต้องกราบเรียนว่าพออ่านอย่างนี้ดูแล้ว รู้สึกดี เหมือนกับว่าสมาชิกวุฒิสภาเราจะมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งประเด็นนี้ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติหลายท่าน ท่านก็ได้อภิปรายไปแล้ว พออ่านลงมาเรื่อย ๆ ก็จะมา (๕) ผู้ซึ่งมาจาก การเลือกตั้งในแต่ละจังหวัด จังหวัดละ ๑ คน โดยให้เลือกตั้งจากผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรม ตามด้านต่าง ๆ ซึ่งได้รับการคัดกรองจังหวัดละไม่เกิน ๑๐ คน แล้วก็ในรายละเอียด ผมก็อยากจะขออนุญาตสรุปว่าที่มาของ ส.ว. ๒๐๐ คน มาจาก ๓ ทางก็คือจากการเลือกตั้ง ของประชาชน จากการสรรหา แล้วก็ ๓. จากการเลือกกันเองของกลุ่มอาชีพ ต้องกราบเรียน ด้วยความเคารพว่าเหมือนกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ผมขออนุญาตตั้งฉายาให้ว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับสับขาหลอก ฟังดูเหมือนกับประชาชนจะมีส่วนในการที่จะเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญฉบับนี้ บอกว่าประชาชนเป็นใหญ่ ให้อํานาจประชาชนมากขึ้น แต่ ส.ว. กลับรวบรัด สรรหาโดยไม่เห็นหัวของ ประชาชน นอกจากจะไม่เป็นประชาธิปไตยแล้วยังหลอกประชาชนแบบซึ่งหน้าอีก ท่านประธานที่เคารพครับ เห็นได้ชัดเจนว่าที่มาของ ส.ว. ตามหลักพหุภาคี ตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ แทบไม่มีความเชื่อมโยงกันประชาชน การเลือกตั้ง ส.ว. แต่ละจังหวัดนั้นเป็นการเลือกจาก บุคคลโดยที่มีคณะกรรมการกลั่นกรองผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็เลือกมาจํานวน ๑๐ ท่าน มาให้เลือกตั้ง มิได้เป็นการเลือกตั้งโดยตรงแต่อย่างใด เป็นการสรรหาแล้วจึงค่อยส่งมาให้ ประชาชนลงคะแนน เลือกคนใดคนหนึ่งจาก ๑๐ คนที่ท่านสรรหามา ตรงนี้ครับ ที่ผมอยาก กราบเรียนว่ามันเหมือนกับหลอกประชาชน บอกว่ามาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ทั้ง ๆ ที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ให้อํานาจสูงสุดกับ ส.ว. มากมาย ฉบับก่อน ๆ ที่ผ่านมา อํานาจของ ส.ว. ไม่มากมายขนาดนี้ อํานาจของ ส.ว. ในฉบับนี้ทั้งออกเสียงลงคะแนน เลือกบุคคลสําคัญในตําแหน่งต่าง ๆ ถอดถอนฝ่ายบริหารและผู้ดํารงตําแหน่งต่าง ๆ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญท่านเก่ง ผมชมเชย นะครับว่าท่านเก่ง ผมนึกถึงเรื่องที่ผมเคยคุยกับพรรคพวกเพื่อนฝูงกันนอกสภานะครับว่า มันมีเพื่อนกันอยู่ ๒ คนนะครับ มีแตงโมอยู่ ๑ ลูก เพื่อนเอาแตงโมมาแล้วก็จะมาแบ่งกัน เขาบอกว่าแบ่งกันไป แบ่งกันทาน ปรากฏว่าเพื่อนที่มีอํานาจหรือมีพลังมากกว่า เอามีดมาแล้วก็สับแตงโมลงไป แทนที่จะแบ่งครึ่ง แต่แบ่งเป็น ๑ ส่วน ๔ ๑ ส่วน ๔ ส่วนใหญ่ ๆ อยู่กับเพื่อนที่มีอํานาจ แต่อีกส่วนหนึ่ง ส่วนเล็ก ๆ คือ ๑ ใน ๔ แล้วถามเพื่อน ๑ ใน ๔ ตรงนี้ ชิ้นเล็ก ๆ นี้จะเอาหรือไม่เอา ไม่ได้ถามนะครับว่าจะเอาชิ้นไหน แตงโมส่วนนี้จะเอาหรือไม่เอา ถามเท่านั้นนะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียนว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาเหมือนกับว่า จะบังคับประชาชนหรือแม้แต่บังคับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วยกันว่าจะเอาหรือไม่เอา เขียนมาว่าอย่างนี้แล้วล่ะ ผมกลับบ้านมีคําถามมากมายว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มีธงไหม ได้ตั้งธงมาหรือเปล่า หรือมีคําสั่งอะไรเป็นพิเศษไหม ผมกราบเรียนด้วยความเคารพครับ ท่านประธานครับ ไม่มีธงนะครับ ไม่มีธงจากผู้ที่มีอํานาจหรือจากอํานาจแฝงทั้งสิ้น แต่ในคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่รับประกันว่าจะมีหรือไม่มีนะครับ ตรงนั้นคือส่วน ที่ผมอยากจะกราบเรียนว่าที่มาของสมาชิกวุฒิสภาเป็นส่วนหนึ่งที่ยังคาใจ หลายคนก็พูดว่า ถ้าหากเป็นไปได้นั้นอยากจะพบกันครึ่งทาง ท่านผู้มีเกียรติได้เสนอไปแล้ว ส่วนที่ผมอยากจะ เสนอเพิ่มเติมก็คือควรจะมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชน ครึ่งหนึ่งก็คือ ๑๐๐ ท่าน และอีกครึ่งหนึ่งมาจากการสรรหาก็พอจะรับได้ สรรหาโดยตั้งคณะกรรมการคัดสรร ผู้ที่มีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถตามที่ทางคณะกรรมาธิการท่านได้กําหนดไว้ แต่อย่าให้ สลับซับซ้อนนะครับ ผมกราบเรียนด้วยความเคารพว่าคณะกรรมการที่ท่านตั้งมาหรือ คณะกรรมการผู้ทรงคุณธรรม ทรงคุณวุฒิทั้งหลายที่ท่านตั้งมานั้น ส่วนสําคัญที่สุดก็คือ ความเชื่อมั่นจากประชาชน ท่านจะมั่นใจได้อย่างไรว่าคณะกรรมการที่ท่านตั้งมานั้นจะมี คุณธรรมอย่างแท้จริง อะไรเป็นตัววัด ตรงนี้เป็นส่วนที่น่ากลัว น่ากลัวนะครับ ก็ต้องกราบเรียนว่า เมื่อท่านไม่มีหลักเกณฑ์ที่สามารถที่จะวัดกรรมการได้นั้นจะทําให้ประชาชนเป็นห่วงว่า กรรมการที่มีคุณธรรมทั้งหมดทุกคณะที่ท่านตั้งมานั้นล่ะคือตัวอันตราย เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าคณะกรรมการชุดนี้เป็นชุดที่มีอํานาจที่จะคัดสรรสมาชิกวุฒิสภาเข้ามา เป็นผู้ที่มี อํานาจ เพราะฉะนั้นการแสวงหาผลประโยชน์มันจะเกิดขึ้นก็อยากจะฝากกราบเรียนตรงนี้ นะครับ แล้วส่วนหนึ่งที่มีผู้ที่เป็นห่วงว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้เมื่อร่างออกมาแล้วสําเร็จเอาไปใช้ หลายคนบอกว่าเป็นห่วงกลัวว่าจะเกิดความขัดแย้ง เกิดการปฏิวัติหรือเกิดการยึดอํานาจอีก ผมมีวิธีการที่จะแนะนํานะครับว่าท่านไม่ต้องกลัวว่าจะโดนยึดอํานาจอีก ถ้าหากว่าท่านเพิ่ม เข้าไปอีก ๑ มาตรา เป็นมาตราที่ ๓๑๖ ท่านลอกไปเลยครับ จากรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๗ มาตรา ๔๔ เขียนเพิ่มเข้าไปมาตราเดียวครับ รับรองไม่มีการยึดอํานาจเพิ่มขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้นง่ายนิดเดียว ท่านเพิ่มเข้าไปอีกมาตราเดียว ท่านก็จะอยู่แบบสบาย ไม่ต้องกลัว ยึดอํานาจนะครับ ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าเวลาผมจะใช้ให้ตรงที่สุดเพราะว่า ผมจะเอาไปพูดในหมวดต่อไป หมวด ๔ นะครับ ซึ่งเป็นหมวดที่อยากจะกราบเรียนในเรื่อง ของการบริหารงานเรื่องของสหกรณ์นะครับ สําหรับวันนี้ก็คงจะขออนุญาตท่านประธาน รักษาเวลาของผมที่เหลือ ผมขอไปบวกรอบหน้านะครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ ถัดไปจะเป็นลําดับ คุณวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา คุณกงกฤช หิรัญกิจ ศาสตราจารย์กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ศาสตราจารย์พรายพล คุ้มทรัพย์ แล้วคุณมนูญ ศิริวรรณ นะครับ เรียนเชิญ คุณวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ครับ คุณวรวิทย์ขอเพิ่มเป็น ๒๐ นาทีนะครับ
ถูกต้องท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สายการเมือง หมายเลข ๑๗๗ ท่านประธานครับ ใคร ๆ ก็อยากจะเห็นผู้นําที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี เพราะว่าถ้าได้คนดีมา ปกครองบ้านเมืองแล้วบ้านเมืองเราก็จะสงบสุขแล้วเจริญรุ่งเรืองนะครับ ทีนี้อย่างนี้นะครับ ผมก็ไปดูของสิ่งที่คณะกรรมาธิการคิด แล้วก็รู้สึกชื่นชมนั่นก็คือว่าคณะกรรมาธิการได้วาง ยุทธศาสตร์ไว้ ๔ ทิศทาง นั่นก็คือว่าทําให้พลเมืองเป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม นําชาติสู่สันติสุข การสร้างระบบความคิดที่เชื่อมโยงนี้นะครับก็พอจะ มั่นใจได้ว่าเราจะได้ผู้นําที่ดีแล้วก็ผู้แทนที่ดี ได้ ส.ส. ที่ดี ได้ ส.ว. ที่ดีนะครับ ปฏิรูปประเทศได้ แต่คําว่า พลเมืองเป็นใหญ่ตรงนี้นะครับ ก็มีการพูดถึงอยู่ว่าถ้าเกิดตีความกันผิด ๆ แล้วนี่ คนจะเข้าใจกันผิด ลองนึกดูถ้าเกิดทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่ บอกว่าพลเมืองเป็นใหญ่แล้ว ทุกคนกลับบ้านไปก็บอกว่าผมก็เป็นใหญ่หมดนะครับ ต่างคนต่างใหญ่ก็ไม่มีใครฟังใคร ตรงนี้ผมคิดว่าจะต้องทําความเข้าใจกันให้ดี ท่านประธานครับเรื่องความเป็นใหญ่อย่าไปว่า พลเมืองเลยนะครับ แม้ในที่นี้บางท่านก็คิดว่าเป็นใหญ่ ผมเห็นกับตาผมนะครับทางข้างหลัง ตรงที่จอดรถ กฎจราจรง่าย ๆ ยังไม่ทํากันเลยครับ ท่านกําลังร่างรัฐธรรมนูญไปใช้กับคน ทั้งประเทศ ไปบังคับให้เขาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ท่านละเมิดกฎจราจรของสภา วิ่งย้อนศร ในที่จอดรถข้างบน ผมเห็นกับตานะครับ มี สปช. บางท่านไปเตือนท่าน ท่านก็ไม่สนแล้วก็ ย้อนกันจัง รถจะชนกัน ก็คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นเรื่องความเป็นใหญ่ก็ต้องทํา ความเข้าใจ แม้กระทั่งประชาชนที่อยู่ข้างนอก ที่จริงความเป็นใหญ่ที่ว่านี่นะครับ ไม่ได้ใหญ่ เพราะมีอํานาจ ประเทศเรายังใช้ระบบผู้แทนอยู่ ใช้ระบบตัวแทนไม่ว่าจะ ๓ อํานาจ ๔ อํานาจที่มีอยู่ เราใช้ผู้แทนหมด แต่ทีนี้ต้องมาอธิบายให้ประชาชนทางบ้านทราบนะครับว่า ที่ท่านบอกว่าพลเมืองเป็นใหญ่ ใหญ่อย่างไร พลเมืองเป็นใหญ่เราต้องคิดว่าทําอย่างไร ที่ยึดประโยชน์ของประชาชน ทําให้ประชาชนมีประโยชน์ ประโยชน์ของประชาชนต้องเป็นใหญ่ นั่นก็คือการสร้างอํานาจการรับรู้และการตรวจสอบ ซึ่งประชาชนไม่เคยมีมาก่อน การทําให้ พลเมืองเป็นใหญ่และการเพิ่มอํานาจที่ว่านี้นะครับ ก็จะส่งเสริมให้ประชาชนมีบทบาททาง การเมือง ก่อนหน้านี้พอเขาเลือกตั้งผู้แทนเสร็จ ผู้แทนที่ดีหรือไม่ดีอะไรก็แล้วแต่เขาก็หมด บทบาทแล้ว จากนั้นก็ไปเสียภาษี เสียภาษีเสร็จก็ต้องไปกรวดน้ําที่บ้านครับ เพราะไม่รู้ครับว่า เงินภาษีจะกลับมาเท่าไร ที่เหลือก็ทําบุญไป ทีนี้ถ้าประชาชนมีอํานาจในด้านการรับรู้และ การตรวจสอบเขาก็จะนําข้อมูลที่ว่านี้ไปช่วยในการตัดสินใจเลือกผู้แทน เลือกผู้นํา แล้วก็ สามารถจะตรวจสอบผู้แทนของตัวเองได้ด้วย ไปแอบโกง แอบกินที่ไหนนะครับ ประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของภาษีเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง จะได้จัดการได้ ทีนี้ระบบอํานาจของประเทศไทย ท่านประธานครับ ถ้าเราเอามาวิเคราะห์ก่อนที่จะพูดไปถึงผู้แทนหรือระบบผู้นํานี่นะครับ ประเทศไทยแบ่งกันอยู่ ๔ ฝ่ายครับ มีฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจํา ภาคธุรกิจแล้วก็ ประชาชน เมื่อก่อนนะครับก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อํานาจการเมืองกับอํานาจข้าราชการ นี่จะพอดี ๆ กัน พอฟัดพอเหวี่ยงกันก็ไม่เสียดุลนะ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราไปเขียนให้ นายกรัฐมนตรีมีอํานาจมาก หรือเรียกว่านายกรัฐมนตรีเป็นใหญ่ พอนายกรัฐมนตรีเป็นใหญ่มันก็เสียสมดุล ไปสร้าง เงื่อนไขให้ยั่วน้ําลาย คนบางคนในภาคธุรกิจก็เข้ามาเล่นการเมืองโดยยึดอํานาจผ่านการ เลือกตั้ง ระบบผู้แทนที่ดีก็เสียไปเอาประเทศชาติไปค้ากําไร แล้วก็ส่วนประชาชนละครับ ที่เป็น ๑ ในส่วนแบ่งอํานาจกลายเป็นเครื่องมือ แต่อย่างไรก็ตามนะครับท่านประธาน ผมก็ชื่นชมยุทธศาสตร์ ๔ ทิศทางของคณะกรรมาธิการที่คิดมานี่นะครับ และผมก็เชื่อว่า มาถูกทางแล้ว เพียงแต่จะปรับอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจว่าบทบาทของประชาชนจากนี้ไป คืออะไร รู้จักได้ใช้อํานาจของตัวเองให้ถูกต้อง ไม่ตกไปเป็นเครื่องมือของนักธุรกิจการเมือง ท่านคิดว่าจะทําอย่างไรให้ประชาชนเป็นใหญ่เพิ่มอํานาจนี้นะครับ ท่านคิดดีมาก แต่เวลา ท่านไปเขียนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญผมสงสัยเดี๋ยวผมจะถามท่านนะครับว่าทําไมถึงไปเขียน อย่างนี้นะครับ
ในมาตรา ๑๑๐ (๕) ถ้าท่านพลิกดูนิดหนึ่งนะครับท่านคณะกรรมาธิการ ในนั้นกําหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งซึ่งเตรียมจะไปเป็นผู้แทน ท่านเขียนไว้ อย่างนี้นะครับ ใน (๕) ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องแสดงสําเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ย้อนหลังเป็นเวลา ๓ ปี ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เว้นแต่ผู้ซึ่งไม่มีรายได้ตามที่กฎหมาย บัญญัติให้ต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี ท่านเขียนไว้อย่างนี้นะครับ มันไม่ถูกครับท่าน เดี๋ยวผมจะแก้ให้ท่านนะครับ ผมจะเสนอให้ท่านขอเปลี่ยนแปลงนิดเดียว ไม่ทราบท่านไป เขียนทําไมนะครับ และผมก็ไม่ได้ตําหนิท่านนะครับ ผมเข้าใจว่าท่านตั้งใจดี แต่ท่านอาจจะ นึกไม่ถึงว่าที่เขียนอย่างนี้มันจะก่อให้เกิดผลปฏิบัติไปอีกทางหนึ่ง ท่านจําได้ไหมครับว่า ก่อนหน้านี้ผมเคยอภิปรายเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งแล้วนะครับ เสนอว่าให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทุกระดับต้องเปิดเผยบัญชีการเสียภาษี หรือประวัติการเสียภาษีย้อนหลัง ๕ ปี ของตัวเองนี้ นะครับ แม้ว่าผู้ไม่เคยเสียภาษีมาเลยก็ต้องแสดงนะครับว่าตัวเองไม่เคยเสีย ต้องเปิดเผย ออกมาว่าไม่เคยเสีย ถ้าไปยกเว้นอย่างที่ท่านเขียนไว้นะครับว่าถ้าเกิดไม่ได้อยู่ในบัญชีก็จะมี คนที่คิดคือรวยแต่ไม่มีรายได้ก็บอกว่าไม่ต้องยื่น พอไม่ยื่นชาวบ้านจะไปตรวจได้อย่างไรละครับ และนอกจากนั้นท่านยังใช้คําว่า แสดงบัญชีภาษีให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรงนี้ก็ผิดอีก นะครับท่าน เพราะว่าวัตถุประสงค์ที่เสนอเรื่องนี้ต้องการให้เจ้าของบัญชี ผู้สมัครคนนั้น เปิดเผยด้วยตัวเอง ผมเสนอไป ๕ ปี ท่านไปตัดเหลือ ๓ ปี ตรงนี้ก็เป็นปัญหาอีก เพราะว่า ถ้าเกิดเมื่อ ๔ ปีก่อนคนนี้เขาเบี้ยวภาษีเราก็ไม่มีสิทธิจะไปตรวจเขาเพราะเอาแค่ ๓ ปี ที่จริง ผมบอกว่ามันควรจะ ๑๐ ปีด้วยซ้ํา แต่บังเอิญทางกรมสรรพากรเขาเก็บข้อมูลภาษีย้อนหลัง แค่ ๕ ปีเท่านั้นเอง เมื่อ ๕ ปีก็ควรจะ ๕ ปี ท่านไม่ควรจะหักออกไป ๒ ปีนะครับ แล้วก็เรื่อง ภาษีเป็นเรื่องที่จะค้นอะไรได้เยอะมากถ้าเกิดประชาชนได้รู้ข้อมูลภาษีของใครต่อใครนี่ครับ ท่านเชื่อไหมครับว่าคนที่เป็นอภิมหาเศรษฐีชื่อก้องทั้งหลายในประเทศไทย ผมได้ยินมาว่า ไม่ได้อยู่ในบัญชีของผู้ที่เสียภาษีสูงสุดของประเทศไทย ถ้าเปิดมาก็โอ้โหนะครับ ไม่มีนะครับ ฉะนั้นในฐานะที่ผมเป็นพลเมืองที่ท่านอยากจะให้ผมเป็นใหญ่ แต่ความเป็นใหญ่ที่ว่าไม่มี ประโยชน์มันเข้าไม่ถึงข้อมูลภาษีเหล่านี้เลย แล้วท่านบอกให้ไปแสดงกับ กกต. กกต. ก็ทํา อะไรไม่ได้ เพราะว่าประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๐ เขียนไว้ว่าใครก็เปิดเผยบัญชีภาษีไม่ได้ เจ้าพนักงานเปิดเผยก็ติดคุก ท่านเอาไปส่ง กกต. กกต. ทําอะไรครับ ทําตาปริบ ๆ ครับ แล้วก็เอาบัญชีที่ว่าโยนใส่ลิ้นชักไป เพราะว่าเขาบอกให้ไปแสดงบัญชีภาษีกับ กกต. ก็คือ ใส่ซองแล้วก็ไปยื่นให้ กกต. ๕ ท่านก็มองหน้ากันไปมองหน้ากันมาแล้วเปิดได้ไหมนี่ ไปดูประมวลรัษฎากรเปิดไม่ได้ครับ ตรงนี้นะครับมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิ คุ้มครองสิทธิของผู้เสียภาษีทุกคนว่าข้อมูลการเสียภาษี จะต้องถูกปกปิด ยกเว้นว่าตัวเขาอยากจะเปิดเขาเอง ฉะนั้นท่านต้องไปเขียนรัฐธรรมนูญ มาตรานี้ใหม่นะครับว่าให้ทางเจ้าตัวต้องเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็มอบอํานาจให้ กกต. เปิดเผย นี่นะครับ ซึ่งใครจะไปว่าท่านหมกเม็ดหรืออะไรก็แล้วแต่ผมว่าไปว่าท่านไม่ได้นะครับ ผมมั่นใจว่าท่านนี่ก็คิดดีต่อบ้านต่อเมือง เพราะดูมาตราต่าง ๆ ที่ทํามาดีหมดนะครับ ท่านอาจจะพลั้งเผลอไปบ้างหรือไม่มีใครบอกท่านว่ามันมีมาตรา ๑๐ ของประมวลรัษฎากร อยู่นี่นะครับ ท่านก็ควรจะไปแก้ตรงนี้ให้ผมหน่อยนะครับ ผมจะแสดงเหตุผลนะครับว่า ทําไมถึงต้องแก้ตรงนี้นะครับ
ประการที่ ๑ การเปิดเผยบัญชีภาษีออกมา ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกระดับตั้งแต่ อบต. ขึ้นไปจนถึงระดับชาติ เปิดเผยออกมาก็จะบอกให้ทุกคนบนแผ่นดินนี้รู้ว่าการเสียภาษี เป็นหน้าที่ บางคนเห็นว่าการเสียภาษีไม่เสียได้ว่าเป็นคนฉลาดนะครับ เราจะเป็นซิติเซน (Citizen) กันแล้วยังมาหนีภาษีมันไม่ถูกนะครับ
ประการที่ ๒ การเสียภาษียังแสดงถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวม คุณจะมา อาสาทํางานบ้านเมืองแล้วคุณยังทําเป็นคนเห็นแก่ตัวเอาเปรียบชาวบ้านมาไม่ได้นะครับ
ประการที่ ๓ การเสียภาษีที่ถูกต้อง แสดงให้เห็นถึงว่าคุณเป็นคนสุจริต สุจริต ตั้งแต่อดีตอย่างน้อยผมค้นไปได้ ๕ ปี คุณสุจริตมา ๕ ปี ผมก็พอรับได้
ประการที่ ๔ การเปิดเผยบัญชีภาษีหรือประวัติการเสียภาษีย้อนหลัง ๕ ปี ต่อสาธารณะนี่นะครับ ก็จะทําให้ชาวบ้านในละแวกนั้นใครมาสมัคร อบต. ผมเป็นชาวบ้าน ผมไปดูครับ ดูพอเปิดบัญชีภาษีมาพอสมัครปุ๊บยื่นปั๊บผมไปดู นี่รวยจัง ไม่เคยเสียภาษีเลย เอาเงินมาจากไหน ผมก็จะได้มีข้อมูลไปตัดสินว่าผมจะเลือกเขาหรือไม่เลือก คุณค้ายาเสพติด มาไหม คุณขายของเถื่อนไหมหรืออะไร ไม่ทํามาหากินอะไรทําไมรวยจัง นี่ละครับสิ่งเหล่านี้ นะครับจะเป็นประโยชน์ แล้วก็ชาวบ้านเมื่อเขารู้แล้วสิ่งที่จะเกิดตามมาชาวบ้านเราจะตั้ง สภาตรวจสอบภาคพลเมือง ถามจะไปตรวจกันอย่างไร ไม่มีข้อมูลอะไรสักอย่าง ตรงนี้ละครับ ท่านจะทําให้ชาวบ้านเขาตรวจได้เพราะว่าจะมีเรื่องข้อมูลภาษีนี่นะครับไปเทียบเคียงกับ ข้อมูลทรัพย์สินของเขา ข้อมูลทรัพย์สินของเขาไม่ต้องไปรอเขายื่น ป.ป.ช. ชาวบ้านเห็นด้วย ตาทุกวันครับ เห็นอยู่ว่าคนอยู่ตรงนี้มีหรือไม่มี เงินมาจากไหน ตรงนี้จะทําให้ชาวบ้าน มีอํานาจมากขึ้นนะครับ
แล้วก็ประการที่ ๕ เมื่อการตรวจสอบที่เข้มข้นใครจะเข้ามาเจอเรื่องบัญชี ภาษีเขาจะถอย หลายคนมาขอร้องผมว่าเรื่องนี้อย่าไปทําเลยตั้งแต่ผมพูดแรก ๆ นี่ คนจะ เดือดร้อนเยอะ คือบอกก็ดีคุณ เรื่องภาษีนิดเดียวคุณยังโกง ผมไม่เชื่อว่าคุณจะไม่โกงเรื่องอื่น ฉะนั้นนี่นะครับคนที่คิดจะมาหากินกับบ้านเมืองจะไม่กล้าเข้ามา แล้วเราจะเปิดพื้นที่ให้กับ คนสุจริตเข้ามาบริหารบ้านเมือง ถ้าเราทําตรงนี้ไม่ได้เราก็จะเจอน้ําเน่า เขาเรียกนักการเมือง น้ําเน่าเข้ามา ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมพูดมานี่ก็คือความเป็นใหญ่ของพลเมืองที่แท้จริงนะครับ เป็นความเป็นใหญ่ที่เกิดจากการได้มีสิทธิที่จะไปรับรู้ข้อมูลของคนที่เราจะไปเลือกเขา คนที่เราจะไปตรวจสอบเขาในฐานะที่เขาเป็นผู้แทนนี่นะครับ ผมก็อยากให้ท่านมาตรา ๑๑๐ (๕) ท่านแก้ให้ผมที แล้วก็มาตรา ๑๗๕ (๖) ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันแต่นั่นเป็นคุณสมบัติของรัฐมนตรี ท่านก็ช่วยดูให้หน่อยนะครับจนถึงนักการเมืองท้องถิ่น นี่ก็สําคัญนะครับ
นอกจากเรื่องนี้มีอีกเรื่องหนึ่งที่ขัดขวางความเป็นใหญ่ของพลเมืองคือมาตรา ๑๔๐ ซึ่งเขียนว่า ระหว่างสมัยประชุมห้ามจับกุม คุมขัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากที่ประชุมนะครับ เขาเขียนไว้อย่างนี้ครับ ผมไม่เคยเห็นอนุญาตเลยครับ นานแล้วมีอนุญาตหนึ่งเป็นคดียาเสพติด นานมากแล้ว แต่คดีฆ่าคนตาย คดีเผาบ้านเผาเมืองไม่เคยอนุญาตครับ และหลายคนก็อาศัยเกราะตัวนี้ ซุกตัวเองไว้ในสภา หลบไปหลบมาปีหนึ่งประชุม ๘ เดือน ตํารวจไม่ต้องทําคดีเลย ผมถามว่า เขียนไปทําไมครับ ผมไม่ได้ตําหนิท่านนะครับ ท่านไปลอกเขามา ผมเปิดแล้วครับ รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ ของประเทศไทย ปี ๒๔๗๕ เขียนไว้ตั้งแต่นั้นแล้วลอกกันมาเรื่อย ๆ ผมเข้าใจที่ต้องมี เพราะว่าตอนนั้นเขากลัวว่าฝ่ายบริหารจะสะกิดให้สารวัตรใหญ่ ออกหมายจับแล้วไปหิ้วตัวฝ่ายค้านเอาไปขังคืนหนึ่งก่อนพรุ่งนี้จะได้ไปโหวตไม่ได้ จะได้ทํา อะไรรัฐบาลไม่ได้ ก็พูดกันอย่างนี้มานาน แต่ท่านครับยุคนี้ สมัยนี้ คนออกหมายจับไม่ใช่สารวัตรใหญ่ สารวัตรใหญ่แทบจะไม่เหลือแล้ว คนที่อนุมัติหมายจับตอนนี้เป็นศาลครับ และศาลไม่มีทางหรอกครับจะไปแกล้งใคร เพราะท่านไม่ได้ยุ่งกับการเมือง ท่านปล่อยให้ ส.ส. หรือ ส.ว. มีอภิสิทธิ์เหนือประชาชน แต่ท่านไปเขียนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ เขียนไว้อย่างไรครับ ท่านเขียนไว้ว่าภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ ทุกคนเท่าเทียมกัน และมาตรา ๓๔ ก็เขียนอีก บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน มันไปเท่ากันอย่างไรครับ ส.ส. ฆ่าคนตาย ไปเจอคดี ปลุกม็อบ (Mob) เผาบ้านเผาเมืองอยู่ได้ไม่โดนจับ แต่เป็นชาวบ้านไปทําสิครับโดนจับ มันเท่ากันอย่างไร มันไม่เท่าครับ ผมว่าท่านควรจะตัดทิ้ง อย่างน้อยจะทําให้รัฐธรรมนูญสั้น อย่างที่ท่านต้องการ ๑๐ บรรทัด ไปนับดูนะครับ ตัดออกนะครับ
ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ผมจะนําเสนอท่าน ท่านลืมไปเรื่องหนึ่งครับ เราอยากจะได้ผู้แทนที่ดี ได้ผู้นําที่ดี ท่านลืมเรื่องมือตบไปครับ คณะกรรมาธิการปฏิรูป การป้องกันและการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบได้เสนอไปใน ๓๓ ประเด็น หนึ่งในนั้นมีประเด็นหนึ่งครับเรื่องมือตบ ท่านก็ทราบอยู่แล้วเดี๋ยวนี้การเมืองตัวจริง นักธุรกิจ การเมืองไม่โผล่มาหรอกครับเขาจะอยู่หลังฉาก แล้วก็จะมีคนคนหนึ่งคอยเดินตาม คนนี้ไม่มี ตําแหน่งอะไรแต่รู้ว่าเวลาจะเคลียร์งานก็ต้องไปกับคนนี้ คนนี้คอยตั้งด่าน เก็บค่าต๋ง ต้องไป เคลียร์กับคนนี้นะครับ ในรัฐธรรมนูญทั้งหมดผมดูในหมวดนี้รัฐมนตรีหรือผู้มีอํานาจไม่เคย ต้องรับผิดชอบคนคนนี้เลย ผมอยากให้ท่านไปดูคําสั่ง คสช. ๖๙/๒๕๕๗ ซึ่งใช้อยู่ตอนนี้ กําลังดุเด็ดเผ็ดมันอยู่นี่ครับ คําสั่งนี้เป็นคําสั่งที่ต่อต้านคอร์รัปชัน คําสั่งนี้บอกนะครับว่า ผู้บังคับบัญชาถ้าปล่อยให้ลูกน้องไปโกงเมื่อไรผู้บังคับบัญชารับผิดชอบด้วย ทําไมเราไม่เอา มาตรการนี้มาใช้กับนักการเมืองบ้างละครับ เป็นมาตรการทางบริหารก็ได้ครับ อาญาเอา เขาไม่ได้หรอกครับเพราะเขาไม่เกี่ยวสืบอย่างไรก็ไม่ถึง แต่ถ้าเกิดคนเดินตามคุณ เข้านอกออกในบ้านคุณทุกวันแต่ไม่มีตําแหน่งเลยแต่คนรู้ว่าต้องไปเคลียร์กับหมอนี่ แล้วหมอนี่ถ้าเกิดวันหนึ่งเป็นเรื่องรัฐมนตรีคนนั้นต้องรับผิดชอบ ต้องรับผิดชอบต่อจริยธรรม ต้องถูกปลดออกจากตําแหน่ง แต่ในรัฐธรรมนูญนี้ผมไม่เห็นครับ ผมก็อยากจะฝากให้ทาง ท่านคณะกรรมาธิการรับความคิดเห็นของผมไปพิจารณา ไปปรับปรุงแก้ไข ที่ท่านทํามา ทั้งหมดดีแล้วครับ ผมก็ขอเสนอเพียงแค่ ๓ ประเด็นครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญคุณกงกฤช หิรัญกิจ ๑๐ นาทีครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายกงกฤช หิรัญกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจนะครับ ผมได้ขออภิปราย ในภาค ๒ หมวด ๓ เรื่องรัฐสภา โดยจริง ๆ แล้วไม่ขออภิปรายในเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่ผ่านมาในหมวด ๒ แม้ว่าตัวเองจะอยู่ในภาคเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากก็ต้องขอขอบคุณ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่กระผมเองมาจากภาคการท่องเที่ยวในสาขา เศรษฐกิจนะครับ แล้วก็ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๘๘ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก็ได้บรรจุในเรื่องของการท่องเที่ยวไว้อย่างชัดเจนที่ให้รัฐต้องพัฒนาการท่องเที่ยว ของประเทศให้มีคุณภาพและยั่งยืน แล้วก็ในเอกสารระบุเจตนารมณ์ว่าเป็นหลักการที่เพิ่มขึ้นใหม่ เพื่อเน้นย้ําให้รัฐเห็นความสําคัญกับนโยบายด้านการท่องเที่ยว ซึ่งอันนี้ก็เป็นความ ขอบพระคุณอย่างสูงที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ให้ความสําคัญ
ในส่วนของปัญหาเศรษฐกิจนี้นะครับ ผมเองโดยเฉพาะที่อยู่ในอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมานับ ๑๐ ปี ด้วยปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมาทําให้ในฐานะที่เป็น สปช. ด้านเศรษฐกิจจึงอยากจะขอ แสดงความคิดเห็นบ้างทางด้านการเมืองด้วยนะครับ ไม่อาจจะผ่านพ้นไปได้นะครับ โดยส่วนตัวในหมวด ๓ เรื่องรัฐสภา ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรที่คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้กําหนดให้มีสัดส่วน ๔๕๐ คนมีที่มา ๒ ส่วนคือการเลือกตั้งแบ่งเขต ๒๕๐ คน และบัญชีรายชื่อซึ่งแบ่งเลือกตั้งออกเป็น๖ ภาคนั้น ผมมีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าครั้งนี้ เป็นการปฏิรูปที่น่าจะดี แล้วก็ทําให้เราน่าจะได้ตัวแทนของประชาชนโดยตรงจากเขตพื้นที่ ในขณะเดียวกันเราก็ได้ ส.ส. ที่มีความสามารถที่อาจจะไม่ถนัดทางด้านการเมือง ไม่จําเป็นต้องเสียเวลาไปลงพื้นที่เหมือน ส.ส. ที่มาจากเขตพื้นที่นะครับ ซึ่งมาเป็น องค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง
แต่ในส่วนของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งให้อํานาจหน้าที่มากขึ้นตามที่ ท่านกรรมาธิการยกร่างได้กรุณาชี้แจงในตอนต้นนะครับ เช่น มีหน้าที่ในเรื่องของการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติได้ด้วยนะครับ โดยให้ ส.ว. จํานวน ๔๐ คนลงชื่อเสนอ ร่างพระราชบัญญัติได้ ในหลักการเรื่องนี้จริง ๆ ก็เห็นว่าเป็นเรื่องดี ผมในฐานะที่เป็น ภาคเอกชนในส่วนของเศรษฐกิจก็เห็นว่ามีหลาย ๆ เรื่องในภาคเศรษฐกิจที่เราติดขัดปัญหา อยู่จากการดําเนินงานของภาครัฐ แล้วก็การดําเนินงานของภาครัฐที่ล่าช้าเหล่านี้ ก็เนื่องมาจากบางครั้งก็คือติดขัดในเรื่องของการออกกฎหมายเพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ ทางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ในเรื่องนี้เองก็คงจะรอไม่ได้ที่จะให้เพียงสภาผู้แทนราษฎร หรือคณะรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งที่ภาคประชาชน ๑๐,๐๐๐ คนมีสิทธิเข้าชื่อกันยื่น ร่างพระราชบัญญัตินะครับ ซึ่งอันนี้ในภาคเศรษฐกิจมีความจําเป็นที่อาจจะต้องเปิดช่อง ขึ้นมาอีกช่องหนึ่งซึ่งผมเห็นด้วย คือการใช้ช่องทางด้านวุฒิสภานะครับ แต่การใช้อํานาจของ สมาชิกวุฒิสภาที่มีมากขึ้น ผมเห็นว่ามันกลับสวนทางกับที่มาของ ส.ว. นะครับ ซึ่งในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรามี ส.ว. ๑๕๐ ท่าน เกินกึ่งหนึ่งเรามาจากการ เลือกตั้ง คือมา ๗๖ จังหวัดหรือ ๗๗ จังหวัด อีก ๗๔ คนหรือ ๗๓ คนมาจากการสรรหา การแต่งตั้ง ซึ่งก็จะเห็นว่าเกินกึ่งหนึ่งของ ส.ว. ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ มีที่มามาจาก ประชาชนนะครับ
ในส่วนการใช้อํานาจของ ส.ว. ที่มากขึ้นตามการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นะครับ แต่เรามีที่มาของ ส.ว. ซึ่งมีสัดส่วนของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ จังหวัด จากจํานวน ส.ว. ทั้งหมด ๒๐๐ คน ซึ่งก็จะเห็นว่าสัดส่วนของที่มาจากประชาชน เหลือลดน้อยลงนะครับ แล้วเราก็แบ่งการเลือก ส.ว. ออกเป็น ๓ ส่วน คือมีการเลือกกันเอง มีการสรรหา แล้วก็เลือกจังหวัดละคน การได้มาของ ส.ว. ทั้ง ๓ วิธี ผมเห็นว่าก็คงจะ ก่อให้เกิดปัญหาเดิม ๆ ของความขัดแย้งดังที่เราเห็นกันในคณะวุฒิสมาชิกเดิมนะครับ ซึ่งก็มี ความขัดแย้งปรากฏให้เห็น มีการตั้งกลุ่ม ซึ่งอันนี้ก็เป็นความกังวลของภาคเศรษฐกิจ ค่อนข้างมากว่าสิ่งเหล่านี้นํามาซึ่งความแตกแยก แล้วก็มีฐานที่มาที่แตกต่างกัน ปัญหาเหล่านี้ ก็คงคุกรุ่นตลอดเรื่อยมานะครับ นอกจากนั้นการที่ระบุในเรื่องของการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่ให้มี อดีตปลัดกระทรวง หรือให้อดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพเลือกกันเองให้เหลือกลุ่มละ ๑๐ คน การเลือกกันเองของผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ ที่มีกฎหมายรองรับการจัดตั้ง เลือกกันเอง ๑๕ คน การให้ผู้แทนองค์กรด้านเกษตร แรงงาน วิชาการ ชุมชน ในท้องถิ่น เลือกกันเอง ๓๐ คน ปัญหาการเลือกกันเองเหล่านี้ละครับผมคิดว่าเป็นการยากที่จะอธิบายไว้ว่า กลุ่มต่าง ๆ สัดส่วนดังกล่าวเหมาะสมแล้วหรือยัง ครอบคลุมทุกกลุ่มหรือยัง สิ่งเหล่านี้ก็จะ เป็นการอธิบายได้ลําบากนะครับ นอกจากนั้นปัญหาการเลือกกันเองก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ หลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะองค์กรด้านต่าง ๆ จะมีการแตกองค์กรเป็นองค์กรย่อย ๆ มีการ รวมกลุ่มอย่างไม่เหมาะสมเพื่อล็อบบีกันนะครับ ดังนั้นกรณีนี้มันก็อาจจะเกิดคล้าย ๆ คลึงกับกรณีของปัญหาการเลือกกันเองของสมาชิก สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งผมเองก็เคยเป็นสมาชิกในรุ่นที่ ๑ ก็จะพบว่า คนที่เก่ง ๆ อาจจะไม่ได้รับคัดเลือกกันเองเข้ามาในกรณีนี้ เช่นในรุ่นที่ ๑ ที่ผมเคยเป็นสมาชิก สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปรากฏว่าประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติในรุ่นที่ ๑ เกือบจะไม่ได้คัดเลือกเข้ามา เกือบจะไม่ได้ติด ๑ ใน ๙๙ คน ด้วยซ้ําไป เพราะเนื่องจากท่านอาจจะเก่งมากเกินไป ตรงนี้เองที่ทําให้มีการรวมกลุ่มและ ผมคิดว่าปัญหาการเลือกกันเองเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นในกรณีของ ส.ว. ที่ได้ยกร่างขึ้นมาครั้งนี้ การได้มาจากการสรรหา ส.ว. ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ ๒ ที่เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อาจจะขาด ความชอบธรรม และบางคนก็จะมีปัญหาของที่มาที่ทับซ้อนกับกลุ่มที่มาคัดเลือกกันเองด้วย นะครับ ซึ่งอันนี้ผมก็คิดว่ามันอาจจะเป็นไปได้ที่มีบุคคลที่มีความทับซ้อนของความสามารถ ของคุณวุฒิ นอกจากนั้นการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดโดยให้มีคณะกรรมการกลั่นกรอง ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมในแต่ละจังหวัดให้มีไม่เกิน ๑๐ คน เพื่อให้ประชาชนเลือก โดยใช้ เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผมก็คิดว่าเรื่องนี้เราก็จะได้ ส.ว. ที่ไม่แตกต่างจาก ส.ส. เพราะเราใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งทําให้ ส.ว. ที่ได้รับเลือกตั้งก็เหมือนผู้แทนของ ประชาชนในจังหวัดอีก ยังต้องไปหาเสียง ยังต้องเข้าถึงประชาชน ยังต้องไปร่วมงานกิจกรรม ของประชาชนเสมือนหนึ่งก็คล้าย ๆ คลึงกับผู้แทนราษฎร รวมทั้งอาจต้องพึ่งพาหัวคะแนน ของนักการเมืองในจังหวัดด้วย ก็ทําให้ไม่สามารถจะปลอดอิทธิพลจากนักการเมืองในจังหวัดได้ ผมเองเห็นด้วยที่จะมีการกลั่นกรองเบื้องต้น ผมไม่ค่อยติดใจเรื่องนี้ เพราะคิดว่ารัฐธรรมนูญ คงต้องออกแบบในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ทําให้การกลั่นกรองนี้มีประสิทธิภาพที่จะ คัดสรรคนที่มีคุณวุฒิและคุณธรรมได้นะครับ แต่ทีนี้เราก็คงต้องกลับมาตั้งหลักกันใหม่อีกทีหนึ่งว่า ถ้าเราต้องการให้วุฒิสภาเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิและเป็นสภาของผู้ทรงคุณธรรมที่มี ความแตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แล้วก็ไม่มีความเชื่อมโยงกับ ส.ส. เนื่องจาก รัฐธรรมนูญกําหนดอํานาจหน้าที่ของ ส.ว. ให้มีอํานาจเพิ่มขึ้นในเรื่องออกกฎหมาย กลั่นกรองกฎหมาย การตรวจสอบ การแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคล ผมเห็นว่าในหลักการที่สําคัญ ของ ส.ว. จะต้องมี ๒ องค์ประกอบ คือ ๑. ส.ว. ต้องมีที่มาจากประชาชน และ ๒. ส.ว. ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาด้านต่าง ๆ ประชาชนที่ว่านี้ต้องเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัด ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าดีที่สุดผมก็คิดว่าคือการใช้เขตทั้งประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง แต่เรื่องนี้ก็คงจะทําได้ลําบาก จึงอยากเสนอให้มีการใช้ระบบการเลือกแบบที่ทางกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบการเลือก ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตเลือกตั้งเป็น ๖ เขต ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ใช้แนวทางเดียวกันนี้มากับการเลือกตั้ง ส.ว. นะครับ โดยใช้เขตเลือกตั้งเป็น ๖ ภาคเช่นเดียวกัน เพื่อให้ได้ ส.ว. ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรม อย่างแท้จริง ขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาในส่วนที่ ๒ นะครับ ผมคิดว่าการที่มี คณะกรรมการกลั่นกรองยังมีความจําเป็น และการระบุให้มีกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ นี่ นะครับ ผมก็คิดว่าอยากจะล้อกับในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๗ คือการเลือกของ สปช. นี่นะครับ ทั้ง ๑๑ ด้าน กลุ่มนี้ก็น่าที่จะมีความเหมาะสมที่เราจะมีการ กลั่นกรองให้ครบทั้ง ๑๑ ด้านนี้ ผมคิดว่านอกจากนั้นประชาชนคนไทยยังมีความเข้าใจ ในเรื่อง ส.ว. น้อยกว่า ส.ส. มากนะครับว่าเขามีหน้าที่อะไร จึงต้องค่อย ๆ ให้ความรู้กับ ประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป คิดว่าการปล่อยอิสระให้ประชาชนมีสิทธิตัดสินใจเลือก ส.ว. ได้โดยอิสระ โดยไม่มีการกลั่นกรองในขณะนี้อาจจะยังไม่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ท่านประธานครับ การเลือก ส.ว. จึงอยากจะขอใช้วิธีเดียวกันกับการเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ โดยให้ประชาชนในภาคมีสิทธิเลือก ส.ว. ได้เพียงรายชื่อเดียว ประชาชนในภาคมีสิทธิเลือก ส.ว. ได้เพียงรายชื่อเดียว และจัดลําดับผู้ได้รับคะแนนมากไปหาน้อย ขึ้นทะเบียนให้ครบตามจํานวนที่นั่งที่มีได้รวมทุกภาค ๒๐๐ คน และนอกจากนั้นก็ให้มีการ ขึ้นบัญชีสํารองไว้ด้วยอีกร้อยละ ๑๐ ของแต่ละภาคจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเลือกตั้งซ่อม เมื่อเกิดปัญหาสมาชิกภาพสิ้นสุดลงของ ส.ว. บางท่าน หากเราได้ ส.ว. ที่มีที่มาเดียวกัน มีคุณวุฒิและคุณธรรมจากการกลั่นกรองและที่สําคัญมีที่มาเดียวกันจากประชาชนโดยตรง ปัญหาความขัดแย้งในวุฒิสภาก็จะหมดไป การใช้อํานาจ ส.ว. ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอํานาจการเสนอพระราชบัญญัติและอํานาจการตรวจสอบก็จะมีความยอมรับได้ ของประชาชนอย่างแท้จริง และที่สําคัญที่สุดผมคิดว่าจะได้รับการยอมรับและความเกรงใจ จากรัฐบาลอย่างสูงยิ่งด้วยนะครับ เนื่องจากเป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากภาคประชาชน โดยตรง ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ผมเองก็อยากเห็นความมีเสถียรภาพทางด้านการเมืองของประเทศเพื่อช่วยขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศให้เดินไปข้างหน้า เราเสียโอกาสด้านเศรษฐกิจมานานมาก และท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางท่านได้กล่าวไว้แล้วว่าการสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็ง เกินไปก็อาจนํามาซึ่งความขัดแย้งที่ก่อเกิดการทําลายล้างกันได้ ขณะเดียวกันการมีรัฐบาล ที่อ่อนแอไร้เสถียรภาพก็จะเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนนโยบายทําให้ประเทศเดินไป ข้างหน้าไม่ได้ การที่รัฐธรรมนูญได้รับการออกแบบให้มีรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพจึงอาจเป็น การออกแบบที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย การออกแบบให้เป็นรัฐบาลผสมนี้ ผมจึงมีความเห็นด้วย แล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ต้องเปิดช่องให้มีโอกาสที่จะเชิญชวนผู้ที่ไม่ได้ เป็น ส.ส. มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้นะครับ หากคนนั้นได้รับการยอมรับจาก ส.ส. เสียงส่วนใหญ่ ให้มานําพาประเทศ ในฐานะที่ผมอยู่ในภาคเศรษฐกิจเราอยากเห็นการผสมผสานการเดินไป ข้างหน้าโดยไม่ต้องสะดุดด้วยการทํารัฐประหารอีกอย่างแน่นอนนะครับ ท่านประธานครับ นอกเหนือจากการเปิดโอกาสให้มีรัฐบาลผสมอย่างมีเสถียรภาพแล้ว การที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ระบุให้มีแนวทางปฏิรูปไว้ในภาค ๔ หมวด ๒ ว่าด้วยการปฏิรูป เพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม โดยลงรายละเอียดในแต่ละด้านตามที่ คณะกรรมาธิการวิสามัญทุกชุดของสภาปฏิรูปแห่งชาติได้เสนอนั้น นอกจากคําชี้แจงของ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่อธิบายให้ทราบว่าหมวดการปฏิรูปเป็น ข้อบัญญัติที่รัฐบาลต้องดําเนินการให้บรรลุตามที่กําหนด ซึ่งทําให้เกิดความมั่นใจว่าประเทศ จะเดินไปข้างหน้าได้สู่การปฏิรูปอย่างต่อเนื่องไปอีกไม่น้อยกว่า ๕ ปี ปัญหาโครงสร้างของ ความขัดแย้งของคนในชาติต่าง ๆ ก็คงจะได้รับการแก้ไขให้ประสบผลสําเร็จได้ อย่างไรก็ตาม การให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติเป็นสิ่งที่มี ความสําคัญและผมก็เห็นด้วยที่จะต้องมี ซึ่งขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่เพียงไม่อยากให้ระบุ องค์ประกอบมาจาก สปช. ๖๐ คน หรือมาจาก สนช. ๓๐ คน เพราะอย่างที่ประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาชี้แจงให้ทราบแล้วว่าบทบัญญัตินี้เป็นหน้าที่ ที่รัฐบาลในช่วง ๕ ปีข้างหน้าต้องดําเนินการ มิฉะนั้นจะมีความผิดตามมาตรา ๑๐๒ ผมจึงเชื่อว่าไม่จําเป็นต้องกําหนดให้ สปช. หรือ สนช. ในขณะนี้เท่านั้นมาเป็นสมาชิกของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป
ในสิ่งสุดท้ายก็อยากจะขอเกริ่นไปถึงบทสุดท้ายของการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๒ สักนิดหนึ่งนะครับ ผมขออนุญาตเวลานิดเดียวนะครับว่าที่ระบุ ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายกรณีจะต้องผ่านการลงประชามติจากประชาชนก่อน หากเสียง ข้างมากของประชามติเห็นชอบก็ให้ดําเนินการต่อไปได้ เรื่องนี้ผมเป็นกังวลนะครับ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๕๗ ไม่ได้ระบุให้มีการออกแบบการทําประชามติ สําหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าการที่เราระบุว่าการแก้ไขต้องออก ประชามติผมเป็นกังวลนะครับ ก็อยากจะฝากประเด็นนี้เป็นประเด็นสุดท้ายสําหรับการ อภิปรายในครั้งนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน
คุณกงกฤชใช้ไป ๑๖ นาทีนะครับ เรียนเชิญศาสตราจารย์พิเศษกิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ครับ ใช้ ๒๐ นาทีเต็ม
กราบเรียนท่านสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ผมจะอภิปราย ๒ หัวข้อ ก็คือเรื่อง ของภาค ๒ ผู้นําการเมืองที่ดี แล้วก็นิดหน่อยเรื่องของภาคนิติธรรม โดยทั่วไปรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่ผมเรียกว่า รัฐธรรมนูญใจดี เพราะว่ารับความเห็นทุกอย่างใส่ไปหมดเลย ซึ่งก็ดีมากครับ แต่ผมคิดว่าถ้าท่านกรรมาธิการจะทําให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้สั้นและกระชับหน่อย ได้ไหมครับ ให้เหลือ ๑๖๒ มาตรา ซึ่งหลายมาตรามันรวมได้ ฉะนั้นก็ฝากไว้นะครับ เพราะว่า ถ้าเขียนยาว ๆ ผมเคยคุยกับหลายท่านว่าแม้แต่เป็นนักการเมือง พี่อ่านรัฐธรรมนูญครบ ทุกมาตราหรือเปล่า บอกเปล่าครับ เอาเฉพาะที่เกี่ยวข้อง ถ้าเราเอารัฐธรรมนูญที่มันสั้น กะทัดรัดแล้วก็มีผลบังคับจะดีมากครับ แล้วทุกอย่างไปอยู่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาค ๔ ผมว่าเอามารวมกันตัดต่อเหลือไม่กี่มาตราหรอกครับ เพื่อจะลด การตีความ สิ่งหนึ่งที่หลายท่านพูดไปเมื่อเช้าวันนี้คือเรื่องยุทธศาสตร์ของประเทศ ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญจะต้องกําหนดยุทธศาสตร์ของประเทศ และยุทธศาสตร์ของประเทศนั้นต้อง ขับเคลื่อนโดยเศรษฐกิจ วันนี้เครื่องยนต์ของประเทศคือภาคเอกชน เป็นการขับเคลื่อน เศรษฐกิจ ภาครัฐไม่ค่อยได้ช่วยเหลือเลยหลายปีที่ผ่านมา ถ้าภาครัฐเพียงแต่ส่งเสริม สนับสนุนก็พอแล้ว แต่ในอดีตที่ผ่านมาภาครัฐไม่ใช่ส่งเสริมหรอกครับ กํากับดูแลจนทําอะไร ไม่ได้ ภาคเอกชนจําเป็นจะต้องได้รับความส่งเสริมจากภาครัฐ ยุทธศาสตร์ของประเทศ ต้องกําหนดชัดเจนอย่างที่ท่านดอกเตอร์สุทัศน์พูด เราจะต้องเป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ภายใน ปี ๒๐๖๕ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ต้องกําหนดนโยบายให้ชัดเจน เพื่อที่จะทําให้กลไก ต่าง ๆ บรรลุเป้าหมายในการลดความเหลื่อมล้ําได้อย่างแท้จริง รัฐบาลทุกรัฐบาลที่มาจะต้อง ทําตามนี้ครับ การยกระดับรายได้ต่าง ๆ ซึ่งจะโยงไปถึง ผมขออนุญาตย้อนเท้าความไปเรื่อง แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในมาตรา ๘๗ ที่กําหนดบอกว่ารัฐจะต้องพัฒนากฎหมาย ท่านทราบไหม ถ้าท่านสมาชิก สปช. จําได้ เราพูดถึงเรื่องการปฏิรูปกฎหมายว่า การร่างกฎหมายประเทศไทยนั้นล่าช้ามาก เพราะฉะนั้นผมจึงคิดว่าการปฏิรูปกฎหมายก็เป็น ส่วนหนึ่งของการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติ ซึ่งผมก็ได้เสนอ โดยที่ผมจะกราบเรียนเสนอ แปรญัตติมาตรา ๘๗ อีกครั้งหนึ่งว่า รัฐจะต้องมีกระบวนการตรากฎหมายที่รวดเร็ว แล้วก็เพื่อลดความเหลื่อมล้ําเพื่อสร้างยุทธศาสตร์ เดี๋ยวก็จะเขียนกันให้ชัดเจน เราเคยมีรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ มีคณะกรรมการปฏิรูปกฎหมาย แต่ว่าไม่มีอํานาจอะไรเลย ไม่มีอํานาจแม้แต่จะเสนอร่างกฎหมาย ในกฎหมายฉบับนี้เราจะมีการเสนอให้การปรับปรุง คณะกรรมการปฏิรูปกฎหมายให้มีอํานาจที่จะช่วยภาคพลเมือง ภาคเอกชนในการ ร่างกฎหมายให้รวดเร็วซึ่งเป็นเรื่องสําคัญมาก เพราะฉะนั้นผมคิดว่ายุทธศาสตร์หรือ การปฏิรูปที่จะทําในรัฐธรรมนูญฉบับนี้การตรากฎหมายอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องสําคัญมาก และในรัฐธรรมนูญนี้ไม่ได้เขียนไว้ที่ไหนเลย เพราะฉะนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเขียนไว้ ถ้าจะต้องมีการออกกฎหมายพิเศษ ก็ต้องทําครับ สิ่งหนึ่งที่ผมเห็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ พลเมืองดีครับ แต่อย่าลืมว่าพลเมืองนั้นเราควรจะต้องเน้นเรื่องของภาคเอกชนที่เขาทํา การค้า การลงทุนให้กับประเทศจ้างงาน เสียภาษี อย่าทิ้งเขาครับ เราจะต้องส่งเสริม สนับสนุนเขา แต่คนไม่ดีก็มี ผู้ประกอบการ รัฐก็เป็นผู้กํากับดูแล รัฐจะต้องวางนโยบายแล้ว เป็นผู้กํากับ เป็นโพลีซี เมกเกอร์ (Policy maker) เป็นเรกกูเลเตอร์แล้วปล่อยเอกชนเป็น โอว์เนอร์ โอเปอเรเตอร์ (Owner operator) ไป อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับมากกับภาคเอกชน เอกชนผูกขาดก็ไปกํากับดูแล เขาทําสิ่งแวดล้อมเสียก็ไปกํากับดูแลเขา อย่าไปออกกฎหมาย แล้วทํากระบวนการขั้นตอนให้ลําบากยากแค้นกับภาคเอกชน ซึ่งรัฐธรรมนูญก็ได้เขียนตรงนี้ ไว้บ้างแล้ว ผมก็จึงอยากจะเรียนให้ท่านกรรมาธิการจะเสนอปรับปรุงกฎหมายต่อไป
เรื่องต่อมาก็เกี่ยวกับเรื่องของวุฒิสมาชิกหรือคุณสมบัติซึ่งท่านวรวิทย์ได้พูด ไปว่าการเลือกตั้ง เรื่องภาษีเดี๋ยวผมจะเพิ่มเติมการอภิปรายของคุณวรวิทย์ว่าเราจะใช้กลไก การยื่นแบบการเสียภาษีของ ส.ส. และนักการเมืองให้ใช้เป็นกลไกการต่อต้านการทุจริตมิชอบ ได้อย่างไร แต่ผมขอให้ความเห็นเรื่องของวุฒิสมาชิกก่อนว่า ผมคิดว่าที่ท่านกงกฤช ขออนุญาตที่เอ่ยนาม เรื่องการเลือกกันเองผมคิดว่าเป็นสิ่งที่จะเป็นปัญหามาก การกําหนด คุณสมบัติการเลือกกันเองในทุกระดับขององค์กรอิสระก็ดี ของวุฒิสมาชิกก็ดีจะมี การล็อก สเปก ทําอย่างที่จะไม่ให้ล็อก สเปก ยกตัวอย่างเช่นอธิการบดีคณะนิติศาสตร์ ของอุดมศึกษา ประทานโทษ ผมไม่อยากเอ่ยนาม ล็อก สเปกกันเลยครับ คณะไหน สอนกฎหมายก็ล็อก สเปกจะเอาใครมา กําหนดเอาไว้ล่วงหน้า เขียนอย่างไรผมไม่ทราบ ถ้าจะเขียนเรื่องผู้ทรงคุณวุฒิก็ต้องบอกว่าต้องเป็นตําแหน่งรองศาสตราจารย์ขึ้นไป ต้องสอนชั้นปริญญาโทขึ้นไปได้ไหมครับ หรือจะบอกว่าเป็นการดิสคริมิเนท (Discriminate) หรือเปล่า ผมไม่ทราบ แต่ว่าจะต้องให้เป็นผู้ทรงคุณวุฒิจริง ๆ หรือวุฒิสมาชิกที่มาจาก องค์การวิชาชีพซึ่งมีกฎหมายควบคุมเขาอยู่แล้ว แพทย์ ทนายความ สถาปนิก ครู ทําไมต้องให้เลือกกันเองครับ ให้เขาเลือกเสนอมาเลย หมายความว่ากลุ่มองค์กรของเขา เช่น ครูเสนอมากี่คน หมอกี่คนให้เขาเป็นเลย อย่ามาให้หมอมาเลือกกับทนายความอีก ยุ่งตายเลยครับ ให้หมอเขาเลือกกันในพวกหมอ ให้ครูเขาเลือกกันในพวกครู แล้วไม่ต้องให้เขาเลือกกันเองครับ กฎหมายตรงนี้ต้องกรุณาออกให้ชัดเจน ไม่ใช่ให้เอาหมอมาเลือกนายทนายความ ไม่ใช่นะครับ ผมคิดว่าแล้วควรจะเพิ่มจํานวนเขาด้วย ผมคิดว่าจํานวน ๑๕ คนน้อยไป ส่วนจะเป็นพหุสภา อันนั้นผมคิดว่าท่านก็ไปเลือกเอา ก็อยากจะขอให้ท่านช่วยกรุณาดูตรงนี้ด้วย เพราะผมคิดว่า ผู้แทนของวิชาชีพเหล่านี้ถูกกฎหมายกํากับดูแลอยู่แล้ว ไม่ใช่เป็นสมาคมนิติบุคคลอาคารชุด เข้ามาเป็นวุฒิสมาชิกอย่างนี้มันใช้ไม่ได้ครับ เราเป็นศรีธนญชัยเยอะมาก บอกเป็นองค์กร สมาคม เดี๋ยวไปตั้งสมาคมเต็มไปหมดเลย เราต้องเอาสมาคมที่เวท สตาบิไลซ์ (Weight stabilize) มีหลักฐาน มีข้อมูลครบถ้วน
เรื่องคุณสมบัติการเลือกตั้ง ผมคิดว่าประเด็นนั้นคุณวรวิทย์อภิปราย ท่านสังเกตดูไหมครับว่าเรื่องการเสียภาษีใช้เฉพาะสภาผู้แทนราษฎร แต่ไม่รวมวุฒิสมาชิก นะครับ ท่านอาจจะหลงลืมไปหรือเปล่า ต้องมี แล้วผมคิดว่าการยื่นบัญชีภาษีต้องใช้ทุกคน รวมทั้งคณะกรรมการกํากับดูแลด้วย เราจะไปดูแลเขานี่เรายังปกปิดได้อย่างไร การเสียภาษี เป็นสิ่งที่สําคัญ ผมคิดว่าที่ท่านวรวิทย์เสนอเป็นเรื่องที่สําคัญ และที่ผมจะเสนอเพิ่มเติม ก็คือว่าเมื่อยื่นแล้วต้องเปิดเผย ถ้าผมจําไม่ผิดในมาตรา ๒๔๗ เขียนเหมือนกับว่าเปิดเผย เฉพาะบัญชีและเอกสารประกอบ แล้วตั้งใจจะไม่เปิดเผยเรื่องบัญชีการเสียภาษีซึ่งผมว่า ไม่น่าจะใช่ ผมคิดว่าเรื่องภาษีจะนําไปสู่การตรวจสอบว่าบุคคลเหล่านี้ควรจะเข้ามารับใช้ ประชาชนหรือเปล่า เราพูดในรัฐธรรมนูญบอกว่าประชาชนต้องมีหน้าที่เสียภาษี ซึ่งเราพูดกันต่อ ถ้าท่านยังจําได้ที่ผมได้พูดเรื่องปฏิรูปภาษีว่าเราจะต้องให้สิทธิผู้เสียภาษีอย่างไรบ้าง ผมเคยคิดเล่น ๆ ว่าการเลือกวุฒิสมาชิกคนที่จะเลือกได้ต้องเสียภาษีเสียก่อน คล้าย ๆ กับ กรีซสมัยเก่า แต่ว่าไม่มีเสียงตอบรับเท่าไร แต่ผมคิดว่าการยื่นเสียภาษีและเปิดเผยของ นักการเมืองจะเป็นสิ่งที่ดีมากและเป็นนิมิตหมาย แล้วควรจะย้อนหลัง ๕ ปีอย่างที่ ท่านวรวิทย์พูดครับ ไม่ใช่ ๓ ปี แล้วในกฎหมายต่อไปเราจะบังคับ ถึงคุณไม่เสียภาษีคุณก็ต้อง ยื่นแบบ ภ.ง.ด. ว่ามีรายได้ไม่ถึงเกณฑ์ไม่เป็นไร ต้องยื่นเสียภาษี และจะนําไปสู่อะไรไหมครับ ในกฎหมายมาตรา ๔๙ ของประมวลรัษฎากรกําหนดให้เอาเงินได้มาเปรียบเทียบกับ ทรัพย์สินที่ท่านมีอยู่ ท่านประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินได้สั่งกรมสรรพากร กระทรวงการคลังว่าให้ตรวจนักการเมืองย้อนหลังไปว่า ที่ยื่นบัญชีเยอะ ๆ ทรัพย์สินเยอะ ๆ มีตั้งพันล้านบาท เสียภาษีปีละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท ทรัพย์สินนี้ท่านได้แต่ใดมา ไม่ต้องทุจริตครับ เสียภาษีซึ่งท่านจําได้ว่านักการเมืองหลายท่านเคยโดนศาลพิพากษาแล้ว หลายท่าน ๒๐๐ ล้านบาทบ้าง ๑๐๐ ล้านบาทบ้าง เอาทุจริตไม่ได้ต้องเอาภาษีครับ แต่ผมคิดว่าถ้าจะเติมตรงนี้ภาคพลเมืองดูไม่ได้ น่าจะต้องมีองค์กรฝากท่านไปว่าจะต้องมี องค์กรใดองค์กรหนึ่ง องค์กรร่วม เช่น ผู้ตรวจเงินแผ่นดิน ป.ป.ช. กรมสรรพากร เป็นเลขานุการตรวจสอบบัญชีพวกนี้ คราวนี้วิธีการนักการเมืองเก่า ๆ คือบอกใส่ทรัพย์สิน ไปเยอะ ๆ ครับ เวลาลาออกตําแหน่งทรัพย์สินเพิ่มลดนิดเดียว ป.ป.ช. ไม่มีปัญญาตรวจ ไม่ใช่แล้วครับ ภาคพลเมืองจะไปตรวจว่าทรัพย์สินที่ท่านมา ๆ อย่างไร ได้มรดกมายิ่งต่อไป ต้องเสียภาษีมรดกด้วย ต้องทําให้ได้นะครับตรงนี้ ผมคิดว่าอันนี้จะเป็นจุดเปลี่ยนและไป เทคเอาท์ (Take out) คือทุกคนต้องยื่นครับ เรากําลังจะแก้กฎหมายให้ทุกคนต้องยื่นภาษี และถ้าท่านจําได้ในปฏิรูปเราเขียนบอกว่าบุคคลมีหน้าที่ต้องแสดงรายได้ มีที่ไหนต้องแจ้งครับ เพราะฉะนั้นเป็นเรื่องที่สําคัญมากและจะเป็นกลไกในการต่อต้านการทุจริตได้อย่างดี
เรื่องต่อมาที่ผมอาจจะขอแตะนิดเดียวคือเรื่องของการทุจริตคอร์รัปชัน ผมพยายามหาที่มาที่ไปว่าเราไม่มีกลไกศาลพิเศษหรือกระบวนการดําเนินคดีกับพวกทุจริต คอร์รัปชัน เรายังใช้กระบวนการเดิมมาตรา ๑๕๗ ทุจริต ศาลแพ่ง ตํารวจผมว่าใช้ไม่ได้ครับ ประเทศนี้ ต้องมีระบบพิเศษ ซึ่งต้องระวังนะครับเพราะรัฐธรรมนูญเขียนบอกว่าห้ามตั้งศาลอื่น ต้องเขียนแล้วครับว่าศาลการพิจารณาพิเศษเรื่องทุจริตคอร์รัปชันสําคัญมาก จะอยู่ในศาลยุติธรรม ก็ได้ครับแต่กระบวนการพิจารณาต้องเป็นอย่างรวดเร็วมีหน่วยงานพิเศษทําให้แล้วเสร็จ ภายในเวลาอันรวดเร็ว ประเทศไทยจะได้เหมือนประเทศเกาหลีครับ เอาผู้นําเข้าคุกได้ ไม่เช่นนั้นโรคทุจริตจะไม่สามารถแก้ได้และเป็นมะเร็งร้ายเกาะกินประเทศไป ผมคิดว่าเรื่องนี้ สําคัญมากนะครับ ผมเข้าใจว่าคณะกรรมการต่อต้านทุจริตจะเสนอเรื่องนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้ ประชาชนอยากจะดูนะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าสําคัญ แล้วอย่างที่ผมเรียนว่า การเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ โอเพน อินฟอร์เมชัน (Open information) สําคัญมาก ไม่ว่าจะ การเปิดประมูล ภาษี อันนี้ผมเล่าให้ฟังว่ารัฐบาลจะต้องกําหนดกลไกตรงนี้ให้ดีนะครับ นอกจากนั้นผมมีประเด็นย่อย ๆ ที่อยากจะฝากเรียนเพื่อไม่ให้เกิดปัญหาก็คือว่า คุณสมบัติ ของผู้สมัครรับเลือกตั้งท่านบอกว่าไปรับราชการ เดี๋ยวนี้บางคนเป็นพนักงานของรัฐนะครับ เป็นพนักงานมหาวิทยาลัยอยู่ที่จังหวัดเชียใหม่ เขาไม่ได้เป็นข้าราชการเขาสมัครเลือกตั้งไม่ได้ ถ้าเขาไม่มีภูมิลําเนาอยู่ ต้องแก้ด้วยนะครับ ต้องฝากด้วย
เรื่องสําคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของมาตรา ๑๙๓ เรื่องของอนุสัญญา ระหว่างประเทศ ผมทํางานในภาคธุรกิจมานาน เดี๋ยวนี้การค้าระหว่างประเทศต้องการ ความรวดเร็วมากครับ ผมจึงไม่เห็นด้วยที่จะไปเขียนกฎหมายมาตรา ๑๙๓ ซึ่งไปตีความ อย่างที่พูดกันเมื่อวานนี้นะครับ ด้วยความเคารพอย่างยิ่ง ที่ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์บอกว่าทําไม กระทรวงการต่างประเทศต้องไปเสนอโน่น ไปเสนอนี่ ถึงนิยามแล้วก็ยังมีปัญหาอีกว่า อย่างกว้างขวางอย่างไรก็จะช่วยได้ระดับหนึ่งครับ แต่ผมคิดว่าถ้าอะไรที่เป็นเรื่องของ อาณาเขต อะไรที่เป็นเรื่องของกระทบทรัพยากรธรรมชาติอย่างนี้ผมไม่ว่า การไปเซ็น เอฟทีเอบางเรื่องมันเป็นเรื่องของลดภาษี การนําเข้า เรื่องของอย่างนี้ครับมัวแต่มาขอรัฐสภา ไม่ทันนะครับ ผมคิดว่าน่าจะมีการปรับปรุงแก้ไขให้เหมือนกับนานาอารยประเทศว่า ในประเทศอื่นเขาทํากันอย่างไร ผมคิดว่ามาตรา ๑๙๓ เรื่องสําคัญ แล้วก็อันหนึ่งที่ผมคิดว่า อาจจะลืมไปเรื่องของยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ เศรษฐกิจเราพูดถึงต้องเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศด้วยนะครับ อย่างที่ผมเรียนว่าสิ่งที่ควรจะยึดโยงได้ก็คือการปฏิรูปอย่างที่ผมเรียนว่า ยุทธศาสตร์มันต้องโยงถึงเศรษฐกิจ วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีอย่างที่ท่านพลเอก วัฒนาพูด ผมคิดว่าสําคัญมากเลยเรื่องนี้ ต้องเขียนไว้ที่ไหน เรื่องของการปฏิรูปเอามารวมให้หมด นะครับ การศึกษาต้องพุ่งเป้าไปที่ไหน ผมได้ลิสต์มาตราต่าง ๆ ซึ่งผมจะได้กราบเรียนให้ เสนอกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่งว่าเราจะรวมแล้วก็บูรณาการในเรื่องของยุทธศาสตร์ประเทศ เรื่องของการปฏิรูปที่โยงถึงเรื่องเศรษฐกิจ การศึกษา วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สังคม สิ่งแวดล้อม เข้าได้อย่างไร วันนี้เราเขียนกันกระจายไปหมดนะครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ในเรื่องนี้จึงมีความสําคัญนะครับ
เรื่องต่อมาที่ผมคิดว่ามีความสําคัญคือเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ผมขออนุญาต เนื่องจากว่าจะได้ไม่ใช้สิทธิในภาค ๓ แม้ว่าในเรื่องของการดําเนินคดี สิทธิของผู้เสียหาย การดําเนินคดีอย่างรวดเร็วและเป็นธรรม ผมได้ข่าวว่าทาง ก.บ.ส. ได้เขียนหนังสือที่บอกว่า การรวดเร็วบางทีศาลเขาจะมีปัญหานะครับ แต่อย่างไรก็ดีผมคิดว่าการดําเนินคดี อย่างรวดเร็วและเป็นธรรมนี้สําคัญ การให้ประกันตัวจําเลย ผู้ต้องหาก็สําคัญ กฎเกณฑ์ ต่าง ๆ ต้องเปิดเผย ชัดเจน อันหนึ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนให้ท่านกรรมาธิการไปเรื่อง อาจจะเกี่ยวกับกับสิทธิพลเมืองก็คือว่า เราทําได้ไหมว่าการดําเนินคดีชั้นสอบสวนก็ดี ชั้นในศาลก็ดี ให้มีการบันทึกวิดีโอ (Video) ไว้ ไม่ใช่คดีเด็กและเยาวชนนะครับ แต่คดี ที่คุ้มครองผู้เสียหาย ถ้าทําได้ เราอาจจะเป็นประเทศเดียวที่ให้การคุ้มครอง แต่อาจจะเลือก ความผิดบางประเภทนะครับ อย่างความผิดเพื่อความมั่นคงโอเคเราอาจจะยอม แต่ความผิด ทั่วไปน่าจะมีการกําหนดกระบวนการพิจารณาไม่ได้เปิดเผย หมายความว่าที่สามารถ ทนายบางทีผู้พิพากษาท่านก็ไม่จดคําให้การ ผมไปเบิกความที่ตํารวจ ตํารวจก็ไม่ยอมจดและ ไม่ยอมให้เอกสารผม ผมจะสู้คดีอย่างยุติธรรมได้อย่างไร การเขียนรัฐธรรมนูญจะต้องให้มี ผลบังคับได้อย่างดี เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะฝาก แล้วก็มีผู้ฝากไว้ซึ่งผมเห็นด้วยนะครับ เรื่อง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในศาลยุติธรรมหรือกรมอัยการ ๑ ใน ๓ ผมก็ฟังเหตุผล ผมก็บอกว่า น่าจะฝากให้ทางท่านกรรมาธิการไปดูว่าถ้าหากว่ากรรมการภายนอก ๓ คนจับคู่กับตุลาการ อัยการสัก ๒ คน ยุ่งเลย คราวนี้คนที่ไม่อยู่ในวงการศาลก็เริ่มมีพลังอํานาจเกิดต่อรองขึ้น และสังคมไทยท่านอย่าลืมนะครับเป็นสังคมแห่งการอุปถัมภ์ สังคมแห่งการเครือข่าย เดี๋ยวหลักสูตรโน้น หลักสูตรนี้ เดี๋ยวก็เรียบร้อยละครับ และเสนอ ทุกคนที่ผมเห็น ประทานโทษอดีตที่ผ่านมาก็เป็นคนในวงการที่องค์การศาลหรือองค์การอัยการรู้จักทั้งสิ้น คือคนเหล่านี้ผมคุยได้ นี่คือสังคมไทย ผมจึงคิดว่าอย่ามีจํานวนมากเลย อันนี้ผมก็ฝากไว้ นะครับ แล้วก็สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าถ้าทําได้ที่ผมอยากจะย้ําอีกทีทั้งหลายทั้งปวงคือการปฏิรูป กฎหมาย เราจะมีบทบัญญัติมาตรา ๑๐๒ ต้องทําโน่นทํานี่ การร่างกฎหมายที่รวดเร็วและ เป็นธรรมและชัดเจนสําคัญมาก เราต้องรื้อในความเห็นของผมนะครับ การร่างกฎหมายของ คณะกรรมาธิการปฏิรูปกฎหมายและคณะกรรมการร่างกฎหมายคือกฤษฎีกา ทําอย่างไร ให้การร่างกฎหมายดี มี คําอธิบาย มีการศึกษาอย่างดี อย่างที่ผมเรียนว่าท่านอาจารย์อมร จันทรสมบูรณ์ เคยบอกว่าถ้าเราปฏิรูปการร่างกฎหมายไม่ได้อย่าไปคิดเรื่องการปฏิรูปอื่น ๆ เลย ผมจึงคิดว่าเรื่องนี้มีความสําคัญและอยากจะให้ท่านกรรมาธิการช่วยกรุณาเขียนกฎหมายนี้ ให้สั้นหน่อยได้ไหมครับ กะทัดรัดหน่อยได้ไหม ให้ชาวบ้านอ่านด้วยความเข้าใจ ชาวบ้านเจอ คําว่า ธรรมาภิบาล ก็งงแล้วครับ อะไรคือธรรมาภิบาล การอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ที่อาจารย์ชิงชัย ได้พูดไปเมื่อสักครู่ก็สําคัญนะครับ สถาบันพระปกเกล้าจะต้องจัดเทรน (Train) แล้วนักการเมือง องค์กรต่าง ๆ เรื่องธรรมาธิบาล เรื่องมาตรา ๗๘ ต้องมีสถาบันอบรม มีการทดสอบ ต่อไปจะมีคณะสมัชชาเต็มไปหมดเลย อาจารย์วุฒิสารพยักหน้า เพราะว่าสถาบันพระปกเกล้า จะได้มีงานทําอีกเยอะขึ้น แต่ผมคิดว่าสําคัญ ผมว่าการอบรมสําคัญมากครับ เพราะคนไทย ไม่ชอบเรียนหนังสือ ผมคิดว่าการอบรมสร้างบุคลากรเหล่านี้จึงสําคัญ การศึกษาสําคัญมาก เขียนกฎหมายให้ดีอย่างไรถ้าการศึกษาไม่เริ่มต้นเสียวันนี้เราจะทําได้ยาก ผมก็หวังว่า สุดท้าย ก็ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่ทํากฎหมายรัฐธรรมนูญ ได้ตอบโจทย์ทุกอัน แต่กรุณาทําให้สั้นหน่อย แล้วเราจะได้เห็นรัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับที่ ๒๐ ผมตั้งแต่เรียนกฎหมายมานี้จําไม่ได้แล้วครับว่าเรียนกี่ฉบับแล้ว ขอให้เป็นฉบับสุดท้ายเถอะครับ แล้วขอให้พวกเราได้ช่วยสนับสนุนร่างกฎหมายฉบับนี้ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เชิญพรายพล คุ้มทรัพย์ ครับ ของอาจารย์ ๒๐ นาที
เรียนท่านประธานที่เคารพ พรายพล คุ้มทรัพย์ นะครับ นี่จะ ๓ ทุ่มแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะพยายามพูดให้กระชับแล้วก็จะไม่ให้ใช้เวลาถึง ๒๐ นาทีนะครับ เพื่อพวกเราจะได้ไม่ต้องอยู่กันดึกเกินไปนะครับ จริง ๆ ตั้งใจจะพูด หลายหมวด หลายชุดด้วยกัน หลายภาคด้วยกันนะครับ แต่ผมขอพูดเฉพาะหมวด ๕ ภาค ๒ ที่เกี่ยวกับการคลังและงบประมาณ แล้วก็หมวด ๓ รัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง สภาผู้แทนราษฎรซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของระบบเลือกตั้งสัดส่วนผสมนี้นะครับ ที่ผมได้แจกเอกสารไป ๒ แผ่นจากการศึกษาของผมเองนะครับ หมวด ๕ การคลังและงบประมาณ ความจริงไม่ค่อยมีความเห็นที่อยากจะแก้ไขมากมาย เพียงแต่ว่าจริง ๆ แล้วที่เขียนมา ทั้งหมดนี้ตั้งแต่มาตรา ๑๙๙ ถึงมาตรา ๒๐๔ นี้ มันคงสามารถทําให้กระชับได้ เพราะว่า บางอย่างมันเป็นรายละเอียดเรื่องขั้นตอน เงื่อนไข กําหนดเวลาอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ซึ่งผมคิดว่า น่าจะเอาไปใส่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบัน ก็ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวกับงบประมาณหลายฉบับด้วยกันนะครับ มาตรา ๑๙๙ นี้ผมว่าเขียนไว้ ดีแล้วนะครับซึ่งเป็นหลักการที่ดีที่พูดถึงว่าจะต้องมีการดําเนินนโยบายทางด้านการคลังงบประมาณนี้ ต้องมีธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ คุ้มค่า มีวินัยทางการคลังและมีความเป็นธรรม อันนี้เป็น หลักการที่ดีมาก ครบถ้วนเลย แต่ว่าผมอยากจะเพิ่มมาตราอันหนึ่งซึ่งก็อาจจะเป็น มาตรา ๒๐๐ ที่บอกว่าภาครัฐควรจะกําหนดกรอบวินัยทางการคลัง อันนี้เป็นประเด็น ที่สําคัญนะครับ แล้วก็รวมถึงว่ามันเป็นกรอบทั้งระยะสั้น ระยะยาว มันรวมไปถึงรายรับและ รายจ่าย รวมไปถึงเรื่องการก่อหนี้และการสร้างภาระผูกพัน อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ ไม่ได้ระบุไว้ในเรื่องนี้ เรื่องภาระผูกพันว่ามันคืออะไรนี้ ผมคิดว่าอาจจะเป็นในกฎหมายลูก ก็ได้นะครับที่ไปขยายความว่าให้รวมถึงเรื่องการประกันเงินกู้เพราะว่าภาครัฐระยะหลัง ๆ นี้ มีการประกันเงินกู้ด้วยนะครับ แล้วก็รวมถึง พูดถึงความยั่งยืนทางการคลัง อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญนะครับ ส่วนมาตราอื่น ๆ นี้ผมคิดว่าทําให้สั้นได้ แต่มันมีอยู่ มาตราเดียวที่ผมค่อนข้างจะเป็นห่วงมากคือมาตรา ๒๐๕ คือในมาตรา ๒๐๕ นี้ ในข้อความนี้ ระบุไว้ว่าในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินงบประมาณอันวิญญูชนพึงเห็นได้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ในกรณีนี้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินหรือ ป.ป.ช. นี้ อาจจะไต่สวนและสรุปสํานวนยื่นฟ้องต่อ ศาลปกครอง แผนกคดีวินัยการคลัง ที่อยากจะย้ําคือวิญญูชนซึ่งผมก็ไปเปิดในพจนานุกรม ก็ปรากฏว่ามันก็แปลว่าเป็นผู้รู้เหตุผลโดยปกติ ซึ่งผมว่าในที่นี้ทุกคนของเรานี้ต้องถือเป็น วิญญูชนได้ แต่ประเด็นสําคัญมันอย่างนี้นะครับ ในทางปฏิบัตินี้วิญญูชนนี้ ในกรณีแบบนี้ มีโอกาสที่จะมีความเห็นไม่เหมือนกันได้ในเรื่องที่บอกว่า โครงการใช้จ่ายของภาครัฐ อันนี้มันก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือไม่ อย่างไร อันนี้ที่เรากําลังพูดนี้คงเป็นเรื่องนโยบายประชานิยมเป็นสําคัญ แล้วที่โด่งดังกันมากก็คือ นโยบายจํานําข้าว ในเรื่องนโยบายจํานําข้าวนี้ท่านประธานก็คงจะทราบ ท่านเป็น นักเศรษฐศาสตร์ว่าในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ด้วยกันก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกันเลยว่านโยบาย อย่างจํานําข้าว วิญญูชน นักเศรษฐศาสตร์คิดว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือเปล่า เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัตินี้มันยากที่จะบอก ว่าอย่างนั้นดีกว่า เพราะฉะนั้นในที่สุดแล้ว เราอาจจะต้องปล่อยให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินหรือ ป.ป.ช. นี้เป็นผู้พิจารณาเอง แล้วก็ไป ฟ้องศาลปกครอง ศาลปกครองเองก็จะมีปัญหาวินิจฉัย เพราะว่าเราเขียนไว้อย่างนี้ ผมก็เลย เสนอว่าควรจะเปลี่ยนเสียใหม่ ผมคิดว่าเรื่องการใช้จ่ายในส่วนนี้ การใช้จ่ายเงินงบประมาณนี้ บอกไปเลยว่าที่คิดว่าก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างรุนแรงต่อความยั่งยืนทางการคลัง อันนี้เป็น ประเด็นที่สําคัญ ผมคิดว่าส่วนว่าความยั่งยืนการคลังเป็นอย่างไรนี้ไปอธิบายไว้ในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญได้ ยกตัวอย่างเช่น อย่างกรณีนี้ผลกระทบที่มีต่อหนี้สาธารณะ คิดเป็น เปอร์เซ็นต์หรือสัดส่วนของจีดีพีอะไรอย่างนี้นะครับ หรือการขาดดุลงบประมาณจะต้อง เท่านั้นเท่านี้อะไรต่ออะไรก็ว่าไป อันนี้ผมอยากจะเสนอแนะว่ามาตรา ๒๐๕ นี้ควรจะเปลี่ยน เสียใหม่ เดี๋ยววิญญูชนจะทะเลาะกันว่าตกลงว่าอย่างไรนะครับ
เรื่องถัดไปก็คงเป็นเรื่องที่ผมแจกเอกสารไปนี้นะครับก็คือรัฐสภา ที่ผมสนใจมาก ก็คือระบบการเลือกตั้งที่เราเรียกว่าเป็นระบบสัดส่วนผสมนะครับ เรียกย่อ ๆ ว่า เอ็มเอ็มพี ก็แล้วกันนะครับ ผมคิดว่าเจตนารมณ์เราน่าจะบอกไปเลยว่าจริง ๆ ส่วนดีของเอ็มเอ็มพี ที่เขาใช้กันหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกก็คือว่าอย่างที่อาจารย์บวรศักดิ์ได้อธิบายไว้แล้วนะครับ ประการแรกเลยมันทําให้จํานวน ส.ส. ของแต่ละพรรคมีสัดส่วนตามคะแนนนิยม อันนี้เป็น ประเด็นที่สําคัญเลย ในภาษาอังกฤษเขาเรียก พร็อพเพอชันเนอลิตี (Proportionality) มันเป็นพร็อพเพอชัน (Proportion) หรือเป็นสัดส่วนที่ตรงกันหรือใกล้เคียงกัน แต่อันที่ ๒ ก็คือว่ามันเปิดโอกาสให้มี ส.ส. จากพรรคการเมืองที่มีความหลากหลายมากขึ้น อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่สําคัญนะครับ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า ไดเวอร์ซิตี (Diversity) เพราะฉะนั้น พร็อพเพอชันเนอลิตีกับไดเวอร์ซิตีเป็นเรื่องที่สําคัญเพราะว่าเขาเชื่อว่ามันสะท้อนให้เห็นถึง ความต้องการของประชาชนได้ดีขึ้น ผมว่าจริง ๆ อันนี้ก็คือความดีของเอ็มเอ็มพี ส่วนที่มัน เกิดขึ้นมาก็คือว่ามันจะมีโอกาสให้เป็นรัฐบาลผสมมากขึ้น อันนี้ก็เป็นจริงนะครับ แล้วเดี๋ยว ผมจะชี้ให้ดูว่าในตารางนี้มันจะบอกว่าอย่างไรนะครับ แล้วก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเราอาจจะ เชื่อว่ารัฐบาลนี้มีเสถียรภาพน้อยลง ก็เป็นไปได้ แต่ถามว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพน้อยลงแล้วมัน ทําให้การเมืองมีเสถียรภาพน้อยลงหรือเปล่า ไม่จําเป็นนะครับ เพราะว่าถ้ารัฐบาลไม่ดีแล้ว มันมีศักยภาพน้อยลงมันก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ ที่เขาจะต้องไปเลือกตั้งใหม่อะไรต่ออะไร พวกนี้ แล้วในที่สุดมันก็อาจจะทําให้การเมืองในระยะยาวมีเสถียรภาพมากขึ้นก็ได้ ผมคิดว่า อันนี้เป็นประเด็นที่เราควรจะต้องอธิบายให้ชัดเจนนะครับ แต่อย่างไรเงื่อนไขก็คือว่า การเลือกตั้งนี้จะต้องสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และมีความ บริสุทธิ์ยุติธรรม อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญซึ่งไม่แน่ใจว่าระบบการเมืองไม่ว่าจะประเภทไหน ถ้ามันไม่มีเงื่อนไขประเภทนี้มันจะดีอย่างที่ว่าหรือเปล่า
ประเด็นถัดไปที่ผมอยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตก็คือว่าจํานวน ส.ส. ลดลง จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ ๕๐๐ ของเดิมนะครับ มาเป็น ๔๕๐ อันนี้ในเจตนารมณ์ไม่ได้อธิบายไว้ ชัดเจนนะครับ ผมฟังจากท่านเลิศรัตน์อธิบายเพียงแต่ว่า ส.ส. เขตก็ลดลงจาก ๓๗๕ แล้วก็ ไปเพิ่ม ส.ส. บัญชีรายชื่อขึ้นนะครับ แต่อันนั้นผมว่ามันน่าจะเป็นเหตุผลที่ดีกว่านี้นะครับ ความจริงถ้าไม่มีเหตุผลอันสมควรผมอยากเสนอว่าก็ให้ ส.ส. จํานวนรวมเท่า ๆ เดิม ประมาณ ๕๐๐ คน และอาจจะมีทั้ง ส.ส. เขต แล้วก็ ส.ส. บัญชีรายชื่อจํานวนเท่า ๆ กันก็ได้ ๒๕๐ คน กับ ๒๕๐ คน เพราะว่าในประเทศเยอรมันที่เราไปเอาแบบอย่างเขามาทั้ง ๒ ประเภทเขาก็ให้จํานวนเท่ากัน คืออย่างละประมาณ ๓๐๐ คน เพราะฉะนั้นถ้าไป เลียนแบบจากเขาแล้วถ้าคิดว่าดีผมคิดว่าก็ให้มันเท่ากันก็ได้
ประเด็นถัดไปก็คือเรื่องประเด็นบัญชีรายชื่อในการออกแบบในร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นโอเพน ลิสต์ ก็คือเป็นบัญชีที่ผู้ลงคะแนนต้องลงคะแนน ๓ ส่วนอย่างที่ได้อธิบายไว้แล้ว ส่วนแรกคือต้องเลือก ส.ส. เขต ส่วนที่ ๒ คือเลือกบัญชีรายชื่อว่าจะเอาพรรคไหนก่อน แล้วส่วนที่ ๓ คือเลือกบุคคลในบัญชีรายชื่อของพรรคนั้น แต่ว่าไม่ต้องเลือกก็ได้ส่วนที่ ๓ ผมเข้าใจว่าการออกแบบคือเวลาติก (Tick) ติก ๓ ติกใช่ไหมครับ แต่ติกที่ ๓ ไม่ต้องติกก็ได้ ไม่ต้องเลือกก็ได้ ผมมีข้อสังเกตว่าคนลงคะแนนต้องเลือกถึง ๓ ส่วนหรือ ๓ ขั้นตอน อันนี้อาจจะเพิ่มความสับสนแล้วก็เพิ่มโอกาสในการกาบัตรผิด แล้วก็กลายเป็นบัตรเสียไปเลย ยกตัวอย่างเช่นไปเลือกพรรค ก แต่ไปเลือกคนในบัญชีรายชื่อของพรรค ข อันนี้ผิดแน่นอน ถือว่าเป็นการกาผิด บัตรเสีย อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญพอสมควรนะครับ เพราะว่าผมไปศึกษาดู ในการเลือกตั้งปี ๒๕๕๔ ประเภทเดียวกันแบบบัญชีรายชื่อมีบัตรเสียถึง ๑.๗ ล้านใบจากที่มี การลงคะแนนกัน ๓๕ ล้านคน คิดเป็นเกือบ ๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด เพราะฉะนั้น ผมเกรงว่าการเปลี่ยนระบบจากบัญชีรายชื่อแบบโคลส์ ลิสต์ (Close list) ไปเป็นโอเพน ลิสต์ มันยิ่งทําให้บัตรเสียมีมากขึ้น มันอาจจะไม่ใช่แค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ มันอาจจะปาเข้าไปถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๘ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ ผมอยากจะให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ลองพิจารณาดูสิว่าโอเพน ลิสต์ จริง ๆ ในประการแรกก็คือว่ามันดีจริงหรือเปล่า ในทางปฏิบัติอาจจะสร้างความสับสน ให้คนลงคะแนน อันที่ ๒ ก็คือมันจะแก้ปัญหาประเภทที่ว่านายทุนพรรคถูกจัดให้อยู่ใน อันดับต้น ๆ ของบัญชีรายชื่อจริงหรือเปล่า
เรื่องประเด็นที่ ๓ ก็คือในตารางที่ผมได้แจกไป ๒ แผ่น คือผมได้ลองทดลอง คํานวณผลการเลือกตั้งของประเทศไทย โดยใช้ระบบเอ็มเอ็มพี แต่ว่านําเอาผลการลงคะแนน ในการเลือกตั้งทั่วไปปี ๒๕๕๔ เอามาประยุกต์ใช้กับเอ็มเอ็มพีที่ได้มีการออกแบบ โดยร่างรัฐธรรมนูญอันนี้ แต่ว่าผมมีการปรับเปลี่ยนจํานวน ส.ส. ทําเป็นที่เขาเรียก ซิแนริโอ (Scenario) หรือทางเลือกต่าง ๆ แล้วก็มีข้อจํากัดเรื่องโอเวอร์แฮง (Overhang) โอเวอร์แฮงท่านก็คงจะทราบนั่นก็คือจํานวนที่นั่งที่มันเกินมา ผลก็ปรากฏในตาราง ๒ ตารางนี้นะครับ ก็อยากจะชี้ให้ดูว่าบางอย่างก็จริง บางอย่างก็ไม่จริง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าการเลือกตั้ง มันจะเป็นไปตามการลงคะแนนในปี ๒๕๕๔ หรือเปล่า สมมุติว่าเป็นจริงอย่างที่ว่าตารางที่ ๑ มันชี้ให้เห็นว่าเอ็มเอ็มพีสามารถที่จะลดสัดส่วน ส.ส. ของพรรคใหญ่ที่สุดลงไปได้ อันนี้ไม่ต้อง เอ่ยชื่อพรรคไหนทุกคนก็ทราบดี พรรคขนาดกลางก็ถูกลดลงไปได้ แต่ว่ามีพรรคใหญ่ ลําดับที่ ๒ เพิ่มสัดส่วน ส.ส. ขึ้น แล้วก็มีพรรคเล็กส่วนใหญ่ก็เพิ่ม ส.ส. ขึ้น แต่ที่น่าสนใจ ก็คือว่ามันจะมีพรรคจิ๋วเพิ่มขึ้น จิ๋วในที่นี้คือเล็กมากก็คือมี ๑ ที่นั่ง ปรากฏว่าในหลาย ๆ ซิแนริโอมีมากถึง ๑๐ พรรค แต่ที่น่าสนใจคือมีพรรคหนึ่งสามารถที่จะเพิ่ม ส.ส. จาก ๔ คน เป็นถึง ๑๔ คน ๑๕ คนได้ อันนี้คือพรรคจีนะครับ ก็ลองไปค้นดูก็แล้วกันเป็นพรรคอะไร นะครับ เพราะฉะนั้นข้อสังเกตก็คือว่าพรรคที่ได้ประโยชน์จากเอ็มเอ็มพีก็คือ พรรคที่มีเปอร์เซ็นต์คะแนนบัญชีรายชื่อมากกว่าเปอร์เซ็นต์จํานวน ส.ส. ทั้งหมดในการ เลือกตั้ง ปี ๒๕๕๔ ก็อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ชี้ให้ดูอยู่เสมอก็คือพรรคประเภทที่ว่า ส.ส. คะแนนบัญชีรายชื่อได้เปอร์เซ็นต์แค่ ๔๘ แต่ว่าจํานวน ส.ส. ได้ถึง ๕๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นพรรคนี้ก็จะโดนลดจํานวนลงมาโดยสัดส่วน เพราะฉะนั้นในภาพรวมผมคิดว่า ถูกต้องที่ว่าอิทธิพลของพรรคใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคใหญ่ที่สุดอาจจะลดลงในการใช้ ระบบใหม่อันนี้ แต่สังเกตดูว่ารัฐบาลผสมที่ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองกลุ่มเดิม ในชุดรัฐบาลเดิม รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ก็ยังมีเสียงส่วนใหญ่อยู่แต่สัดส่วนลดลง จาก ๖๐ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็น่าสนใจเพราะฉะนั้นสรุปได้ว่าเอ็มเอ็มพี รัฐบาลผสมก็จะมีความเข้มแข็งน้อยลง แต่ว่ามันจะเกิดพรรคจิ๋ว ๆ เกิดขึ้นมาก คําถาม ก็คือว่าพรรคจิ๋ว ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมากดีไหม ก็เป็นประเด็นที่น่าศึกษา ถัดไปนี่ผมลองทดลอง ดูว่าถ้าเราสมมุติว่าให้พรรคการเมืองมีความฉลาดเฉลียวพอที่จะหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์บางอย่างได้ ก็ใช้วิธีที่เขาเรียกว่าสปลิท โหวต (Split vote) หรือว่าสแทรททิจิก โหวต (Strategic vote) ซึ่งพยายามทําเสียงตัวเองกับพรรคที่เป็นพันธมิตร หรือพรรคที่จะเรียกว่าพรรคจัดตั้ง หรือพรรคนอมินี (Nominee) ให้มีเสียงรวมกันสูง ๆ ตัวอย่างก็อยู่ในตารางที่ ๒ ถ้าท่านจะดู ผมสมมุติให้พรรคเอ (A) ไปจัดตั้งพรรค (L) ตัวแอลนะครับ แล้วก็จัดแบ่งคะแนนของ พรรคตนให้ไปลงเสียงให้กับพรรคแอลในการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต เพราะว่าพรรคเอ ไม่ต้องการ ส.ส. แบบแบ่งเขตเยอะหรอก เพราะว่าบัญชีรายชื่อนี่เรียกว่าได้การันตี หรือประกันแล้วว่าเขาจะได้จํานวนเท่าไร เพราะฉะนั้นก็จะมีวิธีการแบ่งเสียงไปให้ พรรคแอลซึ่งเป็นพรรคนอมินี เพราะฉะนั้นพรรคเอก็จะมีเสียงในบัญชีรายชื่อเท่าเดิม แล้วก็ จะมีที่นั่งรวมเท่าเดิมคือในกรณีนี้ก็ประมาณ ๒๑๘ บ้าง ๒๔๒ บ้างนะครับ ส่วนพรรคแอล จะได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นโดยไม่จําเป็นต้องได้เสียงจากบัญชีรายชื่อเลยหรืออาจจะได้บ้าง แต่ว่าไม่ต้องมาก เพราะฉะนั้นพรรคแอลก็จะได้สิ่งที่เขาเรียกว่าโอเวอร์แฮง ซีท (Overhang seat) จํานวน ๒๐ ที่นั่ง สมมุติให้ได้ ๒๐ ที่นั่งซึ่งเป็นไปได้ เพราะว่าถ้าพรรคเอ เขาสามารถที่จะ จัดตั้งได้แล้วก็บอกคนที่ลงเสียงได้ บอกว่าให้ไปลงเสียงให้กับพรรคแอล เพราะฉะนั้นพรรคเอ กับพรรคแอลก็จะมีที่นั่งรวมกันใกล้เคียงกับครึ่งหนึ่งของเสียงทั้งหมด อันนี้ก็เป็นประเด็น ที่น่าสนใจว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้ จริง ๆ แล้วพรรคที่เป็นพรรคใหญ่ขนาดที่ ๒ คือพรรคบี ก็สามารถที่จะทําลักษณะเดียวกันได้นะครับ เพราะฉะนั้นคําถามคือว่าพฤติกรรมแบบนี้ มันจะกลายเป็นปัญหาไหม ผมคิดว่าน่าจะเป็นปัญหานะครับ เพราะว่ามันเป็นการหลีกเลี่ยง วัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของระบบเอ็มเอ็มพี เพราะฉะนั้นผมว่าหลายประเทศเขาก็ทราบเรื่องนี้ เพราะเขามีประสบการณ์มาก่อน แล้วก็มีวิธีการป้องกันปัญหานี้ ประเทศเยอรมันมีวิธีการ แก้ปัญหานี้โดยมีวิธีการเพิ่มที่นั่งขึ้นมา เพื่อที่จะใช้เป็นเขาเรียกว่าบาลานซ์ ซีท (Balance seat) ก็คือเป็นจํานวนที่นั่งที่จะไปทําให้สัดส่วนมันใกล้เคียงกับคะแนนในบัญชีรายชื่อมากขึ้น อันนี้ก็น่าสนใจ เพราะว่าอะไร เพราะว่าจากการที่ได้มีการอธิบายเข้าใจว่าจะเป็นท่านเลิศรัตน์ ได้อธิบายบอกว่ามาตรา ๑๑๒ ที่กําหนดไว้ว่าให้ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อในภาคใด ก็จะต้องส่งสมัครแบบแบ่งเขตในภาคนั้นจํานวนไม่น้อยกว่า จริง ๆ แล้วมาตรานี้ไม่ได้ช่วย เพราะจริง ๆ พรรคแอลเขาไม่ต้องการบัญชีรายชื่อเขาต้องการ ส.ส. แบบแบ่งเขตมากกว่า เพราะฉะนั้นอันนี้มันจะไม่ป้องกันกรณีนี้ หรือแม้กระทั่งกรณีที่ห้ามไปยุบหรือรวมพรรค หลังจากมีการเลือกตั้งแล้ว ผมว่าถ้าเป็นพรรคนอมินีจริง ๆ ไม่ต้องยุบ ไม่ต้องรวมก็ได้ เพราะมันสั่งได้อยู่แล้วอันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ ผมคิดว่าอย่างไรก็ตามผมก็คิดว่าน่าจะลอง พิจารณาดูว่าวิธีการที่จะไม่ให้พรรคการเมืองมีพฤติกรรมลักษณะนี้ มันเป็นสิ่งที่จะต้อง พิจารณา ก็อย่างที่ผมบอก ถ้าเยอรมันเขาใช้ในลักษณะของการเพิ่มจํานวนที่นั่งเป็นบาลานซ์ ซีท ของเราก็น่าจะมีการพิจารณาทํานะครับ
ประเด็นสุดท้ายเลยที่ผมจะพูดก็คือว่าระบบเอ็มเอ็มพีมันทําให้เกิดพรรคจิ๋ว ขึ้นมามาก มากเกินไปหรือเปล่า อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญนะครับ เลือกตั้งแต่ละครั้งมีมากถึง ๑๐ พรรคที่มีแค่ ๑ ที่นั่งเท่านั้นเอง อันนี้ก็น่าจะลองพิจารณาว่าเราควรจะมีการกําหนด หรือเปล่าว่าให้มีการกําหนดคะแนนขั้นต่ําสําหรับพรรคที่สามารถที่จะมีที่นั่งในสภาได้ อันนี้ก็เช่นเดียวกัน เยอรมันก็มี หลายประเทศก็มี เช่นกําหนดว่าขั้นต่ํา ๕ เปอร์เซ็นต์ของ คะแนนบัญชีรายชื่ออย่างนี้เป็นต้นนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าอาจจะลงเทคนิค นิดหน่อย แต่ผมก็เชื่อว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณา ได้ศึกษากันมา อย่างรอบคอบแล้ว ก็ถือว่าเป็นข้อเสนอให้พิจารณาต่อก็แล้วกันนะครับ เพราะว่าเรายังมี เวลานะครับว่าประการแรกเลย เราควรจะมีการป้องกันวิธีการที่เขาเรียกว่าสปลิท โหวต ได้หรือไม่ และอันที่ ๒ ก็คือเรื่องของจํานวนพรรคที่เล็กมากแล้วก็อาจจะมีจํานวนมากครับ ขอบคุณครับท่านประธาน
ขอบคุณ ตกลง อาจารย์ไม่ได้เหลือเวลาเลย
ครับ
เชิญคุณมนูญ ศิริวรรณ ครับ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม มนูญ ศิริวรรณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เนื่องจากกระผมก็ไม่แน่ใจว่าวันนี้จะเป็น ผู้อภิปรายท่านสุดท้ายหรือไม่นะครับ แต่เนื่องจากเวลาก็ได้ล่วงเลยไปมากแล้ว แล้วก็ได้มี ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปเป็นจํานวนมาก ประเด็นที่ผมอภิปรายอาจจะมีความซ้ําซ้อน เพราะฉะนั้นจึงได้พยายามจะรวบรัดอภิปรายให้มากที่สุด ให้สั้นที่สุดนะครับ ไม่ใช่มากที่สุดครับ แต่ถ้าอย่างไรก็ตาม ถ้าเวลาอาจจะเกิน ๑๐ นาทีไปบ้างก็ขออนุญาตใช้ในส่วนที่ ๒ นะครับ
ก่อนอื่นกระผมอยากจะขอเรียนฝากผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ขอแสดงความชื่นชมแล้วก็ขอบคุณนะครับที่ได้ใช้เวลาและได้ทุ่มเท กําลังใจและทางด้านของกําลังกาย และความเสียสละในการพยายามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วยความอุตสาหะเพื่อที่จะให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งเท่าที่เราเคยมีมานะครับ จากการที่ติดตามการทํางานของคณะกรรมาธิการแล้วก็รับฟังการชี้แจงของคณะกรรมาธิการ ตลอดจนการที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้มาชี้แจงเพิ่มเติมเมื่อเย็นวันนี้ก็ทําให้เรา รับทราบว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีเจตนาสําคัญก็คือต้องการที่จะแก้ไขปัญหาการติด ล็อกทางการเมืองนะครับ ซึ่งได้ก่อให้เกิดปัญหาการแตกแยกและปัญหาความเลวร้าย ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจนทําให้ประเทศชาติเราประสบปัญหามาตลอดเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวนั้นก็ยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่มีอยู่ในทุกวันนี้จนกระทั่ง คณะกรรมาธิการต้องออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่ออุดช่องโหว่แล้วก็พยายามที่จะหาทาง แก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต โดยการที่จะพยายามออกแบบกลไกต่าง ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมาแล้วก็สร้างองค์กรใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาไม่ให้ กลับมาซ้ํารอยเดิมนะครับ อย่างไรก็ตามการออกแบบองค์กรใหม่ ๆ เหล่านี้ผมคิดว่ามันก็เป็น เจตนาที่ดีที่ต้องการที่จะแก้ไขปัญหา แต่อย่างไรก็ตามเรื่องของการที่จะดําเนินการที่จะ ออกแบบองค์กรใหม่ ๆ ตลอดจนกระบวนการในการตรวจสอบเพื่อที่จะให้การเมือง ภาคประชาชนหรือภาคพลเมืองนั้นมีความเข็มแข็งในการที่จะไปถ่วงดุลแล้วก็ตรวจสอบ การเมืองภาคสถาบันนั้นนะครับ ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดําเนินการไปด้วยความรอบคอบ และต้องเป็นการดําเนินการอย่างที่มีความสมดุลและมีความพอดี แล้วก็ต้องเคารพหลักการ ของประชาธิปไตยที่กําหนดให้ประชาชนนั้นต้องเป็นใหญ่แล้วก็ต้องเป็นผู้ที่กําหนดอนาคต ของตนเองด้วยนะครับ การที่เราไปกําหนดองค์กรใหม่ ๆ ขึ้นมาตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เพื่อตรวจสอบการ ทํางานของภาครัฐแล้วก็อํานาจของนักการเมือง แม้จะเป็นเรื่องที่จําเป็นนะครับ แต่สิ่งที่ น่าเป็นห่วงก็คือถ้าเราร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์หรือไปเน้นหนัก แต่ในเรื่อง ของการตรวจสอบแล้วก็การคานอํานาจ ถ่วงดุลแต่ทางด้านของฝ่ายบริหารแล้วก็นักการเมือง แต่เพียงอย่างเดียว เราก็จะต้องสูญเสียเรื่องของเสถียรภาพของรัฐบาลแล้วก็ประสิทธิภาพ ในการบริหารงานไปนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องคํานึงถึงด้วย เช่นเดียวกัน เพราะว่าอย่างที่ทราบกันดีนะครับว่าเราคงจะไม่สามารถพัฒนาประเทศชาติได้ ภายใต้ของการบริหารของรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพหรืออ่อนแอนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเรา ไม่สร้างให้เกิดความสมดุลในเรื่องขององค์กรใหม่ ๆ แล้วก็กระบวนการตรวจสอบที่บัญญัติ ขึ้นมาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ โดยหวังว่าจะให้เป็นจุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นแทนที่การไปสร้างองค์กรใหม่ ๆ แล้วก็กระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น โดยไม่ให้เกิดความสมดุลขึ้นนะครับ จุดแข็งตรงนี้ก็อาจจะกลายเป็นจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็เป็นไปได้นะครับ ตรงนี้ก็เป็นข้อห่วงใยประการแรกนะครับที่ผมอยากจะเรียนฝากไว้ กับทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ส่วนในข้อที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนที่ผมได้ยื่นขออภิปรายเอาไว้ในวันนี้ก็คือในส่วนของ ผู้นําทางการเมืองที่ดีในภาค ๒ ซึ่งได้กําหนดเอาไว้ในเรื่องของการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา ในหมวด ๓ ส่วนที่ ๓ มาตรา ๑๒๑ ซึ่งในมาตรานี้ได้กําหนดเอาไว้ว่าที่มาของสมาชิกวุฒิสภา นั้นมีที่มาจาก ๕ ประเภทด้วยกันนะครับ มาทั้งจากการเลือกกันเอง การสรรหาแล้วก็ การเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งนั้นถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนก็จริง แต่ว่า กระบวนการเลือกตั้งนั้นก็จะต้องผ่านการคัดกรองจากทางคณะกรรมการกลั่นกรองก่อน ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีเจตนาดีอย่างไรก็ตาม เราก็ต้องยอมรับว่าการที่มีกระบวนการคัดกรอง โดยผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองนั้นก็ต้องยอมรับว่ามันก็ไม่ได้เป็นไปตามหลักการของ ประชาธิปไตยโดยแท้จริงนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้ นะครับว่าถ้าเราเคารพเสียงของประชาชนนี้ แล้วเราบอกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นโดยยึด หลักการของการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่นะครับ คําถามก็คือว่าเหตุใดสมาชิกวุฒิสภาที่มา จากการเลือกตั้งโดยตรงจึงมีจํานวนน้อยกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากวิธีการอื่นรวมกัน นะครับ ซึ่งจากการที่เราได้อ่านดูจากมาตรานี้นี่นะครับ เราก็จะพบว่าสมาชิกที่มาจาก ประเภท ๑ ถึง ๔ ที่เป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกกันเองแล้วก็จากการสรรหานี้นะครับ มีจํานวนรวมกันถึง ๑๒๓ คน หรือประมาณ ๖๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สมาชิกประเภทที่ ๕ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งนั้นมีเพียง ๗๗ คนหรือ ๓๘.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นนะครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็น เรื่องที่เราควรที่จะต้องพิจารณากันนะครับว่าเราสามารถที่จะทบทวนให้สมาชิกที่มาจากการ เลือกตั้งโดยตรงนั้นเป็นเสียงข้างมากของวุฒิสภาได้หรือไม่นะครับ นอกจากนั้นสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้นก็ยังต้องผ่านกระบวนการคัดกรองจากคณะกรรมการ กลั่นกรองอีกนะครับ ซึ่งก็เป็นการผ่านการกลั่นกรองตามที่เราได้กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งบอกว่าต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิแล้วก็คุณธรรมในด้านต่าง ๆ ตามที่กําหนดไว้ ซึ่งตรงนี้ในเมื่อ เรากําหนดไว้อย่างนั้นแล้วก็มีคณะกรรมการคัดกรองเป็นผู้ที่คัดเลือกให้ประชาชนได้เป็น ผู้ที่ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเราย่อมต้องมั่นใจได้ว่าวุฒิสมาชิกที่มาจากการ เลือกตั้งโดยประชาชนนั้น น่าจะเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสําหรับการที่เข้ามาเป็น วุฒิสมาชิกตามความต้องการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่เราจะ ไปห่วงใยหรือไปกีดกันสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่ให้เป็นเสียงข้างมาก ในวุฒิสภา ดังนั้นผมจึงใคร่ขอเสนอคณะกรรมาธิการยกร่างนะครับให้ได้โปรดทบทวน จํานวนสมาชิกวุฒิสภาจากเดิมที่กําหนดไว้ว่าไม่เกิน ๒๐๐ คน ให้ลดลงเหลือเพียงไม่เกิน ๑๕๐ คน ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งนี้โดยให้ลดสัดส่วนของสมาชิกวุฒิสภาประเภทที่ ๑ ถึงประเภทที่ ๔ ลงเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนี้นะครับ โดยประชาชนได้มี สัดส่วนเป็นเสียงข้างมากในสภาเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าเราต้องการสร้างพลเมือง ให้เป็นใหญ่ตามที่ทางคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงเอาไว้ในเบื้องต้น
สุดท้ายนี้กระผมมีความเชื่อว่าความมุ่งหวังของคณะกรรมาธิการที่ต้องการ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศนั้น จะประสบ ความสําเร็จอย่างแน่นอนนะครับถ้าเพียงแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะได้รับ ฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้นะครับ แล้วก็นําไปปรับใช้ตามที่ทาง คณะกรรมาธิการจะเห็นสมควรครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณนะครับ เราใช้เวลามากพอสมควร จอเริ่มดําแล้ว แล้วจอเล็ก ๆ ก็ทยอยไล่ดําไปเรียบร้อย เป็นสัญญาณว่าน่าจะพอสําหรับวันนี้นะครับ เข้าใจว่าทางกรรมาธิการจะขอสั้น ๆ ใช่ไหมครับ พลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ เชิญครับ
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ กระผม พลเอก ยอดยุทธ บุญญาธิการ เป็นสมาชิก สนช. และเป็นคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ผมต้องขอเรียนให้ท่านทราบว่า คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นเราได้ตั้งปฏิญาณไว้แล้วว่าเราจะทํางานเพื่อประเทศชาติ ด้วยความสุจริต ด้วยความซื่อสัตย์ แล้วก็เป็นกลาง แล้วก็เพื่อผลประโยชน์ของประเทศชาติ อย่างแท้จริง ข้อเสนอของบรรดาท่านทั้งหลายที่ได้นําเสนอให้กับกรรมาธิการในวันนี้ผมคิดว่า เป็นข้อเสนอที่เป็นประโยชน์แล้วก็บางเรื่องเป็นข้อเสนอที่คิดว่าคณะกรรมาธิการคงจะต้อง นําไปพิจารณาเพราะว่ายังมีขั้นตอนที่จะดําเนินการอีกหลายขั้นตอนนะครับ หลาย ๆ เรื่องที่ ท่านได้นําเสนอผมคิดว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องของนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐซึ่งอันนี้ก็มีข้อมูลที่ดีมาก กรรมาธิการเองก็ได้พยายามที่จะนําแนวทางโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติ มาเป็นแนวทาง ซึ่งเราได้มีการพูดคุยกันหลายครั้ง แล้วก็ตรงกับแนวคิดที่ท่านได้นําเสนอ อันนี้ก็คิดว่าเป็นแนวทางที่เราจะต้องนําไปพิจารณา ในเรื่องของระบบรัฐสภาไม่ว่าจะเป็น ที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่มาของ ส.ส. ที่มาของวุฒิสภา เรื่องนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีแนวคิด หลากหลายแล้วก็ได้มีการพิจารณาว่าเราจะต้องออกแบบให้เหมาะสมกับบริบทของ สังคมไทย บริบทที่แท้จริงของการเมืองไทย โดยนําข้อเท็จจริงต่าง ๆ ในอดีตที่ผ่านมาเป็น ส่วนประกอบ เราได้มีการนํารัฐธรรมนูญในปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ มาประกอบการพิจารณา รวมทั้งแนวทางที่ท่านทั้งหลายได้ชี้ให้เห็นถึงปัญหาหรือว่าช่องว่างที่อาจจะเกิดขึ้น อันนี้ผมคิดว่า เป็นแนวคิดที่หลากหลาย เรายอมรับว่ากรรมาธิการเองก็ได้พยายามออกแบบให้ดีที่สุด โดยยึดถือประโยชน์ของประเทศชาติเป็นหลัก อย่างไรก็ตามแนวทางที่ท่านได้นําเสนอผมคิด ว่าหลายท่านมีประสบการณ์แล้วก็มีแนวคิดที่ดีที่ควรจะต้องนําไปประกอบการพิจารณา อีกครั้งหนึ่ง เรายังมีอีกหลายขั้นตอนที่จะดําเนินการไม่ใช่ว่ารัฐธรรมนูญที่เราร่างมาขณะนี้ จะเป็นข้อยุติ หลังจากนี้เราคงจะต้องนําแนวทางที่ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติจะทํา ข้อเสนอขึ้นไป รวมทั้งข้อเสนอที่เราจะได้จากอีกหลาย ๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นทาง คสช. ครม. ประชาชนหรือแม้แต่ สนช. ซึ่งขณะนี้ก็มีหลายฝ่ายได้ส่งข้อมูล รวมทั้งองค์กรต่าง ๆ ที่ได้ นําเสนอข้อมูล ทั้งหลายนั้นคณะกรรมาธิการเราได้ประชุมปรึกษาหารือกันแล้วว่าเรายินดี น้อมรับทุกข้อเสนอ อย่างไรก็ตามจะต้องนํามาวิเคราะห์กลั่นกรองแล้วก็อาศัยประสบการณ์ ที่เรามี รวมทั้งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นมาวิเคราะห์เพื่อตัดสินใจในการที่จะปรับปรุงแก้ไข เพื่อให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นรัฐธรรมนูญที่คิดว่าอาจจะไม่ดีที่สุด แต่เราพยายามที่จะทําให้ดี ที่สุดตามความตั้งใจที่ประชาชนชาวไทยได้คาดหวัง แล้วก็เพื่อแก้ปัญหาวิกฤติของชาติให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหลาย ๆ เรื่องที่เราพิจารณาในเรื่องของข้อเท็จจริงบริบทของสังคม ไม่ว่าในเรื่องของการปฏิรูปหรือเรื่องของความปรองดองที่เราต้องการที่จะเห็นประเทศชาติ ก้าวเดินหน้าไปให้ได้ข้อมูลทั้งหลายที่เราได้รับในวันนี้ถึงแม้ว่าจะใช้เวลาค่อนข้างจะมาก แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเองก็ได้พยายามอธิบายถึงเจตนารมณ์บางเรื่อง ที่อาจจะเห็นไม่ตรงกันหรือว่าเป็นแนวทางที่ทําให้เป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็นซึ่งกัน และกัน ผมคิดว่านี่คือส่วนที่ดีที่เรามีโอกาสมาร่วมกันในการที่แลกเปลี่ยนข้อมูล ข้อคิดเห็น นะครับ หลังจากนี้ก็คงจะมีอีกหลาย ๆ หมวด หลาย ๆ เรื่องที่เราจะต้องนํามาพิจารณา ในวันนี้ผมคิดว่าก็เป็นโอกาสดีแล้วก็เราได้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ค่อนข้างจะมาก โดยเฉพาะในหมวดนี้ในภาคนี้เป็นเรื่องที่สําคัญ ในเรื่องของผู้นําทางการเมือง ในเรื่องของ นโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในเรื่องของรัฐสภา ที่มาของนายกรัฐมนตรี ที่มาของ ส.ส. แล้วก็ที่มา ของวุฒิสภา ก็ต้องขอขอบคุณบรรดาสมาชิกสภาปฏิรูปทุกท่าน รวมทั้งหลาย ๆ ฝ่าย ไม่ว่าจะ เป็นทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญเองก็ได้พยายามตั้งใจที่จะนําข้อมูลไปวิเคราะห์ แล้วก็นําไปใช้ประโยชน์ ก็ต้องขอขอบคุณทุกท่านแล้วก็หวังว่าคงจะได้รับความกรุณาจาก ท่านอีกหลังจากนี้ในการที่จะทําข้อเสนอแล้วก็คิดว่าเมื่อได้รับข้อเสนอที่ดีเพื่อนําไปปรับปรุง แล้ว ท้ายที่สุดสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งนี้จะเป็นสภาที่สําคัญในการที่จะกลั่นกรองและในการที่ จะให้ความเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าจะนําไปใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ ในท้ายที่สุดได้หรือไม่ อันนี้ก็เป็นสิ่งสําคัญ ผมต้องขอขอบคุณในนามของคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญทุกคนต่อท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านไว้ ณ ที่นี้ครับ ขอบคุณครับ
ขอบคุณนะครับ จอเมื่อกี้มันขาวดําตอนนี้มันเริ่มจะดําอย่างเดียวครับ ผมขอถือโอกาสนี้ขอบคุณ ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านนะครับ ขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติด้วย ขอนัดประชุมพิจารณาต่อในวันพรุ่งนี้โดยเริ่มจากคุณเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ ในหมวดนี้ต่อ เวลา ๑๔.๐๐ นาฬิกา กรุณาอย่ามาแต่เช้า แต่ว่ามีของฝากเพราะว่าพรุ่งนี้เวลา ๐๙.๐๐ นาฬิกา จะมีประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ใช้ห้องประชุมนี้ด้วยดังนั้นขอให้ท่านสมาชิกเก็บเอกสาร ส่วนตัวของท่านกลับไปด้วย เอกสารประกอบการพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญนั้น ไม่เป็นอะไรเจ้าหน้าที่จะรวมไว้ให้แล้วจัดวางไว้ที่เดิม ของส่วนตัวนะครับ กรุณาเอาไปนะครับ แล้วพรุ่งนี้ ๑๔.๐๐ นาฬิกา ขอปิดประชุมครับ