มนูญ ศิริวรรณ เสนอการอภิปรายที่สั้นและรวบรัด เนื่องจากเวลามีจำกัด โดยแสดงความชื่นชมคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่มีความอุตสาหะในการร่างรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุด และแสดงความกังวลเกี่ยวกับการออกแบบองค์กรใหม่ ๆ และกระบวนการตรวจสอบที่อาจทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพและประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการลดจำนวนสมาชิกวุฒิสภาให้เหลือไม่เกิน 150 คน เพื่อให้สัดส่วนของสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้งประชาชนมีเสียงข้างมาก และเสนอความคิดเห็นในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดของประเทศ โดยขอให้คณะกรรมาธิการฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ กระผม มนูญ ศิริวรรณ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เนื่องจากกระผมก็ไม่แน่ใจว่าวันนี้จะเป็น ผู้อภิปรายท่านสุดท้ายหรือไม่นะครับ แต่เนื่องจากเวลาก็ได้ล่วงเลยไปมากแล้ว แล้วก็ได้มี ท่านสมาชิกได้อภิปรายไปเป็นจํานวนมาก ประเด็นที่ผมอภิปรายอาจจะมีความซ้ําซ้อน เพราะฉะนั้นจึงได้พยายามจะรวบรัดอภิปรายให้มากที่สุด ให้สั้นที่สุดนะครับ ไม่ใช่มากที่สุดครับ แต่ถ้าอย่างไรก็ตาม ถ้าเวลาอาจจะเกิน ๑๐ นาทีไปบ้างก็ขออนุญาตใช้ในส่วนที่ ๒ นะครับ
ก่อนอื่นกระผมอยากจะขอเรียนฝากผ่านท่านประธานไปยังคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ขอแสดงความชื่นชมแล้วก็ขอบคุณนะครับที่ได้ใช้เวลาและได้ทุ่มเท กําลังใจและทางด้านของกําลังกาย และความเสียสละในการพยายามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ด้วยความอุตสาหะเพื่อที่จะให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งเท่าที่เราเคยมีมานะครับ จากการที่ติดตามการทํางานของคณะกรรมาธิการแล้วก็รับฟังการชี้แจงของคณะกรรมาธิการ ตลอดจนการที่ท่านประธานคณะกรรมาธิการได้มาชี้แจงเพิ่มเติมเมื่อเย็นวันนี้ก็ทําให้เรา รับทราบว่าการร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็มีเจตนาสําคัญก็คือต้องการที่จะแก้ไขปัญหาการติด ล็อกทางการเมืองนะครับ ซึ่งได้ก่อให้เกิดปัญหาการแตกแยกและปัญหาความเลวร้าย ทางการเมืองที่เกิดขึ้นจนทําให้ประเทศชาติเราประสบปัญหามาตลอดเวลา ๑๐ ปีที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามปัญหาดังกล่าวนั้นก็ยังคงเป็นประเด็นปัญหาที่มีอยู่ในทุกวันนี้จนกระทั่ง คณะกรรมาธิการต้องออกแบบรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพื่ออุดช่องโหว่แล้วก็พยายามที่จะหาทาง แก้ไขไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในอนาคต โดยการที่จะพยายามออกแบบกลไกต่าง ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมาแล้วก็สร้างองค์กรใหม่ ๆ ขึ้นมาเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาไม่ให้ กลับมาซ้ํารอยเดิมนะครับ อย่างไรก็ตามการออกแบบองค์กรใหม่ ๆ เหล่านี้ผมคิดว่ามันก็เป็น เจตนาที่ดีที่ต้องการที่จะแก้ไขปัญหา แต่อย่างไรก็ตามเรื่องของการที่จะดําเนินการที่จะ ออกแบบองค์กรใหม่ ๆ ตลอดจนกระบวนการในการตรวจสอบเพื่อที่จะให้การเมือง ภาคประชาชนหรือภาคพลเมืองนั้นมีความเข็มแข็งในการที่จะไปถ่วงดุลแล้วก็ตรวจสอบ การเมืองภาคสถาบันนั้นนะครับ ก็จําเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องดําเนินการไปด้วยความรอบคอบ และต้องเป็นการดําเนินการอย่างที่มีความสมดุลและมีความพอดี แล้วก็ต้องเคารพหลักการ ของประชาธิปไตยที่กําหนดให้ประชาชนนั้นต้องเป็นใหญ่แล้วก็ต้องเป็นผู้ที่กําหนดอนาคต ของตนเองด้วยนะครับ การที่เราไปกําหนดองค์กรใหม่ ๆ ขึ้นมาตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ เพื่อตรวจสอบการ ทํางานของภาครัฐแล้วก็อํานาจของนักการเมือง แม้จะเป็นเรื่องที่จําเป็นนะครับ แต่สิ่งที่ น่าเป็นห่วงก็คือถ้าเราร่างรัฐธรรมนูญขึ้นมาโดยมีวัตถุประสงค์หรือไปเน้นหนัก แต่ในเรื่อง ของการตรวจสอบแล้วก็การคานอํานาจ ถ่วงดุลแต่ทางด้านของฝ่ายบริหารแล้วก็นักการเมือง แต่เพียงอย่างเดียว เราก็จะต้องสูญเสียเรื่องของเสถียรภาพของรัฐบาลแล้วก็ประสิทธิภาพ ในการบริหารงานไปนะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราจะต้องคํานึงถึงด้วย เช่นเดียวกัน เพราะว่าอย่างที่ทราบกันดีนะครับว่าเราคงจะไม่สามารถพัฒนาประเทศชาติได้ ภายใต้ของการบริหารของรัฐบาลที่ไม่มีเสถียรภาพหรืออ่อนแอนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเรา ไม่สร้างให้เกิดความสมดุลในเรื่องขององค์กรใหม่ ๆ แล้วก็กระบวนการตรวจสอบที่บัญญัติ ขึ้นมาในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ โดยหวังว่าจะให้เป็นจุดแข็งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นแทนที่การไปสร้างองค์กรใหม่ ๆ แล้วก็กระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้นขึ้น โดยไม่ให้เกิดความสมดุลขึ้นนะครับ จุดแข็งตรงนี้ก็อาจจะกลายเป็นจุดอ่อนของรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ก็เป็นไปได้นะครับ ตรงนี้ก็เป็นข้อห่วงใยประการแรกนะครับที่ผมอยากจะเรียนฝากไว้ กับทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ
ส่วนในข้อที่ ๒ ซึ่งเป็นส่วนที่ผมได้ยื่นขออภิปรายเอาไว้ในวันนี้ก็คือในส่วนของ ผู้นําทางการเมืองที่ดีในภาค ๒ ซึ่งได้กําหนดเอาไว้ในเรื่องของการได้มาของสมาชิกวุฒิสภา ในหมวด ๓ ส่วนที่ ๓ มาตรา ๑๒๑ ซึ่งในมาตรานี้ได้กําหนดเอาไว้ว่าที่มาของสมาชิกวุฒิสภา นั้นมีที่มาจาก ๕ ประเภทด้วยกันนะครับ มาทั้งจากการเลือกกันเอง การสรรหาแล้วก็ การเลือกตั้ง ซึ่งการเลือกตั้งนั้นถึงแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนก็จริง แต่ว่า กระบวนการเลือกตั้งนั้นก็จะต้องผ่านการคัดกรองจากทางคณะกรรมการกลั่นกรองก่อน ซึ่งถึงแม้ว่าจะมีเจตนาดีอย่างไรก็ตาม เราก็ต้องยอมรับว่าการที่มีกระบวนการคัดกรอง โดยผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองนั้นก็ต้องยอมรับว่ามันก็ไม่ได้เป็นไปตามหลักการของ ประชาธิปไตยโดยแท้จริงนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่อยากจะตั้งข้อสังเกตไว้ นะครับว่าถ้าเราเคารพเสียงของประชาชนนี้ แล้วเราบอกรัฐธรรมนูญฉบับนี้ร่างขึ้นโดยยึด หลักการของการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่นะครับ คําถามก็คือว่าเหตุใดสมาชิกวุฒิสภาที่มา จากการเลือกตั้งโดยตรงจึงมีจํานวนน้อยกว่าสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากวิธีการอื่นรวมกัน นะครับ ซึ่งจากการที่เราได้อ่านดูจากมาตรานี้นี่นะครับ เราก็จะพบว่าสมาชิกที่มาจาก ประเภท ๑ ถึง ๔ ที่เป็นสมาชิกที่มาจากการเลือกกันเองแล้วก็จากการสรรหานี้นะครับ มีจํานวนรวมกันถึง ๑๒๓ คน หรือประมาณ ๖๑.๕ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่สมาชิกประเภทที่ ๕ ซึ่งมาจากการเลือกตั้งนั้นมีเพียง ๗๗ คนหรือ ๓๘.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นนะครับ ซึ่งตรงนี้ก็เป็น เรื่องที่เราควรที่จะต้องพิจารณากันนะครับว่าเราสามารถที่จะทบทวนให้สมาชิกที่มาจากการ เลือกตั้งโดยตรงนั้นเป็นเสียงข้างมากของวุฒิสภาได้หรือไม่นะครับ นอกจากนั้นสมาชิก วุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนั้นก็ยังต้องผ่านกระบวนการคัดกรองจากคณะกรรมการ กลั่นกรองอีกนะครับ ซึ่งก็เป็นการผ่านการกลั่นกรองตามที่เราได้กําหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ ซึ่งบอกว่าต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิแล้วก็คุณธรรมในด้านต่าง ๆ ตามที่กําหนดไว้ ซึ่งตรงนี้ในเมื่อ เรากําหนดไว้อย่างนั้นแล้วก็มีคณะกรรมการคัดกรองเป็นผู้ที่คัดเลือกให้ประชาชนได้เป็น ผู้ที่ออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นเราย่อมต้องมั่นใจได้ว่าวุฒิสมาชิกที่มาจากการ เลือกตั้งโดยประชาชนนั้น น่าจะเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติเหมาะสมสําหรับการที่เข้ามาเป็น วุฒิสมาชิกตามความต้องการของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นจึงไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่เราจะ ไปห่วงใยหรือไปกีดกันสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนไม่ให้เป็นเสียงข้างมาก ในวุฒิสภา ดังนั้นผมจึงใคร่ขอเสนอคณะกรรมาธิการยกร่างนะครับให้ได้โปรดทบทวน จํานวนสมาชิกวุฒิสภาจากเดิมที่กําหนดไว้ว่าไม่เกิน ๒๐๐ คน ให้ลดลงเหลือเพียงไม่เกิน ๑๕๐ คน ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ทั้งนี้โดยให้ลดสัดส่วนของสมาชิกวุฒิสภาประเภทที่ ๑ ถึงประเภทที่ ๔ ลงเพื่อให้สมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้งนี้นะครับ โดยประชาชนได้มี สัดส่วนเป็นเสียงข้างมากในสภาเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดที่ว่าเราต้องการสร้างพลเมือง ให้เป็นใหญ่ตามที่ทางคณะกรรมาธิการได้ชี้แจงเอาไว้ในเบื้องต้น
สุดท้ายนี้กระผมมีความเชื่อว่าความมุ่งหวังของคณะกรรมาธิการที่ต้องการ ยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้เป็นรัฐธรรมนูญที่ดีที่สุดฉบับหนึ่งของประเทศนั้น จะประสบ ความสําเร็จอย่างแน่นอนนะครับถ้าเพียงแต่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้นจะได้รับ ฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติแห่งนี้นะครับ แล้วก็นําไปปรับใช้ตามที่ทาง คณะกรรมาธิการจะเห็นสมควรครับ ขอบพระคุณครับ