สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๘

พรายพล คุ้มทรัพย์ หารือเรื่องการคลังและงบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบเลือกตั้งสัดส่วน และเสนอแนะให้เปลี่ยนมาตรา ๒๐๕ ของรัฐธรรมนูญ เพื่อให้การตรวจสอบการใช้จ่ายเงินงบประมาณมีความชัดเจนและยุติธรรม นอกจากนี้ยังหารือเรื่องระบบการเลือกตั้ง โดยเฉพาะระบบสัดส่วนผสม (เอ็มเอ็มพี) ที่มีข้อดีและข้อเสีย และเรียกร้องให้การเลือกตั้งต้องสะท้อนความต้องการของประชาชนและบริสุทธิ์ยุติธรรม

นายพรายพล คุ้มทรัพย์

เรียนท่านประธานที่เคารพ พรายพล คุ้มทรัพย์ นะครับ นี่จะ ๓ ทุ่มแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นผมจะพยายามพูดให้กระชับแล้วก็จะไม่ให้ใช้เวลาถึง ๒๐ นาทีนะครับ เพื่อพวกเราจะได้ไม่ต้องอยู่กันดึกเกินไปนะครับ จริง ๆ ตั้งใจจะพูด หลายหมวด หลายชุดด้วยกัน หลายภาคด้วยกันนะครับ แต่ผมขอพูดเฉพาะหมวด ๕ ภาค ๒ ที่เกี่ยวกับการคลังและงบประมาณ แล้วก็หมวด ๓ รัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่อง สภาผู้แทนราษฎรซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของระบบเลือกตั้งสัดส่วนผสมนี้นะครับ ที่ผมได้แจกเอกสารไป ๒ แผ่นจากการศึกษาของผมเองนะครับ หมวด ๕ การคลังและงบประมาณ ความจริงไม่ค่อยมีความเห็นที่อยากจะแก้ไขมากมาย เพียงแต่ว่าจริง ๆ แล้วที่เขียนมา ทั้งหมดนี้ตั้งแต่มาตรา ๑๙๙ ถึงมาตรา ๒๐๔ นี้ มันคงสามารถทําให้กระชับได้ เพราะว่า บางอย่างมันเป็นรายละเอียดเรื่องขั้นตอน เงื่อนไข กําหนดเวลาอะไรต่าง ๆ พวกนี้ ซึ่งผมคิดว่า น่าจะเอาไปใส่ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลูกอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัจจุบัน ก็ยังมีกฎหมายที่เกี่ยวกับงบประมาณหลายฉบับด้วยกันนะครับ มาตรา ๑๙๙ นี้ผมว่าเขียนไว้ ดีแล้วนะครับซึ่งเป็นหลักการที่ดีที่พูดถึงว่าจะต้องมีการดําเนินนโยบายทางด้านการคลังงบประมาณนี้ ต้องมีธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ คุ้มค่า มีวินัยทางการคลังและมีความเป็นธรรม อันนี้เป็น หลักการที่ดีมาก ครบถ้วนเลย แต่ว่าผมอยากจะเพิ่มมาตราอันหนึ่งซึ่งก็อาจจะเป็น มาตรา ๒๐๐ ที่บอกว่าภาครัฐควรจะกําหนดกรอบวินัยทางการคลัง อันนี้เป็นประเด็น ที่สําคัญนะครับ แล้วก็รวมถึงว่ามันเป็นกรอบทั้งระยะสั้น ระยะยาว มันรวมไปถึงรายรับและ รายจ่าย รวมไปถึงเรื่องการก่อหนี้และการสร้างภาระผูกพัน อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ ไม่ได้ระบุไว้ในเรื่องนี้ เรื่องภาระผูกพันว่ามันคืออะไรนี้ ผมคิดว่าอาจจะเป็นในกฎหมายลูก ก็ได้นะครับที่ไปขยายความว่าให้รวมถึงเรื่องการประกันเงินกู้เพราะว่าภาครัฐระยะหลัง ๆ นี้ มีการประกันเงินกู้ด้วยนะครับ แล้วก็รวมถึง พูดถึงความยั่งยืนทางการคลัง อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญนะครับ ส่วนมาตราอื่น ๆ นี้ผมคิดว่าทําให้สั้นได้ แต่มันมีอยู่ มาตราเดียวที่ผมค่อนข้างจะเป็นห่วงมากคือมาตรา ๒๐๕ คือในมาตรา ๒๐๕ นี้ ในข้อความนี้ ระบุไว้ว่าในกรณีที่มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐ ก่อให้เกิดการใช้จ่ายเงินงบประมาณอันวิญญูชนพึงเห็นได้ว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ในกรณีนี้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินหรือ ป.ป.ช. นี้ อาจจะไต่สวนและสรุปสํานวนยื่นฟ้องต่อ ศาลปกครอง แผนกคดีวินัยการคลัง ที่อยากจะย้ําคือวิญญูชนซึ่งผมก็ไปเปิดในพจนานุกรม ก็ปรากฏว่ามันก็แปลว่าเป็นผู้รู้เหตุผลโดยปกติ ซึ่งผมว่าในที่นี้ทุกคนของเรานี้ต้องถือเป็น วิญญูชนได้ แต่ประเด็นสําคัญมันอย่างนี้นะครับ ในทางปฏิบัตินี้วิญญูชนนี้ ในกรณีแบบนี้ มีโอกาสที่จะมีความเห็นไม่เหมือนกันได้ในเรื่องที่บอกว่า โครงการใช้จ่ายของภาครัฐ อันนี้มันก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือไม่ อย่างไร อันนี้ที่เรากําลังพูดนี้คงเป็นเรื่องนโยบายประชานิยมเป็นสําคัญ แล้วที่โด่งดังกันมากก็คือ นโยบายจํานําข้าว ในเรื่องนโยบายจํานําข้าวนี้ท่านประธานก็คงจะทราบ ท่านเป็น นักเศรษฐศาสตร์ว่าในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ด้วยกันก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกันเลยว่านโยบาย อย่างจํานําข้าว วิญญูชน นักเศรษฐศาสตร์คิดว่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือเปล่า เพราะฉะนั้นในทางปฏิบัตินี้มันยากที่จะบอก ว่าอย่างนั้นดีกว่า เพราะฉะนั้นในที่สุดแล้ว เราอาจจะต้องปล่อยให้ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินหรือ ป.ป.ช. นี้เป็นผู้พิจารณาเอง แล้วก็ไป ฟ้องศาลปกครอง ศาลปกครองเองก็จะมีปัญหาวินิจฉัย เพราะว่าเราเขียนไว้อย่างนี้ ผมก็เลย เสนอว่าควรจะเปลี่ยนเสียใหม่ ผมคิดว่าเรื่องการใช้จ่ายในส่วนนี้ การใช้จ่ายเงินงบประมาณนี้ บอกไปเลยว่าที่คิดว่าก่อให้เกิดผลเสียหายอย่างรุนแรงต่อความยั่งยืนทางการคลัง อันนี้เป็น ประเด็นที่สําคัญ ผมคิดว่าส่วนว่าความยั่งยืนการคลังเป็นอย่างไรนี้ไปอธิบายไว้ในกฎหมาย ประกอบรัฐธรรมนูญได้ ยกตัวอย่างเช่น อย่างกรณีนี้ผลกระทบที่มีต่อหนี้สาธารณะ คิดเป็น เปอร์เซ็นต์หรือสัดส่วนของจีดีพีอะไรอย่างนี้นะครับ หรือการขาดดุลงบประมาณจะต้อง เท่านั้นเท่านี้อะไรต่ออะไรก็ว่าไป อันนี้ผมอยากจะเสนอแนะว่ามาตรา ๒๐๕ นี้ควรจะเปลี่ยน เสียใหม่ เดี๋ยววิญญูชนจะทะเลาะกันว่าตกลงว่าอย่างไรนะครับ

เรื่องถัดไปก็คงเป็นเรื่องที่ผมแจกเอกสารไปนี้นะครับก็คือรัฐสภา ที่ผมสนใจมาก ก็คือระบบการเลือกตั้งที่เราเรียกว่าเป็นระบบสัดส่วนผสมนะครับ เรียกย่อ ๆ ว่า เอ็มเอ็มพี ก็แล้วกันนะครับ ผมคิดว่าเจตนารมณ์เราน่าจะบอกไปเลยว่าจริง ๆ ส่วนดีของเอ็มเอ็มพี ที่เขาใช้กันหลาย ๆ ประเทศทั่วโลกก็คือว่าอย่างที่อาจารย์บวรศักดิ์ได้อธิบายไว้แล้วนะครับ ประการแรกเลยมันทําให้จํานวน ส.ส. ของแต่ละพรรคมีสัดส่วนตามคะแนนนิยม อันนี้เป็น ประเด็นที่สําคัญเลย ในภาษาอังกฤษเขาเรียก พร็อพเพอชันเนอลิตี (Proportionality) มันเป็นพร็อพเพอชัน (Proportion) หรือเป็นสัดส่วนที่ตรงกันหรือใกล้เคียงกัน แต่อันที่ ๒ ก็คือว่ามันเปิดโอกาสให้มี ส.ส. จากพรรคการเมืองที่มีความหลากหลายมากขึ้น อันนี้ก็เป็น ประเด็นที่สําคัญนะครับ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า ไดเวอร์ซิตี (Diversity) เพราะฉะนั้น พร็อพเพอชันเนอลิตีกับไดเวอร์ซิตีเป็นเรื่องที่สําคัญเพราะว่าเขาเชื่อว่ามันสะท้อนให้เห็นถึง ความต้องการของประชาชนได้ดีขึ้น ผมว่าจริง ๆ อันนี้ก็คือความดีของเอ็มเอ็มพี ส่วนที่มัน เกิดขึ้นมาก็คือว่ามันจะมีโอกาสให้เป็นรัฐบาลผสมมากขึ้น อันนี้ก็เป็นจริงนะครับ แล้วเดี๋ยว ผมจะชี้ให้ดูว่าในตารางนี้มันจะบอกว่าอย่างไรนะครับ แล้วก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเราอาจจะ เชื่อว่ารัฐบาลนี้มีเสถียรภาพน้อยลง ก็เป็นไปได้ แต่ถามว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพน้อยลงแล้วมัน ทําให้การเมืองมีเสถียรภาพน้อยลงหรือเปล่า ไม่จําเป็นนะครับ เพราะว่าถ้ารัฐบาลไม่ดีแล้ว มันมีศักยภาพน้อยลงมันก็เป็นเรื่องที่ดีนะครับ ที่เขาจะต้องไปเลือกตั้งใหม่อะไรต่ออะไร พวกนี้ แล้วในที่สุดมันก็อาจจะทําให้การเมืองในระยะยาวมีเสถียรภาพมากขึ้นก็ได้ ผมคิดว่า อันนี้เป็นประเด็นที่เราควรจะต้องอธิบายให้ชัดเจนนะครับ แต่อย่างไรเงื่อนไขก็คือว่า การเลือกตั้งนี้จะต้องสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และมีความ บริสุทธิ์ยุติธรรม อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญซึ่งไม่แน่ใจว่าระบบการเมืองไม่ว่าจะประเภทไหน ถ้ามันไม่มีเงื่อนไขประเภทนี้มันจะดีอย่างที่ว่าหรือเปล่า

ประเด็นถัดไปที่ผมอยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตก็คือว่าจํานวน ส.ส. ลดลง จากเดิมที่มีอยู่ประมาณ ๕๐๐ ของเดิมนะครับ มาเป็น ๔๕๐ อันนี้ในเจตนารมณ์ไม่ได้อธิบายไว้ ชัดเจนนะครับ ผมฟังจากท่านเลิศรัตน์อธิบายเพียงแต่ว่า ส.ส. เขตก็ลดลงจาก ๓๗๕ แล้วก็ ไปเพิ่ม ส.ส. บัญชีรายชื่อขึ้นนะครับ แต่อันนั้นผมว่ามันน่าจะเป็นเหตุผลที่ดีกว่านี้นะครับ ความจริงถ้าไม่มีเหตุผลอันสมควรผมอยากเสนอว่าก็ให้ ส.ส. จํานวนรวมเท่า ๆ เดิม ประมาณ ๕๐๐ คน และอาจจะมีทั้ง ส.ส. เขต แล้วก็ ส.ส. บัญชีรายชื่อจํานวนเท่า ๆ กันก็ได้ ๒๕๐ คน กับ ๒๕๐ คน เพราะว่าในประเทศเยอรมันที่เราไปเอาแบบอย่างเขามาทั้ง ๒ ประเภทเขาก็ให้จํานวนเท่ากัน คืออย่างละประมาณ ๓๐๐ คน เพราะฉะนั้นถ้าไป เลียนแบบจากเขาแล้วถ้าคิดว่าดีผมคิดว่าก็ให้มันเท่ากันก็ได้

ประเด็นถัดไปก็คือเรื่องประเด็นบัญชีรายชื่อในการออกแบบในร่างรัฐธรรมนูญ ให้เป็นโอเพน ลิสต์ ก็คือเป็นบัญชีที่ผู้ลงคะแนนต้องลงคะแนน ๓ ส่วนอย่างที่ได้อธิบายไว้แล้ว ส่วนแรกคือต้องเลือก ส.ส. เขต ส่วนที่ ๒ คือเลือกบัญชีรายชื่อว่าจะเอาพรรคไหนก่อน แล้วส่วนที่ ๓ คือเลือกบุคคลในบัญชีรายชื่อของพรรคนั้น แต่ว่าไม่ต้องเลือกก็ได้ส่วนที่ ๓ ผมเข้าใจว่าการออกแบบคือเวลาติก (Tick) ติก ๓ ติกใช่ไหมครับ แต่ติกที่ ๓ ไม่ต้องติกก็ได้ ไม่ต้องเลือกก็ได้ ผมมีข้อสังเกตว่าคนลงคะแนนต้องเลือกถึง ๓ ส่วนหรือ ๓ ขั้นตอน อันนี้อาจจะเพิ่มความสับสนแล้วก็เพิ่มโอกาสในการกาบัตรผิด แล้วก็กลายเป็นบัตรเสียไปเลย ยกตัวอย่างเช่นไปเลือกพรรค ก แต่ไปเลือกคนในบัญชีรายชื่อของพรรค ข อันนี้ผิดแน่นอน ถือว่าเป็นการกาผิด บัตรเสีย อันนี้เป็นเรื่องที่สําคัญพอสมควรนะครับ เพราะว่าผมไปศึกษาดู ในการเลือกตั้งปี ๒๕๕๔ ประเภทเดียวกันแบบบัญชีรายชื่อมีบัตรเสียถึง ๑.๗ ล้านใบจากที่มี การลงคะแนนกัน ๓๕ ล้านคน คิดเป็นเกือบ ๕ เปอร์เซ็นต์ของทั้งหมด เพราะฉะนั้น ผมเกรงว่าการเปลี่ยนระบบจากบัญชีรายชื่อแบบโคลส์ ลิสต์ (Close list) ไปเป็นโอเพน ลิสต์ มันยิ่งทําให้บัตรเสียมีมากขึ้น มันอาจจะไม่ใช่แค่ ๕ เปอร์เซ็นต์ มันอาจจะปาเข้าไปถึง ๖ เปอร์เซ็นต์ ๗ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๘ เปอร์เซ็นต์ หรือ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ก็ได้ เพราะฉะนั้นอันนี้ ผมอยากจะให้ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ลองพิจารณาดูสิว่าโอเพน ลิสต์ จริง ๆ ในประการแรกก็คือว่ามันดีจริงหรือเปล่า ในทางปฏิบัติอาจจะสร้างความสับสน ให้คนลงคะแนน อันที่ ๒ ก็คือมันจะแก้ปัญหาประเภทที่ว่านายทุนพรรคถูกจัดให้อยู่ใน อันดับต้น ๆ ของบัญชีรายชื่อจริงหรือเปล่า

เรื่องประเด็นที่ ๓ ก็คือในตารางที่ผมได้แจกไป ๒ แผ่น คือผมได้ลองทดลอง คํานวณผลการเลือกตั้งของประเทศไทย โดยใช้ระบบเอ็มเอ็มพี แต่ว่านําเอาผลการลงคะแนน ในการเลือกตั้งทั่วไปปี ๒๕๕๔ เอามาประยุกต์ใช้กับเอ็มเอ็มพีที่ได้มีการออกแบบ โดยร่างรัฐธรรมนูญอันนี้ แต่ว่าผมมีการปรับเปลี่ยนจํานวน ส.ส. ทําเป็นที่เขาเรียก ซิแนริโอ (Scenario) หรือทางเลือกต่าง ๆ แล้วก็มีข้อจํากัดเรื่องโอเวอร์แฮง (Overhang) โอเวอร์แฮงท่านก็คงจะทราบนั่นก็คือจํานวนที่นั่งที่มันเกินมา ผลก็ปรากฏในตาราง ๒ ตารางนี้นะครับ ก็อยากจะชี้ให้ดูว่าบางอย่างก็จริง บางอย่างก็ไม่จริง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าการเลือกตั้ง มันจะเป็นไปตามการลงคะแนนในปี ๒๕๕๔ หรือเปล่า สมมุติว่าเป็นจริงอย่างที่ว่าตารางที่ ๑ มันชี้ให้เห็นว่าเอ็มเอ็มพีสามารถที่จะลดสัดส่วน ส.ส. ของพรรคใหญ่ที่สุดลงไปได้ อันนี้ไม่ต้อง เอ่ยชื่อพรรคไหนทุกคนก็ทราบดี พรรคขนาดกลางก็ถูกลดลงไปได้ แต่ว่ามีพรรคใหญ่ ลําดับที่ ๒ เพิ่มสัดส่วน ส.ส. ขึ้น แล้วก็มีพรรคเล็กส่วนใหญ่ก็เพิ่ม ส.ส. ขึ้น แต่ที่น่าสนใจ ก็คือว่ามันจะมีพรรคจิ๋วเพิ่มขึ้น จิ๋วในที่นี้คือเล็กมากก็คือมี ๑ ที่นั่ง ปรากฏว่าในหลาย ๆ ซิแนริโอมีมากถึง ๑๐ พรรค แต่ที่น่าสนใจคือมีพรรคหนึ่งสามารถที่จะเพิ่ม ส.ส. จาก ๔ คน เป็นถึง ๑๔ คน ๑๕ คนได้ อันนี้คือพรรคจีนะครับ ก็ลองไปค้นดูก็แล้วกันเป็นพรรคอะไร นะครับ เพราะฉะนั้นข้อสังเกตก็คือว่าพรรคที่ได้ประโยชน์จากเอ็มเอ็มพีก็คือ พรรคที่มีเปอร์เซ็นต์คะแนนบัญชีรายชื่อมากกว่าเปอร์เซ็นต์จํานวน ส.ส. ทั้งหมดในการ เลือกตั้ง ปี ๒๕๕๔ ก็อย่างที่ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ชี้ให้ดูอยู่เสมอก็คือพรรคประเภทที่ว่า ส.ส. คะแนนบัญชีรายชื่อได้เปอร์เซ็นต์แค่ ๔๘ แต่ว่าจํานวน ส.ส. ได้ถึง ๕๓ เปอร์เซ็นต์ เพราะฉะนั้นพรรคนี้ก็จะโดนลดจํานวนลงมาโดยสัดส่วน เพราะฉะนั้นในภาพรวมผมคิดว่า ถูกต้องที่ว่าอิทธิพลของพรรคใหญ่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคใหญ่ที่สุดอาจจะลดลงในการใช้ ระบบใหม่อันนี้ แต่สังเกตดูว่ารัฐบาลผสมที่ประกอบไปด้วยพรรคการเมืองกลุ่มเดิม ในชุดรัฐบาลเดิม รัฐบาลคุณยิ่งลักษณ์ก็ยังมีเสียงส่วนใหญ่อยู่แต่สัดส่วนลดลง จาก ๖๐ เปอร์เซ็นต์เหลือ ๕๔ เปอร์เซ็นต์ อันนี้ก็น่าสนใจเพราะฉะนั้นสรุปได้ว่าเอ็มเอ็มพี รัฐบาลผสมก็จะมีความเข้มแข็งน้อยลง แต่ว่ามันจะเกิดพรรคจิ๋ว ๆ เกิดขึ้นมาก คําถาม ก็คือว่าพรรคจิ๋ว ๆ เหล่านี้เกิดขึ้นมากดีไหม ก็เป็นประเด็นที่น่าศึกษา ถัดไปนี่ผมลองทดลอง ดูว่าถ้าเราสมมุติว่าให้พรรคการเมืองมีความฉลาดเฉลียวพอที่จะหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์บางอย่างได้ ก็ใช้วิธีที่เขาเรียกว่าสปลิท โหวต (Split vote) หรือว่าสแทรททิจิก โหวต (Strategic vote) ซึ่งพยายามทําเสียงตัวเองกับพรรคที่เป็นพันธมิตร หรือพรรคที่จะเรียกว่าพรรคจัดตั้ง หรือพรรคนอมินี (Nominee) ให้มีเสียงรวมกันสูง ๆ ตัวอย่างก็อยู่ในตารางที่ ๒ ถ้าท่านจะดู ผมสมมุติให้พรรคเอ (A) ไปจัดตั้งพรรค (L) ตัวแอลนะครับ แล้วก็จัดแบ่งคะแนนของ พรรคตนให้ไปลงเสียงให้กับพรรคแอลในการเลือกตั้ง ส.ส. แบบแบ่งเขต เพราะว่าพรรคเอ ไม่ต้องการ ส.ส. แบบแบ่งเขตเยอะหรอก เพราะว่าบัญชีรายชื่อนี่เรียกว่าได้การันตี หรือประกันแล้วว่าเขาจะได้จํานวนเท่าไร เพราะฉะนั้นก็จะมีวิธีการแบ่งเสียงไปให้ พรรคแอลซึ่งเป็นพรรคนอมินี เพราะฉะนั้นพรรคเอก็จะมีเสียงในบัญชีรายชื่อเท่าเดิม แล้วก็ จะมีที่นั่งรวมเท่าเดิมคือในกรณีนี้ก็ประมาณ ๒๑๘ บ้าง ๒๔๒ บ้างนะครับ ส่วนพรรคแอล จะได้ที่นั่งเพิ่มขึ้นโดยไม่จําเป็นต้องได้เสียงจากบัญชีรายชื่อเลยหรืออาจจะได้บ้าง แต่ว่าไม่ต้องมาก เพราะฉะนั้นพรรคแอลก็จะได้สิ่งที่เขาเรียกว่าโอเวอร์แฮง ซีท (Overhang seat) จํานวน ๒๐ ที่นั่ง สมมุติให้ได้ ๒๐ ที่นั่งซึ่งเป็นไปได้ เพราะว่าถ้าพรรคเอ เขาสามารถที่จะ จัดตั้งได้แล้วก็บอกคนที่ลงเสียงได้ บอกว่าให้ไปลงเสียงให้กับพรรคแอล เพราะฉะนั้นพรรคเอ กับพรรคแอลก็จะมีที่นั่งรวมกันใกล้เคียงกับครึ่งหนึ่งของเสียงทั้งหมด อันนี้ก็เป็นประเด็น ที่น่าสนใจว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นได้ จริง ๆ แล้วพรรคที่เป็นพรรคใหญ่ขนาดที่ ๒ คือพรรคบี ก็สามารถที่จะทําลักษณะเดียวกันได้นะครับ เพราะฉะนั้นคําถามคือว่าพฤติกรรมแบบนี้ มันจะกลายเป็นปัญหาไหม ผมคิดว่าน่าจะเป็นปัญหานะครับ เพราะว่ามันเป็นการหลีกเลี่ยง วัตถุประสงค์และเจตนารมณ์ของระบบเอ็มเอ็มพี เพราะฉะนั้นผมว่าหลายประเทศเขาก็ทราบเรื่องนี้ เพราะเขามีประสบการณ์มาก่อน แล้วก็มีวิธีการป้องกันปัญหานี้ ประเทศเยอรมันมีวิธีการ แก้ปัญหานี้โดยมีวิธีการเพิ่มที่นั่งขึ้นมา เพื่อที่จะใช้เป็นเขาเรียกว่าบาลานซ์ ซีท (Balance seat) ก็คือเป็นจํานวนที่นั่งที่จะไปทําให้สัดส่วนมันใกล้เคียงกับคะแนนในบัญชีรายชื่อมากขึ้น อันนี้ก็น่าสนใจ เพราะว่าอะไร เพราะว่าจากการที่ได้มีการอธิบายเข้าใจว่าจะเป็นท่านเลิศรัตน์ ได้อธิบายบอกว่ามาตรา ๑๑๒ ที่กําหนดไว้ว่าให้ส่งผู้สมัครแบบบัญชีรายชื่อในภาคใด ก็จะต้องส่งสมัครแบบแบ่งเขตในภาคนั้นจํานวนไม่น้อยกว่า จริง ๆ แล้วมาตรานี้ไม่ได้ช่วย เพราะจริง ๆ พรรคแอลเขาไม่ต้องการบัญชีรายชื่อเขาต้องการ ส.ส. แบบแบ่งเขตมากกว่า เพราะฉะนั้นอันนี้มันจะไม่ป้องกันกรณีนี้ หรือแม้กระทั่งกรณีที่ห้ามไปยุบหรือรวมพรรค หลังจากมีการเลือกตั้งแล้ว ผมว่าถ้าเป็นพรรคนอมินีจริง ๆ ไม่ต้องยุบ ไม่ต้องรวมก็ได้ เพราะมันสั่งได้อยู่แล้วอันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญ ผมคิดว่าอย่างไรก็ตามผมก็คิดว่าน่าจะลอง พิจารณาดูว่าวิธีการที่จะไม่ให้พรรคการเมืองมีพฤติกรรมลักษณะนี้ มันเป็นสิ่งที่จะต้อง พิจารณา ก็อย่างที่ผมบอก ถ้าเยอรมันเขาใช้ในลักษณะของการเพิ่มจํานวนที่นั่งเป็นบาลานซ์ ซีท ของเราก็น่าจะมีการพิจารณาทํานะครับ

ประเด็นสุดท้ายเลยที่ผมจะพูดก็คือว่าระบบเอ็มเอ็มพีมันทําให้เกิดพรรคจิ๋ว ขึ้นมามาก มากเกินไปหรือเปล่า อันนี้เป็นประเด็นที่สําคัญนะครับ เลือกตั้งแต่ละครั้งมีมากถึง ๑๐ พรรคที่มีแค่ ๑ ที่นั่งเท่านั้นเอง อันนี้ก็น่าจะลองพิจารณาว่าเราควรจะมีการกําหนด หรือเปล่าว่าให้มีการกําหนดคะแนนขั้นต่ําสําหรับพรรคที่สามารถที่จะมีที่นั่งในสภาได้ อันนี้ก็เช่นเดียวกัน เยอรมันก็มี หลายประเทศก็มี เช่นกําหนดว่าขั้นต่ํา ๕ เปอร์เซ็นต์ของ คะแนนบัญชีรายชื่ออย่างนี้เป็นต้นนะครับ อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ผมคิดว่าอาจจะลงเทคนิค นิดหน่อย แต่ผมก็เชื่อว่ากรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณา ได้ศึกษากันมา อย่างรอบคอบแล้ว ก็ถือว่าเป็นข้อเสนอให้พิจารณาต่อก็แล้วกันนะครับ เพราะว่าเรายังมี เวลานะครับว่าประการแรกเลย เราควรจะมีการป้องกันวิธีการที่เขาเรียกว่าสปลิท โหวต ได้หรือไม่ และอันที่ ๒ ก็คือเรื่องของจํานวนพรรคที่เล็กมากแล้วก็อาจจะมีจํานวนมากครับ ขอบคุณครับท่านประธาน