กระแส ชนะวงศ์ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญและธรรมาภิบาล โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการตรวจสอบและความโปร่งใสในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ยังเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการปฏิบัติตามหลักนิติธรรมและความต้องการของประชาชน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของภาวะผู้นำในการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการบริหารจัดการบ้านเมือง
ท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านผู้ทรงคุณวุฒิ กระผม นายกระแส ชนะวงศ์ รู้สึกเป็นเกียรติ ที่ได้รับมอบหมายจากท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้กราบเรียนท่านทั้งหลาย ว่ามีความเห็น มีความคิดและประสบการณ์อย่างไรต่อคํากล่าวที่ว่าการมีการตรวจสอบมาก สําหรับผู้นําทางการเมืองในระดับต่าง ๆ นั้นจะทําให้ทํางานยากขึ้น หรือถ้าเป็นรัฐบาลก็จะ เป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ ซึ่งเรื่องนี้กระผมมีความเห็นแล้วก็มีความคิดตลอดมาตั้งแต่วันแรก ๆ ที่ได้ยิน ได้ฟังและได้ร่วมกันร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่าความหมายของคําว่าตรวจสอบนั้น เราคงไม่ได้ไปตรวจสอบในความหมายจับผิดเสมอไป แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้เริ่มต้นจากการให้ คําจํากัดความคําว่า ผู้นําการเมือง คือใครบ้าง และผู้นําการเมืองที่ดีเป็นอย่างไร ผมคิดว่า ในการที่ผ่านเข้ามาสู่ระบบการเมืองแล้วมาเป็นผู้นําทางการเมืองระดับต่าง ๆ นั้นจะได้รับ การยอมรับทันทีว่าผ่านขั้นตอนของคุณสมบัติที่กําหนดไว้อย่างดี น่าภาคภูมิใจแล้วครับ
ประการที่ ๒ ก็คือว่าแนวโน้มของสังคมไทยก็เป็นไปตามสากล ในการที่จะ บริหารจัดการใด ๆ ก็ตามคงต้องมีการตรวจสอบอย่างน้อยที่สุดพื้นฐานที่สุดและเป็นสิ่งที่ พูดกันมากที่สุด ก็คือความหมายของคําว่า ธรรมาภิบาล เพราะฉะนั้นผู้นําทางการเมืองนั้น จะต้องมีธรรมาภิบาลหรือกูด กัฟเวอร์แนนซ์ (Good governance) อย่างแน่นอน เพราะฉะนั้นการตรวจสอบนั้นถึงแม้ว่าจะไม่ได้ตั้งกรรมการตรวจสอบหรือใครตรวจสอบ แต่เนื่องจากเทคโนโลยีทางข้อมูลข่าวสารมีมากเหลือเกิน เป็นหูเป็นตาอยู่ทั่วไป เพราะฉะนั้นผู้นําทางการเมืองก็จะต้องเตรียมตัวในการที่จะเป็นผู้นําที่มีความพร้อมในเรื่อง ของกูด กัฟเวอร์แนนซ์ หรือธรรมาภิบาล เมื่อพูดถึงกูด กัฟเวอร์แนนซ์หรือธรรมาภิบาล ซึ่งต่อไปผู้ที่เป็นผู้นําทางการเมืองจะต้องพิจารณาก็คืออย่างน้อยที่สุดต้องเริ่มต้นจาก ความหมายของคําว่าต้องเข้าไปดําเนินการด้วยความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ ตรวจสอบได้ และนอกจากนั้นก็จะต้องมีส่วนร่วมของประชาชนที่เกี่ยวข้อง และที่สําคัญคือต้องปฏิบัติ ตามหลักนิติธรรมที่เรียกว่ารูล ออฟ ลอว์ (Rule of Law) มีหลักการที่จะให้เกิด มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ที่สําคัญที่สุดทําอะไรก็ตามต้องให้มันสอดคล้องกับความจําเป็น ความต้องการและความปรารถนาของประชาชน เพราะฉะนั้นการใช้อํานาจในอดีตที่เรา เคยเห็น ถึงแม้จะมีอํานาจส่วนบุคคลก็ดี ส่วนงานก็ดี ระดับท้องถิ่น ในระดับชาติก็ดี อาจจะ รู้สึกว่าทํางานได้คล่องแคล่วดี แต่ว่าหลายครั้งหลายคราวการทํางานที่มีอํานาจและใช้อํานาจนั้น ก็จะลงเอยด้วยความเสียหายและผิดหวังของประชาชนอยู่เสมอ ๆ ซึ่งเราก็ได้ยินได้ฟังมาแล้ว เพราะฉะนั้นในอนาคตโดยรัฐธรรมนูญฉบับนี้นอกจากจะป้องกันไม่ให้ผู้นําทางการเมืองได้ทํา ในสิ่งที่ผิดพลาด บกพร่องได้ง่าย ๆ แล้ว ยังส่งเสริมให้มีภาวะผู้นําในการที่จะนําการ เปลี่ยนแปลงเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนอีกด้วยครับ
บังเอิญผมเองได้มีประสบการณ์จากการเลือกตั้ง เป็น ส.ส. นะครับ ส.ส. ต่างจังหวัด ที่ขอนแก่นก็เป็นมา ๒ สมัย มาเป็น ส.ส. ที่กรุงเทพมหานครอีก ๒ สมัย แล้วก็เป็นสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติอีกสมัยหนึ่งด้วย เพราะฉะนั้นผมก็มองเห็นความ เป็นนักการเมือง มองเห็นภาวะผู้นําทางการเมืองว่าแตกต่างและพัฒนามาโดยตลอด เพราะฉะนั้นการที่เราได้มาเขียนเรื่องนี้ไว้ไม่ได้ไปทําให้คนที่จะเป็นนักการเมืองหรือผู้นําทาง การเมืองนั้นด้อยลงครับ แต่จะทําให้มีความสง่างามมากขึ้นครับ เพราะว่าการเข้าสู่ตําแหน่ง เข้าสู่อํานาจก็จะได้รับการตรวจสอบมาโดยลําดับ เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เหมือนกับตัว การันตี (Guarantee) ว่าคนที่จะดําเนินการทางการเมืองที่เป็นผู้นําทางการเมืองเป็นคนดี เป็นคนเก่ง และมีภาวะผู้นํา ในขณะเดียวกันผมก็ชอบเรียน ชอบสอนเรื่องเกี่ยวกับภาวะผู้นํา คนที่เป็นผู้นําทางการเมืองได้ในอนาคตโดยนัยของกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับนี้ต้องมี ความหมายอย่างน้อยที่สุดคุณภาพหรือคุณสมบัติ ๒ อย่างเบื้องต้นที่สุดก็คืออันที่ ๑ คน เป็นผู้นํานั้นต้องพร้อมที่จะสร้างผู้นํานะครับ เพราะฉะนั้นคนเป็นผู้นําทางการเมืองระดับ ต่าง ๆ นั้นคงต้องมีภารกิจอันแรกที่สุดต้องสร้างผู้นําให้ช่วยในการทํางาน และประการที่ ๒ ผู้นํานั้นต้องพร้อมที่จะรับผิดชอบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ถ้าอยากเป็นผู้นํา จะไม่โทษคนอื่น อะไร ทํานองนั้น ผมคิดว่าขั้นตอนต่าง ๆ ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเปิดโอกาสให้ผู้ที่จะเข้าสู่การเป็น ผู้นําทางการเมืองนั้นได้มีการเตรียมพร้อมและมีการพัฒนา และจะมีความสง่างามด้วยครับ เพราะฉะนั้นผมเข้าใจว่าความหมายของคําว่าอ่อนแอหรือตรวจสอบมากจะทําไม่ได้ กลับมองเห็นว่าจะทําให้เกิดความสง่างามด้วยครับ
อีกนิดหนึ่งถ้าจะกรุณาให้ผมได้แนะนําว่าผมมีประสบการณ์อย่างไรต่อการ ที่จะดําเนินการแบบนี้ ผมเคยมีตําแหน่งเป็นรัฐมนตรีอยู่ ๔ กระทรวง เป็นรัฐมนตรี ที่กระทรวงสาธารณสุข เป็นรัฐมนตรีทบวงมหาวิทยาลัย แล้วก็เป็นรัฐมนตรีกระทรวง การต่างประเทศ รวมทั้งเป็นรัฐมนตรีประจําสํานักนายกรัฐมนตรี ที่พูดอย่างนี้กระผมไม่ได้ ตั้งใจจะโอ้อวดอะไรหรอกครับ ต้องการจะกราบเรียนว่าก็ผ่านการเป็นผู้บริหารมา ก็ไม่ได้เคยใช้อํานาจ ในการที่จะทําให้เกิด การเปลี่ยนแปลงหรือเกิดผลงานในการที่จะพัฒนาตามนโยบายเลยครับ ผมคิดว่าในโอกาส ต่อไปในอนาคตภาวะผู้นําของผู้นําทางการเมืองนั้นสําคัญ ภาวะผู้นํานั้นนอกจากเก่ง ดีแล้ว ยังมีความซื่อสัตย์และเชื่อถือได้ เพราะฉะนั้นผมว่าถ้าหากมีความซื่อสัตย์เชื่อถือได้คนนิยม ชมชอบแล้ว ข้าราชการทุกกระทรวง ทบวง กรมก็จะรับผิดชอบช่วยกันทําให้มันเกิด การเปลี่ยนนั้น เพราะฉะนั้นความแข็งแรงความเข้มแข็งนั้นไม่ใช่อยู่ที่อํานาจเสียแล้วครับ ในอนาคตต่อไปนี้ สิ่งสําคัญที่สุดคือความเชื่อถือได้และภาวะผู้นํา ถ้ามองให้ใกล้ตัวที่เห็นชัด ท่านผู้ทรงเกียรติที่เคารพครับ เมื่อเกิดสึนามิขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีที่มาจากการ เลือกตั้งของประเทศญี่ปุ่น เวลาจะไปดูไปเยี่ยมประชาชนในที่เกิดเหตุต้องไปเคารพกับ ผู้ว่าราชการจังหวัด สวัสดีกับนายกเทศมนตรีด้วยอ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ได้แสดงว่ามีอํานาจ ที่จะสั่งการใด ๆ เลย มีแต่ความขอบคุณชื่นชมยกย่องผู้ที่รับผิดชอบแล้วก็สามารถแก้ไข ปัญหาต่าง ๆ ได้ โดยบารมี โดยความเป็นผู้มีภาวะผู้นํานะครับ ไม่ได้ใช้อํานาจวาสนาที่จะไป สั่งใครต่อใคร เพราะฉะนั้นแนวโน้มของการเปลี่ยนแปลงในเชิงการบริหารจัดการบ้านเมือง ก็คงจะเหมือนกันกับบริษัท ห้างร้าน เอกชน หรือการพัฒนาองค์กรเอกชนครับ คือคนที่เป็น ผู้นําจะเป็นคนที่สร้างคุณค่าให้กับผู้อื่น สร้างความศรัทธา สร้างความรัก เพราะฉะนั้น ให้สั้นที่สุดก็คือผมเชื่อว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้คงไม่ทําให้ภาวะผู้นําทางการเมืองด้อยลงครับ แต่จะทําให้เกิดความสง่างามมากขึ้น เมื่อ ๒ วันก่อนผมได้พบกับท่านนายกเทศมนตรี หลายสมัยจากภาคใต้ ก็คุยกันว่าถ้าหากว่ามีเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้นอย่างนี้ท่านคิดว่า อย่างไร ลําบากขึ้นไหมครับ จะทําให้เกิดการบริหารยากขึ้นไหม เพื่อนผู้นั้นบอกว่าไม่ยาก หรอกครับ ตามปกติการตรวจสอบมันก็มีอยู่ทั่วไปอยู่แล้วแต่มันไม่เป็นทางการเท่านั้นเอง แล้วคนข้างบ้านกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ แต่คราวนี้ทําให้มันมีระบบขึ้น ทําให้มีความเข้าใจว่ากลุ่มนี้ แปลว่าอะไร เขาก็จะได้ทําด้วยความมีระเบียบ มีวินัย เพราะมีกฎหมายรองรับ เขาบอกว่า ไม่ลําบากหรอกครับผมก็ดูแลประชาชนแบบนี้มาตลอด แต่คราวนี้เพียงแต่รู้ว่ากลุ่มไหน เป็นกลุ่มไหน แล้วก็เกิดความชัดเจนขึ้น ผมก็เลยขอสรุปว่าตามที่ผมเรียนรู้มาก็คือว่า ผู้นําทางการเมืองนั้นก็คือคนที่เก่งในการบริหารจัดการประชาชนนั่นเองครับ จึงเชื่อว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้จะไม่เป็นอุปสรรคในการที่จะทําให้การบริหารจัดการไม่ว่าจะระดับท้องถิ่น หรือระดับชาตินะครับ ที่จะอ่อนแอลง แต่ว่าอยู่ที่ภาวะผู้นํา แต่อีกนิดหนึ่งที่ผมเชื่อก็คือว่า เมื่อพูดถึงเรื่องนี้แล้วคงจะต้องมีการปฏิรูปหลักสูตรทางการศึกษา การเรียน การสอนด้วยว่า คนในอนาคต คนรุ่นหลังคงจะได้รับการสอนว่านอกจากการศึกษาจะทําให้เป็นคนเก่ง เป็นคนดี แล้วต้องมีภาวะผู้นําด้วยเพราะฉะนั้นภาวะผู้นําคงต้องมีการพูดกันมากขึ้น ภาวะผู้นําทางการเมืองนั้นก็เป็นเหมือนกับอีกเรื่องหนึ่งที่ต้องฝึก ต้องสอน ต้องพัฒนา ต้องเตรียมพร้อมครับ ไม่ใช่ใครก็ได้ที่จะเข้ามาสู่การเมือง หลุดเข้ามาแล้วก็มาเจอปัญหา ได้แล้วก็ก่อให้เกิดความเดือดร้อนทั่วไปด้วยครับ สรุปขอบคุณอีกครั้งหนึ่งครับที่กรุณา ให้เกียรติผมได้พูดความเข้าใจของผมเองครับ มันอาจจะเป็นข้อความรู้ที่จํากัดสําหรับผมเอง แต่ว่าขอบคุณที่กรุณาฟังผม สวัสดีครับ