เลิศรัตน์ รัตนวานิช แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับกลุ่มการเมืองในรัฐธรรมนูญ โดยอธิบายว่ากลุ่มการเมืองเป็นแนวคิดที่เปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับกลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์และต้องการแสดงเจตจำนงเข้าสู่การสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ไม่มีกำลังความสามารถในการจัดตั้งเป็นพรรคการเมืองหรือไม่ต้องการไปเป็นส่วนหนึ่งของพรรคการเมือง
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพรักทุกท่าน ในประเด็นกลุ่มการเมืองก็คงใช้ เวลาไม่กี่นาทีนะครับ มีหลายท่านเป็นกังวลถึงที่มาของกลุ่มการเมืองซึ่งบัญญัติไว้ ในรัฐธรรมนูญนี้ในหลายแห่ง โดยมีความมุ่งหมายให้กลุ่มการเมืองสามารถส่งสมาชิก เข้าสมัครเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้ ที่ไปที่มาของคําว่า กลุ่มการเมืองในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้มาจากแนวคิดในการที่จะเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้กับกลุ่มบุคคลที่มีอุดมการณ์ และต้องการแสดงเจตจํานงเข้าสู่การสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. แต่ว่าอาจจะไม่มีกําลัง ความสามารถที่จะจัดตั้งเป็นระดับพรรคการเมืองได้ หรือว่าไม่มีความประสงค์ที่จะไปเป็น ส่วนหนึ่งของพรรคการเมือง ซึ่งพวกเราก็คงจะมองเห็นภาพของพรรคการเมืองในบ้านเรา ซึ่งปัจจุบันนี้มีจดทะเบียนอยู่ที่ กกต. ประมาณ ๗๔ พรรค ผมใช้คําว่า ประมาณ เพราะว่า มียุบมีจดแจ้งเพิ่มกันอยู่เกือบทุกเดือน ที่ยุบเพราะว่าไม่ปฏิบัติตามกฎกติกาตามระเบียบ ข้อบังคับของนายทะเบียนพรรคการเมืองก็จะถูกฟ้องให้ศาลรัฐธรรมยุบ ซึ่งจะมีทุกปีในการ ยุบพรรค เพราะเงื่อนไขในการจัดตั้งพรรคการเมืองนั้นนอกจากจะให้บุคคลซึ่งมีสัญชาติไทย ๑๕ คน ไปจดแจ้งกับนายทะเบียนพรรคการเมืองโดยมีคุณสมบัติต่าง ๆ เช่นมีนโยบายของ พรรค มีระเบียบข้อบังคับของพรรค มีการประชุม มีการจัดตั้งคณะกรรมการพรรค มีบัญชีรายรับ รายจ่ายของพรรค มีโลโกของพรรคต่าง ๆ และมีนโยบายที่ไม่ขัดต่อความสงบ เรียบร้อย ความมั่นคง ศีลธรรมอันดีของบ้านเมือง ไปจดทะเบียนเสร็จแล้วภายใน ๑ ปี พรรคการเมืองนั้นจะต้องดําเนินการให้มีซึ่งสมาชิกพรรคการเมืองไม่ต่ํากว่า ๕,๐๐๐ คน และต้องทําการจัดตั้งสาขาพรรคในทุก ๆ ภาคของประเทศ มีบางท่านบอกว่าหลายสาขา พรรคในต่างจังหวัดของพรรคการเมืองนั้นมีแต่ห้องแถวนะครับ แม้แต่คนประจําทํางาน ก็ไม่มีอยู่ เพราะฉะนั้นกฎกติกาในการที่จะจดทะเบียนพรรคการเมืองนั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อีกทั้งพรรคการเมืองที่เป็นพรรคใหญ่ ๆ ของบ้านเรานั้นก็จะมีคุณลักษณะที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะ บางพรรคการเมืองก็มีวัฒนธรรมของความเป็นซีเนียริตี (Seniority) ว่าใครอยู่ก่อนก็จะมี ลําดับอาวุโสก่อน คนที่เข้าไปใหม่ไม่ว่าจะเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ขนาดไหนจะขึ้นไปเป็นรองหัวหน้าพรรค หรือจะมีโอกาสไปเป็นรัฐมนตรีก็ทําได้ยาก บางพรรคการเมืองก็มีจะเรียกว่าเจ้าของพรรค ก็ได้หรือกรรมการบริหารพรรคไม่กี่คนที่เป็นผู้รับผิดชอบกําหนดแนวทางนโยบายต่าง ๆ เพราะฉะนั้นก็เชื่อว่ามีบุคคลที่มีความสามารถ ที่มีคุณลักษณะและเหมาะสมที่จะเข้าสู่ วงการเมืองที่อาจจะอยากตั้งเป็นกลุ่มของตัวเองขึ้นมา เราจึงเปิดช่องนี้ขึ้นให้มีการ จดทะเบียนเป็นกลุ่มการเมือง โดยจะกําหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่า ด้วยพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง เราได้แก้ชื่อพระราชบัญญัติฉบับนี้เป็นพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองและกลุ่มการเมือง ซึ่งความเป็นกลุ่มการเมืองนั้น ก็ยังต้องยึดโยงอยู่กับกฎหมาย อยู่กับข้อบังคับที่นายทะเบียนพรรคการเมืองกําหนด แต่อาจจะมีข้อกําหนดที่ลดหย่อนลงมา เช่นจํานวนสมาชิกพรรค เช่นสาขาพรรคก็ไม่ต้อง ไปตั้งทั่วประเทศ ถ้าสนใจจะจัดส่งผู้สมัครอยู่เฉพาะในภาคกลางตอนล่างก็ตั้งสาขาพรรค อยู่ที่นี่ แล้วก็มีสมาชิกอาจจะจํานวนพอสมควรไม่ต้องไปตั้งสาขาพรรคทั่วประเทศต่าง ๆ ฉะนั้นก็จะมีความแตกต่างกัน เพียงแต่ว่าให้สามารถจัดตั้งได้ง่ายขึ้นด้วยทรัพยากร ด้วยกําลังคนที่น้อยลง แต่กฎกติกาต่าง ๆ ระเบียบต่าง ๆ การจัดประชุม การจัดทําบัญชี รายรับ รายจ่าย การรับเงินบริจาคก็ยังต้องเป็นไปตามกฎที่นายทะเบียนพรรคการเมือง กําหนด เพราะฉะนั้นนี่ก็เป็นที่มาของการที่ให้มีกลุ่มการเมืองเกิดขึ้น ซึ่งแต่เดิมที่เราคิดนั้น เราให้สมาคมต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่หลายหมื่นสมาคมที่จดทะเบียนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ให้มาจัดตั้งเป็นกลุ่มการเมืองได้ ต่อมาก็มีข้อโต้แย้งว่ามันจะสร้างความสับสนแล้วก็จะทําให้ พรรคการเมืองอ่อนแอลงได้ เพราะว่าสมาคมอย่างเช่นทางการเกษตรอย่างนี้จะมีสมาชิกเป็น หมื่นคนเป็นแสนคน ถ้าเขาเกิดมาสนับสนุนสมาคมแล้วไปสมัคร ส.ส. กันก็จะเป็นการ แย่งฐานจากพรรคการเมือง เราจึงได้ล้มแนวความคิดนี้ไป เพราะฉะนั้นที่มีท่านอภิปราย บางท่านบอกว่าจะทําให้เกิดสมาคมไปจดทะเบียนได้นั้น ผมขออนุญาตแก้ว่าเราได้ยกเลิกการ ให้สมาคมเป็นกลุ่มการเมือง เพราะฉะนั้นกลุ่มการเมืองก็ต้องไปจดแจ้งต่อนายทะเบียนใหม่ เพียงแต่มีข้อกําหนดหย่อนลงอย่างที่ผมได้กราบเรียน ขอขอบพระคุณครับ