บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หารือเรื่องการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี โดยเน้นย้ำความสำคัญของการปฏิบัติตามมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญ และสันนิษฐานว่าหากไม่มีการเลือกตั้งนายกรัฐมนตรี อาจทำให้เกิดการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีโดยไม่ผ่านการลงมติในสภาผู้แทนราษฎรอีกครั้ง
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ขออนุญาตท่านประธานชี้แจงเรื่องซึ่งอาจจะเป็น ที่วิพากษ์วิจารณ์กันมายาวนาน แต่ว่าคงไม่ใช่เรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งคณะกรรมาธิการก็จะรับข้อสังเกตของท่านสมาชิกไปพิจารณา ได้มีการขอให้ ฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมาธิการบันทึกเอาไว้แล้ว แล้วท่านสมาชิกได้โปรดกรุณานํา ข้อสังเกตของท่านทั้งหลายซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งลงไปในคําขอแก้ไขเพิ่มเติมด้วย เพื่อที่จะให้สิ่งที่ท่านเสนอมีประโยชน์อย่างนี้ ไม่หลุดออกไปจากการที่จะได้รับการพิจารณา โดยรอบคอบจากคณะกรรมาธิการ ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตท่านประธานใช้เวลา ไม่มากนักในช่วงนี้ชี้แจง ๒-๓ เรื่องเท่านั้นที่มีการอภิปรายกันมา โดยเฉพาะเมื่อวานนี้ แล้วก็ วันนี้บางส่วน
เรื่องแรกที่ผมอยากจะขออนุญาตกราบเรียนชี้แจงก็คือเรื่องที่มาของ นายกรัฐมนตรี ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญฉบับนี้พยายามเขียนขึ้นมาเพื่อดูหลักการ ประชาธิปไตยให้เป็นหลักสําคัญที่ต้องยึด แต่ต้องดูให้สอดคล้องกับสถานะแล้วความเป็นจริง ในการเมืองไทยด้วย ด้วยเหตุดังนี้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจึงนําหลัก ประชาธิปไตยและความเป็นจริงในสังคมไทยมาแล้วก็มาบัญญัติเอาไว้ในหมวดที่ว่าด้วย คณะรัฐมนตรีว่าคนที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีได้นั้นจะต้องผ่านด่านอย่างน้อยที่สุด ๒ ด่าน
ในมาตรา ๑๗๒ บัญญัติว่าให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาให้ความเห็นชอบ บุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จภายในสามสิบวันนับแต่วันที่มี การเรียกประชุมสภาเป็นครั้งแรก
วรรคสาม บอกว่า มติของสภาผู้แทนราษฎรที่เห็นชอบด้วยในการแต่งตั้งให้ บุคคลใดเป็นนายกรัฐมนตรีต้องมีคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจํานวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร แต่ในกรณีที่บุคคลดังกล่าวมิได้เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ต้องมีคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจํานวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของ สภาผู้แทนราษฎร การลงมติในกรณีเช่นว่านี้ให้กระทําโดยลงคะแนนเปิดเผย นี่คือล็อกที่ ๑ ถ้าจะใช้คําพูดแบบสามัญ ล็อกที่ ๒ ก็คือ
มาตรา ๑๗๑ วรรคสอง บอกว่า ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้ลงนาม รับสนองพระบรมราชโองการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี
ท่านประธานครับ เมื่อมีการพาดหัวข่าวโดยมีการวิพากษ์วิจารณ์จากหลายฝ่ายภายนอก ว่าร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้สร้างจุดเสี่ยงให้คนนอกเป็นนายกรัฐมนตรี กระผมได้รับเชิญ ให้ไปพูดกับเอกอัครราชทูตสหภาพยุโรป ๒๐ ประเทศ เขาก็ถามคําถามนี้ผมครับ ผมก็อธิบายให้ฟังว่าเราเขียนว่าสภาผู้แทนราษฎรต้องลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีโดยเปิดเผยใน สภาต้องได้คะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่ง แล้วก็ไม่พอแค่นั้นนะครับ ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นประธานรัฐสภาและซึ่งเป็นคนของพรรคการเมืองเสียงข้างมากซึ่งเป็นแกนรัฐบาล นําความขึ้นกราบบังคมทูลตั้งนายกรัฐมนตรีเป็นประการที่ ๒ เป็นล็อกที่ ๒ อีก เราก็เชื่อว่า ส.ส. ในสภา ๔๕๐ คนตามร่างรัฐธรรมนูญนี้คงจะไม่ไปเลือกคนนอกเป็นแน่ ท่านประธานครับสภาแห่งนี้คงระลึกได้ว่าเมื่อครั้งที่มีการเลือกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญกัน ๒๐ คนในสภาแห่งนี้ คุณอลงกรณ์ พลบุตร และกระผมเสนอว่าควรจะเอาคู่ขัดแย้งซึ่งไม่ใช่ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๕ คนมาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ลงมติกันครับ ลงมติกันด้วยคะแนนเสียงข้างมากขาดลอย ดูเหมือนจะ ๒๔๐ กว่ากับ ๕ เสียงกระมัง ว่าให้เอาสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติเท่านั้น ๒๐ คนส่งเข้าไปเป็นกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ นี่ขนาดกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไม่ใช่นายกรัฐมนตรี คําถามที่กระผม อยากจะกราบเรียนถามก็คือว่าถ้าสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งของ ประชาชนโดยตรงแล้วมีพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง มีหัวหน้าพรรคกํากับอยู่ เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นคนของเสียงพรรคข้างมากเด็ดขาดคนที่หนึ่งแล้ว แล้วคน ๔๕๐ คนจะมาเสนอคนนอกให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีโอกาสจะเป็นไปได้แค่ไหน คําถามนี้จึงไม่ใช่คําถามที่ควรจะมาถามกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญว่าทําไมเขียน รัฐธรรมนูญแบบนี้ ความจริงต้องไปถามคนที่จะเป็น ส.ส. ๔๕๐ คนว่าเขาจะไปเอาคนนอก มาเป็นนายกรัฐมนตรีไหม ท่านประธานครับพอผมอธิบายเสร็จทูตเยอรมันก็ยกมือทันที ในที่ประชุมทูต ๒๐ ประเทศนั้นบอกว่าไม่เห็นแปลกเลย ไม่เห็นเหมือนกับที่สื่อมวลชนไทย รายงานเลย รัฐธรรมนูญเยอรมันก็เขียนอย่างนี้ว่าให้เลือกกันในสภาบุนเดสทาก คือสภาผู้แทนราษฎรโดยเปิดเผย จบ ไม่เห็นไม่เป็นประชาธิปไตยตรงไหน ผมเข้าใจครับ ท่านประธานว่าวันนี้คนไทยยังจําภาพเก่า ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนปี ๒๕๓๕ มาถึงเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ แต่ภาพเก่า ๆ นั้นมันเป็นภาพอดีตครับ ถ้าท่านประธานระลึกได้ก็จะพบว่าการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรีก่อนปี ๒๕๔๐ มีพัฒนาการมาดังนี้ครับ ก่อนปี ๒๕๓๕ ประธานรัฐสภา คือประธานวุฒิสภา ประธานวุฒิสภานั้นมาจากการแต่งตั้งและมาจากการแต่งตั้งของ คณะรัฐประหาร วิธีหานายกรัฐมนตรีในวันนั้นเขาไม่ได้เลือกกันในสภาครับ เมื่อมีการ เลือกตั้งเสร็จแล้วประธานรัฐสภาซึ่งคือประธานวุฒิสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้งก็จะไปถาม หัวหน้าพรรคการเมืองว่าหัวหน้าพรรคการเมือง ก ที่มี ส.ส. ๑๐๐ คน สนับสนุนใคร หัวหน้าพรรคการเมือง ข มี ส.ส. ๑๕๐ คนนี่สนับสนุนใคร มีจดหมายรับรองมาจาก หัวหน้าพรรคครับ ว่าพรรค ก ส.ส. ๑๐๐ คน สนับสนุนพลเอก เกรียงศักดิ์ ขออภัยที่เอ่ยชื่อท่าน พอรวบรวมชื่อได้เกินครึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร โดย ส.ส. ไม่ได้รู้เรื่องเลย ไม่ได้ลงมติเลย มีแต่จดหมายนําของหัวหน้าพรรค ประธานรัฐสภาซึ่งมาจากการแต่งตั้ง ก็จะนําความกราบบังคมทูล เพราะฉะนั้นเราถึงได้นายกรัฐมนตรีซึ่งไม่ได้เป็น ส.ส.พลเอก เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ เข้ามาในปี ๒๕๒๑ เราถึงได้ท่าน พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ เหตุการณ์อย่างนี้เป็นมาจนถึงปี ๒๕๓๔ เปิดรัฐธรรมนูญดูเถอะครับที่สภารวม ปี ๒๕๓๔ เขียนรัฐธรรมนูญขยับดีขึ้นมานิดหนึ่ง บอกว่า ประธานวุฒิสภาเป็นประธานรัฐสภา แต่ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรนําความกราบบังคมทูลตั้งนายกรัฐมนตรี แต่ไม่ได้เขียนว่า ให้ ส.ส. เลือกกันในสภา ท่านประธานคงระลึกได้ว่าพอหลังจากมีการเลือกตั้งทั่วไป ในปี ๒๕๓๕ พรรคสามัคคีธรรมชนะเลือกตั้งเป็นพรรคแกน หัวหน้าพรรคอย่าไปเอ่ยชื่อท่านเลย ควรจะได้เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านเป็น ส.ส. แต่มีข่าวว่าสหรัฐอเมริกาไม่ให้วีซ่าท่าน เข้าประเทศ ท่านก็เลยสละสิทธิ พอสละสิทธิ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎรวันนั้นคือท่านอาจารย์ดอกเตอร์อาทิตย์ อุไรรัตน์ ก็ถูกพรรคร่วมรัฐบาลให้ไปเชิญท่านพลเอกท่านหนึ่งมา พลเอก ส เสือ ก็แล้วกันนะครับ ท่านก็รับ นําความกราบบังคมทูลโปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่มีการเลือก ในสภาผู้แทนราษฎร โดยจดหมายนําของหัวหน้าพรรคก็เกิดการชุมนุมขึ้น เกิดเหตุการณ์ พฤษภาทมิฬล้มตายกัน ในการชุมนุมครั้งนั้นเรียกร้องให้แก้รัฐธรรมนูญ ๔ ประเด็น ๑. ให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรขยับจากฐานะการนําความกราบบังคมทูล ขึ้นตั้งนายกรัฐมนตรีเฉย ๆ เป็นประธานรัฐสภาด้วย เป็นคนนําความกราบบังคมทูลด้วย ๒. ให้ ส.ส. เท่านั้นที่เป็นนายกรัฐมนตรีได้ คนอื่นห้ามเป็น ๓. แก้เรื่องอื่นอีกปรากฏว่า พรรคร่วมรัฐบาลมีมติให้เอา ส.ส. คนหนึ่ง พลอากาศเอก ส เสือ ซึ่งเป็น ส.ส. หัวหน้าพรรค พรรคหนึ่งขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีเซ็นกันมาเลย หัวหน้าพรรค ท่านดอกเตอร์อาทิตย์ อุไรรัตน์ ก็ถือชื่อนั้นออกสภาไปตามมติของหัวหน้าพรรคข้างมาก แต่ท่านก็ไปเปลี่ยนใจแล้วท่านก็เปลี่ยนเป็น กราบบังคมทูลให้ตั้งท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอานันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี ครั้งที่ ๒ ท่านคงจํา ได้นะครับว่าผู้ที่เรียกร้องกันอยู่ที่อนุสาวรีย์ประชาธิปไตยวันนั้นพอรู้ว่าพลอากาศเอก ส เสือ จะได้เป็นนายกฯ ทั้ง ๆ ที่ตัวเองเรียกร้องว่าให้ ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรี ร้องยี้กันเป็นแถว แต่พอท่านดอกเตอร์อาทิตย์ อุไรรัตน์ ซึ่งวันนั้นเป็นวีรบุรุษนะครับ เพราะว่าท่านตัดสินใจ เปลี่ยนเสียเองนําความกราบบังคมทูลแล้วพร้อมรับผิดชอบทางการเมืองเสียเอง เอาคุณอานันท์ ปันยารชุน ซึ่งไม่ได้เป็น ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรีทุกคนไชโยโห่ร้อง นี่แปลว่า เรียกให้ ส.ส. เป็นนายกรัฐมนตรี แต่ว่าตั้งคนที่ไม่ใช่ ส.ส. กลับชอบใจ วันนั้นเชื่อไหมครับว่า รัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับที่กราบบังคมทูลขึ้นไป ท่านอาจารย์ชัยอนันต์อยู่ที่นี่หรือเปล่าไม่ทราบ ที่ต้องเอ่ยนามท่าน ท่านเป็นคนนําทูลเกล้าฯ ถวายฎีกาถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า ขอทรงพระกรุณาชะลอการลงพระปรมาภิไธยในร่างรัฐธรรมนูญ ๔ ฉบับ โดยเฉพาะฉบับที่บอกว่า นายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. เพราะมิฉะนั้นคุณอานันท์ ปันยารชุน จะเป็นนายกรัฐมนตรีไม่ได้ พระเจ้าอยู่หัวก็ทรงมีพระมหากรุณาฯ คุณอานันท์ก็มาเป็นนายกรัฐมนตรี มายุบสภา เลือกตั้งใหม่ ทรงลงพระปรมาภิไธยมาก่อน ๙๐ วัน ประกาศใช้เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๓๕ หลังจากที่ คุณอานันท์เป็นนายกรัฐมนตรีที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งแล้วหลังจากแก้รัฐธรรมนูญแล้ว แต่ก่อนที่จะลงพระปรมาภิไธย จึงมีบทบัญญัติว่าคนที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น ท่านประธานครับ ก็ใช้บทบัญญัตินั้นมาจนถึงปี ๒๕๔๐ พอปี ๒๕๔๐ นะครับ ท่านประธานคงระลึกได้ว่าตอนร่างรัฐธรรมนูญผมอยู่ในเหตุการณ์ด้วย ก็พูดกันว่า นายกรัฐมนตรีจะมาอย่างไร เราก็ตกลงกันว่าเอาตามหลักสากลเลย คือ ๑. ต้องลงคะแนนกัน ในสภาผู้แทนราษฎร แล้วลงคะแนนโดยเปิดเผย ถามว่าทําไมต้องเปิดเผยเพราะกลัวว่า ถ้าลงคะแนนลับจะซื้อกันครับ ต้องลงเปิดเผยยกมือเลยแล้วขานชื่อเลยว่าข้าพเจ้าชื่อ นาย ก สนับสนุนนายคนนี้เป็นนายกรัฐมนตรี นี่คือล็อกที่ ๑ ล็อกที่ ๒ ก็บอกต่อไปว่า ถ้าอย่างนั้นให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นประธานรัฐสภา ซึ่งเป็นคนของพรรคข้างมาก นําชื่อขึ้นกราบบังคมทูล มาถึงประเด็นสุดท้ายคือล็อกที่ ๓ ครับ คําถามคือว่าจะต้องเขียนต่อไปไหมว่านายกรัฐมนตรี ต้องเป็น ส.ส. เท่านั้น หลายคนบอกไม่ต้องเขียนแล้วเพราะว่าเราเลือกกันโดยเปิดเผย เราไม่ได้ให้ประธานวุฒิสภาที่มาจากการแต่งตั้งไปขอหนังสือจากหัวหน้าพรรคสนับสนุน มาแล้ว เราให้ ส.ส. ๕๐๐ คนในสภาผู้แทนราษฎรลงมติโดยเปิดเผยแล้ว แต่ท้ายที่สุด กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ในปี ๒๕๔๐ นั้นก็บอกว่าเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ ปี ๒๕๓๕ มันเป็นแผลสดอยู่นะ บทบัญญัตินี้อย่าไปเอาออกเลย ก็คงไว้ ก็เลยมีล็อก ๓ ล็อกครับประตูนี้ ล็อกที่ ๑ ต้องลงมติโดยเปิดเผยด้วยคะแนนเสียงข้างมากเกินครึ่งในสภาผู้แทนราษฎร ล็อกที่ ๒ ก็คือให้ประธานสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นคนของพรรคเสียงข้างมากแกนรัฐบาลนําความ กราบบังคมทูล ล็อกที่ ๓ คือต้องเป็น ส.ส. ก็ใช้มาถึงปี ๒๕๔๙ ท่านประธานคงระลึกได้ นะครับ มีปัญหา เรียกร้องให้พระเจ้าอยู่หัวทรงใช้พระราชอํานาจตามมาตรา ๗ ตั้ง นายกรัฐมนตรีคนใหม่ เอานายกรัฐมนตรีคนเก่าออก วันที่ ๒๕ เมษายน ๒๕๔๙ ผมจําวันได้ แม่นเลยครับ ตุลาการศาลปกครองและผู้พิพากษาศาลยุติธรรมไปเข้าเฝ้ารับสั่งว่ามาตรา ๗ มีไว้เพื่ออุดช่องว่างในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้บัญญัติไว้ แต่กรณีนี้รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ ทรงทําตามรัฐธรรมนูญมาทุกประการ เพราะฉะนั้นจะทรงทําตามอําเภอพระราชหฤทัยไม่ได้ ไม่เคยทรงใช้พระราชอํานาจนอกรัฐธรรมนูญ ก็เป็นอันว่ามาตรา ๗ หยุด ไม่มีทางออกครับ ผลสุดท้าย ๑๙ กันยายนก็เกิดขึ้น เขียนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ท่านอาจารย์เจิมศักดิ์นั่งอยู่ที่นี่ หลายคนนั่งอยู่ที่นี่ คุณหมอชูชัยก็นั่งเขียนอยู่ อาจารย์ปกรณ์ก็นั่งเขียนอยู่ก็มาถึงบทบัญญัติ เลือกนายกรัฐมนตรี ก็ลอกของปี ๒๕๔๐ นั้นอีก เพราะก็ห่วงเหมือนกันว่าถ้าไม่เขียนเรื่อง นายกรัฐมนตรีเป็น ส.ส. นี้นะครับ จะโดนว่า ก็เลยมี ๓ ล็อกเหมือนเดิม ๑. เลือกในสภา โดยเสียงข้างมากโดยเปิดเผย ๒. ประธานสภาผู้แทนราษฎรนําขึ้นกราบบังคับทูล ๓. เป็น ส.ส. ท่านประธานก็นึกถึงวันที่ ๒๒ พฤษภาคมได้ใช่ไหมครับ คือเมื่อมีการยุบสภาแล้ว ยุบสภาแล้วรัฐบาลก็รักษาการ ก็เรียกมาตรา ๗ อีกครับ มาตรา ๗ ทั้ง ๆ ที่มีพระราชดํารัส ชัดเจนในปี พ.ศ. ๒๕๔๙ แล้วว่าท่านทรงทําตามรัฐธรรมนูญ ผลสุดท้ายท่านอดีตนายกรัฐมนตรี รักษาการ ท่านก็ถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยรักษาการไม่ได้ ท่านรองนายกรัฐมนตรีขึ้น รักษาการ ความขัดแย้งก็ยังอยู่รุนแรงกัน ไม่ต้องบรรยายนะครับ ก็มีการเชิญเข้าไป ในค่ายทหารว่าจะเอาอย่างไร จะปรองดองกันไหม ก็ไม่ยอม ไม่ยอม ท่านพลเอก ประยุทธ์ ท่านก็ถามอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม หัวหน้าผู้นําของพรรคข้างมากในเวลานั้นว่า ตกลง ครม. จะลาออกทั้งคณะเพื่อที่จะให้ใช้มาตรา ๗ คือตั้ง ครม. ใหม่ได้ไหมเพราะว่า ใช้มาตรา ๗ ได้ ถ้า ครม. รักษาการไม่ได้แล้ว ประเทศว่างรัฐบาลไม่ได้ คําตอบวันนั้นจาก อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมคือนาทีนี้ไม่ออก เป็นที่มาของวาทะอันลือลั่นว่านาทีนี้ ผมก็ยึดอํานาจ นี่แปลว่า ๓ ล็อกนี้ก่อให้เกิดปัญหา ๒ ครั้งในประเทศไทย แผลสด ๆ เลยนะครับ ปี ๒๕๔๙ ครั้งหนึ่ง ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ อีกครั้งหนึ่ง พอมาถึงการยกร่างครั้งนี้ เราก็เห็น แล้วล่ะว่า แผลเมื่อปี ๒๕๓๕ นั้นยังอยู่ในใจคนหลายคน แต่แผลที่ต้องมีการเลิกรัฐธรรมนูญกันในปี ๒๕๔๙ ก็ดี ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ก็ดี ก็เป็นแผลสดกว่า มันไม่มีทางออกให้บ้านเมือง กรรมาธิการยกร่างเลยตัดสินใจว่า ถ้าเช่นนั้นก็มี ๒ ล็อกก็พอ ล็อกที่ ๑ ก็คือลงคะแนนเสียงกันโดยเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎร ด้วยคะแนนเสียงข้างมาก เกินครึ่ง ล็อกที่ ๒ ก็คือประธานสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเป็นคนของพรรคข้างมากนําความ กราบบังคับทูล ก็ปรากฏว่ามีเสียงวิพากษ์วิจารณ์พูดว่า ไปเอานายกรัฐมนตรีคนนอกมา ผมก็ชี้แจงอย่างนี้ว่าขนาดสภาแห่งนี้เลือกกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขอ ๕ คน จากคู่ขัดแย้งเข้ามาเป็นกรรมาธิการยกร่างนี่เรายังไม่เลือกเลย แล้วนั่นนายกรัฐมนตรีจะไป เลือกคนนอกทําไม คําถามที่ว่านายกรัฐมนตรีคนนอกหรือไม่จึงไม่ควรมาถามกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ จึงควรไปถามหัวหน้าพรรคการเมือง และ ส.ส. ทั้งหลายที่สังกัด พรรคการเมืองเหล่านั้นว่าจะไปเลือกคนนอกหรือ แต่วิพากษ์วิจารณ์กันมากครับ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็เลยมาทบทวนดูแล้วว่าเราต้องรับฟัง เพราะฉะนั้นก็เลยเขียน ต่อไปว่าถ้าเป็นคนที่ไม่ใช่เป็น ส.ส. นี่ใช้คะแนนเสียง ๒ ใน ๓ ครับ เพื่อเวลาเกิดวิกฤติไม่มี ทางออกจริง ๆ ระหว่างยุบสภาไม่มี ส.ส. ได้เป็น จะไปเอาใครครับ ก็ต้องไปเอาคนซึ่งไม่ใช่ ส.ส. มาเป็น แล้วยุบสภา บ้านเรานี่อย่านึกว่า ๖๐ วันนะครับท่านประธาน เหตุการณ์ มันเกิดขึ้นมาแล้วใช่ไหมครับว่ายุบสภาทีหนึ่งมันเลือกตั้งไม่ได้ภายใน ๖๐ วัน มัน ๖ เดือนครับ ระหว่างนั้นจะให้บ้านเมืองถึงทางตันที่จะต้องมาเลิกรัฐธรรมนูญกันอีกหรือ นี่คือคําตอบครับ แล้วถามว่าทําไมไม่เขียนว่า วิกฤติ กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็พูดกันแล้วว่า ถ้าเขียนว่า วิกฤตินี่จะต้องส่งศาลรัฐธรรมนูญตีความอีก ๑ เดือนครับ ระหว่างนั้นก็ขัดแย้งกันไปถึงไหน เสียเลือดเสียเนื้อกันอีกเท่าไรก็ไม่รู้ ก็จะเกิดวิกฤติซ้อนวิกฤติ คือวิกฤติการตีความ เพราะฉะนั้นก็เลยเขียนเอาไว้ว่า ถ้า ส.ส. ๔๕๐ คนจะไปเอาคนที่ไม่ใช่ ส.ส. มาเป็น นายกรัฐมนตรี ในกรณีที่เกิดวิกฤติถึงทางตันจริง ๆ นี่นะครับ ก็ไปเอาคนนอกมาได้ แต่ถ้ามัน ยุบสภาแล้ว ส.ส. ทําหน้าที่ไม่ได้แล้ว วุฒิสภาก็ทําหน้าที่แทนไป นี่คือที่มาเขียนไว้เพื่อเป็น ข้อยกเว้น ข้อยกเว้นที่คงไม่เกิดบ่อย ๆ ครับ แต่ไปพูดกันจนกลายเป็นหลัก แล้วก็มาพูดกันถึง ว่านายกรัฐมนตรีคนนอก คนนอก ขอกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าถ้าไม่เขียนอย่างนี้ สิครับมันจะเกิดจุดเสี่ยง จุดเสี่ยงที่ว่านั้นก็คือจุดเสี่ยงที่นําไปสู่การที่อาจจะต้องไปพูด มาตรา ๗ อีกครั้งหนึ่ง ไปรบกวนเบื้องพระยุคลบาทอีกครั้งหนึ่ง หรือไม่ก็ต้องเลิกรัฐธรรมนูญ อีกครั้งหนึ่ง คิดสะระตะดูแล้วกรรมาธิการบอกว่าถ้าอย่างนั้นอย่าให้ถึงขั้นเลิกรัฐธรรมนูญ เลยเปิดโอกาสเอาไว้ กราบเรียนท่านประธานที่เคารพนะครับว่าที่ผมต้องใช้เวลาตรงนี้ นิดหนึ่ง เพราะว่าหลายท่านพูดตั้งแต่วันแรก และเมื่อวานนี้ก็มาพูดตอนเย็น ถึงขนาด เปรียบเปรยว่าทําไมต้องกางร่มในห้องนอน ไม่ใช่ครับ เราเตรียมร่มเอาไว้ในบ้าน ไม่เอามา กางในห้องนอนครับ เตรียมเอาไว้ในบ้านถ้าฝนตกเดินออกไปนอกบ้านจะได้กางร่มได้ อย่าเปียก ก็เหตุนี้ครับท่านประธาน จึงไม่ใช่เรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก คนในทั้งสิ้น นายกรัฐมนตรีต้องเป็นคนที่เป็น ส.ส. อยู่แล้วครับ เพราะ ๔๕๐ คนและพรรคการเมือง เขาจะต้องเอาหัวหน้าพรรคของเขาอยู่แล้ว เหมือนที่สมาชิก สปช. จะต้องเลือกสมาชิก สปช. ๒๐ คนมาเป็นกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว ไม่เลือกคนนอกหรอกครับ ถึงอย่างไร ก็ตาม ท่านประธานครับ ข้อทักท้วงของท่านสมาชิกท่านหนึ่งคือท่านประธานกรรมาธิการ ปฏิรูปการเมืองนี่น่าฟัง ผมยอมรับนะครับผมจะไปปรับ คือท่านบอกว่าในมาตรา ๑๗๓ บอกว่ากรณีพ้น ๓๐ วันนับแต่มีการเรียกประชุมสภาเพื่อให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร มาประชุมครั้งแรกแล้ว ไม่ปรากฏว่าบุคคลใดได้คะแนนเสียงเห็นชอบให้ได้รับแต่งตั้งเกิน ครึ่งหนึ่ง หรือ ๒ ใน ๓ ใครได้เสียงข้างมากสูงสุดให้เอาขึ้นทูลเกล้าฯ ได้ ตรงนี้ท่านบอกว่าจะเป็นช่องว่างให้คนนอก ทําให้เลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ภายใน ๑ เดือน แล้วก็มาใช้ช่องว่างนี้เอาเสียงข้างมากธรรมดาเป็นนายกรัฐมนตรี ผมจะไปเขียนให้ครับ จะไป เขียนให้เลย แต่ถ้าเป็นกรณีที่เป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งไม่ใช่ ส.ส. ต้องใช้คะแนนเสียง ๒ ใน ๓ เหมือนเดิมจะมาใช้หลักเสียงข้างมากปกติเหมือนกับที่เลือก ส.ส. ไม่ได้ เพราะฉะนั้น ท่านประธานครับ อดีตที่ขมขื่นนั้นอย่าไปนึกแต่อดีตของปี ๒๕๓๕ ต้องนึกถึงอดีตที่ขมขื่น ของปี ๒๕๔๙ และวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ด้วยนะครับ เรื่องนายกรัฐมนตรีคนนอก ผมจึงขอตอบแค่นี้ ที่เหลือผมจะขอให้ท่านพลเอก เลิศรัตน์ พูดเรื่องกลุ่มการเมือง ที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์กันมาตลอด ๒ วัน แล้วก็ขอให้ท่านศาสตราจารย์นายแพทย์กระแส ชนะวงศ์ ช่วยตอบเรื่องหน่อยว่าองค์กรตรวจสอบเยอะมากจะบริหารงานได้อย่างไร จะไม่ติดขัดไปหมดหรือ ขออนุญาตท่านประธานให้ท่านเลิศรัตน์ตอบเรื่องกลุ่มการเมืองครับ