บวรศักดิ์ อุวรรณโณ หารือเรื่องรัฐบาลผสมและธรรมเนียมปฏิบัติของรัฐธรรมนูญอังกฤษ โดยวิจารณ์ระบบการเลือกตั้งสัดส่วนผสมและว่าระบบนี้ไม่ได้ทำให้พรรคการเมืองใหญ่กลายเป็นพรรคเล็ก และยังวิจารณ์กรณีเกิดรัฐบาลผสมที่ไม่ได้ตามมาตรา 172-173 ของรัฐธรรมนูญ
ท่านประธานครับ ความจริงกระผมไม่อยากตอบนะครับ ผมขอพูดสั้น ๆ แต่เพียงว่าคนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ คือหัวหน้าพรรคการเมืองและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๔๕๐ คน และเขาต้องลงคะแนน โดยเปิดเผยในสภาผู้แทนราษฎรด้วย กรณี ๒ ใน ๓ ไม่ง่ายนะครับ ผมไม่เชื่อว่าจะเกิดขึ้น และผมก็เชื่อว่าท่านสมาชิกซึ่งเพิ่งนั่งลงไปเมื่อสักครู่นี้คงได้ยินกระผมยกตัวอย่างเรื่อง คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่คุณอลงกรณ์และกระผมเสนอให้เชิญคนนอก ๕ คน มาในโควตาของ สปช. นี่ รู้สึกจะ ๒๔๐ : ๕ หรือต่อ ๖ คะแนนเท่านั้นนะครับ คือไม่เอา คนนอก เพราะฉะนั้นกราบเรียนท่านประธานครับว่านี่ไม่ใช่คะแนนเสียงครึ่งหนึ่งด้วยนะครับ ต้องเสียง ๒ ใน ๓ ส่วนเรื่องรัฐบาลผสมนั้นกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ระบบเลือกตั้งสัดส่วน ผสมนั้นไม่ได้ต้องการให้เกิดรัฐบาลผสม เป็นระบบเลือกตั้งที่ต้องการจะเน้นให้เกิดความเป็นธรรม สอดคล้องระหว่างคะแนนเสียงที่พรรคนั้นได้รับจริงจากความนิยมของประชาชนทั่วประเทศ กับจํานวน ส.ส. ที่เขาได้ ระบบการเลือกตั้งสัดส่วนผสมนี้จะไม่ทําให้พรรคการเมืองใหญ่ กลายเป็นพรรคการเมืองเล็ก ไม่ใช่อย่างนั้นละครับ เข้าใจผิดทั้งสิ้น พรรคการเมืองใหญ่ จะเป็นพรรคการเมืองใหญ่อยู่เหมือนเดิมเพียงแต่เขาไม่ได้ ส.ส. เกินกว่าที่เขาได้รับความนิยม ของประชาชน ถ้าเขาได้ ส.ส. ถ้าเขาได้คะแนนเสียงนิยมจากประชาชน ๔๔ เปอร์เซ็นต์ ทั่วประเทศในระบบบัญชีรายชื่อเขาไม่ควรจะได้คะแนนเสียงได้จํานวน ส.ส. ถึง ๕๔ เปอร์เซ็นต์ในสภานะครับ เพราะฉะนั้นระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม จึงมีวัตถุประสงค์สําคัญที่สุดแต่ไปพูดกันจนเพี้ยนว่าต้องการสร้างความเป็นธรรมที่แท้จริง ให้เกิดขึ้นระหว่างความนิยมของประชาชนที่ให้กับพรรคนั้น กับจํานวน ส.ส. ที่พรรคนั้นได้รับ เพราะฉะนั้นถึงใช้ระบบนี้เชื่อผมเถอะครับ พรรคใหญ่ ๒ พรรค ก็จะยังคงเป็นพรรคใหญ่ ๒ พรรคเหมือนเดิม เมื่อพรรคใหญ่ ๒ พรรคยังคงเป็นพรรคใหญ่ ๒ พรรคเหมือนเดิม แล้วก็ จะต้องเป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลเหมือนเดิม ไม่ได้มีต้องการจะให้เป็นพรรคเล็กพรรคน้อย หัวแหลกหัวแตกทั้งสิ้น และเมื่อพรรคใหญ่เป็นแกนแล้วนี่เขาก็ต้องเอาหัวหน้าพรรคเขานั่นล่ะเป็นนายกรัฐมนตรี เขาจะไปเอาคนนอกทําไมถ้ามันไม่เกิดเหตุวิกฤติขึ้นมา ท่านประธานครับ ผมจึงกราบเรียนว่า ผมเข้าใจนะ เข้าใจความฝังใจของเหตุการณ์ในอดีต แต่อย่าไปฝังใจเหตุการณ์เดียว เมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๓๕ สิครับ ท่านสมาชิกต้องนึกถึงเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗ ต้องนึกถึงเมื่อวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ ด้วย ว่าเราจะล็อก ๓ ล็อกอีกหรือ ผลสุดท้ายเวลา ไฟไหม้บ้านไขกุญแจ ๓ ล็อกตายอยู่ในบ้านนะครับ เหมือนกับต้องฉีกรัฐธรรมนูญนี่ เพราะฉะนั้นจึงกราบเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าสิ่งที่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๗๒ มาตรา ๑๗๓ นั้นเป็นมาตรฐานของสากลครับ เหมือนกับที่ทูตเยอรมันบอกว่าชี้แจงอย่างนี้ แล้วไม่เห็นแปลกเลย รัฐธรรมนูญเขาก็เขียนอย่างนี้ แล้วรัฐธรรมนูญหลายประเทศนะครับ ผมยืนยันได้ว่าที่ไม่ได้บอกว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. พูดกันถึงอังกฤษ ท่านประธานครับ บังเอิญผมทําวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติในรัฐธรรมนูญอังกฤษ ไม่มีกฎหมายฉบับไหนในอังกฤษบอกว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. เลยแม้แต่น้อยครับ แต่มันเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ ถามว่าทําไมเป็นธรรมเนียมปฏิบัติ เพราะข้อบังคับการประชุม สภาผู้แทนราษฎรและข้อบังคับการประชุมสภาขุนนางอังกฤษบอกว่า ใครก็ตามที่จะเข้ามา ในสภานั้นต้องเป็นสมาชิกของสภานั้นเท่านั้น ท่านเคยเห็นไหมครับเวลาที่ สมเด็จพระบรมราชินีนาถเสด็จไปเปิดประชุมครั้งแรก ท่านเสด็จเข้าไปนั่งประทับ บนราชบัลลังก์ในสภาขุนนาง แล้วเสนาบดีคนหนึ่งคล้าย ๆ ราชเลขา ที่เขาเรียก แบลค รอด (Black Rod) ถือคฑาเดินไปเคาะประตูสภาผู้แทนราษฎร เฮาส์ ออฟ คอมมอน (House of Commons) สภาสามัญ เชิญ ส.ส. ทั้งหมดออกมา แต่ ส.ส. ทั้งหมดนั้นเข้าไป ในสภาขุนนางไม่ได้ต้องไปยืนอยู่ตามมุมประตูต่าง ๆ นายกรัฐมนตรีอังกฤษก็ไปยืนเกาะประตูครับ ฟังนโยบายรัฐบาลที่สมเด็จพระราชินีนาถทรงอ่านจากราชบัลลังก์ที่เขาเรียกว่า สปีช ออฟ เดอะ โทรน (Speech of the Throne) จึงมีหลักว่าเมื่ออํานาจสูงสุดในการบริหารประเทศมันไปอยู่ที่ สภาสามัญเสียแล้ว ขุนนางเข้าไปในสภาสามัญไม่ได้ จําเป็นอยู่เองที่คนที่จะเป็น นายกรัฐมนตรีอังกฤษจึงต้องเป็นสมาชิกสภาสามัญ เพราะไม่อย่างนั้นเข้าไปตอบกระทู้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเข้าไปเสนอกฎหมายในสภาสามัญซึ่งเป็นสภาที่มีอํานาจเหนือกว่าสภาขุนนาง ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอังกฤษเองมีธรรมเนียมปฏิบัติว่านายกรัฐมนตรีต้องเป็น ส.ส. ธรรมเนียม ปฏิบัตินะครับไม่ใช่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายลายลักษณ์อักษร ธรรมเนียมปฏิบัติที่เกิดจาก ข้อบังคับการประชุมว่าห้ามคนอื่นที่ไม่ใช่สมาชิกสภาเข้ามาในสภา จึงไม่ต้องแปลกใจว่า วันแถลงนโยบายของรัฐบาลเองนายกรัฐมนตรีเป็นคนเขียนนโยบายให้สมเด็จพระราชินีนาถ อ่านเอง นายกรัฐมนตรีต้องเกาะลูกกรงประตูสภาขุนนาง ยืนอยู่นอกสภาขุนนาง ในขณะที่ ขุนนางซึ่งเป็นสมาชิกสภาขุนนางนั่งสบายอย่างท่านสมาชิกนะครับ เพราะฉะนั้นกราบเรียนว่า สิ่งที่เขียนอยู่ในรัฐธรรมนูญนี้ในมาตรา ๑๗๒ มาตรา ๑๗๓ ท่านไม่เชื่อท่านไปถามทูตประเทศ ต่าง ๆ ดูก็ได้ หรือจะเข้าไปในเว็บไซต์ (Web site) อินเทอร์ พาเลียร์เมนเทอรี่ ยูเนียน (Inter Parliamentary Union) ก็ได้ครับ ไม่ผิดมาตรฐานสากลครับ เพราะฉะนั้นกราบเรียน ยืนยันอีกครั้งหนึ่งว่าสิ่งที่เขียนอยู่นี้ได้นําเอาหลักสากลในทางประชาธิปไตยว่านายกรัฐมนตรี ต้องเป็น ส.ส. เป็นหลัก และประสบการณ์อันขมขื่นของประเทศไทยว่าเราต้องแก้ปัญหา เมื่อเกิดภาวะวิกฤติและต้องฉีกรัฐธรรมนูญแล้ว ๒ ครั้ง มาผสมกันให้พอดีครับ จึงลด ๓ ล็อก ที่อยู่ในล็อกปี ๒๕๕๐ กับล็อกปี ๒๕๔๐ ออก เหลือ ๒ ล็อก ก็พอแล้วครับท่านประธานครับ แล้ววันนี้ ๒ ล็อกก็วิจารณ์กันมากก็เลยเพิ่มคะแนนเสียงว่าเป็น ๒ ใน ๓ ถ้าจะเอาคนไม่ใช่ ส.ส. แล้วผมก็รับไว้แล้วว่าผมจะแก้มาตรา ๑๗๓ นะครับ ว่าถ้าเดือนหนึ่งหา ส.ส. ในสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ คุณเอา ส.ส. ด้วยกันเป็นนายกรัฐมนตรีตามมาตรา ๑๗๓ ก็คะแนนเสียงข้างมากธรรมดา แต่ถ้าจะเอาคนนอกก็ต้อง ๒ ใน ๓ เหมือนเดิมนะครับ กราบขอบพระคุณครับ