โกเมศ แดงทองดี ระบุหลักการสำคัญของการกีฬาไทย ได้แก่ ความทันสมัย มาตรฐานสากล และความเป็นทั่วถึงในการเข้าถึงบริการ พร้อมทั้งชี้แจงวัตถุประสงค์และขั้นตอนการปฏิรูปโดยเน้นการสร้างผู้ขับเคลื่อนที่มีประสบการณ์ พร้อมเสนอรายชื่อคณะอนุกรรมาธิการทั้ง 5 คณะที่จะร่วมดำเนินการ ต่อเนื่องด้วยการเสนอแนวทางปฏิรูปที่ชัดเจน โดยแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ออกเป็น 2 กระทรวง จัดตั้งมหาวิทยาลัยกีฬาแห่งชาติ และปรับปรุงกฎหมายด้านกีฬาให้สอดคล้องกับบริบทประเทศและนานาชาติ เพื่อสร้างประสิทธิภาพในการบริหารจัดการโครงสร้างและบุคลากร
กราบเรียนท่านประธานและท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ กระผม นายโกเมศ แดงทองดี สมาชิกสภาปฏิรูป ลําดับที่ ๑๗ จากจังหวัดราชบุรี กระผมขออภิปรายสนับสนุนร่างรัฐธรรมนูญฉบับร่างนี้ซึ่งถูกกําหนดในร่างรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา ๙๕ และมาตรา ๒๙๕ เพื่อสนับสนุนความคิดและแนวทางในการปฏิรูปการกีฬา ของคณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา ในฐานะที่กระผมเป็นกรรมาธิการและเป็นประธาน คณะอนุกรรมาธิการปฏิรูปโครงสร้างการกีฬา ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณและชื่นชมยินดี ต่อคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านที่ได้ดําเนินการยกร่างด้วยความวิริยะอุตสาหะ จนกระทั่งเสร็จเรียบร้อย และได้มอบให้กับสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ เมื่อวันที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๕๘ เพื่อให้ประธานกรรมาธิการและสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ได้ศึกษาและได้นํามาอภิปรายในโอกาสนี้ ผมได้อ่านรัฐธรรมนูญฉบับนี้แล้วมีความเห็นว่า ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีฉบับหนึ่งในด้านเนื้อหาสาระ และวิธีดําเนินการ ทั้งนี้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้วางกรอบแนวทางในการร่างไว้ อย่างรอบคอบ รัดกุม โดยเฉพาะเจตนารมณ์ในการยกร่างที่ว่าจะแก้ไขปัญหาในอดีต และสร้างความก้าวหน้าในอนาคต นอกจากนั้นการให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วม ในกระบวนการร่างอย่างกว้างขวาง โดยแสดงความคิดเห็นผ่านสมาชิก สปช. จังหวัด ทั้ง ๗๖ จังหวัดและกรุงเทพมหานคร รวมตลอดถึงการแสดงความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิ ด้านต่าง ๆ และผู้แทนพรรคการเมืองเป็นจํานวนมาก ที่สําคัญยังได้นํามิติใหม่คือได้แสดง เจตนารมณ์ในแต่ละมาตรา ส่วนนี้จะทําให้สามารถแก้ไขปัญหาด้านการตีความเมื่อเกิดปัญหา การตีความ อย่างไรก็ตามคงจะต้องมีการปรับปรุงแก้ไขอีกจากสมาชิก สปช. ในถ้อยคํา และสาระสําคัญต่าง ๆ ในร่างนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องปกติที่ทุกคนต้องมีความเห็นไม่เหมือนกัน การกีฬาถูกบรรจุในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ในภาค ๒ หมวด ๒ มาตรา ๙๕ และหมวด ๔ หมวด ๒ มาตรา ๒๙๕ (๓) ซึ่งนับว่าเป็นครั้งแรกที่มีคําว่า กีฬา ถูกบรรจุในรัฐธรรมนูญ ทั้งนี้เพราะว่ารัฐธรรมนูญตั้งแต่ฉบับที่ ๑ ถึงฉบับที่ ๑๙ ไม่เคยมีปรากฏคําว่า กีฬา เลยทําให้ คิดว่าที่ผ่านมากีฬาไม่ได้รับการดูแลเอาใจใส่เท่าที่ควร จึงทําให้การกีฬาในประเทศของเรา ล้าหลังไม่สามารถที่จะทัดเทียมกับนานาประเทศได้ อีกทั้งกีฬาไม่สามารถที่จะอํานวย ประโยชน์ให้เกิดขึ้นกับประชาชน ชุมชน สังคม ประเทศชาติได้อย่างดี ทั้ง ๆ ที่กีฬานั้น มีความสําคัญต่าง ๆ อย่างมากมาย ท่านประธานครับการจัดทําร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ มีเจตนารมณ์หลักเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้ก้าวไปสู่ความเจริญอย่างยั่งยืน ดังนั้นการบรรจุ ถ้อยความดังกล่าวในมาตรา ๙๕ และมาตรา ๒๙๕ (๓) ย่อมหมายถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้มีเจตนารมณ์ ในการที่จะให้มีการปฏิรูปกีฬาอย่างแท้จริง ภายใต้หลักการ ๔ ประการคือ
๑. มีความทันสมัย คือสามารถก้าวทันการเปลี่ยนแปลงสังคมโลก
๒. มีมาตรฐาน คือมีรูปแบบและการดําเนินกิจกรรมตามที่กําหนดไม่น้อยกว่า มาตรฐานที่ใช้กันในระดับสากล
๓. อย่างทั่วถึง คือมีความเพียงพอและครอบคลุมไปทุกพื้นที่ของประเทศ โดยที่ประชาชนทุกคนทุกถิ่น ทุกท้องที่ต้องมีโอกาสเข้าถึงบริการการกีฬาของภาครัฐ อย่างถ้วนหน้า
๔. มีความเป็นธรรม คือประชาชนทุกระดับและทุกประเภท อาทิ เด็ก เยาวชน คนวัยทํางาน ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้บกพร่องทางร่างกาย สามารถได้รับ โอกาสร่วมกิจกรรมออกกําลังกาย กิจกรรมกีฬาทุกประเภทอย่างเสมอภาคและเท่าเทียมกัน โดยไม่เลือกปฏิบัติเป็นการลดความเหลื่อมล้ําให้หมดสิ้นไป นอกจากนั้นยังมีสาระสําคัญ อีกประการตามบทบัญญัติในมาตรา ๙๕ และมาตรา ๒๙๕ (๓) ยังเน้นให้ภาครัฐและ หน่วยงานในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศาสนสถานมีหน้าที่ดําเนินการตามเจตนารมณ์ ของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านประธานครับ การกีฬามีความสําคัญต่อการพัฒนาคุณภาพ ชีวิตของประชาชน ทั้งในด้านสุขภาพพลานามัยและด้านจิตใจ เป็นปัจจัยสําคัญที่ทําให้ ประชาชนสามารถพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเอง ครอบครัว ชุมชนและสังคม นําไปสู่การ มีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองได้อย่างมีประสิทธิภาพ การเมือง ถูกนําไปใช้เป็นเครื่องมือเพื่อสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว ชุมชนในประเทศที่พัฒนาแล้ว ทั่วโลกจะอาศัยกระบวนการของกีฬาเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม เพื่อสร้างเครือข่ายชุมชน ตลอดจนสร้างจิตสํานึกในการดํารงชีวิตที่มีคุณธรรม มีวินัยและมีความรับผิดชอบต่อหน้าที่ เคารพในสิทธิของตนเองและผู้อื่นซึ่งเป็นรากฐานที่ดีของสังคม ในประเทศที่พัฒนาแล้ว อย่างประเทศสหรัฐอเมริกาและประเทศจีน สามารถใช้กีฬาสร้างรายได้อย่างจํานวนมาก และพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมกีฬาที่มีส่วนแบ่งทางการตลาดขนาดใหญ่เป็นอันดับต้น ๆ ของธุรกิจโลก ในประเทศไทยของเราการบริหารจัดการด้านกีฬาประสบปัญหาหลายด้าน ได้แก่ ปัญหาเกี่ยวกับโครงสร้างองค์กรที่เกิดจากการรวมด้านการท่องเที่ยวและกีฬา เข้าด้วยกัน โดยคิดว่ากิจกรรมทั้งสองด้านจะสนับสนุนซึ่งกันและกันและควบรวมกันได้ แต่ในความเป็นจริงกิจกรรมทั้งสองอย่างมีเพียงบางส่วนสามารถดําเนินการไปด้วยกันได้เท่านั้น ปัญหาการจัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับประถมถึงอุดมศึกษาจํานวนชั่วโมงพลศึกษา ที่เคยมีมาแต่ในอดีตหายไป หลักสูตรการเรียนปกติไม่เหมาะสมกับการส่งเสริมนักกีฬา โดยเฉพาะกีฬาเพื่อความเป็นเลิศและการเป็นนักกีฬาอาชีพ ปัญหาทางด้านกฎหมาย การกีฬา โดยเฉพาะด้านภาษี ปัญหาการนําแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติสู่การปฏิบัติไม่บรรลุ เป้าหมาย จะเห็นได้จากแผนพัฒนากีฬาแห่งชาติ ฉบับที่ ๔ ระหว่าง พ.ศ. ๒๕๕๐ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๔ ทั้ง ๖ ยุทธศาสตร์ ไม่มียุทธศาสตร์ใดบรรลุเป้าหมายแม้แต่ยุทธศาสตร์เดียว ปัญหาการ ไม่สามารถนํากีฬามาสร้างรายได้หรือพัฒนาเป็นอุตสาหกรรมกีฬา ได้มีกีฬาเพียง บางประเภทเท่านั้นที่ทํารายได้ให้กับประเทศของเรา เช่น มวยไทยไฟท์ (Thai fight) และ กีฬาฟุตบอล เป็นต้น จากความสําคัญและปัญหาดังกล่าวภาครัฐจึงควรให้ความสําคัญในการที่จะแก้ปัญหา ให้ครอบคลุมทุกด้าน เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่ม ทุกระดับได้รับประโยชน์สูงสุดร่วมกัน จากการใช้กีฬาเป็นเครื่องมือผลักดันสังคมไทย รวมถึงสร้างโอกาส สร้างงาน สร้างรายได้ สร้างความมั่นคงด้านเศรษฐกิจให้กับประเทศ และพัฒนาไปทุกด้านเฉกเช่นเดียวกับประเทศ ที่พัฒนาแล้วทั่วโลก ดังนั้นคณะกรรมาธิการการกีฬาจึงได้วางแนวทางการปฏิรูปกีฬาโดยได้ นํารัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ ซึ่งกําหนดให้สภาปฏิรูป แห่งชาติมีหน้าที่ศึกษาและเสนอแนะเพื่อให้เกิดการปฏิรูปด้านต่าง ๆ ๑๑ ด้าน ด้านที่ ๑๑ ด้านอื่น ๆ สภาแห่งนี้เสนอเพิ่มเติมปฏิรูปอีก ๗ ด้านรวมเป็น ๑๘ ด้าน และการปฏิรูป ด้านกีฬาเป็น ๑ ใน ๑๘ ด้าน ทั้งนี้ สปช. เองได้กําหนดวาระการปฏิรูปไว้ ๓๖ วาระ และ ๗ วาระการพัฒนา การปฏิรูปกีฬาเป็น ๑ ใน ๓๖ วาระการปฏิรูป อยู่ในกลุ่มงานที่ ๕ ก็คือกลุ่มระบบ การศึกษา การพัฒนาคน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและปัญญาของประเทศ ซึ่งสอดคล้องกับ ประเด็นยุทธศาสตร์ของ คสช. ในยุทธศาสตร์ที่ ๒ คือการพัฒนาคนสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน ในวาระของการปฏิรูปการกีฬานั้น คณะกรรมาธิการปฏิรูปการกีฬา ได้กําหนดแนวทางการปฏิรูปไว้ ๓ แนวทาง ในแนวทางที่
๑ คือการกําหนดวัตถุประสงค์ในการปฏิรูป
๒ คือสร้างผู้ขับเคลื่อนในการปฏิรูป
๓. คือกระบวนการปฏิรูป
แนวทางที่ ๑ ก็คือวัตถุประสงค์ในการปฏิรูป เป็นสิ่งจําเป็นในการปฏิรูปการกีฬา เพราะต้องตอบให้ได้ว่าปฏิรูปกีฬาไปทําไม การกีฬาเป็นอย่างไรจนต้องมีการปฏิรูป ถ้าตอบไม่ได้ การปฏิรูปก็ไม่สามารถที่จะดําเนินการต่อไปได้
ในประเด็นที่ ๒ คือสร้างผู้ขับเคลื่อนในการปฏิรูป ผู้ที่จะทําหน้าที่ขับเคลื่อน การปฏิรูปการกีฬานั้นไม่ใช่ใครก็มาทําได้ ผู้ที่จะมาทําการขับเคลื่อนการปฏิรูปกีฬาจะต้อง เป็นผู้ที่มีความรู้ มีความเข้าใจ มีประสบการณ์ในด้านกีฬาอย่างมาก ทั้งกีฬาในประเทศและ กีฬานานาประเทศ และครอบคลุมงานทางด้านกีฬาทุก ๆ ด้าน ผู้ขับเคลื่อนปฏิรูปในครั้งนี้ จะประกอบไปด้วย
๑. คณะอนุกรรมาธิการยกร่างถ้อยคําในรัฐธรรมนูญ
๒. คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน
๓. คณะอนุกรรมาธิการบริหารจัดการ
๔. คณะอนุกรรมาธิการด้านกฎหมาย และ
๕. คณะอนุกรรมาธิการโครงสร้างกระทรวงกีฬา
นอกจากคณะอนุกรรมาธิการทั้ง ๕ แล้ว กรรมาธิการกีฬาได้เชิญกรรมาธิการ การศึกษาและกีฬาของ สนช. นักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและเอกชนมาร่วมเป็น ผู้ขับเคลื่อนอีกด้วยเป็นจํานวนมาก ในกระบวนการปฏิรูป คณะอนุกรรมาธิการยกร่างถ้อยคํา ในรัฐธรรมนูญจะดําเนินการพิจารณาถ้อยคําลงในรัฐธรรมนูญ โดยจะให้ถ้อยคํานั้น ครอบคลุมกับการพัฒนาทางด้านการกีฬาเพื่อความเป็นเลิศในทุกระดับและครอบคลุม การบริการทางด้านกีฬาทุกด้าน คณะอนุกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็น ของประชาชนจะออกไปรับฟังความคิดเห็นของประชาชน คณะอนุกรรมาธิการนี้จะรับฟัง ความเห็นด้านการปฏิรูปกีฬาทั่วทุกภาคของประเทศ รวมทั้งจังหวัดใหญ่ ๆ และเป็น ศูนย์กลางของหลาย ๆ จังหวัด เช่น จังหวัดขอนแก่น จังหวัดสุโขทัย จังหวัดนราธิวาส จังหวัดชลบุรี จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช นอกจากนั้นยังได้ ร่วมกับกรรมาธิการการมีส่วนร่วมและรับฟังความคิดเห็นของประชาชนของ สปช. ในการ รับฟังความคิดเห็นของประชาชนจาก สปช. ทั้ง ๗๖ จังหวัดและกรุงเทพมหานคร หลังจากนั้น คณะกรรมาธิการการกีฬา จะได้ดําเนินการรวบรวมประเด็นความคิดเห็นต่าง ๆ ทั้งหลาย เพื่อการปฏิรูปต่อไป คณะอนุกรรมาธิการบริหารจัดการ คณะอนุกรรมาธิการนี้มีหน้าที่ ดําเนินการวิเคราะห์ รวบรวม ศึกษาองค์ความรู้ต่าง ๆ ในเรื่องการกีฬาทั้งในประเทศและ ทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกีฬาเพื่อสุขภาพ กีฬาเพื่อความเป็นเลิศ กีฬาอาชีพ กีฬามหาชน สถาบันวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการกีฬา อุตสาหกรรมการกีฬา กีฬาเพื่อสันติสุข ภาษีเพื่อการกีฬา เป็นต้น นอกจากนั้นคณะอนุกรรมาธิการบริหารจัดการต้องดําเนินการ วางแผนจัดการใน ๔ เป้าหมาย คือด้านบุคลากร งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์การกีฬาและ การบริหารจัดการในองค์กร แล้วรวบรวมข้อมูลให้กับคณะทํางานที่เกี่ยวข้องต่อไป คณะอนุกรรมาธิการ ด้านกฎหมายจะทําหน้าที่ศึกษา พ.ร.บ. กีฬา ทั้งหมดเพื่อปรับปรุงแก้ไขให้สอดคล้องกับ สถานะการงาน และอํานาจหน้าที่ของกระทรวงและองค์กรในกระทรวงเพื่อให้มีผลบังคับใช้ ตามกฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ คณะกรรมาธิการโครงสร้างและกระทรวง จะทําหน้าที่ รวบรวมข้อมูลต่าง ๆ จากการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนทั้งหมดที่อนุกรรมาธิการ ทั้งหลายและข้อมูลจากคณะอนุกรรมาธิการอื่น ๆ ใน สนช. นะครับ รวมตลอดจนถึงของ นักวิชาการ ผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษาทั้งหมดมาทําการศึกษา วิเคราะห์อย่างละเอียด หลังจากนั้นจึงไปเขียนเป็นโครงสร้างและองค์กรในกระทรวงกีฬา ภาระงาน สถานะและอํานาจหน้าที่ขององค์กรในกระทรวงกีฬา ทั้งนี้จะมีคณะอนุกรรมาธิการ ด้านกฎหมาย นิติกรจากคณะกรรมการกฤษฎีกา และเจ้าหน้าที่ในคณะกรรมการพัฒนา ระบบราชการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมดําเนินการ ทั้งนี้เพื่อความสมบูรณ์ในการจัดทํา โครงสร้างของกระทรวงกีฬาต่อไป ในด้านของการปฏิรูปด้านกีฬานั้น คณะกรรมาธิการ การกีฬาได้สรุปแนวทางในการปฏิรูปไว้ ๒ ด้าน คือ ๑. คือด้านโครงสร้าง และ ๒. ด้านการบริหารจัดการ ในด้านที่ ๑ แยกกระทรวง การท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ตาม พ.ร.บ. ปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ จากการรับฟังความคิดเห็นของ หน่วยงานพบว่า มีปัญหาอุปสรรคต่าง ๆ มากมาย การดําเนินงานเช่นเนื้องานของทั้ง ๒ ส่วน มีลักษณะที่แตกต่างกัน เพราะการท่องเที่ยวจะอยู่ในกลุ่มงานด้านเศรษฐกิจ ส่วนการกีฬา เป็นเรื่องทางสังคม หรือแม้กระทั่งปัญหาของบุคลากรภายในองค์กรที่แต่งตั้งคนทํางาน ไม่สอดคล้องกับความรู้ความสามารถที่มีอยู่ หลังจากได้พิจารณาแนวทางต่าง ๆ แล้วจึงมี ความเห็นว่าควรจะแยกกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาออกจากกัน ทั้งนี้เพื่อให้การ พัฒนาการท่องเที่ยวและกีฬาของประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพในแต่ละด้าน อย่างแท้จริง ๒. ส่งเสริมการตั้งมหาวิทยาลัยแห่งชาติ ๓. ปรับปรุงด้านกฎหมาย โดยการจัดตั้งองค์กร ปฏิรูปกฎหมายเพื่อปรับปรุงกฎหมายด้านกีฬาให้สอดคล้องกับสภาวะของประเทศ และระดับนานาชาติ ส่งเสริมสนับสนุนให้องค์กรที่เกี่ยวข้องด้านการกีฬาเข้ามามีบทบาท ในการออกกฎหมายและการบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาต อีก ๑ นาทีครับ