สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๘

ชิงชัย หาญเจนลักษณ์ หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสังคมที่มีความรับผิดชอบร่วมกัน และการสร้างพลเมืองที่มีความเข้าใจและยอมรับทั้งเรื่องสิทธิและหน้าที่ นอกจากนี้ ยังเรียกร้องให้มีการตั้งมาตรฐานทางจริยธรรม และเสนอการแก้ไขมาตรา 84 เพื่อขยายขอบเขตนโยบายพื้นฐานของรัฐให้ครอบคลุมการศึกษา และสนับสนุนภาคเอกชนให้มีบทบาทในการพัฒนานวัตกรรมทางการศึกษา

นายชิงชัย หาญเจนลักษณ์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ขออภิปรายทีเดียว ๒๐ นาทีเลยนะครับ รัฐธรรมนูญนี่มีความสําคัญยิ่งในเรื่องการปกครองประเทศ แต่เราต้อง ยอมรับว่าไม่มีรัฐธรรมนูญประเทศไหนที่จะสมบูรณ์แบบที่สุด เพราะหลายเรื่องที่เกี่ยวกับ ระบอบการปกครองค่อนข้างจะซับซ้อนไม่สามารถจะบรรยายเป็นตัวอักษรได้ แต่อย่างน้อย รัฐธรรมนูญต้องมีความเห็นชอบของคนส่วนใหญ่ที่ตั้งอยู่บนความเข้าใจในตัวบทของ รัฐธรรมนูญว่าน่าที่จะมีความเหมาะสมสําหรับประเทศ ผมมีความเห็นว่ารัฐธรรมนูญ เป็นเพียงกลไกที่สําคัญที่จะใช้ในการปกครองประเทศ แต่ไม่ใช่เป็นเพียงกลไกเดียวนะครับ สําหรับผมเรื่องที่สําคัญยิ่งอีกประการหนึ่งก็คือการสร้างสังคมที่มีความรับผิดชอบร่วมกัน คือการสร้างประชาชนให้เป็นพลเมืองที่มีความเข้าใจและยอมรับทั้งเรื่องสิทธิและหน้าที่ ซึ่งถ้าประเทศไทยยังขาดความเป็นพลเมืองของประชาชนส่วนใหญ่แล้ว รัฐธรรมนูญให้ดี อย่างไรก็คงจะไม่มีประสิทธิภาพในการนํามาใช้ในการปกครองประเทศให้มีความมั่นคงและ เจริญก้าวหน้าได้ คําว่า พลเมือง ไม่ใช่เป็นเรื่องของคําศัพท์นะครับ แต่เป็นเรื่องของการสร้าง จิตสํานึก ผมต้องขอชมเชยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่สามารถพิจารณา นําเสนอร่างรัฐธรรมนูญทั้งในรูปแบบของตัวบทกฎหมายและเจตนารมณ์ที่ค่อนข้างสมบูรณ์ ในเวลาจํากัด ผมขออนุญาตอภิปรายในภาค ๒ หมวด ๑ และหมวด ๒

สําหรับหมวด ๑ ภาค ๒ ผมเห็นว่าที่ผ่านมาประชาชนไทยส่วนใหญ่ก็ยอมรับ ระบบการเลือกตั้งผู้แทนและหวังว่าระบบนี้จะทําให้เกิดนักการเมืองที่ดี อย่างไรก็ตามผลที่เกิดขึ้น ก็ยังไม่ทําให้เกิดรัฐบาลที่มีประสิทธิภาพในการปกครองประเทศอย่างแท้จริง โดยเฉพาะ ปัญหาเรื่องการทุจริตประพฤติมิชอบในหมู่นักการเมือง ถึงแม้จะเป็นส่วนน้อย แต่ก็ทําให้เกิด ความเสียหายต่อประเทศอย่างมาก ผมขอกล่าวถึงมาตรา ๗๔ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง ซึ่งจะมี การเสนอให้มีการตั้งมาตรฐานทางจริยธรรมโดยสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติที่จะช่วยกลั่นกรอง ผู้แทนและนักการเมืองได้ ซึ่งต้องเป็นที่ยอมรับว่าคงจะทําได้ไม่ทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็ขอให้ เป็นส่วนใหญ่และต้องมีมาตรการลงโทษที่แน่ชัดสําหรับผู้ที่ประพฤติผิดจริยธรรม โดยระบุ กระบวนการที่แน่ชัดและเป็นที่เข้าใจของสังคมได้อย่างแท้จริง ซึ่งอาจจะบัญญัติไว้ ได้ในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ โดยขยายความตามมาตรา ๒๐๓ และมาตรา ๒๕๓

อีกเรื่องหนึ่งที่ควรมีการพิจารณาเพิ่มเติม ก็คือเรื่องของการฝึกอบรมเรื่องจริยธรรม ทางการเมืองให้แก่ ผู้ที่จะเข้าสู่ระบบการเลือกตั้ง โดยอาจจะให้ทางสถาบันพระปกเกล้า เป็นผู้ดําเนินการ โดยใช้แนวทางที่คล้ายคลึงกับการอบรมผู้นําภาคเอกชน โดยสถาบันไอโอดี (IOD) อินสทิทิวท์ ออฟ ไดเรคเตอร์ (Institute Of Director) ซึ่งเน้นเรื่องกรณีศึกษาไม่เน้น เรื่องการบรรยายทางวิชาการ

มาตรา ๗๖ วรรคสาม ที่ผมอยากจะเสนอต่อไป ที่กําหนดไว้ว่าต้องการ มีหยั่งเสียงประชาชนหรือสมาชิกพรรคการเมืองในเขตเลือกตั้งหรือในภาค โดยมีเจตนารมณ์ ที่จะลดอํานาจของหัวหน้าพรรคและกลุ่มนายทุนของพรรคในการกําหนดตัวผู้สมัคร รับเลือกตั้ง ผมมีความเห็นว่าเรื่องนี้น่าจะเป็นเรื่องที่ดําเนินการได้ยาก แม้แต่ประเทศ สหรัฐอเมริกาเองก็ยังไม่สามารถดําเนินการได้อย่างเป็นที่น่าพอใจ ยังมีระบบลอบบียิสต์ (Lobbyist) จากกลุ่มนายทุนต่าง ๆ ถูกต้องตามกฎหมายด้วยครับ วิธีการหนึ่งที่อาจจะ นํามาใช้ก็คือการจัดให้มีกรรมการอิสระในคณะกรรมการบริหารของพรรคการเมือง ซึ่งไม่ได้ เป็นสมาชิกของพรรคการเมืองนั้น ๆ ก็เช่นเดียวกับระบบกรรมการอิสระของภาคเอกชน เช่นกัน ซึ่งอาจจะเป็นอยู่ในเรื่องของกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็ได้

ต่อไปมาตรา ๗๗ วรรคสอง เรื่ององค์ประกอบที่มาอํานาจหน้าที่และงานอื่น ที่จําเป็นในการดําเนินการของคณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ซึ่งเป็นเรื่องใหม่มาก สําหรับสังคมไทย จะต้องมีการพิจารณาอย่างรอบคอบในการบัญญัติกฎหมายว่าด้วย คณะกรรมการประเมินผลแห่งชาติ ผมเห็นว่าคณะกรรมการประเมินผลนี้ไม่ควรจะมีจํานวนมากคนนัก ควรจะมาจากตัวแทนภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการประเภทละ ๓ คน โดยมีประธานที่มาจากภาคประชาสังคมรวมเป็น ๑๐ คน การประเมินต้องเน้นเรื่องผลลัพธ์ จากการปฏิบัติงานเป็นหลักมากกว่าเรื่องผลผลิต สําหรับหมวด ๒ ภาค ๒ ที่ผมอยากจะ กล่าวถึงก็มีมาตรา ๘๑ ผมเห็นว่านอกจากที่รัฐต้องส่งเสริมพันธไมตรีและความเชื่อมโยงกับ นานาประเทศแล้ว ควรระบุด้วยว่ารัฐควรสนับสนุนและส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค และอนุภูมิภาคทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และความมั่นคง เนื่องจากความร่วมมือดังกล่าว สามารถจะทําให้เกิดผลลัพธ์และผลกระทบในเชิงบวกได้ในระยะเวลาอันสั้น โดยที่ประเทศไทย มีความได้เปรียบในเชิงภูมิศาสตร์และประสบการณ์ในระบบเศรษฐกิจเสรีนิยมกว่า ๘๐ ปีนะครับ

มาตรา ๘๔ ก็มีหลายท่านก็พูดเหมือนกัน ผมเห็นว่าควรระบุให้ชัดเจนว่า รัฐต้องจัดส่งเสริมและทํานุบํารุงการศึกษาเพื่อคนทั้งมวล ไม่ใช่เฉพาะคนในระบบ นอกจากนั้นผมเห็นว่าควรจะเพิ่ม (๗) เพื่อขยายขอบเขตนโยบายพื้นฐานของรัฐให้ครอบคลุม การศึกษาให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยอาจจะระบุได้ดังนี้ครับ ส่งเสริมและสนับสนุนให้ทุกภาค ส่วนของสังคมมีส่วนร่วมหรือเป็นผู้จัดการศึกษาในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิเช่น นิติบุคคล สถานศึกษา ศูนย์การเรียนรู้ประเภทต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับบริบทสังคมและความต้องการ บุคลากร ผู้เชี่ยวชาญการอาชีพในตลาดแรงงาน รวมทั้งสนับสนุนภาคเอกชนให้มีบทบาท ริเริ่มและพัฒนานวัตกรรมการศึกษาและวิจัยเพื่อช่วยยกระดับคุณภาพการศึกษาและ นํานวัตกรรมใหม่ ๆ มาใช้

มาตรา ๙๒ เกี่ยวกับการจัดสรรบริหารทรัพยากรธรรมชาติเพื่อประโยชน์ สูงสุดของรัฐประชาชนและชุมชน การบํารุงรักษาอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม รวมทั้งการจัดการผังเมือง และพัฒนาเมืองและชนบทในลักษณะบูรณาการ ผมเห็นว่าหากจะให้มีการปฏิบัติ ตามนโยบายดังกล่าวให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ก่อนอื่นรัฐต้องจัดให้มีระบบข้อมูล โดยเฉพาะด้านกายภาพและภูมิศาสตร์ที่สมบูรณ์และถูกต้องก่อน มิฉะนั้นก็อาจจะออกมา เป็นนโยบายเรื่องการจัดสรรทรัพยากรที่ผิดพลาดได้ ผมยังมีเวลาอีกนิด ผมขออนุญาตพูดถึง มาตรา ๒๐๗ สั้น ๆ คือในฐานะที่ผมเป็นข้าราชการมาก่อน ผมเห็นด้วยกับคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่จะให้มีคณะกรรมการแต่งตั้งข้าราชการระดับปลัดกระทรวง หรือเทียบเท่า เพราะมีข้อพิสูจน์ในเชิงประจักษ์มาแล้วครับ ว่าเมื่อให้รัฐมนตรีซึ่งเป็น นักการเมืองเป็นผู้แต่งตั้งได้ทําให้เกิดความเสียหาย และทําให้ระบบราชการอ่อนแอลงครับ ซึ่งถ้าเผื่อมีคณะกรรมการดังกล่าวนี้ ผมคิดว่าจะทําให้ระบบกลั่นกรองนี้จะได้ดีขึ้น แล้วก็ ไม่ใช่เป็นการเปลี่ยนถ่ายโอนอํานาจมาจากฝ่ายบริหารเพราะว่าจะมีท่านนายกรัฐมนตรี เป็นผู้พิจารณาขั้นสุดท้าย มันจะเป็นในรูปของที่เราเรียกว่าคอลเลคทีฟ ดีซิชัน (Collective decision) มากกว่า ซึ่งอันนี้มันก็จะทําให้เกิดความบาลานซ์ (Balance) ระหว่างภาคบริหารฝ่ายการเมืองกับภาคบริหารที่อยู่ในระดับปฏิบัติการ อันนี้ผมคิดว่าสําคัญ นะครับ โดยสรุปผมเห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญนัยสําคัญที่นําเสนอมา ก็ขอฝากข้อคิดเห็น ที่ได้กล่าวมาแล้วไว้ให้ช่วยพิจารณาด้วยครับ ขอบพระคุณครับ