สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๘

กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล หารือเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ว่ามีจุดดีและจุดอ่อน และเสนอแนะให้พัฒนารัฐธรรมนูญที่มีการพัฒนามาแล้ว โดยเฉพาะการแก้ไขมาตรา 193 เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาประเทศได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการจัดสรรสมาชิกวุฒิสภา โดยเฉพาะกลุ่มที่เลือกกันเอง และการสรรหาและเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา โดยเรียกร้องให้ลดผลประโยชน์ขัดแย้งในการสรรหาและเลือกตั้ง

รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ดิฉัน รองศาสตราจารย์กอบกุล พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ๐๐๗ จากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ก่อนอื่นดิฉันก็ต้องขอขอบคุณกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ที่ได้ใช้เวลาในการที่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาให้พวกเราได้มีโอกาสชื่นชม ส่วนดี ๆ ที่ดิฉันคิดว่าประชาชนพลเมืองส่วนใหญ่จะยอมรับและเข้าใจได้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อย่างน้อยก็น่าจะมีอยู่ถึง ๗๕-๘๐ เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะในภาค ๑ เกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มสิทธิ เสรีภาพการมีอํานาจและการมีส่วนร่วมในทางการเมืองและการตรวจสอบให้แก่ประชาชน และพลเมือง และในภาค ๔ ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปด้านต่าง ๆ เพื่อลดความเหลื่อมล้ําและ สร้างความเป็นธรรมในสังคม อย่างไรก็ดีในอีกประมาณ ๒๐-๒๕ เปอร์เซ็นต์ที่ดิฉันคิดว่า อาจจะยังมีจุดอ่อนที่น่าห่วงใยและน่าจะมีการปรังปรุงแก้ไขให้ดีขึ้นได้ จะอยู่ในภาค ๒ คือ ผู้นําการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง และอํานาจการบริหารบ้านเมืองของคณะรัฐมนตรี ซึ่งดิฉันอยากจะยกคํากล่าวของท่าน สปช. สุทัศน์ซึ่งได้กล่าวไว้เมื่อก่อนหน้านี้ว่า อีก ๕ หรือ ๑๐ ปีข้างหน้าการเมืองของไทยก็จะยังคงง่อนแง่นและมีความขัดแย้งกันสูงต่อไปแม้ว่า เราจะใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ออกมาได้ ซึ่งอย่างไรก็ตามท่านได้เสนอว่า ในแผนยุทธศาสตร์ แห่งชาติจะต้องกําหนดด้านเศรษฐกิจว่าจะต้องพัฒนาอย่างต่อเนื่อง นั่นคือทําให้ประเทศไทย หลุดพ้นจากประเทศกําลังพัฒนาไปสู่ประเทศพัฒนาแล้วภายในปี ๒๕๗๕ ซึ่งดิฉันก็เห็นด้วย อย่างมากว่าควรจะกําหนดไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในส่วนที่เป็นแนวคิดหรือเหตุผล เชิงตรรกะที่หลายท่านกล่าวว่าพรรคการเมืองและรัฐบาลไม่ควรเข้มแข้งจนเกินไป ดิฉันคิดว่า เหตุผลเชิงตรรกะ หรือลอจิก (Logic) ดังกล่าวไม่น่าจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องในการพัฒนาประเทศ ในระบอบประชาธิปไตยใด ๆ ในโลกนี้ ดิฉันยังมีความเชื่อโดยสุจริตใจว่ากระบวนการ ทางการเมืองเป็นกระบวนการของการเรียนรู้ เป็นเลิร์นนิ่ง โพรเซส (Learning process) ของประชาชนและพลเมืองในแต่ละสังคมและแต่ละประเทศที่มีบริบทไม่เหมือนกัน ซึ่งถือว่า เป็นวิวัฒนาการในระบอบประชาธิปไตยของแต่ละสังคม แต่ละประเทศ ในประเทศไทย ของเราเองเรามีวิวัฒนาการในระบอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๔๗๕ ๘๓ ปีเข้าปีนี้ แต่เหตุใดการเมืองไทยจึงยังล้มลุกคลุกคลาน ดิฉันเชื่อว่าส่วนหนึ่งเนื่องมาจากการออกแบบ รัฐธรรมนูญของเราซึ่งกําลังจะเป็นฉบับที่ ๒๐ ได้ไปสร้างสิ่งกีดขวางหรือติดเบรกของ กระบวนการเรียนรู้ของพลเมืองตลอดเวลา เพราะฉะนั้นจึงทําให้เกิดการสะดุดในการเดินไป ข้างหน้าของระบอบประชาธิปไตยในประเทศไทย ดิฉันคิดว่าปัญหาที่เกิดขึ้นในอดีต ควรจะต้องแก้ให้ตรงจุดและก้าวข้ามไปให้ได้ในสิ่งอุปสรรคเหล่านั้นประเทศจึงจะสามารถ พัฒนาอย่างต่อเนื่องได้ ไม่ควรไปสร้างสิ่งกีดขวางใหม่ ๆ หรือระบอบใหม่ ๆ ขึ้นมาอยู่เรื่อย ๆ ทุกครั้งไป เราควรจะต่อยอดจากรัฐธรรมนูญที่มีการพัฒนามาแล้วฉบับแล้วฉบับเล่า ดิฉันขออนุญาตที่จะวิเคราะห์แล้วก็ยกตัวอย่างจุดที่ยังเห็นว่ายังเป็นจุดอ่อนหรืออาจจะมีจุดที่ ตึงหรือหย่อนเกินไปในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เพียง ๒ ประเด็นเนื่องจากเวลาจํากัดในช่วงนี้ ดิฉันอาจจะขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาถึง ๑๒ นาทีแล้วจะเหลือ ๘ นาที ไว้ใช้ในบทเฉพาะกาลในวันข้างหน้า

ประเด็นแรกที่ดิฉันอยากจะนํามากล่าวถึงในวันนี้ ก็คือเรื่องอํานาจการบริหาร บ้านเมืองของฝ่ายบริหาร ซึ่งอยู่ในมาตรา ๑๙๓ เนื่องจากมันเกี่ยวข้องกับหมวด ๓ รัฐสภา หรืออํานาจของรัฐสภา มาตรา ๑๙๓ มีพื้นฐานมาจากมาตรา ๑๙๐ เดิมของรัฐธรรมนูญ ฉบับปี ๒๕๕๐ ที่กําหนดให้การทําหนังสือสัญญา การลงนามในเอ็มโอยู (MOU) ต่าง ๆ ที่ประเทศไทยจะทํากับต่างประเทศ ซึ่งจะมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวางหรือมีผลอย่างมีนัยสําคัญ จะต้องนําเข้ามาพิจารณาในรัฐสภา และผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาก่อนไปเซ็นสัญญากับประเทศต่าง ๆ ซึ่งดิฉันคิดว่ามาตรานี้ ยังขาดความชัดเจนและยังเป็นอุปสรรคกีดขวางการบริหารงานของรัฐบาลที่จะเกิดขึ้น ในภายภาคหน้าเหมือนกับในอดีตที่เกิดขึ้นมาแล้ว เพราะว่ากฎหมายสูงสุดของประเทศ จะต้องมีความชัดเจนในตัวเอง การอธิบายในวรรคสามว่าหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางหรือผูกพันทางการค้า การลงทุนหรืองบประมาณอย่างมีนัยสําคัญ ยังไม่สามารถที่จะอธิบายความได้ด้วยตัวมันเอง อย่างชัดเจนว่ากว้างขวางนั้นกว้างขวางแค่ไหน มีนัยสําคัญแค่ไหน ก็แปลว่าการที่จะทํา หนังสือสัญญาทุกฉบับจะต้องนําเข้ามาสู่การพิจารณาของรัฐสภาก่อนที่จะไปเจรจา หรือผูกพันซึ่งจากอดีตที่ผ่านมาในการเป็นสมาชิกวุฒิสภา ๖ ปีของดิฉัน ปรากฏว่าในปีหนึ่ง ๆ จะมีสัญญาหรือเอ็มโอยูที่จะเข้ามาพิจารณาได้ไม่ถึงปีละ ๕ หรือ ๑๐ ฉบับ เพราะฉะนั้น ก็จะทําให้ประเทศไทยล่าช้าในการที่จะพัฒนาประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรากําลังจะเข้าสู่ ประเทศเออีซีแล้วเราจะก้าวไม่ทันในเวทีของโลกหรือเวทีของอาเซียนเลย ก็ขอเรียนฝาก ประเด็นนี้ให้กับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ไปโปรดพิจารณาให้รอบคอบอีกครั้งหนึ่ง

ประเด็นที่ ๒ ที่ดิฉันขอวิเคราะห์และได้ให้ความเห็นก็คือหมวด ๓ รัฐสภา ในส่วนของวุฒิสภา ซึ่งเป็นสภาคู่กับสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งมีผู้ที่ได้นําอภิปรายไปแล้วในการ วิเคราะห์จุดอ่อนหรือจุดที่คิดว่าควรจะแก้ไขได้อีกในเรื่องนี้ ดิฉันก็ขออนุญาตที่จะกล่าวถึง ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ซึ่งแบ่งเป็น ๕ กลุ่มในมาตรา ๑๒๑ ซึ่งจะขออนุญาตวิเคราะห์จุดอ่อนโดยภาพรวมของทั้ง ๕ กลุ่มนี้ ถึงแม้ดิฉันจะเข้าใจดีในเรื่อง การสร้างความสมดุล ๘-๙ ประการที่ท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้นําเสนอมาแล้วก็ตาม แต่ดิฉันคิดว่าจุดอ่อนยังมีอยู่อย่างเต็มที่ในการได้มาซึ่งวุฒิสภาตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๑๒๑ ในกลุ่มที่เลือกกันเอง ในกลุ่มที่ ๑ กลุ่มที่ ๒ กลุ่มที่ ๓ เป็นจํานวนทั้งหมด ประมาณ ๖๕ คน ซึ่งในกลุ่มที่เลือกกันเอง ๖๕ คนนี้ จุดที่ดิฉันอยากจะเรียนว่ามีปัญหาหรือ เป็นจุดอ่อนมากก็คือว่าในสังคมไทยเราหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีระบบพรรคพวก เพราะฉะนั้น ระบบพรรคพวกขององค์กรเหล่านั้นในการที่จะเลือกกันเองจะทําให้เราได้ตัวแทนของบุคคล ที่ไม่ใช่ตัวแทนของกลุ่มบุคคลอย่างแท้จริง เพราะจะเกิดการกระจุกตัว จะเกิดการล็อกโหวต (Lock vote) จะเกิดการล็อบบี (Lobby) การซื้อเสียงได้ง่าย เพราะฉะนั้นที่ต้องการป้องกัน การซื้อเสียงจากนายทุนจะเป็นการเพียงย้ายนายทุนจากกลุ่มหนึ่งมาสู่กลุ่มที่เล็กลง ซื้อง่ายขึ้น แลกผลประโยชน์กันเข้ามาเป็นทีมได้ง่ายขึ้น ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างในกลุ่มที่ ๓ ผู้แทนองค์กรด้านเกษตรกรรม ด้านแรงงาน เราลองวิเคราะห์ดูสภาเกษตรกรแห่งชาติ สภาเกษตรกรระดับจังหวัด ๗๗ จังหวัดหรือสหภาพแรงงานต่าง ๆ หรือสภาท้องถิ่น หรือสภาด้านชุมชน หรือสภาด้านวิชาการนี้ ทั้ง ๕ กลุ่มใน (๓) ดิฉันคิดว่ามีปัญหาอยู่มาก โดยเฉพาะสภาเกษตรกรแห่งชาติ ซึ่งดิฉันในฐานะที่เคยเป็นคณะกรรมาธิการการเกษตรและสหกรณ์ ได้รับการร้องเรียนเข้ามาจากแทบทุกจังหวัดเลยว่าเป็นระบบพรรคพวก เป็นนายทุนของ เกษตรกร ไม่ใช่เกษตรกรที่แท้จริงที่ได้เข้าไปนั่งอยู่ในสภาเกษตรกรทั้งระดับชาติและระดับจังหวัด และกลุ่มบุคคลเหล่านี้เขาจะฮั้วกันแล้วก็แพคทีม (Pack team) กันเข้ามาเป็นกลุ่มเลย เพราะฉะนั้นองค์กรแบบนี้ก็จะเข้ามานั่งอยู่ในวุฒิสภาเป็นการซื้อเสียงจากระดับจังหวัด มาเป็นการซื้อเสียงระดับกลุ่มเล็กนะคะ

สําหรับกลุ่มที่ ๔ คือผู้ทรงคุณวุฒิและผู้ทรงคุณธรรมด้านต่าง ๆ ซึ่งมีมากกว่า ๒๐ ด้านที่กําหนดไว้ว่าให้มีกรรมการสรรหาและกลุ่มที่ ๕ ซึ่งจะผ่านการคัดกรอง แล้วไปผ่านการ เลือกตั้ง จุดอ่อนของ ๒ กลุ่มนี้ก็มีเช่นเดียวกันนะคะ เพราะว่าจากประสบการณ์ของการสรรหา ที่ผ่านมาในอดีตเราจะพบว่าสิ่งที่ประชาชนส่วนใหญ่รับไม่ได้ก็คือผลสุดท้ายไปเกิด คอนฟลิคท์ ออฟ อินเทอร์เรส (Conflict of Interest) หรือการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เพราะมันมีความเกรงใจในบุคคลที่เป็นกรรมการสรรหา เมื่อแต่งตั้งเข้ามา สรรหาเข้ามาเป็น ส.ว. แล้ว ส.ว. จะไปแต่งตั้งเขาหรือไปถอดถอนเขาในตําแหน่งต่าง ๆ ในอนาคต มันเกิดการ ขัดแย้งกันแห่งผลประโยชน์ ซึ่งในกรณีนี้เราก็จะแก้ปัญหานั้นไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ถ้าเรามีผู้ทรงคุณวุฒิถึง ๒๐ ด้าน เราจะมีจํานวนผู้ทรงคุณวุฒิสูงมาก ซึ่งจะยังไม่รู้ว่าจะเป็น จํานวนเท่าไร ไม่ควรได้รับการแต่งตั้งเป็นอะไรอีกเลยจากวุฒิสภา และไม่ควรไปถอดถอนเขาด้วย เพราะเขาเป็นคนแต่งตั้งวุฒิสมาชิกมา ส่วนนี้เป็นข้อห่วงใยซึ่งดิฉันคิดว่ายังแก้ปัญหาไม่ได้ และมันจะเกิดขึ้นเป็น เรียกว่า เป็นวงจร ก็แล้วกันนะคะ ซึ่งในส่วนนี้ดิฉันคิดว่าต้องหาทาง แก้ปัญหา เพราะว่าในการสรรหาที่ผ่านมาแม้เราจะยอมรับว่าสมาชิกวุฒิสภาควรมาจาก ๒ ประเภท คือ สรรหาและเลือกตั้งค่ะ แต่การสรรหาก็จะต้องประกอบด้วยบุคคล กลุ่มบุคคลที่เป็นกรรมการสรรหาที่เหมาะสม แล้วไม่มีผลประโยชน์ขัดแย้งกันอย่างเด็ดขาด ในอนาคต เขาถึงจะมาเป็นกรรมการสรรหาได้ ส่วน (๕) คณะกรรมการคัดกรองระดับจังหวัด ดิฉันก็ไม่เห็นด้วย เพราะคิดว่าไม่มีความจําเป็นที่จะต้องไปให้คัดกรองก่อน ถ้าจะมี ๒๐ ด้าน ก็เข้ามาได้ ๒๐ ด้านก่อน เสร็จแล้วก็ให้จังหวัดเลือกเลยเพราะที่ผ่านมาก็มีเพียง ๒ จังหวัด ที่มีผู้ที่สมัครเกิน ๑๐ คน เพราะฉะนั้นการไปตั้งกรรมการคัดกรองเพื่อให้เหลือ ๑๐ คนก็ไม่มี ความจําเป็น เสียเงินเสียเวลาและไม่รู้จะไปตั้งคณะกรรมการคัดกรองแบบไหน ถึงจะเหมาะสม เพราะฉะนั้นก็น่าจะให้เขาสมัครเข้ามาตามด้านต่าง ๆ แล้วให้ประชาชน ทั้งจังหวัดเลือกได้เลย โดยไม่มีความจําเป็นนะคะ เพราะฉะนั้นอํานาจหน้าที่ที่ดิฉันขอเสนอ เป็นลําดับสุดท้ายก็คือว่าถ้าหากว่าวุฒิสภาจะมีอํานาจหน้าที่มากขนาดนี้ ถึงแม้เราจะต้องการ ความสมดุลนี้ ดิฉันคิดว่าการพิจารณากลั่นกรองกฎหมายในอํานาจหน้าที่โดยตรงก็มาก อยู่แล้ว ถ้าจะเสนอกฎหมายเองได้เป็นบางเรื่องดิฉันก็เห็นด้วยเพราะว่าบางทีกฎหมายเรื่อง งบประมาณน่าจะเสนอเองได้ด้วย แต่เรื่องการสรรหาบุคคลเข้าสู่องค์กรตามรัฐธรรมนูญ หรือการถอดถอนบุคคลผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง ดิฉันคิดว่าหน้าที่ ๒ อย่างนี้ควรจะเอา ออกไปจากวุฒิสมาชิก เพราะมีผลประโยชน์ขัดแย้งกันอย่างแน่นอนกับบุคคลที่เราจะสรรหา หรือถอดถอนเขาไป ก็ขอเสนอไว้ว่าสุดท้ายนี้ในสิ่งที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ดําเนินการมาทั้งหมด ดิฉันขอให้ยึดหลักมัชฌิมาปฏิปทาให้มากขึ้น ขอให้ขจัดความระแวง หรือความกลัวที่อาจจะทําให้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกินพอดีมากไป เพราะประชาชนพลเมือง เขาต้องการเพียงอยู่ดีกินดีมีความสุขเท่านั้น แล้วเขาก็จะมีความสุขไม่ว่าระบบการเมือง จะเป็นแบบไหน แต่ถ้าเขายังอยู่ไม่ดี กินไม่ดี ไม่มีความสุข ระบบการเมืองแบบไหน เขาก็ไม่ชอบใจ ขอบพระคุณค่ะ