ศุภกร บูรณดิลก อภิปรายร่างรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของรัฐธรรมนูญในการนำประเทศไปสู่ความมั่นคง มั่งคั่ง และมีเกียรติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งความจำเป็นในการมีรัฐบาลที่มีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพและเอกภาพ และมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง เพื่อให้รัฐธรรมนูญสามารถเป็นกลไกในการนำประเทศไปสู่อนาคตที่มั่นคง มั่งคั่งและมีเกียรติอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องมาตรา 79 ในร่างรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวกับความมั่นคงและการเตรียมกำลังในการป้องกันประเทศ และเสนอแนะให้ปรับเปลี่ยนข้อความบางส่วนเพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติที่กำหนดไว้
เรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อนสมาชิกและคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระผม พลเรือเอก ศุภกร บูรณดิลก จะขออภิปรายร่างรัฐธรรมนูญในภาค ๒ หมวด ๒ มาตรา ๗๙ แต่ก่อนที่จะเข้าสู่ประเด็นหลัก กระผมขอใช้เวลาเล็กน้อยเพื่อแสดงความคิดเห็นในภาพรวมของรัฐธรรมนูญโดยทั่วไป เสียก่อน ท่านทั้งหลายครับ ไม่ว่าใครจะใช้ทฤษฎีอะไรแต่ผมเห็นว่ารัฐธรรมนูญที่ยึดถือกันว่า เป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครอง เป็นธรรมนูญที่ใช้ในการบริหารเพื่อนําประเทศไปสู่ สุดยอดปรารถนาอันถาวรของแทบทุกชาติในโลกนี้ ซึ่งก็คือความเป็นประเทศที่มั่นคง มั่งคั่ง และมีเกียรติ ศักดิ์ศรี เป็นที่ยอมรับในสังคมโลกนั้น จะต้องถูกออกแบบมาเพื่อให้รัฐบาล ที่มีหน้าที่หลักในการบริหารประเทศ จะต้องมีความเข้มแข็ง มีเสถียรภาพและเอกภาพมากพอ ที่จะทําหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายให้เดินหน้าต่อไปได้ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลดังกล่าว ก็ต้องมาจากคนดี เป็นที่ประจักษ์ ยอมรับจากชนในชาติพร้อมกับมีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็ง เป็นธรรมาภิบาล รัฐธรรมนูญที่ดีจะต้องสามารถเป็นกลไก เป็นเครื่องมือนําทางในการนําประเทศ ไปสู่อนาคตที่มั่นคง มั่งคั่งและมีเกียรติอย่างยั่งยืน มิใช่รัฐธรรมนูญที่มุ่งแต่จะแก้ปัญหาที่ผ่านมา หรือเดินหน้าด้วยความหวาดระแวง การแข่งขันหรือการต่อสู้อันใดถ้าฝ่ายที่มัวแต่พะวักหน้า พะวงหลัง ปิดป้องอย่างเดียว กล้า ๆ กลัว ๆ ทําอะไรดูมันติดขัดกลัวจะผิด ไม่รู้จักการเป็นฝ่ายรุก หรือริเริ่มแจกโจทย์ให้คู่ต่อสู้ทํา มันมีแต่หนทางแพ้กับเสมอครับ
ผมจะขอเข้าประเด็นหลักในมาตรา ๗๙ ซึ่งเป็นมาตราเดียวในร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ที่เกี่ยวกับความมั่นคงและการเตรียมกําลังในการป้องกันประเทศ มาตรานี้บัญญัติไว้ ดังนี้ครับ ท่านสามารถเปิดตามได้ในรัฐธรรมนูญฉบับที่ได้รับแจก หน้า ๒๖ รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตยและบูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตอํานาจรัฐ ความมั่นคงแห่งรัฐ การปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งต้องจัดให้มีกําลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์ และเทคโนโลยีที่ทันสมัย โดยเหมาะสม และเพียงพอแก่ความจําเป็นดังกล่าว และเพื่อการพัฒนาประเทศ ท่านทั้งหลายครับ ในมาตรานี้ยังมีเจตนารมณ์ระบุไว้อีกว่าเป็นการคงหลักการเดิมตามมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เพียงแต่แก้ข้อความเดิมจากคําว่า บูรณภาพแห่งเขตอํานาจรัฐ เป็นบูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตอํานาจรัฐ แล้วยังระบุต่อว่าที่รัฐจะต้องดําเนินการ คือรัฐต้องบูรณาการผนึกกําลังทุกภาคส่วน จัดสรรงบประมาณและแสวงหาความร่วมมือ กับต่างประเทศ ในการลดผลกระทบจากภัยคุกคาม อาชญากรข้ามชาติ และภัยคุกคามมิติใหม่ เจตจํานงตอนแรกเรื่องอาณาเขตและเขตอํานาจรัฐ ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งว่าพื้นที่ผลประโยชน์ ของชาติบางแห่งอยู่นอกอาณาเขตของรัฐ แต่รัฐยังมีอํานาจในการรักษาผลประโยชน์ เช่น เขตเศรษฐกิจเฉพาะ ๒๐๐ ไมล์ทะเลที่อยู่นอกทะเลอาณาเขต ๑๒ ไมล์ทะเลของรัฐ เป็นต้น นับว่าเป็นการร่างที่รอบคอบและแสดงว่ารู้จริงครับ ขอชมเชย แต่ว่าในตอนต่อมาที่ว่า รัฐต้องดําเนินการ รวมทั้งจัดสรรงบประมาณเพื่อลดภัยคุกคามอาชญากรข้ามชาติและภัยคุกคาม มิติใหม่ เอาแค่นี้หรือครับ การป้องกันประเทศ ต้องดําเนินการแค่นี้หรือครับ การปกป้องภัยคุกคาม ที่จะเกิดกับประเทศนั้น รัฐต้องมีขีดความสามารถที่จะปกป้องได้ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น ภัยคุกคามแบบดั้งเดิมที่เรียกว่า เทรดดิชันนอล เธร็ท (Traditional threats) ที่เป็นภัยคุกคาม ทางทหาร และภัยคุกคามมิติใหม่ นอกจากนี้กําลังทหารอาจถูกนําไปใช้เพื่อป้องปราม มิให้เกิดภัยคุกคาม ใช้เป็นเกียรติยศแสดงถึงศักดิ์ศรีของประเทศ เป็นเครื่องมือเพื่ออํานาจ ในการต่อรองเจรจาระหว่างประเทศ ตลอดจนรักษาผลประโยชน์ของชาติ ทั้งในประเทศ และโพ้นทะเล เอาละครับ ประเด็นของผมก็คือในร่างมาตรา ๗๙ นี้นะครับ ขอให้มีการปรับเปลี่ยน ถ้อยคําเล็กน้อย คือขอให้ตัดข้อความในช่วงท้ายของมาตราที่ว่าเพื่อการดําเนินการดังกล่าว และเพื่อพัฒนาประเทศออกไปนะครับ และเพื่อให้เป็นหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในการเตรียม กําลังทหารเพื่อป้องกันประเทศและกิจอย่างอื่นตามรัฐธรรมนูญ ตลอดจนจะเป็นแนวทาง ในการจัดสรรงบประมาณในด้านป้องกันประเทศให้เป็นไปตามแผนหรือแนวทางในการ บริหารราชการแผ่นดินระยะยาว หรือยุทธศาสตร์ชาติที่วางไว้ กระผมจึงใคร่ขอเสนอแนะ ให้ใช้ความว่า ตามยุทธศาสตร์ชาติที่กําหนดไว้ แทนข้อความเดิมที่ตัดไป ร่างมาตรา ๗๙ ใหม่ จะเป็นดังนี้ ขอความกรุณาเปิดตามด้วยนะครับ รัฐต้องพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตยและบูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตอํานาจรัฐ ความมั่นคงแห่งรัฐ การปกครอง ระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขและผลประโยชน์ของชาติ รวมทั้งต้องจัดให้มีกําลังทหารอาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดยเหมาะสม เพียงพอแก่ความจําเป็นตามยุทธศาสตร์ชาติที่กําหนดไว้ อาจมีข้อสงสัยนะครับทําไมจึงมีการตัด เพื่อการพัฒนาประเทศ ออกไป กระผมขอเรียนว่าจริงอยู่ แม้การพัฒนาประเทศ และการช่วยเหลือประชาชน จะเป็นภารกิจที่ผูกพัน หรือพันธกิจที่ทหารจะต้องทํานะครับ ทิ้งไม่ได้ แต่มันเป็นภารกิจรองครับ ภารกิจหลักของทหารก็เป็นไปตามที่ร่างรัฐธรรมนูญ ได้กําหนดไว้ ตามหลักการในการบริหารทรัพยากรในการป้องกันประเทศ หากมีจํากัด จะต้องจัดสรรให้ภารกิจหลักก่อน ส่วนภารกิจรองนั้นอาจจะใช้เครื่องมือยุทโธปกรณ์ที่เตรียมไว้ สําหรับภารกิจหลักมาใช้งานก่อน เมื่อมีงบประมาณมากพอ เหลือพอที่จะจัดสรรให้กับ ภารกิจหลักแล้ว ถ้ามีเหลือจึงนําไปจัดสรรให้กับภารกิจรอง สุดท้ายนี้ผมขอเรียนเพิ่มเติมว่า มาตรา ๗๙ ของรัฐธรรมนูญนี้ที่มีที่มาจากมาตรา ๗๗ ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เดิม ต้นกําเนิดหรือรากเดิมของมันก็คือมาตรา ๗๑ และมาตรา ๗๒ ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ มาตรา ๗๑ ในรัฐธรรมนูญปีนั้นได้กล่าวถึงหน้าที่ของรัฐในเรื่องของความมั่นคง และการป้องกันประเทศ ส่วนในมาตรา ๗๒ ระบุว่ารัฐต้องจัดให้มีกําลังทหารเพื่อทําหน้าที่ในมาตรา ๗๑ แต่ในปี ๒๕๔๐ ยังไม่ได้กําหนดว่าจัดเท่าไร ต้องจัดเท่าไร พอในปี ๒๕๕๐ ได้รวมเอา ๒ มาตรา มาตรา ๗๑ และมาตรา ๗๒ ของปี ๒๕๔๐ มารวมกันเป็นมาตรา ๗๗ และกําหนดขอบเขตขนาดของการจัด ขึ้นมาเป็นว่าให้จัดอย่างเพียงพอแก่ความจําเป็น ก็ทิ้งไว้แค่นี้อีก ยังไม่เป็นรูปธรรมเท่าไรนัก ปล่อยให้เป็นดุลยพินิจว่าพอเพียงจําเป็นแค่ไหน ซึ่งรัฐจะไม่จัดก็ได้โดยพิจารณาว่าไม่จําเป็น แนวความคิดเช่นนี้ก็เป็นผลให้กําลังทางเรือของไทยที่ผ่านมาพิการไม่สมส่วน รบในทะเล ไม่ได้ทุกมิติ ทั้งบนฟ้า ผิวน้ําและใต้น้ํา ก็เปรียบเสมือนนักมวยไทยที่มีหมัดหนักแต่ขาขาดไป ข้างหนึ่ง ย่อมจะสู้นักมวยที่ไม่มีอาวุธหนักเลยแต่ฝีมือเท่ากันและอวัยวะครบหมดคือสมส่วน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูป กระผมจึงใคร่ขอเสนอแนะว่าให้มีการระบุว่า รัฐต้องจัดให้มีกําลังทหาร อาวุธยุทโธปกรณ์และเทคโนโลยีที่ทันสมัยโดยเหมาะสม แก่ความจําเป็นตามยุทธศาสตร์ชาติที่กําหนดไว้ ซึ่งเรื่องของยุทธศาสตร์ชาติรวมทั้ง การตั้งเป้าหมายที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในปี ๒๕๗๕ ซึ่งในนั้น จะต้องมียุทธศาสตร์ทหารเป็นส่วนหนึ่งด้วยนั้น ก็ได้มีเพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไว้แล้ว แล้วก็คาดว่าน่าจะมีอีกหลายท่านในการอภิปรายเรื่องนี้ กระผมขอจบการอภิปราย แต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณมากครับ