กงกฤช หิรัญกิจ อภิปรายเรื่องรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการท่องเที่ยวและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปสัดส่วนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และมีความเห็นว่าสมาชิกวุฒิสภาควรใช้อำนาจมากขึ้น แต่ไม่เห็นด้วยกับบทบาทที่มีอยู่ในปัจจุบัน เนื่องจากเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกที่มาจากการเลือกตั้ง นอกจากนี้ กงกฤช หิรัญกิจ ยังพูดถึงปัญหาการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาและเรียกร้องการออกแบบการทําประชามติให้เหมาะสม
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ กระผม นายกงกฤช หิรัญกิจ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจนะครับ ผมได้ขออภิปราย ในภาค ๒ หมวด ๓ เรื่องรัฐสภา โดยจริง ๆ แล้วไม่ขออภิปรายในเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่ผ่านมาในหมวด ๒ แม้ว่าตัวเองจะอยู่ในภาคเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากก็ต้องขอขอบคุณ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่กระผมเองมาจากภาคการท่องเที่ยวในสาขา เศรษฐกิจนะครับ แล้วก็ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ในมาตรา ๘๘ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ก็ได้บรรจุในเรื่องของการท่องเที่ยวไว้อย่างชัดเจนที่ให้รัฐต้องพัฒนาการท่องเที่ยว ของประเทศให้มีคุณภาพและยั่งยืน แล้วก็ในเอกสารระบุเจตนารมณ์ว่าเป็นหลักการที่เพิ่มขึ้นใหม่ เพื่อเน้นย้ําให้รัฐเห็นความสําคัญกับนโยบายด้านการท่องเที่ยว ซึ่งอันนี้ก็เป็นความ ขอบพระคุณอย่างสูงที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้ให้ความสําคัญ
ในส่วนของปัญหาเศรษฐกิจนี้นะครับ ผมเองโดยเฉพาะที่อยู่ในอุตสาหกรรม การท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมืองต่อเนื่องมานับ ๑๐ ปี ด้วยปัญหาความขัดแย้งที่ผ่านมาทําให้ในฐานะที่เป็น สปช. ด้านเศรษฐกิจจึงอยากจะขอ แสดงความคิดเห็นบ้างทางด้านการเมืองด้วยนะครับ ไม่อาจจะผ่านพ้นไปได้นะครับ โดยส่วนตัวในหมวด ๓ เรื่องรัฐสภา ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรที่คณะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญได้กําหนดให้มีสัดส่วน ๔๕๐ คนมีที่มา ๒ ส่วนคือการเลือกตั้งแบ่งเขต ๒๕๐ คน และบัญชีรายชื่อซึ่งแบ่งเลือกตั้งออกเป็น๖ ภาคนั้น ผมมีความเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งว่าครั้งนี้ เป็นการปฏิรูปที่น่าจะดี แล้วก็ทําให้เราน่าจะได้ตัวแทนของประชาชนโดยตรงจากเขตพื้นที่ ในขณะเดียวกันเราก็ได้ ส.ส. ที่มีความสามารถที่อาจจะไม่ถนัดทางด้านการเมือง ไม่จําเป็นต้องเสียเวลาไปลงพื้นที่เหมือน ส.ส. ที่มาจากเขตพื้นที่นะครับ ซึ่งมาเป็น องค์ประกอบของสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง
แต่ในส่วนของที่มาของสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งให้อํานาจหน้าที่มากขึ้นตามที่ ท่านกรรมาธิการยกร่างได้กรุณาชี้แจงในตอนต้นนะครับ เช่น มีหน้าที่ในเรื่องของการเสนอ ร่างพระราชบัญญัติได้ด้วยนะครับ โดยให้ ส.ว. จํานวน ๔๐ คนลงชื่อเสนอ ร่างพระราชบัญญัติได้ ในหลักการเรื่องนี้จริง ๆ ก็เห็นว่าเป็นเรื่องดี ผมในฐานะที่เป็น ภาคเอกชนในส่วนของเศรษฐกิจก็เห็นว่ามีหลาย ๆ เรื่องในภาคเศรษฐกิจที่เราติดขัดปัญหา อยู่จากการดําเนินงานของภาครัฐ แล้วก็การดําเนินงานของภาครัฐที่ล่าช้าเหล่านี้ ก็เนื่องมาจากบางครั้งก็คือติดขัดในเรื่องของการออกกฎหมายเพื่อให้ทันกับเหตุการณ์ ทางสถานการณ์ทางเศรษฐกิจ ในเรื่องนี้เองก็คงจะรอไม่ได้ที่จะให้เพียงสภาผู้แทนราษฎร หรือคณะรัฐมนตรี หรือแม้กระทั่งที่ภาคประชาชน ๑๐,๐๐๐ คนมีสิทธิเข้าชื่อกันยื่น ร่างพระราชบัญญัตินะครับ ซึ่งอันนี้ในภาคเศรษฐกิจมีความจําเป็นที่อาจจะต้องเปิดช่อง ขึ้นมาอีกช่องหนึ่งซึ่งผมเห็นด้วย คือการใช้ช่องทางด้านวุฒิสภานะครับ แต่การใช้อํานาจของ สมาชิกวุฒิสภาที่มีมากขึ้น ผมเห็นว่ามันกลับสวนทางกับที่มาของ ส.ว. นะครับ ซึ่งในกฎหมายรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ เรามี ส.ว. ๑๕๐ ท่าน เกินกึ่งหนึ่งเรามาจากการ เลือกตั้ง คือมา ๗๖ จังหวัดหรือ ๗๗ จังหวัด อีก ๗๔ คนหรือ ๗๓ คนมาจากการสรรหา การแต่งตั้ง ซึ่งก็จะเห็นว่าเกินกึ่งหนึ่งของ ส.ว. ในรัฐธรรมนูญปี ๒๕๕๐ มีที่มามาจาก ประชาชนนะครับ
ในส่วนการใช้อํานาจของ ส.ว. ที่มากขึ้นตามการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ นะครับ แต่เรามีที่มาของ ส.ว. ซึ่งมีสัดส่วนของ ส.ว. ที่มาจากการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน ๗๗ จังหวัด จากจํานวน ส.ว. ทั้งหมด ๒๐๐ คน ซึ่งก็จะเห็นว่าสัดส่วนของที่มาจากประชาชน เหลือลดน้อยลงนะครับ แล้วเราก็แบ่งการเลือก ส.ว. ออกเป็น ๓ ส่วน คือมีการเลือกกันเอง มีการสรรหา แล้วก็เลือกจังหวัดละคน การได้มาของ ส.ว. ทั้ง ๓ วิธี ผมเห็นว่าก็คงจะ ก่อให้เกิดปัญหาเดิม ๆ ของความขัดแย้งดังที่เราเห็นกันในคณะวุฒิสมาชิกเดิมนะครับ ซึ่งก็มี ความขัดแย้งปรากฏให้เห็น มีการตั้งกลุ่ม ซึ่งอันนี้ก็เป็นความกังวลของภาคเศรษฐกิจ ค่อนข้างมากว่าสิ่งเหล่านี้นํามาซึ่งความแตกแยก แล้วก็มีฐานที่มาที่แตกต่างกัน ปัญหาเหล่านี้ ก็คงคุกรุ่นตลอดเรื่อยมานะครับ นอกจากนั้นการที่ระบุในเรื่องของการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่ให้มี อดีตปลัดกระทรวง หรือให้อดีตผู้บัญชาการเหล่าทัพเลือกกันเองให้เหลือกลุ่มละ ๑๐ คน การเลือกกันเองของผู้แทนสภาวิชาชีพ องค์กรวิชาชีพ ที่มีกฎหมายรองรับการจัดตั้ง เลือกกันเอง ๑๕ คน การให้ผู้แทนองค์กรด้านเกษตร แรงงาน วิชาการ ชุมชน ในท้องถิ่น เลือกกันเอง ๓๐ คน ปัญหาการเลือกกันเองเหล่านี้ละครับผมคิดว่าเป็นการยากที่จะอธิบายไว้ว่า กลุ่มต่าง ๆ สัดส่วนดังกล่าวเหมาะสมแล้วหรือยัง ครอบคลุมทุกกลุ่มหรือยัง สิ่งเหล่านี้ก็จะ เป็นการอธิบายได้ลําบากนะครับ นอกจากนั้นปัญหาการเลือกกันเองก็อาจก่อให้เกิดปัญหาได้ หลาย ๆ เรื่อง โดยเฉพาะองค์กรด้านต่าง ๆ จะมีการแตกองค์กรเป็นองค์กรย่อย ๆ มีการ รวมกลุ่มอย่างไม่เหมาะสมเพื่อล็อบบีกันนะครับ ดังนั้นกรณีนี้มันก็อาจจะเกิดคล้าย ๆ คลึงกับกรณีของปัญหาการเลือกกันเองของสมาชิก สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ซึ่งผมเองก็เคยเป็นสมาชิกในรุ่นที่ ๑ ก็จะพบว่า คนที่เก่ง ๆ อาจจะไม่ได้รับคัดเลือกกันเองเข้ามาในกรณีนี้ เช่นในรุ่นที่ ๑ ที่ผมเคยเป็นสมาชิก สภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ปรากฏว่าประธานสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและ สังคมแห่งชาติในรุ่นที่ ๑ เกือบจะไม่ได้คัดเลือกเข้ามา เกือบจะไม่ได้ติด ๑ ใน ๙๙ คน ด้วยซ้ําไป เพราะเนื่องจากท่านอาจจะเก่งมากเกินไป ตรงนี้เองที่ทําให้มีการรวมกลุ่มและ ผมคิดว่าปัญหาการเลือกกันเองเหล่านี้ก็จะเกิดขึ้นในกรณีของ ส.ว. ที่ได้ยกร่างขึ้นมาครั้งนี้ การได้มาจากการสรรหา ส.ว. ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ ๒ ที่เป็นอีกส่วนหนึ่งที่อาจจะขาด ความชอบธรรม และบางคนก็จะมีปัญหาของที่มาที่ทับซ้อนกับกลุ่มที่มาคัดเลือกกันเองด้วย นะครับ ซึ่งอันนี้ผมก็คิดว่ามันอาจจะเป็นไปได้ที่มีบุคคลที่มีความทับซ้อนของความสามารถ ของคุณวุฒิ นอกจากนั้นการเลือกตั้งในแต่ละจังหวัดโดยให้มีคณะกรรมการกลั่นกรอง ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรมในแต่ละจังหวัดให้มีไม่เกิน ๑๐ คน เพื่อให้ประชาชนเลือก โดยใช้ เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ผมก็คิดว่าเรื่องนี้เราก็จะได้ ส.ว. ที่ไม่แตกต่างจาก ส.ส. เพราะเราใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง ซึ่งทําให้ ส.ว. ที่ได้รับเลือกตั้งก็เหมือนผู้แทนของ ประชาชนในจังหวัดอีก ยังต้องไปหาเสียง ยังต้องเข้าถึงประชาชน ยังต้องไปร่วมงานกิจกรรม ของประชาชนเสมือนหนึ่งก็คล้าย ๆ คลึงกับผู้แทนราษฎร รวมทั้งอาจต้องพึ่งพาหัวคะแนน ของนักการเมืองในจังหวัดด้วย ก็ทําให้ไม่สามารถจะปลอดอิทธิพลจากนักการเมืองในจังหวัดได้ ผมเองเห็นด้วยที่จะมีการกลั่นกรองเบื้องต้น ผมไม่ค่อยติดใจเรื่องนี้ เพราะคิดว่ารัฐธรรมนูญ คงต้องออกแบบในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญที่ทําให้การกลั่นกรองนี้มีประสิทธิภาพที่จะ คัดสรรคนที่มีคุณวุฒิและคุณธรรมได้นะครับ แต่ทีนี้เราก็คงต้องกลับมาตั้งหลักกันใหม่อีกทีหนึ่งว่า ถ้าเราต้องการให้วุฒิสภาเป็นสภาของผู้ทรงคุณวุฒิและเป็นสภาของผู้ทรงคุณธรรมที่มี ความแตกต่างจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แล้วก็ไม่มีความเชื่อมโยงกับ ส.ส. เนื่องจาก รัฐธรรมนูญกําหนดอํานาจหน้าที่ของ ส.ว. ให้มีอํานาจเพิ่มขึ้นในเรื่องออกกฎหมาย กลั่นกรองกฎหมาย การตรวจสอบ การแต่งตั้ง ถอดถอนบุคคล ผมเห็นว่าในหลักการที่สําคัญ ของ ส.ว. จะต้องมี ๒ องค์ประกอบ คือ ๑. ส.ว. ต้องมีที่มาจากประชาชน และ ๒. ส.ว. ต้องเป็นผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาด้านต่าง ๆ ประชาชนที่ว่านี้ต้องเป็นประชาชนทั้งประเทศ ไม่ใช่เฉพาะจังหวัด ดังที่ได้กล่าวมาแล้วว่าดีที่สุดผมก็คิดว่าคือการใช้เขตทั้งประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง แต่เรื่องนี้ก็คงจะทําได้ลําบาก จึงอยากเสนอให้มีการใช้ระบบการเลือกแบบที่ทางกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ออกแบบการเลือก ส.ส. ระบบบัญชีรายชื่อ โดยใช้เขตเลือกตั้งเป็น ๖ เขต ซึ่งผมก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ดีที่ใช้แนวทางเดียวกันนี้มากับการเลือกตั้ง ส.ว. นะครับ โดยใช้เขตเลือกตั้งเป็น ๖ ภาคเช่นเดียวกัน เพื่อให้ได้ ส.ว. ผู้ทรงคุณวุฒิและคุณธรรม อย่างแท้จริง ขออนุญาตท่านประธานใช้เวลาในส่วนที่ ๒ นะครับ ผมคิดว่าการที่มี คณะกรรมการกลั่นกรองยังมีความจําเป็น และการระบุให้มีกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ นี่ นะครับ ผมก็คิดว่าอยากจะล้อกับในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๗ คือการเลือกของ สปช. นี่นะครับ ทั้ง ๑๑ ด้าน กลุ่มนี้ก็น่าที่จะมีความเหมาะสมที่เราจะมีการ กลั่นกรองให้ครบทั้ง ๑๑ ด้านนี้ ผมคิดว่านอกจากนั้นประชาชนคนไทยยังมีความเข้าใจ ในเรื่อง ส.ว. น้อยกว่า ส.ส. มากนะครับว่าเขามีหน้าที่อะไร จึงต้องค่อย ๆ ให้ความรู้กับ ประชาชนอย่างค่อยเป็นค่อยไป คิดว่าการปล่อยอิสระให้ประชาชนมีสิทธิตัดสินใจเลือก ส.ว. ได้โดยอิสระ โดยไม่มีการกลั่นกรองในขณะนี้อาจจะยังไม่เหมาะสมกับบริบทของประเทศ ท่านประธานครับ การเลือก ส.ว. จึงอยากจะขอใช้วิธีเดียวกันกับการเลือก ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ โดยให้ประชาชนในภาคมีสิทธิเลือก ส.ว. ได้เพียงรายชื่อเดียว ประชาชนในภาคมีสิทธิเลือก ส.ว. ได้เพียงรายชื่อเดียว และจัดลําดับผู้ได้รับคะแนนมากไปหาน้อย ขึ้นทะเบียนให้ครบตามจํานวนที่นั่งที่มีได้รวมทุกภาค ๒๐๐ คน และนอกจากนั้นก็ให้มีการ ขึ้นบัญชีสํารองไว้ด้วยอีกร้อยละ ๑๐ ของแต่ละภาคจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเลือกตั้งซ่อม เมื่อเกิดปัญหาสมาชิกภาพสิ้นสุดลงของ ส.ว. บางท่าน หากเราได้ ส.ว. ที่มีที่มาเดียวกัน มีคุณวุฒิและคุณธรรมจากการกลั่นกรองและที่สําคัญมีที่มาเดียวกันจากประชาชนโดยตรง ปัญหาความขัดแย้งในวุฒิสภาก็จะหมดไป การใช้อํานาจ ส.ว. ที่ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะอํานาจการเสนอพระราชบัญญัติและอํานาจการตรวจสอบก็จะมีความยอมรับได้ ของประชาชนอย่างแท้จริง และที่สําคัญที่สุดผมคิดว่าจะได้รับการยอมรับและความเกรงใจ จากรัฐบาลอย่างสูงยิ่งด้วยนะครับ เนื่องจากเป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิที่มาจากภาคประชาชน โดยตรง ท่านประธานที่เคารพครับ ในฐานะที่เป็นสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ผมเองก็อยากเห็นความมีเสถียรภาพทางด้านการเมืองของประเทศเพื่อช่วยขับเคลื่อน เศรษฐกิจของประเทศให้เดินไปข้างหน้า เราเสียโอกาสด้านเศรษฐกิจมานานมาก และท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญบางท่านได้กล่าวไว้แล้วว่าการสร้างรัฐบาลที่เข้มแข็ง เกินไปก็อาจนํามาซึ่งความขัดแย้งที่ก่อเกิดการทําลายล้างกันได้ ขณะเดียวกันการมีรัฐบาล ที่อ่อนแอไร้เสถียรภาพก็จะเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนนโยบายทําให้ประเทศเดินไป ข้างหน้าไม่ได้ การที่รัฐธรรมนูญได้รับการออกแบบให้มีรัฐบาลผสมที่มีเสถียรภาพจึงอาจเป็น การออกแบบที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย การออกแบบให้เป็นรัฐบาลผสมนี้ ผมจึงมีความเห็นด้วย แล้วก็เห็นด้วยอย่างยิ่งที่ต้องเปิดช่องให้มีโอกาสที่จะเชิญชวนผู้ที่ไม่ได้ เป็น ส.ส. มาเป็นนายกรัฐมนตรีได้นะครับ หากคนนั้นได้รับการยอมรับจาก ส.ส. เสียงส่วนใหญ่ ให้มานําพาประเทศ ในฐานะที่ผมอยู่ในภาคเศรษฐกิจเราอยากเห็นการผสมผสานการเดินไป ข้างหน้าโดยไม่ต้องสะดุดด้วยการทํารัฐประหารอีกอย่างแน่นอนนะครับ ท่านประธานครับ นอกเหนือจากการเปิดโอกาสให้มีรัฐบาลผสมอย่างมีเสถียรภาพแล้ว การที่คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้ระบุให้มีแนวทางปฏิรูปไว้ในภาค ๔ หมวด ๒ ว่าด้วยการปฏิรูป เพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรม โดยลงรายละเอียดในแต่ละด้านตามที่ คณะกรรมาธิการวิสามัญทุกชุดของสภาปฏิรูปแห่งชาติได้เสนอนั้น นอกจากคําชี้แจงของ ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญที่อธิบายให้ทราบว่าหมวดการปฏิรูปเป็น ข้อบัญญัติที่รัฐบาลต้องดําเนินการให้บรรลุตามที่กําหนด ซึ่งทําให้เกิดความมั่นใจว่าประเทศ จะเดินไปข้างหน้าได้สู่การปฏิรูปอย่างต่อเนื่องไปอีกไม่น้อยกว่า ๕ ปี ปัญหาโครงสร้างของ ความขัดแย้งของคนในชาติต่าง ๆ ก็คงจะได้รับการแก้ไขให้ประสบผลสําเร็จได้ อย่างไรก็ตาม การให้มีสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปและคณะกรรมการยุทธศาสตร์การปฏิรูปแห่งชาติเป็นสิ่งที่มี ความสําคัญและผมก็เห็นด้วยที่จะต้องมี ซึ่งขอสนับสนุนอย่างเต็มที่ แต่เพียงไม่อยากให้ระบุ องค์ประกอบมาจาก สปช. ๖๐ คน หรือมาจาก สนช. ๓๐ คน เพราะอย่างที่ประธาน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาชี้แจงให้ทราบแล้วว่าบทบัญญัตินี้เป็นหน้าที่ ที่รัฐบาลในช่วง ๕ ปีข้างหน้าต้องดําเนินการ มิฉะนั้นจะมีความผิดตามมาตรา ๑๐๒ ผมจึงเชื่อว่าไม่จําเป็นต้องกําหนดให้ สปช. หรือ สนช. ในขณะนี้เท่านั้นมาเป็นสมาชิกของ สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป
ในสิ่งสุดท้ายก็อยากจะขอเกริ่นไปถึงบทสุดท้ายของการแก้ไขเพิ่มเติม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๐๒ สักนิดหนึ่งนะครับ ผมขออนุญาตเวลานิดเดียวนะครับว่าที่ระบุ ให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญหลายกรณีจะต้องผ่านการลงประชามติจากประชาชนก่อน หากเสียง ข้างมากของประชามติเห็นชอบก็ให้ดําเนินการต่อไปได้ เรื่องนี้ผมเป็นกังวลนะครับ เนื่องจาก รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พุทธศักราช ๒๕๕๗ ไม่ได้ระบุให้มีการออกแบบการทําประชามติ สําหรับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เพราะฉะนั้นก็คิดว่าการที่เราระบุว่าการแก้ไขต้องออก ประชามติผมเป็นกังวลนะครับ ก็อยากจะฝากประเด็นนี้เป็นประเด็นสุดท้ายสําหรับการ อภิปรายในครั้งนี้ครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน