สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๘

วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา หารือเรื่องความเป็นใหญ่ของพลเมืองและเรียกร้องการสร้างอํานาจการรับรู้และการตรวจสอบให้กับประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีบทบาททางการเมืองที่ถูกต้อง และไม่ตกเป็นเครื่องมือของนักธุรกิจการเมือง นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการเปิดเผยบัญชีภาษีของผู้สมัครรับเลือกตั้ง และการตรวจสอบบัญชีภาษีของรัฐมนตรีและนักการเมือง โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อป้องกันการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงการการเมือง

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา

ถูกต้องท่านประธานครับ ท่านประธานครับ ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ สายการเมือง หมายเลข ๑๗๗ ท่านประธานครับ ใคร ๆ ก็อยากจะเห็นผู้นําที่ดีและระบบผู้แทนที่ดี เพราะว่าถ้าได้คนดีมา ปกครองบ้านเมืองแล้วบ้านเมืองเราก็จะสงบสุขแล้วเจริญรุ่งเรืองนะครับ ทีนี้อย่างนี้นะครับ ผมก็ไปดูของสิ่งที่คณะกรรมาธิการคิด แล้วก็รู้สึกชื่นชมนั่นก็คือว่าคณะกรรมาธิการได้วาง ยุทธศาสตร์ไว้ ๔ ทิศทาง นั่นก็คือว่าทําให้พลเมืองเป็นใหญ่ การเมืองใสสะอาดและสมดุล หนุนสังคมที่เป็นธรรม นําชาติสู่สันติสุข การสร้างระบบความคิดที่เชื่อมโยงนี้นะครับก็พอจะ มั่นใจได้ว่าเราจะได้ผู้นําที่ดีแล้วก็ผู้แทนที่ดี ได้ ส.ส. ที่ดี ได้ ส.ว. ที่ดีนะครับ ปฏิรูปประเทศได้ แต่คําว่า พลเมืองเป็นใหญ่ตรงนี้นะครับ ก็มีการพูดถึงอยู่ว่าถ้าเกิดตีความกันผิด ๆ แล้วนี่ คนจะเข้าใจกันผิด ลองนึกดูถ้าเกิดทุกคนคิดว่าตัวเองเป็นใหญ่ บอกว่าพลเมืองเป็นใหญ่แล้ว ทุกคนกลับบ้านไปก็บอกว่าผมก็เป็นใหญ่หมดนะครับ ต่างคนต่างใหญ่ก็ไม่มีใครฟังใคร ตรงนี้ผมคิดว่าจะต้องทําความเข้าใจกันให้ดี ท่านประธานครับเรื่องความเป็นใหญ่อย่าไปว่า พลเมืองเลยนะครับ แม้ในที่นี้บางท่านก็คิดว่าเป็นใหญ่ ผมเห็นกับตาผมนะครับทางข้างหลัง ตรงที่จอดรถ กฎจราจรง่าย ๆ ยังไม่ทํากันเลยครับ ท่านกําลังร่างรัฐธรรมนูญไปใช้กับคน ทั้งประเทศ ไปบังคับให้เขาอยู่ใต้รัฐธรรมนูญ แต่ท่านละเมิดกฎจราจรของสภา วิ่งย้อนศร ในที่จอดรถข้างบน ผมเห็นกับตานะครับ มี สปช. บางท่านไปเตือนท่าน ท่านก็ไม่สนแล้วก็ ย้อนกันจัง รถจะชนกัน ก็คิดว่าตัวเองเป็นใหญ่ เพราะฉะนั้นเรื่องความเป็นใหญ่ก็ต้องทํา ความเข้าใจ แม้กระทั่งประชาชนที่อยู่ข้างนอก ที่จริงความเป็นใหญ่ที่ว่านี่นะครับ ไม่ได้ใหญ่ เพราะมีอํานาจ ประเทศเรายังใช้ระบบผู้แทนอยู่ ใช้ระบบตัวแทนไม่ว่าจะ ๓ อํานาจ ๔ อํานาจที่มีอยู่ เราใช้ผู้แทนหมด แต่ทีนี้ต้องมาอธิบายให้ประชาชนทางบ้านทราบนะครับว่า ที่ท่านบอกว่าพลเมืองเป็นใหญ่ ใหญ่อย่างไร พลเมืองเป็นใหญ่เราต้องคิดว่าทําอย่างไร ที่ยึดประโยชน์ของประชาชน ทําให้ประชาชนมีประโยชน์ ประโยชน์ของประชาชนต้องเป็นใหญ่ นั่นก็คือการสร้างอํานาจการรับรู้และการตรวจสอบ ซึ่งประชาชนไม่เคยมีมาก่อน การทําให้ พลเมืองเป็นใหญ่และการเพิ่มอํานาจที่ว่านี้นะครับ ก็จะส่งเสริมให้ประชาชนมีบทบาททาง การเมือง ก่อนหน้านี้พอเขาเลือกตั้งผู้แทนเสร็จ ผู้แทนที่ดีหรือไม่ดีอะไรก็แล้วแต่เขาก็หมด บทบาทแล้ว จากนั้นก็ไปเสียภาษี เสียภาษีเสร็จก็ต้องไปกรวดน้ําที่บ้านครับ เพราะไม่รู้ครับว่า เงินภาษีจะกลับมาเท่าไร ที่เหลือก็ทําบุญไป ทีนี้ถ้าประชาชนมีอํานาจในด้านการรับรู้และ การตรวจสอบเขาก็จะนําข้อมูลที่ว่านี้ไปช่วยในการตัดสินใจเลือกผู้แทน เลือกผู้นํา แล้วก็ สามารถจะตรวจสอบผู้แทนของตัวเองได้ด้วย ไปแอบโกง แอบกินที่ไหนนะครับ ประชาชน ซึ่งเป็นเจ้าของภาษีเป็นผู้เสียหายที่แท้จริง จะได้จัดการได้ ทีนี้ระบบอํานาจของประเทศไทย ท่านประธานครับ ถ้าเราเอามาวิเคราะห์ก่อนที่จะพูดไปถึงผู้แทนหรือระบบผู้นํานี่นะครับ ประเทศไทยแบ่งกันอยู่ ๔ ฝ่ายครับ มีฝ่ายการเมือง ฝ่ายข้าราชการประจํา ภาคธุรกิจแล้วก็ ประชาชน เมื่อก่อนนะครับก่อนรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ อํานาจการเมืองกับอํานาจข้าราชการ นี่จะพอดี ๆ กัน พอฟัดพอเหวี่ยงกันก็ไม่เสียดุลนะ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เราไปเขียนให้ นายกรัฐมนตรีมีอํานาจมาก หรือเรียกว่านายกรัฐมนตรีเป็นใหญ่ พอนายกรัฐมนตรีเป็นใหญ่มันก็เสียสมดุล ไปสร้าง เงื่อนไขให้ยั่วน้ําลาย คนบางคนในภาคธุรกิจก็เข้ามาเล่นการเมืองโดยยึดอํานาจผ่านการ เลือกตั้ง ระบบผู้แทนที่ดีก็เสียไปเอาประเทศชาติไปค้ากําไร แล้วก็ส่วนประชาชนละครับ ที่เป็น ๑ ในส่วนแบ่งอํานาจกลายเป็นเครื่องมือ แต่อย่างไรก็ตามนะครับท่านประธาน ผมก็ชื่นชมยุทธศาสตร์ ๔ ทิศทางของคณะกรรมาธิการที่คิดมานี่นะครับ และผมก็เชื่อว่า มาถูกทางแล้ว เพียงแต่จะปรับอย่างไรให้ประชาชนเข้าใจว่าบทบาทของประชาชนจากนี้ไป คืออะไร รู้จักได้ใช้อํานาจของตัวเองให้ถูกต้อง ไม่ตกไปเป็นเครื่องมือของนักธุรกิจการเมือง ท่านคิดว่าจะทําอย่างไรให้ประชาชนเป็นใหญ่เพิ่มอํานาจนี้นะครับ ท่านคิดดีมาก แต่เวลา ท่านไปเขียนบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญผมสงสัยเดี๋ยวผมจะถามท่านนะครับว่าทําไมถึงไปเขียน อย่างนี้นะครับ

ในมาตรา ๑๑๐ (๕) ถ้าท่านพลิกดูนิดหนึ่งนะครับท่านคณะกรรมาธิการ ในนั้นกําหนดคุณสมบัติของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้งซึ่งเตรียมจะไปเป็นผู้แทน ท่านเขียนไว้ อย่างนี้นะครับ ใน (๕) ว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องแสดงสําเนาแบบแสดงรายการภาษีเงินได้ ย้อนหลังเป็นเวลา ๓ ปี ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เว้นแต่ผู้ซึ่งไม่มีรายได้ตามที่กฎหมาย บัญญัติให้ต้องยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษี ท่านเขียนไว้อย่างนี้นะครับ มันไม่ถูกครับท่าน เดี๋ยวผมจะแก้ให้ท่านนะครับ ผมจะเสนอให้ท่านขอเปลี่ยนแปลงนิดเดียว ไม่ทราบท่านไป เขียนทําไมนะครับ และผมก็ไม่ได้ตําหนิท่านนะครับ ผมเข้าใจว่าท่านตั้งใจดี แต่ท่านอาจจะ นึกไม่ถึงว่าที่เขียนอย่างนี้มันจะก่อให้เกิดผลปฏิบัติไปอีกทางหนึ่ง ท่านจําได้ไหมครับว่า ก่อนหน้านี้ผมเคยอภิปรายเรื่องนี้มาครั้งหนึ่งแล้วนะครับ เสนอว่าให้ผู้สมัครรับเลือกตั้ง ทุกระดับต้องเปิดเผยบัญชีการเสียภาษี หรือประวัติการเสียภาษีย้อนหลัง ๕ ปี ของตัวเองนี้ นะครับ แม้ว่าผู้ไม่เคยเสียภาษีมาเลยก็ต้องแสดงนะครับว่าตัวเองไม่เคยเสีย ต้องเปิดเผย ออกมาว่าไม่เคยเสีย ถ้าไปยกเว้นอย่างที่ท่านเขียนไว้นะครับว่าถ้าเกิดไม่ได้อยู่ในบัญชีก็จะมี คนที่คิดคือรวยแต่ไม่มีรายได้ก็บอกว่าไม่ต้องยื่น พอไม่ยื่นชาวบ้านจะไปตรวจได้อย่างไรละครับ และนอกจากนั้นท่านยังใช้คําว่า แสดงบัญชีภาษีให้กับคณะกรรมการการเลือกตั้ง ตรงนี้ก็ผิดอีก นะครับท่าน เพราะว่าวัตถุประสงค์ที่เสนอเรื่องนี้ต้องการให้เจ้าของบัญชี ผู้สมัครคนนั้น เปิดเผยด้วยตัวเอง ผมเสนอไป ๕ ปี ท่านไปตัดเหลือ ๓ ปี ตรงนี้ก็เป็นปัญหาอีก เพราะว่า ถ้าเกิดเมื่อ ๔ ปีก่อนคนนี้เขาเบี้ยวภาษีเราก็ไม่มีสิทธิจะไปตรวจเขาเพราะเอาแค่ ๓ ปี ที่จริง ผมบอกว่ามันควรจะ ๑๐ ปีด้วยซ้ํา แต่บังเอิญทางกรมสรรพากรเขาเก็บข้อมูลภาษีย้อนหลัง แค่ ๕ ปีเท่านั้นเอง เมื่อ ๕ ปีก็ควรจะ ๕ ปี ท่านไม่ควรจะหักออกไป ๒ ปีนะครับ แล้วก็เรื่อง ภาษีเป็นเรื่องที่จะค้นอะไรได้เยอะมากถ้าเกิดประชาชนได้รู้ข้อมูลภาษีของใครต่อใครนี่ครับ ท่านเชื่อไหมครับว่าคนที่เป็นอภิมหาเศรษฐีชื่อก้องทั้งหลายในประเทศไทย ผมได้ยินมาว่า ไม่ได้อยู่ในบัญชีของผู้ที่เสียภาษีสูงสุดของประเทศไทย ถ้าเปิดมาก็โอ้โหนะครับ ไม่มีนะครับ ฉะนั้นในฐานะที่ผมเป็นพลเมืองที่ท่านอยากจะให้ผมเป็นใหญ่ แต่ความเป็นใหญ่ที่ว่าไม่มี ประโยชน์มันเข้าไม่ถึงข้อมูลภาษีเหล่านี้เลย แล้วท่านบอกให้ไปแสดงกับ กกต. กกต. ก็ทํา อะไรไม่ได้ เพราะว่าประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๐ เขียนไว้ว่าใครก็เปิดเผยบัญชีภาษีไม่ได้ เจ้าพนักงานเปิดเผยก็ติดคุก ท่านเอาไปส่ง กกต. กกต. ทําอะไรครับ ทําตาปริบ ๆ ครับ แล้วก็เอาบัญชีที่ว่าโยนใส่ลิ้นชักไป เพราะว่าเขาบอกให้ไปแสดงบัญชีภาษีกับ กกต. ก็คือ ใส่ซองแล้วก็ไปยื่นให้ กกต. ๕ ท่านก็มองหน้ากันไปมองหน้ากันมาแล้วเปิดได้ไหมนี่ ไปดูประมวลรัษฎากรเปิดไม่ได้ครับ ตรงนี้นะครับมีกฎหมายคุ้มครองสิทธิ คุ้มครองสิทธิของผู้เสียภาษีทุกคนว่าข้อมูลการเสียภาษี จะต้องถูกปกปิด ยกเว้นว่าตัวเขาอยากจะเปิดเขาเอง ฉะนั้นท่านต้องไปเขียนรัฐธรรมนูญ มาตรานี้ใหม่นะครับว่าให้ทางเจ้าตัวต้องเปิดเผยหรือไม่เปิดเผยก็มอบอํานาจให้ กกต. เปิดเผย นี่นะครับ ซึ่งใครจะไปว่าท่านหมกเม็ดหรืออะไรก็แล้วแต่ผมว่าไปว่าท่านไม่ได้นะครับ ผมมั่นใจว่าท่านนี่ก็คิดดีต่อบ้านต่อเมือง เพราะดูมาตราต่าง ๆ ที่ทํามาดีหมดนะครับ ท่านอาจจะพลั้งเผลอไปบ้างหรือไม่มีใครบอกท่านว่ามันมีมาตรา ๑๐ ของประมวลรัษฎากร อยู่นี่นะครับ ท่านก็ควรจะไปแก้ตรงนี้ให้ผมหน่อยนะครับ ผมจะแสดงเหตุผลนะครับว่า ทําไมถึงต้องแก้ตรงนี้นะครับ

ประการที่ ๑ การเปิดเผยบัญชีภาษีออกมา ผู้สมัครรับเลือกตั้งทุกระดับตั้งแต่ อบต. ขึ้นไปจนถึงระดับชาติ เปิดเผยออกมาก็จะบอกให้ทุกคนบนแผ่นดินนี้รู้ว่าการเสียภาษี เป็นหน้าที่ บางคนเห็นว่าการเสียภาษีไม่เสียได้ว่าเป็นคนฉลาดนะครับ เราจะเป็นซิติเซน (Citizen) กันแล้วยังมาหนีภาษีมันไม่ถูกนะครับ

ประการที่ ๒ การเสียภาษียังแสดงถึงความรับผิดชอบต่อส่วนรวม คุณจะมา อาสาทํางานบ้านเมืองแล้วคุณยังทําเป็นคนเห็นแก่ตัวเอาเปรียบชาวบ้านมาไม่ได้นะครับ

ประการที่ ๓ การเสียภาษีที่ถูกต้อง แสดงให้เห็นถึงว่าคุณเป็นคนสุจริต สุจริต ตั้งแต่อดีตอย่างน้อยผมค้นไปได้ ๕ ปี คุณสุจริตมา ๕ ปี ผมก็พอรับได้

ประการที่ ๔ การเปิดเผยบัญชีภาษีหรือประวัติการเสียภาษีย้อนหลัง ๕ ปี ต่อสาธารณะนี่นะครับ ก็จะทําให้ชาวบ้านในละแวกนั้นใครมาสมัคร อบต. ผมเป็นชาวบ้าน ผมไปดูครับ ดูพอเปิดบัญชีภาษีมาพอสมัครปุ๊บยื่นปั๊บผมไปดู นี่รวยจัง ไม่เคยเสียภาษีเลย เอาเงินมาจากไหน ผมก็จะได้มีข้อมูลไปตัดสินว่าผมจะเลือกเขาหรือไม่เลือก คุณค้ายาเสพติด มาไหม คุณขายของเถื่อนไหมหรืออะไร ไม่ทํามาหากินอะไรทําไมรวยจัง นี่ละครับสิ่งเหล่านี้ นะครับจะเป็นประโยชน์ แล้วก็ชาวบ้านเมื่อเขารู้แล้วสิ่งที่จะเกิดตามมาชาวบ้านเราจะตั้ง สภาตรวจสอบภาคพลเมือง ถามจะไปตรวจกันอย่างไร ไม่มีข้อมูลอะไรสักอย่าง ตรงนี้ละครับ ท่านจะทําให้ชาวบ้านเขาตรวจได้เพราะว่าจะมีเรื่องข้อมูลภาษีนี่นะครับไปเทียบเคียงกับ ข้อมูลทรัพย์สินของเขา ข้อมูลทรัพย์สินของเขาไม่ต้องไปรอเขายื่น ป.ป.ช. ชาวบ้านเห็นด้วย ตาทุกวันครับ เห็นอยู่ว่าคนอยู่ตรงนี้มีหรือไม่มี เงินมาจากไหน ตรงนี้จะทําให้ชาวบ้าน มีอํานาจมากขึ้นนะครับ

แล้วก็ประการที่ ๕ เมื่อการตรวจสอบที่เข้มข้นใครจะเข้ามาเจอเรื่องบัญชี ภาษีเขาจะถอย หลายคนมาขอร้องผมว่าเรื่องนี้อย่าไปทําเลยตั้งแต่ผมพูดแรก ๆ นี่ คนจะ เดือดร้อนเยอะ คือบอกก็ดีคุณ เรื่องภาษีนิดเดียวคุณยังโกง ผมไม่เชื่อว่าคุณจะไม่โกงเรื่องอื่น ฉะนั้นนี่นะครับคนที่คิดจะมาหากินกับบ้านเมืองจะไม่กล้าเข้ามา แล้วเราจะเปิดพื้นที่ให้กับ คนสุจริตเข้ามาบริหารบ้านเมือง ถ้าเราทําตรงนี้ไม่ได้เราก็จะเจอน้ําเน่า เขาเรียกนักการเมือง น้ําเน่าเข้ามา ทั้งหมดทั้งปวงที่ผมพูดมานี่ก็คือความเป็นใหญ่ของพลเมืองที่แท้จริงนะครับ เป็นความเป็นใหญ่ที่เกิดจากการได้มีสิทธิที่จะไปรับรู้ข้อมูลของคนที่เราจะไปเลือกเขา คนที่เราจะไปตรวจสอบเขาในฐานะที่เขาเป็นผู้แทนนี่นะครับ ผมก็อยากให้ท่านมาตรา ๑๑๐ (๕) ท่านแก้ให้ผมที แล้วก็มาตรา ๑๗๕ (๖) ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกันแต่นั่นเป็นคุณสมบัติของรัฐมนตรี ท่านก็ช่วยดูให้หน่อยนะครับจนถึงนักการเมืองท้องถิ่น นี่ก็สําคัญนะครับ

นอกจากเรื่องนี้มีอีกเรื่องหนึ่งที่ขัดขวางความเป็นใหญ่ของพลเมืองคือมาตรา ๑๔๐ ซึ่งเขียนว่า ระหว่างสมัยประชุมห้ามจับกุม คุมขัง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะผู้ต้องหาในคดีอาญา เว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากที่ประชุมนะครับ เขาเขียนไว้อย่างนี้ครับ ผมไม่เคยเห็นอนุญาตเลยครับ นานแล้วมีอนุญาตหนึ่งเป็นคดียาเสพติด นานมากแล้ว แต่คดีฆ่าคนตาย คดีเผาบ้านเผาเมืองไม่เคยอนุญาตครับ และหลายคนก็อาศัยเกราะตัวนี้ ซุกตัวเองไว้ในสภา หลบไปหลบมาปีหนึ่งประชุม ๘ เดือน ตํารวจไม่ต้องทําคดีเลย ผมถามว่า เขียนไปทําไมครับ ผมไม่ได้ตําหนิท่านนะครับ ท่านไปลอกเขามา ผมเปิดแล้วครับ รัฐธรรมนูญ ฉบับที่ ๒ ของประเทศไทย ปี ๒๔๗๕ เขียนไว้ตั้งแต่นั้นแล้วลอกกันมาเรื่อย ๆ ผมเข้าใจที่ต้องมี เพราะว่าตอนนั้นเขากลัวว่าฝ่ายบริหารจะสะกิดให้สารวัตรใหญ่ ออกหมายจับแล้วไปหิ้วตัวฝ่ายค้านเอาไปขังคืนหนึ่งก่อนพรุ่งนี้จะได้ไปโหวตไม่ได้ จะได้ทํา อะไรรัฐบาลไม่ได้ ก็พูดกันอย่างนี้มานาน แต่ท่านครับยุคนี้ สมัยนี้ คนออกหมายจับไม่ใช่สารวัตรใหญ่ สารวัตรใหญ่แทบจะไม่เหลือแล้ว คนที่อนุมัติหมายจับตอนนี้เป็นศาลครับ และศาลไม่มีทางหรอกครับจะไปแกล้งใคร เพราะท่านไม่ได้ยุ่งกับการเมือง ท่านปล่อยให้ ส.ส. หรือ ส.ว. มีอภิสิทธิ์เหนือประชาชน แต่ท่านไปเขียนรัฐธรรมนูญ มาตรา ๕ เขียนไว้อย่างไรครับ ท่านเขียนไว้ว่าภายใต้รัฐธรรมนูญนี้ ทุกคนเท่าเทียมกัน และมาตรา ๓๔ ก็เขียนอีก บุคคลย่อมเสมอกันในกฎหมายและได้รับ ความคุ้มครองตามกฎหมายเท่าเทียมกัน มันไปเท่ากันอย่างไรครับ ส.ส. ฆ่าคนตาย ไปเจอคดี ปลุกม็อบ (Mob) เผาบ้านเผาเมืองอยู่ได้ไม่โดนจับ แต่เป็นชาวบ้านไปทําสิครับโดนจับ มันเท่ากันอย่างไร มันไม่เท่าครับ ผมว่าท่านควรจะตัดทิ้ง อย่างน้อยจะทําให้รัฐธรรมนูญสั้น อย่างที่ท่านต้องการ ๑๐ บรรทัด ไปนับดูนะครับ ตัดออกนะครับ

ส่วนประเด็นสุดท้ายที่ผมจะนําเสนอท่าน ท่านลืมไปเรื่องหนึ่งครับ เราอยากจะได้ผู้แทนที่ดี ได้ผู้นําที่ดี ท่านลืมเรื่องมือตบไปครับ คณะกรรมาธิการปฏิรูป การป้องกันและการปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบได้เสนอไปใน ๓๓ ประเด็น หนึ่งในนั้นมีประเด็นหนึ่งครับเรื่องมือตบ ท่านก็ทราบอยู่แล้วเดี๋ยวนี้การเมืองตัวจริง นักธุรกิจ การเมืองไม่โผล่มาหรอกครับเขาจะอยู่หลังฉาก แล้วก็จะมีคนคนหนึ่งคอยเดินตาม คนนี้ไม่มี ตําแหน่งอะไรแต่รู้ว่าเวลาจะเคลียร์งานก็ต้องไปกับคนนี้ คนนี้คอยตั้งด่าน เก็บค่าต๋ง ต้องไป เคลียร์กับคนนี้นะครับ ในรัฐธรรมนูญทั้งหมดผมดูในหมวดนี้รัฐมนตรีหรือผู้มีอํานาจไม่เคย ต้องรับผิดชอบคนคนนี้เลย ผมอยากให้ท่านไปดูคําสั่ง คสช. ๖๙/๒๕๕๗ ซึ่งใช้อยู่ตอนนี้ กําลังดุเด็ดเผ็ดมันอยู่นี่ครับ คําสั่งนี้เป็นคําสั่งที่ต่อต้านคอร์รัปชัน คําสั่งนี้บอกนะครับว่า ผู้บังคับบัญชาถ้าปล่อยให้ลูกน้องไปโกงเมื่อไรผู้บังคับบัญชารับผิดชอบด้วย ทําไมเราไม่เอา มาตรการนี้มาใช้กับนักการเมืองบ้างละครับ เป็นมาตรการทางบริหารก็ได้ครับ อาญาเอา เขาไม่ได้หรอกครับเพราะเขาไม่เกี่ยวสืบอย่างไรก็ไม่ถึง แต่ถ้าเกิดคนเดินตามคุณ เข้านอกออกในบ้านคุณทุกวันแต่ไม่มีตําแหน่งเลยแต่คนรู้ว่าต้องไปเคลียร์กับหมอนี่ แล้วหมอนี่ถ้าเกิดวันหนึ่งเป็นเรื่องรัฐมนตรีคนนั้นต้องรับผิดชอบ ต้องรับผิดชอบต่อจริยธรรม ต้องถูกปลดออกจากตําแหน่ง แต่ในรัฐธรรมนูญนี้ผมไม่เห็นครับ ผมก็อยากจะฝากให้ทาง ท่านคณะกรรมาธิการรับความคิดเห็นของผมไปพิจารณา ไปปรับปรุงแก้ไข ที่ท่านทํามา ทั้งหมดดีแล้วครับ ผมก็ขอเสนอเพียงแค่ ๓ ประเด็นครับ ขอบพระคุณครับ