สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๘

ภัทรียา สุมะโน อภิปรายเรื่องวุฒิสภาในร่างรัฐธรรมนูญ โดยเรียกร้องให้มีการสรรหา ส.ว. ที่มีคุณภาพและหลากหลาย และเสนอแผนการสรรหาผู้แทนใน สภาผู้แทนราษฎร โดยแบ่งออกเป็น 15 ด้านที่หลากหลาย และเสนอให้จัดตั้งคณะกรรมการสรรหาผู้แทนจากแต่ละด้านนี้ นอกจากนี้ยังแสดงความไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มอำนาจหน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา และเสนอแนะให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมส่วนที่ขาดตัดทอนส่วนที่เกิน

นางภัทรียา สุมะโน

กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เคารพ ดิฉัน ภัทรียา สุมะโน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขออนุญาตอภิปรายในหมวด ๓ รัฐสภา ซึ่งมีอยู่ ๘ ส่วนด้วยกันนะคะ

ดิฉันขออภิปรายในส่วนที่ ๓ ว่าด้วยเรื่องวุฒิสภา ในมาตรา ๑๒๑ ซึ่งเป็นเรื่อง ที่มาของสมาชิกวุฒิสภาหรือจะพูดคําย่อ ๆ ว่า ส.ว. นะคะ ซึ่งดิฉันเป็นผู้อภิปรายคนที่ ๘๐ ต่อเนื่องจากเมื่อวานนี้ ดังนั้นจึงมีสมาชิกหลายท่านที่ได้กล่าวข้ามมาถึงในหมวดนี้ ส่วนนี้ไปบ้างแล้ว แต่ดิฉันก็รับรองว่าที่จะพูดต่อไปนี้ก็คือจะไม่ซ้ําเรื่องกันนะคะ เพราะว่ามีความเห็นที่แตกต่าง จากท่านอื่น ท่านประธานคะ วุฒิสภาเป็นสถาบันการเมืองที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ทรงเกียรติ และที่ทรงพลังอํานาจ ด้วยอํานาจหน้าที่ที่สําคัญของชาติ เช่นในการกลั่นกรองกฎหมาย ที่สําคัญ แล้วก็การพิจารณาแต่งตั้ง ถอดถอนบุคลากรในตําแหน่งสําคัญต่าง ๆ ดิฉันจึงอยากเห็น การได้มาซึ่ง ส.ว. หรือสมาชิกวุฒิสภาที่มีคุณภาพหลากหลายและมีความสามารถที่จะทํางาน เพื่อประเทศชาติอย่างแท้จริงค่ะ ตามมาตรา ๑๒๑ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับนี้กําหนดให้มีวุฒิสมาชิกหรือว่า ส.ว. ๒๐๐ คน ด้วยที่มา ๓ วิธีที่แตกต่างจากวิธีการ เลือก ส.ว. ทุกครั้งที่ผ่านมาก็คือ ๑. เลือกกันเอง ๒. สรรหา แล้วก็ ๓. เลือกตั้งทางอ้อม ซึ่งดิฉันเห็นว่าเป็นความพยายามอย่างน่าชมเชยของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนี้ ที่ได้พยายามคิดค้นกรรมวิธีต่าง ๆ ในการสรรหา ส.ว. ครั้งนี้อย่างละเอียดลออมากเลย ดิฉันจะพูดโดยสรุปนะคะว่าที่มาของ ส.ว. ในร่างรัฐธรรมนูญนี้มาจากบุคคลถึง ๕ กลุ่มด้วยกัน ด้วยวิธีการที่แตกต่างกันอย่างมากนะคะ แล้วก็ตัวเลขของจํานวน ส.ว. ก็ต่าง ๆ กัน ไม่ทราบว่า ใช้ตัวเลขมาจากไหนคิดค้นมานะคะ

อย่างกลุ่มแรก กลุ่มข้าราชการระดับสูง ต้องพูดว่าสูงมาก เพราะว่าเป็นระดับ ๑๑ ระดับปลัดกระทรวงหรือเทียบเท่าทั้งทางฝ่ายพลเรือน แล้วก็ฝ่ายทหาร ด้านละ ๑๐ ท่าน โดยเลือกกันเอง แล้วก็ข้าราชการระดับอื่น ๆ ล่ะคะ ระดับบริหารอื่น ๆ ก็มีความสามารถ มากมาย แต่นี่เป็นระดับสูงสุดเลยคือระดับ ๑๑ ให้มาทํางานร่วมกับกลุ่มที่ ๒ ก็คือกลุ่มของ เกษตรกร แรงงาน ชุมชน ท้องถิ่น ระดับรากหญ้าที่ไม่ต้องมีการศึกษาระดับปริญญาก็ได้ อีก ๓๐ คน ให้มาเลือกกันเองเช่นกัน คือ ๒ กลุ่มนี้ก็แตกต่างกันอย่างมากสุดโต่งเลยนะคะ

ทีนี้มีอีกประเภทหนึ่งก็คือ กลุ่มที่ ๓ เป็นผู้แทนจากองค์กรวิชาชีพที่มี พระราชบัญญัติจัดตั้ง ๑๕ คน เลือกกันเองอีกนะคะ

แล้วก็อีก ๒ ประเภทที่ดิฉันมีความเห็นว่าเป็นแนวคิดที่แปลกมากก็คือ ผู้ทรงคุณวุฒิ คุณธรรมด้านต่าง ๆ นับได้ถึง ๒๗ ด้าน อีก ๕๘ คน

แล้วก็สุดท้ายคือ ผู้แทนจังหวัด ๗๗ จังหวัด ก็ใช้วิธีเลือกตั้งทางอ้อมนะคะ คือมีกรรมการสรรหามากลั่นกรองก่อนลงมา ๑๐ คน แล้วจากนั้นก็ให้ประชาชนเลือกแค่ ๑๐ คน ที่อยากให้เลือกนี้ล่ะนะคะ ซึ่งกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ให้เหตุผลว่า เจตนารมณ์ของมาตรา ๑๒๑ คือเพื่อสร้างความสมดุลทางการเมืองให้ทุกภาคส่วนทางสังคม ทุกอาชีพ วิชาชีพมาเป็น ส.ว. โดยไม่ให้เกี่ยวข้องกับการเมือง ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันเข้าใจในเจตนารมณ์ดังกล่าว แล้วก็เห็นด้วยค่ะ เพราะองค์ประกอบของวุฒิสภาก็ควรจะ เป็นเช่นนั้น เมื่อคืนนี้สมาชิก สปช. ท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนามท่านเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง ได้กล่าวว่าวุฒิสภาคือสภาของผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วท่านก็ใช้คําพูดที่น่าฟังมากว่าเป็นสภาผู้ใหญ่ ซึ่งในประเทศอังกฤษก็เรียกเฮาส์ ออฟ ลอร์ด (House of Lords) หรือว่าสภาขุนนาง เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าผู้ที่จะมาเป็นองค์ประกอบของสภาผู้ใหญ่นี้ ก็ควรที่จะมาอย่าง กะทัดรัด ไม่สลับซับซ้อนมาก เข้าใจง่าย แต่ยังคงธํารงไว้ซึ่งเจตนารมณ์ของการร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับนี้ไว้ด้วย ข้อเสนอแนะของดิฉันก็คือ ขอเสนอที่มาของ ส.ว. โดยจําลองจากมาตรา ๑๑๑ ของรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ โดยปรับปรุงบางประการนะคะ ดิฉันเสนอให้มี ๒ วิธี

วิธีที่ ๑ ก็คือการเลือกตั้งโดยตรงจากเสียงของประชาชน สําหรับ ๗๗ จังหวัด ๗๗ คน ดิฉันเชื่อว่ามีคนดีที่หวังจะมาทํางานระดับชาติอีกมากมายในทุกจังหวัด ทําไมเรา ไม่เปิดโอกาสให้เขาได้มาสมัครเพื่อการเลือกตั้ง ไม่ใช่ให้ใครก็ไม่ทราบมาเลือก ๑๐ คน ให้ประชาชนเขาเลือกอีกทีหนึ่ง ท่านเลิศรัตน์ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม ชี้แจงว่าการกลั่นกรอง โดยการสรรหา ต้องการผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ จากจังหวัดมาเป็น ส.ว. ให้ประชาชนเลือก แต่ดิฉันก็คิดว่าเราก็แก้ไขได้ด้วยการกําหนดคุณสมบัติไว้ว่าเราต้องการ คุณสมบัติแบบไหน ถ้าสมัครไม่ตรงก็หมดสิทธิไป อันนี้เป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชน ได้ใช้สิทธิของพลเมืองในการเลือกตั้ง ส.ว. อันนี้ดิฉันคิดว่าอย่าไปคิดว่าเป็นการซ้ําซ้อนกับ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นี้เพียงส่วนเดียวมาจากจังหวัด

วิธีที่ ๒ ก็คือการสรรหาจาก ๑๒๓ คนที่เหลือ แต่ว่าเราไม่ใช้วิธีสรรหาโดย ๗ อรหันต์ เหมือนเมื่อครั้งที่แล้ว เหมือนว่ารัฐธรรมนูญฉบับ ๒๕๕๐ เราสามารถจะกําหนด ให้มี ส.ว. จากด้านต่าง ๆ ที่หลากหลายตามต้องการ ไม่ว่าจะเป็นด้านข้าราชการ วิชาการ เกษตรกร เกษตรกรรม แรงงาน ชุมชน ท้องถิ่นอะไรต่าง ๆ ได้หมดเลย อาจจะสัก ๑๐ หรือ ๑๕ ด้าน แต่อย่าลืมด้านสื่อสารมวลชนด้วยนะคะ อันนี้ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มี สื่อสารมวลชน เพราะดิฉันทราบว่าท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านมานิจ สุขสมจิตร ซึ่งเป็นสื่อมวลชนอาวุโส ท่านได้ขอตัดสาขาอาชีพนี้ออกไป ดิฉันก็ขอร้องว่าควรจะมีเพราะเป็นสาขาวิชาชีพที่สําคัญ อย่าคิดว่าจะมาชี้นําหรือลําเอียง อะไรเลย ดิฉันคิดว่าดิฉันเสนอวิธีสรรหาในแนวทางที่คล้ายกับการกําหนดด้านต่าง ๆ ของสภาปฏิรูปแห่งชาติที่เราเป็นอยู่ในขณะนี้ แล้วก็จัดให้มีคณะกรรมการสรรหา ที่ทรงคุณวุฒิ แบบเลือก สปช. นี้เลยค่ะ สมมุติว่าจะตั้งไว้สัก ๑๕ ด้าน ได้ ส.ว. ๑๕ ด้าน ที่หลากหลายก็ตั้งกรรมการสรรหามา ๑๕ ชุดเดียวกัน ไม่ยากอะไรเลยเพราะ สปช. ยังทําได้ เลยนะคะ แล้วที่ดิฉันแนะนําเช่นนี้เพราะดิฉันเห็นว่าผู้ที่เข้ามาเป็น สปช. หรือสมาชิก สภาปฏิรูปแห่งชาติจากการสรรหาก็ล้วนแต่เป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญประสบการณ์ในด้าน ต่าง ๆ ครบถ้วนอย่างที่ต้องการ เพราะฉะนั้นตามเจตนารมณ์ที่ต้องการความหลากหลาย ในสาขาอาชีพมาเป็น ส.ว. เราก็กําหนดได้แบบนี้แล้วก็สรรหา สรรหาเสร็จแล้วให้เบ็ดเสร็จ ไปเลย หมายความว่าผลลัพธ์ออกมาก็คณะกรรมการสรรหาเลือกใครก็เลือกคนนั้นกี่คน ก็แล้วแต่นะคะ แต่ต้องกําหนดออกแบบทีหลัง ทั้งนี้โดยไม่ต้องส่งไปให้ คสช. เลือกอีกครั้งหนึ่ง เหมือนกับ สปช. ครั้งนี้ เพราะว่าในเวลานั้นเมื่อรัฐธรรมนูญนี้ประกาศใช้ก็คงจะไม่มี คสช. อยู่แล้วนะคะ ดิฉันหวังเช่นนั้นนะคะ

สําหรับสัดส่วนของแต่ละด้าน ส.ว. แต่ละด้านกี่คนอะไรก็ไปออกแบบกัน ก็เป็นข้อเสนอไว้ และใน ๑ นาทีที่เหลือ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันขออภิปรายเรื่องอํานาจ หน้าที่ของสมาชิกวุฒิสภา มาตรา ๑๔๗ ร่างพระราชบัญญัติจะเสนอโดย (๑) คณะรัฐมนตรี (๒) ส.ส. ๒๐ คน (๓) ส.ว. ๔๐ คน (๔) ศาล และ (๕) ประชาชน ๑๐,๐๐๐ คนเข้าชื่อกัน ซึ่งดิฉันไม่เห็นด้วยกับการเพิ่มอํานาจหน้าที่ของ ส.ว. ตรงนี้ สมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่กลั่นกรอง กฎหมาย แต่ทําไมมาเสนอกฎหมายเสียเอง เสนอเองแล้วก็กลั่นกรองเองด้วยกระนั้นหรือ ดิฉันมีข้อสังเกตด้วยว่าตามร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้วุฒิสภามีอํานาจเพิ่มขึ้นมากกว่ารัฐธรรมนูญ ฉบับก่อน ๆ อย่างมีนัยสําคัญ ดังนั้นการกําหนดที่มาของสมาชิกวุฒิสภาจึงควรกระทํา ด้วยความรอบคอบอย่างแท้จริง ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันเชื่อมั่นว่าด้วยการทํางาน ที่ทุ่มเทเสียสละและมุ่งมั่น ตั้งใจของคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญครั้งนี้ย่อมน่าที่จะทํา ให้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฉบับที่ดีที่สุดได้ฉบับหนึ่งที่จะนําพาชาติสู่สันติสุขตามเจตนารมณ์ ของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ถ้าหากว่าท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะยอมรับ ข้อเสนอแนะและความคิดเห็นดี ๆ ของพวกเราไปแก้ไขเพิ่มเติมส่วนที่ขาด ตัดทอนส่วนที่เกิน แล้วเราก็จะได้ความสมบูรณ์ที่สุดดังที่ตั้งใจ ขอบพระคุณค่ะ