สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๘

คํานูณ สิทธิสมาน หารือเรื่องการสร้างสมดุลในสังคมไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างสมดุลระหว่างการเมืองของนักการเมืองกับการเมืองของพลเมือง และเสนอแนวคิดสร้างสมดุลในระบบการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา และการปฏิบัติหน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของสมดุลระหว่างอำนาจนิติบัญญัติและอำนาจบริหารตามรัฐธรรมนูญ และการสร้างสมดุลระหว่างฝ่ายการเมืองและฝ่ายข้าราชการประจํา

นายคํานูณ สิทธิสมาน กรรมาธิการ

กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธานครับ กระผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในฐานะกรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ที่เราจะพิจารณาในหมวดนี้ก็เป็นเรื่องสําคัญเกือบ ๆ จะเรียกว่าที่สุดในหมวดผู้นําการเมืองที่ดีและสถาบันการเมือง เพราะได้รวบรวมเอาเรื่องของ รัฐสภาซึ่งหมายถึงสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา คณะรัฐมนตรีไว้ในหมวดนี้ทั้งหมด กระผมขออนุญาตกล่าวถึงภาพรวมว่าเปรียบเสมือนพวกเรานั่งประชุมกันมาในที่นี้ ๓ วันแล้ว ดึกมา ๓ วัน แล้วก็จะต้องต่ออีก ๔ วันนี่นะครับ เราก็อาจจะรู้สึกร้อน ๆ หนาว ๆ สมดุลในร่างกายเราเริ่มไม่ดีแล้ว ถ้าไม่ดูแลสมดุลให้ดีโอกาสที่กลไกในร่างกายจะทํางาน ผิดเพี้ยนไปก็มีมาก ก็เป็นโอกาสที่โรคาพยาธิจะเข้ามาแทรกแซงนะครับ เผอิญในกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญเป็นหมออยู่หลายคนนะครับ ผมก็ไปขอความรู้ท่านมา เพราะฉะนั้น การป้องกันโรคที่ดีที่สุดนะครับ หรือการรักษาโรคตามแนวตะวันออกที่ดีที่สุดประการหนึ่ง ก็คือว่าพยายามรักษาสมดุลในร่างกาย หรือพยายามฟื้นฟูสมดุลในร่างกายเพื่อให้อยู่ในสภาพ ที่เซลล์ของร่างกายจะทํางานได้ตามปกติ ท่านประธานครับ สังคมก็เช่นกันครับ กรรมาธิการยกร่าง รัฐธรรมนูญในช่วงสนทนาธรรมที่ได้อภิปรายกันมาตั้งแต่ช่วงก่อนยกร่างเป็นรายมาตรา เราได้มีความเห็นร่วมกันว่าหนึ่งในสาเหตุสําคัญที่ทําให้สังคมเราเกิดวิกฤติมาเกือบ ๆ จะสิบปี เข้าวันนี้นะครับ หนึ่งในสาเหตุสําคัญที่สุดก็คือว่าสังคมเราเริ่มเสียสมดุลมาตั้งแต่อย่างน้อย ปี ๒๕๔๐ หรือหลังจากนั้น ๒-๓ ปีนะครับ การเสียสมดุลนี้ก็คือว่าร่างรัฐธรรมนูญ หรือรัฐธรรมนูญในขณะนั้นได้เปิดโอกาสให้คนบางกลุ่มเท่านั้นที่อยู่ในโครงสร้างทางการเมือง แต่ว่าคนอีกบางกลุ่มที่เคยมีบทบาทสําคัญต่อบ้านเมือง เคยมีบทบาทพาชาติบ้านเมืองนี้ ให้รอดวิกฤติมาครั้งแล้วครั้งเล่าในประวัติศาสตร์ ที่เคยมีที่มีทางอยู่ในโครงสร้างทางการเมือง เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งถูกกันออกมาจากนอกโครงสร้างทางการเมืองด้วยเหตุผลที่เชื่อกันว่าไม่เป็น ประชาธิปไตย ท่านประธานครับ การเสียสมดุลนั้นที่เริ่มก่อให้เกิดขึ้นแล้วก่อให้เกิดจุดประทุ ขึ้นในปี ๒๕๔๘ ปี ๒๕๔๙ นั้นทําให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนํามาคิดทบทวนว่า สิ่งหนึ่งที่เราจะเยียวยาวิกฤติหรือพยายามที่จะรักษาสภาพวิกฤติของบ้านเมืองได้ก็คือจะต้อง ทําให้สภาพสมดุลของบ้านเมืองนั้นกลับคืนมา เพราะฉะนั้นท่านสมาชิก ท่านประธานจะได้ เห็นว่าในเจตนารมณ์สําคัญทั้ง ๔ ประการของกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญนั้น ในประการที่ ๒ ก็คือทําการเมืองให้ใสสะอาดและสมดุล สําคัญมากครับ สมดุลตรงนี้เราได้ ออกแบบร่างรัฐธรรมนูญในหลายหมวดประสานกัน และส่วนใหญ่จะอยู่ในหมวดของ สถาบันการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในหมวดของรัฐสภานี้นะครับ สมดุลที่เราออกแบบขึ้นมา มีทั้งสิ้น ๙ ประการด้วยกันเป็นอย่างน้อยนะครับ

ในประการแรกเราได้พูดกันไปตลอด ๒ วันที่ผ่านมาในเรื่องสิทธิเสรีภาพ ในเรื่องการสร้างพลเมืองให้เป็นใหญ่ แท้ที่จริงแล้วก็คือการสร้างความสมดุลระหว่างการเมือง ของนักการเมืองกับการเมืองของพลเมือง เราไม่ต้องการให้พลเมืองหรือประชาชนนั้นจะมี สิทธิเสรีภาพเพียง ๔ วินาที หรือ ๔ วินาทีในวันเลือกตั้ง เดินเข้าคูหาเลือกตั้ง กาบัตรเลือกตั้ง หย่อนลงหีบ เดินกลับออกมา แล้วทุกสิ่งทุกอย่างตกเป็นเรื่องของผู้แทนราษฎร ประชาชน หรือพลเมืองจะตัดสินใจได้อีกทีหนึ่งก็ต่อเมื่อมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ ใครพูดเรื่องการเมือง ตําหนิผู้นําทางการเมือง สิ่งที่จะได้รับคําพูดตอบกลับมาก็คือว่าคุณไปลงเลือกตั้งสิ ท่านประธานครับ เราเห็นว่าการเมืองของพลเมืองจะต้องดํารงอยู่ทุกเวลา ทุกนาที แต่ก็จะต้องไม่มากจนเกินไปที่ทําให้การเมืองของนักการเมืองนั้นทําการไม่ได้ หรือมีอุปสรรค ขวากหนามที่มากเกินไป เราก็พยายามสร้างสมดุลตรงนี้เป็นประการแรกครับ

ในประการที่ ๒ ก็คือการสร้างสมดุลระหว่างสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา อันนี้ก็เป็นสาเหตุสําคัญที่ทําให้เราออกแบบให้ลักษณะของสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา มีความแตกต่างกัน เมื่อออกแบบให้ลักษณะของทั้ง ๒ สภามีความแตกต่างกันแล้ว ที่มาของ สมาชิกทั้ง ๒ สภา จึงจะต้องมีความแตกต่างกันด้วยนะครับ ซึ่งเดี๋ยวกระผมจะกราบเรียน ในรายละเอียดอีกทีหนึ่งนะครับ

สมดุลประการที่ ๓ ก็คือเราพยายามจะสร้างสมดุลระหว่างพรรคการเมือง ขนาดใหญ่กับพรรคการเมืองขนาดกลางและขนาดเล็ก ผ่านระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสม ซึ่งเรื่องนี้ท่านกรรมาธิการ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ได้ชี้แจงมาแล้วหลายครั้ง แล้วก็จะ ชี้แจงเพิ่มเติมอีกครับ

สมดุลประการที่ ๔ ก็คือความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างผู้สมัคร ที่สังกัดพรรคการเมืองกับผู้สมัครที่ไม่สังกัดพรรคการเมือง มีข้อถกเถียงกันมามากกว่า ๒๐ ปี ในที่สุดเราตัดสินใจที่จะออกแบบให้ผู้สมัครยังคงต้องสังกัดพรรคการเมือง แต่แก้ไขเพิ่มเติม ก็คือว่าให้สามารถสังกัดกลุ่มการเมืองได้ด้วย ลักษณะของกลุ่มการเมืองที่เป็นปัญหา เป็นคําถามมาตลอด ๒ วันนี้ เราได้ชี้แจงกันไปโดยสังเขปแล้ว แล้วก็พร้อมที่จะชี้แจงเพิ่มเติม อีกครับ แต่ว่าเราไม่ได้เปิดโอกาสให้สมัครโดยอิสระด้วยเหตุผลหลายประการด้วยกันนะครับ

สมดุลประการที่ ๕ ก็คือความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างอํานาจ หน้าที่ของทั้ง ๒ สภา คือสภาผู้แทนราษฎรกับวุฒิสภา ในเมื่อเราออกแบบให้ทั้ง ๒ สภา ซึ่งมีสถานภาพตามรัฐธรรมนูญเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเหมือนกัน แต่มีที่มาแตกต่างกัน เพื่อให้ความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยของทั้ง ๒ สภานั้นสามารถหนุนเนื่องซึ่งกันและกัน เสริมซึ่งกันและกันได้ เราจึงออกแบบให้วุฒิสภามีอํานาจที่แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญ ฉบับก่อน ในกรณีนี้ก็คือให้วุฒิสภาสามารถเสนอร่างพระราชบัญญัติได้และเป็นองค์กร ที่สามารถเริ่มพิจารณาร่างพระราชบัญญัติบางประเภทได้

สมดุลประการที่ ๖ ก็คือเราพยายามสร้างสมดุลระหว่างวินัยของพรรคการเมือง กับการปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนะครับ เดี๋ยวผมจะได้กล่าว ในรายละเอียดว่าแม้จะเป็นเรื่องเล็ก ๆ แต่เราก็ได้เปลี่ยนแปลงคําปฏิญาณตนก่อนปฏิบัติ หน้าที่ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่เคยหายไปตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๒๑ เมื่อมีมาตรการ บังคับ สังกัดพรรคอย่างเข้มข้นได้กลับคืนมา ก็คือเปิดโอกาสให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนั้น ปฏิบัติหน้าที่โดยอิสระ โดยความเห็นบริสุทธิ์ของตนเอง ไม่อยู่ภายใต้อาณัติของมติ พรรคการเมืองเสมอไป

สมดุลประการที่ ๗ ก็คือเราพยายามออกแบบสร้างสมดุลระหว่างพรรคที่เป็น รัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้านผ่านมาตรการในหมวดรัฐสภานี้หลายประการ ซึ่งอีกสักครู่กระผม จะได้ชี้แจง

สมดุลประการที่ ๘ ก็คือความพยายามในการสร้างสมดุลระหว่างอํานาจ นิติบัญญัติกับอํานาจบริหารนะครับ มีท่านสมาชิกได้กรุณาให้ข้อสังเกตที่มีประโยชน์ว่า ร่างรัฐธรรมนูญนี้ในหลายประการก่อให้เกิดจุดเสี่ยงขึ้นมาที่จะทําให้ฝ่ายบริหารนั้นอ่อนแอ หรือขาดเสถียรภาพนะครับ แต่ในขณะเดียวกันก็มีอีกหลายท่านหรือมีบุคคลภายนอก ที่ตั้งข้อสังเกตว่าเรามีมาตรการบางประการที่แปลกใหม่ออกไป ไม่เคยเห็นนะครับ ทั้งหมดนั้นก็เป็นมาตรการที่พยายามที่จะสร้างสมดุลให้กับทั้งอํานาจนิติบัญญัติและอํานาจ บริหารให้สามารถทํางานตามหน้าที่ของตนได้โดยไม่ถูกขัดขวาง

สมดุลประการสุดท้ายก็คือเราพยายามสร้างสมดุลระหว่างฝ่ายการเมืองกับ ฝ่ายข้าราชการประจํา ซึ่งในประเด็นนี้ท่านกรรมาธิการปรีชา วัชราภัย ก็ได้กรุณาชี้แจงไปก่อนหน้านี้แล้ว ท่านประธานครับเราออกแบบให้มี ๒ สภาเพื่ออะไรครับ ก็เพื่อให้เกิดการกลั่นกรอง เพื่อให้เกิดเป็น ตัวเบรกความร้อนแรงของสถานการณ์ในบางครั้ง เพื่อให้ระยะเวลาระหว่าง ๒ สภานั้น เป็นตัวช่วยในการตัดสินใจอย่างรอบคอบ กลไกนี้แม้ในบางกรณีที่มีอยู่ในสภาเดียวหรืออยู่ใน การประชุมร่วมของรัฐสภา ท่านประธานก็คงจะเห็นได้ว่าอย่างเช่นการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จากวาระที่สองไปถึงวาระที่สามก่อนจะตัดสินใจครั้งสุดท้ายนั้นเขาให้พักไว้ ๑๕ วัน เพื่ออะไรครับ เพื่อให้เวลานั้นเป็นเครื่องช่วยในการตัดสินใจครั้งสุดท้าย เพราะฉะนั้นเราเลือกระบบ ๒ สภา เพื่อการนี้ แต่ถ้าเรามี ๒ สภาแล้วจะดีที่สุดหรือไม่ครับถ้าให้ทั้ง ๒ สภานั้นมีลักษณะแตกต่างกัน เพื่อให้เป็นพลังหนุนและเสริมซึ่งกันและกันในฐานะที่ต่างเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยเหมือนกัน แน่นอนครับว่าคณะกรรมาธิการนั้นย่อมเห็นว่าความเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยนั้น หนทางได้มาที่ดีที่สุดและมีข้อโต้แย้งน้อยที่สุดและเราก็อธิบายน้อยที่สุดเช่นกันก็คือให้มาจาก การเลือกตั้งทางตรง จากพลเมืองทั้งหมดละครับ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการเลือกตั้ง ทางตรงนั้นจะเป็นทางเดียวในการได้มาซึ่งผู้แทนปวงชนชาวไทย การเลือกตั้งทางตรงนั้นก็มี ข้อจํากัดบางประการ ทั้งในประเทศไทยแล้วก็ประเทศอื่นทั่วโลก ทั้งโดยตัวระบบเลือกตั้งเอง ซึ่งก็มีหลายรูปแบบให้เลือก ทั้งโดยสภาพทางสังคม จิตวิทยาทางการเมืองของแต่ละประเทศ และระบบพรรคการเมืองในแต่ละประเทศ ในบางกรณีก็ทําให้ไม่สามารถได้ผู้แทนที่เป็น ตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์ได้ครบหมด ประเทศไทยมีเกษตรกรมาก มีผู้ใช้แรงงานมาก มีคนยากคนจนมาก แล้วก็มีพ่อค้านักธุรกิจ มีปราชญ์ชาวบ้าน มีกลุ่มชาติพันธุ์ การเลือกตั้ง ทางตรงทั้งหมดนั้นเราจะได้ผู้แทนครบถ้วนทั่วทุกกลุ่มหรือไม่ครับ ไม่ได้ครับ จริงอยู่ครับ ก็อาจจะกล่าวได้ว่าผู้ที่มาจากการเลือกตั้งทางตรงนั้นเป็นผู้แทนของคนทุกกลุ่มผ่านระบบ พรรคการเมืองที่แต่ละพรรคล้วนมีนโยบายเพื่อทุกกลุ่มอยู่แล้วก็อาจจะถูกครับ แล้วก็อาจจะ ไม่ถูก แต่จะดีกว่าหรือไม่ละครับ ถ้าเผื่อว่าในเมื่อเรามี ๒ สภาแล้วเราตัดสินใจให้ทั้ง ๒ สภานั้น มีลักษณะแตกต่างกัน

กล่าวคือในสภาที่ ๑ คือสภาผู้แทนราษฎรก็เป็นสภาที่มาจากการเลือกตั้ง โดยตรงผ่านระบบพรรคการเมือง เป็นสภาที่ใช้เสียงข้างมากในการกําหนดรัฐบาล ควบคุม รัฐบาล เปลี่ยนรัฐบาล และเราเลือกใช้ระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนผสมเพื่อให้เกิดความ เป็นธรรมและยุติธรรมที่สุด ยุติธรรมแก่พี่น้องประชาชนที่เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรด้วย คือคะแนนเสียงตกน้ําน้อยที่สุด ทุกพรรคทุกกลุ่มได้คะแนนเสียงใกล้เคียงกับคะแนนนิยม ที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงมากที่สุด

ในสภาที่ ๒ คือวุฒิสภา ซึ่งเราใช้คําว่า เป็นสภาพหุนิยม มาโดยตลอด มีท่านสมาชิก เมื่อคืนนั้นท่านใช้คําว่าเป็นสภาประนอมอํานาจ ตรงกันครับ เราต้องการให้ผู้แทนของ ทุกกลุ่มที่มีอยู่จริงในสังคม ทั้งเกษตรกร ทั้งแรงงาน ทั้งปราชญ์ชาวบ้าน ทั้งกลุ่มชาติพันธุ์ ทั้งข้าราชการ ทหาร และพลเรือน ทั้งพ่อค้านักธุรกิจเข้ามาอยู่ในสภาพหุนิยมหรือสภา ประนอมอํานาจแห่งนี้ การออกแบบโครงสร้างของเรานั้นไม่ต้องการให้วุฒิสภาเป็น สภาผู้แทนราษฎรสาขา ๒ ครับ เราไม่ต้องการให้วุฒิสภาเป็นกระจกสะท้อนภาพของ สภาผู้แทนราษฎร แต่จะออกแบบอย่างไรให้เป็นสภาพหุนิยมที่ทุกคนยอมรับไม่ใช่เรื่องง่ายครับ เพราะเราต้องต่อสู้กับความเชื่อในสังคมไทยที่ว่าประชาธิปไตยคือการเลือกตั้งอย่างเดียว เท่านั้น อะไรที่ไม่ใช่การเลือกตั้งโดยตรงแล้วไม่ใช่ประชาธิปไตย ทั้ง ๆ ที่ในประเทศประชาธิปไตยอื่นที่เขามีระบบ ๒ สภาทั่วโลก จากการสํารวจของเรา พบว่ามี ๒ สภาใน ๗๖ ประเทศ พบว่ามีวิธีการเลือกตั้งโดยตรงของวุฒิสภานี่เพียง ๒๔ ประเทศ มีเลือกตั้งโดยอ้อม ๑๔ ประเทศ มีเลือกตั้งโดยตรงและโดยอ้อมผสมกัน ๒ ประเทศ มีเลือกตั้งและแต่งตั้งผสมกัน ๑๗ ประเทศ และมีแต่งตั้งทั้งหมดถึง ๑๙ ประเทศ ท่านประธานครับ เราก็ได้ออกแบบมาอย่างที่ปรากฏในร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านมีความคิดเห็นประการใดเราก็ยินดีรับฟัง แต่ว่าโดยหลักการก็คือว่าเราต้องการ ให้วุฒิสภานั้นเป็นสภาพหุนิยม เป็นสภาที่มีลักษณะแตกต่างจากสภาผู้แทนราษฎร ท่านประธานครับ ผมจะไปอย่างเร็ว จะขอเข้าถึงลักษณะจุดเด่นหรือจุดแตกต่าง ๑๑ ประการของหมวดรัฐสภา แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ๆ นะครับ เผื่อท่านสมาชิก จะได้ช่วยกันแสดงความคิดเห็นนะครับ

ในประการแรกนะครับ เราเพิ่มลักษณะต้องห้ามของบุคคลที่มิให้ใช้สิทธิสมัคร ส.ส. เพิ่มขึ้นมา ๑ ประการ แตกต่างไปจากรัฐธรรมนูญฉบับเดิม จะอยู่ในมาตรา ๑๑๑ (๘) ก็คือบุคคลต้องห้าม ก็คือเคยต้องคําพิพากษา หรือคําสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายว่ากระทําการ ทุจริตหรือประพฤติมิชอบ หรือกระทําการอันทําให้การเลือกตั้งไม่สุจริตหรือไม่เที่ยงธรรม ก็หมายความว่าจะทําให้บุคคลดังกล่าวไม่อาจเป็น ส.ส. ได้ และไม่อาจเป็น ส.ว. ได้ ไม่อาจ เป็นนายกรัฐมนตรีและไม่อาจเป็นรัฐมนตรีได้ ๔ ตําแหน่งนี้นะครับ

สาเหตุที่เราบัญญัติเพิ่มขึ้นมาเช่นนี้ ก็เพราะบุคคลประเภทนี้ก็ไม่ควรที่จะ เข้ามาสู่วงการเมืองใช่ไหมครับ และที่สําคัญก็คือเป็นไปตามกรอบ ๑ ในบัญญัติ ๑๐ ประการ ของรัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. ๒๕๕๗ มาตรา ๓๕ (๔) แต่ก็จะมีการพูดกันมากครับว่า เราเขียนขึ้นมานี้เพื่อกีดกันคนบางคน คนบางกลุ่มหรือไม่ ก็ตอบได้ว่า หามิได้ครับ เป็นไปตามกรอบที่ ต้องทําเช่นนี้ และเราก็ได้อภิปรายแล้วก็พูดไว้ชัดเจน แล้วก็ระบุไว้อย่างชัดเจนของ เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญเล่มโต ๆ อยู่ที่หน้า ๒/๗๑ เราได้ระบุไว้ชัดเจนว่าบุคคล ที่ต้องห้ามตามอนุมาตรานี้ต้องปรากฏชัดเจนว่าเป็นผู้ที่มีคําพิพากษาหรือคําสั่งที่ชอบด้วย กฎหมายว่าผู้นั้นเป็นผู้กระทําการทุจริต หรือประพฤติมิชอบ หรือกระทําการอันทําให้การ เลือกตั้งไม่สุจริต หรือไม่เที่ยงธรรม ทั้งนี้ไม่หมายความรวมถึงบุคคลอื่นที่อาจต้องรับผิดชอบ ตามกฎหมาย แต่มิได้เป็นผู้กระทําการอันต้องห้ามดังกล่าว อันนี้ชัดเจนนะครับท่านประธาน

จุดเด่นประการที่ ๒ ก็คือว่า ผู้ที่จะได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทั้ง ๒ ประเภท คือแบบเขตเลือกตั้งและแบบบัญชีรายชื่อนั้นจะต้องได้รับคะแนนเสียง เลือกตั้งไม่น้อยกว่าคะแนนเสียงที่ไม่เลือกผู้ใด พูดภาษาชาวบ้านว่า คะแนนของผู้ที่จะได้เป็น ส.ส. นั้นจะต้องชนะคะแนนโหวตโน (Vote no) ในบัตรเลือกตั้งก็จะมีช่องไม่ประสงค์ จะลงคะแนนเลือกผู้ใดไว้นะครับ แต่ก่อนไม่เคยมีบัญญัติไว้ว่าเมื่อพลเมืองผู้มีสิทธิเลือกตั้งมา กาช่องนี้แล้วจะเกิดผลประการใด ต่อไปนี้เกิดผลแล้วครับ ผู้ที่จะได้เป็น ส.ส. ต้องชนะโหวตโน อันนี้อยู่ในมาตรา ๑๑๓ ครับ

จุดแตกต่างประการที่ ๓ ก็คือ อย่างที่กระผมกล่าวไว้ตั้งแต่ตอนต้นนะครับว่า เราได้เพิ่มคําปฏิญาณตนของ ส.ส. และ ส.ว. ก่อนการปฏิบัติหน้าที่ขึ้นมา ๒ จุด จุดที่ ๑ คือ เพิ่มคําว่า จะปฏิบัติหน้าที่ตามความเห็นของข้าพเจ้าโดยบริสุทธิ์ใจ ซึ่งหายไปตั้งแต่ รัฐธรรมนูญ ๒๕๒๑ ที่เป็นจุดเริ่มต้นของมาตรการบังคับ ส.ส. สังกัดพรรคอย่างเข้มข้น

แล้วก็เพิ่มอีกจุดหนึ่งก็คือยึดมั่นในจริยธรรม โดยในประเด็นที่ ๑ นั้น ได้สะท้อนหลักการให้ ส.ส. ปฏิบัติหน้าที่สําคัญโดยไม่ต้องปฏิบัติตามมติพรรค และสมาชิกภาพ ของ ส.ส. ไม่สิ้นสุดลงเพราะพรรคขับออก ซึ่งก็บัญญัติให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา ก่อนหน้านี้คือมาตรา ๑๓๑ ซึ่งมีมาตั้งแต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ แต่รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นั้น ในคําปฏิญาณของ ส.ส. ยังไม่ได้มีคําว่า จะปฏิบัติหน้าที่ตามความเห็นของข้าพเจ้า โดยบริสุทธิ์ใจกลับคืนมานะครับ

จุดแตกต่างประการที่ ๔ ก็คือเรากําหนดให้รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง จะต้องมาจากพรรคฝ่ายค้าน นี่ผมพูดภาษาชาวบ้านนะครับ ภาษากฎหมายอาจจะ ยาวกว่านี้ ท่านไปดูที่มาตรา ๑๓๓ วรรคสอง ผลที่จะเกิดขึ้นก็คือนี่ก็เป็นการสร้างความสมดุล ระหว่างพรรครัฐบาลกับพรรคฝ่ายค้าน แต่เดิมท่านก็จะเห็นนะครับว่าประธานสภาผู้แทนราษฎร รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง มาจาก พรรครัฐบาลเหมือนกันหมด ยกเว้นเกิดอุบัติเหตุทางการเมืองขึ้นบางครั้งเท่านั้นเองครับ มันก็ทําให้การควบคุม การประชุมของสภาหรือการตัดสินใจในเรื่องสําคัญบางอย่างนั้น อาจจะไม่เป็นธรรมเท่าที่ควร ถามว่าการที่มีรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเป็นพรรคฝ่ายค้าน ได้ผลทันทีเลยในประการใด ท่านประธานครับกรุณาไปดูที่ มาตรา ๑๔๙ วรรคสอง ในที่ประชุมที่จะตัดสินว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวด้วยการเงิน หรือไม่ในกรณีที่เกิดข้อสงสัยกันขึ้นมานี่นะครับ ปกติก็จะเป็นหน้าที่ของประธานสภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับประธานคณะกรรมาธิการ ทีนี้เราเพิ่มรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเข้าไปด้วย ซึ่งก็หมายความว่าจะต้องมีรองประธานสภาผู้แทนราษฎรที่เป็นพรรคฝ่ายค้านเข้าไปร่วม พิจารณาด้วย

จุดเด่นหรือจุดแตกต่างประการที่ ๕ ก็คือ เรามีบทบัญญัติห้ามประธาน สภาผู้แทนราษฎร รองประธานสภาผู้แทนราษฎรดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองหรือ กลุ่มการเมือง และห้ามเข้าร่วมประชุมพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองในระหว่างดํารง ตําแหน่ง อันนี้ก็จะอยู่ในมาตรา ๑๓๓ วรรคหก

จุดแตกต่างประการที่ ๖ ก็คือ การกําหนดให้ ส.ส. พรรคฝ่ายค้านเป็น ประธานคณะกรรมาธิการสามัญที่ทําหน้าที่ตรวจสอบเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปราม การทุจริตหรือกํากับติดตามเกี่ยวกับการใช้งบประมาณภาครัฐ อันนี้ก็เป็นมาตรการสร้าง ความสมดุลระหว่างฝ่ายรัฐบาลกับฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร อันนี้จะอยู่ในมาตรา ๑๔๓ วรรคสองครับท่านประธาน

จุดแตกต่างประการที่ ๗ ก็คือการกําหนดให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของข้อบังคับการประชุมของทั้งสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ท่านประธานครับ ท่านประธานก็เคยอยู่ในวุฒิสภามาก่อน ในหลายกรณีหรือในบางกรณีนั้น ข้อบังคับการประชุมของทั้ง ๒ สภาก็ดี หรือประเพณีปฏิบัติของทั้ง ๒ สภาก็ดีอาจมีลักษณะ ที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญได้ อันนี้เป็นประสบการณ์ตรงที่เคยเกิดขึ้นและเป็นเรื่องเป็นราว ถึงศาลรัฐธรรมนูญมาแล้วในปี ๒๕๕๖ ต่อไปนี้ถ้าร่างรัฐธรรมนูญนี้ใช้บังคับ เมื่อมีการประชุมสภา มีการร่างข้อบังคับขึ้นมาทั้ง ๒ สภา ก็จะต้องส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญตรวจสอบความชอบด้วย รัฐธรรมนูญก่อนครับ

จุดแตกต่างประการที่ ๘ ก็คือ ประเด็นการตั้งกระทู้ถามของ ส.ส. ของ ส.ว. เรากําหนดให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีนั้นมีหน้าที่ต้องตอบโดยเร็ว เน้นนะครับ มีหน้าที่ ต้องตอบโดยเร็ว ขีดเส้นใต้คําว่า หน้าที่ นะครับ และในกรณีที่เป็นกระทู้ถามสดของเฉพาะ สภาผู้แทนราษฎรกําหนดให้นายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีมีหน้าที่ต้องตอบกระทู้ถามนั้นด้วย ตนเอง เว้นแต่มีเหตุจําเป็นอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ อันนี้ก็ไม่เคยมีมาก่อนนะครับ ขีดเส้นใต้ คําว่า หน้าที่ ที่ต้องขีดเส้นใต้ก็คือว่ามันจะเชื่อมโยงไปยังจุดแตกต่างในประการที่ ๙ ครับ เรื่องหน้าที่ต้องตอบกระทู้ทั้ง ๒ ประการนี้อยู่ในมาตรา ๑๖๕ วรรคหนึ่งและวรรคสองครับ ท่านประธาน จุดแตกต่างประการที่ ๙ ก็คือการกําหนดให้ผู้ที่รัฐธรรมนูญระบุให้มีหน้าที่ต้อง ดําเนินการ แล้วไม่ดําเนินการภายในระยะเวลาที่กําหนดหรือภายในเวลาอันสมควรทําให้ รัฐธรรมนูญไม่บรรลุผล ต้องรับผิดชอบ ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญทั้งปี ๒๕๔๐ ปี ๒๕๕๐ กําหนดไว้ให้ทําอะไรมากมาย รวมทั้งการตราพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญและ พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง กําหนดระยะเวลาไว้เสร็จ ๑ ปี ๒ ปี ๓ ปี หลายฉบับ จนรัฐธรรมนูญทั้ง ๒ ฉบับถูกฉีก ยังไม่เสร็จเลยครับ เราเขียนไว้ในมาตรา ๑๐๒ ซึ่งถือว่าเป็น มาตราที่มีความสําคัญมากนะครับ เขียนไว้ว่า ให้ถือว่าคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือสมาชิกวุฒิสภาผู้มีหน้าที่เสนอหรือผู้มีหน้าที่พิจารณากฎหมาย หรือกฎ หรือมีหน้าที่กระทําการนั้น ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ อ่านเร็ว ๆ ข้ามหน่อยเขาบอกว่าให้ถือว่า ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นผู้เสียหายย่อมฟ้องรัฐ ให้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายได้ รัฐธรรมนูญไม่ใช่กฎหมายที่มีบทลงโทษครับ แต่จากการมี มาตรา ๑๐๒ นี้ผู้ที่ไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่รัฐธรรมนูญกําหนดไว้ให้ต้องปฏิบัตินั้น ก็เสี่ยงกับ การที่จะถูกฟ้องร้องเป็นคดีอาญา ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๑๕๗ และรัฐก็เสี่ยงที่จะถูกฟ้องเรียกค่าเสียหายทางแพ่ง อันนี้ก็เป็นการแก้ปัญหา ในอดีตนะครับ นอกจากนั้นก็ยังมีจุดแตกต่างอีกทั้ง ๒ หรือ ๓ ประการ แต่ผมจะขออนุญาต นําเสนอเพียง ๙ ประการนี้นะครับ เพราะว่าอีก ๒ ประการนั้น ผมคงไม่มีเวลานําเสนอ ก็คือกระบวนการตราร่างพระราชบัญญัติกับความอยู่ยงคงกระพันของร่างพระราชบัญญัติ ที่เสนอโดยพลเมือง อันนี้ก็เป็นจุดแตกต่างจากรัฐธรรมนูญฉบับก่อน ถ้ามีเวลาจะลุกขึ้นตอบ ในภายหลังนะครับ

สุดท้ายครับท่านประธาน นี่ก็คือการออกแบบร่างรัฐธรรมนูญที่เราไม่ยืนยันว่า เราเป็นอรหันต์ครับ ผมไม่เคยชอบและคณะกรรมาธิการทุกคนไม่เคยชอบคําที่มาเรียกกันว่า เป็น ๓๖ อรหันต์ ๓๕ อรหันต์ เราไม่ใช่ผู้รู้ครับ แต่เราเป็นผู้ที่มีประสบการณ์ ทั้งโดยตรงและ โดยวิชาการ แต่ละท่านก็มีหลากหลายประสบการณ์ และที่สําคัญก็คือเราเป็นพลเมือง คนไทยที่ผ่านเหตุการณ์ความขัดแย้งมา ๑๐ ปีครับ เพราะฉะนั้นนี่คือผลงานของสติปัญญา โดยรวมที่เราคิดว่าจะใช้ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้คืนความสมดุลให้กับสังคมไทย เราไม่เชื่อว่าจะ เป็นความเสี่ยงครับ ในประเด็นสร้างความสมดุลระหว่างฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหารที่มี เสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะเป็นความเสี่ยงนั้น กระผมขอยืนยันว่าเรามีมาตรการที่จะเป็น พูดภาษาชาวบ้านก็คือเป็นตัวช่วยให้กับคณะรัฐมนตรีอยู่รวมทั้งสิ้น ๗ ประการด้วยกัน ในกรณีที่อาจจะมีเสียงในทํานองที่มีความเห็นว่ารัฐบาลที่เกิดขึ้นตามระบบการเลือกตั้ง แบบสัดส่วนผสมนี้น่าจะเป็นรัฐบาลที่อ่อนแอ หรือมีเสียงคาดการณ์ว่าน่าจะเป็นรัฐบาลผสม ซึ่งเราเองไม่เคยคิด ไม่เคยแม้แต่จะฝันว่าเราจะออกแบบรัฐธรรมนูญให้ประเทศมีรัฐบาล ที่อ่อนแอ แต่ใช่ครับ เราต้องการออกแบบร่างรัฐธรรมนูญให้ไม่มีรัฐบาลที่เข้มแข็งจนเกินไป แข็งกร้าวจนไม่ฟังผู้ใดในแผ่นดิน แต่เราก็มีมาตรการไว้รวมทั้งสิ้น ๗ ประการ ก็คือ

ในประการที่ ๑ เป็นมาตรการที่เคยมีอยู่แล้วในรัฐธรรมนูญฉบับก่อนหน้า ก็คือว่าการที่คณะรัฐมนตรีมีสิทธิขอให้รัฐสภายืนยันร่างพระราชบัญญัติที่คณะรัฐมนตรีถือว่า จําเป็นต่อการบริหารราชการแผ่นดินแล้วก็ระบุไว้ในนโยบาย แล้วก็ในกรณีที่ สภาผู้แทนราษฎรตีตกไปด้วยเสียงไม่ถึงกึ่งหนึ่ง คณะรัฐมนตรีมีสิทธิขอให้รัฐสภาพิจารณา อีกครั้งหนึ่ง ความโดยละเอียดจะอยู่ในมาตรา ๑๕๑ ผมจะไม่อ่านนะครับ

ในประการที่ ๒ ก็พูดกันมากครับ ตั้งแต่ก่อนเข้าสภาปฏิรูปแห่งชาติแล้วก็ ตลอด ๒ วันมานี้ ก็คือการขอความไว้วางใจจากสภาผู้แทนราษฎร ซึ่งเราก็ได้ชี้แจงไปแล้วว่า อันนี้ก็เป็นหนึ่งในมาตรการตัวช่วยว่าในกรณีที่เกิดเหตุที่สภาผู้แทนราษฎรนั้นปั่นป่วนรวนการ ทํางานของรัฐมนตรีมาก รัฐมนตรีก็อาจจะใช้มาตรการนี้เป็นมาตรการปราม โดยขอความไว้วางใจ จากสภาผู้แทนราษฎร อยู่ในมาตรา ๑๘๑

ตัวช่วยประการที่ ๓ ก็คือมาตรา ๑๘๒ ก็คือการที่นายกรัฐมนตรีมีสิทธิแถลงว่า ร่างพระราชบัญญัติใดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างพระราชบัญญัติใดนั้นถือเป็นความไว้วางใจ รัฐบาล เมื่อแถลงแล้วสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องยื่นญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจภายใน ๔๘ ชั่วโมง ถ้าไม่ยื่นให้ถือว่าร่างพระราชบัญญัตินั้นหรือส่วนสําคัญของร่างพระราชบัญญัตินั้นผ่าน อันนี้ก็มีความเข้าใจที่ไม่ตรงนักไประบุว่าอันนี้มันถือเป็นซุปเปอร์ (Super) พระราชกําหนด บางท่านก็ไปไกลถึงขนาดว่าอันนี้เป็นเหตุที่จะทําพระราชกําหนดนิรโทษกรรมผ่านเข้ามาทาง ช่องนี้ล่ะ ท่านประธานกรรมาธิการก็ได้กรุณาชี้แจงไปตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วนะครับว่า ไม่ใช่ ครับ ถึงผ่านสภาผู้แทนราษฎรก็แค่ผ่านสภาผู้แทนราษฎร ยังต้องผ่านการพิจารณาของ วุฒิสภาเหมือนเดิม และ ๒. หากมีผู้สงสัยในความถูกต้อง ความชอบธรรม ก็ยังมีสิทธิที่จะยื่น ไปยังศาลรัฐธรรมนูญได้เหมือนเดิม

ตัวช่วย ครม. ประการที่ ๔ ก็คือในญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้นให้นับ แต่เฉพาะคะแนนเสียงไม่ไว้วางใจเท่านั้น ถามว่าทําไมบัญญัติเช่นนี้ ก็เพราะในอดีตนี่นะครับ เรื่องที่จะไม่ไว้วางใจรัฐบาลเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่ว่าเสียงไว้วางใจที่นับด้วยต่างกัน ๑ เสียง ต่างกัน ๕ เสียง ต่างกัน ๓ เสียงนี่นะครับ มันไม่ใช่แตกต่างกันแค่หน้าตาของรัฐมนตรี ที่คะแนนเสียงแตกต่างกันครับ แต่มันหมายถึงกระเป๋าของคนบางคนจะตุงขึ้น กระเป๋าของ คนบางคนจะแฟบลงด้วย เราก็บัญญัติไว้เช่นนี้ แต่เดิมอยู่ในมาตรา ๑๖๖ แต่เดิมในร่างแรก เราบัญญัติให้ว่าถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติไม่ไว้วางใจก็ต้องถือว่าสิ้นสภาพไปด้วย แต่หลังจากมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์เข้ามามากนี่นะครับ เราก็ตัดสินใจปรับเอามาตรการนี้ออก เพราะถือว่ามาตรการตามมาตรา ๑๘๑ กับมาตรา ๑๘๒ น่าจะเพียงพอแล้ว

จุดแตกต่างประการหรือตัวช่วยประการที่ ๕ ก็คือการห้าม ส.ส. ลาออกจาก พรรคที่ตนสังกัด อยู่ในมาตรา ๑๑๖ (๘)

ตัวช่วยประการที่ ๖ ก็คือการห้ามควบรวมพรรค อยู่ในมาตรา ๑๑๔ วรรคสอง และ

ตัวช่วยประการที่ ๗ ก็คือการห้าม ส.ส. เป็นรัฐมนตรี คือ ส.ส. ไปเป็น รัฐมนตรีได้ครับ แต่เป็นแล้วต้องไม่เป็น ส.ส. อันนี้ก็จะทําให้คนที่เป็นรัฐมนตรีนั้นจะต่อรอง อะไรกับคนเป็นนายกรัฐมนตรีก็ต้องคิดให้หนักครับ เพราะว่าถ้าท่านถูกปรับ ครม. แล้วท่าน ตกงานต้องกลับไปเลี้ยงหลานครับ ไม่ใช่กลับมานั่งในสภาเป็น ส.ส. เหมือนเดิม ทั้งหมดนี้ กระผมก็กล่าวโดยย่อถึงภาพรวมของหมวดรัฐสภาที่เป็นความพยายามของคณะกรรมาธิการ ที่พยายามที่จะออกแบบให้เกิดความสมดุลมากที่สุด พยายามให้เกิดความสมดุลทั้งระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายนิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร ให้เกิดความสมดุลระหว่างการเมืองของนักการเมืองกับการเมืองของพลเมือง ให้เกิดความ สมดุลระหว่าง ๒ สภา ให้เกิดความสมดุลระหว่างคนที่ต้องการทําการเมืองโดยการเป็น นักการเมืองสังกัดพรรคการเมืองเป็น ส.ส. แต่กับคนที่ต้องการเข้ามาช่วยเหลือบ้านเมือง แต่ไม่ประสงค์ที่จะเล่นการเมืองหรือเป็นสมาชิกพรรคการเมืองใด อย่างเช่นที่มีอยู่ใน สภาปฏิรูปแห่งชาตินี้หลายต่อหลายท่าน ซึ่งก็เป็นคุณความรู้ เป็นภูมิปัญญาที่สมควรที่จะให้ เข้ามาอยู่ในโครงสร้างทางการเมืองอย่างถูกต้องครับ กระผมขอใช้เวลาแต่เพียงเท่านี้ และถ้าเผื่อว่ามีคําถามหรือมีข้อสงสัยประการใดเพื่อนกรรมาธิการท่านอื่น ๆ ที่ล้วนแต่ มีความรู้ความชํานาญมากกว่าผมก็จะได้ช่วยกันตอบต่อไป กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน