สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๘

วัฒนา สรรพานิช เสนอแนวคิดเรื่องยุทธศาสตร์ชาติ โดยอธิบายถึงความสำคัญของการมียุทธศาสตร์ชาติในการพัฒนาประเทศ และเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีพลังอํานาจแห่งชาติที่แข็งแกร่งในการรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ ยังหารือเกี่ยวกับการบริหารประเทศที่สม่ำเสมอและบูรณาการ รวมถึงการตรวจสอบความซื่อสัตย์สุจริตของเจ้าหน้าที่ และการเพิ่มความเชื่อถือและไว้วางใจจากต่างประเทศ

พลเอก วัฒนา สรรพานิช

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม พลเอก วัฒนา สรรพานิช หมายเลขประจําตัว ๑๗๙ ก่อนอื่นผมขอขอบคุณท่านกรรมาธิการ ที่ยกร่างรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ที่ได้กรุณากําหนดคําว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ไว้ในหลายมาตรา กระผมต้องขอขอบพระคุณหลายท่านที่ได้กรุณาเห็นความสําคัญของยุทธศาสตร์ชาติ ได้อภิปรายไว้อย่างน่าฟังในหลายท่าน สําหรับกระผมนั้นกระผมได้มีความสนใจแล้วก็ได้ เฝ้าติดตามในเรื่องการกําหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ในรัฐธรรมนูญ และการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ไม่มียุทธศาสตร์ชาตินั้นจะเผชิญกับความล้มเหลว และได้ล้มเหลวมาแล้ว ถ้าไม่มี จะล้มเหลวต่อไป สําหรับประเด็นที่ผมจะพูดนี้จะเน้นหนักไปในประเด็นที่คําว่า ยุทธศาสตร์ หมายความว่าอย่างไร แล้วถ้าเรามียุทธศาสตร์แล้วจะดีอย่างไร ไม่มียุทธศาสตร์ที่กําหนดไว้ ให้รัฐบาลเข้ามาบริหารแผ่นดินจะมีข้อเสียอย่างไร ในประเด็นนี้เป็นประเด็นที่กระผมคิดว่า ยังไม่มีท่านใดได้พูดให้ชัดเจน กระผมขออนุญาตท่านประธานจะพูดในประเด็นนี้ให้มาก แต่ก่อนอื่นกระผมจะขออนุญาตท่านประธานว่า ความในมาตรา ๗๘ ในหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้น ตั้งแต่มาตรา ๗๘ ถึงมาตรา ๙๕ ได้กําหนดเรื่องราวของ ยุทธศาสตร์ไว้ทั้งสิ้น ถ้าหากผมจะอธิบายในตอนท้ายก็จะเห็นว่าเป็นเรื่องนี้จริง ๆ ในนั้น จะกําหนดมาตราที่สําคัญในเรื่องเศรษฐกิจมีอยู่น้อยมาก ๒ มาตรา แต่ในเรื่องสังคมจะมีมาก การเมืองก็อยู่ในนั้น การบริหารราชการแผ่นดินนี่ก็คือเรื่องการเมืองนะครับ เนื่องจาก ยุทธศาสตร์เป็นเรื่องที่สําคัญ กระผมขอเสนอว่าในภาค ๒ หมวด ๒ ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ ขอเพิ่มข้อความหน้าคําว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เป็นภาค ๒ หมวด ๒ ยุทธศาสตร์ชาติ และแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพื่อให้เห็นชัดเจนว่าเราจะกําหนดยุทธศาสตร์ชาติไว้ใน แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ สําหรับเรื่องราวแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นกระผมขอเสนอ เพิ่มเติมไว้ในมาตรา ๗๗ เริ่มตั้งแต่วรรคหนึ่งเป็นต้นไป และเรื่องราวต่าง ๆ ในเรื่องการ กําหนดยุทธศาสตร์ชาตินั้นจะมีเรื่องราวอย่างไรก็ตามคงมีไม่กี่มาตราในรัฐธรรมนูญ แต่จะไปมีบทบาทในกฎหมายในมาตรา ๑๕๙ ซึ่งกระผมจะขออนุญาตเพิ่มเติมในหมวด ๒ มาตรา ๑๕๙ ใน (๑๓) ความว่า กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ ใน (๑๓) ซึ่งเดิมมี (๑) ถึง (๑๒) จากที่กระผมเสนอนี้จะมีหลักการสั้น ๆ ก็คือเพื่อให้ ยุทธศาสตร์ชาตินี้ปรากฏไว้ในรัฐธรรมนูญและอยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ กระผม ได้อ่านหนังสือจากท่านวิษณุ เครืองาม ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน เป็นหนังสือเรื่องการเขียน กฎหมายรัฐธรรมนูญ พิมพ์ครั้งที่ ๓ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนี้ เป็นเจตจํานงของผู้เขียนหรือผู้ร่างที่จะกําหนดให้ต้องปฏิบัติด้วยเหตุผลสําคัญ ถ้าหากว่าทางเศรษฐกิจและสังคมหรือทางการเมืองผันแปรไป รัฐบาลก็ดีจะบริหารราชการนั้น ผิดเพี้ยนไปและผู้ออกกฎหมายคือรัฐสภา จะออกกฎหมายไม่เป็นไปตามเจตจํานงของผู้ร่าง หรือผู้เขียนรัฐธรรมนูญ อันนี้ผมเลยนํามากล่าวให้ชัดเจนนะครับ ส่วนจะปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติ นั้นเราจะมีกํากับดูแลด้วยคําว่า ยุทธศาสตร์ชาติ ลงในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ไว้ในที่นี้ด้วยก็เพื่อเป็นการบังคับว่าในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าจะต้องปฏิบัติตาม ยุทธศาสตร์ชาติ ชาติในโลกหลายชาติที่เจริญ ได้มียุทธศาสตร์ชาติเป็นของตนเอง กระผม จะขออนุญาตนํายุทธศาสตร์ชาติของประเทศสหรัฐอเมริกาในคําปรารภของรัฐธรรมนูญ สหรัฐอเมริกาซึ่งกล่าวว่ากระผมขออนุญาตท่านประธานอ่าน เราประชาชนแห่งสหรัฐ ได้บัญญัติและสถาปนารัฐธรรมนูญรองรับสหรัฐอเมริกาเพื่อสร้างเอกภาพให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น เพื่อสถาปนาความยุติธรรมเพื่อเป็นหลักประกันความเรียบร้อยภายในเพื่อจัดให้มีการป้องกัน ร่วมกันเพื่อส่งเสริมสวัสดิภาพทั่วไปและเพื่อรักษาไว้ซึ่งเสรีภาพสําหรับตัวเราเองและอนุชน ของเรา สําหรับประเทศญี่ปุ่น จักรพรรดิเมจิซึ่งได้มีรัฐธรรมนูญไว้แล้ว ได้ตั้งปณิธานไว้ อย่างแน่วแน่ว่าต้องเอาชนะฝรั่งผิวขาวให้ได้ภายในรัชสมัยของพระองค์ สิ่งที่ผมกล่าวอันนี้ เป็นการผูกโยงระหว่างยุทธศาสตร์ชาติย่อมประกอบไปด้วยผลประโยชน์แห่งชาติและ วัตถุประสงค์ของชาติ จะเห็นว่าผลประโยชน์แห่งชาติที่สําคัญของญี่ปุ่นในสมัยนั้นคือเอาชนะ ฝรั่งผิวขาวสําหรับผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศไทยนั้นคงเป็นไปในลักษณะคล้ายคลึง ดังที่กล่าวมาแล้วจะแตกต่างกันอยู่บ้างก็เพราะการวางน้ําหนักหรือการเน้นหนักแต่ละหลักการ ซึ่งอาจจะไม่เท่ากัน ตัวอย่างเช่น ผลประโยชน์แห่งชาติของประเทศไทยประการหนึ่งซึ่งจะได้ เห็นจากรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ถึงปัจจุบันคือประเทศไทย เป็นราชอาณาจักรอันเดียวกันจะแบ่งแยกมิได้ กล่าวคือประเทศไทยถือหลักการเป็น เอกลักษณ์เป็นผลประโยชน์ไม่ใช่สหรัฐ นอกจากนั้นก็ยังมีหลักยุติธรรม ความมีอิสระเสรี ตลอดจนสวัสดิภาพและความอยู่รอดปลอดภัยแห่งรัฐ เหล่านี้เป็นต้น ท่านประธานครับ กระผมจะขออนุญาตท่านประธานกราบเรียนในที่ประชุมนี้ว่า ยุทธศาสตร์ชาติอยู่หลาย มาตราในรัฐธรรมนูญ กระผมขอความเมตตาจากคณะกรรมาธิการที่ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ - ขอให้ได้ฟังสิ่งที่ผมจะกล่าวนี้คือ ยุทธศาสตร์ชาติคือเป้าหมายและแนวทางตามที่ชาติต้องการ เป็นทั้งศาสตร์และศิลป์ในการบริหารจัดการกําลังอํานาจแห่งชาติ กําลังอํานาจแห่งชาติ ผมย้ําอีกครั้งนะครับ แต่ไม่ใช่โปรดฟังอีกครั้งครับ ในด้านต่าง ๆ อันได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี การพลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร หรือการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสาร สาธารณะเพื่อให้บรรลุผลประโยชน์แห่งชาติและวัตถุประสงค์แห่งชาติ ซึ่งเป็นความต้องการ และจําเป็นที่สุด ซึ่งชาติจะขาดเสียมิได้ ยุทธศาสตร์ชาติจึงมีความสําคัญอย่างยิ่งต่อการ ปฏิบัติงานของภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคพลเมือง ข้อความที่ผมได้กล่าวมานี้หนังสือ จากสถาบันวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร สถาบันป้องกันประเทศ ซึ่งมีอยู่แห่งเดียวในประเทศไทยสถาบันนี้ ความหมายที่ผมย้ําเมื่อกี้นี้คือกําลังอํานาจแห่งชาติ กําลังอํานาจแห่งชาติคือความสามารถทั้งมวลของประเทศที่มีอยู่ และสามารถใช้ ความสามารถนั้นกระทําต่อประเทศอื่น ให้ปฏิบัติตามที่ตนปรารถนาได้ การที่ประเทศหนึ่ง จะสามารถกระทําให้อีกประเทศหนึ่งทําตามที่ตนปรารถนาได้นั้นจะต้องมีกําลังอํานาจ แห่งชาติทางด้านต่าง ๆ ที่กระผมได้กล่าวมาแล้ว กระผมจะขออนุญาตท่านประธานได้อ่านว่า พลังอํานาจแห่งชาติด้านต่าง ๆ นั้นคืออะไร และเราต้องพัฒนาอย่างไรให้เข้มแข็ง

ประเด็นแรก พลังอํานาจแห่งชาติด้านการเมืองทั้งภายในและระหว่าง ประเทศ หมายถึงสภาพการทางการเมืองที่จะทําให้ประชากรมีความเชื่อถือและศรัทธาต่อ ระบอบการปกครองต่อรัฐบาลที่ปกครอง มีความเคารพเชื่อฟังและยอมปฏิบัติตามนโยบาย ของรัฐบาล และปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าหน้าที่รัฐบาล ประชากรมีความเชื่อมั่นในรัฐบาลว่า จะสามารถสร้างความเป็นธรรมในหมู่ประชากร สามารถป้องกันความแตกแยกระหว่างชน ในชาติ สามารถรักษาดินแดนให้ปลอดภัยจากการแบ่งแยกยึดครองประเทศมีเอกภาพและ รักษาศักดิ์ศรีของชาติในวงการเมืองระหว่างประเทศ รัฐบาลมีความชอบธรรม สามารถบริหารประเทศได้อย่างมีประสิทธิผล มีอิสระ ปลอดจากอิทธิพลและการบงการ ในการดําเนินนโยบายของประเทศอื่น พลเมืองหรือประชากร ดินแดน รัฐบาล อํานาจอธิปไตย ตลอดจนเสถียรภาพของประเทศปลอดจากการคุกคามทั้งภายในและภายนอกที่ปฏิบัติการ ภายใต้อิทธิพลของต่างประเทศ สิ่งเหล่านี้ขอให้ท่านรําลึกถึงสถานการณ์ทางการเมืองที่ผ่านมา เพราะประเทศเราไม่มีพลังอํานาจแห่งชาติ เพราะไม่มียุทธศาสตร์เป็นเครื่องกํากับครับ ต่อไปความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือพลังอํานาจทางด้านเศรษฐกิจ หมายถึงสภาพการทาง เศรษฐกิจที่ทําให้ประชากรมีงานทํา และยอมรับนับถือระบบเศรษฐกิจของประเทศ สามารถยกฐานะเศรษฐกิจทั้งส่วนตัวและส่วนรวมให้สูงขึ้นในอัตราที่เหมาะสม โดยฐานะทาง เศรษฐกิจและสังคมไม่มีความแตกต่างเหลื่อมล้ํากันมากนัก ประเทศสามารถรักษา เสถียรภาพทางการผลิต การค้า การเงิน และราคา ประเทศมีระบบภาษีอากรที่เหมาะสม และเป็นธรรม สามารถพัฒนาเศรษฐกิจตามแผนที่วางไว้ได้อย่างมีประสิทธิผล มีอิสระทาง เศรษฐกิจจากต่างประเทศ ความสามารถอุตสาหกรรม เกษตรกรรม พาณิชย์กรรม ตลอดจน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นวัตกรรม

พลังอํานาจแห่งชาติด้านสังคมจิตวิทยา หมายถึง สภาพการณ์ทางด้านสังคม ที่ทําให้ประชากรสามารถครองชีวิตอยู่ได้ด้วยปกติสุข ประชากรมีความปลอดภัยในชีวิต ทรัพย์สิน ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการยุติธรรมและความเป็นธรรมในการดําเนินชีวิต ประชากรมีความเสมอภาคและความเป็นฉันท์พี่น้อง ประชากรมีความสมานฉันท์และ ปรองดอง ประชากรมีความรู้ความสามารถ มีวัฒนธรรม จริยธรรมและศีลธรรม รวมทั้ง มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่พลเมืองและสังคม มีความสํานึกในความเป็นชาติและยึดมั่น ในอุดมการณ์ของชาติ ในด้านกีฬา สาธารณสุขมีการพัฒนาอย่างทั่วถึง

พลังอํานาจทางด้านการทหาร หมายถึง สภาพที่แสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็ง ของกําลังรบของชาติ ความพร้อมรบ ความมีประสิทธิภาพของอาวุธยุทโธปกรณ์และการใช้ อาวุธ ความมีวินัย ขวัญและกําลังรบอื่น ๆ การจัดการฝึก การศึกษา การสวัสดิการ การยุทธศาสตร์และการยุทธ์ วิธีที่สามารถเอาชนะข้าศึกศัตรูผู้รุกรานทั้งจากภายในและ ภายนอกประเทศ

ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม หมายถึง สภาพการทาง วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ที่สามารถตอบสนองความต้องการของคนในชาติ สามารถส่งเสริมพัฒนาประเทศในด้านต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งพาต่างประเทศในระดับ ที่ทัดเทียมกับนานาอารยประเทศ มีความพร้อมในโครงสร้างพื้นฐานที่จําเป็น มีเป้าหมาย ที่ชัดเจนทั้งในระยะสั้น ระยะยาว มีศักยภาพในการส่งเสริมการวิจัย พัฒนาภายใต้มาตรการ ที่เหมาะสม

กระผมได้กราบเรียนมาทั้งหมดนี้ กระผมคิดว่าจะทําให้เราได้รับทราบถึง สถานการณ์ที่เราผ่านมา ประเทศเราตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ เป็นการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุขจนกระทั่งถึงปัจจุบัน รวมระยะเวลา ๘๓ ปี ประเทศไทยมีนายกรัฐมนตรี ๒๙ คน มีรัฐบาล ๖๑ คณะ ใช้รัฐธรรมนูญมาแล้ว ๑๙ ฉบับ ฉบับนี้จะเป็นฉบับที่ ๒๐ รัฐประหารในประเทศไทยเกิดขึ้น ๑๓ ครั้ง สําเร็จ รัฐประหาร ที่ไม่สําเร็จ ๑๑ ครั้ง จากจํานวนรัฐธรรมนูญที่ใช้มาแล้ว ๑๙ ฉบับไม่ปรากฏฉบับใด ที่ได้กําหนดให้มียุทธศาสตร์ชาติไว้เป็นที่แน่ชัดไว้ในรัฐธรรมนูญเพื่อเป็นกรอบแนวทาง เป้าหมายที่จะให้คณะรัฐบาลบริหารราชการแผ่นดินเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ จึงบังเกิด ผลเสียต่อประเทศไทยที่ผ่านมาดังนี้

ประการแรก การบริหารราชการแผ่นดินไร้ทิศทางเนื่องจากไม่มียุทธศาสตร์ เป็นเครื่องกําหนดแนวทาง อย่างน้อยต้องครอบคลุมในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคม วิทยาการทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสารหรือการบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารสาธารณะเพื่อขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่การ บรรลุผลประโยชน์แห่งชาติ ซึ่งเป็นความต้องการส่วนรวมของประชาชน สิ่งที่ได้กล่าวมานี้ การบริหารราชการแผ่นดินไม่มียุทธศาสตร์ให้การสนับสนุนในการทํานโยบายของรัฐบาลนั่นเอง

ประเด็นที่ ๒ พรรคการเมืองเมื่อได้รับการคัดเลือกเป็นรัฐบาลและบริหาร ราชการแผ่นดิน ไม่มีความต่อเนื่อง ไม่มีทิศทางแนวทางเป้าหมายที่เป็นกรอบนําพา ประชาชนไปสู่ความเจริญ มั่งคั่ง ยั่งยืน รัฐบาลทุกรัฐบาลที่เข้ามาไม่มีความต่อเนื่องในการ พัฒนาประเทศ

ประเด็นต่อไปกลุ่มผลประโยชน์แปรสภาพมาเป็นพรรคการเมืองลงสมัคร รับเลือกตั้ง ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มผลประโยชน์ แต่ประชาชนทั้งประเทศทุกสาขาอาชีพ ทุกภาคส่วนและชนชั้นขีดความสามารถต่ําก้าวไม่พ้นแห่งความยากจนและต่ําชั้นในทางสังคม กลุ่มผลประโยชน์บางอาชีพที่ไม่รับประโยชน์จะได้รับประโยชน์จากการกําหนดยุทธศาสตร์ ของรัฐธรรมนูญที่มียุทธศาสตร์

สําหรับข้อดีที่ได้กําหนดยุทธศาสตร์ไว้ในรัฐธรรมนูญเป็นความหวังของ พวกเรา

ประเด็นแรกเป็นเหตุให้พรรคต้องกําหนดแผนงานหรือโครงการหรือนโยบาย ให้เป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่กําหนด อย่างน้อยต้องมีเนื้อหาสาระที่จะพัฒนาพลังอํานาจของชาติ ได้แก่ การเมือง เศรษฐกิจ สังคม จิตวิทยา การทหาร วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร การบริหาร จัดการข้อมูลข่าวสารสาธารณะซึ่งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ

๒. ทําให้มีความต่อเนื่องในการบริหารประเทศไม่ว่าจะกี่รัฐบาลที่เข้ามา บริหารประเทศจะต้องดําเนินการในเรื่องเดียวกัน ส่วนทิศทางก็ต้องเป็นทิศทางเดียวกัน แต่นโยบายที่กําหนดนั้นอาจจะเปลี่ยนแปลงแต่อยู่ในกรอบทิศทางตามยุทธศาสตร์ชาติ ที่กําหนด

๓. เกิดบูรณาการในการบริหารราชการแผ่นดินทั้งส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น หมายความว่าส่วนกลางได้สั่งการหรือกําหนดเรื่องใดไปแปรเป็นนโยบาย ในการปฏิบัติ ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่นก็จะสอดรับ ไม่ใช่ต่างคนต่างทํา ภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคพลเมืองจะมีกรอบและแนวทางตลอดจนเป้าหมายในการพัฒนา ในทิศทางเดียวกัน กระผมขอเวลาอีกสัก ๑ นาทีครับ เพื่อได้รับผลประโยชน์ทุกภาคส่วน ประเทศบริหารราชการแผ่นดินตลอดจนการบริหารภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน ตลอดจนความซื่อสัตย์สุจริตของเจ้าหน้าที่และผลงานก็จะถูกตรวจสอบจากประชาชน เพราะประชาชนทั้งปวงได้ประโยชน์

ประการต่อไป จะได้รับความเชื่อถือและไว้วางใจจากต่างประเทศ ชาวโลก โดยเฉพาะกลุ่มประเทศในอาเซียน กระผมขออนุญาตชี้แจงนิดเดียวเกี่ยวกับเรื่องปัญหาและ อุปสรรคที่สําคัญในการรวมตัวของประชาคมอาเซียน

ประการแรก ข้อ ๑ การขาดปฏิสัมพันธ์และการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ภาคสื่อมวลชน ภาคประชาชน

๒. อาเซียนยังไม่มีนโยบายร่วมกันในประเด็นที่กิจการภายนอก เช่น นโยบาย ต่างประเทศ นโยบายความมั่นคง นโยบายทางการทหารหรือการป้องกันร่วมกัน นโยบาย ทางเศรษฐกิจ และไม่มีหลักการที่กําหนดให้กิจการของอาเซียนมาก่อน ผู้นําอาเซียนขาดการ พบปะที่ไม่เป็นทางการอย่างสม่ําเสมอจึงขาดความคุ้นเคยและยังอ่อนไหวต่อแรงกดดันจาก ภายนอกกลุ่มค่อนข้างมาก การเมืองภายในแต่ละประเทศเป็นอุปสรรคต่อความร่วมมือของ อาเซียน การสร้างความมั่นใจพัฒนาไปสู่ทูตเชิงป้องกันยังไม่เกิดขึ้น ความสัมพันธ์ ของกลุ่มความร่วมมืออื่น ๆ ยังมีน้อยไม่กระตุ้นให้เกิดความรู้สึกเป็นกลุ่มหรือประชาคม ขาดการวางยุทธศาสตร์และจุดยืนร่วมกันในเวทีต่างๆ

ประการสุดท้าย สมาชิกอาเซียนยังไม่มีความรู้สึกความเป็นชาติสูง อาเซียน ยังขาดการวางแผนร่วมกัน ที่ผ่านมามักจะถูกผลักโดยมหาอํานาจ กระผมขอขอบพระคุณ ท่านประธานอีกครั้งหนึ่ง แล้วก็ขอขอบพระคุณท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ กระผมหวังเป็นอย่างยิ่งว่าท่านคงจะได้รับฟังและนําไปพิจารณา ขอขอบพระคุณครับ