สยุมพร ลิ่มไทย อภิปรายเรื่องนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยเน้นย้ำถึงความไม่เป็นธรรมในสังคม และเรียกร้องการให้รัฐธรรมนูญตอบโจทย์ปัญหานี้ โดยเฉพาะการบังคับให้รัฐปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญและแก้ไขมาตรา ๑๐๒ ที่เขียนไว้เบาเกินไป นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการรับผิดชอบของรัฐต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากการกระทำของรัฐที่ไม่ปฏิบัติตามหลักการของกฎหมาย
ท่านประธานที่เคารพ กระผม สยุมพร ลิ่มไทย ผมจะขออภิปรายในหมวดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐครับ
ประเด็นแรก ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นที่มีความสําคัญ แล้วก็จะต้องทําให้เกิด ความชัดเจนในหมวดนี้ทั้งหมวดนะครับ ก็คือเจตนารมณ์ของหมวดนี้ เมื่อวานผมได้ฟัง คําชี้แจงจากคณะกรรมาธิการ ได้ชี้แจงโดยสรุปว่าหมวดนี้มีไว้เพื่อแสดงเจตจํานงในการที่จะ ให้รัฐดําเนินการตรากฎหมาย และกําหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดินตามมาตรา ๗๘ แล้วท่านก็อธิบายเพิ่มเติมว่า เป็นการกําหนดเพื่อให้มีทิศทางของรัฐบาลในการที่จะไป กําหนดนโยบาย ไม่บังคับให้ทํา ที่ผมได้ฟังเมื่อวานนี้นะครับ ตรงนี้นะครับที่ผมคิดว่าต้องให้ ชัดเจน เพราะว่าในหมวดนี้ทั้งหมวดมี ๑๘ มาตรา มาตรา ๗๘ เป็นการกําหนดเจตจํานง อย่างที่ผมเรียนแล้ว อีก ๑๗ มาตราที่เหลือนี้นะครับ ทุกมาตราเขียนไว้เหมือนกันหมดว่า รัฐต้อง รัฐต้องทําโน่น รัฐต้องทํานี่ รัฐต้องทํานั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เขียนไว้ชัด มาตรา ๘๒ (๒) รัฐต้องพัฒนาและสร้างโอกาสเพื่อลดความเหลื่อมล้ํานะครับ ในมาตรา ๘๒ มีหลายวงเล็บ แต่วรรคต้นเขียนไว้ชัดว่ารัฐต้องดําเนินการตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะฉะนั้นตรงนี้ จะตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้นอกจากเจตนารมณ์ของหมวดนี้เป็นเจตนารมณ์ที่บังคับให้รัฐ ก็คือรัฐบาลไหนก็แล้วแต่ที่เข้ามาเป็นรัฏฐาธิปัตย์ต้องดําเนินการให้เป็นไปตามหมวดนี้ นี่ประการแรกที่ผมอยากจะเรียนนะครับ แล้วถ้าหากว่าจะดูให้ชัดยิ่งขึ้นไปอีก ในมาตรา ๑๐๒ เขียนไว้ชัดเลยครับว่า ถ้าหากผู้มีหน้าที่ผมเรียนโดยสรุป ไม่ดําเนินการหรือปฏิบัติการ ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าคณะรัฐมนตรีแล้วก็ใครต่อใครละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เพราะฉะนั้นมันชัดเจนนะครับว่าหมวดนี้เป็นหมวดบังคับให้รัฐต้องทํา ไม่ใช่ทําก็ได้หรือไม่ทํา ก็ได้ อันนี้อยากให้กรรมาธิการต้องเขียนบันทึกไว้ในเจตนารมณ์ในหมวดนี้ด้วยนะครับ เพราะว่าในหมวดนี้เป็นการบันทึกเจตนารมณ์รายมาตรา ซึ่งไม่ได้แสดงเจตนารมณ์ ของทั้งหมดไว้ ผมอยากจะฝากว่าขอให้พิจารณาตรงนี้ด้วยเพราะว่าเป็นเรื่องสําคัญ ทําไมผมเรียนว่าเป็นเรื่องสําคัญ สิ่งที่ สปช. พูดกันมาหลายเดือนว่าปัญหาของประเทศเรา มันอยู่ตรงไหน ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนนะครับว่า ปัญหาที่สําคัญที่สุดก็คือปัญหาความเหลื่อมล้ํา และความไม่เป็นธรรมในสังคม ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมในเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม การบริหาร กฎหมาย การให้บริการของรัฐการศึกษา หรืออะไรก็แล้วแต่ สรุปว่าปัญหาใหญ่ ก็คือปัญหาความเหลื่อมล้ําและไม่เป็นธรรม นี่คือโจทย์ของประเทศนะครับ แล้วถามว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ตอบโจทย์ข้อนี้ไว้ตรงไหน ผมมาอ่านแล้วโจทย์ข้อนี้ตอบไว้ในหมวด ๒ แนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ เพราะว่าได้เขียนไว้ค่อนข้างจะครบถ้วนในปัญหาที่ผมพูด เมื่อสักครู่นี้ ผมยกตัวอย่างเช่นเขียนไว้ชัดในมาตรา ๘๒ (๒) รัฐต้องพัฒนาและสร้างโอกาส เพื่อลดความเหลื่อมล้ําและสร้างความเป็นธรรมอย่างยั่งยืน มาตรา ๘๒ (๖) รัฐต้องคุ้มครอง ให้ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน มาตรา ๘๔ (๓) รัฐต้องจัดส่งเสริม และทํานุบํารุงการศึกษาและอีกเยอะแยะ เพราะฉะนั้นคําตอบหรือสิ่งที่ประชาชนต้องการ มันอยู่ในหมวดนี้ ในขณะที่กรรมาธิการท่านบอกว่าหมวดนี้เป็นหมวดไม่บังคับ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าอะไรจะเป็นหลักประกันในรัฐธรรมนูญให้กับประชาชนว่า ประชาชนสมควรจะได้ ในสิ่งที่รัฐจําเป็นต้องทําและสมควรทําให้ถ้าไม่เขียนไว้
อันนี้เป็นประเด็นแรกที่ผมอยากจะให้เกิดความชัดเจน เพราะถ้าหาก ท่านบอกว่าไม่บังคับให้รัฐต้องทํา ท่านต้องไปแก้หมดคําที่เขียนไว้ว่ารัฐต้อง รัฐต้อง รัฐต้อง รัฐต้อง เขียนอย่างนี้ไม่ได้ครับ นี่เป็นประเด็นแรก
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่าในเมื่อผมมีสมมุติฐานหรือความคิดว่าแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐเป็นเรื่องที่รัฐต้องทํา ก็คือเป็นสิ่งที่เป็นพื้นฐานที่ทุกรัฐบาลใครเข้ามาก็ต้องทํา ไม่ทําไม่ได้ ส่วนนโยบายของรัฐบาลแต่ละรัฐบาลที่จะเพิ่มเติมไปเป็นอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าหากผม เข้าใจอย่างนี้หมวดนี้ต้องมีมาตรการบังคับให้ค่อนข้างจริงจัง เพื่อที่จะเป็นหลักประกันว่า ใครมาเป็นรัฐบาลก็ต้องทําอย่างจริงจังและต่อเนื่อง มาตรการบังคับก็ไปเขียนไว้ในมาตรา ๑๐๒ ที่ผมเรียนไว้แล้ว ซึ่งผมเห็นว่าเขียนไว้ค่อนข้างเบาครับ เพราะเขียนไว้โดยสรุปนะครับว่า ในกรณีที่รัฐธรรมนูญนี้บัญญัติให้ดําเนินการ แต่ผู้มีหน้าที่ไม่ดําเนินการหรือไม่กระทําภายใน เวลาที่รัฐธรรมนูญกําหนด หรือภายในเวลาอันสมควรในกรณีที่รัฐธรรมนูญไม่ได้กําหนดเวลาไว้ ทําให้การปฏิบัติการตามรัฐธรรมนูญนี้ไม่บังเกิดผล ให้ถือว่าคณะรัฐมนตรีแล้วก็ใครต่อใคร ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ และในกรณีที่เกิดความเสียหายขึ้นผู้เสียหายย่อมฟ้องรัฐ ให้รับผิดชอบค่าเสียหายได้ ทําไมผมบอกว่าเขียนไว้เบา เบาเพราะว่ามันมีกรณีที่ไม่ได้ กําหนดเวลาไว้เขียนไว้ว่า ถ้าไม่ดําเนินการในเวลาอันสมควร ตรงนี้จะหมายความว่าอย่างไรครับ เวลาอันสมควรที่รัฐควรจะต้องทํา ถ้าหากเราถือว่ารัฐบาลแต่ละชุดมีเวลา ๔ ปีในการบริหาร ราชการประเทศ ๒ ปี หรือครึ่งเทอมของรัฐบาลถือว่าเป็นเวลาที่สมควรหรือไม่ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าต้องเขียนไว้ให้ชัดนะครับ ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะเป็นปัญหา ประเด็นแรกนะครับ
ประเด็นที่ ๒ เขียนไว้ว่าในกรณีเกิดความเสียหายขึ้น ผู้เสียหายย่อมฟ้องรัฐ ให้รับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายได้ อันนี้ผมคิดว่าเป็นการผลักภาระให้ประชาชนแต่ละคน ซึ่งได้รับผลกระทบจากการที่รัฐไม่ทําตามหมวดนี้นะครับ ไปฟ้องเอาเอง แล้วถามว่ากรณีที่ ประชาชนเป็นคู่ความกับรัฐนี่นะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนผู้ด้อยโอกาสจะมีโอกาส แค่ไหนในการที่จะได้รับการชดใช้ อันนี้เป็นประเด็นว่ามันควรจะต้องมีกลไกหรือมาตรการ ที่เข้มแข็งมากกว่านี้โดยที่ไม่ผลักภาระในการที่จะไปดําเนินการให้กับประชาชนไปดําเนินการ เอาเอง อันนี้เป็นสิ่งที่ผมอยากจะเรียนชี้ไว้นะครับ
อีกประเด็นหนึ่งผมก็คงเรียนสั้น ๆ ภายในเวลาที่มีอยู่นะครับ มาตรา ๑๐๒ เขียนแต่เพียงว่าถ้าละเว้นการปฏิบัติหน้าที่นะครับ ถ้าไม่ทําถือว่าละเว้น มันมีบางกรณี ที่รัฐทํานะครับ ไม่ใช่ไม่ทํา แต่ทําแล้วไปเกิดความเสียหาย ไม่ได้เขียนไว้ ผมยกตัวอย่าง มาตรา ๙๒ นะครับ ทรัพยากรธรรมชาติเป็นสมบัติของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ รัฐต้องบริหารจัดการเพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐ ประชาชนและชุมชน ทั้งในระดับชาติ และระดับท้องถิ่น เพื่อสร้างดุลยภาพ ตรงนี้ละครับผมยกตัวอย่างมาบตาพุด มาบตาพุด รัฐมุ่งเน้นเพื่อประโยชน์สูงสุดของรัฐอย่างเดียว โดยไม่คํานึงถึงประโยชน์ของประชาชน และชุมชน ทําให้พื้นที่มาบตาพุดเสียดุลยภาพนะครับ กลายเป็นเขตมลภาวะ โครงการต่าง ๆ ที่ไปทําก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพชีวิตและทรัพย์สิน อันนี้เป็นสิ่งที่รัฐทํานะครับ ไม่ใช่ละเว้น การปฏิบัติหน้าที่ แต่ไปทําแล้วไม่เป็นไปตามหลักการของมาตรานี้ ทําให้เกิดปัญหา กับประชาชนและชุมชน อย่างนี้นะครับผมคิดว่าควรจะเขียนไว้ด้วยในมาตรา ๑๐๒ นะครับ ผมก็คงใช้เวลาเพียงเท่านี้นะครับ ผมเรียนว่าตั้งแต่อภิปรายมาผมไม่เคยเกินเวลานะครับ แล้วก็จะพยายามทําอย่างนี้ตลอดไป ขอบคุณมากครับ