สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๘

เกียรติคุณปรีชา เถาทอง ให้การขอบคุณและแสดงความยินดีกับการเป็นรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการปกครองที่ดีและความสมเหตุสมผลในการปกครอง และหารือเรื่องแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ โดยวิจารณ์ว่า มีการกล่าวถึงการปฏิรูปที่คล้ายกับกฎหมายคลุมอีกชั้นหนึ่ง และมีความเห็นเกี่ยวกับการส่งเสริมให้ศาสนิกชนเข้าใจและเข้าถึงหัวใจ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องประชาคมของประเทศไทย การเขียนกฎหมาย การส่งเสริมการศึกษาและอบรมทุกระดับ และการบูรณาการศิลปวัฒนธรรมในกฎหมายรัฐธรรมนูญ

ศาสตราจารย์เกียรติคุณปรีชา เถาทอง

กราบขอบพระคุณท่านประธาน ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ แล้วก็ สปช. ทุกท่านที่อยู่นะครับ คือคงเป็นประเพณีปฏิบัติก็คงขอขอบคุณและชื่นชมกับท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้ทํายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ขึ้นมา ผมถือว่าผมพูดในฐานะที่เป็นบุคคลธรรมดาประชาชน คนหนึ่ง หรือจะเป็นพลเมืองคนหนึ่งที่มีอาชีพทางด้านศิลปวัฒนธรรม แต่ผมคิดว่าผมได้ เรียนรู้และได้เข้าใจในปัญหาหลายอย่างของชาติบ้านเมืองนี้ แล้วก็รัฐธรรมนูญ ๑๙ ฉบับ จนถึงฉบับนี้ ๒๐ ผมคิดว่ามันก็ต้องเป็นทางออกอันหนึ่งที่จะต้องมาช่วยกันปฏิรูป ผมคิดว่า รัฐธรรมนูญนี้มามันคงไม่ได้ปฏิรูปใคร คือปฏิรูปพลเมือง ปฏิรูปคนก็คงเป็นเช่นนั้นนะครับ เพราะฉะนั้นก็ขอคิดว่าเป็นนิมิตหมายที่ดี วันนี้คือวันที่ครบอายุ ๒๓๓ ปีกับ ๑ วันของการสถาปนา กรุงเทพมหานคร เมื่อวานคือวันเกิดของกรุงรัตนโกสินทร์ เพราะฉะนั้นขออัญเชิญพระราชปรารภ ของพระเจ้าอยู่หัวพระพุทธยอดฟ้า ท่านได้กล่าวไว้ ตั้งใจจะอุปถัมภก ยอยกพระพุทธศาสนา ป้องกันขอบขัณฑสีมา รักษาประชาชนและมนตรี คอนเซ็พท์ (Concept) ชัดเจน ประชาชน และมนตรีก็คือคน ประชาชน พสกนิกร หรือจะเรียกว่าอะไรก็ตามที่เรายังพูดกันอยู่นี้ คือจุดเดียวกัน ผมไม่เห็นต่าง พระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ จากนั่งครองเมืองถึงปัจจุบัน ก็ทรงลั่นพระปฐมพระบรมราชโองการว่า เราจะครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม เพราะมหาชนชาวสยามจะเป็นคน เป็นประชาชน หรือพลเมือง ก็คือจุดเดียวกัน เพราะฉะนั้นวันนี้ผมคิดว่าเรากําลังสร้างประวัติศาสตร์นะครับ ผมก็ขอบคุณ อีกครั้งหนึ่งสําหรับท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและทุกท่านที่อยู่ในนี้ ผมคิดว่า เราคงจะต้องหาในประเด็นเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญต่าง ๆ ที่ผมนั่งฟังอยู่ เข้าใจบ้าง ไม่เข้าใจบ้าง ผมคิดว่าคงคุยกันได้ คงหาความพอดี ความพอเพียง ความพอเหมาะพอควร ความสมเหตุสมผล ผมคิดว่าตัวนี้จะเป็นทางออกในซีกของด้านกฎหมาย เรื่องของการปกครอง ที่เรากําลังเป็นประเด็นกันอยู่ โดยองค์รวมของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ผมคิดว่าผมให้คะแนน ดีมากในฐานะที่เป็นครูวาดเขียน ผมคิดว่าดีมาก เพียงแต่ว่าตรงนั้นผมว่าเราน่าจะคุยกัน ให้เสถียรได้น่าจะเป็นทางออกที่ดี

ผมจะขออนุญาตเข้าไปพูดในเรื่องที่ผมเสนอไว้คือแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ฟังท่านประธานบวรศักดิ์ได้กล่าวชี้แจงเมื่อสักครู่ก็เห็นความชัดเจนว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มันมีพันธกิจมีจุดที่เข้มแข็งมากเลย มันจะไปล้อกับหมวด ๔ คือการปฏิรูป ซึ่งจะล้อกัน โดยอะไรก็ไม่ทราบแต่ว่ามันเป็นการล้อกัน คล้ายเป็นกฎหมายคลุมอีกชั้นหนึ่ง ผมคิดว่า เป็นสิ่งที่ดีมาก ในส่วนที่ผมจะเข้าไปพูดคิดว่าคงจะผ่าน ๆ เพราะว่าเวลาจํากัด

ในมาตรา ๘๐ หลายท่านได้พูดไปแล้วผมคงไม่พูดถึง คงเห็นพ้องด้วยกับเรื่อง คําขึ้นต้น ผมคิดว่ามากไปนิดหนึ่ง ผมเห็นด้วยกับท่าน สปช. แต่ท่านได้กล่าวไปแล้วคงไม่ต้อง ออกนามถึง ส่วนในเรื่องส่งเสริมให้ศาสนิกชนให้เข้าใจ เข้าถึงหัวใจ ผมว่าอันนี้โอเค ชัดเจน มากเลย แต่ข้างต้นผมคิดว่าโอเคเหมาะไหม ผมก็คงเห็นด้วยกับท่านผู้ทรงคุณวุฒิหรือท่าน สปช. หลายท่านได้เสนอไว้

ต่อไปมาตรา ๘๑ เมื่อสักครู่ท่าน สปช. ได้พูดไปก่อนหน้าผมในบริบทของมิติ ตรงนั้น ผมก็คงเห็นด้วยในหลักการ แต่ผมอยากจะมองในเรื่องของคําว่า ประชาคมของเรา กับประชาคมโลก หรือจะมองให้แคบเข้าว่าประชาคมที่เราเป็นฮับ (Hub) อยู่ในอาเซียน (ASEAN) ผมคิดว่าเรามีวิสัยทัศน์ล่ะ คือ ๑ ประชาคม ๑ อัตลักษณ์ ๑ วิสัยทัศน์ ตรงนั้น จะประกอบด้วยพันธกิจ ๔ ฐาน ฐานสังคม การปกครอง ฐานที่ ๒ คือเศรษฐกิจ ฐานด้านการศึกษา แล้วก็ฐานด้านวัฒนธรรม ทั้ง ๔ ฐานเขาวางไว้เข้มแข็งมากในอาเซียนหรือในโลกก็ตาม ยิ่งในโลกยุคใหม่เขาบอกว่าการจะพัฒนาโลกในมิติปัจจุบัน ยูเนสโก (UNESCO) เขาบอกว่า เขาต้องหาที่มายด์ (Mind) เข้าหาที่ฐานคือตัววัฒนธรรม รากของความเป็นตัวตนของคน เพื่อจะเป็นฐานในการพัฒนาคน นี่คือยูเนสโกเขาวางทิศทางของการพัฒนาประเทศ พัฒนาคน พัฒนาเมืองไว้ เพราะฉะนั้นเช่นเดียวกันว่าถ้ามองแคบไปที่อาเซียนหรือเข้าไปล้อกับมาตรา ๘๑ ผมคิดว่าที่เขียนไว้ค่อนข้างครอบคลุมมีเรื่องของมนุษยชน การเมือง ความมั่นคง เศรษฐกิจ สังคม ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม แต่ผมว่าขาดเรื่องฐานหนึ่งที่เขาพูดอยู่ในฐาน คือเรื่องการศึกษาหรือองค์ความรู้ เพราะฐานองค์ความรู้เดี๋ยวผมจะพูดในมาตราต่อไป คือมาตรา ๘๔ คือองค์ความรู้นี่สําคัญมาก เราเข้าใจว่าองค์ความรู้ว่าอย่างไร เพราะฉะนั้นคําว่า ทรัพยากร ทรัพยากรธรรมชาติใช่ แล้วก็ทรัพยากรบุคคล ทรัพยากรบุคคลที่เป็นองค์ความรู้ เราจะเฝ้าระวังหรือดูแลส่งเสริมเขาอย่างไร หมายถึงในชาติเราที่ท่านประธานผม ท่านประธาน เนาวรัตน์ ขออนุญาตกล่าวนาม คือท่านพูดถึงภูมิบ้าน ภูมิเมือง ภูมิปัญญา ตรงนี้ล่ะครับ นี่คือองค์ความรู้ องค์ความรู้นี้เดี๋ยวไปโยงในข้อเรื่องการศึกษาแล้วผมจะเข้าไปแตะประกอบไปด้วย คือเราพูดต้องพูดให้ครบทุกด้าน เพราะฉะนั้นองค์ความรู้หรือเรียกว่าการศึกษา มันมีทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย ผมคิดว่าตรงนี้ผมอยากให้เติมคําว่า เรื่องของการศึกษาหรือองค์ความรู้ เข้าไปอีกฐานหนึ่ง ที่ผมอยากจะแตะ ส่วนในซีกอื่น ๆ เมื่อสักครู่ท่าน สปช. ก่อนหน้าผมได้กล่าว ไว้แล้ว แตะในเรื่องวิธีปฏิบัติด้านของวัฒนธรรม สิ่งแวดล้อมที่จับต้องได้ ทรัพยากรธรรมชาติ ผมแตะเรื่องวัฒนธรรมด้านที่เป็นวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ หรืออาจจับต้องได้เป็นศาสนสถาน หรือเป็นโซนนิง (Zoning) ต่าง ๆ ซึ่งเราจะต้องเข้าไปดูแล มันมีมาตรการ มีวิธีการดูแล มันเป็นเรื่องรายละเอียดซึ่งจะต้องมีกฎหมายลูกเข้าไป นั่นก็อีกเรื่องหนึ่ง ผมขออนุญาตผ่านไป

ส่วนมาตรา ๘๓ หลายท่านได้พูดไปแล้วในเรื่องต้องมีกฎหมายลูกเข้ามา ผมเห็นด้วยแต่ในกรอบการเขียนผมว่าชัดเจน เพียงแต่ว่าคําที่ใช้มันคล้าย ๆ ว่าสงวน ดูแล รักษาคุ้มครอง อันนี้ผมว่าเราคงต้องไปตีความแล้วคุยกันให้เสถียรแล้วกัน ผมคิดว่าผมไม่ได้ สนใจเรื่องคําเท่าไร เหมือนกับคําว่า มนุษย์ ประชาชน พลเมือง ผมคิดว่านั่นเป็นเรื่องของ วาทกรรมเป็นตัวหนังสือ แต่หลักการถ้าเราเข้าใจด้วยกันมันน่าจะมีคุยกันได้ ฉะนั้นในกรณี มาตรา ๘๓ ผมว่าต้องมีกฎหมายลูกขึ้นมาเยอะมากที่จะต้องเข้าไปดูแล แม้แต่มาตรา ๘๑ ที่กล่าวไปเมื่อสักครู่นี้

ผมพูดค่อนข้างจะเป็นห่วงหรืออยากให้ข้อสังเกตขึ้นมามากคือมาตรา ๘๔ รัฐต้องจัด ส่งเสริมและทํานุบํารุงการศึกษาและอบรมทุกระดับ ในโครงที่เขียนไว้ค่อนข้างจะ ครอบคลุมและน่าพอใจหมดตั้งแต่ใน (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) ผมจะพูดเจาะเฉพาะ (๕) กับ (๖) พัฒนาครู บุคลากรทางการศึกษา และปราชญ์ชาวบ้าน อันสําคัญนะครับ ปราชญ์ชาวบ้าน รวมทั้งจัดระบบการให้ค่าตอบแทนทันทีเลย ผมคิดว่าค่าตอบแทนมาจากไหน ผมเข้าใจวิธีคิด ที่จะต้องจัดการเรื่องให้ค่าตอบแทนบุคคลเหล่านี้ที่มันขาดหายไป แต่ผมคิดว่าผมไม่ปฏิเสธ ตรงนั้น แต่ผมคิดว่าสิ่งที่เราจะนั่งโคด (Code) ขึ้นมาที่ผมพูดไว้เวอร์ชัน (Version) แรก คือองค์ความรู้หรือคุณค่าของปราชญ์ชาวบ้าน หรือแม้แต่บุคลากรที่เป็นครูบาอาจารย์ ที่เป็นองค์ความรู้เราจะวัด เราจะดูเขาอย่างไร เป็นปัญหาทางด้านการศึกษาของชาติเรามาก ในเรื่องของการประกันคุณภาพหรือการทําทีคิวเอส (TQS) ในการประกันคุณภาพ ซึ่งเราใช้กรอบในการประเมิน คือขออนุญาตพูดไม่ใช่นอกเรื่องแต่อยู่ในประเด็นนั่นคือ เฮาว์ทู (How to) คือวิธีปฏิบัติจะต้องทําอย่างไร คือการประกันคุณภาพที่เราตั้งกรอบ ขององค์ความรู้ไปในกรอบของประเภทงานวิจัย แต่ว่าองค์ความรู้ที่เป็นงานลักษณะอื่น ๆ มันหายไป งานลักษณะอื่น ๆ ในทางวิชาการมี ขออนุญาตทดเวลาแล้วกันนะครับ ผมจะได้ ใช้สิทธิอีกครั้งหนึ่งในช่วงปฏิรูป ฉะนั้นงานลักษณะอื่น ๆ สําคัญมากมันขาดหายไป ลักษณะอื่น ๆ ที่เป็นตัวแปรกับงานนวัตกรรมซึ่งเป็นองค์ความรู้ประเภทหนึ่งเป็นพวกแพรคทิส เบส (Practice based) ทําอย่างไรนี่คือแนวปฏิบัติซึ่งมันขาดหายไป ผมเห็นด้วยกับงานวิจัย วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี อันนั้นโอเค นวัตกรรมก็เห็นด้วย แต่งานลักษณะอื่น ๆ มีอยู่จริง แต่มันขาดหายไป พวกปราชญ์ชาวบ้านหรือองค์ความรู้ต่าง ๆ ที่เป็นปราชญ์ชาวบ้านนั้น จะออกไปเรื่องของงานลักษณะอื่นค่อนข้างมาก เราจะมีวิธีการเข้าไปดูแลอย่างไรในการวัดค่า วัดระดับ ประเมิน ให้คุณค่า ตั้งมูลค่า ให้ค่าตอบแทน ให้เกียรติยศศักดิ์ศรีเขา คําว่า เกียรติยศศักดิ์ศรีเขาสามารถเข้ามาสอนในมหาวิทยาลัย ในสถาบันการศึกษาได้โดยที่เขาไม่มี ตําแหน่ง ผศ. หรือ รศ. หรือดอกเตอร์ บุคคลเหล่านี้ชื่อจะหายไปจากวงการการศึกษาของชาติ เพราะถือว่าไม่มีตําแหน่งทางวิชาการ ไม่สามารถสอนได้ อันนี้เป็นเรื่องรายละเอียดก็จริง แต่ผมอยากเรียนว่านี่คือปัญหาของชาติเรา ถ้าองค์ความรู้หรือทรัพยากรบุคคลที่เป็นองค์ความรู้ เหล่านี้มันไม่ได้รับการยอมรับในการศึกษาของชาติมันก็เป็นผลของเรื่องในมาตรา ๘๑ ที่เราจะเอา องค์ความรู้เหล่านี้ไปโชว์ไปแข่งกับเขาในระดับนานาชาติหรือในอาเซียนหรือระดับนานาชาติ นี่คือสิ่งที่คิดว่าเป็นสิ่งที่เรากําลังมองข้ามหรือมองไม่เห็นหรือไม่เห็นความสําคัญนะครับ เพราะฉะนั้นการส่งเสริมในข้อ ๖ ส่งเสริม สนับสนุนการศึกษา วิจัย พัฒนาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี นวัตกรรมนั้นผมเห็นด้วยหมด แต่ผมจะเติมว่างานในประเภทลักษณะอื่น ๆ ที่เป็นแพรคทิส เบส ที่มีอยู่เยอะมากในสังคมมนุษย์ ในเอเชียหรือในทั่วโลก แต่ต่างประเทศ เขาส่งเสริมกันแต่บ้านเราขาดหายไป อันนี้อยากจะเรียนฝาก

ในประเด็นสุดท้ายด้านศิลปวัฒนธรรม ผมคงไม่ได้พูดขออนุญาตใช้สิทธิ ที่ท่านอาจารย์ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านอาจารย์เตือนใจ สินธุวณิก ได้กล่าวไว้แล้วว่า ผมค่อนข้างจะแฮปปี (Happy) ในฐานะที่เป็นบุคคลในด้านศิลปวัฒนธรรมที่กรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้กรุณาให้ความเมตตากับองค์ความรู้ด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติ แล้วก็บรรจุเป็นหัวเงื่อนสําคัญไว้มากมายในเรื่องของกฎหมายรัฐธรรมนูญตัวนี้นะครับ ก็ขอบคุณไว้อีกครั้งหนึ่ง ขอบคุณครับ