สภาปฏิรูปแห่งชาติ · ครั้งที่ ๒๗ · ๒๒ เมษายน ๒๕๕๘

หาญณรงค์ เยาวเลิศ เสนอการแก้ไขมาตรา 81 เพื่อให้เข้ากับบรรทัดฐานระหว่างประเทศ โดยเน้นย้ำถึงความร่วมมือที่ดีต่อกันในสังคมโลก และเสนอแนวทางให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะป่าไม้ เพื่อให้การบริหารการจัดการทรัพยากรธรรมชาติเป็นไปอย่างยั่งยืนและสมดุล

นายหาญณรงค์ เยาวเลิศ

ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ ผม หาญณรงค์ เยาวเลิศ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติครับ ในภาค ๒ ว่าด้วยผู้นําการเมืองที่ดีและระบบ ผู้แทนที่ดี ผมขอพูดในเรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนะครับ ถ้าดูในรายมาตราผมคิดว่า มาตราที่เกี่ยวข้องที่อยากอภิปราย กรณีของมาตรา ๘๑ ว่าด้วยรัฐต้องส่งเสริมความสัมพันธไมตรี และความร่วมมือระหว่างประเทศ ผมคิดว่าบางคําที่เขียนไว้ในกฎหมาย ก็คิดว่าอยากที่จะแก้ ในบรรทัดที่ ๒ เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน ผมเข้าใจว่าความสัมพันธ์ หรือการร่วมกับนานาประเทศ ระหว่างประเทศ การปฏิบัติต่อสนธิสัญญาหรือพันธกรณี สุดท้ายมันไม่ใช่เพื่อประโยชน์ต่อประเทศหรือประชาชน สุดท้ายมันคือความร่วมมือที่ดีต่อกัน ในสังคมโลก แต่อันนี้มาเขียนว่า เพื่อประโยชน์แก่ประเทศและประชาชน ในวรรคแรก ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ผมอยากเอ่ยถึงอนุสัญญาบางอันที่เกี่ยวข้อง วันนี้ ที่เกี่ยวข้องเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม มีมากกว่า ๒๐ ฉบับ มีทั้งสนธิสัญญา อนุสัญญา พันธกรณี ข้อตกลงและความร่วมมือ แต่ทั้งหมดผมยกตัวอย่างเช่นอนุสัญญา ว่าด้วยมรดกโลก ไม่ใช่มาทําข้อตกลงต่ออนุสัญญาที่เกี่ยวข้องเรื่องผลประโยชน์ แต่ว่าการทํา ข้อตกลงเหล่านี้ สุดท้ายมันคือเราจะดูแลสังคม สิ่งแวดล้อมในระดับโลกร่วมกันได้อย่างไร ไม่ใช่ผลประโยชน์ ถ้าจะแก้ไขเดี๋ยวผมขอแก้ไขและส่งเป็นเอกสารในการแก้ไขอีกครั้งหนึ่งนะครับ แต่อยากที่จะอภิปรายเพื่อเป็นบันทึกในการประชุม ส่วนบรรทัดสุดท้ายนะครับ เขาเขียนว่า ให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมทั้งต้องจัดสรรทรัพยากรเพื่อให้เกิดการพัฒนา ตามพันธกรณี ผมคิดว่าที่ผ่านมาไม่ใช่เป็นการจัดการทรัพยากรให้เป็นไปตามพันธกรณี แต่เป็นการจัดการคนหรือความพร้อมของผู้ที่จะต้องไปดําเนินการตามพันธกรณีเหล่านี้ ให้มีความพร้อม บทเรียนที่ผ่านมาผมเข้าใจว่า ๑. เราไม่มีความพร้อมในการที่ไปทําข้อตกลง ระหว่างประเทศ แต่ในร่างรัฐธรรมนูญเขียนว่าต้องจัดสรรทรัพยากร ทรัพยากรเขามีของเขา อยู่แล้ว แต่ต้องจัดการความเข้าใจกับความร่วมมือที่จะให้เข้าใจระหว่างประเทศมากขึ้น ผมยกตัวอย่างเช่นวันนี้อนุสัญญาเมื่อไม่กี่วันมีการถูกจับเรื่องงาช้างที่ถูกส่งมาจากต่างประเทศ ผ่านประเทศไทย และประเทศไทยเพิ่งออกพระราชบัญญัติว่าด้วยการห้ามงาช้าง การซื้อขาย งาช้างในประเทศไทย และพึ่งจดแจ้งเสร็จไปเมื่อวานที่ผ่านมานี่ครับ ฉะนั้นอนุสัญญานี้ คืออนุสัญญาไซเตส (CITES) ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามก็จะถูกแซงก์ชัน (Sanction) หรือไม่ให้นําสินค้า ไปต่างประเทศ หรือวันนี้เรื่องทะเลก็เหมือนกัน เราไปทําข้อตกลงเยอะแยะ แต่อียู (EU) ต้องการก็คือว่าคุณยกเลิกพวกอวนรุน อวนลากได้หรือยัง แต่เราไปทําเงื่อนไขอื่นหมดเลย แต่อวนรุน อวนลากยังไม่ยกเลิก จดทะเบียนเพิ่มเข้าไปอีก ข้อตกลงอย่างนี้เราไม่เคยสร้าง ความเข้าใจต่อคนในชาติ หรือธุรกิจต่อความร่วมมือด้วยกันอย่างนี้ อันนี้คือการสร้าง ความเข้าใจ ไม่ใช่เป็นการจัดการทรัพยากร ทรัพยากรเขาอยากไม่ให้มีการเปลี่ยนแปลง และอยากให้เหมือนเดิม หรือบางครั้งหน่วยงานราชการบางคนก็ไม่เข้าใจ ก็คือว่าอนุสัญญาไซเตสเป็นเรื่องของการถ้าไม่ทําจะถูกแซงก์ชัน อนุสัญญาว่าด้วยการประกาศ พื้นที่มรดกโลกเป็นการส่งเสริมให้คุ้มครองพื้นที่ให้อยู่ตามธรรมชาติเหมือนเดิม จะแตกต่าง กับอนุสัญญาพื้นที่ชุ่มน้ําหรือแรมซาร์ ไซต์ (Ramsar sites) ของมรดกโลกถ้าเสื่อมโทรม หรือไปผิดเงื่อนไขเช่นกรณีเขาใหญ่เขาสั่งให้ทําคอริดอร์ (Corridor) แล้วคุณไม่ไปทําเขาก็จะถูก เพิกถอน แต่กรณีของแรมซาร์ ไซต์จะต่างกันก็คือว่าถ้าเสื่อมโทรมเขาต้องหาเงินมาเพื่อฟื้นฟู ทั้ง ๒ อันนี้จะต่างกันโดยสิ้นเชิง ฉะนั้นผมคิดว่าทั้ง ๒ อัน ในมาตรา ๕๑ วรรคหนึ่ง ในบรรทัดที่ ๒ กับบรรทัดสุดท้ายนี่ครับ ผมคิดว่าอยากจะแก้ไข แล้วก็เดี๋ยวจะส่งให้กับ คณะกรรมาธิการอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าที่เขียนไว้อย่างนี้คือซึ่งผมคิดว่าการดูเรื่องอนุสัญญา เป็นเรื่องใหญ่ที่บางครั้งเรามีข้อตกลงกันแล้ว แต่สุดท้ายเราไม่ได้มาทํา ผมคิดว่ามีความจําเป็น

ส่วนมาตราอื่น ผมคิดว่าที่มีความสําคัญ แล้วก็เกี่ยวเนื่องกับส่วนที่ ๑ ด้วย เดี๋ยวผมขอพูดอีกทีหนึ่ง แต่ที่เกี่ยวข้องก็คือมาตรา ๙๒ ว่าด้วยการรักษาทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อประโยชน์สาธารณะ อันนี้ผมเห็นด้วยนะครับ ที่ผ่านมาเรามองว่าทรัพยากรธรรมชาติ ประเภทป่าไม้ ประเภททะเล หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องเท่านั้นที่จะต้องเป็นผู้ดูแล แต่สุดท้ายวันนี้เราตั้งกรมป่าไม้มาประมาณ ๑๐๐ กว่าปี เราตั้งกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืชมาก็ตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ จนถึงปัจจุบัน ๕๐ กว่าปี แต่เราบริหารโดยข้าราชการ ภายในกรมเพียงอย่างเดียว แต่เราขาดความร่วมมือแบบที่คุณฑิฆัมพร ขออนุญาตที่เอ่ยชื่อ ไปทําเรื่องชุมชนที่อยู่ในเขตป่าเพื่อทําป่าชุมชน เราเสนอ พ.ร.บ. ป่าชุมชนหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ไม่ผ่าน เพราะทั้งสภา ทั้งวุฒิสภาในสภานี้ละครับเคยบอกว่าถ้ามี พ.ร.บ. ป่าชุมชน ชาวบ้านจะไป ตัดป่ามากขึ้น จะเปลี่ยนป่าเป็นรีสอร์ท (Resort) จะเปลี่ยนป่าเป็นอย่างอื่น ถ้าเป็น พ.ร.บ. ป่าไม้ เจ้าหน้าที่ดูแลไป แต่ถ้าเป็น พ.ร.บ. ที่ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการจัดการป่าแต่ไม่ผ่าน ฉะนั้นเมื่อมีอยู่ในมาตรานี้ในแนวทางพื้นฐานแห่งรัฐ เมื่อทรัพยากรธรรมชาติเป็นสาธารณะ มากขึ้น ผมคิดว่าแนวการปฏิบัติชุมชนต่อไปนี้ ประชาชนทั่วไปต่อไปนี้จะต้องดูแลทรัพย์นั้น เหมือนของตัวเองเหมือนกัน ถ้าเป็นเขตป่าอนุรักษ์ เขตอุทยานแห่งชาติก็ห้ามตัดโดยเด็ดขาด การใช้ประโยชน์ร่วมกันผมคิดว่าบางเรื่องที่ใช้ประโยชน์ได้ที่ไม่เกิดความเสียหาย เช่น ชาวบ้านจะเข้าไปหาหน่อ หาเห็ด แต่วันนี้บางพื้นที่สตริกท์ (Strict) มากห้ามไม่ให้หาหน่อ หาเห็ดก็จับ แต่ผมคิดว่าถ้าชุมชนได้ใช้ประโยชน์บ้าง ไม่ใช่เข้าป่าไปตัดไม้มา เอาไม้ซุงมาทําบ้าน อย่างนี้คือใช้ประโยชน์ร่วมกันในบางส่วน ชุมชนก็รู้สึกมีส่วนร่วม ผมเคยทํางานกับชุมชน ชุมชนที่รู้สึกว่ามีส่วนร่วมมากขึ้นจะไม่ทําลายป่าเด็ดขาด จะหวงแหน จะทํางานร่วมกับ เจ้าหน้าที่ แต่มิติที่ผ่านมาเราขีดระหว่างประชาชนกับราชการออกจากกันโดยเด็ดขาด แต่มาตรานี้ผมคิดว่าสิ่งที่สําคัญคือจะนําไปสู่การปฏิบัติได้อย่างไร มันก็ลงไปสู่อีกบรรทัดหนึ่ง คือการบริหารการจัดการต้องมีธรรมาภิบาล ต้องมีหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนและสร้างสมดุล ที่ผ่านมา ผมคิดว่าเรามีแผนพัฒนาเศรษฐกิจ วันนี้ฉบับที่ ๑๑ แล้วนะครับเราพัฒนาประเทศ บางมาตราเขียนว่าเศรษฐกิจพอเพียง แต่บางมาตราเขียนว่าเป็นการแข่งขันเสรี ผมก็รู้สึกว่า การเขียนแบบพอเพียงไว้มันเหมือนกับให้มีไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่ในเชิงปฏิบัติจริงวันนี้เรา แข่งขันกันตลอด แล้วก็บอกว่าทําลายทรัพยากรไม่น่าจะมีปัญหา ซึ่งอันนี้ผมคิดว่ามันก็เลย โยงไปมาตรา ๖๔ ขออนุญาตนะครับท่านประธานที่ต้องกล่าวถึงมาตรา ๖๔ ก็คือว่า มาตรา ๖๔ เหมือนกับมาตรา ๖๗ เดิม ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และมาตรา ๕๗ เดิมในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ แต่ที่เพิ่มก็คือว่าในวรรคสอง บุคคลมีส่วนได้เสีย มีการคุยกันว่าที่จริงบุคคลผู้มีส่วนได้ ส่วนเสียที่จะมาทํารายงานเอาเงินมากองเป็นกองทุนรวมกันแล้วให้คนมาทํา ผมคิดว่า แนวทางนี้อาจจะไม่ใช่ แล้วในวรรคสองว่าด้วยการศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อมต้องโครงการ รุนแรง วันนี้มีปัญหาก็คือว่าแยกระหว่างรุนแรงกับไม่รุนแรงออกจากกันได้ไหม มันไม่ได้ หรอกครับท่านประธาน บางโครงการประกาศว่ารุนแรงต้องทําศึกษาผลกระทบสิ่งแวดล้อม และสุขภาพ บางโครงการบอกว่าไม่รุนแรงแต่มีผลกระทบ ศึกษาแต่ผลกระทบ กับสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ฉะนั้นผมคิดว่ามาตรานี้เจตนาผมก็อยากจะตัดคําว่า รุนแรง ออก ถ้ามีผลกระทบก็ทําทั้งสิ่งแวดล้อมและสุขภาพพร้อมกันไปเลยทีเดียวดีกว่า แล้วก็ให้ไปแก้ไข พ.ร.บ. สิ่งแวดล้อม ปี ๒๕๓๕ อาจจะอยู่ในมาตรา ๒๘๗ ซึ่งจะอยู่ในส่วนที่ ๔ ผมขอที่จะ อภิปรายในช่วงต่อไปนะครับ ฉะนั้นส่วนของมาตรา ๖๗ ซึ่งต่อเนื่องกับการจัดการทรัพยากรร่วมกันโดยชุมชน วันนี้ มีผลกระทบแล้ว ถ้าทําโครงการเหล่านี้หลายท่านที่ออกมาพูดก่อนหน้าผมนี้ ก็บอกว่า ประเทศมันจะเดินหน้าไปไม่ได้ ถ้าโครงการเหล่านี้ท่านรู้อยู่แล้วก็ต้องวางแผนศึกษาก่อน ที่ผ่านมาไม่ใช่นะครับ โครงการอยากจะสร้างปีนี้ก็เพิ่งไปจ้างเขามาศึกษาปีนี้ ถ้าโครงการอยู่ ในแผนจะทําปีนี้ ท่านต้องจ้างเขาก่อนตั้งแต่ปีก่อนหน้าโน้นแล้วครับและค่อยมาว่ากัน คือหน่วยงานก็ไม่มีความพร้อมสุดท้ายรายงานไม่ผ่าน ไม่ใช่เพราะคณะผู้ชํานาญการ หรือเพราะมาตรานี้ แต่ที่มันไม่ผ่านเพราะ ๑. ที่ตั้งไม่เหมาะสม ชุมชนไม่เห็นด้วย ในรายงาน ไม่เขียนเรื่องผลกระทบอย่างครอบคลุม รายงานวันนี้เป็นรายงานที่ไม่ได้รับการยอมรับ ชุมชนไม่ให้ความร่วมมือเพราะ ๑. คุณไปบอกว่ารายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ เป็นใบเบิกทางแล้วชุมชนต้องให้ความร่วมมือ แล้วก็บังคับชุมชน บางพื้นที่ทํารายงาน เขาเรียก ค 1 ค 2 ค 3 เอากําลังตํารวจ กําลังทหารประมาณพันกว่าคนเพื่อบังคับให้ ประชาชนยืนกั้นระหว่างประชาชนผู้ได้รับผลกระทบกับการรับฟังความคิดเห็น อันนี้ไม่ใช่ ทางออก ถ้าเป็นทางออกเรื่องนี้จะต้องมีกฎหมายลูก ฉะนั้นกฎหมายลูก ผมคิดว่าหลายท่าน พูดเรื่องแนวทางพื้นฐานแห่งรัฐเขียนไว้ในนี้จะออกไม่ทัน ถ้าออกไม่ทันจะทําอย่างไร เช่นว่าด้วยองค์กรอิสระ ปี ๒๕๔๐ ก็มี ปี ๒๕๕๐ ก็มี วันนี้ยังเป็นบทเฉพาะกาลอยู่เลย ฉะนั้นในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับนี้จะออกให้ทันกับเวลาได้อย่างไร ผมคิดว่า ผมก็ขอสงวนเวลาที่จะเอาไปใช้กับส่วนที่ ๔ ต่อไป ในช่วงนี้ขอแค่นี้ขอบคุณครับท่านประธาน