ไพบูลย์ นลินทรางกูร หารือเรื่องขาดแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในร่างรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะเรื่องรัฐมีหน้าที่ให้ประชาชนมีความรู้ทางการเงินที่เพียงพอเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และเน้นย้ำถึงความจำเป็นของการเพิ่มความรู้ทางการเงินของคนไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการเงินของประชาชน และลดความเหลื่อมล้ำในสังคม
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญและเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ผม ไพบูลย์ นลินทรางกูร สมาชิก สปช. ด้านเศรษฐกิจนะครับ ก่อนอื่นก็ต้องขอชื่นชมคณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญที่ได้จัดทําร่างรัฐธรรมนูญออกมาได้ดูดีมากครับ ผมจะขออภิปราย ประเด็นเดียว เป็นประเด็นที่อยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งผมได้ดูเนื้อหาทั้งหมด ในนี้แล้ว ผมคิดว่าค่อนข้างที่จะสมบูรณ์ แต่ขาดอยู่ประเด็นเดียวที่ผมอยากจะมาขอ ความกรุณาท่านคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้พิจารณานําใส่เข้าไป ก็คือเรื่องที่รัฐ มีหน้าที่ต้องทําให้ประชาชนคนไทยทุกคนมีความรู้ทางการเงินที่เพียงพอเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิต และให้มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น อันนี้เป็นข้อเสนอที่คณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงิน และการคลัง เราได้ส่งให้คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไปตอนต้นนะครับ แต่ว่าไม่ได้ ถูกบรรจุเข้าไป ถูกตัดออก วันนี้ผมจะขอมาคุยประเด็นนี้ประเด็นเดียวครับ จะมาอธิบาย ให้ท่านได้ฟังชัด ๆ ว่าทําไมเราถึงมองว่ามีความสําคัญอย่างยิ่งที่จะต้องเป็นแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ผมมีเหตุผลอยู่ ๔ ข้อ
ข้อแรกเลย ทุกวันนี้ประชาชนคนไทยมีความรู้ทางการเงินต่ํามากครับ การศึกษาจากแบงก์ชาติทําล่าสุดเมื่อปี ๒๕๕๖ ชัดเจนครับใช้เกณฑ์ขององค์กรระหว่างประเทศ โออีซีดี (OECD) มาเป็นตัววัด ประชาชนคนไทยมีทักษะทางการเงินที่ต่ํากว่าเกณฑ์ และถ้าเทียบกับประเทศทั้งหมดที่อยู่ในกลุ่มสํารวจของโออีซีดีประเทศไทยมีเกณฑ์ที่ต่ํากว่า ค่าเฉลี่ยของทุกประเทศค่อนข้างมาก อันนี้เป็นปัญหามากครับ และโดยเฉพาะถ้าโฟกัส (Focus) ไปในกลุ่มของประชากรที่มีการศึกษาไม่สูงนัก มีรายได้น้อย อันนี้ยิ่งเป็นปัญหา น่าห่วงมากครับ ไม่มีความรู้ทางการเงินเลยครับ ไม่รู้แม้กระทั่งว่าดอกเบี้ยสินเชื่อคํานวณอย่างไร จัดทําแผนการเงินไม่เป็น ไม่มีการทําบัญชีรายรับรายจ่ายและอื่น ๆ อีกมากมาย อันนี้ เป็นปัญหาใหญ่ครับ มันเลยเกิดปัญหาในสังคมไทยทางเศรษฐกิจเยอะแยะมากมาย หนี้สิน ครัวเรือนที่เรากําลังคุยกันวันนี้ว่าขึ้นไปสู่ระดับ ๑๐ ล้านล้านบาท ๘๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) เราพูดกันแต่ปลายเหตุ ต้นเหตุคือคนเหล่านี้เขาไม่มีความรู้ครับ อันนี้เป็นปัญหา ปัญหาหนี้นอกระบบ หรือปัญหาที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องแพร่หลาย ก็คือการถูกหลอก ทางการเงินครับ อาชญากรรมทางการเงินเกิดขึ้นทุกวัน แม้กระทั่งกับกลุ่มคนที่น่าจะมี ความรู้เพียงพอก็ยังถูกหลอกครับทุกวันนี้ เมื่อเช้าอ่านหนังสือพิมพ์ก็มีครับ คดีแชร์ (Share) ลูกโซ่ คดีอะไรก็ดี เพราะคนไทยมีความรู้และมีความตระหนักในเรื่องนี้น้อยมาก ฉะนั้นอันนี้ เป็นเหตุผลสําคัญครับที่จะต้องใส่ไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ
ข้อที่ ๒ ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจที่เราต้องการจะแก้ไขกันครับ ถ้าเราไม่ทํา ให้คนไทยทุกคนมีความรู้ทางการเงินมากขึ้น มันแก้ไม่ได้หรอกครับ เราใส่ไว้ประมาณ ๑๐-๒๐ ที่ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้นะครับ แต่ไม่มีที่ไหนที่พูดถึงเลยครับว่าต้นเหตุของปัญหาคือคนไม่มี ความรู้ทางการเงิน เราจะใส่เงินให้เขาเท่าไรมันก็หมดครับ ถ้าเขาบริหารจัดการไม่เป็น คนจนก็จะเป็นคนจนตลอดชีพ เพราะว่าเขาไม่สามารถที่จะบริหารจัดการการเงินเขาได้ ให้เงินเท่าไรมันก็จะหมดไป ความต้องการที่เราจะยกฐานะคนจนขึ้นเป็นชนชั้นกลาง มันเป็นไปไม่ได้ครับ ความเหลื่อมล้ําทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ความมั่งคั่งจะกระจุกตัว อย่างต่อเนื่อง เพราะคนไทยไม่มีความรู้ทางการเงินครับ นั่นเป็นเหตุผลข้อที่ ๒ นะครับ
เหตุผลข้อที่ ๓ เอจจิง พอพพูเลชัน (Aging population) กําลังจะเข้าสู่สังคม ผู้สูงวัย เราต้องการให้เกิดอะไรขึ้นครับ จะต้องมีเงินออมที่สูงขึ้นในเมืองไทย แต่ประเทศไทย ตอนนี้ถ้าไปดูระดับการออมภาคครัวเรือนมันลดลงทุกวันครับ อันนี้เป็นปัญหา ชราภาพแล้ว จะเอาที่ไหนใช้ครับ และนอกจากจะต้องออมให้เป็นแล้วต้องลงทุนให้เป็นด้วยครับ ที่ถูกหลอกกันทุกวันนี้ก็เพราะลงทุนกันไม่เป็นครับ ตรงนี้เราจะบริหารจัดการแก้ไข กันอย่างไร อันนี้เป็นปัญหาใหญ่มากนะครับ
และข้อที่ ๔ โลกการเงินนี้เปลี่ยนทุกวันนะครับ นวัตกรรมทางการเงินใหม่ ๆ เกิดขึ้นทุกวันแม้ประเทศที่พัฒนาแล้วอย่างประเทศอังกฤษ อย่างประเทศสิงคโปร์เขายังต้อง ทําต่อเนื่องโดยภาครัฐจัดการให้ประชาชนเขามีความรู้ทางการเงิน เพราะเขากลัวคนเขา ถูกหลอกเหมือนกันครับ ของเราไม่ใช่แค่ถูกหลอก แค่รู้เรื่องยังไม่มีเลยนะครับ อันนี้เป็น ๔ เหตุผลที่ทําไมเราจะต้องทําให้คนไทยมีความรู้ด้านการเงินมากขึ้น
ทีนี้ทําไมต้องใส่ในรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เคยมีรัฐบาลไหนเลยครับ ที่ให้ความสําคัญกับเรื่องนี้ ผมทําเรื่องนี้มานานครับ พูดให้ทุกรัฐบาลฟังครับ ไม่เคยสําเร็จ เพราะเขาไม่สนใจ และทุก ๆ ครั้งที่เกิดปัญหา หนี้สูง ๆ ก็ยกหนี้ แก้หนี้ พักหนี้ ปรับหนี้ ซึ่งนั่นเป็นการแก้ปลายเหตุทั้งนั้น ต้นเหตุไม่เคยถูกเอทแทช (Attach) เลยครับ อันนี้เป็น ปัญหาใหญ่ที่ต้องมาช่วยกันครับ บางรัฐบาลทํานะครับ แต่มีแค่ฟอร์ม (Form) ไม่มีซับเทิล (Subtle) ไม่มีสาระ ตั้งคณะกรรมการมาทําเรื่องนี้ ประชุมกันปีละหนไม่เคยเกิดอะไรเกิดขึ้น เลยนะครับ อันนี้เป็นข้อสําคัญว่าทําไมจะต้องทํา และยิ่งฟังท่านประธานบวรศักดิ์บอก อันนี้เป็นอะไรที่จะต้องทําอะไรตลอดไป ผมยิ่งเห็นด้วยเลยครับเพราะการเงินเปลี่ยนทุกวัน ใส่ในหมวดปฏิรูปไม่พอครับ ๕ ปีจบไม่ได้ เรื่องนี้ต้องทําไปเรื่อย ๆ อันนี้ทําไมจะต้องมีไว้ ในรัฐธรรมนูญ
ต่อไปครับ ทําไมเอกชนไม่ช่วยกันทํา ทําครับ เราทําเยอะด้วยครับ หลาย ๆ องค์กร สถาบันการเงิน ตลาดหลักทรัพย์ ทุกคนทําหมดครับ แต่ว่ามันไม่ครอบคลุมประชาชน ทุกระดับครับ คนที่ทําส่วนใหญ่ก็จะทํากันในกรอบที่ตัวเองถนัด อันนี้มีความจําเป็นที่ภาครัฐ จะเข้ามา เอื้อมมือเข้ามาสนับสนุนให้เกิดขึ้นเป็นระบบเพื่อจะทําให้ฐานะของประชาชนดีขึ้น ไม่อย่างนั้นไม่มีทางที่เราจะแก้ปัญหาได้ อันนี้เป็นข้อสําคัญ
ทีนี้ผมอยากจะขอสรุป ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องให้ความสําคัญ กับเรื่องการให้ความรู้ทางการเงิน เป็นเรื่องสําคัญที่ผมพูดมาตลอดในหลาย ๆ วง แต่ก็ยัง ไม่ประสบความสําเร็จ ก็เลยอยากจะมาขอความกรุณาของท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่มากไม่ใช่เกี่ยวกับคนรวย แต่โดยเฉพาะคนจนนี่ละครับที่จําเป็น อย่างมากที่จะต้องมีความรู้เรื่องนี้ และที่เราเคยขอให้ใส่ไว้ ง่าย ๆ ผมอ่านให้ฟังอีกรอบหนึ่ง รัฐมีหน้าที่ต้องส่งเสริมและดําเนินการให้ประชาชนทุกระดับมีความรู้ทางการเงินและการลงทุน และต้องปลูกฝังให้ประชาชนมีความสามารถในการบริหารการเงินของครัวเรือนได้เหมาะสม เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นอย่างยั่งยืน ผมคิดว่าเท่านี้ละครับ และพวกเราสามารถเอาไป ทําต่อได้แล้วถ้ารัฐบาลเข้ามาทําเรื่องนี้อย่างจริงจัง ผมเชื่อว่าชีวิตความเป็นอยู่ ประชากรจะดีขึ้นครับ ความเหลื่อมล้ําที่เราต้องการจะให้ลดลง มันลดได้แน่นอนครับ แล้วสังคมของเรานี้ก็จะมีปัญหาหนี้สินน้อยลง ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นตามมาจากคนที่ไม่มีเงิน ก็จะน้อยลงครับ ผมขอรบกวนเวลาเท่านี้ครับ ถ้าเหลืออีก ๒ นาทีกว่า ผมขอไปใช้รอบต่อไป ขอบคุณมากครับ