ประภาศรี สุฉันทบุตร อภิปรายเรื่องการผูกขาดของภาครัฐ และเรียกร้องให้รัฐเป็น "เรกกูเลเตอร์" ในการควบคุมภาคเอกชน เธอยังหารือเรื่องการให้เอกชนเข้ามาทำงานสาธารณูปโภคเพื่อให้ประชาชนมีโอกาสเข้าถึงบริการที่ดีขึ้น นอกจากนี้ เธอยังเสนอให้เปลี่ยนระบบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อเป็นระบบโควตา และไม่จำเป็นต้องจบปริญญาตรี
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ ดิฉัน ประภาศรี สุฉันทบุตร สปช. ยโสธร ขออนุญาตอภิปรายในหน้า ๒๙ มาตรา ๙๑ รัฐต้องจัดให้ประชาชนเข้าถึงบริการสาธารณะอย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน ดิฉันขออนุญาต ตัดคําว่า และเท่าเทียมกัน เพราะอาจจะตีความหมายไปอีกหลายแบบ ประเทศไทย เป็นประเทศเสรีในระบอบประชาธิปไตย คําว่า เท่าเทียมกัน อาจจะทําให้เรานึกถึงประเทศ ในสังคมนิยมหรือคอมมิวนิสต์ ซึ่งเราผ่านตรงนั้นมาไกลแล้วนะคะ อาจจะตีความหมาย คลุมเครือได้ไม่ควรจะกําหนดไว้ในบทบัญญัติสูงสุดของประเทศนะคะ บรรทัดที่ ๒ รัฐต้องจัด ให้สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจําเป็นต่อการดํารงชีวิตของประชาชน และต้องมิให้ สาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจําเป็นต่อการดํารงชีวิตของประชาชนอยู่ในการผูกขาด ของเอกชน อันอาจก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ หรือทําให้ประชาชนต้องรับภาระค่าใช้จ่าย เกินสมควร หรือปิดกั้นโอกาสการเข้าถึงของประชาชน ดิฉันถือว่าประโยคนี้ผิดค่ะ ดิฉันถือว่า ท่านดูถูกภาคเอกชนมากที่บอกว่า การผูกขาดของเอกชน กรรมาธิการทุกท่านเราผ่าน ดิฉันไม่อยากให้ท่านล้าหลังเราต้องมองไปข้างหน้าประเทศชาติเจริญมากแล้ว เราก็ต้อง มีส่วนให้เอกชนมีส่วนร่วมเข้ามาพัฒนาประเทศ ดิฉันเป็นนักธุรกิจ ดิฉันเป็นภาคเอกชน ดิฉันภาคภูมิใจในความเป็นเอกชน ดิฉันรู้สึกว่าดิฉันได้ช่วยรัฐในการพัฒนาประเทศตลอดมา เราทํางานในคณะกรรมาธิการปฏิรูปเศรษฐกิจ การเงินและการคลัง เราคุยกันมากเลยว่า นักธุรกิจภาคเอกชนจะทําอย่างไรให้ประเทศชาติเจริญ เราทราบดีว่าฐานะการคลัง ของประเทศย่ําแย่ เราพยายามช่วยกันทุกวิถีทางเลย แต่ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้พูดถึงภาคเอกชน น้อยมาก แล้วที่สําคัญยังมาดูถูกภาคเอกชนอีก การผูกขาดของเอกชนท่านมองว่าไม่ดี สังคมต่อไปนี้ถ้าท่านจะทราบสิ่งที่สังคมต้องการก็คือจะต้องไม่ให้มีการผูกขาดในภาครัฐ ถ้าภาครัฐผูกขาดเมื่อไร การบริการผูกขาดเมื่อไรโดยภาครัฐ การบริการทุกอย่างจะไม่มี คุณภาพ จะไร้ซึ่งประสิทธิภาพแล้วก็ขาดทุน เดี๋ยวดิฉันจะยกตัวอย่างกิจการหลายอย่าง ที่เป็นภาระของประเทศเพราะการผูกขาดโดยภาครัฐ ดิฉันขออนุญาตให้ท่านมองที่หนังสือเล่มนี้ ที่สภาแจกในวันแรก ตารางความเชื่อมโยงวาระการปฏิรูปประเทศไทย และร่างรัฐธรรมนูญ กับประชาคมอาเซียน เขาได้บอกไว้เลยว่าประเทศในสมาคมอาเซียนจะต้องส่งเสริม ความสามารถในการแข่งขันของภาคเอกชนให้มีขีดความสามารถในการแข่งขันที่สูงขึ้น แล้ววาระปฏิรูปหน้า ๑๕ วาระปฏิรูปที่ตอบโจทย์ได้โดยตรงก็คือให้ลดการผูกขาดโดยภาครัฐ นี่คือประชาคมอาเซียนโดยการศึกษาขององค์กรของเรา ดิฉันเลยคิดว่าถ้าท่านยังไม่ทันสมัยอยู่ ยังคิดว่าภาคเอกชนจะผูกขาดแล้วทําให้ประชาชนมีปัญหา ทําให้ไม่สามารถบริการได้ แล้วก็ค่าใช้จ่ายเกินสมควร ภาครัฐจะเป็นผู้กําหนดนโยบายจะต้องเป็นเรกกูเลเตอร์ (Regulator) แล้วก็ภาคเอกชนจะต้องเป็นผู้ปฏิบัติ หากภาครัฐผูกขาดเราไม่สามารถทําอะไร ได้เลย แต่หากเอกชนรู้สึกว่าผูกขาดขึ้นมา รัฐสามารถกลับมาจัดการได้ค่ะ ดิฉันขอยกตัวอย่าง การรถไฟแห่งประเทศไทย เราได้เชิญข้าราชการจากกระทรวงการคลังมาเล่าให้ฟัง ถึงรัฐวิสาหกิจที่ขาดทุนทั้งหลาย การรถไฟแห่งประเทศไทยนี่เป็นตัวอย่างของการขาดทุน และล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการบริหารของภาครัฐ มีการคอร์รัปชันอย่างมโหฬาร ได้คุณภาพ ที่แย่มากเป็นร้อยปีก็ยังเหมือนเดิม แล้วที่สําคัญขาดทุน รายได้ที่ได้มาในปัจจุบันก็คือรายได้ จากค่าเช่าที่ดินเสียเป็นส่วนใหญ่ แล้วก็เตรียมจะขายที่ดินของการรถไฟเพื่อมาล้างหนี้ อันนี้ล่ะ คือการบริหารที่ผิดพลาดของภาครัฐ ท่านกรุณาให้เอกชนเข้ามาช่วยเถอะค่ะ ในประเทศ ที่พัฒนาแล้ว ประเทศที่เจริญภาคเอกชนเขานําหน้าภาครัฐค่ะ
ดิฉันขออนุญาตเล่าถึงสิ่งที่ให้เอกชนมาทําที่จะได้เห็นชัดเจนนะคะ องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยในอดีตจะพบว่าขาดทุน ประชาชนไม่มีโอกาสเข้าถึงบริการ แต่เมื่อให้เอกชนมาทํา ปัจจุบันเรามี ๓จี ๔จี ๕จี มีอินเทอร์เน็ต (Internet) เราสามารถ สื่อสารแม้กระทั่งลงไปในหุบเขาหรือสื่อสารไปได้ทั่วโลก นี่คือสิ่งที่ภาคเอกชนทําค่ะ แล้วที่เห็นชัด ๆ อีกนะคะ ธุรกิจการบิน แต่เดิมเรามีแต่การบินไทยก็ขาดทุนอยู่จนถึงทุกวันนี้ นี่คือสิ่งที่รัฐทํา แต่เมื่อให้เอกชนเข้ามาทําเรามีบางกอกแอร์เวย์ เรามีแอร์เอเชีย เรามีนกแอร์ ชาวบ้านที่เป็นเกษตรกรก็สามารถนั่งเครื่องบินได้ เมื่อก่อนต้องคนรวยนะคะถึงจะนั่งการบินไทยได้ เดี๋ยวนี้ชาวนาก็สามารถนั่งเครื่องบินได้นะคะ เอนนี่วัน แคน ไฟล (Anyone can fly) เห็นได้ชัด เลยนะคะว่าภาคเอกชนสามารถจัดการสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานให้กับประเทศชาติได้ค่ะ ดิฉันขอความกรุณาท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญให้ใจกว้างต่อภาคเอกชนนะคะ
แล้วก็ดิฉันขอเปลี่ยนเลยในมาตรานี้ ขอเปลี่ยนคําพูดเลย ไม่ได้ฝากนะคะ ขอให้ท่านต้องเปลี่ยนคําพูดเลยค่ะ รัฐต้องจัดให้พลเมืองเข้าถึงบริการสาธารณสุขอย่างทั่วถึง จัดให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานอันจําเป็นต่อการดํารงชีวิตของพลเมือง โดยไม่ปิดกั้นโอกาส การเข้าถึงสาธารณูปโภคที่รัฐจัดให้ค่ะ ขอสั้น ๆ และมีความหมายนะคะ ดิฉันไม่ชอบอะไร ในกฎหมายสูงสุดของประเทศที่เยิ่นเย้อ เข้าใจยาก ขอสั้น ๆ อย่างนี้แล้วก็ครอบคลุมแล้วค่ะ
อีกเรื่องหนึ่งนะคะ ทีนี้ดิฉันจะขออนุญาตอภิปรายในหมวด ๓ เรื่องรัฐสภา ส่วนที่ ๒ นะคะ ดิฉันขอสรุปเรื่องสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ซึ่งจะแยกเป็นภาค ซึ่งที่เป็นโอเพน ลิสต์ (Open list) ที่ประกาศรายชื่อของผู้สมัคร ดิฉันคิดว่าเมื่อรวมเป็นภาคแล้ว โอกาสที่พลเมืองในจังหวัดเล็ก ๆ เช่น จังหวัดยโสธร หรือจังหวัดอํานาจเจริญจะไม่มีโอกาส เป็น ส.ส. แบบโอเพน ลิสต์เลยค่ะ เพราะว่าเวลาเราเลือกเราเลือกรวมโดยภาค พลเมือง ในจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดร้อยเอ็ดมีมาก แน่นอนเขาก็ต้องลงคะแนนให้กับผู้สมัครของเขา ดังนั้นโอกาสที่คนจังหวัดยโสธรจะได้เป็น ส.ส. ในระบบโอเพน ลิสต์แทบจะไม่มีเลยค่ะ หรือแม้แต่จังหวัดอํานาจเจริญ หรือจังหวัดมุกดาหาร จังหวัดเล็ก ๆ จะไม่มี ดังนั้นขอให้ เปลี่ยนเป็นระบบโควตาว่าในภาคนี้โควตาของจังหวัดนี้ควรจะมีกี่คน กี่คน ตามจํานวน ของประชากรค่ะ
ข้อที่ ๒ ดิฉันขอให้ผู้สมัคร ส.ส. ไม่จําเป็นต้องจบปริญญาตรีค่ะ ประชาชนชาวไทย ยังไม่จบปริญญาตรีอีกมากมาย ผู้แทนของประชาชนก็ไม่จําเป็นต้องจบปริญญาตรีค่ะ
และส่วนที่ ๓ วุฒิสภา มาตรา ๑๒๑ ดิฉันเสนอว่าเมื่อมีการเลือกตั้งวุฒิสภา ในนั้นกําหนดไว้ว่า เมื่อประกาศชื่อผู้ได้รับเลือกตั้งได้ถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ก็สามารถเปิดประชุม ได้นะคะ ดิฉันคิดว่าไม่จําเป็นต้องใช้คําว่า เปอร์เซ็นต์ เพื่อเปิดประชุม กกต. พิจารณาว่า ผ่านการเลือกตั้งโดยที่ไม่มีคําร้องเรียนว่าทุจริต พิจารณาได้มาเท่าไรภายใน ๑ เดือน จบเสร็จ ๑ เดือนก็ให้เปิดประชุมวุฒิสภาได้เลย เพราะไม่อย่างนั้นก็จะมีปัญหา ถ้าผู้สมัครคนนั้น ไปทุจริตการเลือกตั้งมา แต่ กกต. สอบสวนไม่ทันก็ไม่สามารถเปิดได้ เพราะฉะนั้นขอให้เปิด ได้เลยโดยไม่มีคําว่ากี่เปอร์เซ็นต์ก็ตามค่ะ ขอบคุณมากค่ะ