ประเสริฐ ชิตพงศ์ หารือเรื่องการเขียนรัฐธรรมนูญ โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของพหุวัฒนธรรม และขอให้เพิ่มการกล่าวถึงเรื่องนี้ในรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ยังเสนอการเพิ่มส่วนเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สินทางปัญญาให้อยู่ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และยังแสดงความเห็นว่าการกำหนดให้มีผู้สมัคร 10 คนและกรรมการกลั่นกรองในการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาไม่เหมาะสม และอาจนำไปสู่ปัญหาขัดแย้งและความสงสัยในการลงคะแนน นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้ใส่ข้อบังคับของภาค 4 ที่กำหนดระยะเวลา 5 ปี หรือมากกว่าลงในมาตรา 177 แห่งรัฐธรรมนูญ และต้องการให้ภาครัฐพิจารณาเรื่องนี้ เนื่องจากมีผลกระทบต่อความมั่นคงแห่งชาติ
ด้วยความเคารพท่านประธาน แล้วก็ด้วยความเคารพท่านกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่านนะครับ อย่างที่ผม กราบเรียนแล้วว่าเกินกว่าครึ่งผมก็สนิทสนมคุ้นเคยกับกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ต้องขออภัยที่อาจจะต้องยกถึงประเด็นนี้ขึ้นมานะครับ เพราะผมคิดว่าการอภิปราย โดยผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงไม่มีส่วนรับฟังอยู่เลย ผมคิดว่ามันก็เหมือนกับไร้ประโยชน์ จริงอยู่มีการบันทึกการประชุม ผมทราบดี เพราะอยู่ในสภานี้มานานครับ แต่ผมคิดว่า การบันทึกการประชุมกับการที่จะต้องเข้าไปในโสตประสาทนั้นมันต่างกันเยอะนะครับ ต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าในส่วนที่ผมคิดว่าผมเกี่ยวข้องอยู่ในเรื่องของการทําหน้าที่ ในสภาปฏิรูปแห่งชาติ ในคราวนี้ก็จะไปอยู่ในเรื่องของการศึกษาแล้วก็เรื่องของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีนั้น ผมเห็นว่าในมาตรา ๘๓ กับมาตรา ๘๔ ถึงได้ไปมีส่วนเกี่ยวข้อง กับเรื่องการศึกษา แล้วก็อาจจะมีไปแตะเรื่องวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีบ้างนั้น มันขาดเรื่อง สําคัญที่เป็นหัวใจสําคัญอยู่เรื่องหนึ่งก็คือเรื่องพหุวัฒนธรรมนะครับ พหุวัฒนธรรม ในความหมายนี้ผมอยากจะให้เน้นในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เราต้องยอมรับว่า ประเทศไทยนั้นมีพหุวัฒนธรรมอยู่มากมายนะครับ พหุวัฒนธรรมจะยิ่งมีความสําคัญ มากยิ่งขึ้นในเรื่องของการที่ ถ้าเราไม่ไปดูแลให้ดีก็อาจจะเป็นบ่อเกิดสําคัญของความขัดแย้งได้ และถ้าเรามองพหุวัฒนธรรมเป็นความแตกต่างในลักษณะที่เป็นอื่นมันก็จะยิ่งทําให้เรื่องของ พหุวัฒนธรรมเป็นตัวชักนํา ไปสู่ความขัดแย้งที่อาจจะรุนแรงขึ้นด้วยแทนที่จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะฉะนั้นอยากให้เรื่องของพหุวัฒนธรรมเป็นเรื่องของความสวยงาม เป็นเรื่องของประโยชน์ เป็นเรื่องของศักยภาพ แต่ไม่มีคําว่า พหุวัฒนธรรม นี้อยู่เลยในรัฐธรรมนูญนี้นะครับ เพราะฉะนั้นในกรณีของประเด็นการศึกษา บังเอิญผมได้รับมอบหมายจากคณะกรรมาธิการ ปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นประธานอนุกรรมาธิการที่ดูแลเรื่อง พหุวัฒนธรรมอยู่ ก็เลยเห็นว่าน่าจะมีความจําเป็นว่าใน (๑) ของมาตรา ๘๔ นะครับ เพื่อที่จะ เชื่อมโยงไปใน (๔) ของมาตรา ๘๓ อยากจะให้มีเรื่องของคําว่า พหุวัฒนธรรม อยู่ด้วยนะครับ จะเติมเข้าไปตรงไหน อย่างไรนั้น เดี๋ยวคณะกรรมาธิการปฏิรูปการศึกษาและการพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ เราได้พูดคุยกันแล้วและเราจะขอแก้ไขไป เพียงแต่มากราบเรียนไว้ในที่นี้ก่อน เพื่อที่จะได้เป็นประเด็นว่าได้มีการอภิปรายไว้แล้วในที่นี้นะครับ เพราะว่าเรื่องพหุวัฒนธรรมนี้ ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญเป็นอย่างยิ่ง และอยากให้มองถึงเป็นศักยภาพ เป็นประโยชน์ เป็นบวก อย่ามองเป็นอื่นนะครับ ถ้ามองเป็นอื่นเมื่อไรแล้วจะนํามาสู่ความขัดแย้งที่รุนแรงขึ้นนะครับ
ต่อไปก็คือในมาตรา ๘๔ เช่นเดียวกันใน (๖) ได้พูดถึงเรื่องของการส่งเสริม สนับสนุนการศึกษา วิจัย พัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและนวัตกรรม ดูเหมือนว่าเป็นที่เดียว ที่ได้พูดถึงเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไว้ ในหมวด ๒ ว่าด้วยนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่อื่นแทบจะไม่มีเลยนะครับ รวมทั้งเรื่องวิจัยด้วย อะไรด้วย ไปพูดไว้ในเรื่องของแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐที่เกี่ยวกับพลังงานหน่อยหนึ่งว่าด้วยเรื่องวิจัยนะครับ แต่ตรงอื่นไม่มีเลย เพราะฉะนั้นผมคิดว่าในเรื่องของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิจัย นวัตกรรม และทรัพย์สิน ทางปัญญาอย่างที่หลายท่านได้พูดถึงไปบ้างแล้วนี้นะครับ ท่านเทียนชัย ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้พูดถึงไปบ้างแล้ว อยากจะให้มีการบรรจุเอาไว้ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ให้มีคําว่า วิจัย นวัตกรรม แล้วก็ทรัพย์สินทางปัญญา จะมาใส่เอาไว้เพียงใน (๖) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่ง ของเรื่องการศึกษา และจริง ๆ แล้วมันก็เพียงแต่เขียนไว้เพื่อให้เป็นบทบาทของสถาบันอุดมศึกษา เท่านั้น ใน (๖) อาจจะไม่พอนะครับ อาจจะต้องไปใส่เอาไว้ให้เกิดความชัดเจนว่าด้วยเรื่อง ของวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิจัย และนวัตกรรม รวมถึงทรัพย์สินทางปัญญาด้วย ก็ในฐานะ ที่อยู่ในกรรมาธิการ ๒ คณะนี้ในสภาปฏิรูปแห่งชาติก็อยากจะขอให้เกิดความชัดเจนนะครับ ผมต้องขออภัยว่าถ้าหากพูดเกินเวลา ๑๐ นาทีไปก็ขอให้ไปทดเอาจากในภาค ๔ ซึ่งผมได้ แสดงความจํานงที่จะอภิปรายในส่วนนั้นเอาไว้ด้วยนะครับ เพราะว่ามีประเด็นหลายประเด็น ที่ได้เตรียมเอาไว้ แต่บังเอิญถึงแม้ว่านาฬิกาจะหยุดในช่วงที่ผมพูด แต่ว่าความต่อเนื่อง ในการที่จะพูดมันหยุดชะงักไปบ้างทําให้กินเวลาไปโดยใช่เหตุ แต่ก็ไม่เป็นไรครับ ก็ขอไปทดเอา ในส่วนที่ผมได้แสดงความจํานงไว้ในภาค ๔ ได้นะครับ
ในเรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอพูดในประเด็นในภาค ๒ ในวันนี้ก็คือเรื่องในมาตรา ๓ ว่าด้วยเรื่องของรัฐสภานะครับ ก็คือในเรื่องของมาตรา ๑๒๑ ว่าด้วยวุฒิสภานะครับ ผมเคยเป็น สมาชิกวุฒิสภา เคยลงสมัครรับเลือกตั้งวุฒิสภามา ๒ ครั้ง คือในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เลือกตั้งปี ๒๕๔๙ และได้รับการเลือกตั้งเข้ามาเป็นสมาชิกวุฒิสภาอยู่ ๕ เดือน แต่ไม่ได้ ปฏิบัติหน้าที่ ในที่สุดก็ถูกปฏิวัตินะครับ และอีกครั้งหนึ่งก็คือปี ๒๕๕๑ แล้วก็ได้มีโอกาส ทํางานครบ ๖ ปีนะครับ ก็พอจะเข้าใจได้ถึงบริบทของการเป็นสมาชิกวุฒิสภาที่มาจากการเลือกตั้ง ในฐานะที่เคยลงรับสมัครเลือกตั้งถึง ๒ ครั้ง ก็อยากเรียนว่าการที่ได้มีการเปิดโอกาสให้มี การเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัด จังหวัดละ ๑ คนนั้นก็ต้องเรียนว่าก็เป็นเรื่องที่ ขอชื่นชมนะครับ จริงอยู่ในครั้งแรกอาจจะไม่มี แต่เมื่อมีเสียงเรียกร้อง มีเสียงให้ความเห็นมา จากพี่น้องประชาชนมากมาย ก็ต้องขอบคุณท่านกรรมาธิการที่ได้รับฟังความคิดเห็น ของพี่น้องประชาชน ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เป็นเรื่องที่ดีมากที่ท่านได้ร่างรัฐธรรมนูญ บนพื้นฐานของการรับฟังนะครับ แล้วก็ในที่สุดก็ได้กําหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดละ ๑ คน ผมไม่แน่ใจว่าผมจะใช้โอกาสนี้อีกหรือไม่ เพราะว่าอันนั้นเป็นเรื่องของ อนาคต แต่ก็เห็นว่าแม้ว่าท่านได้กําหนดว่าให้มีการเลือกตั้งจังหวัดละ ๑ คน แต่ท่านก็ได้ ไปกําหนดว่าถ้ามีการสมัครเกิน ๑๐ คนก็ขอให้มีการกลั่นกรองโดยกรรมการซึ่งจะจัดตั้ง ขึ้นมา ซึ่งกรรมการที่จะมีขึ้นมานี่เป็นกรรมการกลั่นกรองไม่ได้กําหนดไว้ให้ชัดเจนว่าจะมีที่มา องค์ประกอบ บทบาท อํานาจหน้าที่อย่างไร ไม่มีเลยครับ ถ้ามีตรงไหนที่ผมอ่านไม่ถึง ก็ต้องขออภัย แต่ผมอ่านดูแล้วพยายามตามดู ไม่มี แล้วท่านอ้างว่า ขออนุญาตไปทดเวลา เอาที่เหลือนะครับ และท่านอ้างว่าเนื่องจากที่กําหนดไว้ ๑๐ คนนั้นเพราะเห็นว่าในการเลือกตั้ง ครั้งล่าสุดของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือเมื่อต้นปีที่แล้วที่มาอยู่ ๒๒ วันแล้วถูกปฏิวัติไป ท่านบอกว่ามีคนสมัครน้อย โดยทั่วไป เกือบทุกจังหวัดมีไม่ถึง ๑๐ คน และท่านเอาตรงนั้นเป็นบรรทัดฐานว่าท่านไปกําหนด เป็น ๑๐ คน อันนี้เป็นคําชี้แจงจากท่าน พลเอก เลิศรัตน์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ผมจําได้ ท่านเป็นผู้ชี้แจงว่า ด้วยเหตุว่ามีผู้สมัครประมาณนั้นก็เลยไปกําหนดเป็น ๑๐ คน ผมเรียนว่า การเลือกตั้งครั้งล่าสุดของ ส.ว. นี่นะครับ เป็นเลือกตั้งในสถานการณ์ที่ไม่ปกตินะครับ เพราะฉะนั้นทําให้มีผู้สมัครน้อย แต่ถ้าท่านไปดูการเลือกตั้งในปี ๒๕๕๑ ท่านจะเห็นว่า มีผู้สมัครรับเลือกตั้งจังหวัดหนึ่งมีจํานวนมาก มากกว่า ๑๐ คน เป็น ๒๐ คน ก็มี ถึงแม้ว่า จะเอาเพียง ๑ คนในแต่ละจังหวัด เพราะฉะนั้นการไปกําหนดว่าขอให้มี ๑๐ คน ถ้าเกิน ๑๐ คน ให้มีกรรมการกลั่นกรอง ผมเลยมีข้อคิดเห็นว่า ๑. ผมคิดว่าไม่จําเป็นที่จะต้องไปกําหนดนะครับว่า ต้องมี ๑๐ คน และถ้าเกิน ๑๐ คน ให้มีการกลั่นกรอง ผมขอเสนอว่าให้เป็นเรื่องของ ประชาชนเป็นผู้ตัดสิน เขาจะสมัครกี่คนก็เป็นเรื่องของความคิดเห็นของประชาชน เขาอาจจะสมัครมาก และการสมัครมากและทําให้มีตัวเลือกมากเป็นเรื่องที่ดีนะครับ จริงอยู่การมีตัวเลือกมากอาจจะทําให้คะแนนมันเฉลี่ย แล้วคนที่ได้อาจจะเป็นคนที่ได้คะแนน อาจจะไม่ถึงครึ่งของผู้ไปใช้สิทธิก็ได้ แต่มันไม่ได้เป็นกฎเกณฑ์นี่ครับ เขาถือว่าคนที่ได้มากที่สุด เพราะฉะนั้นทําไมต้องไปกําหนด ๑๐ คน และทําไมต้องไปมีกรรมการกลั่นกรอง และกรรมการกลั่นกรองนั้นมาจากไหน อย่างไร ก็ไม่ได้บอก แล้วการกลั่นกรองนั้น ผมเรียนท่านได้เลยว่าในฐานะที่เดินมาในสนามนี้ ๒ ครั้งแล้ว ผมเชื่อได้เลยว่ากรรมการกลั่นกรอง ที่จะมีขึ้นนี่ล่ะ คือกรรมการที่จะสร้างปัญหา กรรมการที่จะสร้างความขัดแย้งขึ้นมา กรรมการที่จะทําให้มีการเลือกตั้งแล้วมีปัญหา เกิดไปกลั่นกรองบางคนออกไปและมีการ ร้องเรียน มีการร้องเรียนกันในท่ามกลางการที่มีผู้สมัครไปสมัครได้และกําลังหาเสียงกันอยู่ และกําลังที่จะต้องเข้าด้ายเข้าเข็มกันอยู่ แต่มีเสียงขัดแย้งกันขึ้นมา มีเสียงร้องเรียน มีประเด็นขัดแย้งกันขึ้นมา มันทําให้เกิดปัญหาในการลงคะแนน ในการที่ผู้ใช้สิทธิลงคะแนน จะไปใช้สิทธิและทําให้เกิดความสงสัยคลางแคลงแล้วเกิดปัญหาขึ้นมา แล้วมันจะสร้าง ความขัดแย้งขึ้นมาโดยใช่เหตุ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอที่จะบอกว่า กลั่นกรองให้เหลือ ๑๐ คน แล้วยิ่งไม่ชัดเจนว่ากรรมการที่จะไปกลั่นกรองนั้นเป็นใครมาจากไหน อะไร องค์ประกอบอย่างไร แล้วใครเป็นผู้กําหนด เพราะไม่ได้กําหนดไว้ตรงไหนเลยครับ ถ้ากําหนดไว้ว่าองค์ประกอบบทบาท อํานาจหน้าที่ของกรรมการกลั่นกรองให้เป็นไปตาม ที่กฎหมายบัญญัติ นั่นก็แสดงว่ากรรมการกลั่นกรองชุดนี้ต้องมาจากกฎหมายอันใดอันหนึ่ง แต่นี่ไม่มีเลย ก็แสดงว่าแล้วใครล่ะครับตั้ง ตั้งใครขึ้นมา ทําหน้าที่อะไร บทบาทอย่างไร แล้วในที่สุดมันนําไปสู่ความขัดแย้งครับ ผมคิดว่ายกเลิกเถอะในส่วนนี้ ไม่จําเป็นครับ ใครมาสมัครกี่คนก็เอาครับ ให้เขาไปสู้กันในสนามประชาธิปไตยครับ แล้วผมเรียน อย่างที่ผมเรียนท่านแล้วว่าผมเคยลงในสนามนี้มาแล้ว รู้ได้เลยว่าไปทําอย่างนี้สร้างความขัดแย้ง โดยใช่เหตุ สร้างปัญหาในการเลือกตั้งมากกว่าที่ท่านคิดว่าจะได้ประโยชน์ คือได้ไปกลั่นกรอง ให้ได้ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้มีคุณธรรม ผมถามเถอะครับว่าหลายท่านที่อยู่ในห้องนี้นะครับ ท่านประธานเองก็เช่นเดียวกันเคยอยู่ในสภาที่เลือกตั้งโดยรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ มา ผมเองก็อยู่ ในสภานั้น ถามว่าเราได้คนมา ๗๖ คน ๗๗ คน ในชุดที่ผมเป็น ส.ว. อยู่ ถามว่าคนที่ได้มานั้น เป็นคนที่ขาดคุณวุฒิ ขาดคุณธรรมขนาดนั้นเลยหรือครับ ทําให้เราต้องมากําหนดอย่างนี้ไว้ ในรัฐธรรมนูญนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเท่าที่ผมรู้จักมักคุ้นกับเพื่อน ส.ว. ที่มาในรุ่นเดียวกัน ที่มาโดยการเลือกตั้งจากจังหวัด ผมคิดว่าถึงแม้ว่าบางคนอาจจะมีคําถามบ้าง อาจจะมี ข้อสงสัยบ้าง แต่ถามว่าเขาถึงขั้นกับขาดคุณวุฒิ ขาดคุณธรรมเลยหรือครับ ผมคิดว่าไม่มีนะครับ อันนี้ขออนุญาตที่จะรับรองแทนเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาที่เข้ามาในรุ่นเดียวกับผม ๗๐ คนได้นะครับ แต่อาจจะมีคําถามบ้าง แน่นอนครับคนเราไม่ได้บริสุทธิ์ไปทั้งหมด เพราะฉะนั้นผมคิดว่า กําหนดข้อนี้ขึ้นมาไม่มีประโยชน์ครับ รังแต่จะทําให้เกิดความขัดแย้งขึ้นมาโดยใช่เหตุนะครับ
ขออนุญาตต่อไปครับ เวลาที่เหลือน้อยแล้วผมอาจจะไม่ได้พูดในภาค ๔ ก็ได้ ก็เลยขออนุญาตนะครับ ต่อไปในมาตรา ๑๗๗ ในหมวด ๔ ขออนุญาตในเรื่องของบริหาร ราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ตรงนี้ที่ผมเรียนอย่างนี้ครับว่า เราได้ทําการปฏิรูปกันมากมาย เรามีภาค ๔ ขึ้นมาแล้วภาค ๔ ในการปฏิรูปเป็นเรื่องสําคัญด้วย ในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเป็นไปได้ไหมครับว่าในการที่มาตรา ๑๗๗ ที่กําหนดไว้ ในการบริหารราชการแผ่นดินนั้นให้เอาเรื่องของแนวนโยบายในเรื่องของการปฏิรูปที่บัญญัติ เอาไว้ในภาค ๔ เข้ามาเป็นส่วนสําคัญที่มาใส่ไว้ในมาตรา ๑๗๗ ด้วย แล้วก็ในภาค ๔ นั้น ได้มีบทบังคับตัวเองไว้เรียบร้อยแล้วว่ามันมีระยะเวลาแค่ ๕ ปี หรืออาจจะต่อได้อีกมากว่านั้น ก็เป็นเรื่องที่จะต้องมีมติใด ๆ ขึ้นมา เพราะฉะนั้นถ้าเราจะต้องเอาสิ่งที่เราพยายามทํากัน ในเรื่องของการปฏิรูปซึ่งอยู่ในภาค ๔ ทั้งหมดมาเป็นสภาพบังคับเอาไว้ด้วยให้มาใส่ไว้ ในมาตรา ๑๗๗ นี้ด้วยได้ไหม ซึ่งเราบอกว่าแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเป็นเรื่องของระยะยาว เป็นเรื่องของรัฐธรรมนูญที่ต้องใช้มากกว่า ๕ ปี มันก็ไม่เป็นอะไรนี่ครับ เพราะภาค ๔ มันได้ กําหนดอนาคต กําหนดชะตาชีวิตของตัวเองไว้แล้วว่าอยู่แค่ ๕ ปี หรือถ้ามากกว่า ๕ ปี ก็เป็นเรื่องของการมีมติ มีประชามติหรืออะไรในทํานองนั้นที่จะรับรองอายุ เพราะฉะนั้น แทนที่เราจะทําให้เรื่องของภาค ๔ ซึ่งทํากันเหน็ดเหนื่อยเสียเปล่าเรามาใส่เอาไว้ในมาตรา ๑๗๗ ด้วยได้ไหมครับ แทนที่จะเอาแค่เรื่องของแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐเพียงอย่างเดียว เอาเรื่องของภาค ๔ มาใส่เอาไว้ด้วยในมาตรานี้ ทําให้ภาค ๔ ทั้งหมดมันมีสภาพบังคับ อยู่ด้วยนะครับ ไม่เช่นนั้นแล้วจะเสียเปล่า ๆ ก็ขออนุญาตที่จะเรียนในส่วนนี้นะครับ
อีกมาตราหนึ่ง คือ มาตรา ๑๗๙ การบริหารราชการแผ่นดินรัฐต้องดําเนินการ ตามบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ กฎหมายและนโยบายที่ได้แถลงไว้ ตลอดจนยุทธศาสตร์ ซึ่งรวมถึงนโยบายความมั่นคงแห่งชาติและแผนพัฒนาเศรษฐกิจ ผมอยากเรียนว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่ดี เพราะว่าเป็นเรื่องที่จะทําให้เกิดประโยชน์ต่อการที่ความมั่นคงแห่งชาติ มาเป็นนโยบายที่สําคัญ ผมหมดเวลาหรือยังครับท่านประธาน