ปรีชา วัชราภัย อภิปรายเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการโดยเสนอให้ใช้ระบบคณะกรรมการอำนวยการแทนการแต่งตั้งโดยตรง เพื่อแก้ไขกฎหมายสำหรับตำแหน่งปลัดกระทรวงและหน่วยงานเทียบเท่าประมาณ ๓๐ แห่ง โดยชี้แจงเกณฑ์การคัดเลือกกรรมการประเภทที่ ๒ ซึ่งประกอบด้วยอดีตปลัดกระทรวง ผู้ทรงคุณวุฒิ และบุคคลภายนอกที่ไม่ใช่ข้าราชการ เพื่อให้ได้ผู้ที่มีคุณภาพและสังคมยอมรับ พร้อมทั้งยืนยันว่านายกรัฐมนตรียังคงเป็นผู้มีอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้าย
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ และท่านสมาชิกทั้งหลาย ผม ปรีชา วัชราภัย ในฐานะรองประธานกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ คนที่ ๕ ก็ขออนุญาตเรียนอย่างนี้ว่าเมื่อวานนี้ก็ได้ฟังท่านสมาชิก ก็มีความห่วงใยกับเรื่องนี้ ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่งที่จะมีผลกระทบกับข้าราชการ แล้วก็กระทบรัฐบาล สําหรับเรื่องของการแต่งตั้งข้าราชการตามมาตรา ๒๐๗ นั้นที่จะต้องมี คณะกรรมการแต่งตั้งระบบคุณธรรม ซึ่งจะประกอบด้วยกรรมการทั้งหลายนี้ ผมคิดว่า ที่ท่านสมาชิกเป็นห่วงถึงว่าการทําเช่นนี้จะทําให้เกิดรัฐราชการ ทําให้ข้าราชการนั้น สามารถที่จะดําเนินการเรื่องต่าง ๆ กันเองได้โดยที่รัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้ามา มีส่วนในการเกี่ยวข้อง ผมอยากจะขออนุญาตใช้เวลาสั้น ๆ ที่จะกราบเรียนให้เห็นว่า โดยที่มันเป็นร่างรัฐธรรมนูญ เราเขียนเรื่องราวทั้งหมดเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๐๗ นั้น ทั้งหมดในรายละเอียดคงทําไม่ได้ เพราะว่าไม่อย่างนั้นมาตรานี้จะยาวมาก ก็จึงเขียนแต่หลักไว้ แล้วก็ถ้าเผื่อท่านเห็นก็จะมีหลาย ๆ อย่างที่ใส่ไว้ว่าตามที่กฎหมายจะบัญญัติ ผมอยากขออนุญาต กราบเรียนว่า
อันแรกก็คือเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ ที่จริงแล้วระบบของการใช้กรรมการนั้น เราใช้กับการแต่งตั้งข้าราชการเกือบทุกระดับ ตั้งแต่ระดับหัวหน้าหน่วยงานระดับแผนก หัวหน้าหน่วยงานระดับกอง ผู้อํานวยการกอง แม้กระทั่งรองอธิบดี พวกนี้จะเป็นการแต่งตั้ง โดยใช้ระบบข้าราชการทั้งสิ้น ตําแหน่งที่ในกฎหมายปัจจุบันนี้ไม่ได้เขียนให้ใช้ระบบ กรรมการในแต่งตั้งคือตําแหน่งปลัดกระทรวง ซึ่งมีอยู่ทั้งหมดก็คือ ๑๙ กระทรวง ยกเว้น กระทรวงกลาโหมซึ่งเป็นข้าราชการทหาร แล้วก็ยังมีหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นหน่วยงาน ที่ขึ้นตรงต่อนายกรัฐมนตรีที่เทียบเท่าปลัดกระทรวงอีกประมาณสัก ๑๐ หน่วยราชการ ทั้งหมดมีอยู่ประมาณ ๓๐ ตําแหน่ง ในอดีตนั้นการแต่งตั้งกําหนดไว้บอกเพียงแต่ว่า ให้รัฐมนตรีเป็นผู้แต่งตั้ง ซึ่งผมคิดว่าถ้าเผื่อเรามองดูในอดีตตั้งแต่การแต่งตั้งนั้น การแต่งตั้ง ตําแหน่งนี้ไม่ค่อยจะได้มีปัญหา ตราบใดก็ตามที่มีการแต่งตั้งกันโดยระบบคุณธรรม จะเรียงตาม อาวุโส หรือเรียงตามความรู้ความสามารถต่าง ๆ มันก็จะเป็นไปตามการยอมรับของข้าราชการ ของประชาชน ของบุคคลต่าง ๆ ไม่ได้มีข้อขัดแย้ง แต่ว่าในระยะหลัง ๆ มันมีเสียงเรียกร้อง แล้วก็เป็นเสียงที่เกิดขึ้นในกรณีที่ท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญได้บอกขึ้น อย่างเช่นกรณีของคุณถวิล เปลี่ยนศรี แล้วก็ยังมีกรณีอื่น ๆ อีก เพราะฉะนั้นกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญได้เห็นว่าถ้าเผื่อเราจัดระบบนี้ให้เป็นระบบยิ่งขึ้นก็น่าจะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศชาติโดยส่วนรวม การที่มีคณะกรรมการนั้นมิได้หมายความว่าคณะกรรมการนั้น เป็นผู้แต่งตั้ง แต่คณะกรรมการที่กําหนดขึ้นมานั้นจะเป็นผู้ที่อํานวยความสะดวก อํานวยระเบียบต่าง ๆ ในการทําให้ ผู้มีอํานาจแต่งตั้งตามกฎหมายก็ยังจะต้องเป็นคนเดิม จะต้องนําเสนอท่านนายกรัฐมนตรีที่จะเป็นผู้พิจารณาในท้ายที่สุด ผมอยากจะขออนุญาต กราบเรียนในสิ่งที่เตรียมไว้ แล้วก็อาจจะต้องออกมาเป็นกฎหมายลําดับรองเพราะตามที่ กฎหมายจะบัญญัติขึ้นมา สิ่งแรกที่อยากจะขอเรียนทําความเข้าใจ ๑. ก็คือบอกว่าหลายท่าน อาจจะคิดว่ากรรมการนั้นคืออดีตปลัดกระทรวงเป็นผู้เข้ามาทํา ขอกราบเรียนว่าที่จริงแล้ว กรรมการนั้นที่ประกอบด้วยบุคคล ๓ ฝ่าย ฝ่ายแรกคือกรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ ท่าน ขอเรียนว่าจริง ๆ ไม่ได้เป็นข้าราชการก็ได้ เพราะกรรมการ ก.พ. ผู้ทรงคุณวุฒินั้นไม่จําเป็น จะต้องเป็นข้าราชการ ในขณะนี้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมี ๕-๗ ท่าน มีไม่น้อยกว่า ๓ ท่าน ที่ไม่ได้เป็นข้าราชการ จะขออนุญาตเอ่ยชื่อท่านประมนต์ ท่านก็เป็นกรรมการ ก.พ. ท่านไม่ได้เป็นข้าราชการ ท่านก็เป็นกรรมการ ก.พ. อยู่ และยังมีท่านอื่น ๆ อีก
สําหรับกรรมการประเภทที่ ๒ ที่เราจะกําหนดไว้ให้ ๓ ท่าน คืออดีต ปลัดกระทรวงที่จะต้องเลือกกันเองขึ้นมา ขออนุญาตเรียนว่าผมได้ไปตรวจเช็ก (Check) กันมาว่าเรามีอดีตปลัดกระทรวงสักจํานวนเท่าไร ขณะนี้ที่ผมเช็กว่าปลัดกระทรวงที่พ้นจาก ราชการไปแล้วมีประมาณ ๑๕๐ ท่าน ใน ๑๕๐ ท่านจะต้องมีกรรมวิธีเลือกกันเองขึ้นมาให้ได้ ๓ ท่าน ซึ่งบุคคลที่เป็นปลัดกระทรวง หรือเป็นอดีตปลัดกระทรวงอยู่จาก ๑๕๐ กว่าท่าน เราจะคัดหรือว่าโดยวิธีการต่าง ๆ ให้ได้มาเหลือ ๓ ท่าน ซึ่งน่าจะได้บุคคลที่มีคุณสมบัติ มีความรู้ความสามารถ มีการได้รับการรับรอง การได้รับการยอมรับจากสังคม ผมคิดว่า เราหา ๓ คนนี้ได้ไม่ยากจากปลัดกระทรวงประมาณ ๑๕๐ คนที่พ้นจากราชการและยังมีชีวิตอยู่ ที่จะเข้ามาทํางานนี้
อันที่ ๓ คือประธานกรรมการจริยธรรมในแต่ละกระทรวง ซึ่งมีทั้งหมด ประมาณ ๒๐๐ กว่าคน เพราะว่าประธานกรรมการจริยธรรมเป็นของกรมในแต่ละกรม ในกระทรวง ก็จะเลือกมาจากในแต่ละกรมในแต่ละกระทรวงนั้น ก็จะได้ตัวแทนของประธาน จริยธรรมจาก ๒๐๐ กว่าคน มาถึง ๑๙ กระทรวงก็จะได้มา ๑๙ ท่าน ๑๙ ท่านนี้จะเลือกมา ๒ ท่าน และใน ๒ ท่านนี้ ท่านก็เกรงอีกว่าทั้ง ๑๙ คนนี้จะเป็นอดีตข้าราชการหรือจะเป็น อดีตปลัดกระทรวง ที่จริงผมได้ไปตรวจสอบดูปัจจุบันนี้ ๒๐๐ กว่าท่านมีบุคคลที่ไม่ได้เป็น ข้าราชการก็จํานวนมากพอสมควร เพราะฉะนั้นการที่จะได้กรรมการที่จะมาเป็นกรรมการแต่งตั้งนี้ไม่ได้จะเป็นกรรมการ ที่มาจากอดีตปลัดกระทรวงอย่างที่ท่านเกรงว่าจะเป็นอย่างนั้นนะครับ ก็จะเป็นบุคคล ที่มาจากหลายสาขาอาชีพ แต่ว่าจะมีคนที่เป็นปลัดกระทรวงนั้นอยู่เพียง ๓ คนที่กําหนดไว้ เป็นอดีตปลัดกระทรวงอยู่ถึง ๓ คน ที่เหลือนั้นอาจจะไม่ได้เป็นข้าราชการนะครับ แต่ว่าจะเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิที่ผมคิดว่าเมื่อเลือกกันแล้วเราก็คงจะได้คนที่สังคมยอมรับเข้ามาทํางาน ในหน้าที่นี้นะครับ อันนี้ก็คือประเด็นที่ ๑ ที่เกรงว่าท่านจะเอาข้าราชการมาทํา
อันที่ ๒ ผมขออนุญาตกราบเรียนต่อไป ในวิธีการทํางานนั้นมีความสําคัญ อยู่ที่ว่า ท่านก็เกรงว่าท่านรัฐมนตรีจะไม่ได้มีส่วนหรือมีโอกาสที่จะต้องเข้าไปเกี่ยวข้อง ในระบบที่กําหนดไว้ในการที่กรรมการจะพิจารณานั้นจะต้องเชิญรัฐมนตรี หรือว่า ขอความเห็นของรัฐมนตรีที่ดูแลส่วนราชการในกระทรวงนั้นเข้ามาเพื่อที่จะปรึกษาหารือกัน ในการที่จะต้องมีความเห็นว่าท่านกําลังทํานโยบายประการใดอยู่ นโยบายของที่ท่านต้องการ ให้เกิดสัมฤทธิผลนั้นจะเป็นเรื่องทางด้านใด และท่านมีแผนงานโครงการเป็นอย่างไร รวมทั้งคงจะต้องมีการขอความเห็นถึงว่าท่านมีความเห็นกับการที่ว่าบุคคลใดนั้นจะเป็น บุคคลที่ท่านเห็นสมควรว่าที่จะแต่งตั้งเป็นการนําเสนอของฝ่ายรัฐมนตรีด้วยนะครับ นอกจากนั้นแล้วก็ยังมีเลยไปจากที่ท่านคิดไว้นะครับ ก็จะต้องไปขอความเห็นของปลัดกระทรวง ที่จะพ้นจากตําแหน่งในกรณีที่จะต้องเกษียณจากราชการนะครับ ก็ต้องไปถามเหมือนกันว่า เขามีแผนในการสืบทอดของตําแหน่งเป็นอย่างไรบ้าง มีซัคเซคชัน แพลน (Succession plan) เป็นอย่างไร ใครคือคนที่เขาได้เตรียมเอาไว้เพื่อมาประกอบในการพิจารณานะครับ แล้วก็ในการดําเนินการนั้นสิ่งที่ทําไว้ก็คือจะไม่ให้ระบบนี้เป็นระบบปิด ไม่ใช่ว่าตําแหน่ง ในกระทรวงใดก็จะต้องตั้งบุคคลจากในกระทรวงนั้นแต่เพียงอย่างเดียวนะครับ หลักการนั้น ก็คือว่าคนที่เป็นอธิบดีหรือเป็นรองปลัดกระทรวงหรือเป็นตําแหน่งที่เคยเป็นบริหารระดับสูง ในกระทรวงนั้นอยู่แล้วจะเป็นผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อหรือผู้ที่อยู่ในลิสต์ (List) ที่จะได้รับ การพิจารณาโดยอัตโนมัติ และในขณะเดียวกันก็กําหนดแนวคิดเอาไว้ว่าท่านที่อยู่ ในกระทรวงอื่นถ้าเผื่อประสงค์ก็อาจจะมายื่นสมัครได้จะต้องมีระบบที่จะต้องให้มีการสมัคร เพราะฉะนั้นอธิบดีของกระทรวงกรมหนึ่งในอีกกระทรวงหนึ่งซึ่งประสงค์อยากจะมาเป็น ปลัดกระทรวงก็สามารถที่จะยื่นสมัครได้ อันนี้เท่ากับว่าเป็นการทําให้เกิดการแต่งตั้ง ในระบบเปิด แล้วก็เป็นการได้พิจารณาอย่างชัดเจนสําหรับบุคคลที่อยู่ต่างกระทรวงว่า ถ้าเขาอยากจะมีความประสงค์ที่จะเข้ามาเป็นผู้แข่งขันนั้นให้สามารถที่จะสมัครได้ แต่ว่าคนที่อยู่ ในกระทรวงแล้วไม่ต้องสมัครเพราะถือเป็นสิทธิ อันนี้ก็เป็นกรอบที่จะต้องดําเนินการ นอกจากนั้นก็ยังจะต้องมีส่วนอื่น ๆ อีกที่จะเป็นรายละเอียดปลีกย่อย อย่างเช่น การที่จะต้อง ไปดูถึง อาจจะมีการทดสอบความสามารถ ทดสอบสมรรถนะ ซึ่งขณะนี้มีอยู่มากมายนะครับ แบบทดสอบของการที่คนที่จะเป็นซีอีโอ (CEO) ในภาคเอกชนใช้มากมายเราอาจจะต้องนําสิ่งนี้ กลับเข้ามาใช้นะครับ อันนี้ก็เป็นระบบที่ได้ทําการเตรียมไว้ นอกจากนั้นแล้วหลายท่านเกรงว่า มันจะเป็นระบบที่เป็นการเลื่อนเพื่อที่จะแต่งตั้งปลัดกระทรวงเท่านั้น ขอกราบเรียนว่า ที่จริงแล้วระบบนี้เป็นระบบที่จะทําการโอน ย้าย เลื่อน คือการแต่งตั้งทั้งในระดับเดียวกัน เพราะว่าตําแหน่งปลัดกระทรวงนั้นมีข้อกําหนดว่าดํารงตําแหน่งได้ไม่เกิน ๔ ปี แล้วก็ต่อได้อีก ไม่เกิน ๑ ปี ๑ ปี เป็น ๒ ครั้งนะครับ เพราะฉะนั้นตําแหน่งที่จะครบ ๔ ปี ก็อาจจะต้อง มีการนําเข้ามาในการพิจารณาครั้งนี้คือการสับเปลี่ยนกระทรวง เพราะว่าโดยหลักการแล้ว ก็ถือว่าเป็นการย้ายในระดับเดียวกัน อันนี้ก็ไม่ใช่เป็นแต่การเลื่อนอย่างเดียว เพราะฉะนั้น เป็นการโอนต่างกระทรวงกันหรือจะเป็นการย้ายในตําแหน่งที่อยู่ในกระทรวงเดียวกัน ในระดับเดียวกันนะครับ ที่ไม่ได้เป็นปลัดกระทรวงจะมาเป็นปลัดกระทรวงก็ต้องได้รับ การพิจารณานะครับ ท่านที่ปรึกษาประจํากระทรวงซึ่งอาจจะเป็นระดับเดียวกับปลัดกระทรวง แต่ว่าอยู่ในตําแหน่งประเภททรงคุณวุฒิก็จะต้องเป็นบุคคลที่ได้รับเข้ามาในการพิจารณา ที่อยู่ในบัญชีนี้เช่นเดียวกันนะครับ เพราะฉะนั้นทั้งการโอน การย้าย การเลื่อน ยกเว้นอย่างเดียวคือการลดตําแหน่งจะทําไม่ได้ ถ้าท่านปลัดผู้นั้นไม่ประสงค์ที่จะแสดงเจตนารมณ์นะครับ อันนี้ก็เป็นไปตามกฎหมายที่มีอยู่ แล้วนะครับ ขอกราบเรียนว่าสิ่งที่คิดขึ้นมาถามว่าประเทศอื่นมีทําไหม หลายท่านอาจจะนึกว่า จัดทําที่ประเทศไทยเป็นแห่งแรกนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่าที่จริงแล้วเรื่องของการ แต่งตั้งโยกย้ายผู้ดํารงตําแหน่งปลัดกระทรวงนั้น หลายประเทศในยุโรป ประเทศอังกฤษ เป็นต้นแบบของการทําด้วยระบบนี้ แล้วก็ทําโดย ก.พ. ของสหราชอาณาจักร มีระบบ ที่ดําเนินการต่าง ๆ เป็นกิจจะลักษณะ รวมทั้งประเทศอื่น ๆ ในประเทศนิวซีแลนด์ ในประเทศออสเตรเลียก็ใช้ระบบใกล้เคียงกับที่เราทํานะครับ เพราะฉะนั้นคงไม่ได้เป็น ประเทศไทยประเทศเดียวที่จะเป็นประเทศที่หันมาใช้ระบบอย่างนี้ แล้วก็สิ่งที่ใช้ระบบนี้ ก็ขอกราบเรียนบอกว่าคงไม่ได้เป็นอํามาตยาธิปไตยที่รัฐราชการจะเข้ามาครอบงํา เพราะว่า ในการดําเนินการนั้นเมื่อดําเนินการเสร็จแล้วส่งรายชื่อไปให้ท่านนายกรัฐมนตรี กรณีที่ ท่านนายกรัฐมนตรีเห็นรายชื่อแล้วที่จะส่งไป ในข้อกําหนดนั้นจะกําหนดบอกว่าจะให้ส่ง ๓ คน คือ รูล ออฟ ทรี (Rule of Three) ซึ่งเป็นหลักสากล แล้วก็ยังเปิดโอกาสว่า ถ้าเกิดท่านนายกรัฐมนตรีเห็นว่า ๓ คนที่ส่งไปนั้น ยังไม่ถูกใจเพียงพอ ท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะขอให้กลับมาทบทวนเสนอขึ้นไปอีกก็ได้ เพราะฉะนั้นโดยระบบทั้งหมดที่ถูกทําขึ้นมานั้น ก็หวังว่าจะเป็นระบบที่จะทําให้เป็นระบบที่สร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างฝ่ายการเมือง กับฝ่ายข้าราชการประจํานะครับ เพื่อที่จะทําให้ได้รับคนที่สังคมยอมรับ แล้วก็ได้มีการดูกัน อย่างละเอียดถี่ถ้วน ได้มีองค์คณะเป็นผู้พิจารณา แล้วก็ได้มีลําดับขั้นตอนต่าง ๆ ซึ่งคงจะดีกว่า ระบบที่เป็นอยู่เดิมบอกว่าสุดแล้วแต่ที่ให้รัฐมนตรีเป็นผู้นําเสนอชื่อ อันนี้ก็เป็นบรรทัดฐาน ที่คิดว่าการทําระบบนี้จะทําให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีนะครับ สําหรับกรณีที่ประเทศอื่นทํานั้น ในรายละเอียดนั้นกระผมอยากจะขออนุญาต ท่านอาจารย์เจษฎ์ได้เป็นผู้ที่ศึกษาเรื่องนี้ มาเป็นอย่างดีได้กราบเรียนต่อที่ประชุมให้ได้ทราบถึงว่าเขาทํากันอย่างไร แล้วก็ใกล้เคียง กับเรามากแค่ไหนนะครับ กราบขอบพระคุณครับ