เจษฎ์ โทณะวณิก เสนอระบบการเลือกตั้งข้าราชการระดับสูงโดยไม่เกี่ยวข้องกับภาคการเมือง โดยมีคณะกรรมการพิจารณาคุณธรรมและความสามารถของข้าราชการ
ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม นายเจษฎ์ โทณะวณิก กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ผมขออนุญาตอธิบายสั้น ๆ ถึงมูลเหตุที่มาของมาตราที่ปรากฏอยู่ในร่างรัฐธรรมนูญขณะนี้เป็นมาตรา ๒๐๗ นี้นะครับ ที่ท่านปรีชาท่านได้กรุณาอธิบายในรายละเอียดชัดเจนไปแล้ว คือมูลเหตุมันเป็นแบบนี้ครับ ในคราวที่เราได้มีการพบปะพูดคุยกันกับท่านเอกอัครราชทูตในหลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในคราวแรกที่พูดคุยกันกับท่านเอกอัครราชทูตจากสหราชอาณาจักร หรือว่าประเทศอังกฤษ ท่านก็ถาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านประธานกรรมาธิการของเราว่า ระบบในการแต่งตั้งข้าราชการของท่านเป็นอย่างไร และท่านก็หยิบยกในเรื่องที่เป็นประเด็น เกี่ยวกับการแต่งตั้งข้าราชการขึ้นมาว่าทําไมมันถึงได้เกิดกรณีเช่นนี้ได้ ทีนี้ทางกรรมาธิการ ของเรานี้นะครับ ท่าน พลโท นาวิน ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านก็เลยถามว่าแล้วในสหราชอาณาจักร ท่านใช้วิธีเช่นใดหรือ ท่านเอกอัครราชทูตท่านก็บอกว่านักการเมืองเขาไม่ได้ก้าวล่วงเข้ามา แต่งตั้งข้าราชการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการในระดับสูงแต่เรามีคณะกรรมการที่เรียกว่า คณะกรรมการข้าราชการหรือคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนที่เรียกว่า ซีวิล เซอร์วิส คอมมิชชันเนอร์ (Civil services commissioner) หรือคอมมิชชัน (Commission) ในการพิจารณา ซึ่งคณะกรรมการนี้ไม่ได้เป็นคณะกรรมการที่จําเพาะเจาะจงเฉพาะประเทศอังกฤษ ท่านก็บอกว่าประเทศอื่น ๆ ก็มี ถ้าอยากจะได้รายละเอียดท่านก็จะส่งให้มา ท่านก็ส่งมาส่วนหนึ่ง อีกส่วนหนึ่งท่านประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ท่านศาสตราจารย์บวรศักดิ์ อุวรรณโณ ท่านก็ได้ให้พวกเราจํานวนหนึ่งมีผมด้วยนี้นะครับ ไปศึกษามา ก็ปรากฏว่าในประเทศที่เป็น อดีตเครือจักรภพหรือว่าปัจจุบันยังเป็นเครือจักรภพอยู่ มีระบบเช่นนี้ทั้งสิ้น ประเทศที่ท่านปรีชา กรุณาหยิบยกขึ้นมา ประเทศอังกฤษ ประเทศนิวซีแลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ประเทศแคนาดา รวมไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ประเทศสหรัฐอเมริกานี้เป็นประเทศหนึ่งที่น่าจะศึกษา เพราะว่าในคราวที่มีการปฏิรูประบบราชการในปีคริสต์ศักราช ๑๘๗๑ เป็นครั้งแรก ที่ประเทศสหรัฐอเมริกานี้ตั้งซีวิล เซอร์วิส คอมมิชชันเนอร์ ขึ้นมาครับ ก็คือคณะกรรมการ ในลักษณะเดียวกันกับที่มีในมาตรา ๒๐๗ ของเราในตอนนี้นี่นะครับ จากนั้นในคราวปฏิรูป อีกคราวหนึ่ง ในปี ๑๙๗๘ ก็ไม่นานมานี้นี่นะครับ ก็ได้มีการปรับเปลี่ยนจากคณะกรรมการ ที่เรียกว่า คณะกรรมการพิจารณาแต่งตั้งข้าราชการ นี้ไปเพิ่มเติม เป็นการพิจารณาแต่งตั้ง ข้าราชการโดยระบบคุณธรรม เพื่อการปกป้องความซื่อสัตย์สุจริต เกียรติศักดิ์ ศักดิ์ศรี และการทําหน้าที่โดยไม่ลําเอียงและเลือกปฏิบัติของข้าราชการ เพราะฉะนั้นอันนี้เป็นหลัก ที่ประเทศทั้งหลายได้ช่วยกัน ทําให้วิธีการในการได้มาซึ่งข้าราชการระดับสูงไม่ได้ไปเชื่อมโยง กับภาคการเมืองโดยตรง แต่ก็ไม่ได้ตัดภาคการเมืองทิ้ง อย่างที่ท่านปรีชากรุณาอธิบายครับว่า ท้ายที่สุดมันก็ต้องส่งไปให้ภาคการเมืองเป็นคนพิจารณาอยู่ดี เพียงแต่ว่าคณะกรรมการชุดนี้ จะสร้างความเป็นธรรม ไม่ใช่สร้างความเป็นธรรมให้กับข้าราชการนะครับ สร้างความเป็นธรรม ให้กับพี่น้องประชาชนทุกคนที่จะได้มาซึ่งข้าราชการผู้จะมาทํางานอย่างบริสุทธิ์ ยุติธรรม และไม่ได้ทํางานโดยการเลือกข้าง ไม่ได้ทํางานเนื่องจากเป็นฝักเป็นฝ่าย และไม่ได้มาทํางาน หรือได้รับตําแหน่งมาจากการที่ไปวิ่งขอหรือมีภาคการเมืองเอื้อประโยชน์ให้จึงได้มา แต่ได้มา เนื่องจากคุณธรรมของท่าน ความรู้ความสามารถและระบบการพิจารณาที่ได้รับการยอมรับ เป็นสากล ซึ่งในระบบการพิจารณานี้อย่างที่ผมยกตัวอย่างนะครับ ในประเทศ ๓-๔ ประเทศ ที่ผมยกตัวอย่างขึ้นมา เช่นประเทศอังกฤษนี้ อํานาจของคณะกรรมการชุดนี้มีมากกว่าที่เขียนไว้ ในมาตรา ๒๐๗ มากมายนัก ไปถึงขั้นว่าถ้าหากท่านบอกว่าจะเอาคนนี้เป็นปลัด ทางนายกรัฐมนตรี บอกว่าไม่เอาคนนี้ นายกรัฐมนตรีต้องชี้แจงนะครับว่าเพราะเหตุใดจะไม่เอาคนนี้ และถ้า นายกรัฐมนตรีบอกว่าจะเอาคนอื่น นายกรัฐมนตรีต้องนําเอาคนนั้นมาเทียบกับคนที่ทาง คณะกรรมการเป็นคนระบุไปให้ได้และต้องเปรียบให้เห็นว่าคนที่นายกรัฐมนตรีประสงค์จะได้ มาเป็นปลัดนั้นดีกว่าในทุกแง่มุมอย่างไรเมื่อเทียบกันกับคนที่ทางคณะกรรมการนําเสนอไป และต้องเปิดเผยเป็นสาธารณะ ซึ่งตรงนี้จะเห็นได้ชัดเลยนะครับว่าอํานาจของคณะกรรมการชุดนี้เด่นชัด แล้วก็มากมายกว่า ที่มีในมาตรา ๒๐๗ มาตรา ๒๐๗ เขียนให้เหมาะสมกับสภาพของสังคมไทย ในท้ายที่สุดครับ ประเทศอย่างเช่นสหรัฐอเมริกาเขาจะมีตําแหน่งที่เป็นตําแหน่งข้าราชการระดับสูง อยู่ ๒ แบบง่าย ๆ แบบที่บอกว่าเป็นการแต่งตั้งมาโดยฝ่ายการเมือง หรือว่าขออนุญาตใช้ ภาษาอังกฤษที่เรียกว่า โพลิทิคอล แอพพอยตี (Political appointee) นี่นะครับ คือนักการเมือง เป็นคนตั้ง อีกอันหนึ่งคือ นอน โพลิทิคอล แอพพอยตี (Non-political appointee) ก็คือ ไม่ได้มาจากภาคการเมือง อันที่มาจากภาคการเมืองนี่ครับ พอเปลี่ยนประธานาธิบดี เขาก็เปลี่ยนตนเองครับ ก็คือลาออกสละเก้าอี้ไป แล้วประธานาธิบดีที่เข้ามาใหม่ก็จะมีการแต่งตั้ง ไปตามที่ท่านสามารถที่จะดําเนินการได้ ในส่วนที่เป็น นอน โพลิทิคอล แอพพอยตี ประธานาธิบดีแม้ว่าจะมาจากคนทั่วประเทศก็ไม่สามารถมาแล้วก็ไปเปลี่ยนท่านได้ มีกระบวนการ ในการปรับเปลี่ยน ก็คือมีคณะกรรมการที่ผมได้เรียนเอาไว้ เพราะฉะนั้นอันนี้มันมี ความชัดเจนครับว่า ข้าราชการต้องได้รับความคุ้มครอง นักการเมืองก็ย่อมต้องทํางาน ทําหน้าที่ในส่วนของนักการเมือง ประชาชนก็ย่อมต้องได้รับประโยชน์จากการมีทั้ง นักการเมืองที่เป็นตัวแทนในระดับนโยบาย และข้าราชการที่เป็นตัวแทนในระดับปฏิบัติการ และท้ายที่สุดครับ ข้าราชการก็ต้องยังคงดําเนินการตามแนวนโยบายที่มีกําหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญ รวมถึงในการแถลงต่อสภาของรัฐบาล ไม่สามารถที่จะไปดําเนินการ ในลักษณะที่นอกเหนือไปจากนั้นได้ ยกเว้นแต่ว่านโยบายเหล่านั้นจะก่อให้เกิดความเสียหาย และเป็นที่ชัดเจนจริง ๆ ว่าหากปฏิบัติตามนั้นประชาชนจะไม่ได้ประโยชน์ เพราะฉะนั้น ระบบนี้คือระบบที่นานาอารยประเทศได้ใช้ และการที่เขียนแบบนี้นี่นะครับ ในคราวล่าสุด ที่เราได้มีโอกาสพูดคุยกับเอกอัครราชทูตจากประเทศสหภาพยุโรปครบถ้วนทุกประเทศ รวมถึงประเทศที่ไม่ได้เป็นสหภาพยุโรปคือประเทศสวิตเซอร์แลนด์และประเทศนอร์เวย์ด้วย ท่านรับฟังแล้วท่านก็เห็นว่าเรามีมาตรฐานอันสอดคล้องกันกับนานาอารยประเทศ โดยเฉพาะยุโรป สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ครับ เพราะฉะนั้นผมคิดว่า ในการศึกษามา และในการที่นําเรียนท่านสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน รวมถึงที่อยู่ ในมาตรา ๒๐๗ อยากจะให้ช่วยกันพิจารณาครับว่าอันนี้คือการยกระดับมาตรฐาน ของประเทศไทยเรา ขอบพระคุณครับ