ชาญชัย เจริญสุวรรณ อภิปรายถึงความสำคัญของการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทยที่เสี่ยงต่อการสูญหาย โดยเรียกร้องให้แก้ไขร่างรัฐธรรมนูญเพื่อเพิ่มการคุ้มครองกฎหมายดังกล่าว และเสนอให้ตัดข้อความเกี่ยวกับการแพทย์ทางเลือกออกจากมาตรา ๘๖ เพื่อรักษาเจตนารมณ์ที่ถูกต้อง พร้อมทั้งหารือแนวทางการปฏิรูปสาธารณสุขและการผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้องผ่านสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป
พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ
กราบเรียนท่านประธานสภาปฏิรูปแห่งชาติ ที่เคารพ คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ สมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติทุกท่าน ผม พลเรือเอก ชาญชัย เจริญสุวรรณ สมาชิกหมายเลข ๐๖๒ วันนี้ผมจะพูดหลักใหญ่ ๆ ก็คือเกี่ยวกับการแพทย์แผนไทย แต่ก่อนที่จะไปถึงจุดนั้นผมก็คงเหมือนทุก ๆ ท่านนะครับ คือผมอยากจะให้กําลังใจกับคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญทุกท่าน ตลอดเวลา ๒ วัน ที่ผ่านมาในเรื่องของการอภิปรายของสมาชิกมีทั้งคําติ คําชม คําถาม แล้วก็มีข้อเสนอแนะ มากมาย ซึ่งร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกิดในภาวะไม่ปกติ ก็เหมือนทุกครั้งรัฐธรรมนูญมักจะเกิด ในภาวะไม่ปกติ แต่ก็มีสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นมากมาย มีมาตราใหม่ ๆ เกิดขึ้น ซึ่งแตกต่างจาก รัฐธรรมนูญฉบับเก่า ผมเข้าใจดีว่าหลายท่านพูดไปแล้วว่ารัฐธรรมนูญไม่สามารถทําให้ถูกใจ ทุกคน แต่ว่าคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญก็ได้พยายามบรรจุข้อความตามความต้องการ ของสมาชิกโดยมองถึงเรื่องผลประโยชน์ของชาติเป็นสําคัญตามจุดมุ่งวิสัยทัศน์ที่ได้วางไว้ ในเรื่องของความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ผมเห็นด้วยกับการอภิปรายของหลาย ๆ ท่านที่ว่า เราเดินทางผิดหรือเปล่าที่เราพยายามจะจํากัดให้รัฐบาลนั้นมีหลายพรรค จริง ๆ แล้วการทํา ให้รัฐบาลมีความเข้มแข็งน่าจะเป็นอุดมคติของประเทศชาติ แต่ทําอย่างไรให้รัฐบาลนั้น มีคุณธรรม จริง ๆ เราได้ผ่านประสบการณ์ทั้ง ๒ อย่างมาแล้วทั้งการมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง และการมีรัฐบาลที่หลายพรรค แต่เราก็ล้มเหลวในระยะเวลา ๘๒ ปีที่ผ่านมา ผมคิดว่า ที่จําเป็นไม่ว่าจะเขียนดีแค่ไหน การที่วางมาตรการการตรวจสอบ กํากับ ดูแล ควบคุมอย่างมี ประสิทธิภาพ น่าจะเป็นวิธีการที่ดีที่สุด เช่น การเกิดขึ้นของสมัชชาคุณธรรมแห่งชาติ สมัชชาพลเมือง องค์การตรวจสอบภาคประชาชนตามมาตรา ๒๘ แต่ควรจะต้องกําหนด อํานาจหน้าที่ที่เหมาะสมเพื่อไม่ให้เป็นกับดักของการบริหารประเทศ ในขณะเดียวกันผมคิดว่า มีความจําเป็นที่จะต้องสร้างคนไทยยุคใหม่ที่มีคุณธรรม จริยธรรม ที่มีความเป็นคนดี ซึ่งมีมาตราที่เกี่ยวข้อง คือมาตรา ๘๓ มาตรา ๘๔ มาตรา ๘๕ และมาตรา ๒๘๖ ในเรื่องที่ เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาจะเห็นว่าการปฏิรูปคนผมว่ามันน่าจะเป็นเรื่องสําคัญที่สุด แต่ว่าในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่พูดถึงว่าทั้ง ๓ มาตราในแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และพูดถึง เรื่องการปฏิรูปการศึกษา ซึ่งน่าจะเป็นการพัฒนาคนเพียงหัวข้อเดียวเท่านั้นเอง และเราจะเห็นว่าสังคมในขณะนี้ก็ไปถึงจุดที่เสื่อมถอย จริง ๆ แล้วมันควรจะมีหัวข้อ ในเรื่องของการปฏิรูปด้านสังคมหรือไม่ อันนี้เป็นข้อคิดนะครับ ผมไม่อยากเสียเวลาเรื่องนี้มาก
ทีนี้ผมขอเข้าเรื่องที่ผมอยากจะพูดมากที่สุด คือเรื่องของการแพทย์แผนไทย ผมต้องขอขอบคุณแล้วก็ขอบคุณจริง ๆ นะครับ เพราะว่าคําขอบคุณของผมเป็นคําขอบคุณ อย่างลึกซึ้งแล้วก็ซาบซึ้งด้วย ผมอยากจะกล่าวแทนความรู้สึกจากใจของบุคลากร ทางการแพทย์แผนไทยของทุก ๆ คน ท่านทราบไหมครับว่าแค่ข้อความว่า ส่งเสริมการนํา แพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ในการให้บริการ ในมาตรา ๘๖ มี ๒ ข้อความ อันนี้ทั้งร่างรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ แต่นี่คือความฝันแล้วถือว่าท่านได้ใจของบุคลากร ทางการแพทย์แผนไทยทั้งแผ่นดินก็ว่าได้ ซึ่งมีจํานวนประมาณ ๓๐,๐๐๐ คนที่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ กับสภาการแพทย์แผนไทยและยังมีธุรกิจต่อเนื่องอยู่อีกมากมายไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของ ธุรกิจสปา (Spa) การนวด หรือแม้ว่าอุตสาหกรรมสมุนไพร อุตสาหกรรมเกี่ยวกับความงาม เป็นต้น ในวันนี้ที่ผมได้พูดเรื่องนี้ผมอยากจะคิดว่าเป็นเรื่องของประวัติศาสตร์ด้วยซ้ําไป เพราะว่าที่ผ่านมาในอดีตทั้ง ๆ ที่เราบอกว่าการแพทย์แผนไทยน่าจะเป็นการแพทย์ประจําชาติ ด้วยซ้ําไป แต่ไม่เคยมีการกล่าวถึงเลยถึงความสําคัญในเชิงให้ความสําคัญด้วย แม้กระทั่ง ในสภาที่ผ่านมาทุกสภา ผมจึงขอเรียนย้ําว่าข้อความนี้ที่ทางคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ได้นําไปใส่ไว้ในร่างรัฐธรรมนูญเป็นการสร้างคุณูปการอย่างใหญ่หลวงให้กับชาติไทย และผมว่าท่านจะสร้างให้ยิ่งใหญ่มากไปอีกคงน่าจะต้องมีการแก้ไขที่ผมจะพูดในโอกาสต่อไป
ในมาตรา ๘๖ เขียนไว้ว่า รัฐต้องจัดและส่งเสริมให้ประชาชนได้รับการบริการ สาธารณสุขที่เหมาะสม ทั่วถึง มีคุณภาพได้มาตรฐานและได้รับสิทธิประโยชน์ขั้นพื้นฐาน อันจําเป็นอย่างเท่าเทียม ส่งเสริมการนําแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ ในการบริการ แล้วก็ว่าไปอื่น ๆ นะครับ ในมาตรานี้จริง ๆ แล้วมาจากมาตรา ๘๐ (๒) ของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ส่วนที่แตกต่างอย่างที่ผมเรียนให้ทราบซึ่งก็มีหลายท่าน โดยเฉพาะกรรมาธิการก็ได้พูดไปแล้วในบางส่วน ในมาตรา ๘๖ มันมีข้อความที่ถือว่าสําคัญก็ได้ หรือไม่สําคัญก็ได้เพียงเล็กน้อย เพราะว่าในมาตรา ๘๖ มีข้อความที่ลอกมาจากมาตรา ๕๘ (๒) ในส่วนที่ ๒ ในเรื่องของสิทธิพลเมือง มาตรา ๕๘ นะครับ ก็คือข้อความว่า รัฐต้องจัด และส่งเสริมให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่เหมาะสม ในมาตรา ๕๘ มีคําว่า อย่างด้วย อย่างทั่วถึง ผมก็ไม่คิดว่าเรื่องนี้มันจะสําคัญหรือไม่ แต่ถ้าคิดว่าข้อความในรัฐธรรมนูญ เป็นเรื่องสําคัญ ความตรงกันและสอดคล้องก็น่าจะเหมือนกันนะครับ ฉะนั้นถ้าสามารถจะใส่ ได้แค่คําว่า อย่างทั่วถึง ก็จะเหมือนในมาตรา ๕๘ มีความจําเป็นที่จะต้องพูดถึงความหมาย ของคําว่า การแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทย เพราะว่ามันเป็นเรื่องสําคัญ คําจํากัดความนี้มีความสําคัญ คือมีคนอภิปรายแทนผมไปแล้ว ท่านที่อภิปรายไปเมื่อสักครู่นี้ พูดถึงคําว่า ภูมิปัญญา จริง ๆ แล้วคําว่า ภูมิปัญญา ก็เกี่ยวข้อง ผมก็ขออธิบายเสริมเพิ่มเติม ขึ้นไปเล็กน้อยว่าคําว่า ภูมิปัญญา มันเป็นเรื่องขององค์ความรู้ด้วยที่เกิดจากการสร้างสม ประสบการณ์ที่ใช้สืบต่อกันมาในชีวิตประจําวัน เป็นความรู้ที่ประกอบไปด้วยคุณธรรม สอดคล้องกับวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวบ้าน ไม่ได้แบ่งแยกเป็นส่วน ๆ แต่มีความสัมพันธ์กัน ทั้งการทํามาหากิน การอยู่ร่วมกันในชุมชน แล้วก็รวมถึงทางศาสนา พิธีกรรม ประเพณี เป็นความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ แล้วก็สิ่งที่เหนือธรรมชาติ แล้วเราก็ นําเอาคําว่า ภูมิปัญญา ไปใช้อย่างแพร่หลายในหลาย ๆ ที่ แม้กระทั่งในร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ก็มีการใช้คําว่า ภูมิปัญญา ในหลายมาตรา ก็แล้วแต่ว่าจะใช้ เพราะคําว่า ภูมิปัญญา อาจจะ เป็นส่วนเริ่มต้นแล้วก็จะต่อท้าย เราอาจจะได้ยินคําว่า ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาชาวบ้าน ภูมิปัญญาไทย ภูมิปัญญาด้านสุขภาพ ด้านอะไร แต่คําว่าภูมิปัญญาจริง ๆ แล้ว ในพระราชบัญญัติคุ้มครองภูมิปัญญาไทยซึ่งเป็นกฎหมาย ได้ให้ความหมายไว้ว่ามีอยู่ทั้งหมด ๙ หัวข้อ ซึ่งมันทั้งเรื่องของอาหารการกิน เรื่องของศิลปวัฒนธรรม เรื่องศาสนา แล้วก็เรื่อง ของการแพทย์แผนไทยก็เป็นส่วนหนึ่งของภูมิปัญญาอยู่ในหัวข้อนี้ด้วย ทีนี้เราพูดถึงคําว่า การแพทย์แผนไทย มันเป็นเรื่องของการดูแลสุขภาพ เป็นที่สืบเนื่องต่อเนื่องกันมา เป็นความรู้จากตําราการแพทย์แผนไทยที่ได้มีการศึกษากันมา แล้วก็มีการใช้เครื่องมือ วิทยาศาสตร์ด้วย มีการจัดทําเป็นตําราหมวดหมู่แพร่หลาย แล้วก็การแพทย์แผนไทยผมได้พูด ไปแล้วนะครับว่ามันประกอบไปด้วยด้านเภสัชกรรม เวชกรรม ผดุงครรภ์ แล้วก็การนวดไทย แล้วก็แพทย์พื้นบ้านไทย ส่วนการแพทย์พื้นบ้านไทยก็คล้าย ๆ กับการแพทย์แผนไทย แต่ว่าเราเน้นถึงเรื่องของวิถีชีวิต วิถีของชุมชน ซึ่งจะต้องสอดคล้องกับวัฒนธรรม จารีตประเพณี และทรัพยากรในท้องถิ่น เพราะฉะนั้นถ้าพูดถึงว่าความหมายของ ๓ คํานี้ คือภูมิปัญญา มีความหมายที่กว้าง แล้วก็การแพทย์แผนไทยก็กว้างรองลงมาแต่เน้นในเรื่องของเรื่องสุขภาพ แล้วก็เรื่องการแพทย์พื้นบ้านไทย ที่ผมคิดว่าการใช้ ๒ คํานี้มันมีความหมายที่ตรง ตามวัตถุประสงค์เพื่อที่จะมุ่งพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทยเพื่อให้เป็น การแพทย์ประจําชาติ แล้วก็มีความก้าวหน้าต่อไปคู่กับความเป็นชาติ ผมอยากจะพูดถึง ความสําคัญของแพทย์พื้นบ้านไทย จะเห็นว่าในสังคมไทยหรือว่าตามที่สถิติ ที่สํานักการแพทย์พื้นบ้านไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกได้มีข้อมูล มานะครับ ปรากฏว่าในปี ๒๕๕๖ เรามีแพทย์พื้นบ้านไทยจํานวน ๑๖๕ คน ที่ได้รับการรับรอง แล้วก็พอถึงในปีปัจจุบัน ปี ๒๕๕๘ ก็ปรากฏว่าทั้ง ๑๖๕ คน เหลือ ๑๔๓ คน ก็ตายไปแล้ว ประมาณ ๒๒ คน ก็คิดว่า ๑๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ที่ผมยกตัวอย่างอันนี้ให้ดูก็เพราะว่า แพทย์พื้นบ้านไทยมันเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม มันเกิดขึ้นมาก่อนการแพทย์แผนไทย แล้วมันก็อนุรักษ์ ทุกประเทศเขาอนุรักษ์กันทั้งนั้น แต่ว่าแพทย์พื้นบ้านไทยนับวัน มีการล้มหายตายจากแล้วก็แทบจะสูญไปเรื่อย ๆ ถ้าไม่มีการดําเนินการอย่างหนึ่งอย่างใดแล้ว ผมคิดว่าสักวันหนึ่งแพทย์พื้นบ้านไทยจะต้องหมดไปจากแผ่นดินไทย อันนี้คงไม่ใช่ การประเมินที่เกินเลยนะครับ เพราะว่าจากการที่ลงไปในพื้นที่หรือได้พูดคุยอะไรกับผู้ที่รู้เรื่องนี้ทุกคนก็จะมีความเห็นกัน เหมือนกันนะครับว่า แล้วแพทย์พื้นบ้านไทยจริง ๆ แล้วคือเขามีวิธีการโดยเฉพาะของเขา คือการรับมอบตัวเป็นศิษย์ ซึ่งก็จะพิจารณากันอย่างค่อนข้างจะรอบคอบเลย เพราะว่า แพทย์พื้นบ้านไทยมันมีวิชาการที่ สมมุติว่าเอาไปใช้ทางดีได้ ทางร้ายเสีย เพราะฉะนั้น คนที่เป็นอาจารย์หรือคนที่เป็นแพทย์พื้นบ้านจริง ๆ เขาจะพิจารณาในเรื่องของคุณธรรม ของคนที่จะมาเป็นศิษย์ เพราะฉะนั้นการรับก็ยาก นอกจากรับยากแล้วก็หาคนที่สืบต่อ คืออย่าบอกว่ารับยาก คนที่จะสมัครมาเป็นศิษย์ก็ยากอีกเหมือนกัน จะเห็นว่าคนที่มีลูกหลาน ลูกหลานก็ไม่รับช่วงต่อ เพราะว่ายิ่งในยุคภาวะที่เป็นโลกาภิวัตน์ มีความเจริญทางวัตถุมาก ลูกหลานไม่รับช่วง เพราะเห็นอยู่แล้วว่าอนาคตเป็นอย่างไร คือไม่มีแพทย์แผนไทยคนไหนเลย ก็ว่าได้ที่รวยนะครับ เพราะฉะนั้นผมถึงบอกว่าต้องให้ความสําคัญ รวมถึงในร่างรัฐธรรมนูญ จําเป็นจะต้องเขียนและต้องมีวิธีการที่จะดําเนินการไปด้วย ผมจําได้ว่าในวันแรก ดอกเตอร์วินัย ดะห์ลัน ได้อภิปรายแล้วก็พูดถึงว่าในจังหวัดภาคใต้มีแพทย์พื้นบ้านที่นํา ภูมิปัญญามลายูมาใช้ เป็นไปได้ไหมที่ว่ามันจะต้องมีคํานี้เพื่อให้มีการระลึกถึงว่าพื้นเพ มาอย่างไร แล้วก็เป็นการให้เกียรติของภูมิปัญญาดั้งเดิมของพื้นที่อันนั้นที่ให้มาด้วย ผมขอเรียน ชี้แจงในเรื่องนี้นะครับว่าการที่ใช้คําว่า แพทย์พื้นบ้านไทย มันเป็นภาษาราชการ แต่จริง ๆ แล้ว คําว่า แพทย์พื้นบ้านไทย มันมีอยู่หลายภาค เราจะเห็นว่าในภาคเหนือเราใช้คําว่า แพทย์พื้นบ้านล้านนา ถ้าเป็นอีสานก็ไม่มีคําที่มีความหมายเป็นพิเศษแล้วเราก็จะใช้คําว่า การแพทย์พื้นบ้านอีสาน แล้วก็มีการแพทย์พื้นบ้านภาคกลาง การแพทย์พื้นบ้านภาคใต้ แต่ว่าการที่จะใช้คําว่าจะมีคํามลายูหรือไม่ มันน่าจะเป็นในเรื่องของการใช้ที่จะสร้างเป็น เครือข่ายอะไรต่าง ๆ เพื่อให้รู้ว่าสิ่งเหล่านี้มันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร แล้วก็การนําองค์ความรู้ หรือภูมิปัญญาจากที่ต่าง ๆ มาใช้มันจะต้องมีการผสม ประยุกต์ แลก รับ ปรับ ใช้ เพื่อให้มี ความเหมาะสมกับที่อยู่อาศัยของชุมชนนั้นจริง ๆ นะครับ ผมยกตัวอย่างอย่างเช่นการฝังเข็ม ของจีน จีนจะใช้เส้นลมปราณ ๑๒ เป็นหลัก ส่วนไทยเมื่อเอามาใช้ ของไทยก็ใช้เส้นประธาน ๑๐ เป็นต้น หรือแม้กระทั่งในภาคเหนือเรามีนวดพม่า หรือว่าการนวดเท้า จริง ๆ ถ้าสืบกัน ไปจริง ๆ แล้ว ก็มาจากจีนครับ แต่พอมาถึงไทยก็จะมีการประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับพื้นที่ นี่ผมยกตัวอย่าง เพราะฉะนั้นอาจจะใช้ได้แต่ว่าจะต้องเป็นความนิยมแล้วก็ใช้ในท้องถิ่นของ ตนเอง แต่ถ้าเป็นภาษาราชการเราคงมีคําเดียวนะครับ
ทีนี้พอพูดถึงเรื่องนี้ เมื่อเข้าใจความหมายแล้วผมก็อยากให้คณะกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ ในเรื่องของเจตนารมณ์ของร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ในเล่มที่ ๒ หน้า ๒๙ ในมาตรา ๘๖ ในช่องสรุปเจตนารมณ์รายมาตรา พูดถึงว่าคงหลักการเดิมที่ว่าไว้นะครับ โดยเพิ่มการส่งเสริมการนําแพทย์แผนไทย การแพทย์พื้นบ้านไทย แล้วก็มีคําว่า เช่น แพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก รวมไปถึงการรักษาด้วยวิธีอื่น เช่นการนวดแผนไทย ผมขอให้ตัดข้อความนี้ออกไปทั้งหมด ตั้งแต่ เช่น การแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือก รวมไปถึงการรักษาด้วยวิธีอื่น เช่นการนวดไทย ออกไปทั้งหมดนะครับ มันก็จะกลายเป็นว่า ส่งเสริมการนําการแพทย์แผนไทยและการแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ในการบริการ เพราะว่าถ้าเรา พูดถึงการแพทย์ทางเลือกมันหมายถึงการแพทย์วิธีอื่นที่ไม่ใช่ คือเขาบัญญัติไว้ในกฎหมายเลย เป็นคําพูดในพระราชบัญญัติวิชาชีพการแพทย์แผนไทยว่า การแพทย์ทางเลือกคือการแพทย์ ที่ไม่ใช่การแพทย์แผนปัจจุบันและการแพทย์แผนไทยนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ตัดข้อความนี้ เพื่อเจตนารมณ์เมื่อมีการจะต้องอ้างถึงจะได้เข้าใจไปในทางเดียวกันและถูกต้องด้วยนะครับ
ทีนี้ผมจะพูดถึงในรัฐธรรมนูญฉบับนี้เกี่ยวกับการแพทย์แผนไทยนะครับ คือไม่สามารถที่จะมองเป็นมาตราเฉพาะ พอพูดถึงคําว่า มาตรา ๘๖ จะเห็นว่าเขียนไว้ และมันก็มีเท่านั้นจริง ๆ ทั้งเล่ม ถามว่ามันจะเกิดขึ้นได้จริงไหม ผมไม่เชื่อว่ากฎหมายลูก ที่ออกมาหรือว่าการดําเนินการจากนี้ไปมันจะเกิดขึ้นได้จริง เพราะการเขียนที่ง่ายกว่ามาก ท่านยังเขียนไว้แค่เพียงในมาตราเดียว ส่วนสําคัญซึ่งผมคิดว่าจะเป็นเรื่องที่จะต้องผลักดัน ให้เกิดขึ้น ๕ ปี ๑๐ ปีข้างหน้า ถ้าร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ผ่าน ในเรื่องของภาค ๔ ในเรื่องของ สภาขับเคลื่อน ซึ่งหัวข้อการปฏิรูปควรจะมีเรื่องนี้ด้วยซ้ําไปนะครับ ที่ผมพูดถึงว่าจําเป็น จะต้องมีก็เพราะว่ามันมีกฎหมายที่เกี่ยวข้องมากมายนะครับที่พูดถึงการแพทย์แผนไทย ไม่ว่าจะเป็น เรามีกรรมการสุขภาพแห่งชาติ เรามีพระราชบัญญัติคุ้มครองส่งเสริมภูมิปัญญา การแพทย์แผนไทย เรามีสํานักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ มีสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ มีธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ แล้วเราก็มีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือกของกระทรวงสาธารณสุข เรื่องทั้งหลายแหล่ผมพูดไปหลายครั้งแล้ว และผมพูดในคณะกรรมาธิการของผมด้วยซ้ําไปว่า มันมีที่เขียนไว้หมดแล้ว แล้วก็มี คณะรัฐมนตรีอนุมัติยุทธศาสตร์ด้วยซ้ําไป ผมจะพูดถึงธรรมนูญว่าด้วยสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. ๒๕๕๒ เป็นกฎหมายด้วยซ้ําไป อนุมัติไปแล้ว แล้วก็พูดถึงว่ามีผลผูกพันหน่วยงานของรัฐ และหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องที่จะต้องดําเนินการต่อไปตามอํานาจหน้าที่ของตน เขียนไว้ มีเอกสารหลายฉบับ แต่มีการนําไปสู่การปฏิบัติน้อยมาก เพราะฉะนั้นผมถึงเสนอที่จะให้มี การแก้ไขในร่างรัฐธรรมนูญที่มีการเข้าสู่การพิจารณาในครั้งนี้นะครับ โดยเฉพาะผมขอเริ่ม มาจากท้ายก่อนเพราะว่าผมให้ความสําคัญในเรื่องของหมวดการปฏิรูปนะครับ จะเห็นว่า ในมาตรา ๒๙๔ การปฏิรูปด้านสาธารณสุขตั้งแต่ข้อ ๑ เลย เขียนว่า เร่งรัดระบบสุขภาพ ที่ให้ความสําคัญต่อการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิที่เน้นพื้นที่เป็นฐานและมีประชาชน เป็นศูนย์กลาง ผมอยากจะให้เพิ่มเติมว่า ด้วยการนําเรื่องของการแพทย์แผนไทย และการแพทย์พื้นบ้านไทยมาใช้ด้วยนะครับ ซึ่งข้อความที่ถูกต้องชัดเจนคงจะอยู่ในเรื่องที่ จะต้องขอแปรญัตติในการแก้ไขต่อไปนะครับ แต่ผมอยากจะพูดเรื่องนี้สักเล็กน้อยนะครับว่า ในเรื่องของแพทย์พื้นบ้านไทยหรือการแพทย์แผนไทย จริง ๆ แล้วที่มีการคิดถึง ให้ความสําคัญและเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่นี้มันเกิดขึ้นจากองค์การอนามัยโลกนะครับ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ผมอาจจะจําตัวเลขไม่ได้แน่นอนนะครับ แต่ก็นานมาแล้วที่พูดถึงว่า มันจะต้องมีการพัฒนาการแพทย์ประจําชาติไปด้วย เนื่องจากว่าการแพทย์แผนปัจจุบัน ไม่สามารถตอบสนองได้ในบางเรื่อง ผมสรุปสั้น ๆ อย่างนี้นะครับ และที่สําคัญที่สุดก็คือว่า ในปีที่แล้วนี้เอง ปี ๒๕๕๗ องค์การอนามัยโลกก็ได้พูดถึงความสําคัญในเรื่องนี้อีก คือบอกว่า การพัฒนาทางด้านนวัตกรรมวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี เพื่อมุ่งถึงผลกําไรหรือว่ารายได้ที่สูงมา ไม่สามารถที่จะตอบโจทย์ถึงการรักษาสุขภาพของประชาคมโลกได้ เพราะเมื่อยิ่งพัฒนา ธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมยิ่งเสียหายเกิดภาวะมลพิษ แล้วคนก็เป็นโรค เพราะฉะนั้นองค์การอนามัยโลก ให้ความสําคัญในระบบของการเสริมสร้างและป้องกันโรคซึ่งมันเข้าถึงระบบปฐมภูมิ ที่อยู่ในข้อ ๑ อันนี้นะครับ เพราะว่าถ้าระบบปฐมภูมินี้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มันก็จะ ทําให้การเป็นโรคของคนที่จะไปสู่ขั้นทุติยภูมิ แล้วก็ตติยภูมิลดน้อยลงไป ซึ่งผมคิดว่าผมก็พูด ไปหลายครั้งอีกเช่นเดียวกัน ก็ขอย้ําในที่นี้อีกครั้งหนึ่งว่าการเป็นโรคของคนจะน้อยลง นั่นก็หมายถึงว่า งบประมาณที่จะใช้ในเรื่องของการรักษาซึ่งมันมหาศาลนะครับ กองทุนประกันสุขภาพต่าง ๆ คงจะทราบดีซึ่งเป็นภาระที่หนักมาก ส่วนนี้น่าจะชดเชยได้ ถ้าระบบปฐมภูมิมันเป็นไปอย่างได้ผลเรื่องงบประมาณ เพราะฉะนั้นจะเห็นว่าองค์การอนามัยโลก ได้ให้ความสําคัญ ก็คงจะเกิดการผลักดันในประเทศต่าง ๆ โดยเฉพาะประเทศของเรา ด้วยนะครับ ทีนี้ข้อต่อไปคือ ที่ผมคิดว่าในข้อที่ ๕ การปฏิรูปการผลิตและการกระจาย บุคลากรการแพทย์ไปสู่ชนบท โดยส่งเสริม ผมขอเต็มเวลา ๒๐ นาทีใช่ไหมครับ โดยส่งเสริม การผลิตบุคลากรทางการแพทย์ผ่านสถาบันการศึกษาภาครัฐและเอกชน ผมจําได้นะครับว่า ตอนที่เราทําวิสัยทัศน์ปี ๒๕๗๕ ขออนุญาตเอ่ยนาม คุณหมอกระแส ชนะวงศ์ ซึ่งท่านอยู่ ในกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญด้วย แต่ผมพูดถึงท่านด้วยความเคารพนะครับ ท่านพูดถึง การขาดแคลนแพทย์แผนปัจจุบัน และผมก็จําได้ว่า ผมก็พูดต่อไปอย่างนั้นว่า ถ้าแพทย์แผนปัจจุบันมีปัญหาแพทย์แผนไทยมีปัญหายิ่งกว่า และมันเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แล้วก็น่าน้อยใจด้วยถ้าผมเป็นแพทย์แผนไทยและบุคลากรทางด้านนี้นะครับ จะเห็นว่า เราพูดถึงการขาดแคลนแพทย์พยาบาล ในเอกสารปฏิรูปศึกษาวิจัยที่เป็นมาในอดีต ไม่เคยมีใครพูดถึงการแพทย์แผนไทยหรือแพทย์พื้นบ้านเลยสักฉบับ หรือแม้กระทั่งในเรื่องนี้เวลาที่ผมพูดนอกรอบผมมีความรู้สึกเหมือนกับว่าทุก ๆ คนเห็น ความสําคัญ แต่ว่าเมื่อมีการนําไปใช้หรือการนําไปเขียนจริง ๆ ก็ยังไม่เกิดขึ้นอยู่ดี ซึ่งผมอยากจะใช้คําว่าผมคุ้นกับคํานี้และผมคิดว่าหลายท่านคุ้น นี่คือสยามประเทศ หลายท่านคงคุ้นกับคํานี้ดีนะ ผมถึงเห็นว่า ข้อ ๕ มันต้องเปลี่ยนแปลงแล้ว ถ้าไม่ใช่ว่าขาดแคลน แต่แพทย์ เพราะคําว่า แพทย์ ในที่นี้คือแพทย์แผนปัจจุบัน ท่านรองประธานท่านก็คงทราบดีว่า ในเอกสารที่เขียนทุกครั้งจะไม่มี มันดูเหมือนใช่ แต่มันไม่ใช่ คือคําว่า แพทย์ ก็คือแพทย์แผน ปัจจุบันพูดถึงแต่อย่างนั้น เพราะฉะนั้นมันน่าน้อยใจไหมครับ ถ้าเราจะให้ความสําคัญของ การแพทย์แผนไทยมันจะต้องเขียน และในเอกสารทุกครั้ง ถ้าท่านจะเขียนเรื่องของ การแพทย์แผนปัจจุบันท่านอย่าลืมว่าแพทย์แผนไทยก็มีอย่าหลงลืม ขอให้ใส่เข้าไปด้วย เพราะฉะนั้นผมถึงว่าให้เพิ่มคําต่อท้ายใน ข้อ ๕ ว่าทั้งนี้รวมถึงการผลิตและการกระจาย บุคลากรทางการแพทย์แผนไทยด้วย แล้วท่านไม่ควรจะลืมนะครับว่าการแพทย์แผนไทย มันสามารถไปชดเชยในพื้นที่บางแห่งได้แทนแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งพูดนักพูดหนาว่า ไม่พอเพียง โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตําบลซึ่งดีอยู่แล้วทําไมไม่บรรจุเข้าไป เวลานี้มีบรรจุก็จริง แต่ก็มีปัญหาในเรื่องของความมั่นคงทางอาชีพสายวิชาชีพอีกซึ่งมีเยอะมาก ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ผม จะดําเนินการในเรื่องของการปฏิรูปต่อไปซึ่งไม่ทราบได้ผลอย่างไร แต่ว่าถ้าในเรื่องของ การปฏิรูปมาตรานี้ไม่เขียนไว้ผมว่าตกครับ การแพทย์แผนไทยไม่มีทางเกิดได้เลยเพราะมัน เป็นเรื่องสําคัญ ผมขอฝากกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญไว้ด้วยประเด็นนี้ แล้วก็เช่นเดียวกัน