รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๖๗๒ คน
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เรียนท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี และสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนะครับ ขณะนี้มีสมาชิกรัฐสภามาลงชื่อเข้าประชุม ๓๕๗ ท่านแล้วถือว่าครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตเปิดการประชุมและดำเนินการประชุม ตามระเบียบวาระต่อไปนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มีครับ

ต่อไปนี้จะเป็นการพิจารณาเรื่องด่วน คณะรัฐมนตรีแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามมาตรา ๑๖๒ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เนื่องจากรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๖๒ วรรคหนึ่ง กำหนดให้คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหารราชการแผ่นดินต้องแถลงนโยบาย ต่อรัฐสภา ซึ่งสอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายแห่งรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ และต้องชี้แจงแหล่งที่มาของรายได้ที่จะนำมาใช้จ่ายในการดำเนินนโยบาย โดยไม่มีการลงมติ ไว้วางใจ ทั้งนี้ ภายใน ๑๕ วันนับแต่เข้ารับหน้าที่ ซึ่งเมื่อวันที่ ๗ กันยายน ๒๕๖๗ นายกรัฐมนตรีได้มีหนังสือแจ้งกำหนดวันที่พร้อมจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา และประธาน รัฐสภาได้บรรจุเข้าเป็นเรื่องด่วนตามข้อบังคับที่ ๑๔๐ ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ข้อบังคับได้กำหนดขั้นตอนไว้ดังต่อไปนี้นะครับ

เมื่อคณะรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้วผมก็จะให้สมาชิกซักถาม และอภิปรายรวมกัน เว้นแต่ที่ประชุมจะมีซักถามเป็นประเด็น ๆ ไป โดยไม่มีการลงมติ ไว้วางใจตามข้อบังคับที่ ๑๔๐

ประการที่ ๒ สมาชิกรัฐสภามีสิทธิที่จะซักถามและอภิปรายในทางสนับสนุน และคัดค้านในเรื่องความเหมาะสมของนโยบายและความสามารถที่จะบริหารราชการ แผ่นดินให้สำเร็จตามข้อบังคับที่ ๑๔๑

ประการที่ ๓ รัฐมนตรีเท่านั้นมีสิทธิจะอภิปรายตอบข้อซักถามหรือคัดค้าน ความเห็นของสมาชิกรัฐสภา โดยจะตอบสมาชิกแต่ละคนเป็นลำดับไปหรือจะรอรวมกัน หลาย ๆ คนตอบก็ได้ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๔๒

ในการอภิปรายให้นำข้อความในหมวด ๒ ส่วน ๓ การอภิปรายมาใช้โดยอนุโลม ตามข้อบังคับ ข้อ ๑๔๓ นะครับ ซึ่งในวันนี้ผมได้นำข้อบังคับการประชุมและข้อตกลงที่วิป ทั้ง ๓ ฝ่ายได้ประชุมตกลงร่วมกันวางบนโต๊ะของท่านแล้วนะครับ ท่านสามารถจะใช้ประโยชน์ ในการที่จะเตรียมอภิปรายของท่านได้นะครับ

ผมขอเรียนเพิ่มเติมดังต่อไปนี้นะครับ ผมจะขอสรุปผลการหารือระหว่าง ประธานรัฐสภา ตัวแทนคณะรัฐมนตรี ตัวแทนสมาชิกวุฒิสภา ตัวแทนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ทุกพรรคการเมือง เมื่อวันจันทร์ที่ ๙ กันยายน ๒๕๖๗ ซึ่งที่ประชุมได้กำหนดจัดสรรเวลา ในการประชุมรวม ๒ วัน ทั้งหมด ๒๙ ชั่วโมง ดังนี้ ประธานที่ประชุมจะใช้เวลาไม่เกิน ๑ ชั่วโมงนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีจะใช้เวลา ๖ ชั่วโมง สมาชิกวุฒิสภา จะใช้เวลา ๔ ชั่วโมงครึ่ง พรรคร่วมรัฐบาลใช้เวลา ๔ ชั่วโมงครึ่ง พรรคร่วมฝ่ายค้านใช้เวลา ๑๓ ชั่วโมง ซึ่งเราก็จะดำเนินการตามนี้ ส่วนเวลาและบุคคลที่จะอภิปรายแต่ละช่วงเวลานั้น ขอให้ประธานวิปได้มาส่งที่หน้าบัลลังก์นี้ด้วยนะครับ เผื่อว่าเราจะเรียกตามลำดับชื่อไป อาจจะเป็นว่าวุฒิสมาชิก พรรคร่วมฝ่ายรัฐบาล แล้วฝ่ายค้าน เพราะท่านมีชั่วโมงมากกว่า อาจจะเป็น ๒ ท่าน พรรคร่วมฝ่ายค้าน ๒ ท่าน รัฐบาล ๑ ท่าน วุฒิสมาชิก ๑ ท่าน และจะกลับสลับอย่างนี้นะครับ อันนี้เป็นเรื่องที่เราตกลงนะครับ หวังว่าจะได้รับความร่วมมือ จากท่านสมาชิกด้วยดีนะครับ ต่อไปผมขอเชิญท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา เชิญครับ

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ

ตามที่ได้มีประกาศพระบรมราชโองการแต่งตั้งให้ดิฉันดำรงตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๖๗ และแต่งตั้งรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๖๗ นั้น บัดนี้ คณะรัฐมนตรีได้กำหนดนโยบายการบริหารราชการแผ่นดิน ที่ยึดมั่นการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยมีความสอดคล้องกับหมวด ๕ หน้าที่ของรัฐ และหมวด ๖ แนวนโยบายแห่งรัฐ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๖๐ ตลอดจนยุทธศาสตร์ชาติ (พ.ศ. ๒๕๖๑-๒๕๘๐) เรียบร้อยแล้ว

คณะรัฐมนตรีจึงขอแถลงนโยบายต่อรัฐสภาให้ทราบถึงเจตนารมณ์ ยุทธศาสตร์ และนโยบายของรัฐบาล ที่จะมุ่งมั่นจะสร้างความสามัคคี ปรองดอง ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย ซึ่งจะนำไปสู่ความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองการปกครองของประเทศ ให้ก้าวหน้าเพื่อประโยชน์สุขของประชาชนชาวไทยทุกคน

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทาย อยู่หลายประการ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจที่เราเติบโตน้อยกว่าศักยภาพจริง ปัญหาหนี้สิน เรื้อรัง ปัญหาความเหลื่อมล้ำที่รุนแรงขึ้นทุกที ปัญหาสิ่งแวดล้อม ปัญหาสังคมและการเมือง

ทั้งหมดนี้คือ “ความท้าทาย” ที่รัฐบาลพร้อมจะประสานพลังกับทุกภาคส่วน (Collaboration) เปลี่ยนความท้าทายให้กลายเป็น “ความหวัง โอกาสและความเสมอภาค ทางเศรษฐกิจและสังคม” ของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม (Inclusiveness) รัฐบาลพร้อมเสริม ศักยภาพ สร้างโอกาสให้ประชาชนทั้งบทบาทและสิทธิ (Empowerment) เพื่อพลิกฟื้น ประเทศจากปัญหาที่รุมเร้า และทำให้ประเทศไทยเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง

ประเทศไทยมีพื้นฐานศักยภาพที่แข็งแกร่ง แต่เมื่อมองไปข้างหน้ายังต้อง เผชิญความท้าทายอีกหลายประการ ได้แก่

ประการแรก ความท้าทายของชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนที่มีรายได้ ไม่เพียงพอกับรายจ่าย โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินครัวเรือน ซึ่งขณะนี้มีมูลค่ามากกว่า ๑๖ ล้านล้านบาท หรือมากกว่าร้อยละ ๙๐ ของมูลค่าผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ขณะที่สัดส่วนหนี้เสีย (NPLs) ก็มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น เช่นเดียวกับปัญหาหนี้นอกระบบภายใต้ บริบทของความเหลื่อมล้ำของรายได้ระหว่างคนจน และคนรวย และความเจริญ ก็กระจุกตัวอยู่ในกรุงเทพมหานครและหัวเมืองใหญ่เป็นหลัก ส่งผลให้คนไทยจำนวนมาก เข้าไม่ถึงสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นและไม่มีสิทธิในที่ดินทำกิน

ประการที่สอง สังคมและเศรษฐกิจ เราถูกท้าทายด้วยการเข้าสู่สังคมสูงวัย ที่เร็วกว่าระดับการพัฒนาประเทศและเร็วกว่าประเทศในภูมิภาค โดยในปี ๒๕๖๖ ประเทศไทย เริ่มเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสมบูรณ์ (Aged Society) นั่นคือมีสัดส่วนผู้สูงอายุมากกว่าร้อยละ ๒๐ ของประชากรทั้งหมด และคาดว่าอีก ๑๐ ปี จะเข้าสู่สังคมสูงวัยแบบสุดยอด (Super Aged Society) ในขณะที่มีอัตราการเกิดลดลง คุณภาพและทักษะแรงงานของไทยส่วนใหญ่อยู่ใน ระดับต่ำ เยาวชนและประชากรวัยแรงงานที่มีความรู้ อ่านออกเขียนได้ขั้นพื้นฐานต่ำกว่าเกณฑ์ ถึงร้อยละ ๖๔.๗ คะแนนวัดผล PISA ของเด็กไทยต่ำสุดในรอบ ๒๐ ปีทุกทักษะ นอกจากนี้ ยังมีเด็กและเยาวชนหลุดออกนอกระบบการศึกษามากกว่า ๑ ล้านคน ยิ่งไปกว่านั้นคนไทย ทุกช่วงวัยกำลังเผชิญกับภาวะเครียดสะสมรุนแรงขึ้น คาดว่าขณะนี้มีผู้มีปัญหาสุขภาพจิต กว่า ๑๐ ล้านคนสูงกว่าค่าเฉลี่ยโลก กล่าวโดยสรุปคือ คุณภาพของคนไทยวัยทำงานลดลงมาก ในขณะที่การเข้าสู่สังคมสูงวัยและภาระค่าใช้จ่ายของภาครัฐในการดูแลสวัสดิการ และงบประมาณด้านสาธารณสุขมีแนวโน้มจะสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ประการที่สาม ความมั่นคง ปลอดภัยของสังคมถูกคุกคามจากการแพร่ระบาด ของยาเสพติดที่บั่นทอนคุณภาพชีวิต เศรษฐกิจ และความมั่นคงของประเทศ โดยในช่วง ไตรมาสที่ ๒ ของปี ๒๕๖๗ พบว่ามีคดีอาญาที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติดเพิ่มขึ้นร้อยละ ๒๙.๙ เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันในปี ๒๕๖๖ และมีจำนวนผู้ติดยาเสพติดที่เพิ่มสูงขึ้น ถึง ๑.๙ ล้านคน นอกจากนี้อาชญากรรมออนไลน์และพนันออนไลน์ยังเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีสถิติการรับแจ้งความกว่า ๕ แสนเรื่อง รวมมูลค่าความเสียหายมากกว่า ๖ หมื่นล้านบาท

ประการที่สี่ ผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งรองรับแรงงานกว่าร้อยละ ๓๒-๓๕ ของแรงงานทั้งหมด และมีมูลค่าประมาณร้อยละ ๓๕ ของจีดีพีกำลังประสบปัญหาสภาพคล่อง และสัดส่วนหนี้เสีย (NPLs) ต่อสินเชื่อรวม ของ SMEs ที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นร้อยละ ๗.๖ ซึ่งเป็นผลจากกำลังซื้อภายในประเทศที่ชะลอตัวลง กระทบต่อความสามารถในการจ้างงาน การปรับค่าจ้างแรงงาน และกลายเป็นข้อจำกัดของ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

ประการที่ห้า ผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมดั้งเดิมไทย โดยเฉพาะ SMEs ยังไม่สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว (Technological Disruption) รวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการผลิตในห่วงโซ่อุปทานและแนวโน้ม ความต้องการใหม่ ๆ ของโลก ในขณะที่ต้องเผชิญกับการแข่งขันทางด้านของราคาสินค้า นำเข้าจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นทั้งในรูปการนำเข้าสินค้าสำเร็จรูปและวัตถุดิบ โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ส่งผลให้ต้องลดกำลังการผลิต ลดการจ้างงาน หรือปิดตัวลง สะท้อนให้เห็นจากอัตราการใช้กำลังการผลิตที่ลดระดับลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่าร้อยละ ๖๐

ประการที่หก จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศของโลก (Climate Change) ที่ส่งผลกระทบต่อทั้งภาคเกษตรกรรมและภาคท้องถิ่น ภาคการท่องเที่ยว ตัวอย่างเช่น ในปี ๒๕๖๗ ประเทศไทยเผชิญกับภาวะภัยแล้งในช่วงครึ่งปีแรกและจะเผชิญกับ ภาวะฝนตกหนักผิดปกติในช่วงครึ่งหลังของปี นอกจากนี้ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ มลพิษทางอากาศ PM2.5 ของไทยยังย่ำแย่ต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อสุขภาพของพี่น้อง คนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และทำให้มีคนป่วยจากมลพิษทางอากาศกว่า ๑๐ ล้านคน ในปี ๒๕๖๖

ประการที่เจ็ด ประเทศไทยเราเผชิญกับความไร้เสถียรภาพทางการเมือง มาอย่างยาวนาน อันเป็นผลจากการรัฐประหาร ความขัดแย้งแบ่งขั้วที่รุนแรง รวมถึงการถอดถอน รัฐบาลออกจากอำนาจในแบบที่คาดเดาไม่ได้ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการลงทุน ในประเทศไทยได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้

ประการที่แปด ระบบรัฐราชการแบบรวมศูนย์และตอบสนองความต้องการ ของประชาชนได้ไม่เต็มที่ การทำงานระหว่างหน่วยงานที่มีอำนาจและบทบาทซ้ำซ้อน โครงสร้างของหน่วยราชการที่แตกกระจายและไม่ประสานร่วมมือกัน มีการขยายตัวไปสู่ สำนักงานส่วนภูมิภาคมากเกินความจำเป็น ระบบขนาดใหญ่โต เทอะทะ และเชื่องช้า รูปแบบการประเมินและตัวชี้วัดการทำงานไม่สะท้อนความต้องการของประชาชนเท่าที่ควร ขนาดและศักยภาพไม่ทันกับภารกิจที่เปลี่ยนแปลงไป แถมยังเป็นภาระของประชาชน ในการใช้บริการอีกด้วย

และประการสุดท้าย ประเทศไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ ภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitics) ที่เปลี่ยนไป เกิดการแบ่งฝ่ายแยกขั้วระหว่างประเทศมหาอำนาจ และประเทศต่าง ๆ การกีดกันทางการค้า (Protectionism) การใช้กฎระเบียบโลกสร้าง อุปสรรคทางอ้อมในการแข่งขัน ส่งผลให้ทุกประเทศจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนท่าทีและยุทธศาสตร์ ในการดำเนินนโยบายภาครัฐและปรับท่าทีของประเทศในการมีปฏิสัมพันธ์กับนานาประเทศ

รัฐบาลจะร่วมมือกับทุกภาคส่วนพลิกความท้าทายเป็นโอกาสในการพัฒนา ประเทศ โดยมุ่งที่จะแก้ไขปัญหาเร่งด่วน พร้อมกับสร้างโอกาสและความเสมอภาค ทางเศรษฐกิจและสังคมให้กับประชาชนทุกคน และต่อยอดการพัฒนาของการผลิต และการบริการ เพิ่มความสามารถในการแข่งขัน เพื่อวางรากฐานสู่การพัฒนาประเทศ ในอนาคต พร้อมทั้งวางยุทธศาสตร์ให้ไทยเป็นศูนย์กลางการผลิตทั้งอุตสาหกรรม และการเกษตร เพื่อตอบสนองปัญหาทางภูมิรัฐศาสตร์ พลิกฟื้นความเชื่อมั่นของคนไทย และสากล เพื่อให้ประเทศไทยเป็นความภูมิใจของคนไทยที่นานาประเทศให้การยอมรับ และเชื่อถือ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลตระหนักดีว่าความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชน ทั้งเรื่องปัญหาหนี้สิน รายได้ ค่าครองชีพ รวมทั้งความมั่นคงและปลอดภัยในสังคม คือปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้องเร่งสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางเศรษฐกิจ ด้วยการแก้หนี้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้ไขปัญหาที่กระทบ ความมั่นคงของสังคม เพื่อนำความหวังของคนไทยกลับมาให้เร็วที่สุด โดยมีนโยบายเร่งด่วน ที่จะดำเนินการทันที ดังนี้

นโยบายแรก รัฐบาลจะผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ ช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ ภายใต้ปรัชญา ที่จะไม่ขัดต่อวินัยทางการเงินและไม่ทำให้เกิดภาวะภัยทางจริยธรรม (Moral Hazard) ของผู้มีภาระหนี้สิน ควบคู่กับการเพิ่มความรู้ทางการเงินและส่งเสริมการออมในรูปแบบใหม่ ๆ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย โดยจะดำเนินนโยบายผ่านสถาบันการเงินเฉพาะกิจของรัฐ ธนาคารพาณิชย์ และบริษัทบริหารสินทรัพย์

นโยบายที่สอง รัฐบาลจะดูแลและส่งเสริมพร้อมกับปกป้องผลประโยชน์ ของผู้ประกอบการไทยโดยเฉพาะ SMEs จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมของคู่แข่งทางการค้า ต่างชาติ โดยเฉพาะผ่านแฟลตฟอร์มออนไลน์ และการแก้ไขปัญหาหนี้ของ SMEs เช่น การพักหนี้ การจัดทำ Matching Fund ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างรัฐบาลและเอกชน เพื่อประคับประคองให้กลับมาเป็นกลไกที่แข็งแรงในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

นโยบายที่สาม รัฐบาลจะเร่งออกมาตรการเพื่อลดราคาค่าพลังงานและ สาธารณูปโภค ปรับโครงสร้างราคาพลังงานควบคู่กับการเร่งรัดจัดทำ ปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้อง เช่น ข้อกำหนดเกี่ยวกับการทำสัญญาซื้อขายพลังงานโดยตรง (Direct PPA) รวมทั้งการพัฒนาระบบสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อความมั่นคงทางยุทธศาสตร์ ของประเทศ (Strategic Petroleum Reserve : SPR) สำรวจหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติม และการเจรจาประเด็นพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา (OCA) เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงาน พร้อมทั้ง ผลักดันการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ (Mass Transit) และการกำหนดโครงสร้าง อัตราค่าโดยสารร่วมในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับนโยบาย “ค่าโดยสารราคาเดียว” ตลอดสาย เพื่อลดภาระค่าเดินทาง

นโยบายที่สี่ รัฐบาลจะสร้างรายได้ใหม่ของรัฐด้วยการนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษี (Informal Economy) และเศรษฐกิจใต้ดิน (Underground Economy) เข้าสู่ระบบภาษี ที่คาดว่าจะมีมูลค่าสูงกว่าร้อยละ ๕๐ ของจีดีพี เพื่อนำไปจัดสรรสวัสดิการด้านการศึกษา สาธารณสุข และสาธารณูปโภค รวมทั้งอุดหนุนค่าใช้จ่ายขั้นพื้นฐานของประชาชน พร้อมทั้ง จะปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน

นโยบายที่ห้า รัฐบาลจะเร่งกระตุ้นเศรษฐกิจ สร้างความเชื่อมั่นและกระตุ้น ให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ควบคู่กับการบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายและเพิ่มโอกาสในการประกอบอาชีพ โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบางเป็นลำดับแรก และผลักดันโครงการดิจิทัลวอลเล็ต (Digital Wallet) ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานเศรษฐกิจดิจิทัล และพัฒนาศูนย์ข้อมูลภาครัฐ ที่มุ่งการพัฒนานโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชน พร้อมเพิ่มโอกาสในการเข้าถึง แหล่งทุนเพื่อการพัฒนาหมู่บ้านและชุมชน และการประกอบอาชีพ

นโยบายที่หก รัฐบาลจะยกระดับการทำเกษตรแบบดั้งเดิมให้เป็นเกษตร ทันสมัย โดยใช้แนวคิด “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” นำเทคโนโลยีด้านการเกษตร (Agri-Tech) เช่น เกษตรแม่นยำ (Precision Agriculture) และเทคโนโลยีด้านอาหาร (Food Tech) มาใช้พัฒนาอาชีพด้านการเกษตร ประมง ปศุสัตว์ และอาชีพที่เกี่ยวเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงการคว้าโอกาสในตลาดใหม่ ๆ รวมทั้งอาหารฮาลาล และฟื้นนโยบาย “ครัวไทยสู่ครัวโลก” ซึ่งเป็นจุดเด่นของประเทศไทยเพื่อตอบสนอง ความต้องการของโลกด้านความมั่นคงทางอาหาร (Food Security) และเร่งเพิ่มมูลค่าสินค้า เกษตรและราคาพืชผลการเกษตร รวมทั้งเพื่อยกระดับรายได้ของเกษตรกร

นโยบายที่เจ็ด รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยว ด้วยการสานต่อความสำเร็จ ในการปรับโครงสร้างการตรวจลงตราทั้งหมดของประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอวีซ่า เช่น กลุ่มผู้เข้าร่วมงานแสดงสินค้านานาชาติ (MICE) และกลุ่มชาวต่างชาติที่ทำงานทางไกล (Digital Nomad) ซึ่งรายได้จากการท่องเที่ยวถึง ๑.๘๙๒ ล้านล้านบาท ในปี ๒๕๖๖ โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น (Man-made Destinations) เช่น สวนน้ำ สวนสนุก ศูนย์การค้า สถานบันเทิงครบวงจร (Entertainment Complex) นำคอนเสิร์ต เทศกาล และการแข่งขันกีฬาระดับโลกมาจัด ในประเทศไทย รวมถึงส่งเสริมการท่องเที่ยวเมืองน่าเที่ยว เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวและเม็ดเงิน มหาศาลที่จะกระจายลงสู่ผู้ประกอบการในประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ปัญหาที่กระทบต่อสังคมและสร้างความสูญเสีย อย่างมหาศาลอีกสองประเด็น คือ ปัญหายาเสพติด ปัญหาอาชญากรรมและอาชญากรรม ออนไลน์

นโยบายที่แปด รัฐบาลจะแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาดและครบวงจร เริ่มตั้งแต่การตัดต้นตอการผลิตและจำหน่ายด้วยการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน การสกัดกั้น ควบคุมการลักลอบนำเข้าและตัดเส้นทางการลำเลียงยาเสพติด การปราบปรามและการ ยึดทรัพย์ผู้ค้าอย่างเด็ดขาด การค้นหาผู้เสพในชุมชนเพื่อเข้ากระบวนการรักษา ตลอดจน การบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด การฝึกอาชีพ การศึกษา และการฟื้นฟูสภาพทางสังคม รวมทั้งมีระบบติดตามดูแลช่วยเหลือเพื่อไม่ให้กลับไปสู่วงจรยาเสพติดอีก เพื่อคืนคนคุณภาพ กลับสู่สังคม

นโยบายที่เก้า รัฐบาลจะเร่งแก้ปัญหาอาชญากรรม อาชญากรรมออนไลน์/ มิจฉาชีพ และอาชญากรรมข้ามชาติเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน โดยการเพิ่ม ศักยภาพและประสิทธิภาพในการป้องกันและปราบปรามแก๊งคอลเซ็นเตอร์ และรับมือ กับอาชญากรรมออนไลน์อย่างรวดเร็ว ช่วยเหลือเหยื่อของมิจฉาชีพอย่างทันท่วงที โดยผนึกกำลังกับประเทศเพื่อนบ้านและสร้างกลไกความรับผิดชอบของบริษัทผู้ประกอบ กิจการโทรคมนาคมและธนาคารพาณิชย์

นโยบายที่สิบ รัฐบาลจะส่งเสริมพัฒนาศักยภาพ และจัดสวัสดิการสังคม ให้สอดคล้องกับสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป สร้างความเท่าเทียมทางโอกาสและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางที่สำคัญ ได้แก่ คนพิการ ผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ บุคคลไร้รัฐ ไร้สัญชาติ เพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐได้โดยสะดวกตามที่กฎหมาย บัญญัติ และสวัสดิการของรัฐได้โดยสะดวกตามที่กฎหมายบัญญัติ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อให้การพัฒนาประเทศเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ในระยะกลางและระยะยาว รัฐบาลจะต่อยอดการพัฒนาของภาคการผลิตและการบริการ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันเพื่อวางรากฐานสู่การพัฒนาประเทศในอนาคต โดยปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจ (Industry Transformation) และพัฒนาเครื่องยนต์ ทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ (New Growth Engine) ที่จะปูพื้นฐานให้เศรษฐกิจไทยขยายตัวอย่าง แข็งแกร่ง ด้วยการส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์และการปรับตัวให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง ที่รวดเร็วของความต้องการของผู้บริโภคด้วยการใช้เทคโนโลยี เพื่อเร่งให้ประเทศไทยหลุดพ้น จากกับดักรายได้ปานกลางโดยเร็ว และพัฒนาบทบาทให้เป็นผู้เล่นสำคัญทางเศรษฐกิจ ในเวทีโลก โดยดำเนินการ ดังนี้

๑. การสร้างโอกาสต่อยอดจากอุตสาหกรรมเดิม โดย

๑.๑ รัฐบาลจะส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์ สันดาปไปสู่ยานยนต์แห่งอนาคต (HEVs PHEVs BEVs และ FCEVs) โดยเร่งดึงดูดนักลงทุน จากต่างประเทศให้มาตั้งฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศอย่างต่อเนื่อง ด้วยแนวทาง ที่จะเพิ่มสัดส่วนการใช้วัตถุดิบภายในประเทศ (Local Content) และการถ่ายโอนเทคโนโลยี สมัยใหม่ให้แก่ธุรกิจไทย ในขณะที่ยังรักษาการจ้างงานควบคู่กับการส่งเสริมการพัฒนา ยกระดับทักษะ และการปรับทักษะของแรงงานไทยให้อุตสาหกรรมยานยนต์เครื่องยนต์ สันดาปและอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง

๑.๒ รัฐบาลจะส่งเสริมการยกระดับภูมิปัญญาไทยไปสู่วัฒนธรรม สร้างสรรค์ (Creative Culture) เพื่อส่งเสริม Soft Power ของประเทศ เราจะสนับสนุน และส่งเสริมการปรับใช้ภูมิปัญญาพื้นบ้าน (Local Wisdom) ซึ่งเป็นศักยภาพของคนไทย และทุนทางวัฒนธรรมของประเทศไทย ทั้งอาหารท้องถิ่นไทย ผ้าไทย มวยไทย ศิลปะการแสดงไทย ดนตรีไทย ผสมผสานกับผสมผสานกับศิลปะร่วมสมัย และสุราชุมชน เพื่อยกระดับสินค้า โครงการ OTOP ทั้งด้านมาตรฐานและดีไซน์ให้ทันสมัย โดดเด่น แตกต่าง และสามารถ ตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคทั่วโลก รวมทั้งจะสนับสนุนการสอดแทรกทุน ทางวัฒนธรรมในภาพยนตร์ไทยและสื่อทุกรูปแบบ

๒. ส่งเสริมโอกาสในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต โดย

๒.๑ รัฐบาลจะส่งเสริมเศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy or Eco-friendly Economy) โดยอาศัยจุดแข็งของที่ตั้งใกล้เส้นศูนย์สูตรเข้าถึงพลังงานแสงอาทิตย์ได้ตลอด ทั้งปี สนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ เช่น การติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาและผืนน้ำ พลังงานน้ำ และพลังงานทางเลือกอื่น ๆ รวมทั้งพัฒนาตลาดซื้อขายไฟฟ้าเสรีและคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) เพื่อความยั่งยืน และการเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงานรูปแบบใหม่สำหรับทั้งการบริโภคภายในประเทศ และการส่งออกพลังงานสู่ภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งการปรับกระบวนการผลิต ของภาคอุตสาหกรรม ภาคเกษตรกรรม และภาคธุรกิจบริการให้เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

๒.๒ รัฐบาลจะต่อยอดพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล (Digital Economy) จากความเข้มแข็งเดิมในอุตสาหกรรมดิจิทัล เช่น การผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ การผลิต ฮาร์ดดิสก์ให้เป็นอุตสาหกรรมดิจิทัลสมัยใหม่ จะดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศ เพื่อตั้ง Data Center และโรงงานผลิตชิปดีไซน์ และผลิต Semiconductor ในประเทศไทย กระตุ้นให้เกิดความต้องการใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะในประเทศ รัฐบาลนี้ จะวางรากฐานให้คนไทยทุกกลุ่มทุกวัย ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการพัฒนาตนเอง เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และสร้างสรรค์นวัตกรรม นำประเทศสู่ความล้ำสมัย โดยไม่ละเลยจุดสมดุลของความเป็นเจ้าของอธิปไตยข้อมูลและการเปิดกว้างของโอกาส สำหรับการพัฒนา

๒.๓ รัฐบาลจะมุ่งเน้นการพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพ (Care and Wellness Economy) และบริการทางการแพทย์ (Medical Hub) โดยอาศัยพื้นฐานจิตวิญญาณการบริการ ของคนไทยที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ โดยต่อยอดจากธุรกิจการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ และการแพทย์แผนไทยที่เป็นจุดแข็ง เพื่อรองรับความต้องการด้านสุขภาพที่เพิ่มขึ้นจาก การที่ประชากรโลกเข้าสู่สังคมสูงวัย พร้อมกับส่งเสริมการผลิตและการใช้งานอุปกรณ์ ทางการแพทย์ภายในประเทศ สนับสนุนการยกระดับสมุนไพรและผลิตภัณฑ์สมุนไพรไทย โดยใช้นวัตกรรม รวมถึงการใช้กัญชาเพื่อการแพทย์ที่สร้างมูลค่าเพิ่มในทางเศรษฐกิจ และควบคุมผลกระทบทางสังคมโดยการตรากฎหมาย ตลอดจนสนับสนุนการนำเทคโนโลยี สุขภาพ (Health Tech) และนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีชีวภาพ (Biotechnology) มายกระดับ มาตรฐานสาธารณสุขไทยให้ทัดเทียมมาตรฐานนานาชาติ เพื่อให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลาง บริการทางการแพทย์ของภูมิภาค

๒.๔ รัฐบาลจะมุ่งสู่เป้าหมายที่จะทำให้ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลาง การเงินของโลก (Financial Hub) โดยรัฐบาลจะผลักดันการยกร่างกฎหมายชุดใหม่ที่มี ความเป็นสากล โปร่งใส และเอื้อต่อการประกอบธุรกิจ ออกแบบสิทธิประโยชน์ที่จูงใจ นักลงทุน และพัฒนาระบบนิเวศของอุตสาหกรรมการเงิน โดยเฉพาะการพัฒนาบุคลากร และโครงสร้างพื้นฐานที่ทันสมัยให้สอดรับกับความต้องการของบริษัทด้านการเงินระดับโลก

๓. รัฐบาลจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขยายโอกาส โดย

๓.๑ รัฐบาลจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านวิจัยและนวัตกรรม ยกระดับ ความสามารถทางนวัตกรรมให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก โดยมุ่งเน้นการพัฒนางานวิจัย ให้เป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่สามารถออกขายสู่ตลาดโลกได้จริง สร้างงาน สร้างมูลค่าเพิ่ม จากหิ้งสู่ห้าง และเปิดการร่วมมือกับภาคเอกชนเต็มรูปแบบ ซึ่งรวมถึงการใช้สิทธิประโยชน์ ด้านการลงทุน การตั้งกองทุนสนับสนุน การจัดซื้อโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีของภาครัฐ มาสนับสนุน การนำเข้าเทคโนโลยีจากต่างประเทศมาสู่ผู้ประกอบการไทย

๓.๒ รัฐบาลจะเดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคม ขนาดใหญ่ (Mega Projects) อย่างต่อเนื่อง ทั้งทางราง ทางน้ำ ทางถนน และทางอากาศ อย่างไร้รอยต่อ ส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยทางถนน ลดต้นทุนระบบโลจิสติกส์ พัฒนา ระบบขนส่งควบคุมอุณหภูมิ (Cold Chain) สร้างรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงควบคู่กับ การพัฒนาเมืองที่สอดคล้องกับความต้องการของพื้นที่ เพื่อให้เกิดการกระจายความเจริญ ทางเศรษฐกิจ ยกระดับท่าเรือเพื่อเพิ่มศักยภาพในการเชื่อมต่อการขนส่งสินค้า พัฒนาสนามบิน และเส้นทางการบินใหม่ ๆ เช่น สนามบินล้านนา สนามบินอันดามัน เพื่อมุ่งสู่การเป็นศูนย์กลาง ทางการบิน (Aviation Hub) เพิ่มประตูบานใหม่ (Gateway) รองรับความต้องการเดินทาง ที่เพิ่มขึ้น ขับเคลื่อนโครงการ Landbridge โดยเฉพาะด้านการลงทุนโดยเอกชน เพื่อให้ประเทศ เป็นศูนย์กลางการคมนาคมและขนส่งของภูมิภาค (Logistics Hub)

๓.๓ รัฐบาลจะเร่งพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่มีคุณภาพ ครอบคลุมและ เข้าถึงได้ทั้งในด้านพื้นที่และราคา สร้างความมั่นคงทางพลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงาน อย่างคุ้มค่า สนับสนุนให้ประชาชนผลิตกระแสไฟฟ้าระบบโซลาร์เซลล์ ใช้ในครัวเรือน และมีรายได้จากการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าที่ผลิตเกินกว่าความต้องการคืนให้รัฐ และจัดหา แหล่งน้ำให้เพียงพอต่อความต้องการ เพื่อรองรับการเติบโตของเมือง และการเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิอากาศ

๓.๔ รัฐบาลจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยีดิจิทัล โดยกำกับ ดูแลให้เกิดการจัดสรรคลื่นความถี่และสิทธิในวงโคจรดาวเทียมให้เกิดประโยชน์สูงสุด ต่อการพัฒนาประเทศ และการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลที่มีคุณภาพ มั่นคง ปลอดภัย ครอบคลุม เพียงพอ และเข้าถึงได้ทั้งในด้านพื้นที่และราคา เพื่อให้ประชาชน สามารถเข้าถึงโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคมอย่างทั่วถึง และเป็นธรรม ตลอดจนสร้างระบบ นิเวศเพื่อดึงดูดให้ผู้ประกอบการด้านเทคโนโลยีขนาดใหญ่ของโลกลงทุนในอุตสาหกรรม ที่จะเอื้อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมดิจิทัลตลอดห่วงโซ่อุปทาน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

๓.๕ รัฐบาลจะเปลี่ยนโครงสร้างทางภาษีครั้งใหญ่ที่ให้ความสำคัญกับ การกระจายรายได้ ดึงแรงงานนอกระบบที่มีอยู่มากกว่าร้อยละ ๕๐ เข้าสู่ระบบ ศึกษา ความเป็นไปได้ของการปฏิรูประบบภาษีไปสู่แบบ Negative Income Tax ที่ผู้มีรายได้น้อย จะได้รับ “เงินภาษีคืน เป็นขั้นบันได” ตามเกณฑ์ที่กำหนด

๓.๖ รัฐบาลจะเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่ดินของรัฐ เร่งจัดทำ แผนที่ที่ทันสมัย และใช้เทคโนโลยีเพื่อปรับปรุงแนวเขตที่ดินของรัฐ และแก้ปัญหาที่ดิน ทับซ้อน ยุติความขัดแย้งและแก้ไขข้อพิพาทเกี่ยวกับที่ดิน ทั้งระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ด้วยกันเอง และระหว่างภาครัฐและประชาชน เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนเข้าถึงสิทธิที่ดิน ที่อยู่อาศัย และที่ดินทำกินเพิ่มขึ้น

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลเชื่อว่าทุนมนุษย์เป็นรากฐานที่สำคัญ ของการพัฒนาประเทศ รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมผลักดันให้เกิดการพัฒนาคนไทยทุกช่วงวัย อย่างเต็มกำลังและความสามารถ โดย

๑. รัฐบาลจะส่งเสริมการเกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพของเด็กทุกคนอย่าง เท่าเทียม เด็กไทยทุกคนจะต้องเข้าถึงศูนย์ดูแลเด็กปฐมวัยที่มีมาตรฐาน เมื่อเติบโต ก็ได้เรียนหนังสือที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาทักษะวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และการ คิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล ส่งเสริมการปลดล็อกศักยภาพทั้งด้านศิลปะ วัฒนธรรม และความสามารถทางกีฬา และพัฒนาระบบการศึกษาที่ยืดหยุ่นทั้งในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย และการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยใช้เทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาสนับสนุน ตอบโจทย์ศักยภาพของผู้เรียน ลดภาระ และลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงการศึกษา ที่มีคุณภาพ ส่งเสริมให้เกิดการเรียน ๒ ภาษาโดยใช้เอไอเป็นตัวช่วย เน้นการสอนทักษะ ที่ใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง เพื่อการสร้างรายได้ (Learn to Earn) ส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือ ระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชนในการจัดการศึกษาทุกระดับ รวมทั้ง การเฟ้นหาและช่วยเหลือเด็กและเยาวชนที่หลุดจากระบบการศึกษา พร้อมทั้งส่งเสริม การปฏิรูประบบอาชีวศึกษา และอุดมศึกษาเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการแรงงาน ในอนาคตและรองรับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Life-Long Learning)

๒. รัฐบาลจะยกระดับทักษะและปลดล็อกศักยภาพของคนไทยเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ โดยรัฐบาลจะสนับสนุนการสร้าง Soft Power ของประเทศ ผ่านการส่งเสริม ๑ ครอบครัว ๑ ซอฟต์พาวเวอร์ (OFOS) จัดตั้งศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบและส่งเสริม วัฒนธรรมในพื้นที่ เช่น ศูนย์สร้างสรรค์การออกแบบ (TCDC) สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรม สร้างสรรค์ (THACCA) เพื่อยกระดับและพัฒนาความสามารถด้านวัฒนธรรมสร้างสรรค์ ของคนไทยให้สร้างมูลค่า เสริมทักษะเดิม (Reskill) เพิ่มทักษะใหม่ (Upskill) ให้เท่าทัน การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี เพื่อให้แรงงานได้รับค่าจ้างที่เหมาะสมกับทักษะที่เพิ่มขึ้น เช่น ทักษะด้านการประยุกต์ใช้เอไอ รวมทั้งส่งเสริมให้ผู้ประกอบการทั้งภาครัฐและ ภาคเอกชนดึงศักยภาพของผู้สูงอายุมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

๓. รัฐบาลจะยกระดับระบบสาธารณสุขให้ดียิ่งกว่าเดิม รัฐบาลนี้จะต่อยอด จากรัฐบาลที่แล้วในการยกระดับระบบสาธารณสุขไทย จาก “๓๐ บาทรักษาทุกโรค” จากพื้นฐานความสำเร็จหลายสิบปีของนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกโรค มาเป็น “๓๐ บาท รักษาทุกที่” ผ่านการเชื่อมโยงข้อมูลสุขภาพในระบบบริการสาธารณสุข และการขยาย เครือข่ายการบริการระดับปฐมภูมิ พัฒนาระบบการแพทย์ทางไกล (Telemedicine) เพื่อให้ คนไทยเข้าถึงระบบบริการสุขภาพที่มีคุณภาพตามมาตรฐานสากล ลดเวลาและค่าใช้จ่าย และสามารถรองรับความต้องการใหม่ ๆ จากสถานการณ์สังคมสูงวัย รัฐบาลจะสานต่อ โครงการฉีดวัคซีนปากมดลูก (HPV) ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ และใช้ศักยภาพของเครือข่าย สาธารณสุขในการส่งเสริม ป้องกัน และควบคุมโรคไม่ติดต่อ พร้อมทั้งเพิ่มการเข้าถึง การรักษาและบริการด้านสุขภาพจิตและยาเสพติด โดยเน้นการป้องกัน (Prevention) ให้ความรู้และการสร้างความตระหนัก

๔. รัฐบาลจะส่งเสริมความเสมอภาคทางเพศ โดยเร่งแก้ไขปรับปรุงกฎหมาย และระเบียบที่เกี่ยวข้องให้ผู้ที่มีความหลากหลายทางเพศได้เข้าถึงสิทธิที่พึงมี ทั้งการสมรส ที่ถูกต้องตามกฎหมาย เช่น สิทธิในการตั้งครอบครัว สิทธิในการดูแลระหว่างคู่ชีวิต การเข้าถึงสวัสดิการ โดยเริ่มต้นจากสวัสดิการข้าราชการ รัฐบาลจะต่อยอดความสำเร็จของ รัฐบาลชุดที่ผ่านมา เพื่อให้กฎหมายสมรสเท่าเทียมถูกบังคับใช้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ที่ตั้งไว้ และในฐานะนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่ ๒ ของประเทศไทย ดิฉันจะส่งเสริมความเท่าเทียมของชายและหญิงทั้งในระดับครอบครัวและในที่ทำงาน เพื่อให้ผู้หญิงทุกคนในประเทศไทยไม่ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ อยู่ในสังคมที่สามารถ เป็นทั้งแม่และเจริญเติบโตในหน้าที่การงานได้ไม่น้อยไปกว่าผู้ชาย

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ในการบริหารประเทศในยุคนี้ เราจะไม่สามารถ มองผ่านความท้าทายและโอกาสของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไปได้ รัฐบาล มีนโยบายในการสร้างความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ควบคู่ไปกับ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ดังนี้

๑. รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ อนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพและรักษาสมดุลของระบบนิเวศท้องถิ่น เพื่อให้เป็นรากฐาน สำคัญในการดำรงชีวิต และเพิ่มขีดความสามารถของพื้นที่ และชุมชนท้องถิ่นในการจัดการ สิ่งแวดล้อม และปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รัฐบาลจะสร้างการมีส่วนร่วม ในการรับมือกับภัยธรรมชาติ โดยเฉพาะการแก้ปัญหา PM2.5 และการบริหารจัดการน้ำ ที่จะต้องได้รับความร่วมมือระหว่างประเทศ นอกจากนี้รัฐบาลจะจัดการกับปัญหา การลักลอบกำจัดหรือฝังกลบกากอุตสาหกรรมของเสียอันตรายด้วยความเข้มงวด และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการอนุรักษ์ฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ซึ่งรวมถึงทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งทั้งระบบ

๒. รัฐบาลจะยกระดับการบริหารจัดการน้ำ จะจัดหาน้ำสะอาดสำหรับ อุปโภคบริโภคให้ประชาชนทุกพื้นที่เข้าถึงได้ และจะเร่งให้น้ำถึงไร่นาด้วยการเพิ่มศักยภาพ แหล่งกักเก็บน้ำและเพิ่มประสิทธิภาพระบบกระจายน้ำ ควบคู่กับการขยายเขตชลประทาน พร้อมทั้งเพิ่มแหล่งน้ำ เพิ่มรองรับการเติบโตของภาคอุตสาหกรรม นอกจากนี้รัฐบาล จะแก้ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งร่วมกับทุกภาคส่วน โดยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำ ทั้งระบบ โดยคำนึงถึงความสอดคล้องกับศักยภาพของลุ่มน้ำและความต้องการของ ประชาชนในพื้นที่ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์ฟื้นฟูและการใช้ประโยชน์จาก ทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน

๓. รัฐบาลจะสานต่อนโยบายความเป็นกลางทางคาร์บอน (Carbon Neutrality) เพื่อให้ประเทศไทยเป็นผู้นำของอาเซียนในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ สู่ชั้นบรรยากาศ ซึ่งจะช่วยเปิดประตูบานใหญ่สู่การค้าโลกและช่วยสร้างข้อได้เปรียบ ให้ผู้ผลิตสินค้าและบริการในประเทศ ตลอดจนส่งเสริมให้ไทยเป็นศูนย์กลางด้านการซื้อขาย คาร์บอนเครดิต (Carbon Credit) ของอาเซียนผ่านตลาดหลักทรัพย์ไทย

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ประเทศไทยเราเผชิญกับความไร้เสถียรภาพ ทางการเมืองและความขัดแย้งแบ่งขั้วอุดมการณ์ที่รุนแรงมาอย่างยาวนาน ส่งผลกระทบต่อ ความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ กระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ อย่างต่อเนื่อง ดังนั้น รัฐบาลนี้จำเป็นต้องพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของคนไทยและต่างชาติ ด้วยการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้เข้มแข็ง มีเสถียรภาพ มีนิติธรรม และความโปร่งใส ดังนี้

๑. รัฐบาลจะเร่งทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น โดยเร็วที่สุด โดยยึดโยงกับประชาชนและหลักการของประชาธิปไตยสอดคล้องกับ หลักสิทธิมนุษยชนสากล เคารพพหุวัฒนธรรม เพื่อเป็นบันไดสู่การพัฒนาประชาธิปไตย ของประเทศไทยให้มีความเข้มแข็งและยั่งยืน โดยมีเสถียรภาพทางการเมืองเป็นปัจจัยเร่ง ที่สำคัญ รวมถึงการสร้างสันติภาพและสันติสุขในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประชาชน มีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน

๒. รัฐบาลจะยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) และความโปร่งใส (Transparency) สร้างความชอบธรรมในการบริหารราชการแผ่นดิน ด้วยการฟื้นฟูหลักนิติธรรม ที่เข้มแข็ง มีประสิทธิภาพใช้งบประมาณของรัฐน้อยที่สุด แต่มีประสิทธิภาพมากที่สุด ในการสร้างรายได้และสร้างโอกาสแก่ประเทศ และประชาชนโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับจาก นานาประเทศ ให้เป็นทุนทางสังคมและทางความคิดที่สำคัญในการพัฒนาประเทศ

๓. รัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการและกองทัพ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพเปลี่ยนผ่าน ราชการไทยไปสู่ราชการทันสมัยในระบบดิจิทัล (Digital Government) ปรับขนาดให้มี ความคล่องตัว เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการใช้งบประมาณและการปฏิบัติราชการ ปรับขนาดและกำลังคนภาครัฐให้สอดคล้องกับภารกิจเปลี่ยนผ่านรูปแบบการเกณฑ์ทหาร ไปสู่แบบสมัครใจ เน้นใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากรภาครัฐเป็นคนดีและเก่ง มีคุณธรรม มุ่งมั่นและมืออาชีพ โปร่งใสและตรวจสอบได้ ส่งเสริมให้มีการเผยแพร่ข้อมูล หรือข่าวสารสาธารณะของรัฐและต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ เน้นการมีส่วนร่วม ของภาคประชาชน รวมทั้งให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นและภาคประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมคิดตัดสินใจในกระบวนการพัฒนา ท้องถิ่นและการดูแลชุมชน

๔. รัฐบาลจะยกระดับการบริการภาครัฐให้ตอบสนองความต้องการของประชาชน มากยิ่งขึ้น ปรับบทบาทภาครัฐเป็นการส่งเสริมสนับสนุน (Enable) การอำนวยความสะดวก (Facilitate) และการกำกับกฎกติกา (Regulate) เพื่อให้ประชาชนและเอกชนได้รับบริการ ที่สะดวกรวดเร็ว พร้อมทั้งจะลดกฎหมายและขั้นตอนที่ไม่จำเป็น (Ease of Doing Business) เพื่อไม่ให้ภาครัฐเป็นอุปสรรคของภาคธุรกิจหรือขัดขวางการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ รัฐบาลของดิฉันจะแปลงความท้าทาย ด้านภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างประเทศมหาอำนาจไปสู่ยุทธศาสตร์ที่จะเสริมสร้างโอกาส ให้ประเทศไทยและเกื้อกูลผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชนมากที่สุด ดังนี้

๑. รัฐบาลจะรักษาจุดยืนของการไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่าง ประเทศ (Non-Conflict) และจะดำเนินความสัมพันธ์กับนานาประเทศอย่างจริงใจและสร้างสรรค์ ในกรอบของกฎหมายระหว่างประเทศ และบรรทัดฐานสากล โดยมีผลประโยชน์ของชาติ เป็นแกนกลางสำคัญ และมุ่งมั่นที่จะทำงานร่วมกับนานาประเทศ เพื่อส่งเสริมสันติภาพ และความมั่งคั่งร่วมกัน (Active Promoter of Peace and Common Prosperity) เพื่อให้ ประเทศไทยเป็นพื้นที่แห่งโอกาสสำหรับคนไทยและชาวต่างชาติ เพื่อดึงดูดแรงงานทักษะสูง ผู้ประกอบการและนักลงทุน กลุ่มเป้าหมายเข้ามาเพื่อส่งเสริมการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย

๒. รัฐบาลจะเดินหน้าสานต่อนโยบายการทูตเศรษฐกิจเชิงรุกและสร้าง Soft Power เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนและการท่องเที่ยวระหว่างกัน โดยเฉพาะตลาดใหม่ ๆ เพื่อเสริมสร้างโอกาสความร่วมมือในการพัฒนาเศรษฐกิจ และการแก้ไขปัญหาที่ต้องอาศัย ความร่วมมือระหว่างประเทศทั้งระบบทวิภาคี (Bilateral) และพหุภาคี (Multilateral) และเร่งการเจรจาข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้าสำคัญ ยกระดับมาตรฐาน ของประเทศ เพิ่มบทบาทประเทศไทยในเวทีโลก และเตรียมความพร้อมเพื่อเข้าเป็นสมาชิก องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่รัฐบาลของดิฉันจะสานต่อ จากรัฐบาลชุดที่ผ่านมา

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ แม้ว่าการบริหารงานของรัฐบาลจะเผชิญกับ ความท้าทายหลายด้าน อันเป็นปัญหาโครงสร้างทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ ที่สั่งสม ต่อเนื่องมากว่า ๑๐ ปี และถูกซ้ำเติมด้วยโควิด ๑๙ ทำให้ระดับหนี้สาธารณะของประเทศ อยู่ในระดับที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากไร้ซึ่งมาตรการทางการเงินและการคลังที่เอื้อต่อ การขยายตัวทางเศรษฐกิจ คาดว่าประเทศจะมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับ ไม่เกินร้อยละ ๓ ต่อปี ซึ่งจะส่งผลให้ระดับหนี้สาธารณะของประเทศใกล้เต็มเพดานที่ร้อยละ ๗๐ ของจีดีพี ในปี ๒๕๗๐ จึงเป็นความท้าทายอันยิ่งยวดที่รัฐบาลจะต้องเร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจ ของประเทศให้กลับมาเติบโตอย่างเข้มแข็งอีกครั้งโดยเร็ว โดยการแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ ที่จะเพิ่มรายได้ทั้งในระดับประเทศและระดับปัจเจกบุคคล ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้าง เศรษฐกิจ การพัฒนาเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ ๆ การยกระดับภูมิปัญญาไทย ไปสู่วัฒนธรรมสร้างสรรค์ รวมถึงการเร่งบริหารทรัพย์สินของรัฐให้ได้ประโยชน์สูงสุด ซึ่งการดำเนินการต่าง ๆ เหล่านี้จะกลายเป็นเม็ดเงินกลับเข้าสู่ระบบภาษี และจะกลับกลายเป็น ศักยภาพทางนโยบายการคลัง (Fiscal Space) ที่เพียงพอให้สำหรับการเป็นแกนหลัก ในการผลักดันการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในอนาคต

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลจะให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจ ของประเทศและดำเนินนโยบายการคลังโดยบริหารค่าใช้จ่ายในการพัฒนาประเทศให้เป็นไป อย่างมีประสิทธิภาพและเหมาะสม และเกิดประโยชน์สูงสุด ที่สำคัญได้แก่ การเร่งรัด เพิ่มประสิทธิภาพของการใช้จ่ายงบประมาณให้สามารถกระจายเม็ดเงินสู่เศรษฐกิจโดยเร็ว การพิจารณาค่าใช้จ่ายจากแหล่งเงินงบประมาณและเงินนอกงบประมาณ ทั้งในส่วนของ เงินกู้และการให้เอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนพัฒนาประเทศ รวมทั้งพิจารณา ใช้เครื่องมือทางการเงินอื่น ๆ ในการสนับสนุนการดำเนินนโยบายเพื่อลดภาระการลงทุน จากงบประมาณแผ่นดินและการกู้เงินภายใต้กรอบวินัยการเงินการคลังของประเทศ อย่างเคร่งครัด

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท้ายที่สุด รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติ พระราชกรณียกิจของสถาบันพระมหากษัตริย์และดำเนินงานตามแนวพระราชดำริ อย่างต่อเนื่อง รวมทั้งส่งเสริมสถาบันศาสนาให้เป็นกลไกในการสร้างคุณธรรมและจริยธรรม ในการดำเนินชีวิต ตลอดจนดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด และจริงจัง โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สิน รวมถึง การป้องกันและลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ในนามนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน ในนามรัฐบาล ดิฉันขอให้ความมั่นใจ กับรัฐสภาแห่งนี้ว่า จะมุ่งมั่นตั้งใจบริหารราชการแผ่นดินด้วยความซื่อสัตย์สุจริต และยึด ประโยชน์ของประชาชนเป็นที่ตั้ง พร้อมทั้งประสานพลังจากทุกภาคส่วน จากทุกช่วงวัย จากทุกความเชี่ยวชาญ ขับเคลื่อนนโยบายที่อยู่บนพื้นฐานของความเป็นจริง ซึ่งตอบสนอง สถานการณ์ปัจจุบันให้สำเร็จ พัฒนาเศรษฐกิจ สังคม การเมืองของประเทศชาติ ให้เจริญก้าวหน้า เพื่อสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม ทำให้คนไทย มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เพื่อนำความภาคภูมิใจกลับมาสู่คนไทยและประเทศไทย เพื่อสร้างความหวังและอนาคต ที่ดีกว่าให้ประเทศไทย จากวันนี้ไปถึงอนาคต ขอบคุณค่ะ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีครับ ต่อไปก็จะเป็นการซักถามและอภิปรายของสมาชิกรัฐสภา ซึ่งข้อบังคับ ข้อ ๑๔๐ วรรคสอง กำหนดว่าให้มีการอภิปรายรวมกัน เว้นแต่สมาชิกจะเห็นเป็นอย่างอื่น ถ้าไม่มีเห็น เป็นอย่างอื่นเราก็จะอภิปรายรวมกันในทุกนโยบายนะครับ

ท่านสมาชิกครับ อยากจะเรียนให้ท่านสมาชิกทราบว่า เนื่องจากวันนี้มีการ ถ่ายทอดการประชุมทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา ซึ่งจะเป็นแม่ข่าย ในการถ่ายทอดไปยังสถานีวิทยุและโทรทัศน์อีกหลายสถานี เพราะฉะนั้นการกล่าวถ้อยคำ ที่พาดพิงบุคคลภายนอก ซึ่งไม่ใช่รัฐมนตรีหรือสมาชิกในสภาอาจจะมีความผิดทางอาญา และทางแพ่งได้ เพราะเราไม่สามารถจะคุ้มครองสิทธิตามมาตรา ๑๒๔ ของรัฐธรรมนูญได้นะครับ ขอสมาชิกได้โปรดระมัดระวังด้วยนะครับ

ขณะนี้รายชื่อของสมาชิกทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาล และวุฒิสมาชิกมาถึงมือผมแล้ว โดยผมให้ทางประธานวิปและเลขาวิปได้ประสานกันว่าจะเรียงลำดับอย่างไรนะครับ แล้วก็ จะใช้เวลาท่านละกี่นาทีเพื่อให้มันสอดคล้องกับที่ท่านได้เตรียมตัวมานะครับ ท่านแรก ผมก็จะขอเชิญท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งจะขออนุญาตใช้เวลา ๓๕ นาที ขอเชิญครับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ก่อนอื่นผมต้องกล่าวคำขอบคุณท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็คณะรัฐมนตรีทุกท่านที่วันนี้มาแถลงนโยบายต่อรัฐสภานะครับ แล้วก็ก่อนที่จะเริ่ม การอภิปรายเนื่องจากผมมีปัญหาสุขภาพเล็กน้อย อาจจะมีการกระแอมระหว่างการอภิปราย ก็กราบขออภัยมาล่วงหน้านะครับ

ผมอยากเปิดการอภิปรายครั้งนี้ครับท่านประธานด้วยคำถามดัง ๆ ส่งผ่าน ท่านประธานไปยังรัฐบาล เพื่อนสมาชิก ทั้ง สส. สว. และประชาชนที่กำลังรับฟังอยู่ทางบ้าน ทุกท่านครับ ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเราต้องมาอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาล ต่อรัฐสภาในวันนี้ ครบรอบ ๑ ปีเต็มพอดิบพอดีครับ รอบที่แล้วครับ จากรัฐบาลชุดที่แล้ว ของคุณเศรษฐา ทวีสิน วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๖ วันนี้ครับคณะรัฐมนตรีของคุณแพทองธาร ชินวัตร ๑๒ กันยายน ๒๕๖๗ ผมชวนคิดครับทุกท่านว่าเป็นเพราะปัญหาหลักนิติรัฐใช่หรือไม่ ผมขอตั้งคำถามนี้ก่อนก่อนที่จะอภิปรายในส่วนถึงเกี่ยวข้องกับ ๑ ปีสูญเปล่า ๓ ปีเจ๊าหรือเจ๊ง ที่เราจะมาถกเถียงอภิปรายกันใน ๒ วันต่อจากนี้ เพราะผมอยากจะส่งต่อเป็นข้อสรุปครับ ให้ทุกท่านเห็นปัญหาร่วมกันว่า รากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงที่วันนี้ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ส่งมอบนโยบายหลาย ๆ อย่างใน ๑ ปี ที่ผ่านมาได้ ท่านประธานครับ หลักการนิติรัฐนั้นมีใจความเรียบง่ายมากครับ นั่นหมายถึงว่า ประเทศที่ปกครองด้วยระบบกฎหมายไม่ได้ถูกปกครองด้วยการทำตามอำเภอใจของ ผู้มีอำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การออกมาแสดงความคิดความเห็นของบุคคลผู้ซึ่งดำรงตำแหน่ง เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเวทีสาธารณะที่ผ่านมา ได้แสดงให้พวกเราเห็นแล้วครับว่า ประเทศไทยเรากำลังขาดระบบนิติรัฐ ที่คนที่มีอคติบางอย่างใช้อำนาจที่พวกเขามีมาทุบทำลาย ประหารชีวิตพรรคการเมืองพรรคหนึ่งก็คือพรรคก้าวไกล ที่วันนี้กลายมาเป็นพรรคประชาชน ทุกท่านครับ เรื่องนี้ไม่ใช่พรรคก้าวไกลเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ ท่านเองครับ คณะรัฐมนตรี ก็กำลังตกเป็นเหยื่อที่นำมาสู่การอภิปรายนโยบายในวันนี้ ประชาชนทุกคนครับ กำลังตก เป็นเหยื่อของระบบการเมืองในวันนี้ ที่ผมเกริ่นการอภิปรายด้วยระบบนิติรัฐแบบนี้เพราะอยากจะวางไว้เป็นหลักครับท่านประธาน ดังที่ผมได้เกริ่นนำไปแล้วว่า ๑ ปีที่สูญเปล่าจากการจัดตั้งรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการการตัดสินใจ ๓ ปีต่อไปต่อจากนี้ครับ เป็น ๓ ปีที่ผมจะตั้งชื่อ เรียกเล่น ๆ ว่า รัฐบาล ๓ นาย นายใหญ่ นายทุน นายหน้า ที่มีแต่เจ๊ากับเจ๊ง พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่มีอนาคตที่ดีขึ้นหากเรายังอยู่ในระบบการเมืองแบบนี้ เพราะพวกท่านครับ กำลังสยบยอม ต่อกระบวนการนิติสงครามที่ทำลายหลักนิติรัฐของประเทศไทยไปจนสิ้น เริ่มกันที่ ๑ ปี ที่สูญเปล่าครับท่านประธาน หากมองย้อนกลับไป ๑ ปีที่วันนี้เราครบรอบ ๑ ปีเต็ม แบบพอดิบพอดี ถามว่าประชาชนคนไทยได้อะไรจากคำมั่นสัญญาของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลบ้าง กลุ่มคนยากไร้ครับ สัญญาที่ท่านให้ไว้ ก็ไม่เป็นสัญญา เพราะเงินใหม่ยังไม่เข้า หนี้เก่ายังไม่แก้ เดี๋ยวผมอธิบายต่อนะครับว่าเงินใหม่ ยังไม่เข้าคืออะไร หนี้เก่ายังไม่แก้คืออะไร กลุ่มเกษตรกรครับ ก็เจอกับปัญหาหมูเถื่อน ปัญหาปลาหมอคางดำ ภาคธุรกิจก็เจอกับปัญหาต้นทุนพลังงานที่ยังไม่ลด สินค้านำเข้า ล้นทะลัก ประชาชนคนทั่วไปขาดความมั่นคงต่าง ๆ ในชีวิต รัฐบาลขาดอำนาจนำในการบริหาร ราชการแผ่นดิน ลองมาดูที่กลุ่มคนกลุ่มแรกครับ ในเรื่องของเงินใหม่ยังไม่เข้า หรือนโยบาย Digital Wallet

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ตอนหาเสียงครับ ท่านประธาน ก็บอกไว้ว่าถ้าเป็นรัฐบาลจะแจกทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเลื่อนแล้วเลื่อนอีก จนถึงวันนี้ก็ยังไม่จ่าย ตอนแรกบอกจะให้พร้อมกันครับ เพื่อสร้างพายุหมุนทางด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ปรับแผนมาเป็นแบบทยอยจ่าย โดยจ่ายเป็นเงินสดผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้จ่ายเป็น Digital Wallet ทั้งหมดที่รัฐบาลมุ่งหวังจะสร้างเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้าน ดิจิทัล ตอนแรกบอกจะใช้ระบบ Blockchain เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ว่า สุดท้ายแล้วเงินจะหมุนไปเข้ากระเป๋าใคร ตอนนี้ผมเริ่มกังวลครับว่า Blockchain จะยังอยู่ ในนโยบายตรงนี้หรือเปล่า สรุปนโยบายเรือธงลำนี้ครับ แทบไม่เหลือเค้าโครงอะไรอีกแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจว่าเรือธงลำนี้ให้ใครขึ้น ประชาชนขึ้น หรือว่านายคนไหนขึ้นนะครับ

เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของหนี้เก่าก็ยังไม่แก้หรือนโยบายหนี้สินครับ เป็นนโยบาย ที่รัฐบาลที่แล้วครับ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวไว้ใหญ่โตประกาศจะแก้หนี้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ถ้าเราดูตัวเลขหนี้ครัวเรือนล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะพบว่า ๙๐.๘ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีนั้นเป็นยอดของหนี้ครัวเรือนที่ยังไม่ได้มีแนวโน้มลดลง นำโดยการขยายตัวของหนี้ เพื่อการอุปโภคและบริโภคและหนี้เพื่อการอยู่อาศัยครับ หลายส่วนเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิด รายได้หรือเป็นหนี้เอ็นพีแอลไปแล้ว รวมถึงกลุ่มยานยนต์ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่านประธานครับ เราลองไปดูกลุ่มพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่เป็นกลุ่มเกษตรกรกันบ้าง ในขณะที่เกษตรกรไทยในปัจจุบันกว่า ๑ ใน ๓ มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน มีหนี้สิน ล้นพ้นตัวครับ ที่รัฐบาลยังแก้ปัญหาหนี้ให้กับพวกเขาไม่ได้แล้ว มิหนำซ้ำครับ รัฐบาลยังเคย ประกาศว่าจะทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ๓ เท่าภายใน ๔ ปี แต่ผลลัพธ์ที่ได้นะครับ ท่านประธาน เปล่าเลยครับ มีแต่ปัญหาหมูเถื่อน ปัญหาปลาหมอคางดำที่ทำลายโครงสร้าง ราคาผลิตผลทางการเกษตร ทำลายสภาพแวดล้อมเป็นปัญหาต่อประมงชาวไทย หากเราดู ตัวเลขในระดับมหภาคครับ ๓ ไตรมาสของการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครับ ตัวเลขจีดีพีภาคการเกษตรของไทยลดลง ๓ ไตรมาสติดนะครับ ในไตรมาสสุดท้ายของปี ๒๕๖๖ ครับ ๓ เดือนแรกของการทำหน้าที่ ของรัฐบาลชุดที่แล้วลดลงไป ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสแรกของปี ๒๕๖๗ หรือเดือนที่ ๔ ถึงเดือนที่ ๖ ของการทำหน้าที่ของรัฐบาลชุดที่แล้วตัวเลขนี้ลดลงไปอีก ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายครับ ไตรมาสที่ ๒ ของปี ๒๕๖๗ หรือเดือนที่ ๗ ถึงเดือนที่ ๙ ของการทำหน้าที่ ของรัฐบาลชุดที่แล้ว ตัวเลขลดลงไป ๑.๑ เปอร์เซ็นต์ มีแต่ลดกับลดครับท่านประธาน ไม่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเลย ไหนครับสัญญาที่ให้ไว้ว่ารายได้เกษตรกรจะเพิ่มขึ้น ๓ เท่า ภายใน ๔ ปี

กลุ่มต่อไปครับท่านประธาน คือกลุ่มของภาคธุรกิจ นอกจากปัญหาเงินใหม่ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่เข้า หนี้เก่าภาคครัวเรือนที่ยังไม่แก้ รายได้เกษตรกร ที่มีแต่ทรุดกับทรุดจากปัญหาโครงสร้างราคาและผลผลิตทางการเกษตรถูกทำลาย เรามาดู ที่ภาคธุรกิจกันบ้างครับ ในขณะที่รัฐบาลประกาศว่าจะปรับโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศ เพื่อลดราคาพลังงานครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับท่านประธาน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือรัฐบาลยังไม่มีการเจรจาสัญญา สัมปทานกับนายทุนพลังงานแต่อย่างใด ทำให้ราคาพลังงานไฟฟ้ายังคงแพงอยู่ครับ รัฐบาลจึงแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการไหนครับ แก้ไขปัญหาโดยการติดหนี้การไฟฟ้ารวม ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่สุดท้ายอนาคตก็ต้องใช้เงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องประชาชนเข้ามา ใช้หนี้ในส่วนนี้อยู่ดี ยิ่งมองไปในอนาคตครับท่านประธาน ยิ่งสิ้นหวังกับการลดต้นทุน พลังงาน ที่วันนี้ผมมีต้นทุน ๒ ด้านจะมานำเสนอให้ทุกท่านฟังครับ

ต้นทุนด้านแรกก็คือต้นทุนทางด้านตัวเงินครับ ตามแผนพีดีพีในปัจจุบัน ที่มีการประมาณการไว้สูงเกินจริง ประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้มากเกินจริง ประมาณการประชากรไทยที่จะใช้พลังงานไว้สูงเกินจริงครับ ทำให้ปัจจุบันตามแผนพีดีพีนี้ เรามีโรงไฟฟ้ามีกำลังการผลิตไฟฟ้าในอนาคตเกินกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เกินกว่าความต้องการ มีแต่กลุ่มทุนพลังงานเท่านั้นครับ ที่จะได้รับประโยชน์เข้ามาประมูลโรงไฟฟ้าที่ล้นเกิน แต่สุดท้ายประชาชนที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายซึ่งแฝงอยู่ในค่า Ft จากโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้ เดินเครื่องเหล่านี้ นี่คือต้นทุนด้านแรกครับที่เป็นอยู่ในรูปของตัวเงิน

ต้นทุนอีกด้านหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมครับ ตามแผนพีดีพีนี้ยิ่งจะทำให้ประเทศไทยมีพลังงานที่ไม่สะอาดเพิ่มเข้ามาในระบบไฟฟ้า ไม่สอดคล้องกับการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ที่เราสัญญากับประชาคมโลกเอาไว้ว่า ไทยจะเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ๒๕๙๓ เราควรจะต้องมีสัดส่วนพลังงาน หมุนเวียนในระบบสูงถึง ๖๘ เปอร์เซ็นต์ครับ ภายในปี ๒๕๘๓ แต่ในร่างพีดีพีนี้กลับระบุไว้ว่า เราสามารถทำให้มีพลังงานหมุนเวียนในระบบได้เพียง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๘๐ เท่านั้นเอง ปัญหาภาคธุรกิจยังไม่หมด มาดูที่ปัญหาเรื่องของสินค้าการนำเข้าล้นทะลักด้วยนะครับ การหลั่งไหลของสินค้าต่างประเทศและธุรกิจต่างชาติครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทางกฎหมายหรือการดำเนินธุรกิจผ่านตัวแทน ได้ส่งผลกระทบ ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีต้นทุนที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และกฎระเบียบในประเทศสูงกว่าผู้ประกอบการต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ผลิตไทย จำนวนมากต้องเปลี่ยนไปใช้เป็นวิธีการนำเข้าแทนการผลิตเอง ซึ่งทำให้อัตราการจ้างงาน การใช้วัตถุดิบในประเทศลดลง และในบางกรณีก็ต้องปิดกิจการลงไป

มาดูกันต่อที่กลุ่มภาคประชาชนครับท่านประธาน เราลองมาดูกันในเรื่องของ ความมั่นคงในชีวิต ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านยาเสพติดครับ ที่เป็นหนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลทำท่าครับ ทำท่าอย่างเดียวเท่านั้นในการประกาศสั่งการเพื่อให้ มีการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้เป็นรูปธรรมภายใน ๙๐ วันในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา วันนี้เลย ๑๒๐ วันไปแล้วท่านมีอะไรที่บรรลุผลเป็นรูปธรรมบ้าง สิ่งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นครับ ก็คือจำนวนคดีเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการครอบครองไว้เสพ และจำนวนยาบ้าที่จับกุม ได้มากขึ้นด้วย ดูเหมือนจะเป็นสิ่งดีใช่ไหมครับ แต่เปล่าเลยครับ ถ้าเรากลับไปดูยอด การดำเนินคดีกับผู้ค้ายาเสพติดและยอดการอายัดทรัพย์ของผู้ค้ายาเสพติดกลับมีแนวโน้ม ลดลง จับกุมยาบ้าได้เพิ่มขึ้น แต่อายัดทรัพย์ผู้ค้าได้ลดลง นี่เราเรียกได้ว่าเป็นการสาวไป ไม่ถึงต้นตอครับท่านประธาน

ในด้านของสวัสดิการสังคม ก็พบว่ารัฐบาลที่ผ่านมาแทบไม่มีการเพิ่ม สวัสดิการสังคมสำหรับประชาชนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการเด็กเล็ก ๖๐๐ บาทถ้วนหน้า ที่แทบทุกพรรคการเมืองได้ให้สัญญาต่าง ๆ ไว้ ที่ปัจจุบันนี้เราก็มีเด็กเล็กยากจนจำนวนมาก ที่ยังตกหล่นไม่ได้รับเงินอุดหนุนเหล่านี้ สวัสดิการผู้พิการก็ยังไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นโยบายการพัฒนาสถานชีวาภิบาลครับ หรือระบบการดูแล ผู้สูงอายุและผู้ป่วยแบบระยะยาว ซึ่งจริง ๆ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนสำหรับสังคมสูงวัย ด้วยนะครับ ในรัฐบาลชุดที่แล้วมีการระบุไว้ในคำแถลงนโยบาย แต่นโยบายนี้กลับไม่ได้ถูก บรรจุไว้ในคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีในวันนี้ครับ ปัญหาทั้ง ๒ ด้านนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นด้านยาเสพติด ด้านสวัสดิการสังคม เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ๑ ปีที่ผ่านมา คนไทยไม่ได้มีความมั่นคงในชีวิตใด ๆ เพิ่มขึ้นเลย ท่านประธานครับ จากปัญหาที่ผมกล่าว ทั้งหมดมานี้หลายปัญหา ผมเชื่อว่าทุกท่านรู้ดีว่าไม่ใช่ปัญหาใหม่ของประเทศ หลายปัญหา อยู่ในสังคมมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ประชาชนเขาคาดหวังอะไรครับ เขาคาดหวังให้รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ที่ท่านต้องแลกมา ด้วยการจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้เข้ามาแก้ไขปัญหาครับ จากผลการศึกษาของ ThaiPublica เว็บไซต์สื่อออนไลน์ได้ทำการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจครับ เขาสรุปออกมาว่าในช่วง ๑๑ เดือน ที่ผ่านมาของการทำหน้าที่ของรัฐบาลชุดที่แล้วนะครับ ตัวเลขปรากฏบนสไลด์ครับ อดีตนายกรัฐมนตรี คุณเศรษฐา ทวีสิน ได้ออกข้อสั่งการที่มีผลเทียบเท่ามติ ครม. ออกไป เยอะมากครับ ออกไปทั้งสิ้น ๑๙๓ เรื่อง ส่งต่อไปถึง ๒๕๑ หน่วยงานของรัฐครับ และมีถึง ๑๖๒ เรื่องที่ไม่มีการกำหนดกรอบเวลาไว้ ทำให้มีแค่ ๑๐ เรื่องเท่านั้นครับที่หน่วยงาน ตอบกลับ นำกลับมารายงานให้กับนายกรัฐมนตรี การรายงานกลับแปลว่าอะไรครับ แปลว่า ส่วนราชการรับลูกเอาด้วยกับท่านนายกรัฐมนตรี สถิตินี้แสดงให้เห็นถึงปัญหา ๒ อย่างครับ ท่านประธาน หากไม่ใช่เพราะท่านอดีตนายกรัฐมนตรีไม่เข้าใจกลไกระบบรัฐราชการ ว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร ออกข้อสั่งการไปนโยบายก็ไม่เป็นผล หรือเป็นอีกแบบครับ ก็เพราะรัฐบาลขาดอำนาจนำในการจัดตั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรีสั่งการอะไรไปแต่ราชการ ไม่ปฏิบัติตาม ผมชวนให้ทุกท่านคิดนะครับว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน อยู่ที่ ๒ ส่วนหรืออาจจะ อยู่ที่ส่วนของระบบการเมืองเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กันด้วย ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้คือ ๑ ปีที่สูญเปล่าของประชาชนชาวไทย ไม่ว่าจะมองไปในกลุ่มคนยากไร้ เงินใหม่ยังไม่เข้า หนี้เก่ายังไม่แก้ กลุ่มเกษตรกรโครงสร้างราคาและผลผลิตทางการเกษตรถูกทำลาย รายได้ มีแต่ลด ภาคธุรกิจเจอกับปัญหาต้นทุนพลังงาน สินค้านำเข้าล้นทะลัก กลุ่มประชาชนทั่วไป ความมั่นคงในชีวิตไม่มี ยาเสพติดระบาด สวัสดิการไม่ทั่วถึง มีแต่ความล้มเหลวครับ ความล้มเหลวนี้เป็นผลมาจากการจัดตั้งรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว นายกรัฐมนตรีขาดอำนาจนำ มีการสั่งการมากที่สุดแต่ไร้ผล เพราะราชการดูออกครับ ว่าสมาธิในการบริหารราชการ แผ่นดินของรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ถูกเอาไปใช้กับ การปกป้องช่วงชิงเก้าอี้ตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่าง ๆ แบ่งสรรกันตามระบบโควตา เพื่อต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง มากไปกว่าการใช้สมาธิในการบริหารราชการแผ่นดินครับ ให้คนที่มีความเหมาะสม มีความรู้ ความสามารถมาใช้อำนาจในการผลักดันนโยบายที่ระบบ ราชการให้การยอมรับ

ท่านประธานครับ ผ่านไปแล้วกับ ๑ ปีที่สูญเปล่า ขอไปต่อกันที่ ๓ ปีที่ผม จะมาตั้งคำถามว่าเจ๊าหรือเจ๊งกับการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดนี้และการแถลงนโยบายในวันนี้ครับ ทุกท่านครับ สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อจากนี้คือความท้าทายของประเทศ ๓ ปีต่อจากนี้ ผมคาดหวังจะได้เห็นจากคำแถลงนโยบายที่เป็นรูปธรรมครับ จับต้องได้จากรัฐบาลเพื่อแก้ไข ปัญหาหลาย ๆ ด้านเข้าด้วยกันครับ

ด้านที่ ๑ คือด้านการศึกษา ประเทศไทยยังคงตามไม่ทันโลก เรากำลังประสบ กับปัญหาวิกฤติด้านการศึกษา มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่หลุดออกจากระบบการศึกษามากกว่า ๑ ล้านคน เด็กที่เกิดในครอบครัวที่จนที่สุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ มีโอกาสในการเข้ารั้ว มหาวิทยาลัยต่ำกว่าเด็กที่รวยที่สุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่า ๘ เท่าเลยนะครับ คนไทยมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดยังขาดทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคต การพัฒนาทักษะ Reskill และ Upskill แรงงานครับ รัฐบาลที่ผ่านมาก็ทำได้เพียงน้อยนิด และที่สำคัญ ยังไม่มีความชัดเจนถึงแพลตฟอร์มหรือระบบกลางเพื่อรองรับกับการ Reskill Upskill ครั้งใหญ่แบบที่ประเทศเพื่อนบ้านเรามีครับ อย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์และอินโดนีเซีย

ด้านที่ ๒ ด้านการแข่งขันกับต่างประเทศที่สินค้านำเข้าล้นทะลัก SMEs และโรงงานทยอยปิดตัว ยอดขาดดุลการค้ากับประเทศจีนสิ้นปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาพุ่งแตะ ๑ ล้านล้านบาท และเพียงครึ่งปีแรกในปี ๒๕๖๗ แตะไปแล้ว ๐.๗ ล้านบาท ด้วยแนวโน้ม และตัวเลขแบบนี้ผมเชื่อว่าในปี ๒๕๖๗ น่าจะมียอดขาดดุลการค้ากับประเทศจีนสูงกว่า ปีที่ผ่านมานะครับ ส่วนในด้านการแข่งขันของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง Semiconductor ซึ่งอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่เรายังขาดความชัดเจนและการจัดสรรงบประมาณ ที่เป็นรูปธรรมครับ ผมยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่ประเทศมาเลเซียประกาศสร้างบุคลากร ในด้านนี้ ๖๐,๐๐๐ คนภายใน ๕ ปี พร้อมงบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลในเวลานั้น ออกมาเกทับครับ บอกว่าจะประกาศสร้าง ๘๐,๐๐๐ คน แต่ให้งบประมาณ ๐ บาท ในปี ๒๕๖๘ ทั้ง ๆ ที่ไทยมีโอกาสและศักยภาพเพียงพอครับ ในอุตสาหกรรมนี้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำครับ ต้นน้ำ ก็คือเรื่องของ Shift Design กลางน้ำ อย่างเช่น OSAT หรือการประกอบและการทดสอบ Shift ปลายน้ำก็อย่างเช่น ในเรื่องของ Application และ PCB รวมถึง PCBA ต่าง ๆ

ไปดูกันต่อที่ความท้าทายด้านชีวิตรายวันครับท่านประธาน ประชาชนคนไทย ในทุกวันนี้ยังต้องเจอกับปัญหาแก๊ง Call Center สร้างมูลค่าความเสียหายให้กับประเทศ ปีละหลายหมื่นล้านบาท ไหนจะเรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่เคยอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ชุดที่แล้ว เป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่กลับไม่ปรากฏอยู่ในการแถลงนโยบาย ของรัฐบาลชุดนี้

ด้านภัยพิบัติครับ ในขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรช่วงต้นปีของพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรต้องตกต่ำ เพราะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและภัยร้อน แต่ในช่วง ๑ -๒ วัน ที่ผ่านมานี้เราประสบปัญหาอีกแบบในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย เนื่องจากปัญหาอุทกภัย เนื่องจากปัญหาฝนตกชุก ฝนตกหนัก เพราะปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ด้านสิ่งแวดล้อมครับท่านประธาน ที่ไม่ใช่เฉพาะมีแต่เรื่องวิกฤติเท่านั้น แต่ถ้ารัฐบาลทำงาน เป็นรัฐบาลสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ ด้วยการจัดทำแผน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Adaptation Plan กระจายแหล่งน้ำ ในภาคชนบท ทั้งน้ำประปาที่มีคุณภาพ และน้ำเพื่อการเกษตรไปให้ประชาชนในพื้นที่ได้อีกด้วย แน่นอนที่สุดครับ ผมทราบว่าปัญหาทั้งหมดที่ผมเกริ่นมานี้ ๒ ใน ๕ ข้อ ท่านได้บรรจุไว้ อยู่ในคำแถลงนโยบายแล้ว อาทิเช่น ปัญหาด้านชีวิตรายวัน แก๊ง Call Center และปัญหา ด้านการแข่งขันทางการค้ากับต่างประเทศที่ช่วยปกป้องธุรกิจ SMEs แต่สิ่งที่ผมอยากเห็น มากกว่าจากคำแถลงนโยบายที่บางส่วนมีและไม่มีตามที่ผมได้อภิปรายไปแล้ว ก็คือเรื่องของ รายละเอียดครับท่านประธาน ที่ผมอยากจะให้คณะรัฐมนตรีทุกท่านลุกขึ้นตอบ ๒ วันต่อจากนี้ เพราะยิ่งเป็นนโยบายเร่งด่วน ๑๐ ข้อ ยิ่งต้องมีรายละเอียดครับ รัฐบาลต้องรู้ลึก รู้จริง พร้อมนำไปปฏิบัติได้ทันที ซึ่งการอภิปราย ๒ วันต่อจากนี้จะมีเพื่อนสมาชิกร่วมพรรคของผม อีกหลายท่านที่จะลุกขึ้นมาตั้งคำถามถึงรายละเอียดในการดำเนินนโยบายเร่งด่วนเหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ ส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กันนอกเหนือจากนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลก็คือ นโยบายเรือธงครับ ที่วันนี้พวกเรากำลังมีคำถามว่าเป็นนโยบายเรือธงเพื่อใคร เพื่อประชาชน หรือเพื่อ ๓ นาย นายใหญ่ นายหน้า และนายทุนครับ นายใหญ่ นายหน้า และนายทุนที่ว่านั้น คืออะไร ยกตัวอย่างกรณีนโยบาย Digital Wallet ที่มีการกลับไปกลับมา จนถึงวันนี้เงิน ก็ยังไม่เข้า พวกผมสงสัยครับว่าเป็นนโยบายเรือธงที่ให้นายใหญ่ขึ้นใช่หรือไม่ นโยบาย Entertainment Complex มีข้อครหาว่าจะมีการเปิดกว้างในการประมูลหรือล็อกการประมูล เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นนโยบายเรือธงให้กับนายทุนใช่หรือเปล่า นโยบายแลนด์บริดจ์ครับ มีการตั้งข้อสงสัยจากเพื่อนสมาชิกที่จะลุกขึ้นมาอภิปราย ในรายละเอียดถึงการใช้งบประมาณของรัฐในการเวนคืนที่ดินมากมาย ก็มีการตั้งคำถามครับว่า เป็นนโยบายที่เอื้อให้กับนายหน้าค้าที่ดินใช่หรือไม่

สรุป ๓ นโยบายเรือธงของรัฐบาลมีประชาชนอยู่ตรงไหนในสมการ วันนี้ พวกผมอยากได้ยินคำตอบจากทุกท่านนะครับ ทุกท่านครับ ประเทศไทยในวันนี้เราเดินมาถึง จุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีก ๑ วันครับ ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าสภาผู้แทนราษฎรมีวาระโหวต คุณแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคประชาชนได้ยืนยันต่อทุกท่านว่า พวกเราไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ถอดถอนคุณเศรษฐา ทวีสิน ออกจาก ตำแหน่ง และพวกเรายังยืนยันไปยังสังคมอีกด้วยครับว่า สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อสร้างนิติรัฐและหยุดยั้งกระบวนการนิติสงคราม ที่นักการเมืองผู้ซึ่งได้รับ เลือกตั้งโดยตรงมาจากประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดกำลังถูกถอดถอน ถูกทุบทำลาย ด้วยกลไกทางจริยธรรม สิ่งที่ผมอยากเห็นอยู่ในหัวข้อแรก ๆ ของนโยบายเร่งด่วนซึ่งไม่มี ในนโยบายเร่งด่วน ๑๐ ข้อของท่านนะครับ แล้วก็ควรจะต้องเป็นนโยบายเรือธงเช่นเดียวกัน เพื่อให้เจ้านายของท่านไม่ใช่ ๓ นาย แต่เป็นประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุด นั่นก็คือการแก้ไข รัฐธรรมนูญครับ จากเดิมที่นโยบายนี้เคยด่วนในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งในปี ๒๕๖๖ กลายเป็นไม่ด่วนหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดที่แล้ว มาวันนี้ครับ ผมคิดว่าทุกคนได้รับผลกระทบ เหมือนกัน ควรจะกลายเป็นนโยบายเร่งด่วนของท่านได้แล้ว และประชาชนคนไทย ทั้งประเทศกำลังรอฟังคำตอบครับ ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในการจัดตั้งรัฐบาลตัวแทนในวันนี้ที่ผมตั้งคำถามว่าอาจจะไม่ใช่รัฐบาล ตัวจริงจะช่วยทำให้ ๓ ปีต่อจากนี้เป็น ๓ ปีที่เจ๊ากับเจ๊งใช่หรือไม่ถ้าเราไม่กลับไปแก้ปัญหา ที่ต้นตอ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมขออนุญาตฝากท่านประธานส่งตรงข้อความเหล่านี้ไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง ในฐานะที่ผมและท่านครับ เพิ่งมาดำรงตำแหน่งสูงสุดในแต่ละซีก ฝั่งการเมืองนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตเช่นเดียวกัน ผมและท่านครับ เกิดและเติบโตมาในสังคม ยุคเดียวกัน ถูกหล่อหลอมและผ่านสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศนี้มาแบบเดียวกัน แล้วถ้าจะพูดให้ Fair ครับ ผมคิดว่าท่านผ่านประสบการณ์ในชีวิตที่ท่านได้รับผลกระทบ ทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรั้วมหาวิทยาลัยมาหนักกว่าผมเสียอีก วันนี้ท่านมา ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีครับ เป็นผู้นำสูงสุดในฝ่ายรัฐบาล ส่วนตัวผมมาดำรงตำแหน่ง เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่มีจำนวนเก้าอี้ สส. มากที่สุดในสภา ซึ่งคาดหมายได้ว่า จะถูกเสนอชื่อเป็นผู้นำฝ่ายค้านในอนาคตอันใกล้นี้ สิ่งที่ผมเชื่อครับว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ ผมและท่านมาอยู่ตรงนี้นอกจากบริบทและสถานการณ์พาไป อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือเรา ๒ คนตัดสินใจที่จะมารับตำแหน่งตรงนี้เพื่อเดินหน้าต่อ ต่อคนที่อยู่ข้างหลัง ของพวกเรา ตัวผมครับ ตัดสินใจมารับบทบาทตรงนี้เพื่ออยากนำพายานพาหนะที่มีชื่อว่า อนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน ให้เดินหน้าต่อเพื่อทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ส่วนท่านครับ ในวันสำคัญวันนี้ในขณะที่คณะรัฐมนตรีมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทุกคำพูด ของท่านมีผลผูกมัดต่อการดำเนินนโยบายต่อจากนี้อีก ๓ ปี ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี พูดนอก Script ที่เจ้าหน้าที่ตระเตรียมมาซึ่งผมเข้าใจว่าต้องทำ เพราะตามข้อบังคับ ตามกฎหมาย แต่ท่านสามารถลุกขึ้นตอบได้นอก Script ครับ ผมอยากให้ท่านแสดงบทบาท ความเป็นผู้นำครับ ผู้นำที่ดีนอกจากการฟังสมาชิก รับฟังความเห็นแล้ว ผู้นำที่ดีต้องชี้นำ ความคิดที่ถูกที่ควรให้กับเพื่อนสมาชิกและสังคมด้วย ผมอยากให้ท่านชี้นำรัฐบาลของท่าน ด้วยการลุกขึ้นตอบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศนี้ เราสามารถ ดำเนินการคู่ขนานกันไปได้ ๒ เส้นทาง

เส้นทางแรก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขทั้งฉบับที่จะต้องมีการตั้ง สสร. ก่อน อันนั้นดำเนินการไปตามคณะกรรมการที่จัดตั้งมา อีกส่วนหนึ่งครับ ที่สามารถดำเนินการ ได้ทันทีก็คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่ควรถูกบรรจุไว้เป็นนโยบายเร่งด่วน ๔ เรื่องด้วยกันครับ เรื่องแรกก็คือร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหามาตรฐาน ทางจริยธรรม จัดวางตำแหน่งแห่งที่ หน้าที่ขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มี ความเหมาะสมเป็นไปตามหลักสากล อีก ๓ เรื่องครับ พวกเราพรรคประชาชนได้เสนอเข้าสู่ วาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาแล้ว ก็คือในเรื่องของการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ที่ถ้ายกเลิกได้ทุกท่านก็ได้ประโยชน์ การลบล้างผลพวงรัฐประหารโดยการยกเลิกคำสั่ง คสช. และการยุติวงจรอุบาทว์โดยการเสริมสร้างกลไกในการป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร ในอนาคต ทั้ง ๔ เรื่องที่ผมกล่าวมานี้ล้วนเป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ๔ ฉบับ ที่พรรคประชาชนได้เสนอเข้าสู่สภาไปแล้ว ซึ่งพวกเราสามารถเดินหน้าร่วมกันได้ครับ เพื่อทำให้ระบบการเมืองมีความยึดโยงกับประชาชนและมีประชาชนอยู่ในสมการ การตัดสินใจมากขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีครับ นอกเหนือจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีอีก หลากหลายวาระที่เราสามารถผลักดันร่วมกันได้ภายใน ๓ ปีนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปรัฐ ครั้งใหญ่ อย่างการกระจายอำนาจที่ท่านได้แถลงนโยบายไปแล้ว และการปฏิรูประบบ งบประมาณ รวมถึงโครงสร้างภาษี หรือจะเป็นในเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชนครับ เพิ่มสวัสดิการประชาชนที่วันนี้หลาย ๆ คนยังได้รับไม่ทั่วถึงและไม่ถ้วนหน้า การปลดล็อกชนบทไทยครับ ที่มีแกนกลางของปัญหาในเรื่องของการจัดการที่ดิน การจัดการน้ำ การจัดการต้นทุน และการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร การเรียนรู้เท่าทันโลกและเศรษฐกิจ ที่เติบโตแบบมีคุณภาพ คำว่า เติบโตแบบคุณภาพของพวกเราหมายความว่า เมื่อเศรษฐกิจ เติบโตขึ้น เค้กก้อนใหญ่ขึ้น ส่วนแบ่งในเค้กนั้นก็ควรเติบโตเท่า ๆ กัน ไม่ใช่มีก้อนใดก้อนหนึ่ง ที่ใหญ่ไปกระจุกตัวกับกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่ม การเรียนรู้เท่าทันโลกก็ต้องมีแพลตฟอร์มมีมาตรการ มีงบประมาณที่ช่วยในการยกระดับ Reskill Upskill ทักษะคนไทยให้รองรับกับอุตสาหกรรม แห่งอนาคต ทั้งหมดนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปฏิรูประบบงบประมาณ และวาระหลาย ๆ อย่างอีกหลายเรื่อง พวกเราครับ พรรคประชาชนได้เคยเสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว ซึ่งวันนี้หลายสิบฉบับครับ กองอยู่บนโต๊ะของท่านนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นกฎหมาย ว่าด้วยการเงิน รอให้ท่านรับรองอยู่ ถ้าท่านเห็นด้วยกับพวกเราในวันนี้ว่าวาระต่าง ๆ เหล่านี้เราผลักดันได้ร่วมกันครับ ท่านพูด นอก Script ลุกขึ้นตอบได้ว่าถ้ากฎหมายฉบับใด นโยบายด้านใด ท่านเห็นด้วยกับพวกเราครับ เซ็นรับรองกลับมาให้เดินหน้าต่อในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในอีก ๓ ปีต่อจากนี้ครับ ท่านประธานครับ หากจะให้ผมกล่าวโดยสรุปการอภิปรายของผมที่กล่าวมาตั้งแต่ การตั้งคำถามครับว่าเราประชุมรัฐสภาร่วมกันในวันนี้ด้วยเหตุผลอันใด เป็นเพราะประเทศ ของเรายังไม่ได้อยู่ในระบบนิติรัฐใช่หรือไม่ มาสู่การอภิปราย ๑ ปีที่สูญเปล่า อันเนื่องมาจาก การ Form คณะรัฐมนตรีที่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการการตัดสินใจในการจัดตั้งรัฐบาล และต่อมาที่ ๓ ปีต่อจากนี้ที่ผมตั้งคำถามไว้ว่าจะเจ๊าหรือจะเจ๊ง เพราะนอกเหนือการจัดตั้ง รัฐบาลแบบเดิม ๆ ที่มีการจัดสรรโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีแล้ว ยังมีการจัดตั้งรัฐบาลแบบตัวแทน พอตั้งท่านต้องหลบเลี่ยงกลไกการใช้อำนาจของคนที่ไม่ได้มาจากประชาชนด้วยกลไก มาตรฐานทางจริยธรรม ทุกทางทุกอย่างครับ จึงย้อนกลับไปตั้งคำถามแรก ตอบคำถามแรก ที่ผมส่งผ่านท่านประธานไปยังทุก ๆ ท่านในห้องนี้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะชี้นำคณะรัฐมนตรี ของท่านเพื่อกลับไปแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ผ่านการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผ่าน การผลักดันแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอีกหลายฉบับ ที่วันนี้พวกเราได้ยื่นเข้าสู่การพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วหรือไม่ รวมถึงการชี้นำครับ ในการเดินหน้าวาระร่วมต่าง ๆ ที่พรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูป ระบบราชการ การปฏิรูประบบงบประมาณ รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ผมได้อภิปราย ไปแล้ว วันนี้ผมขอสื่อสารผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ เป็นสิ่งที่ผมรอฟัง คำตอบจากท่านจริง ๆ จากบุคคลผู้ซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญ พรรคร่วมรัฐบาล ท่านแรก คือคุณขัตติยา สวัสดิผล ขอเวลา ๑๕ นาที เชิญครับ

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพคะ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในวันนี้ดิฉันจะขอร่วมอภิปรายในวาระการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ของท่านนายกรัฐมนตรี คุณแพทองธาร ชินวัตร ท่านประธานที่เคารพคะ ภายหลังจากที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากทั่วโลก

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ว่าสภาวะสุญญากาศ ทางการเมืองนี้จะทำให้นโยบายต่าง ๆ ที่ได้ริเริ่มไว้ในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐานั้น ต้องยุติลงหรือไม่ แต่มาในวันนี้ดิฉันมั่นใจว่าหลังจากที่พี่น้องประชาชนและนักลงทุนจาก ทั่วโลกได้เห็นรายชื่อของคณะรัฐมนตรีและได้ฟังคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ย่อมเกิดความมั่นใจได้ว่า รัฐบาลชุดใหม่นี้จะทำให้เกิดความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ รัฐบาลชุดใหม่นี้จะรับไม้ต่อนโยบายเดิมจากรัฐบาลชุดก่อน และรัฐบาลชุดใหม่นี้จะสร้าง นโยบายใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ จะสร้างความเปลี่ยนแปลง และจะสร้างผลสำเร็จ ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างแน่นอน ซึ่งดิฉันอยากจะขอเรียกความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ว่า ๑ ปีซ่อม ๓ ปีสร้าง วางรากฐานโอกาสไทย ๑ ปีซ่อม ภายใต้การนำ ของท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และ ๓ ปีสร้าง ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ท่านประธานที่เคารพคะ ๑ ปีซ่อม ของท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา เปรียบเหมือนการปรับหน้าดินที่เคยมีปัญหาจนไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ให้กลับมาเป็น เนื้อดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นการเตรียมหน้าดินให้พร้อมกับการลงเมล็ดพันธุ์ใหม่ ๆ ในการเพาะปลูกครั้งต่อไปให้เติบโต ๓ ปีสร้างที่จะเกิดในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร จะเปรียบเสมือนการหว่านเมล็ด ใส่ปุ๋ย รดน้ำและพรวนดิน เพื่อเป็นการสร้าง การเติบโตให้กับเมล็ดพันธุ์ที่รัฐบาลชุดนี้จะทำการเพาะปลูกลงไป และเตรียมรอรับดอกผล ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันมีเวลาเพียง ๑๕ นาที ในการอภิปรายค่ะ ดิฉันจึงอยากขอแบ่งการอภิปรายของตนเองออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกค่ะ จะเป็นภารกิจว่าด้วยการซ่อม ส่วนที่ ๒ จะเป็นภารกิจว่าด้วยการสร้าง และส่วนที่ ๓ จะเป็นประเด็นที่ดิฉันอยากฝากถึงพี่น้องประชาชนค่ะ

ดิฉันขอเริ่มจากส่วนที่ ๑ นั่นคือภารกิจว่าด้วยการซ่อม ท่านประธานน่าจะคุ้นหู กับวิสัยทัศน์ที่ว่า ๔ ปีซ่อม ๔ ปีสร้าง ในสมัยรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยค่ะ มาวันนี้รัฐบาล ของพรรคเพื่อไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ที่จะบริหารประเทศภายใต้วิสัยทัศน์ ๑ ปีซ่อม ๓ ปีสร้าง ซึ่งฟังดู ๔ ปีซ่อม ๔ ปีสร้าง กับ ๑ ปีซ่อม ๓ ปีสร้างอาจจะคล้ายกันค่ะ แต่ดิฉันอยากบอกว่าภารกิจการซ่อมแซมประเทศในวันนี้มันมีความท้าทายและมีความสาหัส ยิ่งกว่าวิกฤติที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว โดยเฉพาะวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจที่พรรคเพื่อไทย เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ย้อนกลับไปสมัยปี ๒๕๔๔ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผ่านวิกฤติ เศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาไม่นาน ซึ่งเราต้องยอมรับก่อนว่าวิกฤติเศรษฐกิจสมัยนั้นมันไม่ได้ มีความซับซ้อน แล้วก็ไม่ได้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างเท่ากับเศรษฐกิจในวันนี้ ซึ่งรูปธรรม ของวิกฤติเศรษฐกิจในวันนี้มีให้เห็นชัดเจนหลายประการ

ประการแรก วิกฤติเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันมันส่งผลกระทบ ต่อผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นฐานพีระมิดของระบบเศรษฐกิจไทย เขาเหล่านี้ตกอยู่ในสภาวะที่ขาดกำลังในการจับจ่ายใช้สอย ค่าแรงหรือรายได้โตไม่ทัน กับรายจ่ายที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เขาไม่สามารถออมเงินได้ เขามีหนี้เรื้อรัง และเขาไม่สามารถ เข้าถึงแหล่งเงินได้ เศรษฐกิจไทยในภาพรวมเกิดหนี้เสียสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ประการที่ ๒ ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมักพึ่งพิงการบริโภค จากภายนอกค่ะ แต่มาในวันนี้ในขณะที่ตัวเลขการส่งออกและตัวเลขการท่องเที่ยวของเรา ถดถอยลง แต่การบริโภคภายในประเทศกลับไม่สามารถที่จะทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์หลัก ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ไปข้างหน้าได้

ประการที่ ๓ นั่นคือขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเราที่ถดถอยลง ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยเกือบได้เป็นเสือตัวที่ ๕ ของเอเชีย เราเคยเป็นศูนย์กลางของ ภูมิภาคทางด้านการค้า แล้วก็การลงทุน แต่มาวันนี้กลับกลายเป็นว่าเม็ดเงินลงทุนจาก ต่างประเทศไหลออกนอกประเทศไทย แม้ว่าการจัดอันดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเรา จะอยู่ในอันดับที่น่าพอใจ แต่เมื่อเราไปดูอันดับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการศึกษา ซึ่งเป็น หัวใจสำคัญในการที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน การจัดอันดับส่วนนี้กลับอยู่ใน อันดับที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งนอกจากวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักหนากว่าในอดีตแล้วนะคะ รัฐบาลปัจจุบันยังต้องเผชิญกับวิกฤติทางด้านอื่น ๆ ที่มันไม่ได้เกิดขึ้นชัดเจนในสมัยรัฐบาล ของพรรคไทยรักไทยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติทางด้านการเมืองที่มีการแบ่งขั้วแบ่งสีมายาวนาน กว่าหลายสิบปี รัฐธรรมนูญที่ขาดความชอบธรรมและบั่นทอนความเป็นประชาธิปไตย หลักนิติธรรมที่เสื่อมถอย รวมถึงกลไกของระบบราชการที่ใหญ่โตแต่ไร้ประสิทธิภาพ นี่เรายัง ไม่นับวิกฤติทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมนะคะท่านประธานคะ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม สูงวัย เด็กเกิดน้อยลง ยาเสพติดระบาด เด็กไทยหลุดออกนอกระบบการศึกษา คุณภาพ การศึกษาไทยถดถอย ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง ปัญหาฝุ่น PM2.5 และการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศ ท่านประธานที่เคารพคะ นี่ชี้ให้เห็นว่าวิกฤติรอบด้านที่รัฐบาลในยุคปัจจุบัน จะต้องเผชิญนั้นมันเป็นโจทย์ที่ซ่อมได้ยากกว่าในอดีตค่ะ ซึ่งหากรัฐบาลนี้ทำได้สำเร็จ ต้องอาศัยทั้งความรู้ความเข้าใจ วิสัยทัศน์ ประสบการณ์ เจตนารมณ์ทางการเมือง รวมทั้ง พลังสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนมากยิ่งกว่ารัฐบาลในอดีตเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ให้สำเร็จค่ะ อย่างไรก็ดีค่ะท่านประธาน แม้ภารกิจในการซ่อมเพื่อพาประเทศออกจากวิกฤติครั้งนี้ จะมีความยากลำบากแค่ไหนก็ตาม แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ ๑ ปีที่ผ่านมา ที่นำโดย ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เราได้เห็นการลงมือปรับหน้าดินค่ะ เพื่อซ่อมแซม และเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยจนมีความคืบหน้าไปแล้วหลายด้าน ยกตัวอย่างเช่น การเร่งรัดแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ การเดินสายเจรจา ทางการค้า แล้วก็ดำเนินนโยบายเพื่อที่จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ มาตรการในการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งทำให้ประเทศไทยที่เหมือนคนป่วยมานานกลับมา มีแรงแล้วก็กลับมาฟื้นอีกครั้งมีแรงที่จะเดินหน้าต่อ นี่จึงนับได้ว่าเป็น ๑ ปีในการปรับหน้าดิน สังคมไทย เพื่อให้พร้อมรองรับต่อการยกระดับศักยภาพของประเทศ นี่คือส่วนหนึ่งก็คือ ภารกิจในการซ่อม

ดิฉันขอไปในส่วนที่ ๒ นั่นก็คือภารกิจของการสร้าง ก่อนที่ดิฉันจะขยายความต่อ ในส่วนของวิสัยทัศน์ ๓ ปีสร้างค่ะ ที่รัฐบาลชุดนี้จะสร้างความต่อเนื่องในการบริหารงาน ดิฉันขอชื่นชมคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารสักเล็กน้อย ว่านี่คือ วิสัยทัศน์ในการวางนโยบายอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม และรอบด้าน และเป็นการตอบโจทย์ ของประเทศอย่างชัดเจนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งนโยบายตามความเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว มีการต่อยอดนโยบายเดิม และเพิ่มเติมนโยบายใหม่ มีทั้งนโยบาย ที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ไปจนถึงนโยบายที่เป็นการปรับโครงสร้าง และวางรากฐานใหม่ ๆ มีทั้งนโยบายที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับบนไปจนถึงระดับล่าง เป็นการสร้างเม็ดเงินจากภายในและดึงเม็ดเงินจากภายนอก มีการปฏิรูปโครงสร้าง ของภาครัฐไปจนถึงการให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ มีการให้ความสำคัญกับ ทั้งเศรษฐกิจในระบบและนอกระบบ และมีการให้ความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจเดิม เช่น อุตสาหกรรม การเกษตร การท่องเที่ยว ภาคบริการ และเพิ่มเติมบทบาทของเศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Soft Power เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจดิจิทัลและสินค้าทางวัฒนธรรม นี่คือสิ่งที่ดิฉันอยากชื่นชม

ท่านประธานคะ กลับมาที่วิสัยทัศน์ ๓ ปีสร้างวางรากฐานโอกาสไทยค่ะ ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่อยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้นะคะ ดิฉันจะไม่ขอลง รายละเอียด เพราะว่าจะมีเพื่อนสมาชิกมาอภิปรายสนับสนุนในแต่ละประเด็นใน ๒ วันนี้ แต่ในฐานะผู้อภิปรายคนแรกของพรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันอยากฉายให้เห็นภาพใหญ่ว่านโยบาย ทั้งหมดของรัฐบาลชุดนี้ คือความพยายามที่จะมุ่งพาประเทศไปสู่การวางรากฐานที่ถูกต้อง อันจะช่วยให้สังคมไทยกลับมาเป็นประเทศแห่งโอกาสและความหวังอีกครั้งหนึ่ง และกลับมา เป็นประเทศที่คนไทยมีความภาคภูมิใจอีกครั้งหนึ่ง โดยดิฉันจะขอแบ่งนโยบายการสร้าง เพื่อวางรากฐานหรือเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งโอกาสใหม่ ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ออกเป็น ๓ กลุ่ม และจะชี้ให้เห็นว่านโยบายในแต่ละกลุ่มนั้นจะนำไปสู่การวางรากฐานของโอกาสใหม่ ๆ ของประเทศได้อย่างไรบ้าง

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มนโยบายที่มุ่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับศักยภาพของประเทศ นโยบายกลุ่มนี้จะช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นพันธนาการ ทางเศรษฐกิจ และจะเป็นการช่วยจุดเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจให้กลับมาแข่งขันกับ นานาประเทศได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ การดูแลและส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs การลดราคาค่าน้ำ ค่าไฟ การหาแหล่งรายได้ใหม่ จากการนำเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมาไว้บนดิน การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใส่เม็ดเงินเข้าไป ในระบบ นโยบายเกษตรทันสมัย การส่งเสริมการท่องเที่ยว สถานบันเทิงครบวงจร การปรับ และเพิ่มทักษะแรงงาน หรือที่เราเรียกว่า Reskill Upskill การปรับโครงสร้างภาษี ของประเทศผ่านนโยบาย Negative Income Tax ไปจนถึงการวางเป้าหมายให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านต่าง ๆ ทั้งหมดนี้คือการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้าง ของประเทศ ซึ่งหากรัฐบาลชุดนี้สามารถดำเนินนโยบายทั้งหมดนี้ให้ประสบความสำเร็จได้ ภายใน ๓ ปี ดิฉันเชื่อว่าประเทศไทยจะกลับมามีบทบาทนำด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคอีกครั้ง ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง และประเทศไทย จะกลายเป็นประเทศที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในที่เข้มแข็ง และนี่จะเป็นการสร้างโอกาส ทางเศรษฐกิจ และจะเป็นการสร้างรายได้ใหม่ ๆ ซึ่งจะมากพอที่เราจะสามารถกระจาย ความมั่งคั่งให้ถึงมือของคนไทยทุกคน

นโยบายกลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มที่จะสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรมนุษย์ นโยบาย กลุ่มนี้เปรียบเสมือนโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม หรือที่เราเรียกว่า Social Safety Net ซึ่งจะคอยรองรับไม่ให้ประชาชนนั้นต้องเผชิญกับความไม่มั่นคง หรือเผชิญกับความเสี่ยง ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมมากจนเกินไป ซึ่งปรากฏอยู่ในหลาย ๆ นโยบายของทางรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหายาเสพติดครบวงจร การแก้ไขปัญหามิจฉาชีพออนไลน์และออฟไลน์ การสร้างช่องทางในการเข้าถึงสวัสดิการและโอกาสทางสังคมให้กับกลุ่มผู้เปราะบาง นโยบาย ส่งเสริมเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การยกระดับสาธารณสุขผ่านนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกที่ การเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย การส่งเสริมพัฒนาการ ของเด็กตั้งแต่เกิดจนโต การพัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต การส่งเสริม ความเสมอภาคทางเพศ ทั้งหมดนี้ค่ะท่านประธาน เป็นการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ หรือทุนมนุษย์ เพราะเมื่อพี่น้องมีความเข้มแข็งค่ะ ไม่มีความกังวลถึงอนาคตที่มีความไม่แน่นอน พวกเขาเองก็จะมีความพร้อมที่จะไปหยิบฉวยโอกาสมากมายที่ลอยอยู่ตรงหน้ามาต่อยอด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นโยบายในกลุ่มที่ ๓ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มุ่งสร้างการเมืองที่เข้มแข็ง เป็นกลุ่ม นโยบายที่มุ่งสร้างเสถียรภาพทางการเมือง เป็นการสร้างหลักประกันให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน การสร้างหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง และโปร่งใส การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ แล้วก็ลดขนาดรัฐให้เหมาะสมกับ ภารกิจ การปรับปรุงระบบกฎหมายที่ล้าสมัยและไม่จำเป็น หรือการแก้ไขหรือยกเลิก กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อพี่น้องประชาชน รวมไปถึงการสร้างระบบการตรวจสอบการทำงาน และการสร้างความรับผิดชอบต่อประชาชนของระบบราชการ ทั้งหมดนี้คือการเตรียม ความพร้อมในส่วนของระบบกลไกรัฐและระบบราชการ

ท่านประธานที่เคารพคะ นโยบายทั้ง ๓ กลุ่มของรัฐบาลที่ดิฉันได้กล่าวไป เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกันค่ะ นั่นก็คือให้คนไทยกล้าที่จะฝัน โดยการสร้างความมั่นคง ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองให้กับคนไทยทุกคน และเป็นการเตรียมความพร้อม ทางด้านโครงสร้าง ด้านทรัพยากรมนุษย์ และกลไกรัฐ ซึ่งหากนโยบายเหล่านี้ได้รับ การปฏิบัติจริงประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องปากท้อง ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องหนี้สิน ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาลหากเขาเจ็บป่วย ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องค่าเล่าเรียน ของบุตรหลาน ไม่ต้องห่วงเรื่องการเปลี่ยนอาชีพหรือการเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อไม่ต้องกังวล เรื่องเหล่านี้ค่ะ คนไทยก็กล้าที่จะฝัน โดยมีรัฐคอยให้การสนับสนุนอยู่ข้างหลังเพื่อทำให้ ความฝันเหล่านั้นเป็นจริง ท่านประธานที่เคารพคะ หลักคิดในการบริหารงานแบบรัฐบาล ของพรรคเพื่อไทยก็คือเราจะสร้างสิ่งที่ดีที่สุด นั่นก็คือการสร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึง ได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะโอกาสคือกุญแจสู่การพัฒนาและความสำเร็จของทุกคน รวมถึง ประเทศชาติ และด้วยเหตุผลนี้ค่ะ นโยบายทั้ง ๓ กลุ่มที่รัฐบาลได้ประกาศไว้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เราไม่สามารถที่จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ดิฉันจึงขอสนับสนุน

ส่วนสุดท้ายที่ดิฉันอยากจะฝากทิ้งท้ายก่อนที่จะจบการอภิปรายลง เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่หลายคนอาจจะมองข้าม หรือว่านำไปล้อเลียนเป็นเรื่องตลก นั่นก็คือคำพูด ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่ได้เคยพูดเอาไว้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง และท่านได้นำมาพูดอีกครั้งในการแถลงนโยบายครั้งนี้ นั่นก็คือท่านได้กล่าวว่า ท่านอยากเห็น คนไทยมีกินมีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ดิฉันคิดว่าหากเรามองประโยคนี้ด้วยใจเป็นธรรม ละวางอคติ และความเกลียดชังทางการเมือง เราจะพบว่าประโยคดังกล่าวมันไม่ใช่คำพูดล้อเล่น ไม่ใช่เรื่องตลกขบขัน แต่จริง ๆ แล้วประโยคนี้มีหลักการ ๓ ข้อด้วยกันที่สะท้อนถึงความฝัน ของการอยากเห็นสังคมที่ดี สังคมที่น่าอยู่ และสังคมที่มีความเป็นธรรม เริ่มจากคำว่า มีกินมีใช้ คำนี้เป็นคำที่สะท้อนถึงสังคมที่มีระดับการกระจายทรัพยากรทางเศรษฐกิจ มีการกระจาย โอกาส และมีการกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง ทำให้สังคมนั้นไม่ได้มีความเหลื่อมล้ำ มากจนเกินไป สังคมที่มีกินมีใช้คือสังคมที่ประชาชนหรือคนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึง ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตและพัฒนาตนเองได้อย่างมีคุณภาพ คำว่า มีเกียรติคำที่ ๒ เป็นคำที่สะท้อนถึงสังคมที่เคารพและยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเพศสภาพ วัฒนธรรม ศาสนา ชาติพันธุ์ สังคมที่มีเกียรติคือสังคม ที่สามารถอยู่ร่วมกับความแตกต่างหลากหลายได้ พลเมืองทุกคนให้เกียรติซึ่งกันและกัน แม้จะมีความแตกต่างกัน และพลเมืองทุกคนได้รับการปฏิบัติจากรัฐด้วยความเสมอภาค และเท่าเทียมกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติทั้งในระดับกฎหมายและระดับของนโยบาย คำสุดท้าย คำว่า มีศักดิ์ศรี คำนี้สะท้อนให้เห็นสังคมที่มีรากฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่เข้มแข็ง พลเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุก ๆ ด้าน จนทำให้สังคมนั้นมีชื่อเสียงและได้รับ การยอมรับจากสายตาของชาวโลก

ท่านประธานที่เคารพคะ สุดท้ายนี้ค่ะ ดิฉันอยากจะขอฝากความเชื่อมั่น และความหวังของคนไทยทุกคนเอาไว้ในมือของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีชุดนี้ค่ะ ดิฉันเชื่อมั่นค่ะว่าด้วยศักยภาพและวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย เราจะมี โอกาสได้เห็นประเทศนี้กลับมาเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความหวัง เป็นบ้านที่เต็มไปด้วย ความฝัน เป็นบ้านที่เต็มไปด้วยโอกาส และเป็นบ้านที่ทำให้คนไทยทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจ อีกครั้งหนึ่งค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

รัฐสภาขอต้อนรับคณะครู และคณะนักเรียนโรงเรียนเบญจมราชรังสฤษฎิ์ อำเภอเมือง จังหวัดฉะเชิงเทรา ๑๔๘ ท่าน ซึ่งกำลังนั่งฟังประชุมอยู่ชั้น ๔ ของรัฐสภา ขอต้อนรับทุกท่านครับ

ต่อไปก็จะเป็นการอภิปรายของท่านวุฒิสมาชิกนะครับ ท่านแรกขอเชิญ คุณวิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ ซึ่งขอเวลา ๕ นาที ต่อจากวิธาวีร์ก็เป็นวุฒิสมาชิกอีกท่านหนึ่ง คุณพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ๕ นาทีเช่นเดียวกันครับ ขอเชิญวิธาวีร์ก่อนครับ เชิญครับ

นางสาววิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกวุฒิสภา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านค่ะ ดิฉัน วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกรัฐสภาค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

การปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งระบบเป็นนโยบายที่รัฐบาลเองจะต้องระดมสรรพกำลังทั้งหมดทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้ามาผนึกกำลังกัน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม จริงจัง จริงใจ แล้วก็ทำจริง ๆ ค่ะ เราผ่านรัฐบาลกันมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งวันนี้ดิฉันเองอายุ ๔๐ ปีนะคะ ทุกสมัยก็พูดกันในเรื่องของการแก้หนี้แก้จน ดิฉันคิดว่าตอนนี้เราอาจจะต้องกลับมาแก้ที่ผู้ออกนโยบาย นั่นก็คือรัฐบาลนะคะว่า นโยบาย ที่ออกมาแล้วนี้จะเป็นรูปธรรมอย่างไร นี่คือความท้าทายที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เฝ้ารอค่ะ สไลด์ถัดไปได้เลยนะคะ ปัญหาหนี้สินวันนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องในสังคมไทยมาเป็น ระยะเวลานานค่ะ เป็นสิ่งซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแล้วก็การเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศ แต่ทว่าปัญหานี้วันนี้ประเทศเราก็ยังแก้ไม่ได้สักทีหนึ่ง การปรับโครงสร้างหนี้ ในความหมายก็คือการเปลี่ยนเงื่อนไขของการชำระหนี้ เพื่อให้เราสามารถที่จะชำระหนี้ ได้ตามกำหนดและไม่ผิดชำระ ตัวอย่างเช่น การขยายเวลาชำระหนี้ การพักชำระหนี้ การพักชำระเงินต้น หรือชำระเฉพาะดอกเบี้ย หรือการปิดบัญชี หรือการเปลี่ยนประเภทหนี้ จากหนี้ระยะสั้นเป็นยืดระยะเวลาออกไป ๕ ปี ๑๐ ปี เพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้ หรือว่า การลดดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของธุรกิจที่เปลี่ยนไป

จากนโยบายของรัฐบาลก็ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในการที่จะผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ ดิฉันคิดว่าจุดแข็งของนโยบายนี้ ต้องขอบคุณที่ท่านได้คำนึงถึง Stakeholder หรือว่าผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือประชาชนดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงไปแล้วนั้นนะคะว่า จะมุ่งเน้นในการแก้ปัญหาที่ครอบคลุมทั้งหนี้ในระบบ หนี้นอกระบบ เรื่องของวินัย ทางการเงิน เรื่องของการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ แล้วก็ส่งเสริมการออมในรูปแบบ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งสิ่งนี้ก็จะเป็นหลักการที่สำคัญในการแก้ปัญหาหนี้ ได้อย่างยั่งยืน แล้วก็สิ่งหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนนโยบาย นั่นก็คือองค์กรต่าง ๆ ทางการเงินของทางภาครัฐ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉัน คิดว่าขาดหายไปนั่นคือโอกาสในการที่จะแสวงหารายได้ให้กับประชาชน ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันคิดว่า เป็นสิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้ค่ะ สไลด์ถัดไป ด้วยความท้าทายหลายประการกับสถานการณ์ ของประเทศไทยในเรื่องของเศรษฐกิจ วันนี้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นแนวโน้มถึง ๙๑.๔ เปอร์เซ็นต์ ต่อจีดีพีในปีนี้ สภาพหนี้ครัวเรือนก็มีคุณภาพที่ด้อยลงจากสัดส่วนหนี้เสีย ตัวเลขนั้นขยับขึ้นทุกไตรมาส ดิฉันคิดว่าสถานการณ์ที่มีความเปราะบางอย่างนี้มาจาก ๓ ปัจจัยหลักด้วยกัน ปัจจัยแรก เรื่องของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ประชาชนมีรายได้ต่ำ ประกอบกับวันนี้ประเทศไทยเราเอง เจอปัญหาในเรื่องของอุทกภัยน้ำท่วม ตรงนี้ก็จะยิ่งส่งผลให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ยาก แล้วก็ มองเห็นโอกาสแทบเป็นไปไม่ได้เลย อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ต้นทุนทางการเงินที่สูง โดยเฉพาะ ภาคธุรกิจ SMEs เราจะเห็นได้ว่าตัวเลขของธุรกิจเป็นหนี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลานี้ ซึ่งตรงนี้เองก็จะส่งผลต่อสภาพของหนี้ครัวเรือนอย่างชัดเจน แล้วก็มองไม่ค่อยเห็นโอกาส ในการที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญนั่นก็คือ พฤติกรรมการก่อหนี้โดยขาดวินัย ทางการเงิน ท่านประธานคะ แม้ว่าเราจะพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ แต่ผ่านมานานปัญหาการปรับโครงสร้างนี้ก็ยังเป็นปัญหาเดิม ๆ เรื้อรัง นั่นก็คือประชาชนเอง ไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน แล้วก็มีความคลุมเครือจากนโยบายการปรับโครงสร้างหนี้ของแต่ละ สถาบันการเงินที่แตกต่างกันออกไป บางสถาบันการเงินก็ให้เงื่อนไขที่ดีในการช่วยเหลือ ประชาชนหรือว่าลูกหนี้ บางสถาบันการเงินก็มีความเคร่งครัดมากเกินไป ทำให้การปรับ โครงสร้างหนี้ไม่ประสบความสำเร็จค่ะ สาเหตุสำคัญคือเกิดมาจากไม่มีการบูรณาการ ของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐบาลเองอาจจะต้องมีแนวทางที่ชัดเจนในการที่จะ ช่วยเหลือประชาชน แล้วก็ออกเป็นนโยบายที่ชัดเจนให้กับทุก ๆ ธนาคารทั้งรัฐและเอกชน ได้ดำเนินการอย่างชัดเจนค่ะ สิ่งนี้ก็จะทำให้ประชาชนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุด นโยบายการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลเราจะเห็นได้ว่าในรายละเอียดยังคงไม่มีความชัดเจน ว่าจะทำอย่างไร ดิฉันคิดว่ารัฐบาลเองจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพที่ชัดเจน ว่าสัดส่วนหนี้ในแต่ละประเภทจะลดลงอย่างไร เท่าไร ระยะเวลา อย่างไร แล้วท่านมีมาตรการอย่างไรในการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ซ้ำในอนาคต ที่สำคัญ ดิฉันเห็นว่านโยบายนี้ยังไม่ได้มีในเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก

ดิฉันขออนุญาตเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับนโยบายการปรับโครงสร้างหนี้ ๓ ประการ สิ่งแรกดิฉันคิดว่ารัฐบาลเองจะต้องมีมาตรการเชิงรุกในการแก้ปัญหาหนี้ทุกประเภท ทำให้นโยบายนั้นเกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว แล้วก็บูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ให้ทุกธนาคารนั้นมีมาตรการเพื่อแก้ไขหนี้ให้กับภาคประชาชน ภาคธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง อีกอันหนึ่งค่ะ เรื่องของการใช้ มาตรการในการปรับโครงสร้างหนี้ ดิฉันขออนุญาตนำเสนอในส่วนของการใช้มาตรการ ในลักษณะเดียวกับของกรมสรรพากร หากว่าลูกค้ามีหนี้เราอาจจะทำได้ไหมคะที่เรานำเงิน ที่ลูกค้าชำระไปชำระเงินต้นก่อนแล้วจึงมาชำระดอกเบี้ย ในช่วงระยะเวลาที่วิกฤตินี้ ถ้าสามารถทำได้ประชาชนก็จะลืมตาอ้าปากได้ สุดท้ายแล้วนะคะ รัฐบาลควรจะมีมาตรการ ในการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนควบคู่ไปด้วย เช่น การส่งเสริมอาชีพ ตราบใดที่เศรษฐกิจ ฐานรากยังไม่ฟื้นตัวความเหลื่อมล้ำในการชำระหนี้ของประชาชนไม่เป็นปกติในภาวะหนี้ ก็จะเกิดสูงขึ้น สิ่งนี้ก็จะเป็นปัจจัยในการฉุดรั้งเศรษฐกิจของประเทศต่อไป ฉะนั้นแล้ว การดำเนินการแก้ไขหนี้อย่างยั่งยืนและเป็นระบบจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการให้ความเป็นธรรมกับประชาชน สร้างการตระหนักและรับรู้ในวินัยทางการเงิน สิ่งนี้ก็จะสามารถช่วยบรรเทาเรื่องหนี้สินของประชาชนไปได้ ดิฉันขอให้กำลังใจ กับนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในการที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในฐานะที่เป็น สุภาพสตรีแถวหน้าของประเทศไทย กราบขอบพระคุณค่ะ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญสมาชิกวุฒิสภา คุณพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์

นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน และสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ กระผม พิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา ก่อนอื่นผมขอ ส่งกำลังใจให้แก่พี่น้องประชาชนจังหวัดเชียงรายให้ผ่านพ้นวิกฤติน้ำท่วมอย่างเร็วพลัน แล้วก็เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีลุกออกไปแล้วนะครับ ผมอาจจะรบกวนท่านประธานขอฝากว่า กระผมชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีที่อายุน้อยที่สุด และเป็นผู้นำรัฐบาลที่มากด้วยความรู้ความสามารถ ซึ่งสามารถสรุปประเด็นวิสัยทัศน์ ทั้ง ๑๔ ข้อ เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ที่ผ่านมาเหลือเพียง ๑๐ ข้อ เป็นนโยบายเร่งด่วนทั้ง ๑๐ ข้อ ผมขอตั้งชื่อนโยบายของท่านว่านโยบายคุณพ่อคิดคุณลูกทำ ซึ่งนโยบายทั้ง ๑๐ ข้อนี้ ผมขอชื่นชมว่าเข้าใจความเดือดร้อนของประชาชนเป็นอย่างดี ผมจะอภิปรายต่อจาก สว. ท่านแรกคุณวิธาวีร์นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ในประเด็นที่ ๒ ประเด็น นโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลจะดูแลและส่งเสริมพร้อมปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรมของคู่แข่งทางการค้าต่างชาติ โดยเฉพาะ แพลตฟอร์ม ออนไลน์ เป็นสิ่งที่ผมเห็นว่ารัฐบาลควรที่จะเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วน เพราะปัจจุบันนี้ผู้ประกอบการ SMEs และโรงงานในไทยปิดตัวไปแล้วเป็นจำนวนมาก แล้วขณะนี้เรากำลังทำสงครามเศรษฐกิจ และกำลังสูญเสียเอกราชทางเศรษฐกิจให้แก่ ประเทศมหาอำนาจ แต่อย่างไรก็ดีเราก็ต้องตระหนักนะครับว่า แพลตฟอร์ม ออนไลน์ ต่างชาตินี้เขามีทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัย แล้วก็มีโลจิสติกส์หรือขนส่งที่ใหญ่และรวดเร็ว และประหยัดต้นทุนมากกว่าเรา ผมจึงอยากจะแนะนำ ขอเสนอแนะแล้วกันนะครับ อยากให้ เปลี่ยนกลยุทธ์จากการกีดกันเป็นการกลยุทธ์พลิกแพลง คำว่า พลิกแพลง ในที่นี้คืออะไร เปลี่ยนจากคำว่า คู่แข่ง ขอเป็นคำว่า คู่ค้า แทนนะครับ แล้วต้องทำอย่างไรนะครับ ผมอยากจะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งกระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจ และสังคม เรียนเชิญแพลตฟอร์ม ออนไลน์ต่าง ๆ ต่างชาติเข้ามาทำความร่วมมือกับรัฐบาล ของเราน่าจะเกิดประโยชน์มากกว่าการที่จะตั้งท่ากีดกัน ซึ่งผมก็แยกออกมาเป็น ๒ ประการ

ประการแรก ก็คือเราอาจจะต้องมีการกำหนดให้แพลตฟอร์มต่างชาติที่มาทำ ธุรกิจค้าขายให้กับคนไทยต้องจดทะเบียนบริษัทให้ถูกต้อง เพื่อรัฐจะได้จัดเก็บภาษี และที่สำคัญที่สุดก็คือควบคุมคุณภาพสินค้าให้แก่ประชาชน

ประการต่อมา ก็คือบริษัทแพลตฟอร์มเหล่านี้อย่าลืมว่าช่องว่างของกฎหมาย ของประเทศที่มันไม่ทันสมัย แล้วก็ไม่สอดคล้องกับรูปแบบการให้บริการของธุรกิจดิจิทัล แพลตฟอร์มในปัจจุบัน ซึ่งส่งผลให้การแข่งขันที่มันไม่เป็นธรรมกับ e-Commerce แพลตฟอร์มของไทยที่ต้องเสียภาษีอย่างถูกต้อง ผมจึงขอเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงกฎหมาย ให้ทันสมัยและรวดเร็วฉับไว

ประการต่อมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ผมกล่าวไปแล้ว กระทรวงพาณิชย์ และกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ต้องเจรจาขอความร่วมมือแพลตฟอร์มต่างชาติ ให้นำสินค้าไทยที่มีคุณภาพ แล้วก็มีสินค้า OTOP ของไทยไปขายผ่านช่องทางเขาบ้าง อันนี้ ก็เพื่ออะไรครับ เพื่อให้สอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาล ก็คือนโยบายขับเคลื่อน Soft Power ด้วยสินค้า OTOP เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ e-Commerce ตั้งเป้าพัฒนา ธุรกิจ SMEs และยกระดับสินค้า OTOP ให้ค้าขายได้บนแพลตฟอร์ม ออนไลน์ต่างชาติ

ผมขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่เห็นความสำคัญไม่แพ้ไปกว่านโยบาย เร่งด่วน ๑๐ ข้อ ประเด็นนี้เกี่ยวข้องสำคัญก็คือเรื่องความมั่นคงของชาติ ผมขอกล่าวที่ท่าน นายกรัฐมนตรีกล่าวไว้ รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะพิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับการปฏิบัติพระราชกรณียกิจของ สถาบันพระมหากษัตริย์ และดำเนินงานตามแนวพระราชดำริอย่างต่อเนื่อง ผมเห็นว่าสิ่งที่ รัฐบาลจะต้องทำให้เป็นรูปธรรมโดยเร็ว และควรทำควบคู่ไปกับนโยบายเร่งด่วน เพื่อเป็น การป้องกันผู้ใดกระทำการเซาะกร่อน บ่อนทำลายสถาบัน เป็นเหตุให้ชำรุดทรุดโทรม เสื่อมทรามเข้าลักษณะล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุขที่ศาลรัฐธรรมนูญได้เคยวินิจฉัยเอาไว้ และย่อมเป็นการทำร้ายจิตใจของ ปวงชนชาวไทยที่มีความรักสถาบันพระมหากษัตริย์ และทรงเป็นประมุข และศูนย์รวม ความเป็นชาติที่รัฐต้องคุ้มครองและรัฐต้องเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา และประการสำคัญ เพื่อป้องกันการแตกแยกความสามัคคีของคนในชาติ ผมมองว่ารัฐบาลจะยึดมั่นคำแถลง นโยบายด้านพระมหากษัตริย์อย่างเข้มงวดและเคร่งครัด ไม่คิดจะแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผมในฐานะพสกนิกรคงไม่ยินยอมอย่างแน่นอน กราบเรียนท่านประธานและสมาชิกรัฐสภา แต่เพียงเท่านี้ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปพรรคร่วมฝ่ายค้าน ขอ ๒ ท่านต่อเนื่องกันครับ ท่านแรกขอเชิญคุณพุธิตา ชัยอนันต์ ๑๕ นาที เชิญครับ

นางสาวพุธิตา ชัยอนันต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน พุธิตา ชัยอนันต์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันจะขอมีส่วนร่วมอภิปราย ในการแถลงนโยบายของรัฐบาล ในส่วนของประเด็นนโยบายการเมืองและการอำนวย ความยุติธรรมค่ะ ท่านประธานคะ ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลนี้เริ่มต้นด้วยการกล่าวถึง ความท้าทายที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ โดยมากแล้วก็จะเป็นในเรื่องของด้านเศรษฐกิจ เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความท้าทายในประเด็นด้านการเมืองอยู่ในประการที่ ๗ ค่ะ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประการที่ ๗ ประเทศไทยเราเผชิญกับความไร้เสถียรภาพทางการเมืองมาอย่างยาวนาน อันเป็นผลจาก การรัฐประหาร ความขัดแย้งแบ่งขั้วที่รุนแรง รวมถึงการถอดถอนรัฐบาลออกจากอำนาจ ในแบบที่คาดเดาไม่ได้ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจและการลงทุนในประเทศไทย ได้รับผลกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ท่านประธานคะ เมื่อดิฉัน ได้ลองเอาคำแถลงนี้ไปเทียบกับคำแถลงของรัฐบาลท่านเศรษฐา ก็พบว่ารัฐบาลชุดนี้ มีความตระหนักรู้เรื่องความท้าทายและประเด็นปัญหาด้านการเมืองมากขึ้น น่ายินดีนะคะ แต่การตระหนักรู้นี้ก็รู้เพียงแค่เรื่องที่ตนเองเสียผลประโยชน์เท่านั้น นั่นคือเรื่องของ เสถียรภาพของรัฐบาล ท่านประธานคะ ในคำแถลงนี้ได้ตกหล่นประเด็นสำคัญ ๆ ไปอย่างมากมายหลายประการ ใคร ๆ ก็รู้ค่ะว่าประเทศของเรามีปัญหาอะไรบ้าง ไปถามตาสี ไปถามลุงแดงที่ขายข้าวแกงอยู่ในตลาดเขาก็รู้ แต่ปัญหาเหล่านี้มันฝังรากลึก และคนที่จะมา แก้ไขปัญหาเหล่านี้ได้ก็จะต้องมีอำนาจรัฐ นั่นก็คือรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระเบิดเวลา ที่ชื่อว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ ตุลาการภิวัตน์ กองทัพที่ขี่คอรัฐบาลพลเรือน สิทธิเสรีภาพของ ประชาชนที่ถูกละเมิด รวมถึงความยุติธรรมที่ล่าช้า บกพร่อง นี่คือปัญหาท้าทายของรัฐบาล แต่รัฐบาลชุดนี้กลับมองเห็นเพียงแค่ความไร้เสถียรภาพทางการเมือง และการถอดถอน รัฐบาลออกจากอำนาจแบบที่คาดเดาไม่ได้แค่นั้น นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลเจอมากับตัว และบอกว่า นี่คือปัญหา ราวกับว่าเสถียรภาพทางการเมืองคือความมั่นคงของรัฐบาลแต่เพียงอย่างเดียว เท่านั้น รัฐบาลไม่ได้พูดถึงช้างตัวใหญ่ที่อยู่ในห้องนี้ ท่านประธานคะ ปัญหาเหล่านี้ชัดเจน จนจะทิ่มตา รัฐบาลยังไม่กล้าที่จะเอ่ยถึงการแก้ไขปัญหาทางการเมือง การแก้ไขปัญหา ทางการเมืองนี้จะขาดความกล้าหาญทางการเมืองไม่ได้ แค่การพูดถึงปัญหาอย่างตรงไปตรงมา ยังไม่กล้าเลย แล้วอย่างนี้ประชาชนจะคาดหวังอะไรได้คะ หรือถ้ารัฐบาลมองว่านี่ไม่ใช่ปัญหา ก็จะยิ่งแย่กันเข้าไปใหญ่ ไม่เป็นไรค่ะ ทีนี้เรามาดูกันว่ารัฐบาลจะทำอะไรบ้าง เพื่อที่จะแก้ไข ปัญหาการเมืองให้กับประเทศนี้ ในหน้า ๑๑ ตอนท้าย และหน้า ๑๒

เรื่องแรก เรื่องรัฐธรรมนูญที่รัฐบาลบอกว่าจะเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับ ประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด เห็นแค่นี้หลายคนอาจจะดีใจว่ารัฐบาล ให้ความสำคัญกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว เขียนว่าโดยเร็วที่สุด นี่หมายถึงว่า จะต้องอยู่ในหมวดนโยบายเร่งด่วนที่จะดำเนินการทันทีแน่ ๆ เลยใช่ไหมคะ แต่ไม่ใช่ เพราะถึงแม้ว่าจะเขียนไว้สวยหรูห้อยท้ายว่า จะทำโดยเร็วที่สุด แต่นโยบายนี้กลับไปอยู่ หลังหมวดระยะกลางและระยะยาว ได้อย่างไรก็ไม่รู้ ทั้ง ๆ ที่การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เป็นเรื่องที่สำคัญและเร่งด่วน แต่ทำไมไม่กล้าสัญญาว่าจะเริ่มเมื่อไร แล้วจะเสร็จภายใน วันไหน ปีไหน จะใช้เวลาอีกนานเท่าไรคะ เพราะขนาดรัฐบาลท่านเศรษฐาที่บอกว่าจะเอาเรื่องประชามติแก้ไขรัฐธรรมนูญเข้าที่ประชุม ครม. ในนัดแรกที่ประกาศเอาไว้ก็ไม่ได้ทำจริงค่ะ วันนี้จังหวะดีมากเลยนะคะ ผ่านไปแล้ว ๑ ปี ๓๖๕ วันพอดี แทบไม่มีอะไรคืบหน้าเลยค่ะ เหมือนเดิม ตั้งคณะกรรมาธิการมาศึกษา ก็ไม่ได้มีอะไรใหม่ ท่านประธานคะ เราเสียงบประมาณถ่วงเวลากันไปเปล่า ๆ กฎหมาย ประชามติของรัฐบาลก็ช้ากว่าคนอื่นเขา จนป่านนี้แล้วกฎหมายก็ยังไม่สามารถประกาศใช้ ได้สักที เมื่อวานพรรคเพื่อไทยได้ปล่อยอินโฟกราฟิกออกมาใหม่ค่ะ รวมผลงาน ๑ ปี มีมุมซ้ายด้านล่าง Claim ผลงานว่า ประตูบานแรกแก้รัฐธรรมนูญผ่าน พ.ร.บ. ประชามติ เหมือนว่าจะสำเร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ข้อเท็จจริงคือ พ.ร.บ. ประชามติยังคาอยู่ในชั้นวุฒิสภา อยู่เลยค่ะ ยังไม่เสร็จ เสียเวลาไป ๑ ปีเต็ม ๆ แล้วที่ช้าก็เพราะว่า ครม. ยังทำร่างของตัวเองไม่เสร็จ ก็เลยดึงไว้อย่างนั้น ทั้งที่ร่างของพรรคการเมืองเสร็จรอกันมาตั้งนานแล้ว ท่านประธานคะ เราย้อนไปดูที่ท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เคยได้แถลงไว้ว่า ไตรมาส ๑ ปี ๒๕๖๗ จะได้ไปทำประชามติกัน ตอนนี้เดือนสุดท้ายของไตรมาส ๓ ปี ๒๕๖๗ แล้วค่ะ แล้ว พ.ร.บ. ประชามติยังไม่เสร็จเลย แบบนี้ยังกล้า Claim ผลงานอีกหรือคะ ท่านประธานคะ นอกจากนี้ แล้วดิฉันก็พบว่าในคำแถลงของรัฐบาลชุดนี้มีการตัดข้อความที่บอกว่ารัฐบาลจะให้ประชาชน มีส่วนร่วมในคำถามประชามติและการออกแบบรัฐธรรมนูญออกไป ตัดออกไปเลยนะคะ อันนี้หมายความว่าอย่างไรคะ เป็นนัยว่าประชาชนจะไม่ได้มีส่วนร่วมในการออกแบบ รัฐธรรมนูญอีกแล้วหรือเปล่า ประชาชนจะไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการนี้อีกแล้วใช่หรือไม่ แล้วคำถามประชามติจะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นผู้ร่าง สสร. ยังมีที่มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนอยู่หรือเปล่า เหมือนที่พรรคเพื่อไทยก็ได้เคยหาเสียงไว้นะคะ จะมีการ Lock Spec หรือเปล่า เพราะในเอกสารนี้ก็ไม่ปรากฏคำว่า สภาร่างรัฐธรรมนูญหรือ สสร. เลย เนื้อหา ข้างในสรุปแล้วจะเป็นอย่างไรคะ จะเปิดให้มีการแก้ทั้งฉบับหรือไม่ ไม่ได้พูด และที่สำคัญ กระบวนการทั้งหมดนี้นั้นจะเกิดขึ้นเมื่อไร เพราะดูจาก Timeline ที่ช้าขนาดนี้รัฐบาล อยู่จนครบเทอม ดิฉันก็ไม่แน่ใจเลยว่าเราจะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือเปล่า

ท่านประธานคะ อีกประเด็นที่รัฐบาลนี้หยิบยกขึ้นมาเป็นนโยบายการเมือง เรื่องที่ ๒ ในคำแถลง นั่นก็คือการฟื้นฟูหลักนิติธรรมที่เราได้ยินกันบ่อย ๆ รัฐบาลท่านเศรษฐาก็พูด รัฐบาลคุณประยุทธ์ก็พูด พูดกันมานานมีแต่คำใหญ่ ๆ โต ๆ แต่ถึงเวลาทำจริงแล้ว กลับเป็นอีกเรื่องหนึ่งเสมอเลย แต่ที่น่าตกใจมากกว่านั้นนะคะท่านประธาน การพูดเรื่อง หลักนิติธรรมแต่กลับเอาไปโยงกับการสร้างรายได้ ทั้ง ๆ ที่ใจความสำคัญของหลักนิติรัฐ นิติธรรม นั่นก็คือการที่มีกฎหมายที่ชัดเจนเป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ ความเสมอภาค ต่อหน้ากฎหมายของประชาชน การคุ้มครองปกป้องสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยมี รัฐธรรมนูญหรือรัฐสภาเป็นอำนาจสูงสุด และเราก็จะต้องมีหลักประกันด้วยว่าตุลาการต้องมี ความเป็นอิสระ ท่านประธานคะ ดิฉันวอนขอเถอะค่ะ ฝากท่านประธานไปยังรัฐบาล และท่านนายกรัฐมนตรีนะคะว่า ได้โปรดอย่าเอาเรื่องหลักนิติธรรมและความยุติธรรม ไปผูกติดไว้กับเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการหารายได้เลยค่ะ มันเป็นคนละเรื่องกัน ท่านประธานคะ ดิฉันเห็นความพยายามของรัฐบาลในการก้าวข้ามความขัดแย้งที่มีมาอย่าง ยาวนาน ซึ่งพวกเราพรรคประชาชนเองก็เห็นด้วยค่ะว่า ความขัดแย้งที่มีนั้นต้องยุติลงได้แล้ว แต่มันจะต้องยุติลงได้เพราะทุกคนได้รับความยุติธรรม ไม่ใช่ข้าราชการที่นักการเมือง จับมือกัน เพราะผลประโยชน์ลงตัว หรือมีศัตรูร่วมกัน แล้วจับมือกันทุกอย่างจะจบ ยังมีคน อีกมากขณะที่ยังคงรอคอยความยุติธรรมอยู่ ดิฉันขออนุญาตยกตัวอย่างนะคะ เหตุการณ์ ล้อมป่าผู้ชุมนุมทางการเมืองเมื่อปี ๒๕๕๓ ที่ตอนนี้มีคดีจำนวนมากยังค้างคาอยู่ในศาลทหาร มีประชาชนตายด้วยอาวุธสงครามของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ไม่มีใครหน้าไหนได้รับโทษเลย ตอนนี้ รัฐบาลก็มีอำนาจอยู่เต็มมือคุมฝ่ายบริหารได้ คุมเสียงข้างมากในสภาได้ ๓๐๐ กว่าเสียง ขอท่านจัดการเรื่องนี้นะคะ ธรรมนูญศาลทหารต้องแก้ไขเพื่อที่จะได้นำผู้กระทำความผิด มาขึ้นศาลยุติธรรม ศาลพลเรือน ความจริงแล้วเรื่องนี้พรรคเพื่อไทยตอนเป็นฝ่ายค้าน สมัยที่แล้วก็เห็นชอบด้วยมาตลอด ดูจากในสไลด์ นี่คือคำหาเสียงที่ได้ Post ไว้ใน Social Media ของพรรคเองนะคะ ท่านประธานคะ พ.ร.ป. ป.ป.ช. ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนพี่น้อง คนเสื้อแดงสามารถเรียกคืนความยุติธรรมได้ ที่เคยได้โฆษณาเอาไว้ผลักดัน แต่พรรคเพื่อไทย ถอนร่างนั้นออกมาบอกว่าจะนำไปปรับแก้ แต่จนป่านแล้วค่ะท่านประธานก็ยังไม่รู้ว่าร่างนี้ ไปอยู่ที่ไหน เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญของพี่น้องที่สูญเสีย พรรคเพื่อไทยก็น่าจะเข้าใจเรื่องนี้ดี โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีที่ท่านได้พูดเอาไว้เองว่า ท่านเข้าใจความรู้สึกของพี่น้อง เสื้อแดงดี ท่านประธานคะ ความยุติธรรมยังไม่มีให้กับประชาชน แล้วรัฐบาลชุดนี้จะเดินหน้า สร้างเสถียรภาพทางการเมืองได้อย่างไร ดิฉันไม่ได้บอกว่าเราจะต้องแก้แค้น จะต้องเอาคืน กันไปกันมาแบบไม่มีวันจบนะคะ แต่การคืนความยุติธรรมให้กับผู้สูญเสียคือหลักประกัน ให้กับคนไทยทุกคน ย้ำนะคะว่านี่คือการสร้างหลักประกันให้กับคนทุกคน ไม่ใช่เฉพาะ เสื้อเหลือง เสื้อแดง คนกลุ่มไหน หรือนักการเมืองคนไหน ว่าต่อจากนี้ไปแล้วจะไม่มีอีกแล้ว การที่ผู้มีอำนาจจะปราบปรามประชาชนด้วยความรุนแรงแล้วจะรอดพ้นความผิดไปได้ อันนี้ ต่างหากคือหลักนิติรัฐ นิติธรรมที่รัฐและรัฐบาลจะต้องยึดถือไว้ให้มั่น มีหลายต่อหลายคน ที่ยังคงรอคอยความยุติธรรม มีหลายชีวิตที่จะต้องลี้ภัยไปต่างประเทศ หลายคนยังเด็กอยู่เลยค่ะ หลายคนที่ถูกคุมขังในคดีเกี่ยวกับการแสดงออกทางการเมืองในช่วงที่มีความขัดแย้ง ทางการเมืองอย่างรุนแรง ยังมีอีกหลายร้อยคนค่ะ คนเหล่านี้ไม่ใช่อาชญากรที่กระทำความผิด ร้ายแรงประเภท ปล้น ฆ่า ชิงทรัพย์ แต่คนเหล่านี้แค่แสดงออกแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ที่แตกต่างไปจากที่รัฐต้องการจะเห็นเท่านั้น การเอาผิดพวกเขาแบบที่รัฐไทยทำ ขัดต่อหลัก นิติธรรม และไม่เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนสากลเลย ท่านประธานคะ เพื่อนสมาชิก ทั้งหลาย รวมถึงท่านรัฐมนตรีทั้งหลาย ทั้งที่ยังนั่งอยู่ในห้องนี้แล้วก็ไปไหนแล้วก็ไม่รู้นะคะ ก็เคยล้วนได้รับโอกาสในการนิรโทษกรรมมาแล้ว ดิฉันขออนุญาตเอ่ยชื่อนะคะ ไม่ว่าจะเป็น สหายใหญ่ ท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เวชชยชัย ท่านสหายศรชัย ท่านสหายสุภาพ พวกท่านก็เคยได้รับความยุติธรรมเหล่านั้นมาแล้ว วันนี้พวกท่านจะคืนความยุติธรรมให้กับ คนอื่น ๆ ให้กับประชาชนคนอื่น ๆ ได้หรือไม่

สุดท้ายนี้ดิฉันอยากจะขอความชัดเจนอีกนิดเดียวนะคะ สรุปแล้วดิฉัน อยากจะขอความชัดเจนจากรัฐบาลว่า รัฐบาลจะมีนโยบายที่เป็นรูปธรรมอย่างไรในประเด็น การเมือง ทั้งการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ทั้งการอำนวยความยุติธรรมให้กับพี่น้อง ประชาชนคนไทยทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งทางการเมือง เพื่อเป็น หลักประกันให้กับสังคมเราในอนาคตค่ะ รวมถึงจะทวงถามความคืบหน้าของการ นิรโทษกรรมด้วย ท่านประธานคะ พรรคประชาชนเราพร้อม พร้อมอย่างยิ่งที่จะให้ ความร่วมมืออย่างเต็มที่นะคะ แต่รัฐบาลจะต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ชัดเจนก่อนว่า จะทำอะไร และจะทำอย่างไร อย่าให้ ๓ ปีต่อจากนี้เป็นเหมือน ๑ ปีที่สูญเปล่าอย่างที่ผ่านมา เลยค่ะ ขอบคุณค่ะ

(การประชุมดำเนินการมาถึงตอนนี้ นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญท่านวิโรจน์ ลักขณาอดิศร

นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิโรจน์ ลักขณาอดิศร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ปัจจุบันผมคิดว่าภัยสังคมที่กำลังคุกคาม คุณภาพชีวิตของคนไทยอย่างแสนสาหัสและส่งผลร้ายในระยะยาว อาจยาวนานจนกระทั่ง ข้ามชั่วอายุคนก็ได้ นั่นก็คือปัญหายาเสพติด โดยเฉพาะยาบ้า หรือ Methamphetamine

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ต้องยอมรับครับว่า ที่ผ่านมาผมยังไม่เห็นความชัดเจนใด ๆ ทั้งในเรื่องของการจัดสรรงบประมาณและการปฏิบัติ อย่างครบวงจรจากรัฐบาลชุดที่แล้ว จนมาถึงคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดปัจจุบัน ผมก็ยัง ไม่เห็นความแตกต่างที่มีนัยสำคัญจากรัฐบาลก่อนเลย เรามาดูกันว่าเกิดอะไรขึ้นกับรัฐบาลก่อน จะได้ไม่ซ้ำรอยกับรัฐบาลนี้ นับตั้งแต่มีมติ ครม. ของรัฐบาลชุดที่แล้วเมื่อวันที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ให้มีการบูรณาการในการปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจัง และเด็ดขาด ให้มีผลเป็นรูปธรรมภายใน ๙๐ วัน โดยเฉพาะในพื้นที่ ๒๕ จังหวัดที่มียาเสพติด ระบาดรุนแรง ท่านประธานครับ แต่กว่าจะมีการเสนอร่างกฎกระทรวงกำหนดปริมาณ ยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๑ ที่ให้สันนิษฐานว่า เอาไว้ในครอบครองเพื่อเสพที่ลดจาก ๕ เม็ด เหลือ ๑ เม็ด เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยกับกฎกระทรวงนี้นี่อีกเรื่องหนึ่งครับ แต่ประเด็น ที่ผมจะชี้ก็คือว่า กว่าจะมีการแก้กฎหมายลูกที่เกี่ยวข้องนี่ต้องรอจนถึงวันที่ ๑๑ มิถุนายน ๒๕๖๗ และมีการประกาศในราชกิจจานุเบกษาในวันที่ ๑๗ มิถุนายน ๒๕๖๗ ปีเดียวกัน จะแก้กฎหมายระดับกระทรวงนี่ต้องรอจนถึง ๔๑ วัน เกือบครึ่งทางแล้วครับท่านประธาน แล้วกว่าจะมีมติ ครม. ให้มีการลาดตระเวนเอกซเรย์สุ่มตรวจปัสสาวะกลุ่มเสี่ยงทุกหมู่บ้าน แยกกลุ่มผู้เสพให้เข้ารับการบำบัด แล้วก็ขยายผลจับกุมผู้จำหน่าย ดำเนินการฝึกอาชีพ จัดหางานให้กับผู้รับการบำบัดที่ให้ ป.ป.ส. เป็นแม่งานนี่นะครับ ท่านประธานทราบไหมครับ ต้องรอจนถึงวันที่ ๒ กรกฎาคม ผ่านไปอีกครึ่งเดือนถึงจะมีการเอกซเรย์ หนำซ้ำรัฐบาล ชุดที่แล้วสั่งอย่างเดียวครับ นายอำเภอต้องดิ้นรนทำงานร่วมกันกับกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการชุมชน และ อสม. และ รพ.สต. ที่เสียสละออกมาทำงานร่วมกัน โดยที่รัฐบาล ไม่ได้จัดสรรงบประมาณในการสนับสนุนเพิ่มเติมอะไรเลย แถมยังถูกเครือข่ายยาเสพติด ในชุมชนข่มขู่อีกต่างหาก ผ่านมาอีก ๒๘ วันครับท่านประธาน ถึงจะมีมติ ครม. พิจารณา แนวทางในการจ่ายเงินค่าตอบแทนให้กับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานแก้ไขปัญหายาเสพติด ให้ทั่วถึงและรวดเร็ว ท่านประธานดูสิครับ กว่าจะเร่งรัดการจ่ายเงินให้กับคนทำงานนี่ต้องรอ จนถึงวันที่ ๓๐ กรกฎาคม ที่ผ่านมาสั่งอย่างเดียว จะเอางานเร็วแต่เงินไม่จ่าย แล้วการแก้ปัญหายาเสพติดจะคืบไปข้างหน้าได้อย่างไร สรุปแล้วครับ รัฐบาลที่แล้ว ตั้งเป้าแก้ไขปัญหายาเสพติดใน ๙๐ วัน ผ่านไป ๘๔ วัน ยังสาละวนอยู่กับการแก้ไขปัญหา ยังสาละวนอยู่กับการแก้ไขกฎกระทรวง สั่งการฝ่ายปกครอง เร่งรัดการจ่ายค่าตอบแทน กว่าจะพร้อมมีเวลาทำงานเหลือแค่ ๖ วัน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่านโยบายการแก้ไขปัญหา ยาเสพติดของรัฐบาลเดิมเป็นแบบคิดไปทำไป ไม่ได้คิดเป็นระบบตั้งแต่แรก ซึ่งผมหวัง เป็นอย่างยิ่งครับว่ารัฐบาลชุดนี้ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อแพทองธาร ชินวัตร จะได้บทเรียน และไม่ทำเช่นนั้นอีก ท่านประธานครับ การแก้ไขปัญหายาเสพติดหากรัฐบาลไม่คลายปม ปัญหาทั้ง ๓ ปม เอาแต่จับผู้เสพรายเล็ก รายน้อยเพื่อสร้างภาพ นอกจากจะแก้ปัญหาไม่ได้ แล้วนะครับ ยังจะทำให้ปัญหายาเสพติดลุกลามกระจายเป็นวงกว้าง ฝังรากลึกทำลายระบบ เศรษฐกิจจนกลายเป็นปัญหาสังคมที่ยากจะแก้ไขอีกด้วย

ปมแรกเลยครับท่านประธาน รัฐบาลต้องเข้าใจก่อนว่าการจับกุมผู้เสพ และผู้ครอบครองไว้เพื่อเสพไปเข้าคุกจะเป็นการเติมแรงงานให้กับธุรกิจยาเสพติด การแก้ไข ปัญหายาเสพติดต้องจับตัวใหญ่ครับ จับแล้วต้องยึดทรัพย์ ส่วนตัวเล็กตัวน้อยต้องเอา เข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู อย่าหลอกประชาชนด้วยจำนวนคดีและจำนวนผู้ต้องหาที่เพิ่ม มากขึ้น แต่เต็มไปด้วยผู้ต้องหาปลาซิว ปลาสร้อย แต่ขยายผลไปสู่ตัวใหญ่ไม่ได้ ปัจจุบันครับ มาดูที่กฎกระทรวงกำหนดปริมาณยาเสพติดให้โทษประเภท ๑ ที่ให้สันนิษฐานว่ามีไว้ใน ครอบครองเพื่อเสพ หรือที่เรียกว่ายาบ้า ๕ เม็ด ที่ลดจาก ๕ เม็ด เป็น ๑ เม็ด สังคมก็มีความ กังวลครับว่า กฎกระทรวงนี้อาจจะทำให้มีการจับกุมผู้เสพและผู้ที่ครอบครองไว้เพื่อเสพ เพิ่มมากขึ้น มาดูที่กราฟครับ โดยในปี ๒๕๖๗ แค่ ๑๐ เดือน มีจำนวนคดีเสพและครอบครอง ไว้เพื่อเสพมากถึง ๑๓๙,๗๘๓ คดี เมื่อเทียบกับปีที่แล้วปี ๒๕๖๖ ที่มีจำนวนคดีเสพ และครอบครองไว้เพื่อเสพปี ๒๕๖๖ มีรวมกัน ๑๕๖,๗๙๘ คดี ถ้าประเมินแบบครบปี ก็มีความเป็นไปได้สูงมากที่ปี ๒๕๖๗ จะมีจำนวนคดีเสพและครอบครองไว้เพื่อเสพ ซึ่งเป็นการจับกุมผู้ต้องหารายเล็ก รายน้อยสูงกว่าปีที่แล้ว

มาดูข้อมูลฝั่งเรือนจำกันบ้างแล้วจะตกใจ ท่านประธานทราบไหมครับว่า จากจำนวนผู้ต้องขังในเรือนจำ ๑๔๓ แห่งทั่วประเทศ มีอยู่รวมกัน ๓๐๐,๐๐๐ คน โดยประมาณ เป็นผู้ต้องขังในคดียาเสพติดถึง ๒๑๘,๖๕๗ คน หรือคิดเป็นประมาณ ๗๒ เปอร์เซ็นต์เศษ เทียบง่าย ๆ ครับผู้ต้องขัง ๑๐ คน เป็นคดียาเสพติดไปแล้ว ๗ คน ความน่ากังวลคืออะไรครับ ท่านประธานดูที่กราฟจะเห็นเลยครับว่า จำนวนนักโทษเด็ดขาด ที่เป็นผู้เสพและผู้ครอบครองไว้เพื่อเสพมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในขณะที่จำนวนนักโทษ เด็ดขาดที่เป็นผู้จำหน่ายและครอบครองไว้เพื่อจำหน่ายมีแนวโน้มลดลง สะท้อนว่าอะไรครับ สะท้อนว่าเรือนจำในตอนนี้กำลังจะกลายเป็นสถานที่กักกันผู้เสพครับ แล้วปล่อยผู้จำหน่าย รายใหญ่ค้าขายลอยนวลอยู่ข้างนอก ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรี ด้วยว่า ท่านนายกรัฐมนตรีต้องเข้าใจเสียใหม่ว่า การจับกุมผู้เสพและผู้ครอบครองไว้เพื่อเสพ ไม่สามารถทำให้ปัญหาการแพร่ระบาดของยาเสพติดลดลงได้ ซ้ำร้ายครับ เมื่อผู้เสพ ถูกดำเนินคดีก็จะมีประวัติอาชญากรรม ซึ่งทำให้โอกาสในการหางานใหม่ไปประกอบอาชีพอื่น เป็นไปได้อย่างยากลำบากมากขึ้น จะสมัครเป็น Rider ส่งอาหารก็ยังสมัครไม่ได้เลยครับ ท่านประธาน ยิ่งรัฐบาลมีนโยบายให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติเปิดให้ประชาชนสามารถ ตรวจสอบประวัติอาชญากรรมของตนเองเพื่อไปยื่นใบสมัครงาน ยิ่งทำให้นายจ้างสามารถ ขอให้ผู้สมัครแนบเอกสารประวัติอาชญากรรมมาพร้อมกับใบสมัครงานได้ นายจ้างพอเห็น ประวัติว่ามีคดียาเสพติดมีครอบครองไว้เพื่อเสพ เขาไม่คิดหรอกครับว่าจะครอบครองไว้แค่ เม็ด ๒ เม็ด เขาคิดว่าครอบครองไว้เป็นกิโลทั้งนั้น เขาก็ไม่รับทำงานแล้วครับ ซึ่งจะทำให้ ผู้ที่เคยถูกดำเนินคดีในข้อหาเสพ และครอบครองไว้เพื่อเสพ ซึ่งเป็นคดีที่ไม่ใหญ่โตอะไร ไม่มีโอกาสในการทำงาน หางานได้ยาก หนำซ้ำครับท่านประธาน การที่เคยเป็นผู้ต้องขัง ในเรือนจำยังทำให้ผู้เสพได้รู้จักกับเครือข่ายยาเสพติดครับ ระบบแบบนี้จึงทำให้ผู้ต้องขัง ในคดียาเสพติดหวนกลับไปเกี่ยวข้องกับคดียาเสพติดซ้ำหลังพ้นโทษถึง ๗๖.๙ เปอร์เซ็นต์ เท่ากับว่าการจับผู้เสพไปขังคุกเป็นฉากหน้าที่ไร้ประสิทธิภาพ โดยในระยะยาวกลับกลายเป็น กระบวนการในการป้อนแรงงานให้กับธุรกิจเครือข่ายยาเสพติด รวมทั้งยังเป็นการส่งเสริม การสร้างเครือข่ายการค้ายาเสพติด สร้างระบบ Downline สร้าง Networking ให้มี Agent ส่งกระจายถึงชุมชนเป็นวงกว้าง เรือนจำกำลังจะกลายเป็น Co-working Space ที่เป็นศูนย์ Reskill Upskill ให้กับ Agent ค้ายาเสพติด จากเด็กเดินยาก็จะกลายเป็นอายุน้อย ๑๐๐ เม็ดทันที ในปีงบประมาณ ๒๕๖๖ พบว่าจากคดีอาญาทั้งหมด ๖๙๑,๕๓๙ คดี ท่านประธานครับ พบว่าเป็นคดียาเสพติดสูงถึง ๓๒๐,๒๐๔ คดี ๔๖.๓ เปอร์เซ็นต์ มีผู้ต้องหาทั้งสิ้น ๓๒๒,๐๔๓ ราย เป็นผู้ต้องหาในคดีเสพ ๑๙๖,๗๗๔ ราย ครอบครองไว้เพื่อเสพ ๕๒,๑๐๓ ราย จากผลการศึกษาของสถาบัน เพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย หรือ TIJ ที่รวบรวมค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นในกระบวนการ ยุติธรรมทั้งหมดของผู้ที่ถูกกล่าวหาในคดียาเสพติด เชื่อไหมครับว่าคดีเสพนี้มีรายจ่าย ของกระบวนการยุติธรรมอยู่ทั้งสิ้น ๒๐๔,๓๐๒ บาท ครอบครองยาเสพติดมีรายจ่าย อยู่ประมาณ ๖๐๒,๑๖๒ บาท ท่านประธานครับ ผมเอาตัวเลขนี้มาทำไม เพื่อจะชี้ให้ ท่านประธานส่งผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีให้ทราบว่า เมื่อคำนวณแล้วจะพบว่ามีค่าใช้จ่าย ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรมในคดีเสพและครอบครองไว้เพื่อเสพสูงถึงปีละกว่า ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท หากพิจารณาต้นทุนการสูญเสียผลิตภาพด้านแรงงานของนักโทษที่เป็น ผู้เสพและผู้ครอบครองไว้เพื่อเสพ ที่สูญเสียโอกาสในการหารายได้ สูญเสียโอกาสในการทำงาน คนละประมาณสัก ๙๐,๐๐๐ บาทต่อปี รวม ๆ กันแล้วความสูญเสียในการที่เสียโอกาส ในการทำงานก็ตกอีกปีละประมาณ ๒๒,๐๐๐ ล้านบาท นี่ยังไม่นับการสูญเสียโอกาสในการ ประกอบอาชีพที่ต้องผูกพันไปตลอดชีวิตนะครับ เนื่องจากมีประวัติอาชญากรรม ประวัติ คดียาเสพติดติดตัวอีกด้วย เท่ากับว่าในปีหนึ่ง ๆ นี่นะครับท่านประธาน มูลค่าความเสียหาย ทางเศรษฐกิจจากการจับผู้ต้องหายาเสพติดตัวเล็กตัวน้อยไปขังคุก รวม ๆ แล้วอาจมีมูลค่า สูงระดับ ๙๐,๐๐๐-๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ถ้า ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปแจกเป็น Digital Wallet คนละ ๑๐,๐๐๐ บาท นี่แจกได้ ๑๐ ล้านคนแล้วนะ ดังนั้นมาตรการที่รัฐบาลควรจะ มุ่งเน้นจึงไม่ใช่การจับกุมคุมขังเพื่อทำยอดคดีครับ ไม่ใช่จับปลาซิวปลาสร้อย แต่ต้องมุ่งไปที่ การสนับสนุนด้านงบประมาณในการทำงานร่วมกันกับชุมชน ภาคีเครือข่ายต่าง ๆ ในการพา ผู้เสพเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูแบบสมัครใจ ถึงจะเป็นการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่มี ประสิทธิผลที่ดีกว่า

ผมก็จะมาต่อด้วยปมที่ ๒ เลยครับ คือการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพ รัฐบาลต้องใส่ใจ กับการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดให้มากกว่านี้ครับ ปัจจุบันรัฐบาลยังไม่ได้มีการส่งเสริม ให้ผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดโดยสมัครใจอย่างจริงจังเลยครับ เราพบครับว่า ขีดความสามารถในการบำบัดผู้ติดยาเสพติดยังสามารถรองรับผู้ติดยาเสพติดได้เพิ่มขึ้น เป็นเท่าตัว ยกตัวอย่างเช่น ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร ขีดความสามารถของคลินิกก้าวใหม่ ก้าวใหม่พลัส คลินิกฟ้าวันใหม่ โรงพยาบาลตากสิน สามารถรับบำบัดผู้ติดยาเสพติด แบบผู้ป่วยนอกได้ถึง ๑๑,๔๘๐ ราย แต่ปัจจุบันพบว่ามีผู้รับการบำบัดเพียงแค่ ๖,๐๐๐ คน โดยประมาณเท่านั้น ยังเหลือขีดความสามารถอีก ๕,๔๘๐ คน ในระดับประเทศครับ จากการหารือกับสำนักงานเลขานุการคณะกรรมการบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด กระทรวงสาธารณสุข และสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี หรือผมเรียกย่อ ๆ ว่า สบยช. มีการประเมินครับว่า ผู้ติดยาเสพติดทั้งประเทศอาจมีอยู่ มากถึง ๒ ล้านคน แต่ปัจจุบันมีผู้เข้าสู่กระบวนการบำบัดเพียงแค่ ๑๔๓,๕๗๓ คน อีกเกือบ ๒ ล้านคนไปไหน ทั้งหมดนี้สะท้อนว่ารัฐบาลยังขาดการจูงใจให้ผู้ติดยาเสพติดรู้สึกปลอดภัย และสมัครใจเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟู ขาดการสนับสนุนงบประมาณในโครงการชุมชน ล้อมรักษ์ ไม่ให้ความสำคัญกับชุมชนในการเข้ามามีส่วนร่วมกับการติดตามการบำบัดฟื้นฟู ของผู้ติดยาเสพติดในชุมชนอย่างที่ควรจะเป็น ทั้งหมดนี้ทำให้การบำบัดฟื้นฟูแบบผู้ป่วยนอก รวมทั้งกรณีที่ศาลสั่งให้รอลงอาญาแล้วต้องมารายงานตัวกับสำนักงานคุมประพฤติ มีอัตรา เข้ารับการบำบัดและมารายงานตัวกับสำนักงานคุมประพฤติที่ต่ำมาก ๆ เกิดอะไรขึ้นครับ หลังจากไปรับยา นัดหมายกับคุณหมอ พอผู้ติดยาออกไปจากโรงพยาบาล ออกไปจาก ศูนย์บริการสาธารณสุข ยาก็ไม่กิน นัดก็ไม่มา ส่วนที่ต้องมารายงานตัวกับสำนักงานคุมประพฤติก็ไม่มารายงานตัวเสียอย่างนั้น สำนักงาน คุมประพฤติก็ทำได้แค่จัดทำรายงานพฤติการณ์เท่านั้นเอง ไม่มีกระบวนการใด ๆ ในการ ติดตามให้ผู้เสพกลับมารายงานตัว ไม่มีกระบวนการใด ๆ ในการติดตามให้ผู้ที่ติดยาเสพติด กลับเข้าสู่กระบวนการบำบัดฟื้นฟูอย่างต่อเนื่อง และคอขวดที่เป็นอุปสรรคมากที่สุดก็คือ สถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติด ที่รองรับการบำบัดฟื้นฟูแบบระยะยาว ๒-๔ เดือน ซึ่งตามรายงานพบว่ามีประสิทธิผลสูงมาก แต่กลับประสบกับปัญหาความขาดแคลน ทั้งจำนวนสถานฟื้นฟูและงบประมาณ ในพื้นที่กรุงเทพมหานครเมืองหลวงของเรามีสถาน ฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดในสังกัด กทม. แค่แห่งเดียวครับท่านประธาน คือบ้านพิชิตใจ ซึ่งรับการบำบัดได้เพียงปีละ ๓๐๐ คนต่อปี ฟังไม่ผิดนะครับท่านประธาน สำหรับสถาน บำบัดฟื้นฟูที่อยู่นอกสังกัด กทม. ที่มีเสริมก็มีอยู่ ๒ แห่ง คือสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟู ผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี หรือ สบยช. ซึ่งก็มีจำนวนเตียงเพียงแค่ ๖๗๐ เตียง และยังต้องรองรับการบำบัดผู้ติดยาจากจังหวัดต่าง ๆ ในภาคกลางร่วมด้วย สำหรับอีกแห่ง ก็คือสถานฟื้นฟูของกองทัพอากาศ นิดเดียวครับ รับบำบัดได้เพียงปีละ ๖๐ คนเท่านั้น นี่หรือครับ ความจริงจังกับการบำบัดฟื้นฟู ยิ่งผู้ติดยาเสพติดที่มีอาการทางจิตเวชร่วมด้วย ยิ่งมีข้อจำกัดครับ ปัจจุบันมีโรงพยาบาลจิตเวชยาเสพติดอยู่เพียง ๒๐ แห่งครับ มีจำนวน เตียงรองรับ ๑,๐๙๔ เตียง แม้ว่ารัฐบาลจะมีมาตรการในการยกระดับมินิธัญญารักษ์ ๑๑๒ แห่ง โรงพยาบาลศูนย์และโรงพยาบาลทั่วไปอีก ๑๒๗ แห่ง สถาบันบำบัดรักษา และฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี หรือ สบยช. และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ ภูมิภาคอีก ๖ แห่ง ให้เปิดหอผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติด แต่ก็ยังขาดการสนับสนุนด้านงบประมาณ อย่างจริงจัง สั่งแต่ปาก โดยเฉพาะโรงพยาบาลในสังกัด กทม. ครับ ยิ่งร้าวรานใจเลยครับ ท่านประธาน ท่านประธานเชื่อไหมครับว่ามีจำนวนเตียงที่รองรับผู้ป่วยจิตเวชยาเสพติด เพียงแค่ ๓๐ เตียงเท่านั้น ใน กทม. โรงพยาบาลกลาง ๑๐ เตียง โรงพยาบาลตากสิน ๘ เตียง โรงพยาบาลสิรินธร ๘ เตียง โรงพยาบาลเจริญกรุงประชารักษ์ ๔ เตียง ขณะที่กรุงเทพฯ ยังขาดแคลนขนาดนี้ไม่ต้องนับจังหวัดอื่น ๆ เลยครับท่านประธาน ในระดับประเทศครับ สถานฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดมีเพียง ๑๓๔ แห่ง เป็นของรัฐ ๘๓ แห่ง เอกชน ๓๔ แห่ง องค์กรการกุศลอีก ๑๗ แห่ง แถมการส่งตัวผู้เสพเพื่อเข้ารับการบำบัดแบบระยะยาว ไม่สามารถส่งตัวได้ทันทีนะครับท่านประธาน ต้องรอคอยเข้ารับการบำบัดเป็นรุ่น เหมือนต้อง รอรับแหวนรุ่นในระบบ SOTUS ทำไมต้องรอครับ ผมว่ารัฐบาลต้องกำหนดมาตรการในการ รับผู้เสพเข้ารับการบำบัดแบบระยะยาวเสียใหม่ ให้เข้ารับการบำบัดได้ทันที จะเกิดอะไร ขึ้นครับ ทำไมครับ ระหว่างรุ่น ๒ ยังไม่เปิดคือจะให้เขาเสพรอไปก่อนหรือครับ รอรุ่น ๑ ครบรอบก่อนหรืออย่างไรครับ ถ้าต้องการให้ผู้ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดแบบสมัครใจ รัฐบาลประกาศเลยครับว่า สามารถใช้บัตรทอง ๓๐ บาทรักษาทุกที่ได้ รัฐบาลต้องไม่ใช่แค่ สั่งอย่างเดียว ต้องจัดสรรงบประมาณด้วยครับท่านประธาน ไม่ใช่ว่า สปสช. ของบ ในปี ๒๕๖๘ มา ๑๗๒,๖๙๗ ล้านบาท เกิดอะไรขึ้นก็ไม่รู้ครับ สำนักงบประมาณที่ไม่มีความรู้ เรื่องการสาธารณสุขไปใช้สูตรของตัวเองไปตัดงบประมาณของ สปสช. ลง ๔,๙๔๔ ล้านบาท จนเหลืองบเพียงแค่ ๑๖๗,๗๕๓ ล้านบาท เกิดอะไรขึ้นครับ มาดูที่งบด้านการบำบัด รักษากันบ้าง จากงบประมาณแผนบูรณาการป้องกันปราบปรามและแก้ไขปัญหายาเสพติด ผมเอามาเทียบกับจำนวนของกลางยาบ้าที่ยึดได้ครับ แล้วพบว่างบด้านการบำบัดรักษา แม้ว่าจะเพิ่มขึ้น เดี๋ยวรัฐบาลจะอ้างว่าเพิ่มขึ้นครับ แต่ผมยืนยันว่าเพิ่มขึ้นอย่างไม่ได้สัดส่วน เมื่อเทียบกับจำนวนของกลางยาบ้า จากยาบ้าของกลางที่เคยอยู่ที่ ๙๖ ล้านเม็ดนะครับ ในปี ๒๕๕๗ ผ่านมา ๑๐ ปี ปัจจุบัน ๒๕๖๗ แค่ ๑๐ เดือนยังไม่เต็มปีนะครับ ปาไปเท่าไร รู้ไหมครับท่านประธาน ๘๑๐ ล้านเม็ด จาก ๙๖ ล้านเม็ดใน ๑๐ ปีก่อน ปัจจุบัน ๘๑๐ ล้านเม็ด ในขณะที่งบด้านการบำบัดรักษาในปี ๒๕๖๘ อยู่ที่ ๑,๕๔๑ ล้านบาท แม้ว่าจะเพิ่มจากปี ๒๕๖๗ แต่เมื่อเทียบกับปี ๒๕๖๔ นี่น้อยกว่าปี ๒๕๖๔ อีกนะครับ ปี ๒๕๖๔ งบด้านการบำบัดอยู่ที่ ๑,๕๗๗ ล้านบาท ในขณะที่ยาบ้าของกลางในปีนั้นอยู่ที่ ๕๕๗ ล้านเม็ด ยาบ้าเกือบจะ ๑,๐๐๐ ล้านเม็ดแล้วนะครับของกลางในแต่ละปี ยาบ้าของกลางที่ยึดได้ในปี ๒๕๖๗ ประเมินกันคร่าว ๆ คาดว่าจะเพิ่มจากปี ๒๕๖๔ ถึง ๗๐-๗๕ เปอร์เซ็นต์ แต่งบด้านการบำบัดรักษากลับได้น้อยกว่าปี ๒๕๖๔ รัฐบาลต้องให้ ความสำคัญกับการบำบัดฟื้นฟูให้มากกว่านี้เพื่อลดอุปสงค์ของยาเสพติดลงให้ได้ หากทำแต่ปาหี่ จับผู้เสพทำยอด จับแต่ไม่บำบัด คนที่ถูกจับก็จะวนกลับมาเสพที่ชุมชน ไม่จบไม่สิ้น จับแล้วก็จับอีก พอส่งฟ้องศาล พอศาลรอลงอาญาก็ไม่มารายงานตัวกับ สถานคุมประพฤติ สุดท้ายก็ไม่แคล้วต้องจับติดคุกก็ยิ่งเป็นการส่งเสริมการพัฒนาแรงงาน ให้กับวงการค้ายาเสพติด จากเด็กเดินยาก็พัฒนากลายมาเป็นพ่อค้ายาเสพติดเสียเอง

และปมสุดท้ายครับ ผมขอเวลาเพิ่มอีกสักนิดหนึ่ง เรื่องนี้สำคัญมาก ปมที่ ๓ ก็คือรัฐบาลต้องใส่ใจกับการยึดอายัดทรัพย์เครือข่ายของพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ให้มากกว่า ที่เป็นอยู่ถึงจะตัดอุปทานของยาเสพติดอย่างได้ผล ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีรู้ดีอยู่แล้วครับว่า พ่อค้ายาเสพติดไม่เคยกลัวติดคุกครับ เพราะขบวนการค้ายาเสพติดมีเครือข่ายในการลำเลียง และการจำหน่ายยาเสพติดอยู่หลายทอด พอถูกจับทีไรหัวขบวนก็หาคนมาติดคุกแทนได้ หรือต่อให้ติดคุกก็ไปเป็นขาใหญ่ภายในคุก ได้รับอภิสิทธิ์ต่าง ๆ เพราะเงินซื้อได้ทุกอย่าง ซื้อความเป็นอภิสิทธิ์ชนได้ทุกที่แม้กระทั่งที่เรือนจำ สิ่งที่พ่อค้ายาเสพติดกลัวที่สุดไม่ใช่คุกครับ แต่เป็นการยึดทรัพย์ คนพวกนี้รู้อยู่แล้วครับว่าการค้ายาเสพติดนั้นเป็นอะไรที่เสี่ยงมาก ๆ แต่ความมั่งคั่งจากเงินสกปรกเหล่านี้มันหอมหวนและคุ้มค่าที่คนเหล่านี้จะเสี่ยง สมุนที่เคย รายล้อมคอยปรนนิบัติรับใช้ ตลอดจนโจรในคราบสีกากีบางกลุ่มบางก้อน จริง ๆ ก็ไม่ได้ ซื่อสัตย์จงรักภักดีอะไรหรอกครับ แต่เป็นเพียงเพราะว่าเงินสีดำมันหอมหวนจนต้องยอม ขายวิญญาณมาเป็นทาสรับใช้ของเจ้าพ่อเครือข่ายยาเสพติด จากสถิติของกลางที่ยึดได้ จากการจับกุมของเจ้าหน้าที่ทหารตามชายแดนในปี ๒๕๕๗ ถึงจนถึงปี ๒๕๖๗ พบว่าเพิ่มขึ้น จาก ๒๑ ล้านเม็ด นี่คือชายแดนนะครับ มาอยู่ที่ ๒๔๖ ล้านเม็ดในปี ๒๕๖๖ ปี ๒๕๖๗ แค่ ๑๐ เดือน พบว่าของกลางที่ทหารยึดได้สูงถึง ๓๐๗ ล้านเม็ด ทะลุแซงปี ๒๕๖๖ ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สอดคล้องกับจำนวนยาบ้าของกลางที่ตำรวจ ปส. จับกุมได้ ปี ๒๕๕๗ ยาบ้าของกลางอยู่ที่ ๙๖ ล้านเม็ดครับ ปี ๒๕๖๖ เพิ่มมาเป็น ๕๓๒ ล้านเม็ด ปี ๒๕๖๗ ๑๐ เดือน ยังไม่เต็มปีไปถึง ๘๑๐ ล้านเม็ด ผมยืนยันครับว่าการตัดอุปทานยาเสพติด ที่ได้ผลที่สุดเราต้องจัดการกับพ่อค้ารายใหญ่ ซึ่งต้องย้ำอีกครั้งว่า สิ่งที่พ่อค้ายาเสพติดกลัวที่สุด ก็คือการยึดทรัพย์ ถ้าพ่อค้ายาเสพติดสิ้นเนื้อประดาตัว ความมั่งคั่งที่สะสมจากเงินสกปรก ก็จะมลายหายไปต่อหน้าต่อตา ลูกสมุนที่เคยปรนนิบัติพัดวีก็จะกระเซ็นกระสายหายหัวไปเอง และจะไม่มีทุนรอนกลับมาตั้งตัวตั้งขบวนการค้ายาเสพติดใหม่ กราฟสุดท้ายแล้วนะครับ แม้ว่าที่ผ่านมารัฐบาลจะสามารถยึดอายัดทรัพย์คดียาเสพติดเพิ่มขึ้นได้อย่างต่อเนื่อง จากปี ๒๕๕๗ ยึดทรัพย์ได้ ๒,๗๘๐ ล้านบาท มูลค่าในการยึดทรัพย์ก็อยู่ราว ๆ ปีละประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าล้านบาทเรื่อยมานะครับ เพิ่งจะมีการยึดอายัดทรัพย์อย่างจริงจังในปี ๒๕๖๔ โดยในปีนั้นยึดได้มากถึง ๗,๓๔๗ ล้านบาท มายึดในปี ๒๕๖๖ ได้ ๑๕,๗๒๑ ล้านบาท ไม่ใช่เพราะอะไรครับ ที่ยึดได้มากเป็นระดับ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท เพราะว่ามีการยึดทรัพย์ กรณีตู้ห่าวถึง ๕,๐๐๐ ล้านบาท หากลบในส่วนนี้ออกไปเท่ากับว่าปี ๒๕๖๖ ยึดได้ประมาณ ๑๐,๗๒๑ ล้านบาทเท่านั้นเอง มาในปี ๒๕๖๗ ๑๐ เดือนครับ ยังไม่เต็มปี ยึดอายัดทรัพย์ได้ ๘,๘๔๓ ล้านบาท มีแนวโน้มว่าจะยึดทรัพย์ได้ต่ำกว่าปี ๒๕๖๖ ถ้าตัดกรณีตู้ห่าวออกไป แม้ว่าการยึดทรัพย์จะมีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้นครับ ท่านประธานดู แต่หากเปรียบเทียบกับจำนวน ยาบ้าของกลางที่ยึดได้จะพบว่ามูลค่าของการยึดทรัพย์จากเครือข่ายยาเสพติดไม่ได้เพิ่มขึ้น อย่างได้สัดส่วน ผมยืนยันว่าหากการยึดอายัดทรัพย์มุ่งเน้นที่พ่อค้ารายใหญ่ มีการพัฒนาระบบในการสืบทรัพย์ ให้เท่าทันกับเทคนิคในการซุกซ่อนทรัพย์สินที่ซับซ้อนมากขึ้น มูลค่าทรัพย์ที่ยึดได้ในแต่ละปี ต้องแตะระดับ ๒๐,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ ล้านบาทได้แล้ว หากรัฐบาลดำเนินการการยึดทรัพย์ พ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่อย่างจริงจัง ก็จะทำให้เงินในกองทุนป้องกันปราบปรามและแก้ไข ปัญหายาเสพติดมีเพิ่มมากขึ้น ซึ่งจะทำให้รัฐบาลสามารถนำเงินจากกองทุนไปสนับสนุน การบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด สนับสนุนการทำงานร่วมกันกับชุมชนในโครงการชุมชน ล้อมรักษ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

สุดท้ายครับท่านประธาน ผมต้องย้ำตรงนี้ว่าจะแก้ไขปัญหายาเสพติด ท่านนายกรัฐมนตรีต้องจับตัวใหญ่ ไม่ใช่จับตัวเล็กมาตีตราทำยอด ผู้เสพต้องได้รับการบำบัด ผู้ค้าต้องตามยึดทรัพย์ให้หมด กลายเป็นยาจกให้ได้ถึงจะแก้ไขปัญหายาเสพติดให้กับประเทศนี้ได้ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายอดิศร เพียงเกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ขอรบกวนนิดหนึ่งครับ ก่อนที่จะผู้อภิปรายต่อไป กระผม นายอดิศร เพียงเกษ เมื่อสักครู่นี้ ถูกคุณพุธิตา ชัยอนันต์ ผู้อภิปรายก่อนหน้านี้ได้พาดพิง ถ้าไม่ได้พูดในช่วงนี้มันจะทิ้งห่างกันครับ ระบุว่ามีหลายคนที่ไปต่อสู้ในอดีต ได้รับการนิรโทษกรรม อ้างชื่อสหายใหญ่ สหายสุภาพ และสหายศรชัย แต่ยังไม่ได้อ้างถึงท่านประธานนะครับ ท่านประธานก็สหายเหมือนกัน ผมจึงเรียนต่อที่ประชุมว่า เหตุการณ์ในช่วงนั้นเป็นเหตุการณ์ที่เศร้าสลด มีพระราชบัญญัติ นิรโทษกรรม เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ วันที่ ๔-๖ ตุลาคม ๒๕๑๙ พ.ศ. ๒๕๒๑ นิรโทษกรรมไปหมดแล้ว ต่อมามีคำสั่ง ที่ ๖๖/๒๓ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ออกคำสั่งนายกรัฐมนตรี นิรโทษกรรมรองรับ พ.ร.บ. ดังกล่าว ผมให้ท่านพุธิตา ชัยอนันต์ ได้มีความมั่นใจว่า รัฐบาลของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีแพทองธาร อยากให้ประเทศนี้ มีความปรองดองครับ ถ้า พ.ร.บ. เกี่ยวกับนิรโทษกรรมเข้ามา ผมเชื่อมั่นว่าสมาชิกรัฐสภา ณ แห่งนี้คงจะมีความคิดเหมือนกัน ไม่ใช่ว่ารุ่นผมนิรโทษกรรมแล้วรุ่นต่อมาไม่นิรโทษกรรม เยาวชนคือผ้าขาวครับ ผมให้คำมั่นสัญญากับทางพรรคประชาชนและพี่น้องประชาชนว่า คน ๑๔ ตุลาคม ๖ ตุลาคม ไม่ลืมกำพืดและไม่ลืมความทุกข์ยากหรือความทารุณโหดร้าย รุ่นนี้เยาวชนลูกหลานเราถ้าไม่มีความผิดอะไร ถ้ามีความจริงใจต่อชาติบ้านเมืองก็จะได้รับ การนิรโทษกรรมเหมือนกัน ขอกราบขอบพระคุณท่านประธาน ซึ่งเป็นสหายด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขอเชิญ ท่านกรวีร์ ปริศนานันทกุล ครับ

นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม กรวีร์ ปริศนานันทกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย จากจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขอบคุณท่านประธานนะครับ เราอยู่ในการแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่ และผมต้องแสดงความยินดีกับรัฐบาลชุดใหม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๑ ที่ต้องบอกว่าก้าวเข้าสู่ตำแหน่ง บนความสง่างาม นี่เป็นครั้งแรกในรอบ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาที่เรามีการเลือกนายกรัฐมนตรี ผ่านผู้แทนราษฎร ผ่านจากสภาที่มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชน และนี่เป็นครั้งแรก ในรอบทศวรรษที่การแถลงนโยบายต่อหน้าสมาชิกรัฐสภาทั้งเพื่อนสมาชิกฝั่ง สว. ทั้งเพื่อน สมาชิกฝั่ง สส. ไม่มีใครมาจากการแต่งตั้ง แต่มาจากการเลือกตั้งผ่านปลายปากกาของพี่น้อง ประชาชน ในนามของพรรคภูมิใจไทย ผมขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีครับ และขอบคุณ รัฐบาลที่ได้รับฟังความคิดเห็นและบรรจุนโยบายหลักของพรรคภูมิใจไทยทั้ง ๖ ด้าน เข้าสู่นโยบายของรัฐบาล เพราะสิ่งที่เราอยากจะเห็นเหมือนกันครับ นั่นคืออยากจะให้รัฐบาล ชุดนี้เป็นรัฐบาลที่จะสร้างความหวัง สร้างโอกาส สร้างอนาคต และสร้างความสุขให้คนไทย พรรคภูมิใจไทยอยากเห็นการสร้างอนาคตเราจึงเสนอนโยบายทางด้านการศึกษา ที่จะสร้าง ความเท่าเทียม สร้างโอกาสในการเข้าถึงให้กับคนไทยทั้งประเทศ เราอยากเห็นการสร้าง ความสุขให้คนไทยเราจึงเสนอนโยบายในการแก้ไขปัญหาปากท้องในการลดภาระค่าใช้จ่าย ผ่านโครงการด้านสาธารณสุข เช่น ประปาสะอาด ไฟฟ้าโซลาร์เซลล์ที่จะสามารถสร้างรายได้ ให้กับพี่น้องประชาชนได้ด้วย เราอยากเห็นความหวังของการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณไปสู่ท้องถิ่น ด้วยการเสนอนโยบายภาษีบ้านเกิดที่จะเปิดโอกาสให้กับประชาชนเลือกที่จะเสียภาษีกลับไป ที่บ้านเกิดเมืองนอนของเขาได้ และผมต้องขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีครับ ที่ตัดสินใจ ไม่สร้างปัญหาด้วยกัญชา ด้วยการเอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติดอีก แต่มองเห็นถึง การใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ และจะใช้นโยบายในการควบคุมโดยการออกกฎหมาย ในการควบคุมการใช้กัญชา ประเด็นหลักที่ผมจะอภิปรายในวันนี้เป็นประเด็นหลักเรื่องของ การจัดระเบียบสังคมครับ ซึ่งต้องขอบคุณรัฐบาลและขอบคุณ ฯพณฯ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ได้บรรจุเรื่องนี้เข้าไปเป็นนโยบายเร่งด่วนใน ๒ เรื่องครับ นโยบายที่ ๗ และนโยบายที่ ๔ ผมขออนุญาตไล่ไปทีละประเด็นครับ

นโยบายเร่งด่วนที่ ๗ รัฐบาลจะเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการส่งเสริม อุตสาหกรรมท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพิ่มแหล่งท่องเที่ยวที่มนุษย์สร้างขึ้น หรือว่า Manmade Destination สร้างสวนน้ำ สวนสนุก ศูนย์การค้า สถานบันเทิงครบวงจร หรือว่า Entertainment Complex เรื่องนี้ผมอยากจะย้ำจุดยืนของพรรคภูมิใจไทยครับ พวกกระผมนั่งกันอยู่ตรงนี้ อยากจะย้ำจุดยืน และอยากจะอภิปรายตรงนี้ให้เกิดความชัดเจนเข้าใจให้ตรงกัน พวกเราไม่ได้ขัดข้องนะครับ ถ้าหากว่ารัฐบาลเองอยากจะส่งเสริมการท่องเที่ยว อยากจะสร้างรายได้ให้กับประเทศไทยด้วยการทำ Entertainment Complex พวกเรา เห็นด้วยครับ และในสภาแห่งนี้ท่านประธานเอง เพื่อนสมาชิก สส. สว. คงไม่มีใคร ปฏิเสธหรอกครับว่าประเทศไทยของพวกเรามันขึ้นชื่อเรื่องการบริการ เรื่องการบันเทิง ติดอันดับต้น ๆ ของโลกอยู่แล้ว สิ่งที่พวกเราพรรคภูมิใจไทยอยากจะเห็นคือการควบรวม เอาสถานบันเทิงเริงรมย์ทั้งหลาย เอาห้างสรรพสินค้า เอาสวนสนุก สวนน้ำ ผับ เธค นวด หรือแม้กระทั่ง Sex Worker เอาสิ่งที่มันเคยหลบ ๆ ซ่อน ๆ เอาสิ่งที่พวกเรามองเห็นกันอยู่ จนชินตาว่ามันเป็นสิ่งที่เรียกว่าลักปิดลักเปิด สิ่งไหนที่มันต้องจ่ายส่วยใต้โต๊ะ เอามารวมกัน เลยครับ เอาขึ้นมาบนดิน เอามารวมกันให้อยู่ในสถานที่เดียวกัน ให้มันเป็นแหล่งบันเทิง และควบคุมโดยเจ้าหน้าที่ของรัฐ และท่านจะเปิด ๒๔ ชั่วโมง เปิด ๗ วัน เปิดทุกวัน ผมก็คิดว่า ไม่มีใครว่าหรอกครับ แต่ควบคุมและสร้างรายได้ให้ได้ ส่วนสถานที่จุดที่จะไปเปิดพวกเรา ไม่อยากเห็นนะครับ ที่จะเอาทุนขนาดใหญ่ระดับหมื่นล้านบาท แล้วไปลงทุนแค่ที่ ๒ ที่ เราไม่อยากเห็นการลงทุนขนาดใหญ่และไปกระจุกอยู่ในหัวเมืองแค่ไม่กี่เมือง แต่อยากเห็น การลงทุนที่มันกระจายออกไปทั้งหัวเมืองเล็ก ไปกระจายอยู่ตามต่างจังหวัดให้เขาได้มีโอกาส ในการกระจายรายได้ไปยังเมืองต่าง ๆ ที่เขามีความพร้อมเป็นการกระจายรายได้ให้กับ ทั่วทั้งประเทศ และนอกจากนั้นสิ่งที่สำคัญที่ไม่พูดไม่ได้เลยครับ คือเรื่องของการจัดเก็บรายได้ อยากเห็นรัฐบาลกำหนดมาเลยครับ Sin charge ก็ได้ เป็น Sin Tax เป็นภาษีบาป จะเรียกอะไร ก็แล้วแต่ ทุกบาททุกสตางค์ที่เกิดขึ้นภายใต้ Complex ตรงนี้เอามาเป็นภาษี เอามาเป็นรายได้ ให้กับรัฐ และเอารายได้ตรงส่วนนี้ละครับ เอาไปช่วยเหลือคนยากคนจน เอาไปสร้าง สาธารณูปโภค เอาไปพัฒนาการศึกษา เอาไปพัฒนาประเทศ ทั้งหมดนี้คือ Entertainment Complex คือสถานบันเทิง สถานบริการที่พวกเราพรรคภูมิใจไทยหมายถึงครับ ท่านประธาน จะเห็นว่าผมไม่ได้พูดถึงเรื่องการพนัน ท่านประธานจะเห็นว่าผมไม่ได้พูดถึงกาสิโน แม้แต่คำเดียวในสถานบันเทิงแห่งนี้ครับ เพราะมันแยกกันครับ สิ่งที่พวกเรามองมันแยกกัน และผมก็คิดว่าในแนวทางของรัฐบาลก็แยกกันเหมือนกัน รัฐบาลจึงเขียนไว้ในนโยบาย เร่งด่วนที่ ๔ จะสร้างรายได้ใหม่ของรัฐด้วยการนำเศรษฐกิจนอกระบบภาษี Informal Economy และเศรษฐกิจใต้ดิน Underground Economy เข้าสู่ระบบภาษี เรื่องที่ต้องแยก ผมต้องบอกครับ ว่าผมขอชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรีเลย เรื่องนี้ตั้งแต่เล็กจนโต พวกเรานั่งกันอยู่ ในห้องสภาแห่งนี้รู้หมดละครับ ว่าสิ่งที่มันเป็นเศรษฐกิจใต้ดิน สิ่งที่มันเป็นสีเทา สิ่งที่มันอยู่ ในที่มืด เรารู้มันมีครับ แต่ไม่เคยมีรัฐบาลไหนหรอกครับ ที่จะหยิบมันขึ้นเอามาวางบนโต๊ะ เราทุกคนรู้ว่ามันมี แต่เราทำเป็นมองไม่เห็น ถึงเวลาหรือยังครับ ที่เราจะต้องยอมรับความจริง วิธีการเดียวที่จะแก้ปัญหาได้คือเราต้องยอมรับว่ามันมีอยู่ครับ ดังนั้นวันนี้จึงเป็นเรื่องดี ที่รัฐบาลบอกว่าปัญหาเหล่านี้มันมีอยู่และจะเอามาวางบนโต๊ะ เอามาอยู่ในที่สว่าง เศรษฐกิจ ใต้ดินไม่ใช่แค่เรื่องกาสิโนครับ มันหมายรวมถึงการพนัน บ่อนพนัน พนันออนไลน์วงไพ่ วงไฮโลทั้งหลาย สิ่งที่มันผิดกฎหมายอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งในนี้เขียนไว้ชัดเจนครับ ว่าจะใช้ วิธีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้ทันสมัย ซึ่งกระทรวงมหาดไทยครับ ฝ่ายปกครองครับ เรามี พ.ร.บ. เรื่องของการพนันซึ่งเขียนไว้ตั้งแต่ปี ๒๔๗๘ ครับท่านประธาน มันล้าหลัง ยังไม่มี คำว่า พนันออนไลน์อยู่ใน พ.ร.บ. ฉบับนี้เลยครับ สิ่งนี้คือนโยบายเร่งด่วนที่รัฐบาลจะหยิบ ขึ้นมาเพื่อแก้ไข เอาอาวุธให้กับกระทรวงมหาดไทย เอาอาวุธให้กับฝ่ายปกครอง เพื่อที่จะนำ เศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินและสร้างรายได้ให้กับประเทศ และท่านประธานที่เคารพครับ ถ้าประเทศไทยของพวกเราจะทำเศรษฐกิจใต้ดินจะเดินหน้าทำเรื่องการพนัน ผมคิดว่านี่คือ ความท้าทายใหม่ที่มันใหญ่กว่าเดิมเป็นอย่างยิ่ง นี่คือสิ่งที่รัฐบาลต้องชั่งน้ำหนักให้ดีระหว่าง การสร้างรายได้ แต่มันแลกมาด้วยรายจ่ายที่เป็นต้นทุนทางสังคม เรามองแต่ฝั่งได้อย่างเดียว ไม่ได้หรอกครับ เราต้องมองฝั่งของผลลบทางสังคมที่มันจะเกิดขึ้น นั่นคือต้นทุนทางสังคม ที่ประเทศไทยต้องจ่าย และคนจ่ายคือใครล่ะครับ มันก็คือคนไทยทุกคน แล้วท่านประธาน ยอมรับไหมครับว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการพนัน ธุรกิจที่อยู่ใต้ดินมันมีกำไรทั้งนั้นละครับ คนที่เข้าไปเล่นผมเห็นคนชนะมันมีแค่คนเดียวละครับ ก็คือคนที่เป็นเจ้ามือ คนที่ไปเล่น คนที่ไปแทงการพนันได้มันก็มีเสีย คนสุดท้ายที่ได้มีคนเดียวละครับ คือเจ้ามือ ถ้าหากว่า เราจะหยิบเรื่องนี้ขึ้นมาบนดินที่จะมาสร้างรายได้ สร้างกำไรมหาศาลให้กับประเทศไทย คำถามของพวกเราก็คือถ้ามันมีกำไรแบบนี้ทำไมรัฐไม่ทำเองล่ะครับ ทำไมรัฐไม่เป็นเจ้ามือ ซึ่งในความหมายก็คือเป็นผู้เก็บผลประโยชน์แทนคนไทยทั้งประเทศ ทำไมวันนี้เราจึงได้ยิน แนวความคิดที่จะเปิดโอกาสให้กับทุนขนาดใหญ่ ซึ่งต้องมีเงินทุนจดทะเบียนมากกว่า ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เอามาแลกกับค่าสัมปทานปีละ ๑,๐๐๐ ล้านบาท วิธีการจัดเก็บรายได้ แบบนี้คำถามของพวกเราก็คือ มันเป็นธรรมกับประชาชน มันยุติธรรมกับประเทศไทย ของพวกเราจริง ๆ หรือ ถ้าไหน ๆ แล้วเราจะทำ ทำไมเราไม่ให้รัฐเป็นผู้ดูแลผลประโยชน์ ทั้งหมดเลยล่ะครับ เราเก็บไปเลยครับทุก Transaction ที่เกิดขึ้นในการ Bet ทุก Transaction ที่เกิดขึ้นเก็บเอามาเป็นรายได้ของรัฐ เอารายได้ที่จะเป็นเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดินให้มัน เป็นรายได้ของรัฐทั้งหมด และเอารายได้ตรงนี้ไปให้พี่น้องประชาชนครับ เอาไปทำนโยบาย ในการช่วยคนด้อยโอกาส ช่วยคนยาก ช่วยคนจน ช่วยเหลือคนที่ตกทุกข์ได้ยาก แบบนี้สิครับ ถ้าทำแบบนี้ได้มันจะทำให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีไปด้วยกัน ของแท้เลยครับ ถ้าจะทำผลประโยชน์มันต้องเป็นของคนไทยทุกคน ไม่ใช่เป็นของกลุ่มนายทุนใดนายทุนหนึ่ง

และท้ายที่สุดครับท่านประธาน เวลาผมมีจำกัดครับ ผมอยากจะขอบคุณรัฐบาล อีกครั้งหนึ่ง และขอส่งกำลังใจให้กับรัฐบาล ท่านรัฐมนตรีทุกคนที่มาร่วมในการแถลงนโยบาย ในวันนี้ ผมรู้ครับทุกท่านรวมถึงสภาแห่งนี้เราต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายต่าง ๆ มากมาย เราต้องเผชิญหน้ากับความยากลำบาก พวกกระผมพรรคภูมิใจไทยพร้อมจะสนับสนุน การทำงานอย่างเคียงบ่าเคียงไหล่ให้กับรัฐบาล เพื่อสร้างโอกาส สร้างความหวัง สร้างอนาคต ที่ดีกว่าให้กับประเทศไทยไปพร้อม ๆ กัน ขอบคุณท่านประธานครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญท่านชูชีพ เอื้อการณ์ ครับ

นายชูชีพ เอื้อการณ์ สมาชิกวุฒิสภา 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี เพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่านครับ ผม ชูชีพ เอื้อการณ์ สมาชิกรัฐสภาครับ จากคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรี นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ต่อรัฐสภา ขอแสดงความชื่นชมต่อการกำหนดนโยบายที่มีความครอบคลุมประเด็น สำคัญที่เป็นปัญหาของชาติที่หลากหลาย ครอบคลุมหลายด้าน โดยเฉพาะในส่วนของการ วางแผนยุทธศาสตร์พัฒนาประเทศให้เป็นศูนย์กลางทางด้านอุตสาหกรรมการเกษตร ที่รัฐบาลกำหนดให้เป็นนโยบายเร่งด่วนนั้นถือเป็นแนวนโยบายที่ถูกทางที่คำนึงถึงเกษตรกร ที่เป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ท่านประธานครับ ประเทศไทยมีพื้นที่เกษตรมากถึง ๔๖ เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ทั้งหมดนะครับ มีเกษตรกร ณ ปี ๒๕๖๖ ถึง ๒๙.๖๙ ล้านคน หรือเป็น ๔๕ เปอร์เซ็นต์ของประชากรทั้งหมดนะครับ แต่ผลิตภัณฑ์มวลรวมจาก ภาคการเกษตรน้อยมากครับ มีเพียง ๘.๕ ของจีดีพีของประเทศ หนี้สินภาคครัวเรือนเกษตร ปี ๒๕๖๖ ตกครัวเรือนละ ๒๔๓,๐๐๐ บาทต่อครัวเรือน ต่อปี ถามว่าหนี้สินส่วนใหญ่ ๙๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นเรื่องของการซื้อปัจจัยการผลิตในราคาที่สูงนะครับ ปัญหาและอุปสรรคของภาคการเกษตรมีหลากหลายด้าน ทั้งด้านปัจจัยการผลิต ต้นทุน การผลิตที่สูง ไม่สอดคล้องกับราคาของผลผลิต ผลผลิตตกต่ำ คุณภาพไม่แน่นอน บางช่วงเวลาผลผลิตออกล้นตลาดไม่สามารถบริหารจัดการ Demand Supply ได้ บางช่วงเวลาเราถึงจะเห็นว่าบางทีเกษตรกรก็เอาผลไม้มาประท้วงกลางถนนในอดีตนะครับ ส่งให้ราคาสินค้าการเกษตรตกต่ำผันผวนตลอดเวลา เกษตรกรไม่มีความเชี่ยวชาญ ด้านช่องทางการจำหน่ายและการตลาดจึงผ่านกลไกพ่อค้าคนกลางที่เอารัดเอาเปรียบ หน่วยงานภาครัฐที่ดูแลภาคการเกษตรไม่จัดสรรงบประมาณ ไม่จัดสรรงานแบบบูรณาการ แบบครบวงจร ที่มุ่งเน้นด้านการผลิต การแปรรูป หรือช่องทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง แต่กลับทำด้านใดด้านหนึ่ง ปัญหาเกษตรกรถึงเกิดขึ้นตลอดเวลา ทำให้ไม่สามารถบริหาร จัดการ Demand Supply ที่เหมาะสมได้ ไม่สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลผลิต ทางการเกษตรได้ ล่าสุดนะครับท่านประธาน ถ้าท่านประธานมีโอกาสเดินทางไปจันทบุรี เราจะพบว่าที่ดินที่ทำสวนเกษตรถือครองโดยต่างชาติครับ แรงงานที่ทำในสวนเกษตรก็เป็น แรงงานต่างด้าว ปัจจัยการผลิตต่างด้าวที่มาถือครองก็นำเข้ามาเองนะครับ ผลผลิตที่ขายได้ ก็ผ่านล้งของคนต่างชาติโลจิสติกส์ก็ใช้โลจิสติกส์ของต่างชาติ แบบนี้เกษตรกรไทย จะอยู่ตรงไหนครับ ประเทศไทยจะได้อะไรครับ ปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ส่งให้เกษตรกรของไทย ติดกับดักของความยากจน จนกระจาย จนไปทุกหย่อมหญ้า จนหนัก จนนาน จนอย่างยั่งยืนครับ ท่านประธาน ซึ่งต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน ตามนโยบายของรัฐบาลมีความมุ่งเน้นที่จะ ยกระดับคุณภาพชีวิต แก้ปัญหาให้เกษตรกรในหลากหลายมิติ เพื่อให้หลุดพ้นกับดัก ของความยากจนนั้น สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือเพื่อให้เกิดการดำเนินงาน เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน เพื่อให้เกษตรกรหลุดพ้นจากภาวะเกษตรกรตามยถากรรม ต้องบอกว่าตามยถากรรมจริง ๆ ปล่อยตามมีตามเกิดนะครับ ให้เป็นเกษตรกรที่มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ขอเรียกร้องให้รัฐบาล จัดตั้งเป็นนิคมอุตสาหกรรมการเกษตรให้เกิดขึ้นในทุกภูมิภาคของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ถามจะเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ รัฐบาลต้องบูรณาการทุกภาคส่วน อย่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ แต่ละกรมทำงานไม่บูรณาการกันนะครับ ต้องบูรณาการกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม บูรณาการ กรมส่งเสริมการส่งออก เพื่อจะได้บริหาร Demand Supply ได้นะครับ ทั้งนี้การบริหารจัดการ ให้ครบวงจร บูรณาการแบบครบวงจรผ่านกลไกนิคมอุตสาหกรรม ต้องทำครบทุกภาคส่วน

ส่วนแรกคือด้านการผลิต ต้องส่งเสริมให้มีปัจจัยการผลิตที่ต้นทุนต่ำ อย่างเช่น ในโซนนิคมอุตสาหกรรมส่งเสริมการเกษตร ส่งเสริมให้มีการทำปุ๋ยอินทรีย์ ในพื้นที่ใน Zoning นั้น ๆ จะทำให้บริหารจัดการเรื่องคุณภาพ Demand Supply ได้ การจัดพื้นที่ส่งเสริมเกษตรที่โดดเด่น ตามด้วยการใช้อาร์แอนด์ดีนำ ว่าพื้นที่ไหนควรจะปลูกอะไร เช่น โซนสมุทรสงคราม นครปฐม สมุทรสาคร ถ้าปลูกมะพร้าว ปลูกส้มโอ หรือพืชแถบนั้น แล้วได้ผลผลิตดีควรทำเป็น Zoning รวมทั้งสร้างแปรรูป

ส่วนถัดไปครับ สนับสนุนการแปรรูปและสร้างมูลค่าเพิ่ม ผลิตได้คุณภาพ ต้นทุนต่ำแล้วไม่พอครับ ต้องสร้างมูลค่าเพิ่ม ต้องเชื่อมโยงผ่านการนิคมอุตสาหกรรมแปรรูป ถามว่านิคมอุตสาหกรรมโดยมีเกษตรกรเป็น Partner หรือหุ้นส่วนในรูปของสหกรณ์ เกษตรกรจะได้ผลตอบแทน ๒ ส่วน คือ ขายวัตถุดิบ พอเข้าสู่การแปรรูปหรือส่งเสริมต่อ หักค่าบริหารจัดการให้กับสหกรณ์หรือที่ทำหน้าที่การตลาดซึ่งเป็นจุดอ่อนของเกษตรกร ก็กลับไปสู่ในฐานะผู้ถือหุ้นครับ ที่สำคัญสุดท้ายส่งเสริมให้เกิดเรื่องของช่องทางการตลาด และจัดจำหน่ายด้วยการเอามืออาชีพมาทำ เพราะเกษตรกรบ้านเราไม่มืออาชีพเรื่อง ช่องทางการจัดจำหน่ายและตลาดนะครับ รัฐต้องส่งเสริม เพราะรัฐมีเครื่องมือกลไก ไม่ว่ากรมส่งเสริมการส่งออก ทูตพาณิชย์ ทำ G to G ให้เกิดการสร้างแบรนด์ขึ้นอย่างถาวร รัฐบาลในอดีตเคยสร้างให้เกษตรกร มีราคาข้าว ๑๓,๐๐๐ บาทต่อเกวียน ยาง ๙๐ บาทต่อกิโลกรัม แต่ไม่ได้เกิดความยั่งยืน ต่อแต่นี้ไปผมคิดว่ารัฐบาลควรเอาจริงเอาจังกับเรื่องดูแลเกษตรกร ซึ่งเป็นชนชั้นจำนวนมาก ของประเทศไทย ถ้าเราจะแก้ปัญหาให้หลุดพ้นจากกับดักความยากจน เกษตรกรเป็นสัดส่วน ๔๕ เปอร์เซ็นต์ ควรจะได้รับการดูแลอย่างจริงจังและต่อเนื่อง ขอบคุณครับท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ในนามของรัฐสภา ยินดีต้อนรับ คณะครูและนักเรียนโรงเรียนบ้านกาหนั๊วะ อำเภอระแงะ จังหวัดนราธิวาส ครับ ต่อไป ขอเชิญท่านขวัญชัย แสนหิรัณย์ ครับ

นายขวัญชัย แสนหิรัณย์ สมาชิกวุฒิสภา 🔗

ท่านประธานรัฐสภา นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี รวมถึงเพื่อนสมาชิกรัฐสภา กระผม ขวัญชัย แสนหิรัณย์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอ่างทอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขออนุญาตที่ประชุม พูดถึงเรื่องนโยบายของรัฐบาล นโยบายเร่งด่วน นโยบายที่ ๗ ขอสไลด์ขึ้นด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

นโยบายที่ ๗ รัฐบาล จะเร่งส่งเสริมการท่องเที่ยวด้วยการสานต่อความสำเร็จ ในการปรับโครงสร้างการตรวจลงตรา ทั้งหมดของประเทศเพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ขอ Visa ต่าง ๆ ทังหมดนี้ข้อสังเกตที่ผม จะขอยกขึ้นมา

ประเด็นแรก ท่านสมาชิกลองเปิดดูตามผมก็ได้นะครับ ลองคิดตามดู ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยากอะไรเลย และคิดว่าเราฟังไปพร้อม ๆ กันจะเข้าใจ ในปี ๒๕๖๖ ประเทศมีรายได้จากการท่องเที่ยวประมาณ ๑.๘๙ ล้านล้านบาท เฉลี่ยแล้วในช่วงเวลา ๔ เดือน จะตกเป็นเงินประมาณ ๖๓๐,๐๐๐ ล้านบาท ในขณะที่ ๔ เดือนแรกของปี ๒๕๖๗ ตัวเลข รายได้จากการท่องเที่ยวมีเพียง ๕๘๐,๐๐๐ ล้านบาท เท่านั้น ซึ่งเทียบกันแล้วกับ ๔ เดือนของปี ๒๕๖๖ รายได้ลดลงราว ๆ ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท เป็นนัยสำคัญที่ว่าการเติบโต ทางการท่องเที่ยวลดน้อยลง ก็เหมาะสมแล้วที่รัฐบาลจะเร่งแก้ไขดำเนินกิจการ ด้านการพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนะครับ ทีนี้จากนโยบายข้อนี้ผมตั้งข้อสงสัย ๔ ประการ ข้อสงสัย ๔ ประการสำหรับผมก็คือ

โครงการนี้มีอะไรบ้าง ทุกท่านก็พอจะนึกภาพออกจากโครงการที่รัฐบาล เคยทำในรัฐบาลที่แล้ว โครงการก็ประกอบด้วยศูนย์การค้า สถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ สถานเริงรมย์หรืออะไรต่าง ๆ ก็ว่ากันไป

ข้อสงสัยประการที่ ๒ สร้างที่ไหน อันนี้ก็เป็นข้อสงสัยข้อถกเถียงกันมาก ใช้เวลานานมากในการที่จะต้องหาสถานที่ลง เพราะว่าเอาง่าย ๆ อย่างอาคารรัฐสภาของเรา นี่นะครับ ในการเริ่มต้นสรรหาสถานที่ก่อสร้างแห่งใหม่ก็ใช้เวลาในการค้นหาสถานที่ก่อสร้าง หลายปี อยู่มาหลายนายกรัฐมนตรี หลายรัฐบาลเช่นกันนะครับ ถ้าในโครงการที่ซับซ้อน อย่าง Entertainment Complex มันไม่แปลกหรอกครับที่ว่าจะใช้เวลาในการสรรหา นานมากขึ้น

ข้อสงสัยประการที่ ๓ คือ ใครเป็นคนลงทุน รัฐบาลคงลงทุนไม่ได้ รัฐบาลทำได้ แต่เพียงจัดหาคนมาลงทุนก็คงเป็นภาคเอกชน แต่ที่ข้อสงสัยและข้อวิตกกังวลต่าง ๆ ที่ต้อง เกิดขึ้นได้เลยคือว่า การลงทุนนี้ใช้เวลานานแค่ไหน จากรัฐบาลที่แล้วก็คืออาจจะต่อสัมปทาน ทุก ๆ ๒๐ ปี พิจารณากันไป แต่ว่าตัวเลขของ ๙๙ ปี การเช่าที่ดินระยะยาว มันลอยเข้ามา ถ้ามันเกี่ยวพันกันขึ้นมาปุ๊บเราคงไม่เห็นผลกระทบทันในชีวิตนี้

ข้อสงสัยประการที่ ๔ ประชาชนได้อะไร ประชาชนเสียอะไร ประชาชน ได้อะไร ประชาชนได้สถานที่ท่องเที่ยว ได้รายได้เพิ่มเติมมาจากนโยบายของรัฐบาล โอเค แต่ถ้าประชาชนได้กาสิโนขึ้นมาประชาชนก็จะได้เล่นการพนันอย่างถูกกฎหมาย ซึ่งมันเป็น ปัญหาที่ทุกคนต้องมาถกเถียงกันเกิดความขัดแย้งในสังคมต่อมานะครับ แล้วก็ในประเด็น ที่ประชาชนเสียอะไร ประชาชนเสียโอกาสแน่นอนครับ นักลงทุนที่มีโครงการต่าง ๆ ที่ลักษณะเดียวกันที่มันเกิดขึ้นอยู่แล้วจะต้องเจอโครงการของรัฐบาลขึ้นมาแข่งมาแย่งลูกค้า ตรงนี้ก็จะทำให้เกิดความเสียหายในด้านนี้ขึ้นมา

เวลาเหลือน้อยแล้วเพียง ๑ นาทีเท่านั้นนะครับ ก็ต้องรักษาให้ท่านสมาชิก ท่านอื่น ขอภาพต่อไปนะครับ ก็เลยมีข้อสังเกตต่อโครงการ Entertainment Complex นะครับ การดำเนินการใช้เวลานานแน่นอน ไม่สอดคล้องกับนโยบายเร่งด่วนเลยนะครับท่านสมาชิก เพราะว่านโยบายเร่งด่วนจริง ๆ แล้ว เร่งด่วนนี่คือมีหลายอย่าง เร่งด่วนที่สุดคือปัญหา ความเดือดร้อนของพ่อแม่พี่น้องที่เดือดร้อนจากอุทกภัย วาตภัยทางภาคเหนือตอนนี้ อันนี้คือเร่งด่วนที่สุดท่านต้องรีบแก้ปัญหา เร่งด่วนทั่ว ๆ ไปที่เราสามารถเข้าใจกันได้ก็คือ ความเร่งด่วนที่สามารถ Check ได้ว่า ๓ เดือน ๔ เดือน ๖ เดือน ๙ เดือน ๑ ปี เห็นผลสัมฤทธิ์ แต่โครงการ Entertainment Complex ใช้เวลา ๓ ปี ๔ ปี ๕ ปี แน่นอนไม่ทันในรัฐบาลนี้ ก็จะเกิดปัญหาขึ้นในโอกาสข้างหน้า อย่างเช่น กรณีศึกษาจากประเทศเพื่อนบ้าน อย่างประเทศเพื่อนบ้านที่ทางทิศตะวันออก ไม่อยากจะเอ่ยนามเพราะมันจะมีปัญหากันเรื่อย ๆ ก็คือว่าสร้างแล้วไม่สามารถเปิดได้ กลายเป็นเมืองร้าง มีปัญหาจากสาธารณูปโภคต่าง ๆ วุ่นวายเต็มไปหมด ขอภาพต่อไปนะครับ จะเป็นตรงนั้น ก็จะเป็นลักษณะนี้ บ้านเราก็เคยเป็น แต่มันต้องใช้เวลาในการเยียวยากันมากมาย ส่วนของประเทศที่อยู่ทางใต้ของประเทศไทย ก็มีเหมือนกัน โครงการสร้างเสร็จแล้วเริ่มเปิดแล้ว แต่ไม่สามารถมีผู้เข้ามาเช่าพื้นที่ได้ เพราะว่าเศรษฐกิจมันมีปัญหา ทีนี้เท่าที่ผมพูดมาขอเวลาสั้น ๆ นิดหนึ่งนะครับ คือว่าเร่งด่วน จริง ๆ สำหรับโครงการ Entertainment Complex คิดว่าไม่น่าจะใช่ตามนโยบายของรัฐบาล เพราะฉะนั้นอยากให้นโยบายเร่งด่วนรัฐบาลด้านการท่องเที่ยวส่งเสริมการท่องเที่ยวเดี๋ยวนี้เลย มันจะไม่มีเลยนะครับ เพราะฉะนั้นอยากให้ท่านพิจารณาโครงการ Entertainment Complex ให้ปรับรูปแบบใหม่

ข้อเสนอแนะ ทบทวนรูปแบบโครงการให้สอดคล้องกับบริบททางเศรษฐกิจ และสังคม และลดความขัดแย้ง เน้นความขัดแย้งว่าต้องมีน้อยที่สุด เพราะว่าความขัดแย้ง ต่าง ๆ มันจะทำให้เกิดเรื่องต่าง ๆ ตามมาตลอดเวลา

ข้อ ๒ เพิ่มกลยุทธ์ใหม่ในการบูรณาการการอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อย่างมีระบบ เพิ่มเติมสิ่งที่ขาด และเชื่อมโยงทรัพยากรการท่องเที่ยวที่มีอยู่ ณ ตอนนี้ ทุกอย่างทำพอเป็นระบบปุ๊บ ตรงไหนขาดตรงไหนเติมมันก็จะเป็นอะไรที่พัฒนาขึ้นมาได้ ตามลำดับของมันเองตามธรรมชาติ อันนี้ลงทุนน้อยที่สุดครับ ขอบคุณมากครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปขอเชิญ ท่านอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ ครับ

นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนท่านประสภา ที่เคารพ กระผม นายอัครแสนคีรี โล่ห์วีระ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ เขต ๗ ท่านประธานครับ วันนี้กระผมขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร โดยผมจะขอพูดถึง ๓ ประเด็นหลักที่ประเทศไทยเรากำลังเผชิญอยู่ ในขณะนี้ และจะขอเสนอแนวคิดเพิ่มเติมเพื่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีและทาง ครม. ช่วยพิจารณา ขอสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ หากเรามองในภาพรวมของเศรษฐกิจของประเทศไทยเราจะเห็นได้ว่าในช่วงปี ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นปีที่ทั่วโลกเผชิญกับวิกฤติโควิด-๑๙ เราจะเห็นว่าประเทศไทยมีอัตราการเติบโตของ เศรษฐกิจ หรือจีดีพี ในปี ๒๕๖๓ ซึ่งเป็นช่วงโควิด-๑๙ เรามีอัตราการเติบโตเศรษฐกิจ แบบติดลบ ๖.๑ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็ใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านเรา ไม่ว่าจะเป็นฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย มาเลเซีย แต่ทั้งนี้หลังจากโควิด-๑๙ ผ่านไปแล้วนี่ประเทศไทยของเรากลับมี เศรษฐกิจที่โตได้เพียง ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่เพื่อนบ้านของเราเขาโตกันประมาณ ๘ เปอร์เซ็นต์ ๙ เปอร์เซ็นต์ และเรายังมีหนี้สินต่อจีดีพี หรือ Household Debt ที่ค่อนข้างสูง อยู่ที่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ทั้งหมดนี้จึงสรุปได้ว่าประเทศไทยคนไทยเราเป็นหนี้เยอะ แต่รายได้โตไม่ทัน นอกจากนี้ เรายังเผชิญกับสังคมสูงวัย ซึ่งตอนนี้เบี้ยผู้สูงอายุ ๑,๐๐๐ บาท ต่อเดือน ถือว่าน้อยมาก เมื่อเทียบกับค่าครองชีพในปัจจุบัน ผมได้มีโอกาสอ่านนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงมาเมื่อสักครู่ ผมเห็นว่ามีนโยบายหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็น การเร่งจัดเก็บภาษีจากเศรษฐกิจใต้ดิน การเปิดให้มี Entertainment Complex การปรับ โครงสร้างหนี้ทั้งระบบ ซึ่งผมเห็นด้วยกับนโยบายที่ได้แถลงมา เพราะประเทศไทยเราจำเป็น ที่จะต้องมีเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ตัวใหม่ ซึ่งจะทำให้เราก้าวไปข้างหน้าได้ อย่างมั่นคงและจะสามารถทำให้เราเพิ่มสวัสดิการให้กับพี่น้องประชาชนได้ ไม่ว่าจะเป็น เบี้ยผู้สูงอายุ เบี้ยผู้พิการ เป็นต้น และถ้าเราสามารถขยายฐานภาษีเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ ผ่านนโยบายต่าง ๆ ของท่านนายกรัฐมนตรี เรายังสามารถนำไปลงทุนกับโครงสร้าง พื้นฐานต่าง ๆ ได้ ไม่ว่าจะเป็นถนน ระบบราง ระบบชลประทาน ระบบประปา แก้แล้ง แก้ท่วม

ประเด็นถัดมา คือเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปัญหาค่าไฟฟ้าแพง แล้วก็ ความมั่นคงด้านพลังงาน อย่างที่เราทราบครับ ขณะนี้ประเทศไทยของเรากำลังเผชิญกับ สภาวะค่าไฟแพง ซึ่งหากเราพิจารณาจากภาพซ้ายมือเราก็จะเห็นว่าประเทศไทยเรามี การผลิตไฟฟ้าจากหลายรูปแบบ แต่สัดส่วนหลัก ๆ ราว ๕๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นการผลิตไฟฟ้า จากก๊าซธรรมชาติ ซึ่งต้องใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นต้นทุนหลักในการผลิตไฟ แต่เมื่อเราพิจารณา จากแผนจัดหาเชื้อเพลิงของกรมเชื้อเพลิง ซึ่งอยู่ในสไลด์ในรูปขวามือเราก็จะเห็นว่า หลังปี ๒๕๗๐ เป็นต้นไป ก๊าซในอ่าวไทย ซึ่งขณะนี้เป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้า ก๊าซในอ่าวไทยอีก ๕ ปีข้างหน้าก็จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ จึงทำให้เรามีความจำเป็นที่จะต้อง จัดหาก๊าซในรูปแบบอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นก๊าซ LNG หรือ Liquefied Natural Gas ที่เป็นก๊าซเหลว นำเข้าจากต่างประเทศ เพื่อนำเข้ามาผลิตไฟฟ้า หน้าถัดไปครับ เมื่อเราพิจารณาจากรูป ดังกล่าว ซึ่งผมได้นำค่าไฟฟ้ามาเปรียบเทียบกับราคาก๊าซ LNG เราก็จะเห็นว่าเมื่อมีสงครามที มีวิกฤติของผู้ส่งออกที ก็จะเกิดการดีดตัวของราคาก๊าซ LNG และก๊าซธรรมชาติ ซึ่งทำให้ รัฐบาลไทยต้องปรับขึ้นค่าไฟหลายระลอกที่ผ่านมา อย่างที่ได้กล่าวเมื่อสักครู่ หลังปี ๒๕๗๐ ก๊าซในอ่าวไทยจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ และหากเราต้องพึ่งพิงการนำเข้าก๊าซ LNG จากต่างประเทศ และเมื่อมีสงครามก็จะทำให้ค่าไฟพุ่ง ผมจึงขอสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรี และ ครม. ให้เร่งพิจารณาจัดหาแหล่งก๊าซให้กับประเทศไทย เพื่อเสถียรภาพของระบบ พลังงาน โดยเฉพาะค่าไฟ ไม่ว่าจะเป็นการเร่งการเจรจาพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะในเรื่องประเด็นของการขุดเจาะก๊าซและน้ำมัน ซึ่งหากเราเจรจาได้อาจจะทำให้ ค่าไฟถูกลง ผมอ่านข้อมูลมาล่าสุดจะทำให้ต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าของเราต่ำลง อาจจะทำให้ ค่าไฟของเราเหลืออยู่ ๓ บาทกว่า ๆ อันนี้ข้อมูลที่จากกรุงเทพธุรกิจนะครับ

ถัดไป ประเด็นสุดท้ายครับ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวข้องกับพี่น้องประชาชน ในหลาย ๆ จังหวัด นั่นก็คือประเด็นเรื่องการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ท่านประธานครับ ในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะไม่กี่อาทิตย์ที่ผ่านมา เราได้เห็นสภาวะวิกฤติน้ำท่วมหนัก ในภาคเหนือหลายจังหวัด ซึ่งขณะนี้หลายจังหวัดก็ยังเผชิญกับน้ำท่วมอยู่ ที่ผ่านมาเวลา เกิดน้ำท่วม อย่างเช่น ๓ ปีที่ผ่านมา พอเกิดน้ำท่วมเสร็จหลังจากนั้นก็แล้งต่อ ซึ่งในช่วง ที่ผ่านมา กระผมในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยภูมิ ได้เชิญท่านอดีต รัฐมนตรีว่าการท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า แล้วก็อดีตท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านอรรถกร ลงพื้นที่จังหวัดชัยภูมิไปดูหลายอำเภอ เพื่อเข้าไป ดูว่าจะแก้ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้งอย่างไร ผมมีความหวังว่าทางท่านรัฐมนตรีนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการอัครา พรหมเผ่า ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการอิทธิ ศิริลัทธยากร จะเข้ามา สานต่อในสิ่งต่าง ๆ ที่ทางท่าน ร้อยเอก ธรรมนัส ได้ทำไปก่อนหน้านี้ ซึ่งผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ ดีมาก พี่น้องประชาชนหลายท่านได้ประโยชน์นะครับ ผมว่าท่านรัฐมนตรีที่เข้ามาน่าจะทำ หน้าที่ได้ดียิ่งขึ้นนะครับ

แล้วสุดท้ายผมหวังว่าทางคณะรัฐมนตรีของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร จะจัดทำแผนการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ เพื่อนำมาแก้ไขน้ำ ไม่ว่าจะเป็นน้ำประปา ที่ขาดแคลน น้ำชลประทาน การแก้ไขปัญหาเรื่องภัยแล้งและน้ำท่วมซ้ำซาก โดยอาจจะพิจารณา ใช้งบประมาณที่ไม่ได้อยู่ในงบ พ.ร.บ. ยกตัวอย่างเช่น งบกลางหรืองบเงินกู้นะครับ เพื่อเข้ามาแก้ไขปัญหาเรื่องน้ำให้จบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด ผมก็มีประเด็นที่อยากจะฝากท่านประธาน นำเรียนไปยังทางท่านรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีเพียงเท่านี้ ขอบพระคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไป เชิญท่านชัยมงคล ไชยรบ ครับ

นายชัยมงคล ไชยรบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานสภา ที่เคารพ ผม ชัยมงคล ไชยรบ พลังประชารัฐ สกลนคร ขอถือโอกาสนี้ได้ร่วมวิพากษ์วิจารณ์ นโยบายของคณะรัฐมนตรีชุดนี้ด้วยครับ พลันที่ได้ทราบข่าวว่านายกรัฐมนตรีชื่อแพทองธาร ชินวัตร ผมก็นึกถึงประโยคที่บอกว่า คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี แล้วก็มาตอกย้ำ ตอนที่ท่านอ่านแถลงนโยบายตรงนี้อีก ความหวังของคนไทยเริ่มเรืองรอง แต่พลันที่ คณะรัฐมนตรีปรากฏชื่อออกมาทำให้ความหวังเหล่านั้นเริ่มลางเลือน เราได้แลเห็นว่า คณะรัฐมนตรีชุดนี้ประกอบไปด้วยคนเก่า ๗๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วเพิ่มเติมคนใหม่มาบ้าง เปรียบเสมือนเหล้าเก่าในขวดใหม่ที่เขียนฉลากเพิ่มเติม มีบ้างที่พ่อแทนลูก มีบ้าง ที่ลูกแทนพ่อ มีบ้างที่น้องแทนพี่ เพราะฉะนั้นวันนี้อยากกราบเรียนว่าท่านเหล่านั้นที่มาแทน กันนั้นไม่ใช่ไม่ใช่คนดี อาจจะเป็นคนดี แต่จะสามารถบริหารราชการแผ่นดินที่มีเดิมพัน ด้วยประชาชนคนไทย ๗๐ กว่าล้านคนได้หรือไม่ เพราะองค์ประกอบ ครม. ชุดนี้ประกอบไปด้วย หลายสัดส่วน ไม่ว่าจะเป็นสิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์ที่เป็นผลพวงจากพรรคคอมมิวนิสต์ แห่งประเทศไทย ที่มีจุดยืนว่าอำนาจรัฐต้องมาจากปลายกระบอกปืน มาจากรัฐมนตรีอาชีพ ที่เลือกที่จะเป็นรัฐมนตรีมา ๑๗-๑๘ สมัย ส่วนคนใหม่นั้นก็สืบทอดโดยสายเลือด จึงได้เห็น สื่อมวลชนได้ขนานนาม ครม. ชุดนี้ว่าญาติกาบ้าง ผู้สืบสันดานบ้าง และอีกหลายสมญานาม ทำให้เห็นปลายทางของนโยบายรัฐบาลชุดนี้ ไม่ได้เห็นว่าจะหวังผลประการใด หากท่านทำ ตามที่ท่านอ่านคำแถลงทั้งหลายในสภาแห่งนี้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองในวันพรุ่งนี้เลยครับ แต่ก็ไม่แปลกใจเพราะว่านโยบายรัฐบาลชุดนี้ไม่ต่างจากชุดที่แล้ว ไม่ต่างกันเลยครับ แล้วก็ มีต้นทางจากพรรคเพื่อไทยเหมือนกัน ยกตัวอย่างเช่น ยาเสพติดก็เขียนเหมือนกันว่า ต้นทางของยาเสพติดต้องจัดการแล้วคุยกับประเทศเพื่อนบ้าน ยึดทรัพย์ บำบัดผู้เสพ หาผู้เสพ เขียนเหมือนกัน แต่ผลดำเนินการของรัฐบาลชุดที่แล้วท่านเป็นคนบอกเองนะครับว่า ไตรมาสที่ ๒ มีคดีเกี่ยวกับยาเสพติดเพิ่มขึ้น ๒๙.๙ เปอร์เซ็นต์ นั่นแปลว่านี่คือการบริหารงานรัฐ ที่ล้มเหลวในการปราบปรามยาเสพติด นอกจากนั้นนโยบายเรือธงของท่าน Entertainment Complex บอกว่าจะสร้างเศรษฐกิจให้ดีขึ้น คนไทยจะมีรายได้เพิ่มขึ้น เก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น ผมเชื่อว่ามีการจ้างงาน ซึ่งคนไทยก็จะไปเป็นคนที่แจกไพ่ เป็นแรงงาน เป็นคนต้อนรับ แต่คนรวยมีไม่เกิน ๑๐ ตระกูล แต่คนจนนั้นจะมีนับสิบ ๆ ล้านคน เพราะฉะนั้นวันนี้นโยบาย เช่นนี้มันเปรียบเสมือนทำให้แลเห็นว่าเป็นนโยบายจากกลุ่มชนชั้นนำ เพื่อชนชั้นนำ และเพื่อ ทุนขนาดใหญ่ ดังนั้นจึงไร้ความหวังจากพฤติกรรมที่ทำ แต่หากอ่านตามนโยบายที่เขียนไว้ ชื่นชม นอกจากนั้นก็ยังจะบอกอีกหลายเรื่อง การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นพูดกันมาตั้งแต่ รัฐบาลที่แล้วว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคือทับหน้าในการบริหารราชการแผ่นดิน ในการดูแลทุกข์สุขของพี่น้องประชาชน แต่การเปลี่ยนแปลงการแก้ไขไม่ว่าเรื่องการจัดเก็บภาษีก็ดี การแก้กฎหมายให้อำนาจหน้าที่ ของท้องถิ่นนั้นสามารถจัดการปัญหาในท้องถิ่นตัวเองได้นั้นแทบไม่ได้ขยับเลยครับ แล้วนอกจากนั้นยังบอกอีกว่าพลังงานเราต้องทำให้มันลดราคาค่าไฟ ค่าน้ำ แต่อยากบอก ท่านประธานกราบเรียนท่านประธานฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีซึ่งอยู่ที่ไหนไม่รู้ ว่ากรุณา ไปดู MOU ปี ๒๕๔๔ ซึ่งเขาบอกว่าเป็นพื้นที่ทับซ้อนกับประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งโดยข้อเท็จจริง ทางประวัติศาสตร์หลักฐานต่าง ๆ ได้บ่งชี้ว่ามันไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน แต่เป็นแผ่นดินไทยที่เรา ไปทำ MOU แล้วสุ่มเสี่ยงต่อการเสียดินแดน และดินแดนที่จะเสียนั้นเต็มไปด้วยทรัพยากร ทางธรรมชาติ มีปิโตรเลียม มีก๊าซธรรมชาติ ใครไปเซ็นกับใครไว้ตามไปแก้ไขตามไปยกเลิก หน่อยครับ จำคำพูดผมไว้ให้ดี ในแผ่นดินรัชกาลนี้คนไทยจะไม่ยอมเสียดินแดน ไม่ว่าทางผืนดิน ทางผืนน้ำ แม้แต่ตารางนิ้วเดียว หากทำให้เสียดินแดนนั้นเขาจะตราหน้าว่าเป็นคนขายชาติ คนทรยศต่อแผ่นดิน ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายเรือธงที่เคยพูดกันมาตั้งแต่รัฐบาล ที่แล้ว การแจกเงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จะเป็นเงินสดหรือเงินอะไรก็แล้วแต่ นี่ท่านวางแผนไว้ดี หรือไม่ ถ้าเป็นเงินสดท่านได้วางแผนในการที่จะไม่ไปส่งเสริมสินค้าต่างชาติราคาถูก ที่หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทยจนกระทั่งทำลาย SMEs จนกระทั่งทำให้ผู้ประกอบการ ในประเทศไทยนั้นเจ๊งกันระเนระนาด เพราะฉะนั้นเรื่องราวเหล่านี้เขาไม่ได้ดูกันที่การอ่าน เป็นตัวอักษร แต่อยากเห็นการกระทำที่เป็นจริง เมื่อมองที่มาของรัฐบาลตั้งรัฐบาลแล้ว วันนี้ภาพที่ประชาชนเขารับรู้ก็คือตระบัดสัตย์ มันมีที่ไหนครับ พรรคที่ยกมือให้ ๓๙ เสียง บอกไปเป็นฝ่ายค้าน เปรียบเสมือนว่าไปหุงข้าวมาด้วยกันพอเวลาข้าวสุก ข้าพเจ้าขอกิน คนเดียว แต่พรรคที่งดออกเสียงเชิญมาเป็นรัฐบาล

(นายอรรถกร ศิริลัทยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายอรรถกร ศิริลัทยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ประท้วงครับ ท่านประธานอนุญาตไหมครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ใครประท้วงครับ

นายอรรถกร ศิริลัทยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ผมครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายอรรถกร ศิริลัทยากร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ อรรถกร ศิริลัทยากร สส. จังหวัดฉะเชิงเทรา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขอประท้วงผู้อภิปรายในข้อบังคับ การประชุมรัฐสภา ข้อที่ ๔๕ จริง ๆ แล้วตั้งแต่เริ่มต้นเพื่อนสมาชิกเขาก็ทำผิดข้อบังคับนะครับ ในการเสียดสี ผมก็นั่งรอ แล้วก็มีการพูดจาในเชิงเสียดสีซ้ำแล้วซ้ำเล่า ผมนำเรียนผ่าน ท่านประธานนิดเดียวครับ ผมก็แปลกใจว่าเพื่อนสมาชิกผมนี่ ถ้าย้อนกลับไปก่อนหน้านี้สัก ๒ อาทิตย์ ๒ เดือน นโยบายฉบับนี้คงเห็นด้วยครับ นโยบายของรัฐบาลชุดนี้ แต่ไม่รู้เป็นอะไร วันนี้เหมือนกับเปลี่ยนใจ ดังนั้นจึงฝากท่านประธานว่ากำชับเพื่อนสมาชิกให้ทำตามข้อบังคับ อย่างเคร่งครัดด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เชิญต่อครับ

นายชัยมงคล ไชยรบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ กราบขอบพระคุณครับ วันนี้ก็ตอบท่านผู้ประท้วงเลยก็ได้ ผมทำหน้าที่ในฝ่ายค้าน เมื่อเป็นฝ่ายค้านก็ทำหน้าที่สำรวจตรวจสอบรัฐบาล นักการเมืองนั้นไม่สนใจหรอกครับว่า จะเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาล ขอแต่ทำประโยชน์ให้กับประชาชนได้ อย่างน้อยข้อเสนอแนะ แนวทางที่ผมเสนอไปนั้นเป็นประโยชน์กับประชาชน มิได้เป็นประโยชน์ส่วนตัว ผมไม่อยากเห็น รัฐบาลชุดนี้เป็นรัฐบาลที่มาจากชนชั้นสูง เพื่อคนชั้นสูงอาศัยมือของประชาชน ในคราบประชาธิปไตยแล้วอ้างประชาชน แล้วมากอบโกยผลประโยชน์อย่างตะกละตะกลาม และมูมมาม ขอบคุณครับท่านประธานครับ

(นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมยืนขึ้นยกมือพ้นศีรษะ ตามข้อบังคับ ผมประท้วงผู้อภิปรายซึ่งนั่งลงเมื่อสักครู่ กระผม ไชยวัฒนา ติณรัตน์ ผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย มหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านต้องถอนคำพูด Wording สุดท้ายนะครับ กอบโกยอะไร ชนชั้นสูงอะไร เสียดสี ชัดเจนครับ ท่านประธานจะนิ่งเฉยไม่ได้ครับ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ เต็ม ๆ เลยครับ ผมนั่งฟัง ตั้งแต่อยู่ห้องอาหารครับ วิ่งกระหืดกระหอบมา ต้องถอนครับท่านประธาน ถ่ายทอดสด ทั่วประเทศนะครับท่านประธาน ผู้ฟังทางบ้านจะเข้าใจผิด คำพูดสุดท้ายท่านผู้อภิปราย เมื่อสักครู่นี้ครับ ผมไม่เอ่ยนามหรอกครับ พรรคพลังประชารัฐต้องถอนครับ ท่านประธานครับ วินิจฉัยด้วยครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านจะถอนไหมครับ

นายชัยมงคล ไชยรบ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ท่านอยากให้ผมถอนไหมครับ ถ้าท่านอยากให้ผมถอนผมก็ถอนเพื่อความสบายใจ ของเพื่อนสมาชิก ณ ที่นี้ครับ ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับท่านถอนแล้วครับ ท่านต่อไปเชิญท่านธนกร วังบุญคงชนะ ครับ

นายธนกร วังบุญคงชนะ แบบบัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องที่จะอภิปราย แล้วก็แนะนำรัฐบาล ๒-๓ เรื่องนะครับ

เรื่องแรกท่านประธานครับ ในภาพรวมของเศรษฐกิจวันนี้มีการขยายตัว ต่ำกว่าศักยภาพเป็นอย่างมากนะครับ ตั้งแต่ช่วงโควิดมาแล้วนะครับ อัตราการเติบโตเฉลี่ย เพียง ๒ เปอร์เซ็นต์ต่อปี และครึ่งปีแรกในปี ๒๕๖๗ จีดีพีโตแค่ ๑.๙ เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเปรียบเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านโตกว่าเราเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น สิงคโปร์โตถึง ๔.๙ เปอร์เซ็นต์ต่อปี มาเลเซีย ๕.๒ แล้วก็อินโดนีเซีย ๔.๗ ต่อปี คำถามมีอยู่ว่า ทำไมประเทศไทยอัตราการเติบโตต่ำมากทั้ง ๆ ที่เรามีศักยภาพ เมื่อเราไปดูในส่วนของ โครงสร้างก็จะเข้าใจเลยนะครับว่า วันนี้เศรษฐกิจของไทยขึ้นอยู่กับภาคเกษตร ภาคการท่องเที่ยว เป็นหลักนะครับ เพราะฉะนั้นแล้วเมื่อเกิดสถานการณ์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของโควิด หรือสงครามการค้า สงครามในต่างประเทศมันก็กระทบการท่องเที่ยวท่านประธาน เพราะฉะนั้นแล้ววันนี้เศรษฐกิจมันถึงแย่นะครับ แต่ผมก็เห็นด้วยว่าวันนี้เราต้องปรับเปลี่ยน โครงสร้างทางเศรษฐกิจใหม่ท่านประธานครับ เราควรที่จะปรับโครงสร้างไปในส่วนของ ภาคอุตสาหกรรม แล้วก็ใช้เทคโนโลยีต่าง ๆ ในภาคการผลิตนะครับ นอกจากนั้นแล้ว เราจะต้องมีทักษะแรงงานที่สูงขึ้นมันก็จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศไทยดีขึ้นอย่างแน่นอน ผมดีใจที่รัฐบาลชุดนี้ได้มีการปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจครับท่านประธาน มีการพัฒนา ในเรื่องของเศรษฐกิจตัวใหม่ ๆ แล้วผมเชื่อว่าเศรษฐกิจก็จะดีขึ้นนะครับ

ท่านประธานครับ ผมมีอีกเรื่องนะครับ เรื่องของ Digital Wallet วันนี้ ไม่ว่าจะเป็นดิจิทัล หรือ Analog ประชาชนก็ไม่สนใจหรอกครับ เขาสนใจเพียงอย่างเดียวว่า เงิน ๑๐,๐๐๐ บาท จะถึงมือเมื่อไร และผมก็ต้องขอบคุณรัฐบาลนะครับ วันนี้ทราบว่าท่านจะ จ่ายเงินผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ หรือบัตรลุงตู่ที่ชาวบ้านเขาเข้าใจ ขออนุญาตที่เอ่ยนาม เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าท่านจ่ายเงินสดไปก่อนในเดือนหน้าหรือเดือนนี้ปลายเดือนผมเชื่อว่า ๑๔ ล้านกว่าคน ที่เป็นกลุ่มเปราะบางเขาได้ประโยชน์ วันนี้พี่น้องประชาชนก็ต้องยอมรับว่า เขาเดือดร้อนจริง ๆ เพราะฉะนั้นแล้วไม่ว่ามันจะหมุนกี่รอบ ไม่ว่าจะเป็นทอร์นาโดหรืออะไร ก็ตามที ความกดอากาศต่ำอะไรก็ตาม ผมเชื่อว่าประชาชนเขาก็ไม่สนใจ สนใจแค่ว่า จะมาเมื่อไร นอกจากนั้นท่านประธานครับ ผมเองก็มีเรื่องในส่วนของอันนี้คือ ๑๔ ล้านกว่าคน ส่วนอีก ๓๐ ล้านคน ในปี ๒๕๖๗ ก็ว่ากันไป ผมไม่ได้ขัดข้องเลย แต่มีสิ่งที่ผมอยากจะฝากไว้ เช่นเดียวกันนะครับ วันนี้ในปี ๒๕๖๘ ผมเป็นห่วงเรื่องหนี้สาธารณะท่านประธาน เพราะหนี้ สาธารณะมันชนเพดาน ปี ๒๕๖๘ คาดว่าสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพี ๖๘ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธาน ซึ่งกำหนดเพดานไว้ที่ ๗๐ เพราะฉะนั้นแล้วผมเป็นห่วงในเรื่องของความยั่งยืน ทางด้านการคลัง เพราะฉะนั้นรัฐบาลผมเข้าใจในการใช้เงิน ประชาชนเดือดร้อนนะครับ แต่รัฐบาลเองก็ต้องคิดในการหาเงินเข้าประเทศ ท่านต้องวางยุทธศาสตร์เช่นเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของภาษี ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการท่องเที่ยว ท่านประธานก็ทราบดีว่า รายได้หลักมาจากการท่องเที่ยว เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็ต้องปรับในเรื่องของการหารายได้

ท่านประธานที่เคารพครับ เรื่องสุดท้ายเป็นเรื่องพลังงาน วันนี้ผมเห็นแล้ว นะครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีท่านใหม่ได้มีนโยบายในเรื่องพลังงาน ผมอยากให้รัฐบาลได้ให้ การสนับสนุนแนวคิดของท่านพีระพันธุ์ เมื่อสักครู่นี้ยังอยู่สงสัยอยู่ข้างนอก ท่านมีแนวคิด ในเรื่องพลังงานที่ดีมาก แล้วก็ทำมาแล้วในเรื่องบันได ๕ ขั้น ไม่ว่าจะเป็นการพลิกโฉมระบบ พลังงานของไทย การสร้างความมั่นคงทางด้านพลังงานในอนาคต การตรึงราคาน้ำมัน การปรับปรุงการค้าน้ำมัน สร้างระบบสำรองน้ำมันทางยุทธศาสตร์ เมื่อสักครู่ท่านนายกรัฐมนตรี อยู่ในนโยบายรัฐบาลแล้ว อันนี้เห็นด้วยเลยท่านประธาน แต่มันมีสิ่งหนึ่งที่ผมต้องขอ ความร่วมมือจากสมาชิกทุกท่านนะครับ จากรัฐบาลด้วย นั่นก็คือวันนี้ท่านพีระพันธุ์ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ท่านได้ร่างกฎหมายปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันเชื้อเพลิง และก๊าซขึ้นมาแล้วท่านประธาน มันมีทั้งหมด ๙๐ หน้า ๑๘๐ มาตรา ท่านก็ร่างมา แล้วก็ กลางคืนตี ๒ ตี ๓ เห็นเล่าให้ สส. ในพรรคผมฟังนะครับ แต่ในรายละเอียดท่านประธานครับ วันนี้จะมีการปรับระบบราคาน้ำมันใหม่ ทุกวันนี้ราคาน้ำมันอ้างอิงต่างประเทศตลอด ขึ้นลง ทุกวัน ประชาชนเดือดร้อนหมด เพราะฉะนั้นจะมีการกำหนดให้ปรับราคาน้ำมันเพียง เดือนละครั้งเดียว และจะนำระบบ Cost Plus ซึ่งเป็นการคิดราคาต้นทุนที่แท้จริงมาใช้แทน การอ้างอิงน้ำมันจากต่างประเทศ อันนี้สำคัญจริง ๆ จะเป็นการพลิกโฉมโครงสร้างราคา น้ำมันเลยท่านประธาน เพราะฉะนั้นแล้วหามรุ่งหามค่ำ ท่านหัวหน้าผม เรื่องนี้ผมอยากผ่าน ท่านประธานไปเลยนะครับว่า อยากให้ท่านพีระพันธุ์ได้ตอบในเรื่องนี้ด้วย เพื่อนสมาชิก บอกว่าผมเองอยู่พรรคเดียวกันไม่ได้คุยกันหรือ หรือไม่ได้ส่งไลน์กันหรือ ผมรู้คร่าว ๆ ฟังคร่าว ๆ มา แต่ว่าเรื่องนี้สำคัญ อยากให้ท่านตอบผมในวันนี้ ตอบพี่น้องประชาชน เลยว่าท่านร่างไปถึงไหนแล้ว เห็นบอกว่าเสร็จแล้ว แล้วทราบว่าจะมีการเป็นของขวัญปีใหม่ ท่านประธานทราบไหมครับว่าราคาน้ำมันต้นทุนที่แท้จริงมันลิตรละ ๒๐ บาทเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นถ้าวันนี้กฎหมายฉบับนี้ออกมา แล้วราคาน้ำมันสัก ๒๕ บาทต่อลิตร ผมเชื่อว่า ประเทศไทยเจริญแน่นอน สุดท้ายจริง ๆ ครับท่านประธาน ผมก็ให้กำลังใจรัฐบาล ในการทำงาน ไม่ว่าท่านจะเจอแรงเสียดทานแบบไหนอย่างไร ก็ต้องช่วยเหลือพี่น้องประชาชน

สุดท้ายจริง ๆ ท่านประธานครับ วันนี้นายกรัฐมนตรีแถลงนโยบายแล้ว ก็ถือว่าแถลงนโยบายแล้ว ปฏิบัติหน้าที่ได้แล้วพรุ่งนี้ เชียงรายลำบาก น้ำท่วมหนักมาก ผมฝากให้ท่านนายกรัฐมนตรีลงพื้นที่เลย เย็นนี้ก็ได้ท่านประธานหรือพรุ่งนี้เช้าก็ได้พี่น้อง ประชาชนรออยู่ ให้กำลังใจทุกคน ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญท่าน พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ขอชี้แจงขอตอบคำถามครับ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพและท่านสมาชิก จริง ๆ การอภิปรายนโยบายรัฐบาล ของเพื่อนสมาชิกผมคิดว่ามีประโยชน์อย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้เป็นรัฐบาลจะได้รับฟังข้อมูล แต่มันมีบางประเด็นถ้าเราปล่อยไว้ข้ามไว้ข้อมูลอาจจะไม่รอบด้านหรือไม่ครบถ้วน อาจจะ ทำให้สังคมไขว้เขวได้ ผมก็อยากจะขอตอบคำถามพยายามรวบรวมว่าจะมีคำถามเรื่อง ยาเสพติดเพิ่มขึ้นไหม แต่ว่าเมื่อผ่านไปยาเสพติดอยู่ในจุดนี้ก็จะขอตอบ คือรัฐบาลได้เห็น ความสำคัญการแก้ปัญหายาเสพติด โดยเขียนไว้ในนโยบายเร่งด่วนที่ ๘ ว่ารัฐบาล จะแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาดครบวงจร เริ่มตั้งแต่ตัดต้นตอการผลิต การจำหน่าย ร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน สกัดการควบคุม ลักลอบนำเข้า และเส้นทางการลำเลียงยาเสพติด การปราบปราม การยึดทรัพย์ผู้ค้าอย่างเด็ดขาด การค้นหาผู้เสพในชุมชน เพื่อเข้าสู่ระบบกระบวนการรักษา ตลอดจนการบำบัดรักษาผู้ติดยา ผู้เสพยา ฝึกอาชีพ การศึกษาและฟื้นฟูสภาพทางสังคม รวมถึงมีระบบติดตามดูแลช่วยเหลือ ไม่ให้กลับกระทำผิดซ้ำ เพื่อให้คืนคนมีคุณภาพสู่สังคม นโยบายอาจจะเขียนไว้ไม่ยาวนัก เป็นเรื่องที่สั้น แต่ก็อยากจะกราบเรียนว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ทำลายคุณภาพมนุษย์ การทำลายประเทศที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ทำลายคุณภาพของมนุษย์ โดยเฉพาะเรื่องยาเสพติด เป็นปัญหาสำคัญ ประเด็นหนึ่งที่ต้องเรียนว่าเราไม่ได้โทษกันเราต้องแก้ปัญหา วันนี้สำนักงาน ป.ป.ส. และแล็บทั้งประเทศในการตรวจพิสูจน์ เราจะเรียกว่า Drug Profile ยาเสพติด ทุกเม็ด ทุกตัว การบรรจุหีบห่อเราจะมาตรวจ แล้วเราก็พบว่า ณ วันนี้สามารถประกาศได้ว่า ยาเสพติดที่อยู่ในเมืองไทยทั้งหมดไม่มีผลิตในประเทศไทยเลย ที่ว่าไม่มีผลิตในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเคมีภัณฑ์ ตัวยาส่วนผสม บรรจุหีบห่อ ซึ่งก็เห็นว่ามาตรการในประเทศที่เรา จะไม่ยืมจมูกคนอื่นหายใจเราทำได้เต็มที่ ปัญหาที่ตามมาก็คือว่ายาเสพติดก็มาจาก สามเหลี่ยมทองคำ ผมเพิ่งไปประชุมรัฐมนตรีอาเซียน ๑๐ ประเทศ บวกจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีมา

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ก็ทุกคนยอมรับด้วยกันว่าคนที่ทำลายยาเสพติดในประเทศไทยก็มาจากประเทศอาเซียน แต่ไม่ใช่ประเทศไทย เราก็ต้องยอมรับว่า วันนี้ปรากฏการณ์ที่ใหญ่ที่สุดของอาเซียน คือในสามเหลี่ยมทองคำนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน คือความแตกแยกในประเทศเพื่อนบ้าน ที่ไม่มีเสถียรภาพ จนเกิดการนำเข้าและลำเลียงยาเสพติดอย่างใหญ่ยิ่ง ซึ่งในครั้งนี้ผมก็เรียน ยืนยันว่าทั้ง ๑๐ ประเทศ บวก ๓ เราประกาศว่า ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ยาเสพติด และปัญหาฉ้อโกงทางออนไลน์หรือปัญหาที่ทำลายเพื่อนมนุษย์ใน ๑๐ ฐานความผิดนี้ เราจะมีความรู้สึกเป็นร่างเดียวกันในการที่จะแก้ปัญหา ผมยกตัวอย่าง ผมเจออธิบดี กรมตำรวจของพม่า บอกว่าเขาเพิ่งส่งคนกลับประเทศจีน ๕๐,๐๐๐ กว่าคน ที่เกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด อันนี้ก็อยากให้เห็นว่า วันนี้เราต้องอาศัยความร่วมมือ ประเด็นที่เป็นห่วงก็คือว่า รัฐบาลทำมา ๑ ปี ประกาศมา ๑ ปี เป็นเวลาสูญเปล่าหรือเปล่า ซึ่งท่านหัวหน้า พรรคประชาชนแล้วก็หลายท่านพูด ผมอยากจะเรียนอย่างนี้ว่า ผมเองผมไม่ค่อยชอบตัวเลข เชิงปริมาณ ถ้าเชิงปริมาณเราจะเห็นเลยเดี๋ยวท่านเห็นตัวเลขจับยาบ้า ถ้าสมัยปี ๒๕๖๖ ประมาณ ๔๐๐ ล้าน วันนี้เกือบ ๑,๐๐๐ ล้านแล้ว ขึ้นมาเท่าตัว หรือถ้าสมัยที่เรียกว่า เราแก้ปัญหายาเสพติดที่พึงพอใจมาก ปี ๒๕๖๔ เราจับได้ ๗๐ ล้านคน ยาที่จับอันนี้ เป้าหมายก็คือทำลายในประเทศไทย แต่ผมได้ขอร้องโดยท่านหมอมิ้งที่ผ่านมาก่อนที่ ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาจะต้องออกไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญได้ให้สำนักงานสถิติแห่งชาติ ได้สำรวจในหลายมิติ สำรวจระหว่างวันที่ ๑-๓๑ กรกฎาคม ๒๕๖๗ จำนวนผู้ถูกสำรวจ ๔๖,๐๐๐ รายทั่วประเทศ ก็อยากจะเรียนว่า ทั่วทั้งประเทศก็จะพบว่าเรื่องความพึงพอใจ กับรัฐบาล ๘๓.๕ เปอร์เซ็นต์ คือพึงพอใจระดับกลาง มาก มากที่สุด แต่พึงพอใจน้อยอะไรนั้น เราไม่ว่ากัน คือคำตอบว่าสูญเปล่ากับความพึงพอใจของประชาชน ผมคิดว่าเราไม่พอใจ หรอกครับ ถ้าประชาชนไม่พึงพอใจร้อยเปอร์เซ็นต์ หรือประชาชนยังติดยาอยู่ ทีนี้พอมาถามเราก็มีจังหวัดเร่งด่วนที่จะต้องแก้ปัญหา เพื่อจะเป็นนำร่องใน ๒๕ จังหวัด เราก็พบว่า ๘๗.๒ เปอร์เซ็นต์ ประชาชนพึงพอใจ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ทำให้เห็น ส่วนเรื่อง ความเชื่อมั่นก็ตัวเลขอันเดียวกัน คราวนี้การแก้ปัญหายาเสพติดต้องยอมรับว่า ใน ๑ ปี ที่ผ่านมาพวกเราทำงานหนัก เราเปลี่ยนมิติใหม่จากการที่ทำไว้เดิมก็คือฝ่ายปกครอง ก็คือ ผู้ว่า ตำรวจ สาธารณสุข เราก็มาเริ่มต้นฝ่ายปกครอง ตำรวจ ตำรวจรวมทหารด้วยนะครับ สาธารณสุข แล้วก็มารวมท้องถิ่นเพื่อจะให้ ๔ ส่วนนี้ช่วยกันแก้ปัญหา ซึ่งก็ยอมรับว่าตัวเลข ที่เกิดขึ้นก็เป็นตัวเลขอาจจะเป็นผลว่า ๓ เดือนสุดท้ายที่เราอยากจะมีความเชื่อมั่น ซึ่งผมลองดูผมก็ยังตกใจ อย่างความเชื่อมั่นสูงสุดในจังหวัดที่เชื่อมั่นสูงสุดกลับเป็น ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ เช่น ยะลามีความเชื่อมั่นถึง ๙๘.๖ เปอร์เซ็นต์ นี่คือประชาชน แล้วก็ส่วน ในเรื่องของความพึงพอใจก็เช่นเดียวกันครับ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นตัวเลขหนึ่ง ที่อย่างน้อยที่สุดผมถูกตำหนิในที่นี้ แต่ประชาชน ๔๐,๐๐๐ กว่าคน ทำตามหลักวิชาการ ก็ยังยอมรับ ท่านประธานที่เคารพครับ ปัญหายาเสพติดที่เราดำเนินการ ผมเห็นด้วยกับ เพื่อนสมาชิก เราอาจจะทำเป็นที่ปลายเหตุ แต่ผมอยากให้รู้ว่าเมื่อเรามีประมวลยาเสพติด มองผู้เสพเป็นผู้ป่วย คือเราหมายความว่าเราต้องการให้ลูกหลานเรา เราต้องการให้ คนรุ่นใหม่ เราต้องการให้อนาคตของชาติเป็นผู้มีสุขภาพดี ก็คือเป็นผู้ป่วย คือเป็นโรค ชนิดหนึ่งเป็นโรคการติดยา ที่สมองติดยาเพื่อจะไปสู่การรักษา ก็ต้องยอมรับว่าประมวล ยาเสพติดเริ่มใช้เดือนธันวาคมปี ๒๕๖๔ ใช้มา ๑ ปี ก็อาจจะต้องมีการปรับปรุง โดยเพื่อน สมาชิกต้องช่วยปรับปรุง แต่อยากจะให้ท่านเห็น ท่านดูใน Chart ขอเป็น Chart ผู้ต้องราชทัณฑ์นะครับ เดี๋ยวจะเข้าใจผิดว่าราชทัณฑ์เรามีคดีระหว่างอยู่ตอนนี้เรื่องยาเสพติด อยู่ ๔๗,๓๘๓ คน ณ วันที่ ๑๒ กันยายน ท่านเห็นว่าในคดีระหว่างนั้นมีเพียง ๒๙ เปอร์เซ็นต์ เป็นข้อหาเสพ ครอบครองเพื่อเสพ อันนี้อาจจะเป็นผลจาก ๑ เม็ด เพราะว่าท่านทราบไหมว่า เมื่อก่อนถ้า ๒ เม็ดนี่เขาเรียกว่าครอบครองธรรมดา ครอบครองธรรมดาโทษ ๑๕ ปี โทษ ๑๕ ปี เป็นศาลจังหวัด แต่ถ้า ๑ เม็ด ครอบครองเพื่อเสพโทษไม่เกิน ๒ ปี เป็นศาลแขวง เดิมเราเอา ๕ เม็ด อาจจะตัวเลขน้อยซึ่งตรงนี้ก็เป็นเรื่องเมื่อเราใช้ไประดับหนึ่ง ผมเห็นด้วย ว่าเราต้องมาประเมิน เพราะปัจจุบัน Methamphetamine ที่บรรจุในยาบ้ามันมีแค่ ๑๗ เปอร์เซ็นต์ต่อเม็ด เมื่อก่อน ๓๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ถ้า Ice ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งต้องยอมรับว่า การแก้ปัญหายาเสพติดต้องแก้ด้วยหลักกฎหมาย หลักวิชาการ หลักอาชญาวิทยา และหลักศีลธรรมต้องตามมาด้วย อันนี้อยากเรียนให้เห็น แล้วท่านดูสิครับ ในกลุ่มนี้ประมาณ ๒๒,๕๘๓ คน คือ ๔๗ เปอร์เซ็นต์ เป็นข้อหาจำหน่าย ข้อหาส่งออก หรือข้อหาเพื่อจำหน่าย ก็คือนักค้าที่ท่านวิโรจน์สงสัยว่าทำไมมันน้อย ท่านประธานที่เคารพครับ ในส่วนที่เป็น นักโทษเด็ดขาดก็เหมือนกันครับ ข้อหาเสพและครอบครองมี ๒๐,๐๐๐ คน จากจำนวน ๑๖๐,๐๐ คน อันนี้ยาเสพติดอย่างเดียวนะครับ ๒๕,๐๔๒ คน คือ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ เป็นข้อหา เพื่อเสพ ก็คืออาจจะเป็นโทษทางกฎหมาย เม็ดยามากขึ้น ส่วนที่เป็นจำหน่าย ครอบครองเพื่อจำหน่าย ผลิตจำหน่ายส่งออก มีถึง ๑๑๖,๖๙๒ คน ๗๒ เปอร์เซ็นต์ การที่บอกว่าเราไม่จัดการนักค้า วันนี้ถ้าดูตัวเลขในการจับกุมการดำเนินคดี เราให้น้ำหนักไปผู้ค้ายาเสพติด ท่านประธานที่เคารพครับ เราไม่พอใจหรอก ถ้าประชาชน คนไทยยังต้องถูกโจมตีด้วยยาเสพติด สิ่งหนึ่งที่ผมอยากจะให้ดูนิดหนึ่ง พื้นฐานหนึ่งที่จะต้อง มาช่วยกันแก้และต้องให้ชุมชนแก้ อดีต ผมคิดว่าเป็นบทเรียน ปัจจุบันและอนาคต คือความรับผิดชอบ ก็คือความรับผิดชอบของรัฐบาลนี้ ท่านดูอดีตเราจะเห็นว่าผู้ต้องราชทัณฑ์ เราจะเห็นว่าทั่วไปมีการศึกษาต่ำกว่าการศึกษาพื้นฐาน คือ ม.๖ ถึง ๒๒๔,๓๑๔ คน หรือ ๗๗ เปอร์เซ็นต์ คนไทยทุกคนได้รับเงินให้เรียนการศึกษาขั้นพื้นฐาน คือจบ ป.๖ พวกนี้ คือพวก Dropout แล้วพวก Dropout ก็คือออกกลางคัน แล้วออกกลางคันก่อนอายุ ๑๘ ปี ขึ้นไป รัฐบาลที่แล้วมีความมุ่งมั่นว่าจะทำ Zero Dropout คือการออกกลางคันต้องเป็นศูนย์ ถ้าออกกลางคันต้องเป็นศูนย์ วันนี้ถ้าเราให้คนจบ ม.๖ ขึ้นไป เราจะมีผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำ อยู่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าคนเอง การศึกษาจึงเป็นสาเหตุหนึ่ง เมื่อมาอยู่ในเรือนจำ วันนี้ นโยบายของรัฐบาลจึงมีนวัตกรรมใหม่อยากให้ทุกท่านได้ดูว่า คือนอกจากการฝึกอาชีพ การศึกษา แล้วการฟื้นฟูสภาพทางสังคม การฟื้นฟูสภาพทางสังคมเมื่อสักครู่นี้ท่านวิโรจน์ ได้บอกว่ามีอยู่ ๒,๗๐๐ คน แต่คนไปฟื้นฟูอยู่ประมาณ ๒,๔๐๐ คน วันนี้สิ่งที่ต้องฟื้นฟู มากที่สุดก็เรือนจำ ๑๔๓ แห่ง ที่มีผู้ต้องราชทัณฑ์ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าคน คือเราไม่ชวนหักดิบ เขาให้ออกมา แล้วเขาก็ย้อนกลับมา ถ้า ๑๐ ปีนี่ย้อนกลับมา ๗๐ กว่าเปอร์เซ็นต์นะครับ ดังนั้นจึงถึงเวลาแล้วที่เราจะต้องให้เรือนจำหรือทัณฑสถาน รวมถึงกรมคุมประพฤติ และรวมถึงสถานพินิจว่าจะต้องให้เขาได้มีการฟื้นฟูก็คือได้รับการศึกษา คือคนที่เข้าราชทัณฑ์ ควรจะจบ ม.๖ ทุกคนตามการศึกษาภาคบังคับ เพราะปกติรัฐได้ส่งให้เรียน ๕๕,๐๐๐- ๖๐,๐๐๐ คน แต่ว่าที่เขา Dropout ไปเราจะทำอย่างไร ซึ่งขณะนี้ราชทัณฑ์ก็มีหลักสูตร มีการดำเนินการ ซึ่งเป็นตัวชี้วัดหนึ่งที่เราจะคืนคนที่มีคุณภาพกลับไปสู่สังคม ท่านประธาน ที่เคารพครับ ชัยชนะอยู่ที่หมู่บ้าน สันติสุข สันติภาพอยู่ที่หมู่บ้าน คนที่ทุกข์ก็อยู่ที่หมู่บ้าน เราจึงมีนโยบายการฟื้นฟูสภาพทางสังคม เราก็เรียกร้องให้องค์กรปกครองท้องถิ่น ต่อไปควร ของบประมาณไปฟื้นฟูสภาพทางสังคมให้กับในพื้นที่ ซึ่งเราคงจะต้องมีการ Re X-ray ใหม่ อดีตเป็นบทเรียนครับ ท่านแนะนำอย่างไรมาผมทำ แล้ววันนี้ก็เป็นวาระที่สำคัญ ผมยืนยันว่า ในมิติต่างประเทศเราจะเข้มข้น แล้วเราจะจัดการนักค้า ไม่ว่าจะเป็นมาตรการฟอกเงิน ส่วนท่านที่สงสัยว่าจำนวนเงินมากน้อยผมอยากให้ท่านยึดถึงหลักนิติธรรม ไม่ใช่จับมา แล้วยึดหมด เรามีกระบวนการศาล เรามีกระบวนการตามพยานหลักฐาน ไม่ใช่กระบวนการ ที่ไปบีบบังคับว่าต้องยึดไว้ก่อน คือทุกอย่างเรามีทั้งท่านอัยการ มีผู้เกี่ยวข้องทั้งหมด เพราะว่า เป้าหมายเราคือต้องยึดทรัพย์กับนักค้ารายสำคัญ เพราะนักค้ารายสำคัญจะไม่แตะยา จะไม่มีพยานหลักฐานไปถึง สิ่งที่เขาต้องการก็คือผลประโยชน์ เราจะมีความร่วมมือเรื่องฟอกเงิน ระหว่างประเทศที่จริงจังครับ อันนี้ก็อยากจะให้ข้อมูลเพื่อให้เกิดความรอบด้าน แล้วผมก็ยืนยันว่าใน ๓ ปีหลังจากแถลงนโยบายมาสิ่งที่เราทำไปแล้วก็เป็นสิ่งหนึ่งเป็นบทเรียน สิ่งที่จะต้องทำต่อไปก็คือยาเสพติดเป็นวาระของภูมิภาค ไม่ใช่เป็นวาระแห่งชาติแล้ว เพราะยาเสพติดไม่ใช่ทำลายแค่คนไทย ทำลายคนทั้งโลก แล้วการจะวัดประเทศว่าประเทศไหน มีความเจริญรุ่งเรืองกว่ากันเขาวัดกันที่คุณภาพคน ผมเคยพูดเสมอว่าถ้าจะดูอดีตสังคมใด ให้ไปดูที่พิพิธภัณฑ์ ถ้าจะดูปัจจุบันให้ไปดูที่หน่วยปฏิบัติ แต่ถ้าจะดูอนาคตให้ไปดู ที่การศึกษาหรือเยาวชน วันนี้เยาวชนเราจำนวนมากเรื่องการศึกษา และโดยเฉพาะเยาวชน ที่ไปติดยาเป็นวาระที่สำคัญที่เราจะต้องแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างจริงจังและเร่งด่วน และถือว่าเป็นเรื่องท้าทายของรัฐบาลนี้นะครับ แล้วก็การแก้ปัญหายาเสพติดรัฐบาล อย่างเดียวคงไม่สามารถทำได้ต้องอาศัยความร่วมมือของทุกคน แล้วเราก็จะมีนวัตกรรม มีวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ครับ ขอกราบขอบพระคุณมากครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านรัฐมนตรีครับ เชิญครับ

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข 🔗

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ขออนุญาตได้ชี้แจงตอบคำถามท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติเล็กน้อยครับ ในประเด็นเรื่องของ ยาเสพติดเป็นงานที่เกี่ยวข้องหลายกระทรวงนะครับ กระทรวงสาธารณสุขมีหน้าที่บูรณาการ ฟื้นฟู แล้วก็ช่วยในงานของกระทรวงยุติธรรม กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงกลาโหม ที่เราดำเนินการร่วมกันอย่างเต็มที่ ในประเด็นสำคัญที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านวิโรจน์ ได้กรุณาอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของประเด็นการยึดทรัพย์ ซึ่งเรื่องนี้ต้องกราบเรียนว่า ท่านนายกรัฐมนตรีท่านแพทองธาร ชินวัตร ได้กำชับในนโยบายของรัฐบาลว่า การแก้ไข ปัญหายาเสพติดจะต้องมีเรื่องของการยึดทรัพย์เป็นประเด็นสำคัญ เพราะท่านได้บอกว่า ถ้าหากว่าเราไม่จัดการตั้งแต่ต้นเหตุตั้งแต่แรก แล้วปลายเหตุเป็นยาเสพติดมาขาย ให้ลูกหลานไทยเสพกันไปทั่วบ้านทั่วเมืองแล้วเตียงที่ไหนจะมาพอหรือมาดูแลพี่น้อง ประชาชนได้อย่างดี เพราะฉะนั้นในแนวทางที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้อภิปรายในเรื่อง ประเด็นของการยึดทรัพย์ เน้นหนักตรงนั้นเป็นเรื่องที่ถูกต้องและเป็นแนวทางที่ท่าน นายกรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างจริงจังนะครับ แนวทางของการยึดทรัพย์ ผมอยากจะทบทวนเล็กน้อยในอดีตที่เราดำเนินการ เพราะเรารู้ว่ายาเสพติดนี่มีต้นทุนถูกมาก ประมาณเม็ดละ ๕๐ สตางค์ แต่ว่าเวลาขายนะครับ ผมจำได้ว่าในอดีตที่ผ่านมาเม็ดละ ๒๐๐-๓๐๐ บาท จนถึง ๒๐ บาท ในขณะนี้ เมื่อการดำเนินการตรงนี้ แล้วพ่อค้ารายใหญ่ ในส่วนหนึ่งผมมองดูแล้วว่าในอดีตเราเข้ามาดำเนินการแล้วเรายึดทรัพย์ได้มาก ปี ๒๕๖๔-๒๕๖๖ ถึง ๓๙,๙๕๙ ล้านบาทนั้นก็เป็นความสามารถของกระทรวงยุติธรรมที่ท่านดำเนินการทำ ร่วมบูรณาการกับหน่วยงานทั้งหลาย แต่วันนี้ที่ท่านบอกว่ามันลดน้อยถอยลงไป เราต้องพูด ว่าการดำเนินการในเรื่องของกระบวนการยึดทรัพย์ ผู้ร้ายหรือว่าคนที่ค้าเขามีความรู้ทันกับ รัฐบาล แล้วมีนวัตกรรมที่ตามขึ้นมา เราก็ต้องหนีในการดำเนินการไปอีก เป็นช่วงระยะเวลา ที่มีการปรับตัวนะครับ ผมก็เรียนว่ารัฐบาลตั้งแนวทางเอาไว้ว่า เรื่องของการยึดทรัพย์ พี่น้องประชาชนที่แจ้งเบาะแสนี่ยึดทรัพย์ได้ ๑๐๐ บาท ประชาชนก็จะได้ ๕ บาท หรือในส่วนของราชการ เจ้าหน้าที่ก็จะได้ ๒๕ บาท ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนนี้กระผมดูในส่วนของการบูรณาการช่วยยุติธรรม ได้ดำเนินการในเรื่องของการ ร่างกฎหมายของ อสม. ในกฎหมายของ อสม. นั้นเราจะทำให้มีกองทุน มีกองทุนอะไรครับ กองทุนในกรณีที่ อสม. ทำงานเพื่อประโยชน์ เช่น ในกรณีการแจ้งเบาะแส การแจ้งเบาะแส ผู้ค้ายาเสพติด ถ้าหากว่าไม่กล้าแจ้งในนามของตัวเอง เพราะกลัวคนร้ายจะรู้ แล้วก็จะเป็น อันตรายต่อชีวิต เขาก็สามารถแจ้งในนามของคนเป็นกลุ่ม หรือเป็นกองทุนของ อสม. เงินส่วนนี้เราเข้าใจว่ามันจะสะท้อนกลับมาสู่กองทุนได้อีกส่วนหนึ่ง เป็นการดำเนินการ ที่ทำให้งานของ อสม. หรืออาสาสมัครสาธารณสุข ซึ่งจริง ๆ แล้วอาสาสมัครสาธารณสุขนี้ จะไม่ได้ทำแค่ในส่วนตรงนี้ แต่ผมได้หยิบยกขึ้นมา เพราะว่าเรามีบุคลากรอาสาสมัครสาธารณสุข ถึง ๑,๐๘๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศ แล้วถ้าหากว่ากระบวนการการยึดทรัพย์ ถ้าเรายึดรายใหญ่ไม่ได้ เรายึดรายเล็กนะครับ ยาเสพติดที่เราเปลี่ยนแนวทางจาก ๕ เม็ด เป็น ๑ เม็ด ๑ เม็ดยังให้ ถือว่าเป็นผู้เสพ แต่มติคณะรัฐมนตรีของท่านเศรษฐา ทวีสิน ก็ได้ดำเนินการว่า ไม่ใช่ให้เอาไป บำบัดอย่างเดียว ต้องสืบค้นเค้นให้ได้ว่า ๑ เม็ดนั้นเขาได้มาจากไหน เขาเสพเขาได้มาจากไหน คนขายเป็นใคร แล้วถ้าเอาคนขายเข้าไปดำเนินคดีด้วยสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้มันจะจบลง เพราะว่า เราไม่ได้ต้นน้ำเราก็เอาปลายน้ำ เพราะว่าต้นน้ำพ่อค้าชักเริ่มรู้ตัวแล้ว แต่ว่าปลายน้ำถ้าหากว่า ยังมีคนเสพก็แสดงว่ามีคนขาย ยาเสพติดยังมาได้นะครับ นี่คือแนวทางของรัฐบาล ของท่าน นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร จะดำเนินการในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้

ผมเรียนมาถึงผู้ป่วยว่า จำนวนเตียงที่ท่านได้กล่าวว่าเตียงไม่เพียงพอ ขาดแคลน ในกรุงเทพมหานครมีอยู่แค่ ๑๐๐ กว่าเตียง ความจริงแล้วมีของสำนักงานปลัด ยุติธรรมอีกนะครับ กรุงเทพมหานครมีทั้งหมด ๗๔๙ เตียง รวมทั่วประเทศในขณะนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข ๓,๖๒๒ เตียง กรมการแพทย์ ๑,๘๔๐ เตียง กรมสุขภาพจิต ๑,๐๙๔ เตียง รวมแล้วโรงพยาบาลจิตเวชยาเสพติดอีก ๔,๔๖๙ รวม ๙,๙๓๑ เตียง ดูแลผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่ในการดำเนินการสิ่งต่าง ๆ ต้องกราบเรียนท่านสมาชิกที่เคารพรัก ทั้งหลายครับ กรมสุขภาพจิตเราได้มีแนวทางในการปรับแก้การทำงานเป็นกรมสุขภาพจิต และยาเสพติด กำลังดำเนินการในการเสนอกฎหมาย เพราะทราบว่ากระบวนการยึดทรัพย์ ที่มีอยู่นั้นสามารถที่จะมีทรัพย์สินได้จากพ่อค้ายาเสพติด แล้วเอาทรัพย์สินเหล่านั้น มาสู่กระบวนการของกรมสุขภาพจิตและยาเสพติด อันนี้เรากำลังดำเนินการเสนอร่าง เตรียมเข้ามาสู่คณะรัฐมนตรีนะครับ กระทรวงสาธารณสุขได้มีการปรับปรุงบุคลากร โดยแผนงานตั้งแต่สมัยรัฐบาลท่านเศรษฐา ทวีสิน อนุมัติแผนบุคลากรสาธารณสุข ๑๐ ปี ผลิตแพทย์และแพทย์ทางจิตเวช รวมทั้งหมด ทั้งแพทย์ทั่วไปอีก ๑๐ ปีนี้ ๓๐,๐๐๐ กว่าราย ใน ๑๐ ปี ก็ขอกราบเรียนว่า ในการดำเนินการเรามีการพัฒนาป้องกันระบบให้คำปรึกษา สุขภาพจิตและบำบัดยาเสพติด มีสายด่วน ๑๓๒๓ ให้คำปรึกษาและแนะนำในส่วนต่าง ๆ เหล่านั้นก็ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติที่ได้เน้นในเรื่องของการยึดทรัพย์ ขอขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญท่านอังคณา นีละไพจิตร ครับ

นางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา 🔗

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอชื่นชมรัฐบาลนะคะ ที่กำหนดนโยบายให้ผู้เสพยาเสพติดเป็นผู้ป่วย ทำให้ผู้เสพยาจะได้รับโอกาสในการดำเนินชีวิต และรับการบำบัดโดยสมัครใจแทนการลงโทษจำคุก ซึ่งกรณีนี้ก็จะทำให้จำนวนนักโทษลดลง อย่างมีนัยสำคัญ แต่แม้ผู้ต้องขังคดียาเสพติดในเรือนจำจะลดลงนะคะ แต่คนเหล่านี้ไม่ได้ หายไปไหน แม้สมัครใจรับการรักษาแทนการจำคุก แต่เอาจริงก็ไม่ค่อยได้ไปบำบัดรักษา คน เหล่านี้ยังคงอยู่ในสังคม อยู่ในครอบครัว ดิฉันเห็นว่าเป็นความท้าทายอย่างมากเลยนะคะ เพราะว่าเรื่องของปัญหายาเสพติดที่เกิดขึ้นในชุมชนและเป็นภาระของชุมชนดิฉันคิดว่า เป็นการสร้างภาระต่อครอบครัวและชุมชนอย่างมาก ดิฉันคิดว่าทุกท่านทราบดีนะคะว่า ชุมชนเองก็ขาดศักยภาพในการที่จะบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติด แม้แต่กรมคุมประพฤติเอง ดิฉันเห็นกรมคุมประพฤติเองก็มีข้อจำกัด ทั้งเรื่องของงบประมาณและบุคลากร ไม่ว่าจะเป็น การทำงานด้านการสืบเสาะ หรือติดตามการบำบัดรักษายาเสพติด ดิฉันจึงคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องท้าทายอย่างมากของรัฐบาลในการที่จะแก้ปัญหาในการบำบัดฟื้นฟูผู้ติดยา ท่านประธานคะ ตามที่รัฐบาลกล่าวว่า จะร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านในการปราบปราม ยาเสพติด ดิฉันมีความกังวลว่ารัฐบาลจะสร้างหลักประกันอย่างไรว่า ความร่วมมือดังกล่าว จะไม่เป็นการปราบปรามโดยเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน ซึ่งปรากฏ ในรายงานของสหประชาชาติว่า ประเทศในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงมีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ข้ามพรมแดน ทั้งการฆ่าและการบังคับสูญหาย ซึ่งกระทำในนามของการปราบปรามยาเสพติด และการปราบปรามการก่อการร้าย

อีกประการที่ดิฉันมีความห่วงใยก็คือ การที่รัฐบาลบอกจะแก้ปัญหา ยาเสพติดอย่างเด็ดขาด ดิฉันมีคำถามคือรัฐบาลมีหลักประกันอย่างไรว่า การแก้ปัญหา ยาเสพติดจะไม่ซ้ำรอยนโยบายของรัฐบาลในช่วงสงครามยาเสพติดที่ผ่านมา ท่านประธาน คงจำได้นะคะว่า จากรายงานของคณะกรรมการอิสระตรวจสอบกรณีนโยบายสงคราม ยาเสพติด หรือ คตน. และรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ปรากฏ ข้อเท็จจริงว่า ภายหลังการดำเนินการตามนโยบายปราบปรามยาเสพติดสมัยรัฐบาล ก่อนหน้านี้ มีคดีฆาตกรรมที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนถึง ๒,๖๐๔ คดี และผู้เสียชีวิตทั้งสิ้น ๒,๘๗๓ ราย ซึ่งในจำนวน ๒,๖๐๔ คดี เป็นคดีฆาตกรรมที่ผู้ตายมีพฤติกรรมเกี่ยวข้องกับ ยาเสพติด ๑,๑๘๗ คดี และเป็นคดีฆาตกรรมที่ผู้ตายไม่มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับยาเสพติด ๘๓๔ คดี รวมถึงมีคดีฆาตกรรมที่ไม่ทราบสาเหตุ ๕๓๘ คดี นอกจากนั้นยังมีคนที่ถูกบังคับ ให้สูญหายอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งปรากฏในรายงานของคณะทำงานสหประชาชาติด้านการบังคับ สูญหายโดยสมัครใจ ระบุว่าในช่วงสงครามยาเสพติดมีคนหายมากกว่า ๑๐ กรณี จากกรณี คนหายในประเทศไทยทั้งหมด ๗๗ กรณี โดยเหยื่อส่วนมากเป็นกลุ่มชาติพันธุ์ทางเหนือ และภาคอีสาน ท่านประธานคะ วันนี้คดีการเสียชีวิตของคนนับพันคนที่ดิฉันพูดถึง หมดอายุความ หมดอายุความโดยไม่มีใครต้องรับผิดหรือรับโทษ จนชาวบ้านบอกว่า มีคนตาย มีคนหาย แต่ไม่มีคนผิด

ข้อกังวลประการสุดท้ายของดิฉันคือการที่รัฐบาลบอกว่าจะพลิกฟื้น ความเชื่อมั่น โดยจะยึดมั่นในหลักนิติธรรม คำถามดิฉันคือรัฐบาลจะสร้างหลักนิติรัฐ หรือนิติธรรม หรือความโปร่งใสได้อย่างไร ในเมื่อประเทศไทยยังมีวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด แล้วประชาชนไม่เคยเข้าถึงสิทธิที่จะทราบความจริงกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐ ท่านประธานคะ การลอยนวลพ้นผิดคือการใช้ความรุนแรงโดยรัฐต่อประชาชนโดยไม่มีผู้ใดผิด การลอยนวลพ้นผิดจึงเป็นการทำลายหลักนิติรัฐและนิติธรรมของประเทศ และเป็นการสร้าง ความเหลื่อมล้ำในสังคม เพราะหลักนิติรัฐคือการรับประกันว่าประชาชนทุกคนจะมี ความเท่าเทียมกันทางกฎหมาย รัฐจะปกป้องผู้ไร้อำนาจจากผู้มีอำนาจ แต่ถ้าความศักดิ์สิทธิ์ ของกฎหมายถูกทำลายลงรัฐจะสร้างความเท่าเทียมหรือพลิกฟื้นความเชื่อมั่นต่อประชาชน ได้อย่างไร ในเมื่อประชาชนทำผิดต้องถูกลงโทษ ขณะที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดแทบไม่มีใคร ถูกลงโทษ ดิฉันจึงเห็นว่าการพลิกฟื้นความเชื่อมั่นที่สำคัญไม่ใช่แค่การพูด แต่คือการที่รัฐ ต้องทำให้ประชาชนเท่าเทียมกันตามกฎหมายอย่างแท้จริง รัฐต้องไม่ปกป้องคนผิด ไม่ปล่อยให้มีการฆ่านอกกระบวนการยุติธรรมและการอุ้มหาย และรัฐบาลต้องยุติวัฒนธรรม การลอยนวลพ้นผิดในประเทศไทย ดิฉันอยากได้ยินคำมั่นจากรัฐบาลในประเด็นนี้ ขอบพระคุณค่ะ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

รัฐบาลจะตอบต่อไหมครับ เดี๋ยวก่อนจะถึงตอนนั้นนะครับ ผมในนามของรัฐสภายินดีต้อนรับคณะประชาชนจาก อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ครับ ถ้ายังไม่ตอบก็จะให้ท่าน พลตำรวจตรี รมย์สิทธิ์ ท่านทวีจะขอตอบใช่ไหมครับ เชิญครับ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านเพื่อนสมาชิก ก็ต้องขอขอบคุณทางท่านอังคณา คืออยากจะเรียนว่า รัฐบาลนี้ได้แถลงนโยบายว่าเราจะยึดหลักนิติธรรม แล้วก็จะยกระดับ หลักนิติธรรมของเราให้เข้มแข็ง ทีนี้คำว่า การแก้ปัญหายาเสพติดอย่างเด็ดขาด คำว่า เด็ดขาดเราก็คือดำเนินการตามกฎหมาย ไม่ได้มีการดำเนินการนอกกฎหมาย แล้วที่สำคัญ อยากจะเรียนให้ทุกคนมั่นใจว่า วันนี้เราได้มีพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปราม การทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. ๒๕๖๕ ซึ่งผมเองนั่งเป็นประธาน คณะกรรมการสูญหาย ทุกเรื่องถ้าหากมีการร้องเรียน อย่างน้อยที่สุดการจับกุมจะต้องมีกล้อง จะมีภาพให้ญาติเขาดู อันนี้ก็เป็นหลักประกัน และผมก็กราบเรียนว่าในประเทศสมาชิก อาเซียนที่ผมไปประชุม เราก็ยังยกว่าพวกเราต้องยกหลักนิติธรรมขึ้นมาด้วยนะครับ ก็อยากจะกราบเรียน เรื่องอดีตก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เรื่อง ณ ปัจจุบันเราเข้าใจ แล้วเราก็จะใช้ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด แต่เนื่องจากว่าเรื่องยาเสพติดผมคิดว่า มันเป็นภัย มันเป็นความรู้สึกของประชาชนทุกคน เชื่อว่าประชาชนจะมีส่วนร่วม ก็ขอกราบเรียน ให้ทราบครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปขอเชิญ ท่าน พลตำรวจตรี รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร ครับ

พลตำรวจตรี รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร สมาชิกวุฒิสภา

กราบขอบคุณ ท่านประธานครับ กระผม พลตำรวจตรี รมย์สิทธิ์ วีริยาสรร สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดชัยภูมิ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในนามของพี่น้องประชาชนรู้สึกดีใจนะครับ ที่ทางท่านนายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีได้ให้ความสำคัญกับนโยบายในการแก้ปัญหายาเสพติด ซึ่งวันนี้ ผมก็จะขออนุญาตมีข้อสังเกตที่สำคัญที่จะเพิ่มเติมเกี่ยวกับการแก้ปัญหายาเสพติด โชคดีวันนี้มีทั้งท่านรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม ท่านรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขอยู่ด้วยนะครับ ก็จะทำให้พวกเราได้บรรยากาศในห้วงเวลานี้เป็นเรื่องยาเสพติดล้วน ๆ นะครับ ที่ผ่านมา ทุกรัฐบาลให้ความสำคัญกับปัญหายาเสพติดมาอย่างต่อเนื่อง และถือว่าเป็นวาระสำคัญของชาติ มีแผนงานโครงการเยอะแยะมากมาย มีการจัดตั้งหน่วยงานทั้งระดับประเทศ ระดับจังหวัด ระดับภูมิภาค มีการทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาล เพื่อจะแก้ปัญหายาเสพติด แต่ที่ผ่านมา ต้องยอมรับนะครับว่า ปัญหายาเสพติดกลับทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น ตรงนี้ผมอยากจะชี้ให้เห็นว่า มันมีดัชนีตัวบ่งชี้อะไรบ้างที่สะท้อนให้เห็นว่าการแก้ปัญหายาเสพติดที่ผ่านมานั้นอยู่ในภาวะ ล้มเหลว

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ประการแรก อยากจะให้ดูจำนวนผู้เสพยาเสพติด ผมยังไม่พูดถึงเรื่องการจับนะครับ อยากจะดูจำนวน ผู้เสพยาเสพติด ณ เวลานี้ประเทศไทยเรามีผู้เสพยาเสพติดถึง ๕ ล้านคน จากข้อมูลตัวเลข สถิติพบว่าทุก ๑ ปี ลูกหลานไทยจะเสพยาเพิ่มขึ้น ๑ ล้านคน นี่เป็นตัวเลขที่น่าตกใจมาก จริง ๆ นี่เป็นตัวเลขเพียงแค่ในระบบนะครับ ถ้าเราดูนอกระบบไปตรวจฉี่ที่ไหน ไม่ว่าจะเป็น ที่โรงเรียน ที่โรงพัก ที่วัด จะเจอสีม่วงทั้งนั้น เพราะฉะนั้นอันนี้คือตัวเลขในระบบ จริง ๆ มากกว่านี้อีกหลายเท่า ที่สำคัญ ณ เวลานี้ผู้เสพยาเสพติดที่มีอาการทางจิต ที่มีการหลอนแล้วตัวเลขในระบบ ๑.๒ ล้านคน และที่สำคัญเวลานี้ปีหนึ่ง ปีหนึ่งผู้มีอาการ ทางจิตเพิ่มขึ้นถึง ๔๐๐,๐๐๐ คนต่อปี อันนี้เป็นตัวเลขที่น่าเป็นห่วง สถานการณ์ ณ เวลานี้ ประเทศไทยที่เราพบเห็นกันในหน้าข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์ทุกวันจะมีการก่อเหตุสะเทือนขวัญ รายวัน คงจะได้เห็นข่าวนะครับ ฆ่าพ่อฆ่าแม่ ทำลายทรัพย์สิน ล่าสุดเกิดเหตุกลางกรุง แถวถนนย่านพระราม ๔ ขับรถบรรทุก ๖ ล้อ ชนดะ มีผู้บริสุทธิ์เสียชีวิตแล้วก็บาดเจ็บสาหัส เจ้าหน้าที่ตำรวจไประงับเหตุก็บาดเจ็บด้วย ณ เวลานี้สถานการณ์อันเลวร้ายเหล่านี้คืบคลาน เข้ามาถึงทุกท่านเรื่อย ๆ แล้วนะครับ ในถนนหนทาง ในสถานที่สาธารณะทั้งหลายอาจจะ ไม่ใช่สถานที่ปลอดภัยแล้ว เราไปในที่แต่ละที่เราไม่รู้ว่าเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดจะเกิดขึ้น ในวันใด เมื่อสักครู่ท่านรัฐมนตรีก็ได้พูดถึงสถิติการจับกุม ข้อมูลวันที่ ๑ กันยายนที่ผ่านมา ผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศที่เกี่ยวกับยาเสพติดมีประมาณ ๒๒๐,๐๐๐ คน คิดเป็น ๗๓ เปอร์เซ็นต์ ของผู้ต้องขังทั้งหมดทั้งประเทศ ตรงนี้ผมจะไม่ขออนุญาตว่าการจับ จะเป็นรายเล็กรายย่อยหรือไม่ จะมีการยึดทรัพย์มากน้อยเพียงไร จะขออนุญาตไม่ก้าวล่วง เพราะท่านรัฐมนตรีทั้ง ๒ ท่านได้นำเรียนไปแล้ว แต่ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่า ณ เวลานี้ ลูกหลานไทยอยู่ในภาวะที่เสี่ยงอันตรายมาก ปีหนึ่ง ปีหนึ่งต้องถูกทำลาย ต้องตกเป็นทาส ยาเสพติดปีละ ๑ ล้านคน หรือ ๒ ล้านคน เหตุการณ์นี้ไม่ใช่สถานการณ์ปกติแล้วนะครับ สถานการณ์อย่างนี้เราถือว่าเป็นสถานการณ์สงครามแล้ว มันไม่ใช่สงครามธรรมดาด้วย เป็นสงครามทำลายล้างเยาวชนไทย เป็นสงครามทำลายล้างประเทศไทยเสียด้วย มันจึงไม่ใช่ วาระเร่งด่วนธรรมดา วาระนี้คือวาระเร่งด่วนที่สุด เป็นนโยบายเร่งด่วนที่สุดที่รัฐบาล จะต้องให้ความสำคัญ แต่สิ่งที่จะต้องทำทันทีในเวลานี้ ผมคิดว่าท่านนายกรัฐมนตรีและ ท่านคณะรัฐมนตรีทั้งหลายคงจะต้องลงไปปฏิรูปในการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไปสร้างความเข้าใจร่วมกัน ไปทำอย่างไรก็ได้ที่จะไม่ทำให้ลูกหลานไทยต้องตกเป็นทาส ยาเสพติดจำนวนมากมายขนาดนี้ จะทำอย่างไรก็ได้ไม่ให้ลูกหลานไทยต้องอยู่ในสภาพอาการ วิกลจริต และถึงเวลานั้นเราจะร้องเพลงชาติไทยให้ใครฟังครับ ต้องขอบพระคุณมากครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณรอมฎอน ปันจอร์ ครับ

นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม รอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตใช้เวลาสักเล็กน้อยในการที่ร่วมอภิปรายนโยบาย ของรัฐบาล คุณแพทองธาร ชินวัตร ผมต้องเรียนอย่างนี้นะครับว่าผมจะพยายามมองโลก ในแง่ดี แล้วก็พยายามจะเสนอความเห็น และตั้งคำถามที่เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาล ขอสไลด์เลยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เรื่องแรก ผมตั้งเรื่อง อย่างนี้นะครับ โอกาสของลูกสาว อากาศของประชาชน จังหวัดชายแดนภาคใต้ในมือรัฐบาล แพทองธาร ในอีก ๒๐ ปีต่อมาครับท่านประธาน ขอสไลด์ถัดไปครับ ความขัดแย้งในจังหวัด ชายแดนภาคใต้นั้นเป็นปัญหาระดับชาติครับท่านประธาน ถือว่าเป็นมรดกที่ตกทอดมาสู่ รุ่นของเรา มาสู่ยุคสมัยของเราครับ เราผ่านมาแล้ว ๑๐ รัฐบาล ๘ นายกรัฐมนตรี ท่านแพทองธาร จะเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ ๑๐ ในรอบ ๒๐ ปีนี้ ในรอบ ๒ ทศวรรษนี้ครับ ที่จะต้องรับมือ รับภาระในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในการสร้างสันติภาพของที่นี่ครับ ท่านประธานครับ ผมต้องขอย้อนกลับไปการทบทวนถึงนโยบายและการทำงานตลอดเกือบ ๒๐ ปีมาอย่างเร็ว ๆ ผ่านหลายวิธี เดี๋ยวผมจะลองดูว่ามันมีวิธีไหนบ้างนะครับ

ขอสไลด์ถัดไปครับ ท่านประธานครับ วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๖๗ นี่สำคัญมาก วันนี้คือวันที่ ๑๒ กันยายน เป็นวันแถลงนโยบายของรัฐบาล แพทองธาร วันที่ ๑๒ กันยายน เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วโดยบังเอิญนะครับ เป็นการแถลงนโยบายของรัฐบาลประยุทธ์ จันทร์โอชา หลังการรัฐประหารล้มรัฐบาลพลเรือน ที่ตอนนั้นคุณอาของท่านนายกรัฐมนตรีในปัจจุบัน ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี คือท่านยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ขอสไลด์ถัดไป นโยบาย เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วก็เขียนมา ๑ Paragraph เต็ม ๆ เลยครับ ก็ถือว่าให้ความสำคัญมากเกี่ยวกับ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ผม Highlight คำว่า เข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา เป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์ สำคัญ ขอสไลด์ถัดไป ที่มาของคำ ๓ คำนี้ ย้อนกลับไปในวันที่ ๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๔๗ ในตอนนั้นคุณพ่อของท่านนายกรัฐมนตรีดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีครับ เป็นคำแนะนำของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ระหว่างที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณในเวลานั้น เดินทางไปเข้าเฝ้าที่พระราชวังไกลกังวล หลังจากที่สถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดน ภาคใต้ดำเนินมาประมาณเกือบ ๒ เดือน และคำแนะนำของในหลวงรัชกาลที่ ๙ คือ Concept นี้เลยครับ เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ซึ่งปัจจุบันนี้ถูกใช้แพร่กระจายอยู่ หลายหน่วยงาน โดยเฉพาะ กอ.รมน. แล้วก็หลาย ๆ หน่วยงานตามมา ขอสไลด์ถัดไปครับ ผมทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ๑ ปีที่แล้ว ก็มีการแถลงเหมือนกัน แต่เป็นของรัฐบาลผสมพันธุ์ ข้ามขั้ว นำโดยท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ขอสไลด์ถัดไป ตอนนั้นผมโกรธมากครับ ท่านประธาน ผมยอมรับเลยว่าวันที่ ๑๑ กันยายนปีที่แล้วผมวิพากษ์วิจารณ์ อย่างรุนแรง อย่างหนักหน่วง เพราะว่าไม่มีการระบุถึงจังหวัดชายแดนภาคใต้ตรง ๆ ในนโยบาย เมื่อ ๑ ปีที่แล้วของรัฐบาลที่ผ่านมา ตอนนั้นผมก็ประเมินว่าดูเหมือนรัฐบาลเศรษฐา จะไม่แยแสแล้วกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ หรือไม่ก็ไม่กล้าแตะประเด็นปัญหา ที่ฝ่ายความมั่นคงที่กองทัพกำลังครองอยู่ในมือ คือปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตอนนั้น กองทัพถือว่ามีบทบาทนำในการแก้ไขปัญหาครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ ในรัฐบาลของลูกสาว รัฐบาลของ คุณแพทองธาร ชินวัตร เขียนเกี่ยวกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ไว้อย่างไร นี่ครับผม Highlight สีเหลืองมาเลยท่านประธานครับ บางคนบอกว่ามันเป็นแค่ประโยคเดียวดูเหมือน จะไม่ให้ความสำคัญ แต่สำหรับผม ผมก็จะพยายามมองโลกในแง่ดีครับท่านประธาน ประโยคเดียวนี้มีความหมายอย่างยิ่งเพราะอะไรครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ ประโยคเดียวนี้ มันวางอยู่ในส่วนหนึ่งของนโยบายการพัฒนาการเมืองในระบอบประชาธิปไตย น่าสนใจมาก สำหรับผม มันวางอยู่ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย มันวางอยู่ใกล้ ๆ กับการฟื้นฟูหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง และวางอยู่เคียง ๆ กับปฏิรูประบบ ราชการและกองทัพ แม้ว่าไม่มี ๑ Paragraph เหมือนสมัยรัฐบาลประยุทธ์ แต่การวางไว้ อย่างนี้หมายความว่าอย่างไร มันหมายความว่าเรากำลังมองปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในฐานะที่เป็นปัญหาทางการเมือง เป็นปัญหาความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน ที่จำเป็นต้องออกแบบในเชิงสถาบันว่าจะอยู่ร่วมกันได้อย่างไร มันพูดถึงเรื่องเดียวกันกับ การฟื้นฟูหลักนิติธรรม สร้างนิติรัฐที่เข้มแข็ง และแน่นอนปฏิรูประบบราชการ ซึ่งรวมถึง การปฏิรูปกองทัพ รวมถึงการกระจายอำนาจด้วย น่าสนใจมากสำหรับผม สไลด์ถัดไปครับ ผมว่านี่คือการตั้งต้นที่ตั้งหลักนี้สำคัญมากนะครับ นี่คือจุดที่แตกต่างจากรัฐบาลก่อนหน้านี้ ๗ ๘ ๙ ชุด ก่อนหน้านี้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ถูกมองด้วยสายตาที่สับสนมากว่า เป็นเรื่องอาชญากรรม ว่าเป็นเรื่องความรุนแรง เป็นเรื่องการฉ้อราษฎร์บังหลวง เป็นเรื่องโน่น เรื่องนี้ เป็นเรื่องระหว่างประเทศไปเลย แต่การตั้งหลักว่าคือปัญหาการเมืองถูกต้องแล้วครับ อันนี้ผมเห็นด้วย และผมเชื่อว่าเพื่อนสมาชิกของพรรคก้าวไกลเดิมและพรรคประชาชน ในปัจจุบัน เราก็มองเหมือนกันครับว่าปัญหาในจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาการเมือง และต้องการทางออกทางการเมืองครับท่านประธาน

ขอสไลด์ถัดไปครับ แต่อย่างไรก็ตาม เราก็ต้องมาวิพากษ์วิจารณ์ครับว่า ๑ ปี ที่ผ่านมาที่สูญเปล่าไปกับการบริหารของรัฐบาลเศรษฐา ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ในการจัดตั้งรัฐบาล ข้ามขั้วกันมา มีหลายเรื่องที่ต้องทบทวน ท่านบอกว่าลงพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ไปแล้วก็ถือว่าเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่ง ก็โอเค พบปะกับนายกรัฐมนตรี มาเลเซียหลายครั้ง แต่ก็ดูเหมือนจะไม่มีสาระสำคัญอะไรมาก ที่สำคัญท่านหลีกเลี่ยงที่จะพูด เรื่องสำคัญ ๆ เรื่องสันติภาพ เรื่องความมั่นคง ท่านเน้นย้ำเรื่องโอกาสในการพัฒนาเศรษฐกิจ กระบวนการสันติภาพภายใต้การบริหารของท่าน การพูดคุยเจรจาระหว่างรัฐบาลไทย ตัวแทนรัฐบาลไทยกับ BRN ก็เดินหน้าอย่างเชื่องช้า ไร้แรงผลักดันจากฝ่ายการเมือง จากทำเนียบรัฐบาล ขยายเวลาการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินต่อไป ๕ ครั้ง เป็นครั้งที่ ๗๗ ในปัจจุบันแล้ว และที่สำคัญท่านไม่ได้รับรองร่างกฎหมาย กอ.รมน. ให้กลับมาให้ สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณา ท่านไม่ได้ปรับอัตรากำลังตามที่ได้แถลงเอาไว้วันที่ ๑๑ กันยายนในปีที่แล้ว งานชายแดนใต้ก็ยังถูกครอบงำโดยหน่วยงานของราชการและกองทัพ ไม่มีแรงผลักดันใด ๆ จากฝ่ายการเมืองจากรัฐบาลอย่างที่ควรจะเป็น ที่สำคัญที่สุด ท่านไม่แตะกฎอัยการศึกเลย

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืนและ ยกมือขึ้น)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ผมขอประท้วงท่านผู้อภิปราย แล้วก็มีการอภิปรายในลักษณะนี้มาหลายคนจริง ๆ ตั้งแต่ท่านว่าที่ผู้นำฝ่ายค้านแล้ว นี่เรากำลังอภิปรายในเรื่องของแนวนโยบายแห่งรัฐ ของรัฐบาล นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็มีการยกอ้างเอาในเรื่องเก่าใน ๑ ปีที่ผ่านมา พูดถึง สถานการณ์ได้ว่าหากท่านจะไม่เห็นด้วย ไม่เห็นชอบอย่างไร แต่มาใช้คำในลักษณะที่ว่า ๑ ปี ที่สูญเปล่าของชื่อท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งท่านก็ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมนี้จะมาปกป้อง ตัวเองได้นะครับ ในกรณีนี้ผมมองว่ามันเป็นการเสียดสีในข้อ ๔๕ อย่างชัดเจน ผมยังยกอ้าง เอาข้อบังคับการประชุม ข้อที่ ๑๔๑ เราสามารถอภิปรายสนับสนุนหรือคัดค้านได้ตาม ข้อบังคับการประชุม แต่ไม่ใช่กล่าวหานะครับ ถ้าท่านอภิปรายในลักษณะของการกล่าวหา ว่าทำผิด ทำไม่ถูกอะไร อันนั้นรอ ๑๕๑ ครับ เรามีเวทีที่มาว่ากันอีก ๑ เวที ไม่ใช่ในชั้นนี้ เพราะในเรื่องของการสนับสนุนและคัดค้านนี่พูดได้ แต่ถ้าท่านบอกว่ามันผิดแล้ว ไปทำอะไร ไม่ถูกไม่ต้อง อันนี้มันไม่ถูกครับ มันเกินกว่าขอบเขตการอภิปรายในขณะนี้ เดี๋ยวรัฐมนตรี ก็จะไปตอบให้ท่านฟังนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตาม ในขณะนี้ขอให้อยู่ในกรอบ แล้วก็พยายาม อย่าพาดพิง โดยเฉพาะรัฐบาลในอดีต คนที่เขาไม่สามารถมาตอบในสภาได้ครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมค่อยวินิจฉัยนะครับ ขอฝากคุณรอมฎอนครับว่า การอภิปรายซึ่งผมพูดเมื่อตอนเช้าไม่ควรจะเอ่ยชื่อหรือพาดพิง ถึงบุคคลข้างนอกนะครับ ที่ไม่ใช่เป็นคณะรัฐมนตรีปัจจุบันและสมาชิกรัฐสภา ขอให้ระมัดระวัง ในประเด็นนี้ด้วย ก็ฝากท่านนะครับ อภิปรายต่อได้ครับ

นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ขอบคุณมากครับ ท่านประธานครับ ขอบคุณเพื่อนสมาชิกครับ ต่อเลยนะครับ ที่จำเป็นต้องพูดเพราะว่า นี่คือบทเรียนครับท่านประธาน และโอกาสของรัฐบาลแพทองธาร คือการเรียนรู้จากบทเรียน ที่เราเดินทางมาด้วยกัน ๒ ทศวรรษ และโดยเฉพาะ ๑ ปีที่ผ่านมา ขอสไลด์เลยครับ เดินหน้าต่อครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

โดยสรุปผมว่าเรื่องหนึ่ง ที่นายกรัฐมนตรีแพทองธารต้องเรียนรู้เลยนะครับ ถ้านายกรัฐมนตรีไม่แสดงเจตจำนง ที่ชัดเจนและแน่วแน่มั่นคงในการแก้ไขปัญหา และสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ สัญญาณมาแล้วครับ แนวโน้มความรุนแรงกำลังหวนกลับคืนมา ถ้าทุกท่านติดตามสถานการณ์ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างใกล้ชิด ตอนนี้มีสัญญาณแบบนี้เกิดขึ้น ถี่ขึ้น ถี่ขึ้น ถ้าเราไม่มุ่งมั่นจริง ๆ ที่จะแก้ปัญหา และนำในทางการเมืองจริง ๆ โดยรัฐบาล ผมนึกถึงภาพ ที่เราเคยเห็นเมื่อ ๒๐ ปีที่ผ่านมา เพราะฉะนั้นเรื่องนี้จึงต้องขีดเส้นใต้ครับว่า ท่านนายกรัฐมนตรีต้องให้ความใส่ใจให้ความสำคัญครับท่านประธานครับ ขอสไลด์ถัดไปครับ ๒๕๗๐ คือตัวเลขที่เป็นการขีดเส้นที่สำคัญ ๒ เป้าหมายครับ เป็นเป้าหมายของ ท่านนายกรัฐมนตรีด้วย เป็นทั้งเป้าหมายของพรรคการเมืองอย่างพวกผมด้วย แน่นอนครับ ถ้าโชคดีท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีชุดนี้ จะมีการทำงานไปจนถึงปี ๒๕๗๐ ครบเทอมนะครับ แต่ผมก็ขออนุญาตใส่ Question Mark เอาไว้ก่อนนะครับ แต่ ๒๕๗๐ ยังมีอีกความหมายหนึ่งครับท่านประธาน คือค่าเป้าหมายของแผนยุทธศาสตร์ชาติที่ ถูกกำหนดเอาไว้ก่อนหน้านี้ ก่อนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะมาดำรงตำแหน่ง แม้กระทั่ง ก่อนที่ผมจะมาเป็น สส. ด้วย ในยุทธศาสตร์ชาติระบุว่า ๒๕๗๐ นี้ความรุนแรงในจังหวัด ชายแดนภาคใต้จะเป็นศูนย์ แต่ท่านประธานเชื่อไหมครับ ผมพยายามสอบถามหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในกรรมาธิการต่าง ๆ ไม่มีหน่วยงานไหนให้หลักประกันได้เลยว่าเราจะบรรลุ เป้าหมายนี้ อันนี้คือโจทย์ใหญ่ของท่านนายกรัฐมนตรี ขอสไลด์ถัดไปครับ แต่โอกาส ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารมีครับ ท่านทราบหรือเปล่าว่าท่านต้องดำรงตำแหน่ง เป็นหัวให้กับกลไกที่จะใช้อำนาจตามกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เป็นหัวให้กับ สภาความมั่นคงแห่งชาติ สภา มช. เป็นหัวเบอร์ ๑ ของ กอ.รมน. เป็นประธานบอร์ด กอ.รมน. และเป็นประธาน กพต. หรือว่าคณะกรรมการยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ๓-๔ กลไกนี้ท่านต้องนั่งหัวโต๊ะ และท่านต้องใส่ใจกับการทำหน้าที่นี้ เพราะว่าอะไรครับ นี่คือกลไกของอำนาจรัฐที่จะกำหนดทิศทางชี้ชะตาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า จะไปในทิศทางไหน ที่ผ่านมาในรัฐบาลของคุณอาของท่านสมัยท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ พยายามจะบูรณาการงานของ ๓-๔ อย่างนี้ ด้วยคณะกรรมการระดับชาติ กพต. ในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ก็พยายามแก้ปัญหาการแยกส่วนการทำงานโดยการตั้ง คปต. คณะกรรมการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหาจังหวัดภาคใต้ ท่านต้องเรียนรู้นะครับ นี่คือเวที นี่คือกลไกที่ท่านจะใช้งาน ขอสไลด์ถัดไปครับ ท่านต้องรู้ด้วยนะครับว่า งบประมาณ ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ใช้มา ๒ ทศวรรษนี่ ๕.๖ แสนล้านแล้ว แต่ท่านอย่าโดนหลอกนะครับ เพราะว่าหน่วยงานราชการจะระบุแค่สีส้ม ในปีหลัง ๆ มานี้มีแผนบูรณาการ เขาระบุ แค่ประมาณไม่กี่พันล้าน แต่จริง ๆ งบประมาณที่ใช้ในจังหวัดภาคใต้มีประมาณ ๓๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้าน ท่านต้องใช้ทรัพยากรเท่าที่จำเป็น ท่านทราบหรือเปล่าว่า ผมก็ชักไม่ค่อยแน่ใจนะครับว่างบประมาณที่ใช้กันมาอีลุ่ยฉุยแฉกก่อนหน้านี้อ้าง เพื่อการแก้ปัญหา เผลอ ๆ อาจจะมีบางส่วนไปสนับสนุนการก่อการรัฐประหาร ใน ๒ ครั้งที่ผ่านมาด้วยนะครับ ที่สำคัญที่สุดท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารครับ ต้องแสดงเจตจำนงที่ชัดเจนว่าจะแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้เสียที ผ่านมาแล้ว ๒๐ ปีจะต้องพลิกแกนการแก้ปัญหาให้กระบวนการสันติภาพเป็นแนวทางการเมืองหลักครับ ถ้าปล่อยปละละเลยเอาไว้แนวทางและมุมมองแบบความมั่นคงก็ยังเป็นการครอบงำ หน่วยงานราชการ การแก้ไขปัญหาของภาครัฐต่อซึ่งไม่น่าจะเป็นประโยชน์ และเราก็ทำให้ ปัญหามันค้างเติ่งมาจนกระทั่งถึงปัจจุบันนี้ ขอสไลด์ถัดไปครับ โจทย์ใหญ่รอท่านอยู่ หลังจากวันนี้ พรุ่งนี้ท่านคงมีอำนาจเต็มในการบริหารราชการ เรื่องที่ท่านต้องตัดสินใจ คือ ๑๙ ตุลาคมนี้นะครับ เป็นวันสุดท้ายของการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินที่มีความร้ายแรง หรือว่า พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เป็นครั้งที่ ๗๗ ครั้งที่ ๗๗ นี้นับต่อเนื่องมาตั้งแต่รัฐบาลของคุณพ่อ ของท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ตั้งแต่กลางปี ๒๕๔๘ นับต่อเนื่องฉุกเฉินต่อเนื่อง ต่อเนื่อง ต่อเนื่อง มาจนกระทั่งถึงปัจจุบันเป็นครั้งที่ ๗๗ ท่านต้องตัดสินใจว่าครั้งต่อไปครั้งที่ ๗๘ มติ ครม. ของ ครม. ของท่านจะเอาอย่างไร และที่สำคัญมากกว่านั้นก็คือท่านอาจจะต้องทบทวน กฎหมายด้านความมั่นคงอื่น ๆ ทั้งกฎอัยการศึก พ.ร.ก. ฉุกเฉินที่ใช้อยู่ และ พ.ร.บ. ความมั่นคงภายใน ซึ่งต่อให้ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ปัดตกไปแล้ว พวกผมก็เตรียม ที่จะเสนอเข้าต่อ และตามกฎหมายรัฐธรรมนูญ ท่านต้องตัดสินใจครับว่าท่านจะอนุญาต ให้พวกเราได้มาถกเถียงกันถึงอนาคตของ กอ.รมน. กลไกแบบนี้หรือไม่ ท่านจะยังยืน อยู่ที่จุดยืนเดิมหรือท่านจะเปลี่ยนไป ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลง เพราะว่านโยบาย ที่ท่านเขียนเอาไว้เป็นส่งสัญญาณเชิงบวกในความเห็นของผม ขอสไลด์ถัดไปครับ และแน่นอนครับ วันนี้วันที่ ๑๒ กันยายน ที่ศาลนราธิวาสมีการพิจารณานัดสอบคำ ให้การของคดีที่สำคัญคือคดีตากใบ ซึ่งวันที่ ๒๕ ตุลาคมนี้ เหลืออีก ๔๓ วันนี้นะครับ จะครบรอบ ๒๐ ปีครับ

(นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เชิญครับ มีผู้ประท้วงครับ

นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ผม ธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี ผมขอประท้วง ข้อ ๔๕ ในการอภิปราย ผมว่าบุคคลภายนอก และท่านจะไปร่ำรี้ร่ำไรกับบุคคลภายนอกทำไม ท่านพูดเรื่องอื่นไม่ได้ หรือครับ วันนี้ท่านแพทองธาร นายกรัฐมนตรี ท่านได้มาแถลงนโยบาย ท่านก็พูดกับนโยบาย ของรัฐบาลชุดนี้ ชุดแพทองธารนี่ ว่าจะต้องดำเนินการต่อไป เขายังไม่ได้ทำอะไรเลย ท่านก็ไปพูดแต่เรื่องเก่า ให้ท่านประธานวินิจฉัยบอกให้เลิกพูดเกี่ยวกับเรื่องบุคคลอื่นเถอะครับ ที่เขาไม่มีโอกาสได้มาตอบโต้ที่นี่นะครับ เขาเป็นพ่อเป็นลูกกันจะให้เขาขาดพ่อขาดลูกหรือครับ ผมถามหน่อยครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

คุณรอมฎอนก็พยายาม พูดถึงนโยบายของรัฐบาลปัจจุบัน แต่อย่าเอ่ยบุคคลในอดีตก็แล้วกันเดี๋ยวจะถูกประท้วง เปล่า ๆ ครับ

นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ขอบคุณครับ ที่ผมต้องยกมาเพราะว่าผมจะชื่นชมและถือว่าเป็นบทเรียนของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ที่จะต้องเก็บรับ เป็นภาระอันหนักอึ้งที่ท่านต้องตัดสินใจครับ ๒ ปีที่แล้ววันที่ ๒๕ ตุลาคม ปี ๒๕๖๕ ในรายการ

(นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผมว่าท่านประธานต้องกำกับ ผมขอประท้วง ข้อ ๔๕ ครับ เพราะผมว่าภาพนี่ท่านได้ขออนุญาต ท่านประธานหรือยังครับ ถ้าหากว่าท่านยังเอาภาพนี้ขึ้นผมก็จะยืนประท้วงอยู่อย่างนี้ละครับ ๓ วัน ๓ คืนก็ได้ไม่เป็นไรครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

คุณธีระชัยครับ เดี๋ยวขอดูภาพ ที่คุณธีระชัยประท้วงเมื่อสักครู่ ภาพไหนครับ

นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขอดูภาพหน่อยครับ ห้องโสต

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิดคลิปภาพ)
นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ข้อ ๔๕ ครับ บุคคลภายนอกครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

คุณรอมฎอนครับภาพนี้ ผมว่าไม่ควรจะใช้

นายธีระชัย แสนแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เขาไม่ได้มีโอกาส เข้ามาเลย เพราะว่าท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เป็นอดีตนายกรัฐมนตรี

นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผมหาทางออกอย่างนี้นะครับ ตัดภาพนั้นสลับไปหน้าสุดท้ายเลยก็ได้ครับ ไม่เป็นไรครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ไม่ใช่หน้าสุดท้ายหน้าไหน ก็ไม่ได้ เพราะว่าเป็นบุคคลภายนอกผมขอเตือน เพราะบรรยากาศการประชุมวันนี้เป็นไป ด้วยดีแล้ว ถ้าเผื่อว่าข้อบังคับที่มันผิดไปผมไม่อยากให้เอามาใช้ ภาพเมื่อสักครู่นี้เอาออก ไปเลยนะครับ เพราะว่ามีภาพของอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งไม่ได้อยู่ในที่นี้ ไม่ควรจะมีภาพนี้นะครับ

นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ ไม่เป็นไรครับ ไปสไลด์สุดท้ายเลยครับ ไม่ต้องเอาภาพนั้นก็ได้ครับ ผมจะพูดถึงเฉย ๆ ครับว่า การขอโทษ และขออภัยต่อพี่น้องชาวตากใบเมื่อ ๒ ปีที่แล้วสำคัญมาก ตอนนั้นอายุความคดีเหลืออีก ๒ ปีครับ และเป็นคำขอโทษของอดีตผู้นำของประเทศนี้ผ่านทางรายการนะครับ จริง ๆ อันนี้ อดีตผู้นำของประเทศนี้เคยขอโทษท่านหนึ่งนะครับ คือท่าน พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีในช่วง

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวคุณรอมฎอนครับ ผมเข้าใจนะครับ เดี๋ยวจะถูกประท้วงอีก เพราะอดีตผู้นำที่พูดไปแล้วเป็นเรื่องของอดีต ไปแล้วนะครับ แล้ววันนี้เราพูดถึงนโยบายที่รัฐบาลนี้จะปฏิบัติต่อไป ถ้าเราย้อนหลังแบบนี้ ผมเข้าใจว่าจะประท้วง ผมไม่อยากให้ใช้อันนี้ไป

(นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

เชิญคุณจิรัฏฐ์ครับ คุณจิรัฏฐ์ ประท้วงยกมือขึ้นก่อนนะครับ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ ผู้แทนพรรคประชาชน คือท่านประธานครับ บุคคลที่ท่านรอมฎอนพูดถึงนี้ก็ได้มีอำนาจ ในการบริหารราชการแผ่นดินในอดีตจริง ๆ แล้วก็ส่งผลมาถึงปัจจุบันจริง ๆ เราอภิปรายกันถึง ชาวบ้านที่เดือดร้อน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

อันนี้จะอภิปรายได้ แต่ว่าข้อบังคับมันไม่ให้ครับ ก็บอกว่าบุคคลภายนอกไม่ควรจะกล่าวถึง เพราะอะไรครับ เพราะเขาไม่มีโอกาสได้มาชี้แจงตอบ เอาเฉพาะที่อยู่ในนี้โต้ตอบไปมาได้ ซึ่งผมเข้าใจนะครับ ข้อบังคับก็เป็นอย่างนี้ ผมก็พยายามอะลุ้มอล่วย อะไรนิด ๆ หน่อย ๆ ที่คิดว่ารัฐบาลจะตอบได้ ก็ตอบ แต่ว่าถ้าเป็นเรื่องในอดีตผมก็คิดว่าเราไม่ควรจะมี เพราะในข้อบังคับบอกแล้วว่า ให้พูดถึงรัฐบาลปัจจุบัน ถ้าจะพาดพิงข้างหลังก็คือพาดพิงถึงเรื่องความสามารถของรัฐบาล ผมคิดว่าบรรยากาศมันไปด้วยดี เพราะเรื่องที่พูด ๆ มันก็รู้ ๆ กันอยู่แล้ว เพราะฉะนั้น ผมขออภัยด้วย ผมไม่อนุญาตที่จะพูดถึงบุคคลในอดีตที่ผ่านไปนะครับ เพราะฉะนั้นก็ย้อนไป อีกเยอะเลยครับ ขอบคุณครับ คุณรอมฎอนต่อเลยครับ

(นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผมยืนใช้สิทธิด้วยการยกมือครับ ณัฐวุฒิครับ

(นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ ท่านจะเป็นการวางบรรทัดฐานที่เราจะทำงานกันต่อลำบากนะครับ ในอดีต นี่คือเมื่อไรครับ เมื่อวานนี้อดีตไหมครับ เราพูดถึงเมื่อวานไม่ได้หรือครับ ท่านประธาน ที่ท่านรอมฎอนพูดไม่มีใครเสียหาย คนรับผิดชอบก็คือตัวท่านรอมฎอน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ไม่ใช่รับผิดชอบ ประธาน ต้องรับผิดชอบด้วย ถ้าเปิดโอกาสให้สมาชิกทำผิดข้อบังคับ ประธานต้องรับผิดชอบด้วย ถึงแม้ว่าท่านสมาชิกก็รับผิดชอบ ประธานก็จะปล่อยให้ท่านสมาชิกรับผิดชอบอย่างเดียว คงไม่ได้ เพราะฉะนั้นต้องขออภัย ไม่มีอะไร กำลังอภิปรายไปด้วยดี คุณรอมฎอนเชิญต่อครับ

(นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

คุณณัฐวุฒิเชิญครับ

(นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผมขอประท้วงครับ ตามข้อ ๙ นะครับ ท่านประธาน ผม วิสุทธิ์ ไชยณรุณ ท่านประธาน ได้มีข้อวินิจฉัยแล้วก็ถือว่าเป็นที่สิ้นสุดครับ จะมาอ้างอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้ครับ ไม่อย่างนั้น จะประชุมต่อไปได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นต้องยึดข้อบังคับครับ ในเมื่อวินิจฉัยแล้วก็ต้องรับฟัง เราเชื่อมั่นในตัวท่านประธาน คำวินิจฉัยถือว่าเป็นเด็ดขาดนะครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ คุณณัฐวุฒิ ประท้วงมีอะไรหรือไม่ครับ ไม่ประท้วง ประเด็นเดิมนะครับ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ผมใช้สิทธิ ในการประท้วงก่อนหน้าแล้วนะครับ แต่ว่าก็ด้วยความเคารพท่านประธานวิป ไม่เป็นไรครับ เพียงแต่ว่าท่านมีการตั้งประเด็นว่าไม่ได้อ่านข้อบังคับ ด้วยความเคารพ ผมก็ถืออยู่นะครับ ไม่ทราบท่านถืออยู่หรือไม่ ผมใช้สิทธิตามข้อ ๕ ในการประท้วงท่านประธาน ท่านประธานครับ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน คนจังหวัดอ่างทอง ท่านประธานครับ ที่จำเป็นต้องใช้สิทธิข้อ ๕ ในการประท้วงการทำหน้าที่ของท่านประธานไม่ใช่ไม่เคารพ สิ่งที่ท่านประธานตัดสินไปแล้ว อันนั้นแยกออกไปก่อนนะครับ แล้วเมื่อสักครู่คุณรอมฎอน ก็พูดชัดว่าจะขอไปสไลด์หน้าสุดท้าย แล้วก็ไม่ได้มีการพูดถึงหรือกล่าวถึง หรือขึ้นภาพอีกแล้ว เพียงแต่ว่าผมจำเป็นต้องประท้วงท่านประธานครับ เพราะว่ามันจะเป็นบรรทัดฐาน ในการทำหน้าที่ต่อไปด้วย ๓ ประเด็นย่อย ๆ ด้วยกันนะครับ

ประการที่ ๑ ครับท่านประธาน ก็คือเรื่องภาพ เรื่องภาพนี้ผมยืนยันกับ ท่านธีระชัยก่อนว่าได้มีการส่งให้ฝ่ายโสตได้พิจารณาแล้ว แล้วทางท่านประธานเองก็คงได้ดูแล้ว แต่อย่างไรก็ตามถ้าท่านใช้เกณฑ์ว่าถ้ามีภาพบุคคลภายนอก นี่ผมใช้คำท่านเลยนะครับ จะไม่ให้มีการนำเสนอ ผมก็คิดว่าท่านประธานก็ต้องใช้เกณฑ์เดียวกันครับ เอาให้ชัดว่าตกลง จะไม่ให้มีภาพบุคคลภายนอกไม่ว่าฝ่ายใดเลยใช่ไหม นั่นเป็นข้อที่ ๑ นะครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

อันนี้ผมวินิจฉัยจะได้ ไม่เสียเวลามาก บุคคลภายนอกถ้าหากว่าไม่เกิดความเสียหาย มีผู้ประท้วงผมก็อนุญาตให้ได้ แต่ว่าอันนี้มีผู้ประท้วงแล้วจะเกิดความเสียหายนะครับ ก็ต้องขออภัยคุณณัฐวุฒิครับ เอาข้อนี้ก็พอแล้ว เพราะว่าเดี๋ยวคุณรอมฎอนจะอภิปรายต่อไป เดี๋ยวทางนี้ก็จะอภิปราย ผมขออภัยนะครับผมได้วินิจฉัยไปแล้วว่าให้คุณรอมฎอนอภิปรายต่อโดยไม่นำภาพที่เกิด ความเสียหายกับบุคคลภายนอก มีประท้วง จะได้เดินหน้าต่อ คุณรอมฎอนขอความกรุณา ด้วยครับ เชิญครับ

นายรอมฎอน ปันจอร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ เดินหน้าต่อนะครับ เราต้องเรียนรู้อดีตครับท่านประธาน จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีปัญหา ยืดเยื้อยาวนานเป็นปัญหาพยศจนถึงปัจจุบันนี้ก็เพราะเราเพิกเฉยต่อสิ่งที่เราเรียนรู้ สิ่งที่เรา บาดเจ็บผ่านมา ประวัติศาสตร์บาดแผลหลายเรื่องเป็นเรื่องที่กลืนยากครับ เป็นยาขม แต่สังคมที่มีวุฒิภาวะเราต้องก้าวผ่านมันไปด้วยกัน เรียนรู้และเก็บรับบทเรียน และนี่คือ บทเรียนสำคัญที่นายกรัฐมนตรีที่จะต้องนำประเทศนี้ต้องเรียนรู้ครับ เหตุการณ์ตากใบเกิดขึ้น วันที่ ๒๕ ตุลาคม เกือบ ๒๐ ปีที่แล้ว พี่น้องประชาชนที่สูญเสียในวันนั้นลุกขึ้นด้วยความกล้าหาญ ในวันที่ ๒๕ เมษายน ยื่นฟ้องต่อเจ้าหน้าที่รัฐ ๙ คน ศาลประทับรับฟ้องวันที่ ๒๓ สิงหาคม ที่ผ่านมา ๗ คน หนึ่งในนั้นเป็นเพื่อนสมาชิกสภาผู้แทนของเราด้วยครับ และล่าสุดข่าว เมื่อเช้านี้มีการนัดครั้งแรกก็ไม่มีจำเลยทั้ง ๗ คนเดินทางไปที่ศาลเลย ทราบว่าทางศาล ได้ออกหมายจับ ๖ คนนะครับ แล้วก็จะทำหนังสือเฉพาะจำเลยที่ ๑ มาทางท่านประธาน เพื่อขอจับกุม แล้วก็ทำตามหมายเรียก แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้อย่างที่เราหารือกันเมื่อวาน ก็คงได้มีการพิจารณา แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้เป็นมรดกที่คนรุ่นผม คนรุ่นคุณแพทองธาร คนรุ่นนายกรัฐมนตรีต้องแบกรับต่อ ผมอยากเห็นการแสดงความกล้าหาญในทางการเมือง ของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดนี้ครับ มาแก้ปมปัญหา มาคลายปมปัญหานี้ด้วยกัน แสดงจุดยืนครับว่าวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดจะต้องไม่เกิดขึ้นอีก การฆ่าประชาชนที่ต้องสูญเสียคนไปเป็น ๑๐๐ คนแบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีก ต้องไม่เกิดขึ้นอีก ต้องไม่เกิดขึ้นอีก ยืนยันให้เราหน่อยได้ไหมครับ ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่นราธิวาส ที่มุกดาหาร กลางกรุงเทพฯ เมืองกาญจน์ นครพนม หรือเชียงใหม่ต้องไม่มีใครกล้าฆ่าประชาชน แบบนี้อีก ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ท่านต้องกล้าแสดงจุดยืน ผมขอให้ท่านโน้มน้าวใจแนะนำ เพื่อนสมาชิกของเราให้เดินทางไปในศาลในนัดครั้งต่อไปวันที่ ๑๕ ตุลาคม ซึ่งอายุความ เหลืออีก ๑๐ วันครับ พี่น้องประชาชนรอมา ๒๐ ปี เราจะมาสร้างบรรทัดฐาน สร้างนิติธรรม ที่เข้มแข็งด้วยกัน เราในฐานะฝ่ายค้านยินดีทำงานร่วมกับท่าน สร้างสันติภาพและสร้างหลัก นิติธรรม ฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประเทศนี้พร้อมกันกับท่านครับ ขอคำตอบและคำยืนยัน จากท่านนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ผม ณัฐวุฒิ ใช้สิทธิในฐานะวิปฝ่ายค้าน ขอหารือท่านประธานนิดเดียวครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ณัฐวุฒิ บัวประทุม บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะวิปฝ่ายค้านครับ ท่านประธาน เวลาก็คงเป็นการหักจากฝ่ายค้านนะครับ แต่ว่าที่ผมจำเป็นต้องหารือก็คือว่า ตกลงแล้ว ข้อบังคับ ข้อ ๔๕ วรรคสอง วรรคแรกเป็นอำนาจประธานครับในการอนุญาตให้ใช้ภาพ หรือไม่ใช่ภาพหรือวัสดุอื่นใดในการแสดง แต่วรรคสองเป็นเอกสิทธิของเพื่อนสมาชิกนะครับ ในการที่เขาเห็นว่าจำเป็นที่อาจต้องเอ่ยชื่อถึงบุคคลภายนอก ไม่ว่าจะเป็นเมื่อไรก็แล้วแต่ แต่ว่าไม่เป็นไรถ้าท่านประธานบอกว่ามีผู้ประท้วงและเห็นว่าไม่จำเป็น อันนั้นเป็นอำนาจ ทีหลังครับ ผมไม่ติดใจ แต่ว่าถ้าท่านจะบอกว่าเอ่ยบุคคลภายนอกไม่ได้เลย ผมคิดว่า ไม่เป็นไปตาม ข้อ ๔๕ วรรคสองของข้อบังคับ ในขณะเดียวกันถ้าเอ่ยแล้วเสียหาย อันนี้ ตรงกันครับ เมื่อสักครู่ท่านจิรัฏฐ์ก็พูดย้ำว่าเป็นความรับผิดชอบของผู้อภิปราย ก็อนุญาต ขอหารือในฐานะวิปฝ่ายค้านตามนี้ครับ

(นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

หารือแล้วนะครับ เชิญครับ คุณครูมานิตย์ เอาเฉพาะประท้วง สั้น ๆ นะครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพ ผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกรัฐสภา แต่มาจากพรรคเพื่อไทยครับ จริง ๆ ผมไม่ได้ประท้วง ครับท่านประธานครับ ถ้าผมประท้วง ประท้วงตอนที่ผู้อภิปรายกำลังอภิปรายอยู่ ผมไม่อยาก ให้เสียบรรยากาศ แต่ผมอยากจะกราบเรียนหารือกับท่านประธานทั้งสองไว้นะครับว่า วันนี้นั้น เป็นการประชุมของรัฐสภาเรื่องของการแถลงนโยบาย ซึ่งตอนเช้านี้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ได้ลุกขึ้นมาชี้แจง ฉะนั้นถามว่าทำไมเขาให้ประชุมรัฐสภา เพราะเขาอยากเห็น ช่องว่างของนโยบายที่จะบริหารภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เดินไปเส้นทางไหน ตรงไหนยังขาดบกพร่องกับการแก้ปัญหาของประเทศ ทีนี้ผมฟังดูเสมือนการอภิปราย มาหลายท่าน มันเหมือนกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

คุณครูมานิตย์ อันนี้จบไปแล้ว ก็ต้องระมัดระวัง

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

อีกนิดเดียว ท่านประธาน ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ตกผลึก มันไม่สะเด็ดน้ำ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ผมจะวินิจฉัยของคุณณัฐวุฒิ ไปก่อนนะครับว่า

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านต้องเปิดไมค์ ให้ผมครับ ผมพูดไม่ได้เกเรนะครับท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านต่อ เอาของ คุณณัฐวุฒิให้จบก่อน เพราะว่าเขาถามประธานแล้วผมวินิจฉัยการประท้วงของคุณณัฐวุฒิก่อน แล้วก็เดี๋ยวคุณครูมานิตย์ต่อนะครับ เมื่อสักครู่คุณณัฐวุฒิพูดถึงว่าต่อไปเราจะห้ามพูดถึง บุคคลภายนอกเลยหรือไม่ ผมคิดว่าในฐานะที่เป็นประธานต้องดูแลความสงบเรียบร้อย ของการประชุม ถ้าหากว่าบุคคลภายนอกพูดไปในทางที่เขาไม่เสียหายและที่ประชุม ไม่มีการประท้วงอะไรผมก็ยินดีที่จะให้พูดได้ แต่ว่าถ้าเกิดประท้วงอะไรในฐานะที่ต้องดูแล เดี๋ยวอีกฝ่ายบอกว่าประธานไม่ดูแลความสงบเรียบร้อยในที่ประชุม ผมจำเป็นต้องใช้ ข้อบังคับข้อนี้ว่า ประธานมีหน้าที่ที่จะให้การประชุมเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อยนะครับ ไม่ได้ว่าห้ามทุกประการครับ ถ้าสงบเรียบร้อยก็ไม่มีปัญหาและไม่เกิดความเสียหายครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ผมนิดเดียวจริง ๆ ผมจะจบอยู่แล้วครับท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ครูมานิตย์ต่อครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

คือจริง ๆ แล้ว ผมไม่อยากเห็นการประท้วงมันเกิดขึ้น เพราะว่าบรรยากาศมันดีแล้ว แล้วก็เกรงใจวุฒิสมาชิก ที่เขามาร่วมประชุมกับเราด้วย ฉะนั้นวันนี้มันเป็นการเริ่มแรกของการแถลงนโยบาย ที่นายกรัฐมนตรียังไม่ได้ปฏิบัติงาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไร อันนี้คุณครูมานิตย์ ผมเข้าใจที่จะพูด เดี๋ยวประเด็นต่าง ๆ รัฐบาลก็จะชี้แจงเองนะครับ แล้วบรรยากาศ ก็เป็นไปด้วยดีผมเข้าใจ แต่ไม่ทราบประท้วงอะไร เพราะว่าก็ยังไม่มีใครทำผิดอะไร ประธาน ไม่ได้ทำผิดที่ประชุมก็ไม่ได้มีทำผิด ถ้าจะยกมือหมายถึงว่าประท้วง มีการทำผิดกติกา แต่จะชี้แจงนี่ผมคงไม่อนุญาตนะครับ ยกมือข้างหน้า ครูมานิตย์เอาให้จบ ผมอนุญาตแค่นี้ว่า ท่านไม่ได้ประท้วงว่ามีใครผิดข้อบังคับ แต่ท่านชี้แจงว่าการอภิปรายควรจะเป็นอย่างนั้น อย่างนี้ ซึ่งผมก็ได้ชี้แจงแล้วนะครับ ต้องขออภัยนะครับ ก็เป็นการเจตนาดีนะครับว่า ท่านพยายามจะชี้แจงว่าการแถลงนโยบายของรัฐบาลนั้น ก็ต้องพูดถึงนโยบายของรัฐบาล ผมก็ได้เตือนแล้ว ขณะนี้ก็ยังไม่มีใครกระทำความผิด แต่ที่ผิดไปแล้วประธานเตือนไปแล้ว ผมว่าถ้าท่านชี้แจงแทนอย่างนี้เรื่อย ๆ ก็ไม่จบครับ ขอแค่นี้นะครับ ต่อไปครับ

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ไม่ถึงนาทีท่านประธาน ผมก็เลยอยากฝากท่านประธานทั้ง ๒ ท่าน ให้ท่านตัดบทว่าอะไรนี่มันขัดต่อข้อบังคับ ไม่ต้องให้ข้างล่างประท้วงกันจนชุลมุน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ครูมานิตย์ครับ ผมจะห้าม คนประท้วงได้อย่างไร เพราะเขาประท้วงก็เป็นสิทธิของเขา แต่ผมก็ต้องชี้แจง ผมเข้าใจนะครับ ครูมานิตย์กรุณานั่งลงได้ครับ

(นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ประท้วงอะไรครับ ยกมือประท้วง เชิญครับ

นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธาน ดิฉัน นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย ศรีสะเกษ เขต ๙ ดิฉัน ขอประท้วงประธานค่ะ ประท้วงตรงไหนคะ ประธานไม่มีความเป็นกลางในการพิจารณา ข้อที่ ๙ นะคะ ท่านประธานปล่อยให้ผู้อภิปรายทุบได้อย่างไรคะพฤติกรรมแบบนั้น ดิฉัน นึกว่าเป็นการตีกลอง ดิฉันเกือบเต้นใส่แล้วค่ะเมื่อสักครู่นี้

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ผมก็ตักเตือนไปแล้ว แล้วก็ได้ยุติแล้วนะครับ ผมชี้แจงให้แล้วครับ นั่งลงครับ ประเด็นเดียวกัน กรุณานั่งลงครับ ประเด็นเดียวกันที่คุณครูมานิตย์ชี้แจง ผมก็เป็นกลางครับ พยายามจะเปิดโอกาสให้ท่านสมาชิก ได้ซักถามนโยบายของรัฐบาล แต่ถ้าก้าวล่วงไปมีผู้ประท้วงผมก็ต้องตักเตือนตามกติกา แล้วประธานก็มีหน้าที่ในการที่จะรักษาความสงบของที่ประชุมครับ ที่ประชุมก็เป็นอย่างนี้ครับ ทั้งฝ่ายค้าน รัฐบาลก็เป็นอย่างนี้ครับ ฝ่ายรัฐบาลก็เคยเป็นฝ่ายค้าน ก็ทราบ ๆ กันดี ต่อไปฝ่ายค้านเป็นรัฐบาลก็จะมีปัญหาอย่างนี้การประชุมสภานะครับ เราก็ทราบ ๆ กันดี เพราะฉะนั้นขอความกรุณาให้การประชุมดำเนินไปด้วยดี ผมพยายามที่จะให้การประชุม ดำเนินไปด้วยดีนะครับ

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดระยอง ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาต

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงใช่ไหมครับ

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ตอนแรกก็จะ ประท้วงท่านประธานข้อไม่เป็นกลางละครับ แต่ว่าทีนี้พอเพื่อนสมาชิกได้มีการประท้วง น่าจะหยิบข้อบังคับผิดเล่มมาหยิบเล่มนี้ จริง ๆ แล้วมันเป็นข้อบังคับประท้วงเรื่องประธาน ไม่เป็นกลางต้องข้อ ๕ นะครับ ไม่ใช่ข้อ ๙ ก็เลยเรียนผ่านท่านประธานไปยังเพื่อนสมาชิกว่า เปิดข้อบังคับให้จบก่อน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ครับไม่เป็นไร ผมว่าอย่าเอา ให้มันเป็นประเด็น คนข้างนอกเขากำลังฟังอยู่ขอให้เราพูดในสิ่งที่เรากำลังจะพูดดีกว่าครับ จะเป็นประโยชน์ทุกฝ่ายนะครับ ต่อไปขอเชิญคุณชัยชนะ เดชเดโช ขอเวลา ๗ นาทีครับ เชิญครับ

นายชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม ชัยชนะ เดชเดโช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความยินดีกับ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านแพทองธาร ชินวัตร ที่ท่านได้โปรดเกล้าฯ เป็นนายกรัฐมนตรี ของประเทศไทย และเป็นที่น่ายินดีวันนี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบายต่อสภาแห่งนี้ ในระยะเวลาที่เหลือในการบริหารราชการแผ่นดินว่าท่านจะขับเคลื่อนเดินหน้าประเทศไทย ไปได้อย่างไร ผมมีโอกาสได้ศึกษาคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี จากเล่มนี้ และมีโอกาสได้ฟังตั้งแต่เช้า ซึ่งในนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงก็ต้องขอขอบคุณ ท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้บรรจุ ๓ เงื่อนไข ๓ นโยบายที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เสนอไว้ ในการเข้าร่วมรัฐบาล ก็คือนโยบายที่ ๑ ในการแก้ปัญหาราคาสินค้าเกษตร นโยบายที่ ๒ ก็คือการแก้ปัญหาที่ดินทับซ้อน นโยบายที่ ๓ ก็คือการกระจายอำนาจ และที่น่ายินดีก็คือว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้เขียนนโยบายไว้ว่า ในการแก้ปัญหาประเทศชาติ ซึ่งปัญหาที่กำลังเป็นวิกฤติอยู่ก็คือปัญหาเศรษฐกิจ ท่านนายกรัฐมนตรีได้บอกถึง การแก้ปัญหาวิกฤติเศรษฐกิจ ได้บอกถึงการนำรายได้ ได้บอกในการสร้างรายได้กับประเทศ ที่ยั่งยืน นี่เป็นสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงในนโยบายเล่มนี้ไว้ แต่สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำ รัฐบาลในวันนี้ฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรี ก็คือการกระจายอำนาจสู่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ใช่อยู่ครับท่านประธานครับ ในคำแถลงนโยบายของ ท่านนายกรัฐมนตรี ได้บอกว่ามีการกระจายอำนาจซึ่งอยู่ในช่วงท้าย ๆ ของคำแถลงนโยบาย แต่ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ หมวด ๑๔ มาตรา ๒๔๙ วรรคสอง เขาเขียนชัดเจนครับ ท่านประธานครับ การจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบใดให้คำนึงถึงเจตนารมณ์ ของประชาชนในท้องถิ่น และความสามารถในการปกครองตนเองในรายได้ จำนวน และความหนาแน่นประชากร ที่ผมต้องบอกอย่างนี้ท่านประธานครับ เพราะการกระจาย อำนาจตั้งแต่เรามีมาปี ๒๕๔๒ เดินทางมาจากวันนั้นถึงวันนี้ใช้เวลา ๒๕ ปี ในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ เรามีเจตนารมณ์ว่าควรจะกระจายอำนาจและงบประมาณให้กับท้องถิ่น ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๓๕ แต่จากวันนั้นมาถึงวันนี้ ท่านประธานครับ ๒๕ ปีที่ผ่านมา ได้แค่ร้อยละ ๒๙ เพราะฉะนั้นวันนี้ประเทศไทยเรามีนายกรัฐมนตรีคนใหม่ พี่น้อง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเราคาดหวังว่าเราจะเห็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ร้อยเปอร์เซ็นต์ ในยุครัฐบาลที่มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ แพทองธาร ชินวัตร ผมเชื่อว่าประเทศไทย จะเดินหน้าได้ท่านประธานครับ ท้องถิ่นไทยต้องเข้มแข็ง ท้องถิ่นไทยต้องมีรายได้ ท่านประธานดูนะครับ วันนี้วิกฤติน้ำท่วมที่เชียงราย หน่วยงานที่ช่วยเหลือประชาชน หน่วยงานแรกก็คือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครับ หน่วยงานส่วนกลาง หน่วยงาน ส่วนภูมิภาคกว่าจะลงไปถึงช้าครับท่านประธานครับ วันนี้เป็นสิ่งที่ประชาชนรอคอย และเป็นสิ่งที่ประชาชนจับตาดูอยู่ว่าเราจะเดินหน้าอย่างไรกับการกระจายอำนาจ พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคการเมืองแรกของประเทศไทยที่ทำเรื่องกระจายอำนาจ สมัยท่านชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี เรานำเสนอยกฐานะองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ทั้งหมดนะครับ ทั้งสภาตำบลเป็นองค์การบริหารส่วนตำบล สภาจังหวัดเป็นองค์การบริหาร ส่วนจังหวัด สุขาภิบาลเป็นเทศบาลตำบลครับ วันนั้นเรายกฐานะเจตนารมณ์เราชัดเจนครับ เราต้องการให้ท้องถิ่นปกครองตนเอง พึ่งพาตนเองได้ มีงบประมาณครับ และในวันนี้ เราก็คาดหวังว่าในการเดินหน้านโยบายรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลก็มีธงชัดเจนครับ ว่าจะเดินหน้า แก้ไขรัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน เพราะฉะนั้นในการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญผมก็อยากฝาก ท่านประธานไปถึงนายกรัฐมนตรีครับ ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยในการยกร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่นะครับ คณะกรรมการกำลังยกร่างอยู่ เรากล้าที่จะเขียนไหมครับว่า ในอนาคต เราจะกระจายอำนาจรายได้ให้กับท้องถิ่น ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เราตราเป็นกฎหมายรัฐธรรมนูญ ให้ชัดเจนเลยครับ ในหมวด ๑๔ ครับ และวันนั้นถ้าท่านนายกรัฐมนตรีทำเรื่องแบบนี้ ผมเชื่อว่าคนไทยทั้งประเทศ และผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะจดจำจารึกชื่อของ นายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ตลอดไปครับ และผมมีความเชื่อมั่นครับ เพราะท่าน นายกรัฐมนตรีรุ่นราวคราวเดียวกับผมครับ เชื่อมั่นว่าท่านต้องผลักดันการกระจายอำนาจ ร้อยเปอร์เซ็นต์ครับ และเชื่อมั่นว่าท่านต้องเดินหน้าทำให้ได้ครับ นี่เป็นสิ่งที่ผม และเพื่อนพรรคประชาธิปัตย์ได้ฝากไว้กับรัฐบาลนี้ครับ

สุดท้ายนี้ท่านประธานครับ ผมนั่งฟังการอภิปรายตั้งแต่เช้า มีบางพรรคการเมือง ชอบใช้คำนักหนาครับ บอกว่ารัฐบาลข้ามขั้ว ผมจะบอกนะครับ ประเทศไทยมีขั้วเดียวครับ คือขั้วประชาชน รัฐบาลข้ามขั้วไม่มีหรอกครับ อย่าพูดสร้างวาทกรรม หยุดเถอะครับ เรามาพูดกันเรื่องเดินหน้าประเทศไทยสร้างสรรค์สิ่งดี ๆ ให้กับประเทศไทย เรามีรัฐบาลใหม่แล้ว เรามีนายกรัฐมนตรีใหม่แล้ว เรามาร่วมกันทำหน้าที่ให้ประเทศไทยดีที่สุด สิ่งไหนไม่ถูกต้อง เรามาแนะนำ เรามาบอกกล่าว มาเสนอแนะกันดีกว่านะครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญ คุณชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย ท่านวุฒิสมาชิกครับ ต้องขอประทานอภัยท่านวุฒิสมาชิก รอสักครู่นะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมขอชี้แจง เชิญครับ

พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม พันตำรวจเอก ทวี สอดส่อง รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ยุติธรรม ต้องขอขอบคุณท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรท่านรอมฎอน ปันจอร์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ที่ได้นำปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้มาอภิปราย ก่อนอื่นอยากจะเรียน เพื่อนสมาชิกรัฐสภาทั้งหลายว่า แนวคิดของรัฐบาลเราได้นำปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ มาไว้ในกลุ่มเสถียรภาพทางการเมืองและความขัดแย้ง เพราะเรามองว่าปัญหาจังหวัด ชายแดนภาคใต้เราแก้เรื่องความยากจน ปัญหาก็ยังเกิดขึ้น เราแก้เรื่องยาเสพติด ก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้น เราแก้สวัสดิการอะไร ๆ ก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้น ปัญหาจริง ๆ คือปัญหา เรื่องการบริหารและการปกครอง ดังนั้น ท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้นำเรื่องปัญหา จังหวัดชายแดนภาคใต้ไปอยู่ในหมวดของเรื่องการเมือง ซึ่งอยากให้พิจารณาร่วมกัน ใน ๔ หัวข้อ

หัวข้อที่ ๑ ก็คือเรื่องรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ซึ่งเดี๋ยวอาจจะมีท่านรัฐมนตรีชูศักดิ์ได้ชี้แจง

เรื่องที่ ๒ ก็เรื่องรัฐบาลต้องยึดหลักนิติธรรม และความโปร่งใส หลักนิติธรรม เป็นหลักที่กฎหมายต้องเป็นธรรม แล้วกฎหมายจะต้องเหนือบุคคล หรือเหนือคำพูด ของผู้ทรงอิทธิพลต่าง ๆ

อีกอันหนึ่งคือการปฏิรูประบบราชการ ในนี้เขียนไว้แล้วว่า ที่ผ่านมาระบบ ราชการเราขยายอำนาจไปสู่การบริหารส่วนภูมิภาค แต่จริง ๆ เป็นการขยายไปยึดอำนาจ ท้องถิ่นก็จะต้องมีการปฏิรูป

และสุดท้ายก็คือทำอย่างไรให้ภาครัฐตอบสนองความต้องการประชาชน ยิ่งขึ้น ในส่วนของจังหวัดชายแดนภาคใต้เราจะอยู่ในกลุ่มเร่งรัดเรื่องรัฐธรรมนูญ เพราะเราไปเขียนไว้ คำพูดแม้จะสั้นแต่ถ้าผมไม่ขยายสักเล็กน้อย เพราะว่าเนื่องจากผม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม สังกัดพรรคประชาชาติ พรรคประชาชาติเป็นพรรคการเมือง ที่ได้ สส. เขตใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มี ๑๓ เขต เราได้ ๗ เขต ถือว่าเป็นส่วนใหญ่ ปัญหาของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งท่านสมาชิกบอกว่าในสมัยที่แล้วไม่มีสักคำหนึ่ง ครั้งนี้ เราจึงเอามาบรรจุไว้ว่า รวมถึงการสร้างสันติภาพและสันติสุขในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ท่านประธานที่เคารพครับ คำว่า สันติภาพ และคำว่า สันติสุข ในอดีตในปี ๒๕๕๖ ผมเป็นหนึ่งในคณะที่พูดคุยกับผู้เห็นต่าง ผมใช้คำว่า สันติภาพ แล้วหลังจากมีการยึดอำนาจ ปี ๒๕๕๗ ได้เปลี่ยนเป็นคำว่า สันติสุข ทั้ง ๒ คำถ้าเราไปเปิดพจนานุกรมจะคล้ายกัน แต่มันเป็นสงครามความรู้สึก ซึ่งคำว่า สันติภาพนั้น รัฐอาจจะมองว่าประเทศไทยเราไม่มี ความขัดแย้งทางการเมือง ไม่มีความขัดแย้งทางอุดมการณ์ จึงไม่ควรจะใช้คำว่า สันติภาพ เพราะความขัดแย้งนั้นนำไปสู่การประหัตประหาร หรือการมาต่อสู้ รัฐบาลเห็นว่าในขณะนั้น เป็นเรื่องของปัญหาภายใน ปัญหาความไม่เป็นธรรม หรือปัญหาทั่วไป จึงยกใช้คำว่า สันติสุข แต่ในรัฐบาลนี้เราจึงใช้คำว่า สันติภาพและสันติสุข ท่านสมาชิกครับ คำว่า รวมถึงการสร้างสันติภาพสันติสุขในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ มันเป็นคำที่ใหญ่มากนะครับ เบื้องหลังของสันติสุข ๑. ประชาชนต้องดี ประชาชนต้องได้รับการศึกษาดี ประชาชนจะต้องได้รับสวัสดิการ มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรี มีความรู้ความสามารถ มีศักยภาพ อันที่ ๒ ที่คนห่วงเรื่องกฎหมายฉุกเฉิน จะต้องมี กฎหมายที่ดี กฎหมายที่ดีก็คือกฎหมายที่สนองเจตนารมณ์ของคนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงกฎหมายนั้นจะต้องสามารถส่งเสริมเรื่องเศรษฐกิจสังคม การสงเคราะห์ รวมถึง การเจริญทั้งด้านจิตใจและวัตถุ

อีกประการหนึ่ง คือเราจะต้องกำหนดว่าเราต้องมีผู้บริหารหรือผู้นำในจังหวัด ชายแดนภาคใต้ที่ดี ผู้นำที่ดีก็ต้องมีความยุติธรรม มีความรับผิดชอบ ดังนั้นเราจึงใช้ คำว่า สันติภาพและสันติสุข เพื่อนสมาชิกอยากจะให้หาคำยาวกว่านี้ ภาคใต้เราจะมีคำถาม มากกว่าคำตอบ ดังนั้นผมจึงอยากจะเรียนว่า สิ่งที่สำคัญที่รัฐบาลชุดนี้แถลงนโยบาย แล้วเอาไปผูกมัดกับเรื่องการแก้ปัญหาชายแดนภาคใต้ ก็คือที่ประชาชนมีส่วนร่วม วันนี้ เราจะเปลี่ยนมิติใหม่จากความมั่นคงของรัฐอย่างเดียว ไม่คำนึงถึงความมั่นคงของคนภาคใต้ หรือไม่คำนึงถึงความมั่นคงของมนุษย์ การที่ประชาชนมีส่วนร่วม ความมั่นคงของรัฐ กับความมั่นคงของประชาชนต้องเป็นเรื่องเดียวกัน นี่คือความท้าทาย แล้วเรายังขยายไปสู่ ความยั่งยืน อันนี้ก็อยากจะเรียนสมาชิก ซึ่งใน ๒ คำพูดนี้ไม่มีอะไรใหญ่กว่าประชาชน มีส่วนร่วม ประชาชนมีส่วนร่วมก็คือความเป็นประชาธิปไตย ความที่ประชาชนสามารถ ใช้สติปัญญา ใช้ความคิด เมื่อมารวมกันเป็นเสียงส่วนมากก็เป็นประชาธิปไตย ก็อยาก จะเรียนให้ทราบ เพื่อนสมาชิกได้นำอดีต ผมพูดแล้วว่าอดีตเป็นบทเรียน แล้วถ้าเราจะพูด เรื่องภาคใต้มันก็อาจจะมีเหตุการณ์และมีหยุดไปบ้าง ถ้าจะย้อนไปก็เป็นร้อยปี แต่เมื่อมาหยิบเอาปี ๒๕๔๗ ผมเองได้ไปอยู่ในช่วงปี ๒๕๕๔ เป็นช่วงเหตุการณ์ที่ผมคิดว่า ปี ๒๕๕๔-๒๕๕๕ รุนแรงที่สุด ตื่นเช้ามารถทหารคว่ำ มีเหตุการณ์ ไม่รู้จะไปงานศพไหน สิ่งเปลี่ยนผ่านจากความขัดแย้ง การเปลี่ยนผ่านจากความรุนแรง เดินทางไปสู่สันติภาพ และไปสู่สันติสุข การเปลี่ยนผ่านได้ก็ต้องเอาความยุติธรรมเข้าไป บนความยุติธรรมก็ต้องมี การฟื้นฟูและเยียวยา ผมเห็นใจที่ไปขณะนั้น เนื่องจากเหตุการณ์ตากใบก็ดี เหตุการณ์ กรือเซะก็ดี หรือเหตุการณ์ไอร์ปาแย ซึ่งเป็นอีกรัฐบาลชุดหนึ่ง รวมทั้งเหตุการณ์ต่าง ๆ ก็ดี ในทุกยุคทุกสมัยมันก็มีหมด สิ่งที่สูญเสียถ้าในกระบวนการยุติธรรมประชาชนยังเห็นว่า บางเรื่องเรื่องกรือเซะก็บอกอากาศมืด เสร็จแล้วก็ไปไต่สวนก็จบที่ศาล เหตุการณ์ตากใบ ก็ไปจบที่ศาล นี่คือกระบวนการยุติธรรม สิ่งที่ทำได้ในขณะนั้นรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ และรัฐบาลในขณะนั้น เราเห็นความสำคัญเรื่องความยุติธรรมหรือการเปลี่ยนผ่าน จึงได้มีการจัดการเยียวยา กรณีของตากใบเราใช้เงินไปถึง ๖๔๑ ล้านบาท กับคน ๙๘๗ คน สำหรับผู้เสียชีวิตเราก็ให้ ๗,๕๐๐,๐๐๐ บาท อันนี้ก็อยากจะเรียนให้ทราบ นี่ก็คือเหตุการณ์ แต่ว่าในเรื่อง ความยุติธรรมในการดูแลเยียวยาขณะนั้นยังไม่พอ แต่พอมาถึงวันนี้ในเรื่องกระบวนการ ยุติธรรมก็เป็นสิ่งที่เรียกร้อง ก็เห็นใจกับครอบครัวผู้สูญเสียก็ใช้กระบวนการทางศาลไปฟ้อง ต่อศาล และทราบว่าก็มีการดำเนินคดีอยู่ที่ท่านอัยการสูงสุด อันนี้ก็อยากจะเรียนให้ทราบว่า วันนี้รัฐบาลมีความมุ่งมั่นว่าปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้เป็นปัญหาใหญ่ที่เราจะต้องแก้ไข ขอบพระคุณมากครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญ ท่านวุฒิสมาชิกครับ คุณชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย เชิญครับ

นางสาวชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย สมาชิกวุฒิสภา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาด้วยความเคารพ ดิฉัน นางสาวชญาน์นันท์ ติยะตระการชัย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันขอชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรีถึงความตั้งใจจริง ในการจัดทำ ๑๐ นโยบายเร่งด่วนนี้ ดิฉันได้ไปเปรียบเทียบกับนโยบายก่อนหน้า นับว่านโยบาย ครั้งนี้ตรงประเด็นและพุ่งเป้าค่ะ ดูจากหลาย ๆ นโยบายแล้วท่านได้คำนึงถึงการเปลี่ยนผ่าน จากโลก Analog เป็นโลกดิจิทัลจนดิฉันแอบจะตั้งฉายารัฐบาลชุดนี้ว่ารัฐบาลยุคดิจิทัล โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายที่ ๙ ที่ท่านจะปกป้องผลประโยชน์ของประชาชนด้วยการเร่งแก้ปัญหา อาชญากรรมออนไลน์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ดิฉันขอถอดรหัสเป็น ๒ Keyword นะคะ เพื่อจะนำไปสู่การอภิปรายของดิฉัน เรื่องที่ ๑ ก็คืออาชญากรรมทางไซเบอร์ และเรื่องที่ ๒ คืออาชญากรรมจากต่างชาติ

สำหรับเรื่องที่ ๑ อาชญากรรมทางไซเบอร์ พวกเราทุกคนต่างมีความภูมิใจ กับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลของประเทศเรา เราไม่เป็น ๒ รองใคร คนไทยสามารถ เข้าถึงระบบสาธารณูปโภคทางดิจิทัลสูงมากประเทศหนึ่ง มีมือถือใช้เฉลี่ย ๑.๓ เครื่องต่อคน มากกว่า ๘๘ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยมีอินเทอร์เน็ตใช้ แต่ท่านคะ ความก้าวหน้าเหล่านี้ เปรียบเสมือนปุ๋ยที่เร่งให้อาชญากรรมทางไซเบอร์ เจริญเติบโต มี Scam ทุกรูปแบบ เติบโต แบบเร่งไม่หยุด ฉุดไม่อยู่ มีการหลอกลวงที่ล้ำหน้ามาตรการของภาครัฐ ท่านประธานคะ ทุกวันนี้ประชาชนเดือดร้อนทุกหย่อมหญ้ากันอย่างถ้วนหน้า แม้กระทั่งดิฉันเองยังเป็นหนึ่ง ที่เป็นเหยื่อถูกปลอมบัญชีเลยค่ะ ผู้สูงวัยมากมายต้องเสียทรัพย์สินเงินทองที่ออมมาทั้งชีวิต ที่ตั้งใจจะเก็บไว้ใช้ยามเกษียณ คนไทยต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างหวาดระแวง ขาดความไว้วางใจ ต่อการทำธุรกรรมทางไซเบอร์ แม้กระทั่งพวกเราเองในห้องนี้ยังไม่กล้ารับสายโทรศัพท์มือถือ เบอร์ที่ไม่คุ้น เราไม่กล้ากดคลิกดูข้อความ เราไม่กล้าดาวน์โหลด Application สถาบัน ทางการเงินต้องใช้ทรัพยากรมากมายในการตามแก้ปัญหาอย่างไม่หยุดหย่อน จากสถิติของ สำนักงานตำรวจแห่งชาติมีคดีแจ้งความออนไลน์ช่วงปีที่ผ่านมามากกว่า ๔๖๐,๐๐๐ เรื่อง คิดเป็นมูลค่าแล้วเกือบ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท เฉลี่ยง่าย ๆ ก็คือวันหนึ่งแค่ประมาณ ๑๗๐ ล้านบาทเท่านั้น ท่านคะ ดิฉันไม่แน่ใจว่าเราจะรอจนถึงวันหนึ่ง แล้วก็มาปลอบใจตัวเอง ถือว่าเป็นการฟาดเคราะห์ แต่ดิฉันก็มั่นใจว่ารัฐบาลได้ตระหนักอย่างดีถึงปัญหาเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้นไม่ออกนโยบายนี้แน่นอน แต่ท่านคะ ดิฉันไม่แน่ใจว่าการจัดงบประมาณปี ๒๕๖๘ ที่เพิ่งพิจารณาในวุฒิสภาเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่านได้จัดสรร เพื่อแก้ปัญหาตามนโยบายที่ ๙ นี้ หรือเปล่า ที่แน่ ๆ ปัญหานี้เราไม่สามารถแก้ประเภทที่ว่าเอารถอีแต๊กไปวิ่งแข่งกับรถ Ferrari ของเหล่าอาชญากรไซเบอร์ได้ เราต้องใช้งบประมาณพอสมควรค่ะ แต่อย่างไรก็ตาม ดิฉันก็มั่นใจว่าเมื่อเทียบกับการเสียหายด้านความมั่นคง ความปลอดภัยของคนไทย รวมไปถึง ความเสียหายทางเศรษฐกิจที่ปีหนึ่งเกือบ ๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ย่อมคุ้มค่าแน่นอน ดิฉันจึงอยากขอให้ทางคณะรัฐบาลแก้ปัญหานี้เป็นวาระเร่งด่วนอย่างที่สุด ให้เห็นผล เป็นรูปธรรมใน ๑๐๐ วันแรกของรัฐบาลแพทองธารนะคะ

สำหรับมิติที่ ๒ อาชญากรรมจากต่างชาติ ขณะนี้ที่พวกเรานั่งอยู่ในห้องนี้ ทราบไหมคะ เรากำลังจะสูญเสียแผ่นดินของบรรพบุรุษให้แก่คนต่างด้าว โดยฝีมือคนไทย ที่ขาดจิตสำนึกด้วยวิธีการต่าง ๆ นานา เช่น ยอมเป็น Nominee ครอบครองที่ดิน แทนต่างชาติ โดยเฉพาะคนต่างชาติที่เข้ามาทำการเกษตรปลูกพืชเศรษฐกิจและส่งออก ไปขายต่างประเทศ เขาไม่ใช่แค่ล้งอีกต่อไปแล้วนะคะ หรือแม้กระทั่งการใช้ประโยชน์ จากพระราชบัญญัติสัญชาติ ปี พ.ศ. ๒๕๐๘ มาตรา ๗ ที่ว่าด้วยเรื่องของการได้มาซึ่งสัญชาติ โดยหลักสายโลหิต เดี๋ยวนี้มีการพัฒนาการไปมากกว่าเดิมแล้วนะคะ คือมีการจ้างชายไทย ไปจดทะเบียนสมรสกับหญิงต่างด้าวที่ตั้งครรภ์ วิธีการนี้เมื่อลูกที่ออกมาแล้วก็จะได้ สัญชาติไทย และมีสิทธิในการครอบครองทรัพย์สินที่ดิน เขาไม่ต้องรอกฎหมายสัญญาเช่า ๙๙ ปีอีกต่อไปแล้วนะคะ ท่านประธานคะ การปกป้องการรุกรานอธิปไตยของเรา ดิฉันอยากขอให้รัฐบาลเข้มงวดต่อการใช้กฎหมายอย่างที่สุด ทบทวนบทลงโทษโดยเฉพาะ กับคนที่ร่วมกระทำผิด พร้อมกับตรวจสอบพันธุกรรมประกอบการยื่นสัญชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ให้มีการตรวจ DNA ย้อนหลังกับบุตรต่างด้าวที่เกิดภายในช่วง ๓ ปีที่ผ่านมาทุกราย ท่านประธานคะ ดิฉันรักและเป็นมิตรกับคนต่างด้าวที่เป็นสีขาวค่ะ แต่จะไม่ยอมออมชอม ให้ต่างด้าวที่เป็นสีเทาหรือสีดำโดยเด็ดขาด

สุดท้ายนี้ ดิฉันก็อยากจะขอเป็นกำลังใจให้กับคณะรัฐมนตรีให้สามารถ ขับเคลื่อนนโยบายตามที่ได้แถลงเอาไว้ให้ประสบความสำเร็จ เพราะนั่นหมายถึงประโยชน์ จะตกต่อประเทศไทย และประชาชนคนไทยก็จะมีความผาสุกโดยถ้วนหน้า ขอบพระคุณค่ะ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ครับ ขอเวลา ๒๐ นาที เชิญครับ

นายจิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพครับ ผม จิรัฏฐ์ ทองสุวรรณ์ ผู้แทนประชาชน จากพรรคประชาชน ท่านประธานครับ เมื่อเช้าผมพยายามตั้งใจฟังท่านนายกรัฐมนตรีแถลงนโยบาย ซึ่งไม่รู้ตอนนี้ท่านไปไหน นะครับ ฝากคนใกล้ ๆ สะกิดให้ฟังหน่อยนะครับ ผมมีคำถามจะฝากไปถามเยอะมาก เลยนะครับ อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีฟังหน่อย โดยเฉพาะในส่วนของนโยบายที่เกี่ยวข้อง กับกระทรวงกลาโหม ซึ่งท่านก็ได้วิเคราะห์เอาไว้ในความท้าทายของประเทศประการที่ ๗ ความท้าทายต่อความเชื่อมั่น ขอสไลด์หน้าแรกเลยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านบอกว่าการที่ ประเทศไทยไร้เสถียรภาพทางการเมืองนั้นเป็นผลมาจากการทำรัฐประหาร ซึ่งกระทบกระเทือน ความเชื่อมั่นอย่างรุนแรง ฟังถึงตรงนี้ผมต้องชื่นชมนะครับท่านรัฐมนตรีที่ท่านยังยืนยันว่า รัฐประหารมันสร้างความเสียหายขนาดไหน คือหลังจากที่ผ่านการหลอมรวมสลายขั้วมาแล้ว ท่านยังมีจุดยืนในเรื่องนี้อยู่ก็ชื่นชมครับ แปลว่าอย่างน้อยเรามีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งที่เราเห็น ตรงกัน แล้วก็ผลักดันร่วมกันได้ แล้วผมยืนยันครับว่าพรรคประชาชนจะสนับสนุน ทุกนโยบายในการป้องกันรัฐประหารของท่านอย่างเต็มที่ การจะป้องกันรัฐประหารมันต้อง ได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย เพราะมันมีหลายเรื่องจะต้องทำในการปฏิรูปกองทัพ ต้องเอาทหารออกจากการเมือง ต้องให้อำนาจรัฐมนตรีไปควบคุมกองทัพ ยกเลิกเกณฑ์ทหาร ก็เป็นส่วนหนึ่งในการป้องกันรัฐประหาร ฉะนั้นมันมีกฎหมายหลายฉบับเลยที่ต้องช่วยกันแก้ นโยบายปฏิรูปกองทัพมันเลยต้องออกมาเป็น Package ครับ และต้องทำอย่างรวดเร็ว จะค่อย ๆ ทำไม่ได้ จะลีลาอยู่อย่างนี้ท่านโดนรัฐประหารคืนแน่ เอาสไลด์ลงได้เลยนะครับ ตรงนี้ครับที่ทำให้ผมเข้าใจได้ถึงเหตุผลที่ว่าทำไมท่านต้องปรับสัดส่วนรัฐมนตรีใหม่ โดยเพิ่ม รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมให้มี ๒ คน ก็จะได้ไปช่วยกันผลักดันนโยบายเพื่อป้องกันการทำ รัฐประหาร แล้วก็ช่วยกันลดแรงเสียดจากกองทัพด้วย ส่วนจะสำเร็จหรือเปล่าอันนี้ก็อยู่ที่ นโยบายแล้วครับว่าท่านจะทำอะไร อย่างไร ซึ่งผมก็ตั้งตารอครับ ฟังท่านอยู่สักพักหนึ่ง ท่านก็มีกิน มีเกียรติ มีใช้ มีศักดิ์ศรี อะไรไม่รู้แล้วก็จบเลย ไม่รู้ว่าท่านอ่านข้ามไปหรือเปล่า แต่ผมยังไม่ได้ยินนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันรัฐประหารเลย จนต้องมาเปิดคำแถลง ของท่าน ๑๔ หน้า ๗ แผ่นนี้ครับ ขอสไลด์หน้า ๒ เลยครับ ก็ไปเจอครับว่าอยู่ที่ข้อที่ ๓ นโยบายพลิกฟื้นความเชื่อมั่น รัฐบาลจะปฏิรูประบบราชการและกองทัพเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แล้วก็มีอีกส่วนหนึ่งก็คือจะเขียนว่า จะเปลี่ยนผ่านรูปแบบการเกณฑ์ทหารไปสู่แบบสมัครใจ ซึ่งเอาตรง ๆ นะครับ จริง ๆ มันมีแค่เรื่องของการเปลี่ยนผ่านไปสู่สมัครใจนี่ละที่ฟังดู เป็นรูปธรรมชัดเจนหน่อย ที่เหลือมันขมุกขมัว ฟังไม่รู้เรื่อง ไม่รู้ท่านจะเอาอะไรกันแน่ ท่านเอาปฏิรูประบบราชการมารวมกับปฏิรูปกองทัพ ซึ่งความจริงไม่ผิดหรอกครับ ไม่ผิดเลย ถ้าจะปฏิรูปกองทัพไปพร้อม ๆ กับปฏิรูประบบส่วนราชการ แต่เขียนแบบนี้เท่ากับว่า ท่านไป Downgrade การปฏิรูปกองทัพให้มันกลายเป็นแค่เรื่องเล็ก ๆ เหมือนการปฏิรูป ส่วนราชการทั่ว ๆ ไปที่ส่วนใหญ่ก็แค่เพิ่มประสิทธิภาพ เพิ่มความโปร่งใส ลดจำนวน ข้าราชการ ในขณะที่ปัญหากองทัพมันใหญ่โตกว่านั้นมาก แตกต่างจากการปฏิรูประบบ ราชการทั่วไปอย่างสิ้นเชิง ตั้งแต่จุดเริ่มต้นของการปฏิรูปอำนาจในการบริหารราชการ ที่ต้องให้พลเรือนเป็นคนถือธงเหนือกองทัพ สามารถสั่งการควบคุมกองทัพได้เสียก่อน ไม่เช่นนั้นก็ปฏิรูปเรื่องอื่นต่อลำบาก เพราะฉะนั้นมันแตกต่างกันมาก การที่ท่านเอา การปฏิรูปกองทัพกับปฏิรูประบบราชการไปรวมกัน และยังเพิ่มเรื่องของเทคโนโลยี เรื่องของการทำให้มีคนดี คนเก่ง มีคุณธรรม เรื่องการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ยังไปเพิ่ม เรื่องภาคประชาชน มีเรื่องของการดูแลชุมชน แล้วก็มามัดรวมเป็นก้อนเดียวแบบนี้ มันทำให้เห็นว่ารัฐบาลของท่านให้ความสำคัญกับการปฏิรูปกองทัพน้อยที่สุด ถึงขนาด กล่าวได้ว่าท่านขาดเจตจำนงทางการเมืองในการปฏิรูปกองทัพเลยก็ได้ น่าผิดหวังครับ สำหรับคนที่เคยถูกกองทัพกระทำมามากเป็นอันดับต้น ๆ ของประเทศอย่างท่าน ท่านประธานครับ ผมรวบรวมนโยบายกลาโหมทั้งหมดที่พรรคเพื่อไทยเคยได้นำเสนอ กับประชาชนตลอด ๑๕ เดือนที่ผ่านมา ทำถึงไหนแล้ว ทำไปกี่ข้อแล้ว มาดูกันครับ เริ่มจาก ซ้ายสุดครับ นโยบาย ๔ ข้อ เป็นนโยบายที่ใช้ในการหาเสียง ๑. ยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ใช้ระบบสมัครใจ อันนี้ยังไม่ได้ทำครับ ๒. สร้างทหารอาชีพ ก็ไม่สำเร็จครับ เพราะท่านไม่มี นโยบายจะโอนคืนธุรกิจทัพ อาชีพเดียวที่ท่านจะสร้างได้ก็มีแต่อาชีพทหารที่เป็น Pro Golf ๓. ลดงบกลาโหม พระราชบัญญัติงบประมาณ ๒๕๖๘ ล่าสุดไม่ได้ลดครับ เพิ่ม เพราะว่า รัฐบาลท่านไม่ได้ตัดงบเลย ที่ท่านตัดคือตัดนโยบายอันนี้ออกไป ๔. ป้องกันไม่ให้ทหาร แทรกแซงทางการเมือง อันนี้ก็เห็นอยู่ว่าทหารส่งตัวช้างมาเป็นรัฐมนตรี เบียด สส. ที่เป็นว่าที่ รัฐมนตรีตกไปคนหนึ่งเห็น ๆ ถัดมาตรงกลางครับ เข้าสู่นโยบายกลาโหมของคุณเศรษฐา อดีตนายกรัฐมนตรี โดยมีท่านสุทินมาเป็นรัฐมนตรีรับผิดชอบกลาโหม ๕ ข้อครับ เปลี่ยนใหม่ หมดเลย ของเก่าไม่ได้เอามาเลยสักข้อเดียว ๑. เปลี่ยนรูปแบบการเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ ก็เหมือนเดิมครับ ทุกวันนี้ยังเกณฑ์อยู่ ๒. ปรับปรุงหลักสูตรนักศึกษาวิชาทหาร ปัจจุบัน ก็ยังใช้หลักสูตรปี ๒๕๖๒ ของ พลเอก ประยุทธ์ อยู่ ลดจำนวนนายพลและ กอ.รมน. จะลดอย่างไรครับ นายพลมีกี่คนยังไม่รู้เลยครับ กรรมาธิการการทหารขอข้อมูลจำนวน นายพลไปที่กองทัพ ๗-๘ รอบแล้วครับ ไม่มีส่งอะไรกลับมาเลย เงียบกริบ แถมรัฐมนตรี ยังไปทำตัวปกปิดเป็นเกราะป้องกันไม่ให้ข้อมูลกับกรรมาธิการอีก ท่านรัฐมนตรีถึงขนาดที่ว่า พูดกลางสภาเลยนะครับว่ามีจำนวนนายพลอยู่เท่าไร ท่านบอกว่ามีทั้งหมด ๑,๔๐๐ คน ซึ่งเป็นตัวเลขที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง ผมเปิดดูราชกิจจานุเบกษาการแต่งตั้ง นายทหารชั้นนายพลย้อนหลัง ๑๐ ปี ตั้งแต่ ๒๕๕๖-๒๕๖๗ มีการแต่งตั้งทหารยศพันเอกขึ้นไป เพื่อที่จะไปเป็นพลตรี จำนวน ๖,๒๕๒ คน ท่านคิดว่าปีหนึ่งเกษียณกี่คน เราจะเหลือ ๑,๔๐๐ คน จริงหรือครับ อันนี้ก็โกหกกลางสภานะครับ ๔. ปรับปรุงการจัดซื้อจัดจ้างให้ทันสมัย ตรวจสอบได้ ก็ต้องถามท่านอดีตรัฐมนตรีว่าเครื่องบิน Gripen ล่าสุดนี้ท่านมีส่วนร่วม ในการตัดสินใจบ้างหรือเปล่า กำลังจะต่อสัญญาเรือดำน้ำที่เป็นเครื่องยนต์จีน ท่านมีส่วนร่วม บ้างหรือเปล่า ข่าวเรือดำน้ำมันดังขนาดนี้ ยังไม่มีใครได้เห็นสัญญาซื้อเลยครับ ๕. ข้อสุดท้าย นำพื้นที่ทหารมาทำการเกษตร การเอาที่ดินประชาชนที่เขาทำเกษตรอยู่เดิมแล้ว แต่ทำอยู่ใน ฐานะผู้บุกรุกมาทำสัญญาเช่ากับกรมธนารักษ์ อย่างหนองวัวซอ พื้นที่เกษตรมันเท่าเดิมครับ ไม่ได้เพิ่ม แล้วปกติกองทัพก็เอาที่ดินราชพัสดุที่ถือครองอยู่จำนวนมากของตัวเอง ไปทำโครงการทหารพันธุ์ดี ปลูกผัก ปลูกพืช เต็มไปหมด แล้วก็ส่งผลผลิตไปขายตามตลาดนัด อยู่แล้ว พื้นที่เกษตรก็เท่าเดิมครับ ไม่ได้เพิ่ม ถึงวันนี้ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเพิ่งแถลงไปเมื่อเช้า ที่เราเพิ่งฟังกันไป เหลือ ๒ ข้อครับ แค่นี้จะป้องกันรัฐประหารไหวหรือครับท่านนายกรัฐมนตรี ๒ ข้อ ท่านเพิ่มรัฐมนตรีเป็น ๒ คนนะครับ ท่านลดนโยบายเหลือ ๒ ข้อ ก็แบ่งกันไปคนละข้อ แล้วกันจะได้ไม่ต้องแย่งกัน ไม่ตีกัน นโยบายแรกครับ ปฏิรูประบบราชการและกองทัพ เพิ่มประสิทธิภาพ อันนี้ไม่รู้ว่าจะประเมินอย่างไร ต้องถามก่อนว่าถ้าจะลดกำลังคนราชการ ถ้าลดไป ๑ คนถือว่าลดหรือเปล่า ถ้าลดไป ๑ คนถือว่าลด รัฐมนตรีไม่ต้องทำอะไรเลยครับ เพราะเขามีแผนอยู่แล้ว และระบบราชการที่จะลดจำนวนกำลังคนทั้งระบบราชการโดยรวมเลยหรือเปล่า หรือว่า แค่กองทัพ เพราะถ้าเป็นโดยรวมมันลดอยู่แล้ว แต่ถ้าเป็นกองทัพอย่างเดียว เป็นการลด กำลังพลของกองทัพก็ลดอยู่แล้วเหมือนกัน เพราะกองทัพเขามีแผนลดจำนวนกำลังพลทุกปี ถึงจะลดได้น้อยมากต่อปีก็ตาม แต่ถ้าท่านบอกลด ๑ คนก็ถือว่าลด ท่านก็ไม่ต้องทำอะไรเลย อยู่เฉย ๆ มันก็ลดอยู่แล้ว แทนที่ท่านนายกรัฐมนตรีจะกำหนดตัวชี้วัดให้รัฐมนตรี ๒ ท่าน เขาไปทำงานกันหน่อยนะครับ ก็ไม่มีตัวชี้วัดเขียนเอาไว้เลย อันนี้ข้อแรกครับ

อีกเรื่องหนึ่งมันมีโครงการเกษียณก่อนหมดอายุราชการที่อดีตรัฐมนตรี ท่านสุทินเพิ่งอนุมัติไป อันนี้ถ้าท่านจะเอามา Claim ผมไม่ติดนะครับ เอาเลยนะครับ ถึงแม้ว่าโครงการ Early Retire กองทัพจะทำมาต่อเนื่องตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ แล้วก็ตาม ผมไม่ติด อันนี้ สรุปเลยครับ อันนี้อยู่เฉย ๆ มันสำเร็จอยู่แล้ว

อีกข้อหนึ่งครับ ข้อที่ ๒ ก็คือการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการเกณฑ์ทหารไปสู่ แบบสมัครใจ อันนี้ต้องขยายความจริง ๆ ครับท่านประธาน เพราะเรื่องเกณฑ์ทหาร เรื่องเดียวกัน ท่านมีตั้ง ๓ Version ตอนนี้ Version ที่ ๓ แล้ว จากยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ใช้ระบบสมัครใจ สู่เปลี่ยนรูปแบบการเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ จนวันนี้เปลี่ยนผ่าน รูปแบบไปสู่การสมัครใจ Version แรกใช้คำว่า ยกเลิก ครับ อันนี้ไม่ต้องแปลครับ ยกเลิก ก็แปลว่า ยกเลิก Version ที่ ๒ เปลี่ยนมาใช้คำว่า เปลี่ยน ความหมายไม่ได้ต่างจากเดิม แต่อาจจะทำให้กองทัพฟังแล้วลื่นหูขึ้นมาหน่อย ล่าสุดวันนี้คือ Version ๓.๐ แล้วครับ จาก ยกเลิก มาเป็น เปลี่ยน จาก เปลี่ยน วันนี้คือเปลี่ยนผ่าน แล้วเปลี่ยนผ่านมันแปลว่าอะไรครับ ปัจจุบันเรามีระบบรับคนเข้าไปเป็นทหาร ๒ แบบ คือบังคับกับสมัครใจ บังคับก็คือเกณฑ์ ถ้าปีไหนมีคนสมัครถึง ๑๐๐,๐๐๐ คน จะไม่มีการบังคับเกณฑ์ทหารเลย แต่ถ้าปีไหนไม่มี การสมัครเลยแม้แต่คนเดียว ปีนั้นเราก็ต้องเกณฑ์ ๑๐๐,๐๐๐ คน เข้าใจง่ายแบบนี้ คือ รวมกันให้ได้ ๑๐๐,๐๐๐ คน ข้อเท็จจริงวันนี้ครับ เรามีคนสมัครประมาณ ๓๐,๐๐๐- ๔๐,๐๐๐ คนต่อปี แล้วก็จากวันนี้จนไปถึงวันที่จะมีคนสมัครครบ ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อปี ระหว่างนี้ละ ช่วงเวลานี้ละ ห้วงเวลาที่ท่านใช้คำว่า เปลี่ยนผ่าน นั่นคือความหมายของคำว่า เปลี่ยนผ่าน ก็คือช่วงเวลาระหว่างวันนี้จนถึงวันที่มีคนสมัครครบ ๑๐๐,๐๐๐ คน แปลว่า นโยบายนี้ของท่านไม่ต้องทำอะไรเลยนี่ครับ กองทัพเขาทำอยู่แล้ว เปลี่ยนผ่านไปสู่สมัครใจ เขาทำอยู่แล้ว ประเด็นคือการที่ท่านทำแบบนี้มันมีปัญหาครับ เพราะว่าท่านเปลี่ยนคำว่า เปลี่ยน มาเป็น เปลี่ยนผ่าน แปลว่านี่มันไม่ใช่เป็นนโยบายเลยนะครับ มันไม่ใช่นโยบาย เพราะว่ากองทัพเขาทำอยู่แล้ว นี่มัน Realpolitik ตรงไหน นี่มันไม่ใช่นโยบาย นี่มันคำโกหก ประชาชนชัด ๆ เลย ท่านเสนอในสิ่งที่เขาทำอยู่แล้วมาทำไม กองทัพพูดคำนี้มาเป็นสิบปีแล้ว เปลี่ยนผ่านไปสู่รูปแบบสมัครใจ ผมได้ยินมาเป็นสิบปีแล้ว ท่านทราบหรือไม่ครับ การยกเลิก การเกณฑ์ทหารเป็นเรื่องที่ประชาชนเรียกร้องมากที่สุดเรื่องหนึ่ง หลายพรรคถึงกับต้อง เอาไปเป็นนโยบายของตัวเอง รวมถึงพรรคเพื่อไทยของท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ทำไมวันนี้ ท่านเอาเรื่องที่กองทัพทำอยู่แล้วมาหลอกประชาชนแบบนี้ ถ้าไม่อยากยกเลิกเกณฑ์ทหาร ก็เอาออกไปจากนโยบายสิครับ มาใส่ไว้ทำไมตั้ง ๓ รอบ ตั้งแต่หาเสียง แล้วมาใส่นโยบาย ไว้แบบนี้ท่านคิดว่าประชาชนโง่หรือครับ ท่านมีนโยบายเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารมาโดยตลอด ตั้งแต่ Version แรก จน Version 3.0 แต่พรรคเพื่อไทยยังไม่เคยมีแผนที่จะยื่นกฎหมาย แก้พระราชบัญญัติรับราชการทหารเลย แล้วอดีตนายกรัฐมนตรีของท่าน ของพรรคเพื่อไทย ที่บอกว่าจะเปลี่ยนไปสู่การเกณฑ์ทหารแบบสมัครใจอะไรนี่ ท่านปัดตกกฎหมายยกเลิก การเกณฑ์ทหารที่เสนอเข้าโดยพรรคฝ่ายค้านเดิม โดยคุณพริษฐ์ ท่านไม่ได้ต้องการจะยกเลิก เกณฑ์ทหาร ไม่ได้ว่า แต่ไม่ต้องเอามาเขียนไว้หลอกประชาชนแบบนี้ รัฐมนตรีของท่าน เคยพูดกลางสภาเลยครับ แก้ไม่ได้ มันติดที่รัฐธรรมนูญ ท่านไปอ่านรัฐธรรมนูญใหม่ครับ มันติดตรงไหนครับ มันไม่ได้เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญเลยครับ มันไปแก้พระราชบัญญัติ รับราชการทหาร มันเกี่ยวอะไรกับรัฐธรรมนูญ ก็ไปเรื่อยเพื่อที่จะเอาตัวรอดกัน ถ้าไม่มี เจตนาจะยกเลิกเกณฑ์ทหารนี้ผมไม่ได้แปลกใจ ไม่ได้โกรธเคืองด้วย แต่ขอเถอะครับ ท่านรัฐมนตรีท่านใหม่ทั้ง ๒ ท่าน ขอเถอะครับ ท่านอย่าไปทำตัวเป็นนายหน้าไปเร่ขายฝัน เอา Promotion ไปหลอกประชาชนให้มาเป็นทหาร เกณฑ์ประชาชนไปเป็นขี้ข้ารองมือ รองเท้าให้ทหารในกองทัพแบบที่ผ่านมา ไม่เอาแล้ว ไม่สนับสนุนก็ไม่ต้องพูดถึงไปเลยดีกว่า ท่านประธาน ข่าวทหารถูกซ้อมนี้มีให้เห็นทุกวัน สัปดาห์ก่อนกองทัพอากาศเพิ่งมีคลิปหลุด ครูฝึกกระทืบพลทหาร ตามมาก็กองทัพเรือกำลังปิดข่าวอยู่ ครูฝึกบังคับให้ทหารเกณฑ์ ไปนอนตากแดดจนเขาน้ำลายฟูมปาก ก็ไปกระทืบเขา หาว่าเขาแกล้ง จนเสียชีวิต กองทัพบกล่าสุดทหารเกณฑ์ที่ค่ายนวมินทราชินีถูกซ้อมทรมานบังคับเข้าเวร ๒๔ ชั่วโมง ต่อเนื่องหลายวัน จนเขาต้องฉี่ใส่ขวดครับท่านประธาน แล้วก็ไปบังคับเขากินฉี่ให้หมด ถูกรุมกระทืบ ถูกไม้หน้าสามฟาด สารพัดจนเสียชีวิต โดนอยู่เป็นเดือน ๆ นะครับ ไม่ใช่ โดนแล้วเพิ่งตาย โดนอยู่เป็นเดือน ๆ คณะกรรมาธิการก็เชิญมาชี้แจง พ่อแม่พลทหาร ที่เสียชีวิตมารอแต่เช้าครับ กองทัพบกโทรมาบอกว่าไม่พร้อม ขอเลื่อนไปก่อน ผมอยากเห็น ท่านรัฐมนตรีมี Action กับเรื่องแบบนี้บ้าง ท่านประธานครับ ผู้พันที่ดูแลการฝึก ผู้บัญชาการ ที่ปล่อยปละละเลย ทั้งที่รัฐมนตรีเคยสั่งการแล้ว แถมตามระเบียบกองทัพมันก็ต้องมีบันทึกเอย บันทึกการลงโทษ บันทึกการฝึก ต้องมีกล้องวงจรปิด ต้องมีการตรวจแถวทุกวัน ผบ. จะปฏิเสธ ไม่รู้ไม่เห็นไม่ได้ด้วย อย่างน้อยต้องมีความผิดฐานปล่อยปละละเลย ท่านกล้าเอาผิด ผบ. ค่ายหรือครับ ไม่เคยนะครับ ทหารชั้นผู้ใหญ่ไม่เคยได้รับผิด นี่เป็นการสร้างมาตรฐาน เป็นตัวอย่างที่ทำให้ค่ายอื่น ๆ เอาอย่างหรือเปล่า อยากให้ท่านใส่ใจชีวิตประชาชน ให้มากกว่านี้หน่อย ไม่ใช่ไม่ทำอะไรเลย พลทหารถูกกระทืบจนตาย คนเป็นรัฐมนตรีผมเชื่อว่า ท่านทำได้มากกว่าแค่ไปสั่งการให้มีการตรวจสุขภาพจิตครูฝึก มันมีอะไรให้ทำได้ตั้งเยอะตั้งแยะ ที่ผ่านมานี้ความผิดในค่ายทหารไม่ว่าจะเรื่องอะไรครับ ผู้บัญชาการไม่เคยต้องรับผิดชอบ กลายเป็นวัฒนธรรมพ้นผิดลอยนวล เหมือนเป็นหลักนิยมของกองทัพไปแล้ว ตัวอย่าง ที่ชัดที่สุด ที่ใกล้ที่สุด ทุกคนยังจำได้ เรือหลวงสุโขทัยล่ม ขนาดผมอภิปรายแสดงหลักฐาน ให้เห็นเป็นฉาก ฉาก ฉาก บกพร่องตรงไหน ผิดที่ใคร ใครต้องรับผิดชอบบ้าง ใครที่ต้อง สอบสวนบ้าง รัฐมนตรีตั้งใจฟังจนจบเลย แค่กลับไปตั้งกระบวนการสอบสวนใหม่ ซึ่งผมไม่ได้ ให้ท่านไปปรักปรำใคร ผมให้ท่านไปทำกระบวนการสอบสวนใหม่ที่มันเป็นธรรม โปร่งใส ติดตามได้ ตรวจสอบได้ ท่านก็ไม่ทำ ไม่สน ปล่อยให้เรือรบหลวง ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ ล้านบาท จมลงไปในทะเลทั้งลำ คนตายไป ๒๙ คน โดยไม่มีใครต้องรับผิดชอบแม้แต่คนเดียว ไม่มีใคร ได้รับโทษอาญา ไม่มีใครได้รับโทษวินัย ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรเลย ปิดคดีไปเฉย ๆ แบบนั้นเลย ท่านประธาน เคสพลทหารที่ค่ายนวมินทราชินีที่จังหวัดชลบุรีที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้นะครับ ท่านรู้ไหมครับว่าน้องทหารคนนี้เขาสมัครเข้าไปเป็นทหารเองนะครับ จากการเห็นโฆษณา ชวนเชื่อของท่านสุทิน เรื่องทหารออนไลน์แบบสมัครใจ ที่ทำให้ได้สิทธิประโยชน์เยอะแยะ มากมาย เขาซ้อมวิ่งอยู่ ๒ เดือนเพื่อลดน้ำหนัก สุดท้ายเข้าไปก็ถูก Bully ถูกรุมกระทืบ จะออกก็ออกไม่ได้ จะหนีก็หนีไม่ได้ จะกลับบ้านก็ไม่ได้ จะโทรหาแม่ก็ไม่ได้ ถูกยึดโทรศัพท์ สุดท้ายร่างกายก็ทนไม่ไหว เสียชีวิต ผมมั่นใจเลยท่านประธาน มั่นใจมากว่าอย่างน้อย ๆ ถ้ารัฐบาลทำตามสัญญา ทำตามนโยบายที่แถลงหรือว่าหาเสียงไว้ตั้งแต่แรก ยื่นกฎหมาย เข้าสภาครับ เปลี่ยนเกณฑ์ทหารเป็นแบบสมัครใจ ไม่ต้องมีการบังคับอีกต่อไป เด็กคนนี้ อาจจะไม่ตาย เพราะว่าถ้าเปลี่ยนระบบการรับคนเข้าเป็นแบบสมัครใจทั้งหมด เขาก็มีสิทธิ ที่จะเลือกออกเมื่อไรก็ได้ ถ้าเข้าอย่างไรก็ได้ ออกอย่างไรก็ได้เหมือนกัน เมื่อถูกโดนรุมทำร้าย เขาอาจจะขอลาออก มีโอกาสรอดตั้งเยอะแยะ และจะไม่เกิดเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น ฉะนั้น ถ้าท่านไม่ต้องการจะยกเลิกการเกณฑ์ทหาร ขอความกรุณาเลยครับ ช่วยดูแลความปลอดภัย เด็ก ๆ เหล่านี้อย่างสุดความสามารถที รับประกันความปลอดภัยให้พ่อแม่เขาสบายใจว่า ลูกของเขาจะไปฝึกแล้วได้กลับบ้าน

สุดท้ายแล้วครับท่านประธาน ผมมีคำถามจำนวนมากที่อยากให้ท่าน นายกรัฐมนตรีตอบ แต่ว่าท่านนายกรัฐมนตรีไม่อยู่ ไม่เป็นไรครับ เป็นคำถามหลายสิบคำถามเลย เกี่ยวกับนโยบายของท่านที่ท่านแถลง ในเมื่อท่านวิเคราะห์เอาไว้ดิบดีเลยว่าในความท้าทาย ประการที่ ๗ รัฐประหาร คือสิ่งที่เลวร้ายที่สุด ทำลายชาติอย่างรุนแรง ท่านวิเคราะห์ได้ดีมาก ผมชื่นชม แต่ท่านจะป้องกันรัฐประหารอย่างไรครับถ้าท่านไม่มีนโยบายปฏิรูปกองทัพเลย

คำถามแรก ท่านจะป้องกันรัฐประหารอย่างไรครับ ถ้าท่านไม่มีอำนาจ ในการจัดวางกำลังพล ท่านจะป้องกันรัฐประหารอย่างไรครับ ถ้าท่านไม่มีอำนาจแก้ไข กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงกลาโหมเลย ท่านจะป้องกันรัฐประหารอย่างไร ถ้าท่าน แต่งตั้งหัวหน้าส่วนราชการอย่าง ผบ. เหล่าทัพของตัวเองไม่ได้ ท่านจะป้องกันรัฐประหาร อย่างไร ถ้าท่านไม่มีอำนาจในการบริหารงบประมาณของกลาโหมเลย ท่านจะป้องกัน รัฐประหารอย่างไร จะยกเลิกการเกณฑ์ทหารได้อย่างไร จะลดกำลังพลได้อย่างไร ถ้าไม่แก้ พ.ร.บ. จัดระเบียบราชการกลาโหม ปี ๒๕๕๑ พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้อำนาจทุกสิ่งทุกอย่าง เบ็ดเสร็จอยู่กับสภากลาโหม ที่ท่านรัฐมนตรีทำได้แค่เป็นคนอ่านเอกสารเปิดประชุมเท่านั้น รัฐบาลท่านโชคดีแค่ไหนครับ ที่ฝ่ายค้านอย่างพวกผมยื่นแก้กฎหมายเข้าสภา เพื่อที่จะได้ แก้กฎหมายจัดระเบียบราชการกลาโหม เอาอำนาจคืนมาให้ท่านรัฐมนตรีที่เป็นพลเรือน ตัดอำนาจสภากลาโหมให้หมด เป็นได้แค่ที่ปรึกษา ซึ่งรัฐมนตรีในขณะนี้ก็คือรัฐมนตรี ของท่าน ฝ่ายค้านแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้รัฐบาล คือฝ่ายค้านประเสริฐขนาดนี้ ส่งให้ถึงมือ ขนาดนี้ ทำไมท่านไม่เอา ท่านเอาไปดองไว้ทำไมครับ อ้างว่าร่างของท่านยังไม่เสร็จ ต้องรอ ผ่านกฤษฎีกา ผ่านสภากลาโหมก่อนโน่น นี่ นั่น ถ้าท่านจริงใจท่านให้พรรคเพื่อไทยยื่นสิครับ ไม่ต้องผ่านกฤษฎีกา ไม่ต้องผ่านสภากลาโหม ถ้าท่านจริงใจนะครับ อีกฉบับหนึ่งท่านประธาน วินัยการเงินการคลังครับ ฝ่ายค้านก็ยื่นแก้ไขไม่ให้กองทัพใช้เงินนอกงบประมาณอย่างอิสระ ท่านก็อุ้มไปดองไว้อีก ๒ ฉบับที่ท่านไปดองไว้ ผมขอความกรุณาท่านกลับไปเปิดโหล ที่ท่านดอง ๒ ฉบับนี้แล้วเอาขึ้นมาอ่าน ๒ ฉบับนี้ที่ท่านเอาไปดองมันเป็นกฎหมายที่เกิดจาก การทำรัฐประหาร ยึดอำนาจรัฐบาลคุณพ่อของท่าน คุณอาของท่านในอดีตทั้ง ๒ ฉบับ อย่าไปออกตัวปกป้องกฎหมายที่มันเป็นผลผลิตมาจากการทำลายล้างครอบครัวท่าน ได้ไหมครับ

สุดท้ายจริง ๆ ท่านประธาน ขอสไลด์หน้าสุดท้ายครับ จะป้องกันรัฐประหาร ได้อย่างไร ถ้ากองทัพยังใหญ่โตแบบนี้ อีก ๑๐ วินาที ฝ่ายโสตเอาลงได้เลยนะครับ เผื่อจะประท้วงกันไม่ทัน ท่านดูครับ มันน่าอนาถไหมครับ หน่วยงานราชการหน่วยหนึ่ง เอาที่ดินของรัฐไปทำสนามกอล์ฟ วันหนึ่งนายกรัฐมนตรีอยากได้ที่ดินคืน เพื่อไปเพิ่มพื้นที่ ให้กับสนามบินดอนเมืองซึ่งเป็นสนามบินนานาชาติของเราด้วย เพิ่มเที่ยวบินได้ ประเทศชาติ ก็ได้ประโยชน์ ทำให้ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ผู้นำสูงสุดของประเทศไทยจะต้องทำการลงไป เจรจากับ ผบ.ทบ. ซึ่งมีฐานะเป็นหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม ๆ หนึ่งในหลายร้อยกรม ของประเทศไทย ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงอยู่แล้ว เจรจาไม่สำเร็จด้วยนะครับ ท่านจะป้องกันรัฐประหารได้อย่างไร ตามที่ท่านได้วิเคราะห์เอาไว้ ว่านี่คือต้นตอของ ความเสียหาย ที่ทำลายความเชื่อมั่นของประเทศ แม้กระทั่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกรม ท่านยังต้องลงไปอ้อนวอน ไปนอบน้อมขอเขาแบบนี้ แล้วท่านไม่คิดจะแก้กฎหมายอะไรเลย ที่เกี่ยวข้องกับกลาโหม ซึ่งเรายื่นไปเยอะมากแล้ว ท่านต้องตอบครับว่ากฎหมายที่ท่านเอาไป ดองไว้ เมื่อมันกลับมาแล้วท่านจะเอาอย่างไร ท่านจะยืนประกบแบบไหน จะยื่นประกบมา คนละหลักการมั่วไปเลยหรือว่าจะร่วมกันช่วยกันทำ เอาอำนาจจากกองทัพคืนมาให้รัฐมนตรี คืนมาให้รัฐบาล คืนทั้งงบประมาณ คืนทั้งอำนาจในการสั่งการ แล้วท่านก็จะมีความมั่นคง เพิ่มขึ้น แต่ก็ต้องแลกกับการที่ท่านจะต้องไม่มี Deal อะไรอยู่ลับหลัง ไม่อย่างนั้นมันก็จะทำ แบบนี้ไม่ได้ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

สภาผู้แทนราษฎรขอต้อนรับ คณะนักเรียน ข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนราษฎร์ดำริ เขตประเวศ กรุงเทพมหานคร ซึ่งกำลังฟังการประชุมอยู่ชั้น ๔ ขอบคุณครับ ต่อไปขอเชิญคุณศุภโชค ศรีสุขจร เชิญครับ

นายศุภโชค ศรีสุขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายศุภโชค ศรีสุขจร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครปฐม เขตเลือกตั้งที่ ๑ พรรคชาติไทยพัฒนาครับ วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ลำดับแรกผมต้องขอแสดงความยินดีกับท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีทุกท่าน รัฐบาลชุดนี้ถือเป็นรัฐบาลชุดประวัติศาสตร์ นอกเหนือจากเราจะมี นายกรัฐมนตรีหญิง คนที่ ๒ ที่อายุน้อยที่สุดแล้ว เรายังมีคณะรัฐมนตรีที่เป็นคนรุ่นใหม่ และยังมีรัฐมนตรีที่มีประสบการณ์เข้ามาช่วยในการบริหารงานของประเทศ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ซึ่งผมถือว่ารัฐบาลชุดนี้ เป็นรัฐบาลที่มีความกลมกล่อมครับ เราได้แนวคิดการบริหารงานจากคนรุ่นใหม่ และยังมี ผู้มีประสบการณ์ของคนรุ่นใหญ่เข้ามาช่วยในการบริหารประเทศของเรา อย่างไรก็ตามครับ ท่านประธาน สิ่งหนึ่งที่ประเทศของเรานั้นกำลังประสบอยู่ก็คือความท้าทายต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ สภาวะโลกร้อนที่ส่งผลกระทบในทุกภูมิภาค ของประเทศ และในขณะเดียวกันครับ ประเทศของเรากำลังเข้าสู่วิกฤติประชากรที่กำลังแรงงาน กำลังน้อยลงเรื่อย ๆ ในส่วนของด้าน Geopolitics ความขัดแย้งสงครามทั่วทุกมุมโลก สงคราม เศรษฐกิจและการค้า กำลังกดดันทำให้เศรษฐกิจของประเทศเรานั้นชะลอตัวลง อัตรา ว่างงานที่เพิ่มขึ้น ราคาสินค้าสาธารณูปโภค ไม่ว่าจะเป็นพลังงานเชื้อเพลิง สินค้าอุปโภค บริโภคมีการปรับตัวสูงขึ้น และในขณะเดียวกันอัตราดอกเบี้ยก็มีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนทำให้พี่น้องประชาชน หลาย ๆ กลุ่ม ไม่สามารถแบกรับภาระหนี้สินอีกต่อไปได้ นโยบายต่าง ๆ จากคำแถลง ของคณะรัฐมนตรีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ การส่งเสริม SMEs การลดค่าสาธารณูปโภค การปฏิรูปการจัดเก็บภาษี รวมไปถึงนโยบายอื่น ๆ ผมฟังแล้ว เป็นนโยบายที่ดีครับ และสามารถช่วยแก้ไขปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนได้จริง แต่ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมกังวลมากกว่าการกลั่นกรองนโยบาย นั่นคือการทำนโยบาย ที่คิดขึ้นมาให้เกิดขึ้นจริงเป็นรูปธรรม โดยมีระยะเวลากำหนดที่ชัดเจน มีตัวชี้วัด ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพเป็นที่ประจักษ์ของพี่น้องประชาชน และนอกเหนือสิ่งอื่นใดครับ การวางแผนบริหารงานงบประมาณรายจ่ายประจำปี เพื่อที่จะจัดทำโครงการหรือทำนโยบาย ต่าง ๆ ควรที่จะคำนึงถึงสภาพการณ์ที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ปัจจุบันหนี้สาธารณะของเรานั้น เรียกว่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หนี้สาธารณะสะสมมีจำนวนสูงถึง ๑๑.๙๒ ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น ๖๒.๒๓ ของจีดีพี กลับกันครับ ความสามารถในการชำระหนี้สินของประเทศเรานั้น กลับไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม งบประมาณรายจ่ายประจำปีมากกว่าครึ่งหนึ่งเป็นงบประมาณรายจ่าย ประจำ สิ่งนี้คอยบีบรัดให้รัฐบาลของเรานั้นต้องดำเนินนโยบายขาดดุลทางการคลัง มาโดยตลอด เพราะฉะนั้นแล้วรัฐบาลควรพิจารณาในการปรับโครงสร้างองค์กร และหน่วยงานต่าง ๆ ใหม่อีกครั้ง การลดรายจ่ายเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน ใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยียุคใหม่ ไม่ว่าจะเป็น AI Machine Learning เข้ามาบูรณาการ ร่วมกับการทำงานของระบบราชการให้มากขึ้น รวมไปถึงการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บ ภาษีของภาครัฐ ความท้าทายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดถึงนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่อง ความหวัง โอกาส และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคมของคนทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม ในหน้าที่ ๑ ของคำแถลงนโยบายนั้น ประเทศของเราเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ฝังรากลึก นับทศวรรษ จนแสดงอาการออกมาอย่างในปัจจุบัน ปัญหาหนี้สินเรื้อรัง ปัญหาความเหลื่อมล้ำ ที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกที ปัญหาด้านเศรษฐกิจที่เราเติบโตได้น้อยกว่าศักยภาพความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นพยานเชิงประจักษ์ที่แสดงให้เห็นว่าประเทศของเรามีปัญหาเชิงโครงสร้าง ค่าน้ำมันที่แพงขึ้นเพราะกำแพงภาษี ค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้นเพราะเราวางแผนการซื้อมากกว่า การใช้ SMEs กำลังล้มหายตายจากเพราะสินค้าที่ทะลักเข้ามาจากต่างประเทศ เพราะฉะนั้น แล้วรัฐบาลควรที่จะมุ่งแก้ไขปัญหาและปฏิรูปเชิงโครงสร้าง เพราะประการนี้ปัญหาที่แท้จริง ถึงจะได้รับการแก้ไข ถ้าท้ายที่สุดเรายังใช้งบประมาณในการไถ่กลบปัญหาไปเรื่อย ๆ จะไม่มี วันไหนเลยที่อนาคตในประเทศของเรานั้นจะได้รับการพัฒนาจริง ๆ แต่ผมมีความเชื่อครับว่า ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร การรับฟังปัญหาจากทุกภาคส่วน อย่างเท่าเทียม และความมุ่งมั่นในการแก้ไขปัญหาจะเกิดขึ้นภายใต้รัฐบาลชุดนี้

ท่านประธานครับ หนึ่งในกระทรวงที่ผมคิดว่ามีความเกี่ยวข้องกับประชาชน ทุกภาคส่วน ดูแลตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาจนถึงเชิงตะกอน ก็คงจะไม่พ้นกระทรวงการพัฒนา สังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ภายใต้กระทรวงนี้ครับ เราดูแลประชาชนทุกกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น ตั้งแต่เด็กแรกเกิดจนถึงผู้สูงอายุ ครอบครัวกว่า ๒๒ ล้านครัวเรือน ผู้พิการ กลุ่มเปราะบาง งานของกระทรวง พม. เรียกว่าดูแลทุกภาคส่วนจริง ๆ ครับ แต่ท่านประธานครับ การจัดทำ งบประมาณและทรัพยากรต่าง ๆ ที่จัดสรรให้กระทรวง พม. นั้นไม่เพียงพอในการทำงาน เชิงรุก เพื่อที่จะยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนไทยได้จริง ๆ งบประมาณที่เพิ่มขึ้น ปีหนึ่งไม่ถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ ซ้ำร้ายเมื่อเราเข้าไปดูรายละเอียดในงบประมาณรายหน่วยงาน ภายใต้การกำกับของกระทรวง พม. ยังถูกปรับลดงบดำเนินงานไปอีก โครงการเรือธงต่าง ๆ ไม่ได้รับการจัดสรรงบประมาณตามที่ควร เงินที่ดูเหมือนว่าจะเยอะก็เป็นเบี้ยหัวแตก เป็นเงินผ่านทาง เป็นงบประมาณที่ไม่เพียงพอในการดำเนินงานครับ เพราะฉะนั้นแล้วกระทรวง พม. ควรได้รับการสนับสนุนด้านงบประมาณให้มากกว่านี้อีกครับ เพราะการที่ประเทศของเรานั้นจะเดินไปข้างหน้า คนทุกกลุ่มต้องได้รับการดูแลสนับสนุน อย่างเท่าเทียม โดยที่ไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เป้าหมายในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชน ชาวไทยควรถูกจัดเป็นเป้าหมายหลักและเร่งด่วนที่รัฐบาลชุดนี้ควรให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เบี้ยสวัสดิการต่าง ๆ ครับ ไม่ว่าจะเป็นเบี้ยเด็กแรกเกิด เดือนละ ๖๐๐ บาท หรือเบี้ยยังชีพ ผู้สูงอายุ รวมไปถึงสวัสดิการอื่น ๆ เป็นหนึ่งในมาตรการที่ช่วยแก้ไขปัญหาวิกฤติประชากรได้ โดยตรง การใช้งบประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือคิดเป็น ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของงบประมาณ รายจ่ายทั้งหมดนั้น ในการทำสวัสดิการเด็กแรกเกิดแบบถ้วนหน้า เป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับ พี่น้องประชาชน และมีพี่น้องประชาชนอีกหลายกลุ่มที่ต้องพึ่งพิงสวัสดิการและเบี้ยเหล่านี้ ไม่น้อยครับ ภาครัฐควรปรับกลไกของสวัสดิการต่าง ๆ ให้มีความสอดคล้องกับสภาพ ความเป็นจริง วิกฤติประชากรที่ประเทศของเรานั้นกำลังเผชิญอยู่ คนเกิดน้อย คนตายเยอะ ผู้สูงอายุก็เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เพราะฉะนั้นแล้วคนวัยทำงานและเยาวชนจึงเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่า กับประเทศของเรา ดังนั้นการมุ่งมั่นพัฒนาทรัพยากรบุคคล ประชาชนของประเทศเรานั้น ควรเป็นหมุดหมายสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ครับ

อีก ๑ ประเด็นครับท่านประธานที่ผมคิดว่าสามารถบรรเทาวิกฤติประชากร ของประเทศเราได้นั้นคือเรื่องจำนวนวันลาคลอดนะครับ เป็นปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับปัญหา วิกฤติประชากรเช่นกัน ซึ่งส่งผลต่อการดำรงชีวิตและความสมดุลของครอบครัว หากเรา ดูจากข้อมูลจะเห็นว่าในหลายประเทศมีการกำหนดวันลาคลอดอยู่ที่ ๑๑๒ วัน แต่กลับกัน ประเทศไทยของเรานั้นสามารถลาคลอดได้เพียง ๙๘ วัน ซึ่งไม่เพียงพอต่อพัฒนาการ ของเด็กแรกเกิด ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจมีลูกนะครับ อาจจะไม่ใช่แค่เพียงวันลาคลอด อย่างเดียว อาจจะเป็นเรื่องสภาพเศรษฐกิจ ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา หรือความยากลำบาก ในการดูแลสมาชิกของครอบครัว ปัญหาเหล่านี้เป็นเหตุที่ทำให้การเพิ่มจำนวนวันลาคลอด หรือการพัฒนาระบบสวัสดิการต่าง ๆ ที่จำเป็น เป็นสิ่งที่สำคัญ จากข้อมูลครับ การขยาย วันลาคลอดและพัฒนาสวัสดิการที่เกี่ยวข้อง เป็นหนึ่งในมาตรการที่สามารถช่วยบรรเทา ปัญหาวิกฤติประชากรที่ประเทศของเรานั้นกำลังประสบอยู่ได้

ท้ายที่สุดนี้ครับท่านประธาน ผมขอเป็นกำลังใจให้ท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๑ ของประเทศไทย และคณะรัฐมนตรีทุกท่าน ในการปฏิบัติหน้าที่ และผมมีความเชื่อเป็นอย่างยิ่งครับว่า รัฐบาลชุดนี้สามารถนำพา ประเทศไทยของเรานั้นก้าวไปข้างหน้า ฝ่าฟันวิกฤติต่าง ๆ ทำให้ประชาชนมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้เคยกล่าวไว้ครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ ครับ

นายชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน ผม ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์ชาญณรงค์ พรรุ่งโรจน์ สมาชิกวุฒิสภา จากจังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีแทนกลุ่มเปราะบาง ทั้งผู้สูงอายุ ผู้พิการ คนไร้สัญชาติ รวมไปถึงชาติพันธุ์นะครับ ที่ท่านให้ความสนใจและกำหนด นโยบายเร่งด่วน ๑ ใน ๑๐ คือการส่งเสริมเรื่องการพัฒนาศักยภาพและจัดสวัสดิการสังคม ให้สอดคล้องกับสภาพที่เปลี่ยนแปลงไป ขอสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ถ้าเราดูสวัสดิการที่จะจัด ให้เหมาะสมสอดคล้องกับสภาพสังคมปัจจุบันนั่นก็คือเพิ่มสวัสดิการ เพราะเนื่องจากปัจจุบัน ค่าครองชีพสูงขึ้นนะครับ ในกรณีสวัสดิการที่แถลงออกมาว่า กลุ่มผู้พิการก็จะได้รับเงิน ๑๐,๐๐๐ บาทเช่นกัน แต่ก็มีผู้พิการอีกจำนวนหนึ่งนะครับ ผมว่าไม่ต่ำกว่า ๒๐๐,๐๐๐- ๓๐๐,๐๐๐ คน ที่ยังเข้าไม่ถึงสิทธินี้นะครับ เมื่อพูดถึงสวัสดิการ สวัสดิการตรงนี้ก็จะเป็น ภาระสังคมต่อไป ทุกคนที่รับสวัสดิการก็จะพึ่งพารัฐ หวังเพื่อที่จะได้รับสวัสดิการเหล่านั้น และสิ่งเหล่านี้ก็จะตอกย้ำความเหลื่อมล้ำของสังคมให้มากยิ่งขึ้น แต่ถ้าเกิดเร่งด่วนในเรื่องของการส่งเสริมพัฒนาศักยภาพให้ทุกคนได้มีสิทธิเข้าถึงการศึกษา ได้มีความเสมอภาค ได้มีโอกาส ๓ คำนี้ ถามว่าเวลาปฏิบัติจริง ชีวิตจริง เป็นเช่นนั้นหรือไม่ ในฐานะที่เคยเป็นผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ที่ไปประเมินมาตรฐานการศึกษาทั้งประเทศ และเห็นว่าเยาวชนหลุดออกนอกระบบ เยาวชน ไม่สามารถเข้าสู่ระบบการศึกษามากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยาวชนผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ จะเห็นว่าในแต่ละปีจะมีผู้ที่เข้าการศึกษาได้ค่อนข้างจำกัดนะครับ ฉะนั้นตรงนี้ก็จะกระทบ ไปสู่การเข้าสู่อาชีพ ฉะนั้นถ้าจะพัฒนาศักยภาพ ตรงนี้เชื่อว่าก็จะเป็นประโยชน์ที่จะทำให้ทุกคน สามารถเข้าสู่อาชีพได้ การที่ทุกคนมีงานทำเป็นการสร้างอนาคตนะครับ และคนเหล่านี้ นอกจากไม่เป็นภาระสังคมแล้ว ก็จะเป็นพลังของสังคม ไม่ต้องพึ่งพารัฐต่อไป สามารถพึ่งพา ตนเองได้ ท้ายที่สุดคำว่า เสมอภาค ก็จะเกิดขึ้น เรื่องความเหลื่อมล้ำสังคมก็จะลดลง ท่านประธานครับ ก็อยากจะฝากท่านประธานไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่า ขอให้บรรจุวาระ เร่งด่วนอีกสักเรื่องหนึ่งเพิ่มเติม ขอให้ท่านได้ยกระดับสังคมไทย ซึ่งสังคมไทยเป็นสังคม สงเคราะห์ สังคมสงเคราะห์ไม่ใช่ว่าไม่ดีนะครับ เป็นการช่วยเหลือระยะสั้น เป็นการช่วยเหลือ เร่งด่วน แล้วก็จะเป็นปัญหาอย่างนี้ต่อไปในระยะยาว ถ้าท่านจะยกระดับสังคมไทย ให้เป็นสังคมแห่งการพัฒนา ตรงนี้ก็จะเป็นการแก้ปัญหาในระยะยาว แล้วก็จะเป็นการแก้ปัญหา อย่างยั่งยืนครับ จึงขอให้มีการลงทุนเป็น Megaproject เป็นวาระแห่งชาติ เพื่อที่จะพัฒนา ศักยภาพ กายภาพและสุนทรียภาพ ศักยภาพ หมายถึง การพัฒนาให้ทุกคนได้มีศักยภาพ ในการมีชีวิตอยู่ได้ พึ่งพาตนเองได้ ต้องเรียนว่าผมอุทิศตัวเองเพื่อช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ปีนี้เป็นปีที่ ๒๘ ในโครงการศิลปะเพื่อมวลมนุษย์ Art for All ได้สัมผัสคนพิการทุกชนิด ทั้งตาบอด หูหนวก แขน ขาขาด ปัญญาอ่อน ผมขอยืนยันว่าทุกคนมีศักยภาพ สามารถ พัฒนาได้ถ้าคนเหล่านี้มีโอกาสครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องกายภาพ ถ้าเราเน้นการออกแบบกายภาพให้เป็น Universal Design คนพิการก็จะไม่มีในสังคมนี้ เพราะทุกคนสามารถพึ่งพาตนเองได้ สัญจร ไปไหนเองได้ ตอนนี้ก็คือเรียกว่า ทำอย่างไรให้กายภาพเป็นอารยสถาปัตย์

ประเด็นสุดท้ายก็คือสุนทรียภาพ ในฐานะที่เป็นอดีตคณบดีคณะศิลปกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนะครับ ก็คิดว่าศิลปะทุกแขนงจะมาช่วยทำให้สังคมไทยงดงาม สังคมไทยเป็นสังคมแห่งสุนทรียะ อันนี้เป็น Soft Power จริง ๆ นะครับ สิ่งเหล่านี้ก็จะนำมา ซึ่งความ Civilize ของประเทศชาติ ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอเชิญท่านปิยรัฐ จงเทพ

นายปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ ผม นายปิยรัฐ จงเทพ ผู้แทนราษฎรเขตพระโขนง บางนา พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อวาระนี้นะครับท่านประธาน ผมขออนุญาตร่วมอภิปราย เสนอแนะ ต่อรัฐบาลผ่านท่านประธาน หลังจากที่ได้ฟังคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีไปแล้วนั้น ผมก็อดเป็นห่วงไม่ได้ต่อสถานการณ์บ้านเมืองของเราในเวลานี้ โดยเฉพาะด้านกระบวนการ ยุติธรรมท่านประธาน ๑ ปีแล้วครับที่เราได้มายืนอยู่นี้และฟังการแถลงนโยบายของอดีต นายกรัฐมนตรี คุณเศรษฐา ทวีสิน ไปนะครับ เราก็ได้มีการอภิปรายกันไปแบบนี้ ซึ่งวันนั้น ผมเองก็ได้ร่วมอภิปราย และสิ่งที่ผมได้อภิปรายไปนั้นผมก็ได้เตือนรัฐบาล และข้อกังวล ของผมนั้นในเรื่องของหลักนิติรัฐ นิติธรรมและกระบวนการยุติธรรม ผมได้พูดถึงเรื่อง การระมัดระวังที่เราจะโดนการทำร้าย ทำลายกันโดยกระบวนการที่เรียกว่า นิติสงคราม และวันนี้เราก็ประสบพบเจอสิ่งนั้น ดังนั้นแล้ว ๑ ปีที่ผ่านมา ที่ผมฝากเรื่องเหล่านี้ไป ผมไม่เห็นว่ารัฐบาลจะมีนโยบายเรื่องนี้เป็นชิ้นเป็นอัน หรือเอาจริงเอาจังต่อเรื่องนี้

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

จากที่ผมได้ฟังท่านนายกรัฐมนตรี แถลงไปเมื่อเช้านี้ ไม่มีคำว่า ยุติธรรม แม้แต่คำเดียวในถ้อยแถลงของนายกรัฐมนตรี ผมฟังแล้ว ฟังอีก อ่านแล้วอ่านอีก ไม่มีจริง ๆ ครับท่านประธาน ดังนั้นผมจึงขอใช้โอกาสนี้สะท้อนไปถึง รัฐบาลว่านโยบายกระบวนการยุติธรรมนั้นสำคัญแค่ไหน แน่นอนว่าพอเราพูดถึงคำว่า กระบวนการยุติธรรม นั้น มันกว้างมาก มีหลายองค์ประกอบ แต่สัดส่วนที่ผมจะพูดอยู่นี้คือ ส่วนที่ใกล้ชิดกับประชาชนที่สุด เป็นเครื่องไม้เครื่องมือให้รัฐบาลได้ทำงานรับใช้พี่น้องประชาชน ถึงประตูบ้านที่สุดแล้ว นั่นก็คือกระบวนการของสถาบันตำรวจ ซึ่งถือว่าเป็นกระบวนการต้นน้ำ ของกระบวนการยุติธรรม ตลอด ๑ ปีที่ผ่านมารัฐบาลของคุณเศรษฐานั้นไม่พยายาม ที่จะพูดถึงแม้แต่คำว่าปฏิรูปตำรวจ เลย ผมไม่เห็นอะไรเป็นรูปธรรมชัดเจน ผมเห็นอยู่ ๒ เรื่องเท่านั้นครับ เรื่องแรก ก็คือว่ามีการอนุมัติงบกลางไปสร้างอาคารที่พักให้เจ้าหน้าที่ ตำรวจอยู่สักอาคารหนึ่ง และอีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องที่ฉาวโฉ่ที่สุด ก็คือการแต่งตั้ง ผบ.ตร. ที่เป็นข่าวคราวความขัดแย้งจนทุกวันนี้ ซึ่งแน่นอนครับ ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในสำนักงาน ตำรวจแห่งชาติแบบนี้ Drama ครั้งนี้คือการแต่งตั้ง ผบ.ตร. คนปัจจุบัน จนกระทั่งมีอดีต นายตำรวจใหญ่ท่านหนึ่งเป็นระดับอดีต ผบ.ตร. และหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลในสมัย ของคุณเศรษฐา ได้ออกมาให้สื่อสัมภาษณ์ว่า การแต่งตั้ง ผบ.ตร. นั้นก็มาจากเพราะเพียงแค่ มีพี่ชายเป็นราชเลขาธิการในพระองค์เท่านั้นเอง เรื่องนี้จะจริงเท็จอย่างไรผมไม่ทราบ เพราะไม่มีใครออกมายอมรับหรือปฏิเสธอย่างเป็นทางการ แต่ประชาชนเข้าใจอย่างนั้นไปแล้ว ท่านประธานครับ จะด้วยอย่างไรก็แล้วแต่ จะเป็นดั่งที่ท่าน สส. รังสิมันต์ โรม เคยอภิปรายว่า เพราะมีตั๋วช้างหรือตั๋ว Mammoth หรือเปล่าผมไม่แน่ใจ Mammoth เป็นเหมือนช้างนะครับ ท่านประธาน ตัวใหญ่กว่าช้างนิดหนึ่ง แต่ผมไม่เคยเห็นครับ มันสูญพันธุ์ไปแล้ว ฉะนั้นเมื่อเรา ไปพูดถึงเรื่องนี้ เราไปดูความเห็นของประชาชนนะครับ มีผลสำรวจจาก NIDA Poll เมื่อวันที่ ๑๗ กันยายน ๒๕๖๖ ได้ถามความเห็นประชาชน เกี่ยวกับเรื่องการปกป้องคุ้มครองและ ให้ความยุติธรรมประชาชน เมื่อประชาชนถูกผู้มีอิทธิพลกระทำ พูดง่าย ๆ ว่ามีความขัดแย้ง กับผู้มีอิทธิพล เขาเชื่อมั่นตำรวจแค่ไหน ปรากฏว่าร้อยละ ๗๖.๐๓ ไม่มีความเชื่อมั่น

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานครับ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องประท้วงตามข้อ ๑๕ ครับ ต้องขอความกรุณา ท่านประธานยึดข้อบังคับการประชุมแล้วก็กำกับควบคุมไม่ให้มีการพาดพิงถึงคนนอกครับ แล้วไปเอ่ยอ้างถึงบุคคลที่เป็นที่เคารพอีกท่านหนึ่งด้วยซ้ำ อย่าไปพูดถึงครับ แล้วก็อยู่ในกรอบ ของการประชุม เราพูดถึงเรื่องนโยบายเท่านั้น อันนี้ไปพาดพิงถึงบุคคลนอกในทางเสียหาย เป็นสิ่งซึ่งไม่สมควรครับ ท่านประธานต้องกำกับและยึดในกรอบที่ท่านประธานวันมูหะมัดนอร์ ได้วางเอาไว้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ขออย่าได้พาดพิง ถึงบุคคลภายนอกอีกนะครับ เชิญต่อครับ

นายปิยรัฐ จงเทพ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานครับ ผมพยายาม พูดถึงในหน้าสื่อสารมวลชนเท่านั้นนะครับ ไม่ได้เอาข้อมูลอื่นมาประกอบ ขออนุญาตครับ ท่านประธาน อาจจะไม่ได้ถึงบุคคลภายนอกครับ จะเป็นแค่เพียงอดีตนายกรัฐมนตรีเท่านั้น ที่จะพูดถึงหลังจากนี้ครับ มีประเด็นที่พูดถึงว่าเมื่อมีความเห็นของประชาชนออกมา ก็มีความเห็นของประชาชนสำรวจล่าสุดอีกครั้งหนึ่งครับ เมื่อวันที่ ๑๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๗ มีการถามถึงความเชื่อมั่นของวงการตำรวจของ NIDA Poll ครับ ว่ามีความเชื่อมั่นต่อตำรวจ หรือไม่ ปรากฏว่าประชาชนร้อยละ ๖๒.๑๔ บอกว่าไม่มีความเชื่อมั่นต่อตำรวจ ว่าตำรวจ จะทำงานโปร่งใส ตรวจสอบได้ และทำงานอย่างเต็มที่ ท่านครับ นี่คือเสียงสะท้อนจากพี่น้อง ประชาชนครับ ว่าเขาไม่เชื่อมั่น เขาไม่เชื่อมั่นต่อกระบวนการยุติธรรม รวมถึงไม่เชื่อมั่น ต่อตำรวจในฐานะด่านหน้าของกระบวนการยุติธรรม นั่นกำลังสะท้อนว่าประชาชนมีคำถาม ต่อเรื่องนี้ ส่งผลกระทบไปถึงกระบวนการที่เราเรียกว่ากระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน และนั่นนำมาซึ่งสิ่งท้าทายที่สุดของรัฐบาลครับว่า ท่านจะแก้ไขและจัดการปัญหานี้อย่างไร แต่ก็อย่างที่บอกครับ ปัญหานี้มันสะสมมาเป็นระยะเวลานาน และต้องยอมรับว่ามันเป็นผลพวง ของมรดกบาปยุค คสช. เนื่องจากว่ารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ในมาตรา ๒๖๐ นั้น ได้ระบุให้มี การปฏิรูปตำรวจและหลังจากนั้นก็มีการตั้งคณะกรรมการมาปฏิรูปตำรวจและคลอดออกมา เป็น พ.ร.บ. ตำรวจแห่งชาติ ปี ๒๕๖๕ ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ปัญหาจึงเกิดขึ้นครับ ปัญหาเกิดขึ้น ที่ขั้นตอนการแต่งตั้ง ผบ.ตร. หรือกฎการแต่งตั้ง ผบ.ตร. นั้น เป็นประโยคหนึ่งที่เขียน ในมาตรา ๗๖ วรรคสอง ของ พ.ร.บ. ตำรวจ ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจให้ดำรงตำแหน่ง ตั้งแต่ระดับสารวัตรขึ้นไปในกลุ่มหรือสายงานใด ให้พิจารณาโดยคำนึงถึงอาวุโส ความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความสมัครใจ และความจำเป็นของทางราชการประกอบกัน นี่ก็เลย เป็นเหตุให้มีศรีธนญชัยไปตีความมาว่า คำว่า คำนึงถึง นั้น ไม่ได้หมายความว่าให้มีสัดส่วนใด มาก่อนหรือมาหลัง ไม่ได้หมายความว่าความอาวุโสจะต้องมาก่อน ไม่ได้หมายความว่าความรู้ ความสามารถต้องมาก่อน นั่นก็เลยทำให้โจทย์นี้กลับไปถาม ก.ตร. ที่มีนายกรัฐมนตรี นั่งเป็นประธานนะครับ นายกรัฐมนตรีอาจจะหยิบเอาความจำเป็นของทางราชการมาก่อนก็ได้ เพื่อมาแต่งตั้ง ผบ.ตร. ไม่มี KPI ชัดเจน ยิ่งเวลานี้นะครับ ยิ่งเป็นช่วงสุญญากาศในการแต่งตั้ง ผบ.ตร. เพราะอะไรครับ เพราะเนื่องจากว่าคุณเศรษฐา อดีตนายกรัฐมนตรี ได้ไปออกกฎ ก.ตร. ว่าด้วยเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการ ปี ๒๕๖๗ เพิ่งประกาศใช้เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ขอสไลด์ถัดไปเลยครับ นี่ครับ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน ๒๕๖๗ บอกว่าให้มีผลบังคับใช้หลังจาก ที่ประกาศไปแล้ว ๑๘๐ วัน นั่นหมายความว่าจะต้องนับจากวันที่ ๕ เมษายน ไป ๑๘๐ วัน ไปตกในช่วงต้นเดือนตุลาคมพอดีครับ นี่ครับ ที่วงไว้ ๕ เมษายนนะครับ ฉะนั้นแล้ว ๑๘๐ วัน ไปตกต้นเดือนตุลาคมถึงจะมีการแต่งตั้ง ผบ.ตร. และตำรวจระดับชั้นถัดไป จนป่านนี้ เราก็เลยยังไม่เห็นหน้าตา ผบ.ตร. นะครับ ท่านประธานทราบไหมครับว่า ผบ.ตร. นี้มีอำนาจ หน้าที่ขนาดไหนครับ เราไปดูกันครับว่าหน้าที่ของ ผบ.ตร. คืออะไร เป็นผู้บัญชาการตำรวจกว่า ๒๐๐,๐๐๐ นาย มีสถานีตำรวจเป็นด่านหน้าในการดูแลพี่น้องประชาชนกว่า ๑,๔๘๔ แห่ง ดูแลงบประมาณจัดการกว่า ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และที่สำคัญก็คือว่ามีอำนาจมาก ในการดูแลองค์กรที่มีตำรวจบังคับใช้กฎหมายกับประชาชน มีอำนาจสืบสวนสอบสวน ได้ทั่วราชอาณาจักร ให้คุณให้โทษกับประชาชนได้โดยตรง จึงไม่แปลกที่ใคร ๆ อยากจะมีพรรค มีพวกเป็นตำรวจนะครับ โดยเฉพาะเหล่าอาชญากร เมื่อหัวกระสับหางก็กระส่าย ระดับบน ทะเลาะกัน ระดับล่างก็ไม่เป็นอันทำงานทำการ ปัญหาก็เลยไม่จบไม่สิ้น ก็เพราะฝ่ายนโยบาย ไม่ได้แก้อย่างเป็นระบบ คนทำงานก็ขาดขวัญกำลังใจ แต่ขาดขวัญกำลังใจยังพอทนนะครับ แต่ขาดงบประมาณแล้วก็ขาดคนที่เพียงพอต่อการปฏิบัติงาน โดยเฉพาะตำแหน่งพนักงาน สอบสวนนี้ถือว่ามีความจำเป็นมากนะครับ มีความเป็นหัวใจของการทำงานของตำรวจ ปัจจุบันขาดแคลนคนที่มีความเข้าใจในด้านงานสอบสวน อีกทั้งความก้าวหน้าในหน้าที่ การงานของเขาก็น้อยมากครับ เมื่อเปรียบเทียบเราจะเปรียบเทียบให้เห็นความแตกต่าง ของ ๒ สถานีตำรวจครับ สถานีแรกครับ สถานีตำรวจนครบาลทองหล่อ ซึ่งเป็นสถานีตำรวจ ขนาดใหญ่ใจกลางเมืองหลวง มีอัตรากำลังพลคืออัตราที่เขาตั้งไว้นะครับ ต้องมี ๔๒๕ นาย เพื่อปฏิบัติงานในสถานีตำรวจนี้ แต่ปัจจุบันท่านทราบไหมครับว่ามีกี่นาย มี ๒๒๖ นาย เท่านั้นครับ และท่านทราบไหมใน ๒๒๖ นายนี้มีตำรวจพนักงานสอบสวนอยู่แค่ ๑๕ นาย นั่นแปลว่า ๑๕ นายนี้ต้องดูแลสำนวนคดีต่าง ๆ เดือนหนึ่งหลายพันสำนวน โดยใช้คนแค่ ๑๕ คน นี่ยังไม่นับรวมถูกดึงตัวไปช่วยในส่วนอำนวยการอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นติดตามนาย หรือมีแต่ชื่อแต่ตัวไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน ก็มี ผมยกตัวอย่างอีกที่หนึ่งครับ สถานีตำรวจหนองมะโมง ในจังหวัดชัยนาท มีพื้นที่ต้องดูแลกว่า ๒๐๕ ตารางกิโลเมตร แต่มีตำรวจแค่ ๓๐ นาย ใน ๓๐ นายนี้มีพนักงานสอบสวนแค่ ๒ คน ๒ คนนี้จะต้องทำงานคนละ ๒๔ ชั่วโมง และผลัดกันทำงาน โดยที่ไม่มีสิทธิลา ขาดได้แม้แต่วันเดียว เพราะถ้าขาดไปก็จะไม่มี พนักงานสอบสวนทำงาน นี่ผมยกตัวอย่างให้ท่านเห็นนะครับว่า นี่คือความเป็นไปของตำรวจเรา ในเวลานี้ ท่านประธานทราบไหมครับว่าเงินเดือนนายสิบทุกวันนี้บรรจุใหม่รวมทุกอย่าง ให้เขาแล้วไม่ถึง ๑๕,๐๐๐ บาทนะครับท่านประธาน ๑๕,๐๐๐ บาท ท่านลองนึกถึงตำรวจ ที่เขาทำงานในเมืองหลวงแบบนี้ครับ ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเช่าห้อง ค่าเดินทางก็หมดแล้วครับ แล้วเราไปนึกถึงตำรวจที่อยู่ต่างจังหวัด ตำรวจภูธร แค่ขับรถต้องเติมน้ำมันเองนะครับ รถหลวง ตำรวจต้องเติมน้ำมันเองนะครับ แค่นี้ก็หมดแล้วครับ ไม่ต้องคิดค่าต้องเลี้ยงดู ครอบครัว แบบนี้เขาจะเอากำลังจิตกำลังใจที่ไหนมาดูแลประชาชน เขาจะเอาเวลาไหน มาดูแลประชาชน นอกเสียจากต้องไปหารายได้เสริม หารายได้เสริมแบบถูกกฎหมายก็ดีไป แต่เท่าที่ผมเห็นมันไม่ใช่แบบนั้นนะสิครับ ไม่เก็บส่วย ไม่รีดไถ หรือไม่ทุจริต ก็คงเป็น ผู้ประกอบการเอง ซึ่งแบบนี้ก็เพื่อความอยู่รอดของเขาครับ นี่ละครับท่านประธาน ปัญหาอุปสรรคคือความท้าทาย ของ สตช. ที่รอคอย ผบ.ตร. ในฐานะผู้นำองค์กร รอคอยนายกรัฐมนตรีในฐานะประธาน ก.ตร. และประธาน ก.ต.ช. ที่จะเข้ามาปฏิรูปกระบวนการด้วยความจริงจังและจริงใจ นับจากนี้อีก ๓ ปีครับ เราทุกคนรอฟังอยู่ว่ารัฐบาลจะทำอย่างไรต่อเรื่องนี้ แต่ ณ วันนี้ ผมยังไม่เห็นสัญญาณและยังไม่เห็นสัญญาใด ๆ จากรัฐบาล หรือหากรัฐบาลจะคิดไปทำไป เหมือนนโยบายเรือธงที่ทำอยู่ตอนนี้ อันนี้ยิ่งน่าเป็นห่วงครับ ดังนั้นผมจึงมีข้อเสนอสั้น ๆ ฝากไปยังรัฐบาลผ่านท่านประธานนะครับ มีทั้งหมด ๔ ข้อด้วยกันครับ

ข้อที่ ๑ เรื่องโครงสร้างอำนาจระดับบนสุดใน สตช. ไม่ว่าจะเป็น ก.ต.ช. ไล่มา ก.ตร. ก.พ.ค.ตร. จนถึง ก.ร.ตร. เยอะมากเลยครับท่านประธาน ทั้งหมดนี้ทำให้ มันชัดได้ไหมว่าอำนาจที่แท้จริงมันอยู่ตรงไหน ใครทำหน้าที่อะไรนะครับ แล้วก็มีคนพร้อม ทำงานจริง ๆ ท่านทราบไหมครับว่า ก.ต.ช. มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน นายกรัฐมนตรี มีหน้าที่มอบนโยบายตำรวจให้กับ ก.ตร. ซึ่ง ก.ตร. ก็เอานายกรัฐมนตรีไปนั่งเป็นประธานอีก เท่ากับว่านายกรัฐมนตรีมอบนโยบายให้นายกรัฐมนตรีไปทำงาน แบบนี้ก็มีครับ นี่ความไม่ชัดเจน แบบนี้จะมีไหมครับ จะแก้อย่างไร เอาให้ชัดครับ จะให้นายกรัฐมนตรีนั่งเป็นระธาน ก.ต.ช. เพื่อมอบนโยบายอย่างเดียว ส่วน ก.ตร. ให้รองนายกรัฐมนตรีได้ไหม หรือจะตัดอำนาจ ทางการเมืองในส่วนนี้ไปเลยก็เอาให้ชัด เรื่องนี้ไม่ติดกันนะครับ เพราะ ก.ตร. มีอำนาจมาก มีอำนาจเนื่องจากว่าเป็นผู้ออกระเบียบ ออกกฎและแต่งตั้งตำรวจทุกระดับชั้น ปัจจุบัน กฎ ก.ตร. เรื่องการแต่งตั้งนายตำรวจยังไม่มีความชัดเจน มีความคลุมเครือเป็นอย่างมาก เรื่องกรอบการประเมินยังไม่ชัดเจน ถ้าขืนเป็นแบบนี้การทะเลาะเบาะแว้งกัน ความขัดแย้ง ก็จะยังมีอยู่ต่อไป

ข้อที่ ๒ ถึงเวลาที่เราต้องกระจายอำนาจอย่างจริง ๆ จัง ๆ ได้แล้วครับ โดยเริ่ม จากการโอนถ่ายภารกิจของตำรวจที่มีพันธกิจซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่น ย้ายโอนไปให้เขาทำ หน้าที่ในหน่วยงานนั้นโดยตรงเถอะครับ แล้วก็หน่วยงานภายในของ สตช. เองก็ถึงเวลาได้ แล้วครับ ที่โอนไปให้หรือย้ายไปให้ส่วนจังหวัดหรือท้องถิ่นได้ดำเนินการ จะเรียกว่าเป็นตำรวจ พื้นที่ก็ได้เพื่อแบ่งเบาภาระของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

ข้อที่ ๓ ด้านการบริหารงานบุคคล เสนอให้ปฏิรูปทั้งกระบวนเลยครับ คือการประเมินผลงานเพื่อเลื่อนตำแหน่ง ควรประเมินแบบรอบด้าน คือ ๓๖๐ องศา กำหนด ตัวชี้วัดให้ชัดเจน มีค่าถ่วงน้ำหนักและปัจจัยอย่างเหมาะสม ลดการใช้ดุลยพินิจและ เพิ่มปัจจัยความพึงพอใจของประชาชนเข้ามาเป็นตัวประเมินด้วย การโยกย้ายข้าราชการ ตำรวจข้ามสายงานนี้ก็ขอให้เป็นความสมัครใจและต้องเสริมสร้างแรงจูงใจ รวมถึงกำหนด กติกา กฎเกณฑ์ในการทดลองงานให้เขาก่อนได้ และเรื่องต่อไปก็คือการกำหนดโครงสร้าง สายงานสอบสวน เรื่องนี้สำคัญครับ ที่จะให้เขาสามารถเจริญเติบโตในสายงานสอบสวน ของเขาได้ถึงระดับบัญชาการได้ พนักงานสอบสวนควรเป็นผู้ที่มีความรู้ความเข้าใจของงาน สอบสวนโดยเฉพาะ ไม่ใช่เอาสายงานอื่นมานั่งแบบปัจจุบันนี้ เพื่อขอแค่เลื่อนตำแหน่ง อย่างเดียวนะครับ และมาแต่ชื่อก็มีแต่ตัวไม่รู้ไปอยู่ที่ไหน แบบนี้ก็เยอะครับท่านประธาน ฉะนั้นงานด้านสืบสวนและสอบสวนถือเป็นเรื่องสำคัญ ควรปรับปรุงงบประมาณให้เพียงพอ ให้เขาทำงานได้ ปรับปรุงระบบการตรวจสอบแล้วก็ความสมบูรณ์ในการรวบรวมพยานหลักฐาน และทำบันทึกคดี โดยส่งเสริมให้นำหลักการทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ในการทำงานมากขึ้น

ข้อที่ ๔ ด้านสุดท้ายครับ ด้านสวัสดิการและสร้างขวัญกำลังใจ เสนอให้มี การกำหนดเงินเดือน ค่าตอบแทน ให้เทียบเคียงอย่างน้อยกับข้าราชการพลเรือนนะครับ และควรมีการกำหนดค่าตอบแทนเพิ่มเติมเฉพาะด้านที่มีผู้เชี่ยวชาญเข้ามานะครับ ปรับปรุง การเบิกจ่ายเงินช่วยเหลือต่าง ๆ ให้รวดเร็วขึ้นและให้สอดคล้องกับสภาพเศรษฐกิจในปัจจุบัน

สุดท้ายนี้ด้วยเวลาจำกัดครับประธาน ทั้งหมดนี้เป็นเพียงข้อเสนอของผม ที่ได้เสนอผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาล หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะครับ ข้อมูลทั้งหมด ผมสกัดจากประสบการณ์ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการปฏิรูประบบราชการตำรวจครับ ดังนั้นแล้วถ้าหากรัฐบาลเอาจริงเอาจังต่อเรื่องนี้ ผมเชื่อว่าท่านทำได้ทันทีภายใน ๑-๒ ปี เห็นผลแน่นอนและจะเป็นผลงานชิ้นโบแดงของรัฐบาลครับ อย่างไรผมฝากผ่าน ท่านประธานสภาครับ ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญท่านวัชระพล ขาวขำ ครับ

นายวัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตแสดงความเสียใจ กับครอบครัวผู้สูญเสีย ครอบครัวผู้เสียหาย แล้วก็ญาติพี่น้องของชาวเชียงรายด้วยครับ ขณะนี้เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่จังหวัดเชียงราย โดยน้องสาวของผมท่าน สส. ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช ที่นั่งอยู่ด้านหน้าก็ได้ประสานงานช่วยเหลือพี่น้องชาวเชียงรายตลอดครับ ตั้งแต่เมื่อวาน และเมื่อเช้าผมก็ได้มีโอกาสคุยกับทีมของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารครับ ท่านนายกรัฐมนตรีก็แสดงความเป็นห่วงเป็นใย ส่งกำลังใจไปที่เชียงรายเป็นที่เรียบร้อยครับ แต่ด้วยติดภารกิจในการแถลงนโยบายในวันนี้ จึงไม่สามารถไปอยู่กับพี่น้องชาวเชียงรายได้ กลับมาที่เรื่องการแถลงนโยบายครับ วันนี้ผมขออนุญาตที่จะฉายภาพให้ท่านประธานเห็นครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ตลอดหลายปีก่อน ก่อนที่ พรรคเพื่อไทยจะมาเป็นรัฐบาลครับ สังคมไทยเราประสบปัญหากับการเปราะบางของสังคม ไม่ว่าจะเป็นเรื่องยาเสพติด เรื่องอาชญากรรมในโลกความเป็นจริง อาชญากรรมโลกออนไลน์ และปัญหาการพนันออนไลน์ ท่านประธานครับ จากคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ทำให้ผมมั่นใจว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะทุ่มเทสุดกำลังความสามารถ ในการแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชนครับ ดังนั้นวันนี้ปัญหานี้ไม่เพียงแต่เป็นปัญหาสังคม ยังขยายตัวไปเป็นปัญหาภาพรวมในด้านเศรษฐกิจด้วยครับท่านประธาน สำคัญที่สุดครับ วันนี้คนทั่วไปจะมองผู้ติดยาเสพติด แก๊ง Call Center หรือแม้กระทั่งผู้ติดการพนัน เป็นภาระสังคม เป็นภัยต่อสังคม แต่ผมอยากให้เรามองกลับกัน ลองมองด้วยความเห็นอกเห็นใจ มองว่าเขาเหล่านี้ก็คือมนุษย์ครับ เขาเหล่านี้ต้องการโอกาสแต่ขาดโอกาสในการดำรงชีวิต ดังนั้นจึงหันไปหาเรื่องผิดกฎหมายครับ เพื่อให้ได้มาซึ่งรายได้เพียงน้อยนิดครับท่านประธาน ดังนั้นการปราบปรามคนเหล่านี้ออกจากสังคมคงไม่ใช่การแก้ปัญหาทั้งหมด แต่จะทำอย่างไร ให้แก้ไขปัญหาและนำประชากรเหล่านี้กลับมาอยู่ในสังคมให้เป็นประชากรที่มีคุณภาพอีกครั้ง ผมจะขอเริ่มต้นด้วยปัญหายาเสพติดที่เป็นปัญหาหลัก วันนี้เพื่อนจากซีกฝ่ายค้านและรัฐบาล หลายท่านก็พูดถึงปัญหานี้ รวมไปถึงท่านรัฐมนตรีทวีก็ได้ตอบเรื่องนี้ ปัญหายาเสพติดเป็นภัย ต่อสังคมจริง ๆ ครับ เป็นปัญหาเล็ก ๆ ตั้งแต่ระดับหมู่บ้านไปจนถึงตำบล อำเภอ และขยายตัว ไปเป็นระดับประเทศ ท่านประธานครับ ปัญหายาเสพติดมีอยู่ ๒ ส่วน คือเรื่องของผู้เสพและผู้ค้า กว่า ๑ ปีที่ผ่านมารัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้ให้ความสำคัญเรื่องนี้มาก ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐามุ่งมั่นและตั้งใจครับ ท่านลงพื้นที่ เมื่อหลายเดือนก่อนก็ไปจังหวัด อุดรธานีที่บ้านผมครับ ท่านได้ไป Kick Off วันยาเสพติดโลก ที่จังหวัดอุดรธานีมีประชาชน เข้าร่วมกว่าหมื่นคน ประชาชนชาวอุดรธานีพร้อม Support รัฐบาลนี้ครับ ให้คำมั่นสัญญาว่า จะช่วยเป็นหูเป็นตา แล้วก็เป็นอาสาสมัครในการดูแลชุมชนไม่ให้ยาเสพติดเข้ามายุ่งเกี่ยวได้ ท่านประธานครับ ผมจะขออนุญาตเปรียบเทียบข้อมูลในเดือนกันยายน ปี ๒๕๖๕ และเดือนกันยายนของปีนี้ ปี ๒๕๖๗ มีนักโทษเด็ดขาด จำนวน ๑๗๗,๐๐๐ คน ในเรือนจำ ในปี ๒๕๖๕ นะครับ แต่ปัจจุบันในปี ๒๕๖๗ ภายใต้การบริหารงานของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา มา ๑ ปี นักโทษลดลงเหลือเพียง ๑๖๓,๐๐๐ คน นักโทษเด็ดขาดนะครับ จะเห็นได้ว่าจำนวน ที่ลดลงนั้นคือนักโทษยาเสพติด ดังนั้นรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็จะเข้ามา สานต่อสิ่งที่ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาทำไว้ คือ ๑. จัดการกับผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ตัดต้นตอ เราจะไม่เอาไว้เด็ดขาด ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารตั้งใจครับ ผู้ค้า ผู้ผลิต ต้องหายไป และยึดทรัพย์อย่างเด็ดขาด ๒. เน้นการบำบัดรักษาผู้ติดยาเสพติด โดยใช้การแพทย์เข้ามาช่วย

ผลลัพธ์ที่เราจะได้ ประการที่ ๑ เราจะได้สังคมที่ปลอดภัย ผู้เสพยาก็จะมี สติสัมปชัญญะมากขึ้น ไม่ไปก่ออาชญากรรม ประการที่ ๒ ที่เราจะได้ครับท่านประธาน เราจะได้แรงงานที่มีคุณภาพกลับคืนสู่สังคมอีกครั้ง จากงานวิจัยของสหรัฐอเมริกา เมื่อปี ๒๐๐๗ เศรษฐกิจของอเมริกาสูญเสียไปถึง ๑๙๐,๐๐๐ ล้าน U.S. Dollar จากเรื่อง ยาเสพติดนะครับ เพราะว่าแรงงานสามารถทำงานได้ปกตินะครับท่านประธาน แต่ว่าก็จะมี ปัญหา ถ้าเกิดเสพยาก็จะขาดงานบ่อย ลาบ่อย ป่วยบ่อยครับ ดังนั้นไม่สามารถพัฒนาทักษะ ทางด้านอาชีพตัวเองได้ นี่เป็นปัญหายาเสพติดที่รัฐบาลนี้ให้ความจริงจังแล้วก็ให้ความใส่ใจ

ปัญหาที่ ๒ ครับท่านประธาน คือปัญหาอาชญากรรมออนไลน์วันนี้ผมต้อง กราบขอบพระคุณท่านรัฐมนตรีประเสริฐ จันทรรวงทอง มากครับ ที่ท่านมานั่งฟังอยู่ด้วย เรื่อง Call Center เป็นเรื่องใหญ่จริง ๆ ครับท่านประธาน พร้อมที่จะดึงเงินในกระเป๋าพี่น้อง ประชาชนออกทุกเสี้ยววินาที ไม่ใช่แค่ ๕ บาท ๑๐ บาทนะครับท่านประธาน หลักหมื่นจนไปถึง หลายสิบล้านบาท สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจในปีนี้ปี ๒๕๖๗ ยังไม่หมดปีนะครับ เกือบ ๕,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็สร้างปัญหาครอบครัว สร้างปัญหาสุขภาพจิต ทำให้เกิดปัญหา การเงินต่อพี่น้องประชาชนชาวไทย แต่ไม่ใช่แค่เหยื่อที่ถูกหลอกลวงเท่านั้นครับ ยังมีพี่น้อง ประชาชนชาวไทยที่เข้าไปเป็นกับดักในวังวนของแก๊ง Call Center แต่ถามว่าพวกเขาเหล่านั้น เลือกได้หรือไม่ พวกเขาเหล่านั้นไม่มีโอกาสครับ ก็เลยต้องหาช่องทางในการทำผิดกฎหมาย เพื่อจะได้มาซึ่งรายได้น้อยนิดครับ แต่ ๑ ปีที่ผ่านมาครับ รัฐบาลภายใต้การนำของ ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ปราบปรามออนไลน์ Scamming หรืออาชญากรรมทางออนไลน์ หลายหมื่นเคสแล้วครับ นำโดยท่านประเสริฐ จันทรรวงทอง ที่นั่งฟังอยู่นี้ครับ ไม่ว่าจะเป็น การตัดวงจรเบอร์ผี บัญชีม้า ตัดน้ำ ตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต ตัดโทรศัพท์ บริเวณจุดชายแดน ที่เป็นแหล่งกระทำความผิดครับท่านประธาน รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ให้ความสำคัญเรื่องนี้ครับ จะสานต่อท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาครับ ด้วยการบูรณาการ ร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชนและหน่วยงานระหว่างประเทศ เพื่อสร้างการตระหนักรู้ในเรื่องไซ เบอร์ครับ แล้วก็ออกมาตรการทั้งด้านนโยบายแล้วก็กฎหมายครับ เพื่อช่วยเหลือพี่น้อง ประชาชนไม่ให้ถูกหลอกเป็นเหยื่อออนไลน์ Scamming ครับ

ปัญหาสุดท้ายครับท่านประธาน ปัญหาการพนันออนไลน์ครับ เป็นอีกหนึ่ง ปัญหาที่ทำให้เราเสียคน เสียเงิน แล้วก็เสียโอกาสครับท่านประธาน การเสียโอกาสครับ เราเสียโอกาสมานานหลายปีในการนำสิ่งนี้ครับ จากใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน เพื่อมาสร้างสรรค์ เศรษฐกิจและนำรายได้เข้ารัฐจัดเก็บภาษีครับ รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารครับ ผมมีโอกาสได้คุยกับทีมงานท่านนายกรัฐมนตรีตลอด ทำงานใกล้ชิดท่าน ก็ทราบดีครับ ท่านมุ่งมั่นตั้งใจครับ จะสานต่อแล้วก็ต่อยอดนโยบาย Entertainment Complex ของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาครับ เพื่อป้องกันครับ ป้องกันที่ ๑ คือป้องกันเยาวชน หลุดเข้าไปติดการพนัน เพราะเราจะมีกติกาที่ชัดเจนแล้วก็จะมีมาตรการ มีกฎหมายที่ชัดเจน อะไรทำได้ อายุเท่าไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ส่วนป้องกันที่ ๒ คือการจัดเก็บรายได้ จัดเก็บภาษีเข้ารัฐ เพราะว่าการพนันออนไลน์มีมูลค่าสูงถึงปีหนึ่งหลายแสนล้านบาทนะครับท่านประธาน ดังนั้น เราเคยทำสำเร็จมาแล้วในการนำภาษีเหล้า บุหรี่ มามอบให้องค์กรสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ เช่น สสส. หรือแม้กระทั่งองค์กรอย่าง Thai PBS ครับ

โดยสรุปครับท่านประธาน วันนี้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร จะแก้ปัญหาผ่านการมองภาพใหญ่ ๆ ภาพกว้าง คือมองเป็นโครงสร้างผ่านสังคม และเศรษฐกิจครับ เพื่อไม่ให้ประชาชนต้องหันไปพึ่งยาเสพติด ไม่ต้องไปพึ่งออนไลน์ Scamming และไม่ต้องไปพึ่งการพนันครับ โดยนับจากนี้ไปรัฐจะไม่เพิกเฉย ตลอดระยะเวลา ๑๐ กว่าปีก่อนที่พรรคเพื่อไทยจะมาเป็นรัฐบาลนะครับ เราก็ประสบพบเจอกับปัญหานี้มาก แต่ต่อจากนี้ไปรัฐจะไม่เพิกเฉยอีกต่อไปครับ ภาพที่เราต้องการเห็นครับ คือสังคมที่ปลอดภัย สังคมที่มีความสุข เพื่อคนไทยจะได้มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีครับ กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ท่านต่อไป เชิญท่านประภาส ปิ่นตบแต่ง ครับ

นายประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภา

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม ประภาส ปิ่นตบแต่ง สมาชิกวุฒิสภาในฐานะ สมาชิกรัฐสภานะครับ ขอสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ในส่วนของการอภิปรายนะครับ ผมขอแสดงความคิดเห็นและข้อสังเกตต่อนโยบายเร่งด่วน นโยบายที่ ๑๐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับ การจัดสวัสดิการสังคมนะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอแสดงความชื่นชมต่อรัฐบาลที่ได้บรรจุ นโยบายนี้ไว้เป็นนโยบายเร่งด่วน ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญต่อการสร้าง ความเท่าเทียมด้านโอกาสทางเศรษฐกิจ สังคม สำหรับกลุ่มเปราะบาง คนด้อยโอกาส ด้อยอำนาจในสังคมไทยนะครับ ผมคิดว่ารัฐบาลได้กำหนดนโยบายและมาตรการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายเร่งด่วนที่ ๑๐ นี้ ที่ครอบคลุมฐานชีวิตสำคัญของคนกลุ่มเปราะบาง ทั้ง ๓ ด้านด้วยกันนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ดีผมมีข้อสังเกต ๒-๓ ประการที่อยากจะขอเรียน ท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีดังต่อไปนี้นะครับ

ประการแรก ผมเห็นว่านโยบายดังกล่าวยังมีปัญหาในด้านความชัดเจน เรื่องของตัวชี้วัด ประสิทธิผล การกำหนดเป้าหมายและกรอบเวลาการบรรลุเป้าหมาย ที่ชัดเจน อันนี้ผมคิดว่าน่าจะเป็นสิ่งที่ควรจะเพิ่มเติม ผมขอยกตัวอย่าง เช่น ในนโยบาย ที่ได้กำหนดถึงว่ามีมาตรการในการแก้ไขปัญหาบุคคลไร้สถานภาพทางกฎหมายนะครับ ซึ่งมีรายงานว่ามีบุคคลประมาณสัก ๔๐๐,๐๐๐ คน ขณะที่หน่วยงานประจำสามารถแก้ปัญหาได้ ประมาณปีละ ๑,๐๐๐ คน ซึ่งถ้าเป็นไปตามกรอบเวลาดังกล่าวนี้ ก็คงจะต้องใช้เวลาประมาณ ๔๐๐ ปีนะครับ ดังนั้นตัวอย่างนี้แสดงถึงอะไรล่ะครับ แสดงว่ารัฐบาลควรจะกำหนดกรอบเวลา กำหนดตัวชี้วัดว่าแต่ละปีจะดำเนินการแก้ไขปัญหาแค่ไหน อย่างไร ควรจะมีเป้าหมายที่ชัดเจน อันนี้คงเป็นตัวอย่างที่สะท้อนให้เห็นประเด็นนี้นะครับ

ประการที่ ๒ ผมคิดว่ามีข้อสังเกตที่สำคัญ ถ้าเราอ่านดูในนโยบายที่ ๑๐ ในวรรคท้าย ผมคิดว่ามันสะท้อนให้เห็นถึงการขาดนวัตกรรมเชิงนโยบาย ซึ่งถ้าเราดูวรรคสุดท้าย ก็จะเห็นว่าได้ระบุไว้ว่าเพื่อให้สามารถเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการของรัฐได้โดยสะดวกตามที่ กฎหมายบัญญัติ การเขียนว่า ตามที่กฎหมายบัญญัติ นี้ก็จะมีปัญหาคล้าย ๆ กับในรัฐธรรมนูญ ใช่ไหมครับ เวลาเรามีบทบัญญัติที่ดี แต่ว่าวรรคท้ายมีการระบุข้อความดังกล่าวนี้ก็จะเป็นปัญหา เพราะฉะนั้นในแง่นี้เราก็ทราบดีอยู่ว่ากฎหมาย นโยบายที่บังคับใช้อยู่นี้มันได้สร้างปัญหา หรือเป็นอุปสรรคอย่างมากต่อการจัดสวัสดิการสังคม รวมถึงเป็นอุปสรรคต่อการเข้าถึงฐานชีวิต ที่สำคัญก็คือเรื่องฐานของทรัพยากร เรื่องดิน เรื่องน้ำ เรื่องป่า เพราะฉะนั้นการกำหนดไว้แบบนี้ ก็อาจจะทำให้เข้าใจได้ว่าการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลก็จะดำเนินไปโดยที่ทำตามหน่วยงาน ประจำที่ทำอยู่แล้วด้วยมาตรการเดิม ๆ กรอบงบประมาณซึ่งก็มีอยู่อย่างจำกัด ไม่เพียงพอ อะไรต่าง ๆ นะครับ อันนี้ผมคิดว่าจะเป็นปัญหาอย่างมากในการแก้ปัญหา ผมขอยกตัวอย่าง การแก้ปัญหาประการหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับนโยบายการแก้ไขปัญหาแนวเขตที่ดินและปัญหา ที่ดินทับซ้อนผ่านโครงการที่รู้จักกันดีว่า One Map ซึ่งโครงการนี้ก็ใช้เงินไปประมาณ ๙,๐๐๐ ล้านบาท สิ่งที่เราได้ก็คือที่ดินจาก ๓๒๐ ล้านไร่ เพิ่มขึ้นเป็น ๔๖๕ ล้านไร่ แต่โครงการนี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาชาวบ้านราว ๑ ล้านครอบครัว ซึ่งมีปัญหาที่ดินทับซ้อน ทำให้ขาดความมั่นคงในการทำกินหรือการอยู่อาศัย ตัวอย่างนี้ชี้ให้เห็นว่ารัฐบาลควรเสนอ นวัตกรรมเชิงนโยบายของการแก้ไขปัญหาด้วยนโยบายทางเลือกอื่น ๆ ควบคู่กันไป อย่างเช่น การพิสูจน์สิทธิโดยมีกองทุนแก้ปัญหาที่ดินต่าง ๆ ซึ่งก็มีการเสนอกฎหมายแล้วก็ตกไปในสภา

สุดท้ายนะครับ เนื่องจากเวลาน้อย ผมคิดว่าสำหรับข้อเสนอที่สำคัญต่อการแก้ไข ปัญหาการจัดสวัสดิการสังคมนะครับ ผมก็อยากจะให้รัฐบาลมุ่งสร้างระบบสวัสดิการถ้วนหน้า โดยที่ไม่ต้องเป็นการร้องขอและพิสูจน์สิทธิความจน เร่งสร้างนวัตกรรมที่จะแก้ไขปัญหา สำหรับคนเปราะบาง แล้วก็ที่สำคัญก็คือผมคิดว่าการจัดสวัสดิการควรจะนึกถึงการถ่ายโอน การจัดการชีวิตสาธารณะไปยังผู้คนจัดการชีวิตสาธารณะกันเองมากยิ่งขึ้นครับ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญนางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ ครับ

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพค่ะ ดิฉัน ธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร เขต ๒ หรือเขตปทุมวัน เขตสาทรและเขตราชเทวี พรรคประชาชน ดิฉันได้ฟังการแถลง นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารด้วยความตั้งใจ ในประเด็นของการต่างประเทศ เป็นพิเศษค่ะ โดยสรุปที่มุ่งเน้นด้านการทูตทางเศรษฐกิจและส่งเสริมสันติภาพและความมั่งคั่ง ร่วมกันค่ะ ซึ่งก็ต้องบอกนะคะว่าไม่ได้แตกต่างอะไรจากนโยบายของท่านเศรษฐา หรืออดีต นายกรัฐมนตรีเศรษฐาเท่าไรเลยค่ะท่านประธาน จนอดไม่ได้ที่ดิฉันจะต้องถามว่า สรุปแล้ว รัฐบาลนี้มุ่งมั่นและจริงจังต่อนโยบายฟื้นคืนบทบาทไทยในเวทีโลกมากน้อยเพียงใดค่ะ ๑ ปีที่ผ่านมารัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำนะคะ ประเทศไทยไม่ได้มีจุดยืนที่ดีขึ้น ในสายตาของประชาคมโลกในด้านเศรษฐกิจค่ะ เราได้เห็นท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา เดินทางไปทั่วโลกค่ะท่านประธาน ไปเชื้อเชิญนักลงทุนจากต่างชาติ FDI มาลงทุนในประเทศไทย แต่ท่านก็ไม่เห็นอะไรที่เป็นรูปธรรม ท่านช่วยบอกอุตสาหกรรมสักอุตสาหกรรมหนึ่งที่ท่าน ไปเชื้อเชิญมา แล้วตอนนี้ก็จัดตั้งได้อย่างสำเร็จแล้ว ไม่มีนะคะ จนอดไม่ได้ที่จะต้องถามว่า อะไรที่ท่านทำแล้วเป็นรูปธรรมในปัจจุบันนี้ค่ะ การเจรจาข้อตกลงการค้านะคะ ก็ไม่เห็นอะไร ที่เป็นรูปธรรม ดิฉันจะต่อเลยนะคะ การเจรจาข้อตกลงทางการค้าต่าง ๆ ก็เพียงได้แต่ คืบคลานแต่ไม่ได้คืบหน้า เพราะไร้เสถียรภาพทางการเมือง ดูจากสถิติในปัจจุบันเราจะเห็นว่า ตอนนี้ประเทศไทยมีเอฟทีเออยู่ ๑๔ ฉบับ แล้วกำลังอยู่ในระหว่างการเจรจาตกลง ๑๑ ฉบับ สิ่งที่สำคัญที่สุดที่ท่านเน้นย้ำก็คือข้อตกลงการค้าเสรีกับสหภาพยุโรป แต่ท่านประธาน ทราบหรือไม่คะว่าการจะบรรลุข้อตกลงหรือการจะเข้าร่วมข้อตกลงการค้ากับยุโรปนั้น จะต้องมีเงื่อนไขอะไรบ้างที่เป็นหลักการที่ยอมรับในระดับสากล เช่น การพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ Sustainable Development ค่ะ Environmental Rights หรือสิทธิในสิ่งแวดล้อมค่ะ สิทธิของแรงงานหรือว่า Labor Right และสิ่งที่สำคัญที่สุดคือเรื่องสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ซึ่งเมื่อดูจากสถานการณ์ในประเทศของเราแล้วนะคะ ก็ดูจะเป็นเรื่องห่างไกล ความสำเร็จเป็นอย่างยิ่ง สิ่งเดียวที่ท่านพอจะ Claim ได้เป็นผลงานของรัฐบาลนี้ก็คือ Free Visa ไทย-จีน ซึ่งถ้ามองอย่างทั่วไปก็อาจจะเป็นการดีที่คนไทยได้ไปเที่ยวประเทศจีน โดยไม่ต้องขอ Visa และคนจีนก็มากระตุ้นเศรษฐกิจภาคท่องเที่ยวในประเทศเราได้ แต่ก็ต้อง ยอมรับค่ะท่านว่ามีข้อเสียมากกว่าข้อดีนะคะ เพราะมีอาชญากรข้ามชาติ กลุ่มทุนจีนสีเทา ทำธุรกิจผิดกฎหมายมากมาย อีกทั้งกลุ่มทัวร์ศูนย์เหรียญค่ะท่านประธาน ซึ่งเงินไม่ได้เข้า ประเทศไทยเลยแม้แต่น้อย แต่กลับไปยังกระเป๋าของนายทุนจีนนั่นเอง ฉวยโอกาสมาสร้าง ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย โดยรัฐบาลนี้สักแต่ว่าออกนโยบาย แต่ไม่ได้มีการป้องกัน หรือแก้ไขปัญหาเรื่องกลุ่มทุนจีนเทาหรือกลุ่มทัวร์ศูนย์เหรียญที่ผิดกฎหมาย เมื่อพูดถึง นโยบายหนังสือเดินทางไทยไปได้ทั่วโลก ท่านคะ ท่านโฆษณานโยบายนี้ซ้ำแล้วซ้ำอีกค่ะ แต่ปัจจุบันคนไทยแค่ประเทศเกาหลีใต้ก็ยังถูกปฏิเสธห้ามเข้าเลยค่ะท่านประธาน แม้ประเทศนี้จะเป็นประเทศที่เรามีนโยบาย Free Visa มาอย่างยาวนาน หรือไม่ต้องขอ Visa มาอย่างยาวนาน แต่สาเหตุหลักคือปัญหาแรงงานผิดกฎหมายที่เข้าประเทศเกาหลีใต้ ไปจำนวนหลักแสนหรือมากที่สุดในจำนวนแรงงานเถื่อนทั้งประเทศเกาหลีใต้ ซึ่งรัฐบาล ยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ทั้งในเรื่องของการทำให้หนังสือเดินทางไทยไปได้ทั่วโลก และการช่วยเหลือแรงงานไทยทั้งถูกและผิดกฎหมายให้ไม่ไปเป็นเหยื่อของขบวนการ การค้ามนุษย์และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง

เรื่องใหญ่อีกเรื่องหนึ่งที่จะไม่พูดไม่ได้นะคะ ก็คือเรื่องสถานการณ์สู้รบ ในเมียนมา ที่ตอนนี้ทวีความรุนแรงขึ้นค่ะ ท่านทราบหรือไหมคะว่าตอนนี้รัฐบาลทหารเมียนมา มีการออกกฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารนะคะ ชายฉกรรจ์อายุตั้งแต่ ๑๘-๔๕ ปี ผู้หญิง ๑๘-๓๕ ปี ต้องไปเกณฑ์ทหารทั้งหมดค่ะ ทำให้กลุ่มคนหนุ่มสาวเหล่านี้ต้องย้ายออกนอกประเทศ ทะลักเข้ามาในประเทศเราเป็นจำนวนมากค่ะท่านประธาน และการสู้รบตามชายแดนก็เลวร้าย ขึ้นไปอีกนะคะ แต่ในคำแถลงนโยบายของท่านไม่มีเขียนถึงรัฐบาลเมียนมาเลยแม้แต่คำเดียวค่ะ ทั้ง ๆ ที่เรื่องนี้ เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในประเด็นด้านการต่างประเทศ ผู้นำทั่วโลกเขาเห็นว่าสงครามเป็นเรื่องใหญ่ ที่สุดนะคะ เพราะว่าพลเรือนบริสุทธิ์ต้องตาย พอพูดถึงเรื่องเมียนมาทีไรมักจะมีเสียงแย้ง ขึ้นมาว่า ไม่ใช่เรื่องของเรา ระวังกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ใช่ไหมคะ ไฟในอย่านำออก ไฟนอกนำเข้าใช่ไหมคะ แต่ท่านประธานลองนึกดูนะคะว่า ถ้าบ้านข้าง ๆ ของเราไฟกำลังไหม้อยู่ สิ่งที่เราจะทำได้โดยการยุติเพลิงไหม้นั้นก็คือการไปช่วยเพื่อนของเราดับไฟไม่ให้มันลาม มาที่บ้านของเรา ถูกต้องไหมคะท่านประธาน และเรื่องไฟก็ไม่ใช่แค่การอุปมาอุปไมยนะคะ ท่านประธาน เพราะการสู้รบในประเทศเมียนมามันทำให้เกิดหมอกควันเพลิงหรือเกิด มลภาวะทางอากาศจริง ๆ ค่ะ และหมอกควันและมลภาวะที่เกิดจากการสู้รบก็ลอยข้ามมา กระทบสุขอนามัยของพี่น้องประชาชนคนไทย ต้องสูดดมมลภาวะทางอากาศที่มาจาก การเผาไหม้ของสงคราม ท่านประธานคะ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารได้พูดถึงการทำ สัญญาทวิภาคีกับพหุภาคีเรื่องอากาศสะอาดหรือเรื่องสิ่งแวดล้อมหลายต่อหลายครั้ง แต่ดิฉัน ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าแม้แต่จะคืบคลานก็ยังไม่มีเลยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันเชื่อในหลัก สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย หากรัฐบาลนี้เชื่อเหมือนกับที่ดิฉันเชื่อ ท่านก็ควรจะออกมา ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นในเมียนมาอย่างตรงไปตรงมาว่ามันมีสงคราม ถ้าเรามีแนวนโยบาย การต่างประเทศที่ชัดเจนและสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตย ส่วนราชการ ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องและฝ่ายความมั่นคงก็สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล มียุทธศาสตร์ในการทำงาน เราพลิกวิกฤติเป็นโอกาส เป็นผลประโยชน์ให้กับพี่น้องประชาชน คนไทยได้ค่ะท่านประธาน ดิฉันมองว่าการแก้ปัญหาเมียนมาเราจำเป็นที่จะต้องลดการมอง ด้วยมุมมองความมั่นคงทางการทหาร และจำเป็นที่จะต้องมองด้วยทัศนคติของสิทธิมนุษยชน และความเป็นประชาธิปไตย ท่านประธานคะ เราต้องมองพี่น้องชาวเมียนมาที่เดือดร้อน จากภัยการสู้รบ ว่าเขามีความจำเป็นที่จะต้องหนีร้อนมาพึ่งเย็นในประเทศเราค่ะ มากกว่า ที่จะเป็นภัยความมั่นคงที่จะมายึดประเทศไทย เพราะเขาไม่ได้มีเจตนาที่จะทำแบบนั้น เขาอยากอยู่บ้าน เขาไม่อยากมาที่นี่หรอกค่ะถ้าเขาไม่มีความจำเป็น ท่านประธานคะ ดิฉันไม่ได้เป็นคนโลกสวยหรือคิดว่าประเทศของเรานั้นเก็บภาษีได้ร่ำรวยกว่าประเทศอื่น ที่จะจัดระบบรับรองพวกเขาเหล่านี้ ในท้ายที่สุดนะคะ การที่จัดระบบรับรองอย่างเป็นระบบ จะเป็นผลดีแก่พี่น้องคนไทยและคุ้มค่ากว่าเงินที่เราจะต้องเสียไป ยกตัวอย่างค่ะ ปัจจัย ด้านการศึกษาค่ะท่านประธาน ปัจจุบันนี้ถึงแม้ว่าโรงเรียนหรือสถานศึกษาบางแห่งจะรับ นักเรียนข้ามชาติเข้าเรียน แต่ก็ต้องยอมรับค่ะว่าอีกหลายแห่งยังไม่เปิดกว้าง และไม่มีจำนวน เพียงพอที่จะรองรับนักเรียนข้ามชาติทั้งหมดค่ะ ดิฉันเชื่อว่าทุกคนคงเห็นตรงกันว่า ไม่ว่า เด็กคนไหนก็ควรจะได้รับสิทธิในการเข้ารับการศึกษา แม้จะต้องใช้งบประมาณรัฐเพิ่มบ้าง แต่เมื่อเทียบกับปัญหาสังคมต่าง ๆ ที่จะตามมา หากเด็กเหล่านี้หลุดออกจากระบบการศึกษา เช่น การถูกหลอกเข้าไปในขบวนการค้ามนุษย์ เป็นต้น ในที่สุดจะเป็นผลดีกับเรามากกว่า ผลเสียกับสังคมไทยและช่วยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจได้ อย่างเมื่อเร็ว ๆ นี้ค่ะ มีการไล่ปิด ศูนย์การเรียนรู้ของชาวเมียนมาพลัดถิ่นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพียงเพราะมีคลิป Viral ที่เด็ก ๆ ในศูนย์ร้องเพลงเมียนมาชัดกว่าเพลงชาติไทย เพียงเท่านั้นเองค่ะ การกระทำของรัฐบาลนี้ มันลักลั่น ย้อนแย้ง เพราะท่านเพิ่งถอนข้อสงวนในอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อ ๒๒ เกี่ยวกับ เด็กลี้ภัย และไปไล่ปิดศูนย์เด็กที่ด้อยโอกาสแบบนี้ ประเทศเขาก็ไม่มีจะอยู่อยู่แล้วนะคะ ยังจะมาละเมิดสิทธิในการเข้าถึงการศึกษาอีก ดิฉันอับอายประชาคมโลกจนไม่รู้จะเอาหน้า ไปไว้ไหนแล้วค่ะ

อีกเรื่องที่สำคัญนะคะ ก็คือปัจจัยด้านสาธารณสุข ท่านประธานคะ ท่านทราบไหมคะว่ามีหลายต่อหลายโรคที่มีอยู่ในเมียนมา แต่สูญพันธุ์ไปแล้วในประเทศนี้ค่ะ อย่างเช่น โรคคอตีบ โรคไอกรน พอเด็กเมียนมาหนีการสู้รบมาอยู่ฝั่งไทยและไม่มีบริการ สาธารณสุข อย่างเช่นการฉีดวัคซีนเชิงรุก ก็ทำให้โรคเหล่านี้กลับมาติดอีกในสังคมไทยค่ะ ท่านประธาน มันคุ้มค่ากันไหมที่จะต้องมาเสียค่าบริการสาธารณสุขเพิ่มเติม เพราะท่านไม่รู้จัก ป้องกันนะคะ รัฐบาลไทยควรจะมองไปถึงการให้ใบอนุญาตชั่วคราวของบุคลากรทางการแพทย์ และสาธารณสุขที่หนีภัยสู้รบของเมียนมามาอยู่ฝั่งไทย หลายคนเป็นหมอในโรงพยาบาลชั้นนำ เป็นทันตแพทย์ เป็นพยาบาล ให้พวกเขาได้มีสิทธิในการทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย และรักษาพยาบาลผู้ป่วยชาวเมียนมา เป็นทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญที่จะแบ่งเบาภาระของ บุคลากรระบบสาธารณสุขในไทยค่ะท่านประธาน รวมถึงเปิดโอกาสให้ผู้ลี้ภัยสามารถทำงาน บางประเภทที่ไทยยังขาดค่ะ เนื่องจากแรงงานมีทักษะ หลายคนไม่รวมอยู่ในกลุ่ม MOU ของคณะรัฐมนตรีที่มีมติในการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ และอีกกลุ่มหนึ่งที่น่ากังวลก็คือ กลุ่มผู้ลี้ภัยทางการเมือง อดีต สส. พรรค NLD ปัจจุบันไม่มีเอกสารสิทธิในการทำงาน เพราะเอกสารสิทธิต้องประสานไปยังสถานทูตเมียนมาและเสี่ยงต่อการที่คนเหล่านี้ถูกบังคับ ส่งกลับไปตายค่ะท่านประธาน คนเหล่านี้สามารถมาช่วยขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจ ในขณะที่ ประเทศของเราขณะนี้กำลังเข้าสู่สังคมสูงวัยและต้องการกลุ่มคนวัยทำงานมาช่วยขับเคลื่อน เศรษฐกิจจำนวนมากค่ะ ท่านประธานคะ ที่ดิฉันกล่าวมาทั้งหมดเพื่อที่จะกระตุ้นเตือนรัฐบาลนี้ ให้ตระหนักถึงหลักการสำคัญ ๓ ประการ ดังต่อไปนี้ค่ะ

ประการแรก เราต้องยืนยันว่าประเทศไทยจะไม่โน้มเอียงเข้าไปสู่มหาอำนาจ ประเทศใดประเทศหนึ่งมากจนเกินไป เราต้องยึดจุดยืนที่เป็นกลาง เพื่อต่อรองผลประโยชน์ สูงสุดให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย ดิฉันยังจำได้ในสมัยรัฐบาลคณะรัฐประหาร ต้องเอาใจ มหาอำนาจอย่างประเทศจีนเป็นพิเศษ จนกระทั่งเราต้องอดรนทนกับการกระทำที่ส่งผลเสีย ต่อประเทศอย่างร้ายแรง เช่น ปัญหาการสร้างเขื่อนขวางแม่น้ำโขง ทำให้วิถีชีวิตของพี่น้อง ในภาคอีสานต้องประสบภัยแล้งรุนแรงขึ้นทุกปีค่ะ ดิฉันหวังว่าจุดยืนของรัฐบาลในการต่างประเทศ ที่ผิดพลาดเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้น เพื่อเอาใจทุนใหญ่ระหว่างประเทศหรือกลุ่มประเทศมหาอำนาจ

ประการที่ ๒ คือการที่เราต้องหาประโยชน์จากสถานการณ์ความไม่สงบ ของ ๒ ขั้วให้ได้มากที่สุด คือสหรัฐและจีนค่ะท่านประธาน รัฐบาลท่านต้องอ่านเกมให้ขาด และวางแผนให้แม่นยำ เมื่อเกิดกำแพงการค้าขึ้นระหว่างประเทศมหาอำนาจ เราจะดึงเอา นักลงทุนที่จำเป็นต้องย้ายฐานการผลิตให้มาลงทุนในประเทศไทยให้มากที่สุดได้อย่างไร นี่ไม่ใช่แค่การที่อเมริกาตั้งกำแพงภาษีและการห้าม Supplier ของตัวเองส่งออกสินค้า ที่เกี่ยวข้องกับการผลิตชิปมาประเทศจีน จนทำให้บริษัทข้ามชาติที่มีฐานการผลิตในจีน ย้ายฐานการผลิตครั้งใหญ่ แต่ยังรวมถึงอุตสาหกรรมอื่น ๆ ค่ะ ตัวอย่างเช่น บริษัท Biotechnology และหลาย ๆ บริษัทในสหรัฐได้มีการ Outsource การทำงานวิจัย และห้องแล็บต่าง ๆ โดยเฉพาะในประเทศจีนเพื่อประหยัดต้นทุนค่ะ แต่ด้วยสถานการณ์ ความไม่แน่นอนระหว่าง ๒ ประเทศมหาอำนาจ ย่อมทำให้บริษัทของสหรัฐกังวลถึงความลับ ที่อาจจะรั่วไหลได้ ตรงนี้จึงเป็นโอกาสของเราแล้วค่ะท่านประธาน ที่จะพิจารณาสนับสนุน ส่งเสริมการลงทุนเพื่อสร้างคน โครงสร้างพื้นฐาน หรือ Infrastructure มารับรองการทำงาน วิจัยและทดลองเหล่านี้ค่ะ

ท่านประธานคะ หลักการประการสุดท้ายหรือประการที่ ๓ คือเรื่องของจุดยืน ด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย ดิฉันเห็นในคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ก็เขียนชัดเจนว่าเราจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งหรือนโยบาย Non Conflict ซึ่งจริง ๆ ดิฉันก็เห็นด้วยนะคะ เราไม่ควรจะไปขัดแย้งกับใคร เราควรจะวางตัวเป็นกลาง ไม่ไหลตามชาติมหาอำนาจชาติใดชาติหนึ่งจนเกินงาม แต่การเป็นกลางไม่ได้หมายความว่า ท่านจะไม่มีจุดยืนอะไรเลยนะคะท่านประธาน โดยเฉพาะการยึดมั่นในหลักการความเป็น ประชาธิปไตย ตรงกันข้ามค่ะ การที่เราจะเป็นกลางไม่ได้หมายความว่าเราต้องหูทวนลม หรือทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้กับเรื่องผิดปกติที่อยู่นอกบ้านของเราหรือสงครามที่อยู่ข้างบ้านของเรา เราต้องยึดถือหลักการที่นานาอารยประเทศเขายึดถือ นั่นคือหลักการของสิทธิมนุษยชน ประชาธิปไตยและความเท่าเทียมค่ะ

กลับไปที่เรื่องเมียนมาอีกครั้งท่านประธาน ถ้ารัฐบาลยึดถือหลักสิทธิมนุษยชน และประชาธิปไตย ท่านจะไม่นิ่งเฉยดูดายกับเรื่องที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านของเราแน่ ๆ ค่ะ เราจะยอมรับรัฐบาลทหารมี่นอองไลง์ (Min Aung Hlaing) ที่มาจากการยึดอำนาจรัฐบาล พลเรือน จะยอมรับความรุนแรงที่รัฐบาลทหารเมียนมาสังหารพลเรือนกว่า ๕,๐๐๐ คน จับกุมผู้ต่อต้านมากกว่า ๒๐,๐๐๐ คน จนทำให้ชาวเมียนมาต้องอพยพหนีตาย

(นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงครับ เชิญครับ

นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม ไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จากมหาสารคาม เมื่อท่านประธานไม่ติงเตือน ผมจำเป็นต้องลุกขึ้นข้อบังคับการประชุม ข้อ ๔๕ วรรคแรกครับ วนเวียนอยู่กับเมียนมาอยู่นั่นละ วรรคสอง เป็นการกล่าวถึงบุคคลที่ไม่อยู่ในห้องประชุม ประเทศด้วยนะครับท่านประธาน มันเป็นการก้าวล่วง ผมเคยประท้วงตอนการประชุม สภาผู้แทนราษฎร บอกว่าคนที่พูดถึงประเทศโน้นประเทศนี้เราจะไปก้าวล่วงประเทศอื่นเขา ไม่ได้ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศเป็นเรื่องละเอียดอ่อนครับ ผมประท้วงท่านประธาน เพื่อที่จะให้ท่านประธานติงเตือนผู้ที่กำลังอภิปรายอยู่ ผิดข้อบังคับ ข้อ ๔๕ ทั้ง ๒ วรรคเต็ม ๆ ครับท่านประธาน ขอให้ท่านประธานได้โปรดวินิจฉัยด้วยครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ กรุณาอย่าไป พาดพิงถึงบุคคลภายนอกมาก เชิญต่อครับ

(นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ท่านประท้วงหรือครับ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ ในการควบคุมการประชุมครับ ท่านประธาน ผมไม่แน่ใจว่าสรุปแล้วท่านประธานวินิจฉัยว่าอย่างไร แล้วผมคิดว่า จะมีปัญหามากถ้าท่านประธานจะบอกว่าไม่สามารถพาดพิงบุคคลภายนอกสภานี้ได้เลย หรือไม่สามารถกล่าวถึงประเทศอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ประเทศไทยได้เลย ถ้าท่านประธานวินิจฉัยแบบนั้น แปลว่าสภาแห่งนี้ไม่สามารถที่จะวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของกระทรวงการต่างประเทศได้ครับ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศไม่ต้องมาตอบกระทู้ก็ได้ครับ เพราะเวลามาตอบ หรือว่าเวลาพูดถึงนโยบายต่างประเทศมันก็ต้องพูดถึงประเทศอื่นครับท่านประธาน และการพูดถึง บุคคลภายนอกที่เกี่ยวข้องกับนโยบายของประเทศเรานี้ มันกลายเป็นว่าสภาแห่งนี้พูดถึงใคร ไม่ได้นอกจาก สส. ด้วยกันเองกับท่านรัฐมนตรีหรือครับ เรื่องข้างนอกมันเป็นอย่างไร ใครทำอะไร สภาแห่งนี้พูดไม่ได้หรือครับ ผมขอให้ท่านประธานวินิจฉัยให้ชัดเจนอีกครั้งครับ ว่าตกลงเราวิพากษ์วิจารณ์นโยบายของกระทรวงการต่างประเทศที่มีต่อประเทศอื่น ๆ ได้หรือไม่ครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

จริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องที่ ละเอียดอ่อนนะครับ เพราะฉะนั้นขอให้ใช้ความระมัดระวังในการพูดถึงครับ เชิญต่อครับ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน วินิจฉัยว่าพูดถึงได้ แต่ให้ระมัดระวังถูกต้องไหมครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

จริง ๆ แล้วถ้าไม่จำเป็น

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ถ้าจำเป็นละครับ ท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ถ้าจำเป็นก็ขอให้ใช้ความระมัดระวัง ให้มากครับ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณครับ

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขอบพระคุณค่ะ ใกล้จบแล้วค่ะท่านประธาน ท่านผู้ประท้วงด้วยค่ะ ถอนคำว่า มี่นอองไลง์ (Min Aung Hling) ก็ได้ค่ะท่านประธาน สังหารพลเรือนกว่า ๕,๐๐๐ คน จับกุมผู้ต้องหาทางการเมืองมากกว่า ๒๐,๐๐๐ คน มีผู้ลี้ภัยมากกว่า ๕ ล้านคน เอาง่าย ๆ นะคะท่านประธาน รัฐวิสาหกิจไทย อย่าง ปตท.สผ. ทำไมปัจจุบันยังไปลงทุนในเมียนมาอีกคะ ทั้ง ๆ ที่บริษัทพลังงานเจ้าอื่น ๆ ของตะวันตกอย่างบริษัท Total Energies หรือ Chevron ได้ถอนการลงทุนจากประเทศเมียนมา ไปแล้ว เพราะพวกเขาไม่ต้องการให้ธุรกิจของเขาไปส่งเสริมการฆ่าล้าง

(นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพครับ ถ้ายังวนเวียน ผมก็ต้องประท้วงอีกละครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

นั่นสิ เดี๋ยวมันจะไม่จบครับ

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านคะ ถ้าดิฉัน พูดถึงใครข้างนอกไม่ได้เลย เกษตรกรก็พูดไม่ได้นะคะ ต้องเชิญเขามาทั้งประเทศเลยนะคะ ถ้าท่านไม่ให้พูดถึงคนข้างนอกเลย

นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ผมต้องประท้วงครับ ท่านประธาน คือถ้าไม่ผิดข้อบังคับนี้ผมไม่ลุกขึ้นหรอกครับ ผมรับประกันกับท่านประธาน รัฐสภาว่าผมไม่ใช่คนเกเร ข้อบังคับที่นี่เราใช้บังคับกับทุกคน ทุกฝ่าย นอกสภาเรามีกฎหมาย เรามีผู้พิพากษา มีตุลาการ ในสภามีข้อบังคับสูงสุดเลย ด้วยความเคารพครับท่านประธาน ถ้าวนเวียนกับต่างประเทศอีก ผมก็ต้องลุกขึ้นอีกเพราะว่ามันผิดข้อบังคับครับ ข้อบังคับ อยู่ในมือทุกคนครับท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ผมไม่ตะบี้ตะบัน ตะพึดตะพือหรอกครับ ท่านประธานครับ

(นายจุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญครับ

นายจุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอประท้วงท่านประธานและท่านที่ประท้วงครับ ผมขออนุญาตท่านนะครับ ผมขอใช้เวลา นิดเดียวครับ คือท่านผู้ประท้วงผิดในข้อ ๔๕ ผมเรียนอย่างนี้ครับ ผม จุลพงศ์ อยู่เกษ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน ผมเป็นรองประธานกรรมาธิการการต่างประเทศ คนที่หนึ่ง ที่เรากำลังอภิปรายนี้เรากำลังใช้อำนาจนิติบัญญัติอยู่ ไม่ได้เกี่ยวกับอำนาจบริหารนะครับ ท่านอย่าสับสน ถ้าไปอำนาจบริหารก็ว่ากันไป เรากำลังอภิปรายโดยใช้อำนาจนิติบัญญัติอยู่ แล้วเพื่อนสมาชิกอภิปรายกำลังอภิปรายนโยบายต่างประเทศ แล้วจะดัดจริตหรือครับ ว่าเพื่อนบ้านประเทศทางขวา ประเทศทางซ้าย เพื่อนสมาชิกกำลังอภิปรายในข้อเท็จจริง ที่เกิดขึ้น ขอให้ท่านประธานได้วินิจฉัยด้วยครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ผมวินิจฉัยแล้วนะครับว่า ขอให้อยู่ในประเด็น ถ้าพูดถึงประเทศเพื่อนบ้านขอให้ใช้ความระมัดระวังครับ

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

โอเคค่ะ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ถ้าจะไปพาดพิงถึงประเทศ เพื่อนบ้านอะไรนี่ขอให้ใช้ความระมัดระวังให้มาก เพราะมันเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนมากครับ

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขออนุญาตนะคะ ท่านอาจจะอ้างว่าเราต้องนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากเมียนมาอยู่ เพื่อนำมาผลิตไฟฟ้า หากนำเข้าจากแหล่งอื่น อาจจะต้องทำให้ประเทศไทยแบกค่าไฟฟ้าที่แพงขึ้น เรื่องนี้เข้าใจได้ แต่เราสามารถจ่ายค่าก๊าซเข้าบัญชีพิเศษที่เรียกว่า Escrow Account ได้ค่ะ ที่รัฐบาล เมียนมาจะสามารถนำเงินมาใช้ได้หรือเบิกเงินออกมาใช้ได้ก็ต่อเมื่อยุติสงครามแล้วเท่านั้น เป็นวิธีเดียวกันที่เกาหลีใต้ใช้จ่ายบริษัท โพสโค ที่จ่ายค่าก๊าซให้กับรัฐบาลเมียนมา เราไม่จำเป็นต้องไปสนับสนุนสงคราม หรืออย่างเรื่องไม่กี่เดือนก่อนนะคะ UN Special Rapporteur ก็มาเปิดเผยการที่รัฐบาลให้ท่านเมียนมาใช้ธนาคารไทยหลายแห่งเป็นช่องทาง ในการทำธุรกรรมเพื่อจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ จนถึงตอนนี้ยังไม่มีหน่วยงานของรัฐออกมา สอบสวนข้อเท็จจริงอย่างเป็นทางการค่ะ

(นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

มีผู้ประท้วงอีกแล้วครับ

นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จากจังหวัดมหาสารคาม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ไปกันใหญ่แล้ว ผมไม่ดัดจริตครับ นี่คือข้อบังคับครับ ผมลุกขึ้นครั้งที่ ๓ ด้วยความเกรงใจท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับ ประเทศไทยสนับสนุนใครครับ มันละเอียดอ่อน ผมเคยประท้วงครั้งที่ ๑ ตอนประชุมสภา สส. แล้ว ละเอียดอ่อน เป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่ใช่ว่าอยากพูดอะไรตามใจตัวเอง โลกทั้งใบพรรคก้าวไกล จะตามใจตัวเองหรือครับ พูดอะไรก็ได้หรือครับ ท่านประธานต้องวินิจฉัยให้เด็ดขาดนะครับ

(นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ เอาทีละคนครับ

นายนนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ผม นนท์ ไพศาลลิ้มเจริญกิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนนทบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ แล้วก็ประท้วงท่านผู้ประท้วง คือผมนั่งฟังอยู่ แล้วก็ประท้วงแบบนี้ ๓ ครั้ง โดยที่ครั้งแรกท่านประธานได้วินิจฉัยไปแล้วว่าให้พูดถึงได้ แต่ด้วยความระมัดระวัง เพราะฉะนั้นท่านผู้ประท้วงไม่ต้องเป็นห่วงครับ ผู้อภิปราย เขารับผิดชอบเองได้นะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายไชยวัฒนา ติณรัตน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ประเทศไทย ช่วยฝ่ายไหนครับ พูดเมื่อสักครู่นี้ ผมเคารพท่านประธานครับ ไม่อยากให้เสียเวลาเลยครับ ด้วยเกียรติยศของกระผม ด้วยเกียรติยศของรัฐสภาของพวกเรา ลุกขึ้นมาคือความละเอียดอ่อน เป็นความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เปราะบางมากครับ ถ้าจะพูดอะไรขอประธานให้ประชุม ลับสิครับ มีข้อบังคับอยู่ ด้วยความเคารพท่านประธานครับ วินิจฉัยให้เด็ดขาดเลยครับ ผมจะได้ไม่ลุกขึ้นอีก ขอบคุณท่านประธานครับ

(นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญท่าน สส. แนน ครับ

นางสาวแนน บุณย์ธิดา สมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานคะ แนน สมชัย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คืออย่างนี้นะคะท่านประธาน ดิฉันขออนุญาตประท้วง ท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ เรื่องการควบคุมการประชุม

ประเด็นแรกเลยนะคะ เมื่อสักครู่มีเพื่อนสมาชิกลุกขึ้นหลายท่านก็จริง แต่ไม่มีใครรอให้ท่านเรียกแม้แต่คนเดียว ทุกคนกดไมโครโฟนแล้วพูดสวนกัน ซึ่งจริง ๆ ต้องขออนุญาต ฝากถึงท่านประธานค่ะ ท่านประธานต้องควบคุมค่ะ เพราะกว่าที่ทุกคน จะมีสิทธิได้ จะต้องให้ท่านประธานเรียกก่อน เพราะไม่อย่างนั้นใครกดไมโครโฟนก็จะพูด สวนกันไปสวนกันมา เราก็จะฟังไม่เข้าใจกันสักประเด็นว่าประเด็นอะไร คืออย่างไรกันแน่นะคะ จริง ๆ ต้องรบกวนท่านเลขาธิการข้างหน้าต้องช่วยท่านประธานด้วยนะคะ เพราะว่าเรามองกัน ไม่เห็นหรอกค่ะ เรานั่งอยู่ในห้องนี้ประมาณ ๖๐๐-๗๐๐ คน ต้องขอให้ท่านประธาน ควบคุมด้วยนะคะ ขอบพระคุณค่ะ

(นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ผมก็มองไม่ค่อยเห็นเหมือนกัน ใครพูดก่อนพูดหลัง ผมขออนุญาต แล้วจะเข้าเรื่องได้หรือยัง

นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ยังค่ะท่านประธาน ประท้วงค่ะ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นางนุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ประท้วงประธาน ข้อ ๕ ค่ะ ดิฉัน นุชนาถ จารุวงษ์เสถียร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดศรีสะเกษ เขต ๙ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านประธาน ข้อ ๕ ในเมื่อท่านประธานวินิจฉัยแล้ว ว่าผู้อภิปรายถ้าพูดถึงต่างประเทศให้ระวัง แต่ตอนนี้ท่านวินิจฉัยไปแล้วว่าให้ระวัง แต่เขา ไม่ทำตาม เพราะฉะนั้นท่านประธานจะต้องแข็ง แข็งแรงมากกว่านี้นะคะท่านประธาน ไม่อย่างนั้นท่านควบคุมไม่อยู่ค่ะ และดิฉันขอประท้วงผู้อภิปราย ข้อ ๔๕ กล่าวหาว่าประเทศไทย ช่วยเหลือต่างชาติ วกวนพูดไปวนมาอยู่ค่ะท่านประธาน ดิฉันฟังแล้วมันก็ปวดหัวค่ะ ขอบคุณค่ะ ท่านประธานวินิจฉัยด้วยค่ะ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ผมขอให้ ระมัดระวังแล้วก็ขอให้อยู่ในกรอบ ไม่ต้องวนนะครับ

นางสาวธิษะณา ชุณหะวัณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ดิฉันขออนุญาต ต่อเลยนะคะ ท่านประธานคะ อีกเรื่องหนึ่งที่สะท้อนความไร้หลักการของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย คือการที่เราเป็นส่วนหนึ่งของขบวนการที่เรียกว่า ขบวนการกดปราบข้ามชาติค่ะ หรือรัฐบาล ยอมส่งตัวผู้ต้องหาคดีทางการเมืองที่ลี้ภัยมาอยู่ไทย ต้องให้กลับไปรับโทษที่ประเทศต้นทาง อย่างเช่น การส่งตัวนักกิจกรรมทางการเมืองชาวเวียดนามกลับไปตายค่ะ ท่านประธานคะ หากนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลนี้ยังมีความต้องการที่จะยกระดับบทบาทของประเทศในเวทีโลก เช่น อยากจะเข้าเป็นกลุ่มประเทศโออีซีดี หรือแม้แต่จะมีหน้าไปชิงตำแหน่งสมาชิก คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ เราไม่มีทางเลือกที่จะต้องยึดมั่นในหลัก สิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย เพราะตอนนี้ภาพลักษณ์ของประเทศไทยในสายตาต่างชาติ ได้รับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงจากนักโทษทางความคิดคดี ๑๑๒ นะคะ ตอนนี้ถูกดำเนินคดีแล้ว ๓๐๐ คน ในจำนวนนี้มีเยาวชนถึง ๒๐ คน อายุต่ำที่สุดคือ ๑๓ ปี หลายคนต้องลี้ภัยไปอยู่ในต่างประเทศ ท่านมั่นใจได้เลยว่าการจับเด็กไปติดคุกไม่ได้ทำให้ ประเทศมหาอำนาจปลื้ม หรือประเทศเช่นสหรัฐอเมริกาที่เขาเคารพความหลากหลาย ในระบอบประชาธิปไตยและเสรีภาพในการพูด หรือว่า Freedom of Speech นะคะ นอกจากนี้เรายังมีการทำรัฐประหาร ๑๓ ครั้ง การใช้องค์กรอิสระตัดสิทธินักการเมือง ยุบพรรคค่ะ เป็นความไร้เสถียรภาพที่ทำให้ต่างชาติสูญเสียความเชื่อมั่นทางการเมือง ของประเทศไทย หรือที่เรียกว่า High Political Uncertainty เป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหลัก ที่นักลงทุนระหว่างประเทศจะต้องพิจารณา เรียกว่าเศรษฐกิจมหภาค หรือ Macroeconomic ถ้าเราอยากจะฟื้นฟูความเชื่อมั่นทางการเมืองในสายตาต่างชาติ ก่อนอื่นท่านต้องแก้ไข ปัญหาสิทธิมนุษยชนภายในประเทศ โดยเฉพาะเรื่องการละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐาน ปิดกั้นเสรีภาพ ซึ่งดิฉันไม่อยากให้ต่างชาติเห็นว่าเราเป็นแหล่งเพาะพันธุ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนค่ะ เราต้องปฏิบัติต่อผู้ลี้ภัยด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ เคารพหลักการไม่ส่งกลับ หรือ Non-Refoulement ไม่เผชิญกับอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย อนามัยและทรัพย์สิน ตามกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ หรือ Customary International Law รวมไปถึง การร่างรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับค่ะ เพื่อนำประเทศกลับมาเป็นประชาธิปไตย เพราะตั้งแต่ รัฐธรรมนูญนี้ได้มีการสถาปนารัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เป็นแหล่งเซาะกร่อนบ่อนทำลาย ความเป็นประชาธิปไตยมาโดยตลอดค่ะ

ท่านประธานคะ ดิฉันขออนุญาตสรุปการอภิปรายของดิฉันเป็นประโยคสั้น ๆ ประเทศไทยต้องเป็นกลางภายใต้กรอบสิทธิมนุษยชนและหลักประชาธิปไตยสากลค่ะ ซึ่งหากรัฐบาลสามารถที่จะนำหลักการนี้ไปปฏิบัติได้ก็จะทำให้ประเทศเรามีอำนาจต่อรอง ได้รับความนับหน้าถือตา ได้รับความเกรงใจจากนานาอารยประเทศและเป็นการที่จะขับเคลื่อน นโยบายระหว่างประเทศที่มีความซับซ้อนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นจำนวนมาก ให้มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล รัฐบาลต้องดูแลทุกภาคส่วนให้เดินทางไปในทิศทางเดียวกัน สอดประสานกัน หากปล่อยปละละเลยเหมือนทุกวันนี้ต่างคนต่างทำสะเปะสะปะ มั่ว ไม่มียุทธศาสตร์เรื่องเมียนมา ก็ไม่มีทางที่จะทำให้เป็นเป้าหมายในการที่จะยกระดับบทบาท ของเวทีไทยในเวทีโลกสำเร็จได้ ขอบพระคุณค่ะ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญท่านกัณวีร์ สืบแสง ครับ

นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ผม นายกัณวีร์ สืบแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเป็นธรรม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจะระวังที่จะไม่พูดถึงบุคคลภายนอก ผมจะระวังเวลาพูดถึงเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศให้มาก ที่จะไม่แตะต้องในเรื่อง รายละเอียดที่เป็นเรื่องละเอียดอ่อน ท่านประธานครับ การอภิปรายนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ อย่าหาว่าเป็นคำตำหนิ ขอให้คิดว่าเป็นการติเพื่อก่อ สิ่งต่าง ๆ ที่ผมจะพูดอภิปรายครั้งนี้ จะอภิปรายใน ๒ ส่วนด้วยกัน

ส่วนแรก จะเป็นการอภิปรายในเรื่องภาพรวมของนโยบายทั้งหมด การจัดลำดับความสำคัญของรัฐบาลชุดนี้กับนโยบายเร่งด่วน ความท้าทาย ๙ ประการ นโยบายเร่งด่วน ๑๐ ประการ นโยบายและมาตรการต่าง ๆ ระยะยาวและระยะกลาง อีก ๑๖ ประการใน ๕ สถานการณ์ ตกใจพอสมควรครับ พอดูความท้าทายทั้ง ๙ ผมชอบนะ ผมชอบจริง ๆ ความท้าทายการประเมินสถานการณ์ที่ความท้าทายในประเทศไทยเกิดขึ้น ผมชอบจริง ๆ สามารถประเมินสถานการณ์ได้ดี แต่พอไปดูนโยบายเร่งด่วน ๑๐ ประการแล้ว ตกใจ ตกใจมาก ๆ เราเห็นครับว่าความท้าทายทั้ง ๙ อย่าง ๙ สถานการณ์ด้วยกัน ความท้าทายที่ ๗ ในเรื่องเกี่ยวกับสภาวะการไร้เสถียรภาพทางการเมืองได้กำหนดไว้ แต่นโยบายเร่งด่วนทั้ง ๑๐ ประการไม่เห็นมี ท่านประธานครับ ต้องขอเรียนตรง ๆ ว่าตกใจ เพราะว่าเวลาเราทำนักสังคมศาสตร์เวลาเราดูตัวนโยบายเรามีการวิเคราะห์ เราทำเรื่อง การวิเคราะห์เนื้อหาหรือภาษาอังกฤษขอประทานโทษต้องใช้ เรียกว่า Content Analysis หรือ CA นักวิจัยทั้งหมดใช้ครับตัวนี้ ง่ายจริง ๆ นั่งนับคำ นั่งดูการจัดโครงสร้างตัวนโยบายต่าง ๆ ออกมา ผมดูแล้วนี้ตกใจเพราะว่าไม่เห็นอยู่ในนโยบายเร่งด่วน ไม่มีการจัดลำดับความสำคัญ แถมไปจัดลำดับความสำคัญเรื่องเกี่ยวกับการสร้างเสถียรภาพทางด้านการเมือง การรื้อฟื้น ความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนไว้อยู่ในระยะกลางและระยะยาว ทั้ง ๆ ที่ผลการเลือกตั้ง เมื่อปี ๒๕๖๖ ชัดเจนครับ พี่น้องประชาชนต้องการการเมืองใหม่ พี่น้องประชาชนต้องการ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ รวมทั้งการแก้ไขรายมาตราของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เราใช้อยู่ ปัจจุบัน แต่ไม่อยู่ในนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลชุดนี้ นี่ละครับคือปัญหาใหญ่ ๆ ถ้าผมอภิปรายไปจะบอกว่าผมมีความทะเยอทะยานนะครับท่านประธาน หากผมไปอยู่ บนบัลลังก์ตรงนั้น นั่งที่นายกรัฐมนตรี นโยบายความท้าทาย นโยบายเร่งด่วนในเล่มนี้ จะไม่ใช่อย่างนี้ จะเปลี่ยนแปลงไป จะมีการบอกว่านโยบายที่เกี่ยวข้องกับการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ นโยบายที่เปลี่ยนแปลงกลไกอุบาทว์ต่าง ๆ นานาจะต้องหมดไปให้ได้ แต่พอมาดูตัวนโยบาย จริง ๆ ครับท่านประธาน ในเรื่องเกี่ยวกับการแก้ไขปัญหาด้านการเมือง การพลิกฟื้น ความเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะเป็นภายในและภายนอกประเทศ ก็ตกใจอยู่ดีครับ ท่านประธาน นโยบายอันนี้ที่รัฐบาลชุดนี้ได้มีการชี้แจงแถลงมาโดยท่านนายกรัฐมนตรี บอกว่าจะเร่งเรื่องเกี่ยวกับความโปร่งใส ใช้งบประมาณแต่น้อย แต่ได้ประสิทธิภาพที่มากขึ้น ท่านประธานถามจริง ๆ ครับ Digital Wallet งบน้อยไหม ประสิทธิภาพมากหรือไม่ ต้องตอบให้ได้นะครับ อันนี้จะเป็นความโปร่งใสหรือไม่ อย่างไร

ส่วนสำคัญอีกส่วนหนึ่งที่ไม่ออกมาอยู่ในนโยบายชุดนี้ การเห็นความสำคัญ ของความมีส่วนร่วมของพี่น้องประชาชนในการสร้างเสถียรภาพทางด้านการเมือง การพลิกฟื้น ความเชื่อมั่น อันนี้คือหัวใจหลัก ๆ ในการสร้างประชาธิปไตยให้เกิดขึ้นในประเทศไทย แต่ไม่มีในตัวนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ที่เสนอชี้แจงต่อรัฐสภา โดยนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า แพทองธาร ชินวัตร เราเผชิญกับความไร้เสถียรภาพทางการเมืองอีกยาวนานครับท่านประธาน การปฏิวัติรัฐประหารที่ซ้ำซ้อน ความขัดแย้งรุนแรงแบบแบ่งขั้ว การถอดถอนรัฐบาล การถอดถอนนายกรัฐมนตรี การยุบพรรคการเมือง ความเชื่อมั่นมันหายไปครับ ทั้งเศรษฐกิจ การค้าและการลงทุน รัฐบาลที่นำโดยพรรคเพื่อไทยจริง ๆ ผมต้องขอเรียนว่าน่าจะรู้ซึ้ง ถึงรสชาตินี้ดีที่สุดกว่าใคร โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีที่น่าจะเข้าใจความรู้สึกนี้ดีมากกว่าทุกคน ในสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ผมเชื่อว่าการที่ประชาชนถูกยึดอำนาจมันส่งผลเลวร้ายและ สร้างปีศาจทางการเมืองที่น่าขยะแขยงออกมาอย่างไร แต่ผมก็ยังเชื่อมั่นครับว่ารัฐบาล ที่มีนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ คุณแพทองธาร ชินวัตร นี้ จะไม่เดินซ้ำรอยบาดแผลเดิม และเร่งหาทางแก้ไขให้หยุดยั้งสิ่งเหล่านี้ให้ได้โดยเร็วที่สุด อันนี้คือภาพรวมนโยบายที่ผม ได้ฟังมาและได้อ่านมาในตัวนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้มีการแถลงเป็นส่วนแรกที่ผม จะขออภิปราย

ในส่วนที่ ๒ เป็นส่วนของการสะท้อนนโยบายการต่างประเทศของประเทศไทย นโยบายการต่างประเทศจริง ๆ แล้วต้องเรียนตรง ๆ ครับ ถ้าเปรียบเทียบกับนโยบาย ของรัฐบาลชุดนี้กับนโยบายของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ดีขึ้น ต้องเรียนตรง ๆ คำชี้แจง ของท่านนายกรัฐมนตรีท่านปัจจุบันกับท่านก่อนหน้านี้ ท่านก่อนหน้านี้ไม่มีคำเรื่องเกี่ยวกับ นโยบายการต่างประเทศออกมาชัดเจน แต่ครั้งนี้ท่านนายกรัฐมนตรีบอกมาว่ามี ๒ ข้อ นโยบายการต่างประเทศ ดีครับ เห็นด้วยครับ ว่านโยบายการต่างประเทศจำเป็นจะต้อง ออกมาอยู่ในนโยบายของรัฐบาล รัฐบาลทั่วโลกเขาจะเอานโยบายการต่างประเทศ เป็นนโยบายนำด้วยซ้ำไป ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่เราเห็นความชัดเจนเกิดขึ้น แต่ข้อเสียใจก็คง จะเป็นเสียใจเรื่องเดิมครับ เพราะว่ามาดูตัวนโยบายการต่างประเทศที่รัฐบาลชุดนี้ที่นำโดย คุณแพทองธาร ชินวัตร ได้ชี้แจงต่อรัฐสภาเห็นครับว่ามันมี ๒ เรื่อง

เรื่องแรก การไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างประเทศ มีความจริงใจ ต้องสร้างสรรค์ต่อกรอบกฎหมายระหว่างประเทศ บรรทัดฐานทางด้านสากล ยึดผลประโยชน์ ของชาติเป็นสำคัญ ทำงานร่วมกับนานาประเทศเพื่อส่งเสริมสันติภาพและความมั่นคงร่วม คนที่ทำงานทางด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นักวิชาการต่าง ๆ ที่อยู่ที่นี่ แล้วรวมถึง ที่อยู่ทางบ้านและรวมถึงทั่วโลกคงตกใจพอสมควร พอดูนโยบายตัวนี้เราจะเป็น Realism หรือสัจนิยมวิทยา หรือเราจะเป็น Liberalism ที่จะเป็นเสรีภาพ เราจะเป็นเสรีนิยม หรืออย่างไรดี ถ้าบอกว่าเป็นสัจนิยมวิทยาเราต้องมองถึงอำนาจ เราต้องมองว่าเราจะเป็น ผู้นำได้อย่างไรในเวทีระหว่างประเทศ พอบอกว่าถ้าเราเป็น Liberalism เราจะไม่มี ส่วนความขัดแย้ง เราต้องมีความร่วมมือกับนานาประเทศ นโยบายอันนี้เป็นการผสม กลมกลืน เป็นการผสมพันธุ์ระหว่างสัจนิยมวิทยาและเสรีนิยมวิทยา หรือเราจะบอกว่า เราเป็น Neoliberalism หรือว่าเป็นเสรีแบบใหม่ ซึ่งผมก็ยังไม่มั่นใจนะครับว่าการที่บอกว่า การที่เราจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างประเทศจะเป็นไปได้ไหม ยกตัวอย่าง ประเทศอิสราเอลกับปาเลสไตน์ ณ ปัจจุบันนี้ ท่านบอกว่าท่านจะไม่มีความขัดแย้ง ท่านไม่เป็น ส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง เกิดปรากฏการณ์เกิดขึ้นจริง ๆ ปัญหาเกิดขึ้นจริง ๆ ท่านจะต้อง ตัดสินใจ ท่านจะเอาอย่างไร พี่น้องแรงงานไทยไปใช้แรงงานที่อิสราเอลจำเป็นต้องได้รับ ความคุ้มครอง และท่านจะไม่ Take Side หรือ รัฐบาลชุดนี้ต้องตอบให้ได้ว่าต่อไปท่านจะทำ อย่างไร ผมเชื่อมั่นว่าท่านต้อง Take Side ท่านต้องเลือกครับว่าท่านจะเข้าข้างฝ่ายใด ถ้าท่านไม่ Take Side ท่านอยู่ไม่ได้ในเวทีโลก

อีกเรื่องหนึ่ง ถ้าท่านบอกว่าท่านจะไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่าง ประเทศ จริงใจ ยึดหลักกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ยึดหลักบรรทัดฐานสากล ให้เกิดขึ้น ปัญหาผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ท่านจะทำอย่างไร อยู่มันในห้องกักของ ตม. เรามาเป็นเวลา มากกว่า ๑๐ ปี มีแรงผลักดันของรัฐบาลประเทศจีนที่เข้ามาในประเทศไทย มีแรงผลักดัน ในเวทีระหว่างประเทศของโลกเสรีนิยมในการปล่อยออกพี่น้องชาวอุยกูร์ ๔๘ ชีวิตที่ออกจาก ห้องกักของ ตม. โดยเร็ว ท่านก็ต้องเลือก Take Side ท่านต้องตัดสินใจว่าท่านจะต้อง อยู่ตรงไหน เพราะว่าคนที่จะมีผลกระทบมากที่สุดคือผู้ลี้ภัยชาวอุยกูร์ เขาตายครับ กักเขามา ๑๐ ปี เขาตายไปแล้ว ๕ ชีวิต ชีวิตพวกเขาโดนพราก พลัดพรากจากครอบครัว พ่อแม่ ลูกหลานพลัดพรากจากกัน เราจะยอมอย่างนั้นหรือ ท่านต้องเลือก รัฐบาลชุดนี้ต้องตัดสินใจ

นโยบายข้อที่ ๒ ที่ออกมาจากนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ผมเห็นครับ ดำเนินงาน เศรษฐกิจเชิงรุก การสร้าง Soft Power การค้า การลงทุน การท่องเที่ยว ตลาดใหม่ เพื่อเสริมให้มีความร่วมมือการพัฒนา ไม่ว่าจะเป็นทวิภาคี พหุภาคี เร่งทำ FTA : Free Trade Area ท่านประธานครับ เร่งอย่างเดียวคงไม่พอ ณ ปัจจุบันนี้ปัญหาอะไรเกิดขึ้น อาเซียนของ เรา ๑๐ ประเทศได้เซ็นสัญญากับประเทศจีนในการที่ทำเอฟทีเอ เราเร่งครับ เร่งในการจัดทำตัวนี้ การเร่งมันเป็นการดี แต่การที่มีความร่วมมือระหว่างกันมันจำเป็น ต้องเป็นความร่วมมือที่ในระดับเท่าเทียม ทำไมสินค้าต่าง ๆ มาจากประเทศจีนเข้ามาทะลัก ในประเทศไทยเยอะแยะไปหมด ประเทศไทยเราจะควบคุมตรงไหน แหล่งทุนต่าง ๆ พ่อค้า รุ่นเล็ก ๆ ต่าง ๆ นานา SMEs ต่าง ๆ ไม่สามารถต่อสู้ได้กับการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน ในประเทศไทย การยื่นทำเอฟทีเอต่าง ๆ เข้ามาร่วมกับอาเซียน กับประเทศจีน คราวนี้ รถก็เข้ามาในประเทศไทยตลอดเวลา ดูแลไม่ได้ ควบคุมไม่ได้ พ่อค้าก็ตายไป ประชาชนก็แย่ เราจะทำอย่างไร อันนี้ท่านก็ต้องตอบโจทย์ให้ได้ ผมจะใช้เวลาอันน้อยนิด ตอนนี้ผมเหลือ ๕ นาทีท่านประธานครับ ผมจะขอใช้ในการที่เอาประสบการณ์ในการทำงานในเวทีระหว่าง ประเทศ ในการที่จะสร้างนโยบายการต่างประเทศแบบครอบคลุม ในการที่จะบอกว่าจริง ๆ แล้วนโยบายการต่างประเทศนี้เราคงจะสร้างกันอย่างไร หรือว่าอยากจะเรียกสั้น ๆ ว่า การสร้างนโยบายต่างประเทศ ๑๐๑ ท่านประธานครับ การเรียนการสร้างนโยบาย การต่างประเทศง่าย ๆ มี ๓ เรื่องเท่านั้นเอง

อันที่ ๑ ประเมินตัวเองให้ได้ว่าตัวเองมีศักยภาพอย่างไร ประเมินตัวเองให้ได้ ว่าตัวเองมีข้อด้อยอย่างไร ประเมินตัวเองให้ได้ว่าตัวเองมีข้อดีอย่างไร อันแรกท่านทำไปแล้ว ความท้าทายทั้ง ๙ แห่ง ท่านทำดี อันแรกจบ

อันที่ ๒ ประเมินให้ได้สถานการณ์ในอนุภูมิภาคที่ออกจากประเทศเราออกไป ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง ในภูมิภาคออกไปเป็นอย่างไรบ้าง ในเวทีระหว่างประเทศ สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง มีความเสี่ยงอะไรบ้างไหม ที่หากเราไปเป็นสมาชิกทั้งอนุภูมิภาค ภูมิภาคและเวทีระหว่างประเทศมันจะกระทบอะไรกับเราบ้าง นั่นอันที่ ๒

อันที่ ๓ เราต้องมองประเมินให้ได้ความคาดหวัง Extension ของเวทีระหว่าง ประเทศที่มองประเทศไทย ว่าเขาต้องการอะไรจากเรา อันนี้คือสิ่งสำคัญ

หากเราพิจารณา ๓ เรื่องนี้ได้แล้วเราจะรู้ครับท่านประธาน ว่านโยบาย ที่แท้จริงที่ดี ที่เหมาะสมที่สุด ณ สถานการณ์ปัจจุบันของประเทศเราเป็นอะไร เป็นอย่างไร และจะทำอย่างไร ผมจะชวนท่านประธานมาสร้างนโยบายการต่างประเทศร่วมกับผม จากการทำทั้ง ๓ เรื่องนี้

เรื่องแรก จบไปเรียบร้อยความท้าทายทั้ง ๙ แห่ง ดี เราเห็นครับ มีทั้ง เรื่องเกี่ยวกับการเมือง เรื่องเกี่ยวกับเศรษฐกิจ สังคม เรื่องเกี่ยวกับงานการต่างประเทศ เรื่องความมั่นคงต่าง ๆ นานา มีเรียบร้อยแล้ว จบข้อหนึ่ง

เรื่องที่ ๒ เอาตัวเราออกไปครับ อนุภูมิภาคดูง่าย ๆ ว่าเขามีสถานการณ์อะไร เกิดขึ้น ประเทศไทยเราเป็นสมาชิกภาพของอาเซียนที่รวมด้วยกัน ๑๐ ประเทศ เอาแค่ใกล้ ๆ ท่านประธานครับ ณ ปัจจุบันนี้อิทธิพลของประเทศมหาอำนาจที่เข้ามาล้อมรอบ ในอนุภูมิภาคของเรา อาเซียนของเรา เอาแค่ Mainland Southeast Asia นะครับ คือประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีพื้นทวีปติดต่อกัน คือมีดินแดนนะครับ มี ๕ ประเทศ มีเมียนมา ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ๕ ประเทศเท่านั้น ท่านดูครับว่าเกิดสถานการณ์ อะไรเกิดขึ้น แล้วมัน Reflect มันมีการผลสะท้อนในนโยบายการต่างประเทศของเราบ้าง หรือไม่ ดูที่ประเทศกัมพูชา ณ ปัจจุบันนี้เราพยายามทำอะไร เขาทำอะไรอยู่ สิ่งหนึ่งที่สำคัญ ที่สุดที่เราไม่เคยพูดถึงกัน การขุดคลองฟูนันเตโชที่มาจากพนมเปญเมืองหลวงของกัมพูชา เข้ามาถึงจังหวัดแกบที่จะทะลุต่ออ่าวไทยของเรา ท่านประธานครับ ๑๘๐ กิโลเมตร คลองเส้นนี้เป็นความร่วมมือระหว่างกัมพูชากับรัฐบาลจีน กัมพูชามี ๕๑ เปอร์เซ็นต์ จีนมี ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ถ้าทำเสร็จเกิดอะไรขึ้นรู้ไหมครับท่านประธาน เรือที่เข้ามาจาก ฝั่งแปซิฟิกเข้ามาที่จะมาถึงอีอีซีที่เราพยายามผลักดันกันอยู่ ณ ปัจจุบันนี้ อีอีซีคือ Megaproject ของพวกเรา ถ้าฟูนันเตโชเสร็จท่าเรืออ่าวน้ำลึกตรงนี้จะเกิดขึ้น จะมีการมีแห ดักเรือต่าง ๆ การเดินสมุทรที่จะมาถึงอีอีซีของเรา แต่ดักไม่หมดหรอกครับ ดักได้บางประการ เราจะทำอย่างไร อีอีซีที่เราพยายามจะมุ่งเน้นนโยบายต่าง ๆ บอกรีบทำ เร่งทำ มีนโยบาย มีงบประมาณ แต่ถึงเวลาแล้วโดนกับดักโดยแหของฟูนันเตโชเกิดขึ้นที่ประเทศกัมพูชา เราจะทำอย่างไร เรามีนโยบายอะไรหรือไม่ที่จะมาเสริมการสูญเสียเม็ดเงินต่าง ๆ ของอีอีซี ของเรา เราเคยคิดหรือไม่ในเรื่องเกี่ยวกับการใช้เส้นทางการเดินบกจากอรัญประเทศ จากสระแก้วเข้ามาต่อที่สีหนุวิลล์ ที่ทุกอย่างโดนอิทธิพลของประเทศจีน ฟูนันเตโชนี้ถ้าเสร็จ เมื่อไรครับท่านประธาน จะมีการลาดตระเวนของเรือของจีน ตอนนี้ประเทศเวียดนามตกใจ ทำอย่างไรดี เรือลาดตระเวนของจีนจะขึ้นไป ๑๘๐ กิโลเมตร ตอนนี้เป็นยุทธศาสตร์การทหาร ของประเทศจีนที่จะมาครอบคลุมตรงนี้ อันนี้คือ One Belt One Road คือเส้นทางสายไหม ต่าง ๆ นานาที่เราพยายามจะผลักดันว่าประเทศเราต้องอยู่ตรงนี้ เรายังมีแลนด์บริดจ์ของเราอยู่ เวียดนามตื่นตัว พี่ไทยยังไม่ตื่นตัว ท่านประธานครับ เร็ว ๆ ถ้าจะไปที่ประเทศลาว ประเทศลาว สมัยก่อนเป็น Landlocked ไม่สามารถมีพื้นดินที่จะต่อไปสู่มหาสมุทรได้ แต่ตอนนี้กลายเป็น Land Link กับประเทศจีนเรียบร้อยแล้ว อิทธิพล Megaproject ต่าง ๆ นานามาอยู่ ในประเทศลาวและมีจีนเป็นพี่ใหญ่ ๑,๘๑๐ กิโลเมตร พื้นที่ชายแดนไทยที่ติดกับประเทศลาว ณ ปัจจุบันนี้ไทยไม่สามารถใช้ยุทธศาสตร์ในเชิงพื้นที่ เชิงภูมิประเทศ ในการที่จะเป็นผู้นำ ในการที่มีความเชื้อชวนความมีสัมพันธ์กับประเทศลาวได้ ผมขอต่อสั้น ๆ ครับท่านประธาน จะไม่เกิน ๒ นาที ขอประทานโทษครับท่านประธาน นี่คือประเทศลาวได้เข้ามาเรียบร้อยแล้ว ประเทศเมียนมา เพื่อนสมาชิกของผมได้พูดไป คุณธิษะณา ชุณหะวัณ ขอประทานโทษที่พูดไปแล้ว ตอนนี้อิทธิพลของประเทศจีนที่เข้ามา หวัง อี้ (Wang Yi) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ต้องขอประทานโทษ เพราะว่า ของประเทศจีนที่ท่านมาเยือนประเทศเมียนมาอย่างเป็นทางการ อันนี้ประเทศไทยก็ไปนะครับ ได้มีการพูดคุยกัน มีการหารือกัน รัฐบาลจีนต้องการที่จะเป็นผู้นำในการที่จะเข้ามามีอิทธิพล ในการสร้างสันติภาพในประเทศเมียนมาเกิดขึ้น ๒,๔๑๖ กิโลเมตร ที่เรามีชายแดนไทยติดกับ ประเทศเมียนมา เราจำเป็นจะต้องแสดงความเป็นผู้นำในการสร้างสันติภาพให้เกิดขึ้น มิเช่นนั้นรอบประเทศเราตอนนี้อิทธิพลของมหาอำนาจอย่างประเทศจีนเข้ามา ทั้งเศรษฐกิจ การเมือง สังคม การค้า การลงทุน เราจะทำอย่างไร มันต้องแสดงออกไปในตัวนโยบาย การต่างประเทศของไทย ซึ่งผมยังไม่เห็นสำหรับนโยบายของท่านคณะรัฐมนตรี ที่มีนายกรัฐมนตรีชื่อ คุณแพทองธาร ชินวัตร ที่แสดงออกมา

เรื่องสั้น ๆ เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน อันนี้เป็นแค่อนุภูมิภาค ๆ ขยับออกไป ในเวทีระหว่างประเทศ ต้องขอสั้น ๆ จริง ๆ ครับท่านประธาน ผมเห็นตัวนโยบาย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงเข้ามาในวันนี้ตอนเช้า เรื่องการพัฒนาคนไทยในทุกช่วงวัย ความเสมอภาคทางเพศ อันนี้ละครับที่เวทีระหว่างประเทศเขามีความคาดหวังกับประเทศไทย ในการที่จะมองเห็นถึงการยอมรับในความแตกต่างและหลากหลาย ในเรื่องเกี่ยวกับ เพศสภาพ การยอมรับเพศสภาพของแต่ละคน แต่นโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจง เมื่อเช้านี้ ความเสมอภาคทางเพศ ปรับปรุงกฎหมายและระเบียบ เพื่อให้ผู้หญิงไทยทุกคน ไม่ต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ คือตอนนี้เพศสภาพของเรามากกว่าชายและหญิง ถ้าเราจำเป็นจะต้องยอมรับว่าความคาดหวังของเวทีโลกมองเราเป็นอย่างไร เราต้องตามให้ทัน ถ้าท่านนายกรัฐมนตรีอยากจะเน้นเรื่องนี้ ผมขอให้ท่านเวลาไปที่ออฟฟิศแล้ว ตอนนี้ มีร่างพระราชบัญญัติการขจัดเลือกปฏิบัติต่อบุคคลอยู่บนโต๊ะท่านแล้ว เป็นพระราชบัญญัติ เกี่ยวกับการเงิน ท่านพิจารณาครับ ลงนามเสีย แล้วเราจะตอบโจทย์ในเวทีระหว่างประเทศ

ท่านประธานครับ สุดท้ายนี้เรื่องสิทธิมนุษยชนผมคงไม่มีเวลาที่จะพูด แต่ขอนำเรียนท่านประธานว่า ขอให้เอาเรื่องนี้เป็นการติเพื่อก่อ ท่านเข้ามารับงานตอนนี้ เพิ่งเบื้องต้นในการชี้แจงนโยบายกับรัฐสภาไทย เพราะฉะนั้นยังมีเวลาในการปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบายทั้งหมด ความจำเป็นเร่งด่วน ถ้าท่านสามารถจัดลำดับ ความสำคัญเร่งด่วนใหม่จะเป็นการดี นโยบายการต่างประเทศ ท่านสามารถนำการสร้างนโยบาย ต่างประเทศ ๑๐๑ ไปพิจารณาใช้ได้ เพราะฉะนั้นก็ขอขอบคุณครับ อย่างไรผมหวังว่า ทางคณะรัฐมนตรีจะรับฟังนะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญท่านชลัฐ รัชกิจประการ ครับ

นายชลัฐ รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม ชลัฐ รัชกิจประการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ขออภิปรายเรื่องคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ผมได้มาศึกษาตัวคำแถลงนโยบาย หน้าที่ ๑ และหน้าที่ ๑๒ และได้เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้ ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจ กระจายความเจริญ และลดความเหลื่อมล้ำ สร้างโอกาส สร้างความเสมอภาคและสร้างความหวัง หลังจากนี้ครับ ผมได้มาอ่านต่อ ต้องย้อนกลับไปนิดหนึ่ง ก็คือหน้าที่ ๙ ทางนโยบายได้มีการเสนอการปรับโครงสร้างภาษี แต่เน้นย้ำแค่ในเรื่องของฝ่ายการลงทุนหรือฝ่าย Private Sector แต่ผมอยากเสนอว่า ให้การ Restructure ของภาษีนี้ลงไปสู่ท้องถิ่นด้วย ถ้าย้อนกลับไปที่ปี ๒๕๖๕ ครับ ท่านหัวหน้าผม ท่านอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวง มหาดไทย ได้เสนอนโยบายภาษีบ้านเกิดเมืองนอน แน่นอนครับภาษีมีหลายตัว แล้วก็แต่ละตัว ก็ยากง่ายที่จะแก้ไขไม่เหมือนกัน แต่ผมขอยกตัวอย่างตัวที่ง่ายที่สุด ก็คือแวตเกิดที่ไหน ใช้ที่นั่นแวต ๗ เปอร์เซ็นต์นี้ ผมขอเสนอว่า ๔ เปอร์เซ็นต์เข้าส่วนกลาง แต่ ๓ เปอร์เซ็นต์ แบ่งให้ท้องถิ่นที่ค่าใช้จ่ายเกิดขึ้นได้ไหม ๓ เปอร์เซ็นต์นี้เพื่อไปแก้ไขระบบสาธารณูปโภค พื้นฐาน ทั้งปัญหาคมนาคม ปัญหาน้ำดี น้ำเสีย หรือน้ำท่วมที่กำลังเกิดอยู่ตอนนี้ รวมไปถึงขยะ ที่ยังไม่มีระบบจัดเก็บที่ดีพอหรือยังไม่ชัดเจน ทั้งหมดทั้งมวลเงินที่จะเก็บได้นี้ จาก ๓ เปอร์เซ็นต์นี้ จะมีคณะกรรมการของจังหวัดพิจารณาว่าควรจะไปจัดสรรที่ไหน แน่นอนครับ นอกจากแวตมันก็จะมีตัวภาษีอื่นอีก ที่เห็นได้ชัดก็คือภาษีรายได้บุคคล ผมถามว่ามันจะเป็นความภูมิใจของประชาชนมากแค่ไหน ถ้าประชาชนได้มีโอกาสเลือก เงินภาษีที่เขาโดนเก็บไปส่วนหนึ่งกลับไปพัฒนาบ้านเกิดของตัวเอง กลับไปพัฒนาพื้นที่ ของตัวเอง แรงเหงื่อที่เขาเหนื่อยมาทั้งหมดนี้ ได้กลับไปทำให้บ้านเขานี่พัฒนามากขึ้น จนสุดท้ายเขาอาจจะไม่ต้องย้ายเข้าไปทำงานในเมือง

มา Link ถึงเฟสที่ ๓ ครับ ภาษีนิติบุคคล ภาษีนิติบุคคลตอนนี้อยู่ที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ผมอยากวาดฝันให้ทุกคนฟังว่า สมมุติถ้าเรามีกลไกภาษี ๓ อย่าง เราอยากพัฒนาเมืองไหนเป็นเมืองลงทุน เราลดภาษีนิติบุคคล เราอยากให้คนไปใช้จ่าย ไปเที่ยวที่ไหน เราลดแวตคราวนี้มันจะมีการกระจายอำนาจหรือกระจายความเจริญ ทุกหัวมุมเมืองของประเทศไทย ผมขอยกตัวอย่างครับ ผมได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานที่จังหวัด ภูเก็ตประมาณ ๙๐ วัน ได้เห็นว่าปัญหาของภูเก็ตไม่ใช่เรื่องของนักท่องเที่ยวแล้ว หรือไม่ใช่ เรื่องของการท่องเที่ยวแล้ว แต่เป็นปัญหาของคุณภาพชีวิตของคนภูเก็ตที่ต้องสู้กับ นักท่องเที่ยวที่เพิ่มขึ้นแบบทวีคูณทุกปี ๆ ภูเก็ตตอนนี้ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวธรรมดา ไม่ใช่เมืองเล็ก ไม่ใช่เมือง Size กลาง แต่เป็นมหานครแล้วครับ จังหวัด Size มหานคร ก็ต้องมีปัญหาแบบมหานคร ท่านประธานเชื่อไหมครับ จังหวัดภูเก็ตที่เจริญขนาดนี้ ที่มีนักท่องเที่ยวเยอะขนาดนี้ แต่น้ำสะอาดหรือน้ำใช้ น้ำกิน น้ำดื่ม กลับไม่พอ มีปัญหา น้ำเสียที่ลงไปถึงทะเลในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะที่กะตะ ที่ผมได้ไปดูงานมา มีปัญหาน้ำท่วม ที่เกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้ง จนมีการท่วมหนักที่สุดในรอบ ๕๐ ปี และเรื่องของรถติด ท่านสมาชิกทุกคนน่าจะเข้าใจได้นะครับ และเข้าถึง เวลาที่เรามาทำงานตอนเช้าหรือเวลา เราถามประชากรของกรุงเทพฯ ว่ากรุงเทพฯ รถมันติดขนาดไหน มันทรมานขนาดไหน มันทำให้คุณภาพชีวิตเรามันแย่ลงขนาดไหน แต่ตอนนี้ภูเก็ตได้นำกรุงเทพฯ ไปแล้วครับ ภูเก็ตเป็นอันดับหนึ่งของประเทศไทยที่มีเรื่องรถติดที่มากที่สุด เพราะเขามีถนนหลัก แค่สายเดียวจากสนามบินลงไปถึงใจกลางเมือง ปัญหาทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นเพราะอะไรครับ มันเกิดขึ้นเพราะว่างบประมาณของท้องถิ่นไม่เพียงพอที่จะบริหารและแก้ปัญหา รวมกับ ส่วนรัฐบาลกลางที่แก้ปัญหาไม่ตรงจุด เรามาดูรายได้ของภูเก็ตครับ ปี ๒๕๖๕ ๗ เดือน ๖๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท กว่า ๘๕ เปอร์เซ็นต์มาจากรายได้นักท่องเที่ยวต่างชาติ ผมถามว่า คุณเป็นจังหวัดที่รองมาจากกรุงเทพฯ แต่คุณได้งบพัฒนาหรืองบจังหวัดแค่ ๓,๘๔๐ ล้านบาท ตัดงบประจำออกไปอาจจะเหลือแค่ ๗๐๐-๘๐๐ ล้านบาท งบลงทุน งบแก้ปัญหา งบแก้ภัยพิบัติ มันจะพอได้อย่างไรครับ เพราะฉะนั้นถ้าจังหวัดอย่างภูเก็ตที่เราสามารถ เอาเป็น Model นำร่องได้นี้ ยังไม่ได้บริหารจัดการตัวเองกับรายได้ที่เขามีเพิ่มขึ้น และจังหวัดอื่น จะทำอย่างไร ถ้าประชาชนหรือคนในจังหวัดไม่มีอำนาจที่จะตัดสินใจ หรือเราไม่ให้เงินทุน เราไม่ให้เงินที่เขาจะไปพัฒนา แก้ปัญหาในจังหวัดตัวเอง จังหวัดจะดีขึ้นได้อย่างไร

สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมเข้าใจว่า ครม. ชุดนี้ก็น่าจะเห็นความสำคัญ ของการแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำเหมือนกัน เพราะฉะนั้นผมเลยอยากฝากนโยบาย ภาษีบ้านเกิดเมืองนอนที่จะกระจายอำนาจและกระจายความเจริญได้สู่ทุกท้องที่ ทุกมุม ประเทศของประเทศไทยครับ ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญท่านวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ ครับ

นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคภูมิใจไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ หลังจากที่ผมได้ฟังการแถลงของท่านนายกรัฐมนตรี สิ่งแรกที่ผมอยากจะบอกก็คือ อยากจะขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ที่ท่านได้เห็น ความสำคัญของการศึกษาและได้กรุณาบรรจุนโยบายรัฐบาลในเรื่องของการศึกษา ซึ่งเรามีความต้องการที่ตรงกันครับ ระหว่างรัฐบาลรวมไปถึงผมและเพื่อนสมาชิกพรรคภูมิใจไทย ที่เรากำลังจะเสนอนโยบายการปฏิวัติการศึกษา ผมเชื่อว่าพี่น้องสมาชิกที่นั่งอยู่ในห้องนี้ ทุกท่านยอมรับครับ แล้วก็รับทราบดีว่า วันนี้ระบบการศึกษาไทยมีปัญหา พอมาดูปัญหา มีอะไรบ้าง ปัญหามันจะโดนแบ่งออกเป็น ๕ กลุ่มหลักใหญ่ ๆ ๑. ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง การศึกษา เด็กบางคนยากจนครับ บางคนอยู่ห่างไกล เข้าถึงการศึกษาได้ยาก ๒. ครูไม่ตรงสาย อันนี้โดยเฉพาะในโรงเรียนขนาดเล็ก มีปัญหาเรื่องนี้เยอะมาก ๓. หลักสูตรที่เน้นการท่องจำ อันนี้เป็นสิ่งที่น้อง ๆ นักเรียนได้สะท้อนให้ผมฟัง และสิ่งที่จะมายืนยันความเห็นนั้นก็คือ ผลทดสอบของ PISA PISA ได้ทดสอบการอ่านและวิเคราะห์จาก ๘๑ ประเทศ ประเทศไทย อยู่ลำดับที่ ๕๘ ครับ ๔. หลักสูตรที่มีไม่ตรงกับสิ่งที่ตลาดแรงงานต้องการ และไม่เท่าทัน ตามโลก ข้อสุดท้าย ๕. ค่าใช้จ่ายในการเรียนสูง แน่นอนครับ วันนี้พวกเราบอกว่ารัฐบาล ได้อุดหนุนเงินเพื่อที่จะสนับสนุนการศึกษา แต่มันเป็นค่าใช้จ่ายทางตรง เช่น ค่าเทอม ค่าหนังสือ ค่าชุดนักเรียน แต่ในความเป็นจริงแล้วเราจะไปโรงเรียนในแต่ละวัน มันยังมี ค่าใช้จ่ายอย่างอื่นแฝง ไม่ว่าจะเป็นค่าเดินทาง เด็กบางคนเดินทางไปกลับโรงเรียนวันหนึ่ง เสียเงินเป็นร้อยนะครับ และนี่มันคือสภาพความเป็นจริง นอกจากนั้นมีค่าอะไรบ้าง ค่าอุปกรณ์ คุณครูบอกว่าพรุ่งนี้มีกิจกรรมให้นักเรียนเตรียมนั่นมา เตรียมนี่มา สำหรับ เด็กบางคนท่านประธานครับ อย่าเพิ่งไปพูดถึงค่าอุปกรณ์กับเขาเลย แม้แต่เงินที่จะเอามา ซื้อข้าวกินพรุ่งนี้ตอนเที่ยง วันนี้ยังหาไม่ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ก็เป็นปัญหาหลักสำคัญ ด้วยเช่นกัน จากปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้ที่ผมได้กล่าวไปนะครับ มันก็เลยเกิดคำถาม เกิดคำถาม ในหัวขึ้นว่า มันถึงเวลาแล้วหรือยังที่เราจะทำให้การศึกษาในประเทศไทยเป็นของนักเรียน ทุกคน ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะมีข้อจำกัดด้านใดก็ตาม จะมีฐานะอย่างไร หรือจะอยู่ห่างไกลแค่ไหน พวกเราเองได้คุยกันครับ และได้ร่างกฎหมายขึ้นมา ๑ ฉบับ มีชื่อว่า พ.ร.บ. การศึกษา เท่าเทียม พูดแต่ชื่อหลายท่านอาจจะยังไม่รู้จัก อาจจะไม่เข้าใจ เพราะว่ามันเป็นคำใหม่ ท่านประธานครับ พ.ร.บ. การศึกษาเท่าเทียมจะประกอบไปด้วย ๓ กลไกหลัก ๑. ดิจิทัล แพลตฟอร์ม ๒. เครดิตแบงก์ ๓. Portfolio App ดิจิทัล แพลตฟอร์ม คืออะไรครับ พูดง่าย ๆ ก็คือเปรียบเสมือนกับห้องเรียนพร้อมกับครูผู้สอนไว้ให้สำหรับนักเรียนที่สามารถจะเรียนได้ ในทุกที่ ทุกเวลา ผ่านแพลตฟอร์ม ออนไลน์ซึ่งก็สอดคล้องกับนโยบายของท่านรัฐมนตรี อยู่แล้ว ที่จะสนับสนุนให้เด็กนักเรียนมี Tablet ใช้ทุกคน ในห้องเรียนห้องนี้ท่านประธานครับ มันจะประกอบไปด้วยวิชาองค์ความรู้ ไม่ว่าจะเป็นวิชาพื้นฐาน หลักสูตรของสถาบันกวดวิชา ที่พวกเราต้องเสียเงินหลาย ๆ พันบาทให้ลูกให้หลานเราไปเรียน หรือหลักสูตรเฉพาะ ที่ต้องไปลง Course ไปเสียเงินแพง ๆ ไปเรียน อย่างการพัฒนาเอไอหลักสูตร Live Streaming การเขียน Application หรือแม้กระทั่งหลักสูตรการลงทุน ดิจิทัล แพลตฟอร์มจะเป็นตัวที่จะเข้ามาแก้ปัญหาในเรื่องของการเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง การศึกษาได้ เราจะได้เห็นภาพเด็กบางคนที่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะไปโรงเรียน ได้เรียน หลักสูตรที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เป็นผู้สอน ได้เรียนหลักสูตรที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นผู้สอน น้อง ๆ ที่มีศักยภาพจะสามารถหลุดออกมาจากกรอบการศึกษาเดิม ๆ ได้ ใครจะไปรู้ครับ สักวันหนึ่งเราอาจจะเห็นน้อง ๆ เหล่านั้นสามารถเขียน Application แล้วขายสร้างรายได้ให้ตัวเองได้ ใครจะไปรู้ว่าสักวันหนึ่งเราอาจจะเห็นน้อง ๆ เหล่านั้น โตขึ้นมาแล้วเป็นนักลงทุนที่มีคุณภาพได้ จากการเรียนในห้องเรียนห้องนี้ และสิ่งที่น่าสนใจ ยิ่งไปกว่านั้นท่านประธานที่เคารพ คือเรื่องของการสร้างหลักสูตร Skill Certificate คืออะไรครับ เป็นหลักสูตรที่เขียนขึ้นมาเพื่อรับรองความรู้เฉพาะด้าน เราอาจจะไปเชื่อมกับบริษัทเอกชน ก็ได้ในวันนี้ บริษัทเอกชนต้องการคนที่มีความรู้แบบใดเอามาเขียนหลักสูตรแล้วเอามา Join กัน คนที่เข้าไปเรียนสิ่งที่เขาจะได้รับคืออะไรนอกจากความรู้แล้ว เขาจะได้รับการพิจารณา เป็นพิเศษจากบริษัทเหล่านั้น เพราะถือว่าเป็นผู้ที่มีความรู้อย่างที่บริษัทต้องการ

ท่านประธานครับ ข้อที่ ๒ ก็คือเรื่องของเครดิตแบงก์ อันนี้ตรงตัวเลยครับ ท่านประธาน ธนาคารหน่วยกิต วิชาต่าง ๆ ที่น้อง ๆ เขาได้เรียนมานี่ผ่านแพลตฟอร์มที่ผม ได้กล่าวถึงข้างต้นนี้นะครับ ผ่านการวัดผลแล้วก็จะถูกส่งมาเก็บไว้ที่เครดิตแบงก์ ว่าเราเรียน อะไรมาบ้าง เราได้เก็บสะสมอะไรมาบ้าง และวิธีการวัดผลเองวันนี้ผมก็อยากจะบอกเช่นกันว่า มันควรจะเปลี่ยนได้แล้ว แทนที่จะใช้หลักเกณฑ์คะแนนมาเปลี่ยน มันควรจะเปลี่ยนหลักเกณฑ์ ได้แล้วครับ ภาพที่เราเห็นวันนี้คือเด็กอายุ ๘ ปี ๙ ปี เรียนเสร็จจากโรงเรียน ๔ โมงเย็น ๕ โมงเย็น ต้องไปเรียนหนังสือ เรียนพิเศษต่อถึง ๓ ทุ่ม ผมถามว่านั่นคือภาพที่พวกเรา อยากจะเห็นลูกหลานพวกเราเป็นอย่างนั้นจริง ๆ หรือ ผมเองก็มีลูกชายครับท่านประธาน ผมคนหนึ่งละที่ไม่อยากเห็นลูกผมอยู่ในสภาพแบบนั้น ผมอยากเห็นลูกผมได้เรียนรู้สิ่งที่เขา อยากจะเรียน อยากให้เขาใช้ชีวิตในวัยเด็กอย่างสนุกสนาน ได้มีประสบการณ์อย่างที่ควรจะมี ไม่ใช่ไปเรียนพิเศษ ท่านประธานครับ นอกจากนั้นเครดิตแบงก์ยังมีหน้าที่ในการเทียบโอน ยกตัวอย่างเช่น ถ้ามีน้องคนหนึ่งที่เข้าไปเรียนมหาวิทยาลัย เรียนไปแล้วครึ่งปี ๑ ปี รู้สึกว่า สิ่งที่เรียนมันไม่ใช่ อยากที่จะเปลี่ยน โดยปกติแล้วเขาก็ต้องมาสอบใหม่เสียเวลาเรียนเพิ่ม ไปอีก ๑ ปี แต่เครดิตแบงก์จะเป็นตัวดูครับว่าอันไหนที่เรียนมาแล้วหรือสามารถเทียบโอนกันได้ ไม่ต้องไปเรียนซ้ำครับ เพราะฉะนั้นน้อง ๆ เหล่านี้จะประหยัดเวลาเรียนไปอีก ๑ ปี เวลา ๑ ปีนี้ อาจจะดูน้อยนะครับสำหรับใครบางคน แต่สำหรับคนที่มีต้นทุนชีวิตน้อยกว่าคนอื่นเขา ถือว่าเป็นเวลาที่มีคุณค่ามหาศาลมาก

ท่านประธานครับ ข้อที่ ๓ ก็คือ Portfolio App เมื่อเราเรียนเก็บเครดิต ครบตามหลักสูตรที่กำหนดไว้แล้วนี้นะครับ ก็จะโดนโยนมาเก็บไว้ มาบรรจุไว้ที่นี่ ซึ่งเปรียบเสมือนกับกล่องที่เอาไว้บรรจุความสำเร็จของทุกคน ท่านเชื่อไหมครับว่า วันนี้เวลา เราจะไปเรียนต่อ จะไปสมัครงาน จะไปยื่นอะไรก็แล้วแต่ หลายคนที่จะต้องไปจ้างบริษัท ให้ทำ Portfolio ออกมา แล้วค่าทำก็ไม่ใช่ถูก ๆ นะครับ ๔,๐๐๐-๕,๐๐๐ บาท บางเจ้า ดี ๆ หน่อย หรูหราหน่อย เป็นหมื่น เพื่อให้ Portfolio ของตัวเองออกมาดูดี ดูเด่น แต่ถ้ามี Portfolio App ตัวนี้ทุกอย่างจบ บาทเดียวก็ไม่ต้องเสีย นอกจากนั้นมันยังทำหน้าที่ เป็นผู้ช่วยในการวิเคราะห์ข้อมูลให้เราด้วย ว่าถ้าเราอยากจะจบหลักสูตรนี้วิชาอะไรบ้าง ที่เราต้องเรียน ถ้าเราอยากจะทำงานแบบนี้เราควรจะจบหลักสูตรอะไร หรือแม้แต่ข้อมูล ความต้องการของตลาดแรงงานในปัจจุบันและอนาคตก็จะส่งมาให้เรา น้อง ๆ เองก็จะได้ วางแผนชีวิตการเรียนของตัวเองถูก และไม่ใช่ว่าเราจะใช้เฉพาะในการเรียนอย่างเดียวเท่านั้น ต่อไปพอเวลาเราสมัครงาน ง่าย ๆ ก็แค่ดาวน์โหลดข้อมูลจาก Application ตัวนี้ส่งให้เขา ทุกอย่างจบครับ ทีเดียวจบ เขารู้หมดว่าเราเรียนอะไร จบอะไร มี Skill Certificate ด้านไหน มาบ้าง ใช้ได้ตลอดชีวิต

นี่คือ ๓ กลไกหลักในการปฏิวัติการศึกษาที่พรรคภูมิใจไทยกำลังจะนำเสนอ ท่านจะเห็นว่า พ.ร.บ. ฉบับนี้คือทางออกที่จะเข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นกับระบบ การศึกษาไทย ท่านประธานครับ ลดต้นทุน ลดข้อจำกัด แก้ปัญหาบุคลากร เรียนในสิ่งที่ น้องเขาอยากจะเรียน และที่สำคัญที่สุดก็คือเรียนจบแล้วได้ทำงานในงานที่ตัวเองอยากจะทำ ท่านประธานครับ หลายคนอาจจะสงสัยมีคำถามว่า ถ้าเราจะทำระบบนี้ขึ้นมานี้จะเอางบประมาณ จากไหน จริง ๆ แล้วมันไม่ใช้ไม่เยอะหรอกครับงบประมาณ แต่ถ้าเกิดมันไม่พอ เมื่อเช้า ท่านกรวีร์ก็พูดไปแล้วว่าในการเอาธุรกิจใต้ดินขึ้นมาบนดิน เราเก็บ Sin Tax เอาตรงนั้นละครับ มาบำรุงการศึกษา เอาตรงนั้นมาละครับ มาอุดหนุนการศึกษา และที่สำคัญที่สุดคืออะไร รู้ไหมครับ สิ่งที่ต้องคำนวณมากกว่าต้นทุนของภาครัฐคือต้นทุนของครอบครัว ต้นทุนของ พี่น้องประชาชนชาวไทย ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกันแล้วนี้มันมากกว่าต้นทุนของภาครัฐ อย่างมหาศาล วันนี้สิ่งที่รัฐจัดสรรมาให้ว่าเรียนฟรีนี้มันฟรีไม่จริง เพราะฉะนั้นคนที่เป็น ผู้ปกครองต้องดิ้นรนทุกอย่างที่จะให้ลูกหลานตัวเองได้เรียนในสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าไม่มี ก็ต้อง ไปหยิบยืม ไปกู้หนี้ยืมสินมา และข้อมูลทางสถิติก็บอกชัดเจนว่าหนี้ครัวเรือนของประเทศไทย ๔๐ เปอร์เซ็นต์มันมาจากการศึกษา และนี่ก็คือเหตุผลสำคัญที่สุดว่าทำไมวันนี้พรรคภูมิใจไทย จำเป็นต้องปฏิวัติการศึกษา ท่านประธานที่เคารพครับ ในสิ่งที่ผมได้เสนอไปนั้น ผมไม่ได้ หมายความว่าเราจะต้องเปลี่ยนระบบการศึกษาทั้งหมดแล้วเปลี่ยนมาใช้สิ่งที่ผมได้พูดถึง ในมุมที่บางคนที่คิดว่าระบบเดิมดีอยู่แล้ว ใช้ระบบเดิมควบคู่กันไปได้เลยครับ แต่ผมเชื่อมั่น เป็นอย่างยิ่งว่า พ.ร.บ. การศึกษาเท่าเทียมนี้จะเป็นเครื่องมือที่จะมาปิดช่องโหว่ปัญหา ของการศึกษาไทย และทำให้ระบบการศึกษาไทยสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่พวกเราทำวันนี้ ผมไม่ได้มองว่ามันเป็นแค่เรื่องของการแก้ปัญหาระบบการศึกษานะครับ แต่มันเป็นการมอบโอกาสให้เด็กทุกคนสามารถสร้างชีวิตและเติบโตได้อย่างเท่าเทียมกัน และถ้าเกิดว่าเราทำเรื่องนี้ได้สำเร็จจริง ๆ ท่านประธานพลิกไปหน้าสุดท้ายครับ นโยบาย บรรทัดสุดท้ายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงไป ท่านบอกไว้ว่าจะสร้างความหวังและอนาคต ที่ดีให้กับประเทศไทย จากวันนี้ไปถึงอนาคต ถ้าเราทำเรื่องนี้สำเร็จ ประโยคนี้เป็นจริงแน่ครับ ขอบพระคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปขอเชิญท่าน พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์ ครับ

พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์ สมาชิกวุฒิสภา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ผม พลตำรวจโท วันไชย เอกพรพิชญ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีนั่งอยู่ตรงนี้นะครับ ท่านประธานวันนี้ผมขอเรียกร้องเรื่องเร่งด่วนต่อรัฐบาล เนื่องจากว่าตามที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันนี้ ในหัวข้อที่ ๓ บอกว่ารัฐบาลจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อขยายโอกาส ในหัวข้อที่ ๓.๒ ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าลงทุนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านคมนาคมขนาดใหญ่ Megaproject อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ทางราง ทางน้ำ ทางบก ทางอากาศ อย่างไร้รอยต่อ ส่งเสริมให้เกิดความปลอดภัยทางถนน ท่านประธานครับ ท่านมาแตะนิดหนึ่งครับ ความปลอดภัยทางถนน วันนี้ครับท่านประธาน ขณะที่ผมพูดนี้ ผมรอมาตั้งแต่ตอนเช้า คนตาย ๓ คน ตอนนี้คนตายไป ๑๗ คนแล้วท่านประธาน ทุก ๆ ชั่วโมง คนเสียชีวิต ๒ คน นี่คือมาตรฐานของความปลอดภัยทางถนนของโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศไทย ท่านประธานครับ วันนี้ปี ๒๕๖๗ มีคนตายสะสมไปแล้ว ๙,๗๓๑ คน บาดเจ็บ ๕๘๘,๓๙๙ คน ขณะที่ผมพูดอยู่ตายไป ๑๗ คน และหลังจากนี้ท่านดูไปนะครับ เราต้องตายวันหนึ่ง ๔๒-๕๐ คน เมื่อวานตายไป ๔๒ คน บาดเจ็บ ๒,๒๒๖ คน วันนี้บาดเจ็บ ๑,๕๖๘ คน รอบ ๑๐ ปีท่านประธาน ตายมา ๒๐๐,๐๐๐ คน คนที่ตายก็เป็นเด็กเยาวชน วัยทำงาน มอเตอร์ไซค์ ผู้มีรายได้น้อย ท่านประธานทราบไหมครับว่าเราสูญเสียทางเศรษฐกิจไปปีหนึ่ง ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๖ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี นี่คือประเทศไทย ปัญหาของประเทศไทยดังไปทั่วโลก อุบัติเหตุไทย ดังไปทั่วโลก ทำไมรู้ไหมครับท่านประธาน ส่งเสริมการท่องเที่ยวนี่ดีแล้วการท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวมาตายบนถนนในประเทศไทยปีหนึ่งนับร้อย คนดี ๆ ดัง ๆ กระทั่งนักกีฬา ที่มีชื่อเสียงก็มาเสียชีวิตที่ประเทศไทยนี้ครับ ประเทศญี่ปุ่นมีข่าวพาดหัวว่า เด็กนักเรียน มัธยมไทยขี่มอเตอร์ไซค์หากใส่ชุดนักเรียนแม้ไม่มีใบขับขี่ก็ได้ ท่านประธาน เราทำอะไรกันอยู่ ท่านประธานลองไปดูอย่างนี้นะครับ ผมขอสไลด์นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เรามีแผนแม่บท ความปลอดภัยทางถนน ฉบับที่ ๕ ของประเทศนะครับ เราเขียนแผนสวยมากว่าเราจะลด การตาย ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่ให้สัญญาไว้กับสหประชาชาติ ท่านดูนะครับ เรามีเป้าลดอุบัติเหตุ ผู้เสียชีวิตทางถนนในปี ๒๕๗๐ ซึ่งเราเหลืออีก ๔ ปี ให้เหลือ ๘,๔๗๔ คน นี่คือเป้าลด ตามแผน ๕ ท่านประธานดูนะครับ ท่านดูกราฟปี ๒๕๖๖ นะครับ วันนี้เราเสียชีวิตไปแล้ว ๑๗,๔๙๘ คน เป้าที่เราตั้งไว้ก็คือ ๑๓,๘๒๑ คน เกือบ ๔,๐๐๐ คน ในปี ๒๕๖๖ เรายังคุม ไม่ได้เลยท่านประธาน เรายังมียอดเสียชีวิตถึง ๒ เท่า ทำไมรู้ไหมครับท่านประธาน ที่มันล้มเหลวเพราะว่า ๒ เรื่องครับ เรื่องของนโยบายของรัฐบาลนี่ละครับ กับเรื่องของ ผู้ไปปฏิบัติของหน่วยราชการต่าง ๆ ของประเทศไทย ถามว่าทำไมเป็นอย่างนี้ ท่านประธานครับ มีอยู่อันหนึ่งผมพูดให้ฟังเลย ขาดความมุ่งมั่นของรัฐบาล กว่า ๑๐ ปีนายกรัฐมนตรีไม่เคย เข้าร่วมนั่งหัวโต๊ะประชุมเรื่องความปลอดภัยทางถนน ไม่มี ถนนส่วนใหญ่ไม่ผ่านมาตรฐาน ๓ ดาว ๖๐-๘๐ เปอร์เซ็นต์ ถนนในประเทศไทยมีความปลอดภัยเพียง ๑ ดาว หรือ ๒ ดาว ซึ่งรัฐบาลไทยก็สัญญาไว้กับสหประชาชาติว่าเราจะทำให้ถนนปลอดภัยมากกว่า ๓ ดาว ถ้าถนนเรามีความปลอดภัยมากกว่า ๓ ดาวท่านประธาน เราจะคืนชีวิตให้กับพี่น้อง ประชาชนได้ ๗,๕๐๐ คน หมายความว่าที่จริงแล้วรัฐบาลให้สัญญาว่าจะทำถนน ๓ ดาว ให้ครบ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ในทุกสายในปี ๒๕๗๓ วันนี้ไม่มี ไปดูสายใต้สิครับ ผมไม่ทราบว่า จะกลับรถกันอย่างไร ท่านไปดูนะครับ คนไทยจะปลอดภัยได้หากรัฐบาลทำจริง ๔ เรื่องนี้ เรื่องที่ ๑ ก็คือว่าต้องแสดงความมุ่งมั่น จริงจัง ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารต้องนั่งหัวโต๊ะ ขับเคลื่อนในการประชุม ครม. ต้องมีวาระเรื่องของความปลอดภัยทางถนน ต้องตั้ง งบประมาณ ๑๕,๐๐๐ ล้านบาท สำหรับยกถนนให้เป็นมาตรฐาน ๓ ดาว ธนาคารโลก บอกว่าคุณจะลงทุนแค่นี้คุณได้ถึง ๓๔ เท่า หมายความว่าลงทุน ๑ บาท ได้มา ๓๔ บาท นั่นคือหมายความว่าถนนจะปลอดภัย คนเสียชีวิตก็จะลดน้อยลงในปี ๒๕๗๐ นี้เราก็จะลด การตายได้ ท่านประธานครับ เรื่องความปลอดภัยอย่าปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกรมป้องกัน และบรรเทาสาธารณภัยรับผิดชอบอยู่หน่วยเดียว เขาไม่อยู่หรอกครับ แล้วคนก็เสียชีวิต อยู่แบบนี้ เรื่องที่ ๓ ขอให้จริงจังในเรื่องของความเร็ว เรื่องเมาไม่ขับ เรื่องหมวกนิรภัย ท่านจะต้องผลักดันบูรณาการความเสี่ยงหลักแบบนี้ ไม่ว่าเด็ก วัยแรงงานหรือเยาวชนเสียชีวิต ตรงนี้เยอะ เรื่องที่ ๔ ระบบขนส่งสาธารณะ จะต้องจัดรถนักเรียนให้เข้าถึง ให้มีเครือข่าย เรื่องสุดท้ายก็คือต้องหนุนกลไกด่านหน้า สร้างความเข้มแข็งบูรณาการใน ๓ เรื่อง ก็คือ ๑. Engineering วิศวกรรม ออกแบบ เรื่องที่ ๒ เรื่อง Education เรื่องการศึกษา รายละเอียด มีเยอะ ผมก็ไม่ลงรายละเอียด เรื่องที่ ๓ ก็คือเรื่องของ Law Enforcement การบังคับใช้ กฎหมายอย่างต่อเนื่อง ตรงนี้นะครับผมพูดเลย หลังจาก ๖ โมงเย็นไปแล้ว หลังจากเที่ยงคืน ไปแล้ว ไม่มีตำรวจคนไหนมายืนบังคับใช้กฎหมายหรอกครับ ท่านต้องใช้ซีซีทีวี ต้องใช้ เทคโนโลยีเข้ามาช่วย ท่านประธานครับ ผมพูดมาตรงนี้ทั้งหมดขอเรียนท่านประธานว่า ขอเรียกร้องนะครับว่า ขอให้ท่านจริงจังกับนโยบายที่เขียนไว้แล้วก็ให้ลงมือทำทันที ก็ฝากถึง รัฐบาลแพทองธารและคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปขอเชิญท่านสุทนต์ กล้าการขาย ครับ

นายสุทนต์ กล้าการขาย สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม สุทนต์ กล้าการขาย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากจังหวัดอุทัยธานี วันนี้ ผมมี ๒ เรื่องที่จะกราบเรียนถึงท่านนายกรัฐมนตรีผ่านท่านประธานรัฐสภา เรื่องภาพลักษณ์ คอร์รัปชันไทยในปี ๒๕๖๖ ที่ได้คะแนนต่ำกว่า ๕๐ ซึ่งสะท้อนเรื่องคอร์รัปชันยังเป็นเรื่องปกติ ในสังคมไทยอยู่นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

โดยเมื่อต้นปี ๒๕๖๗ องค์กร เพื่อความโปร่งใสนานาชาติ ได้เผยแพร่ผลการสำรวจดัชนีการรับรู้การทุจริตหรือ Corruption Perceptions Index หรือว่า CPI ประจำปี ๒๕๖๖ โดยจากจำนวนประเทศ ๑๘๐ ประเทศ ทั่วโลก ประเทศไทยได้แค่ ๓๕ คะแนนเองนะครับ จัดอยู่ในอันดับที่ ๑๐๘ ของโลกและอยู่ใน อันดับ ๔ ของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนไทยยังคงติดกับปัญหาการจ่ายเงินสินบนให้กับ เจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อแลกกับการได้รับการอนุมัติ อนุญาต การอำนวยความสะดวก ในการประกอบธุรกิจ หรือการเพิ่มโอกาสและความได้เปรียบในการแข่งขัน ประกอบกับ ยังคงปรากฏกรณีที่เป็นข่าวเกี่ยวกับการทุจริต ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาประโยชน์ ส่วนตัวของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และผู้บริหารหน่วยงานของรัฐไร้ธรรมาภิบาลอยู่เป็นระยะ ๆ ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อภาพลักษณ์ของประเทศอย่างมีนัยสำคัญ แม้ที่ผ่านมาภาครัฐ จะมีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมาย นำระบบเทคโนโลยีมาใช้ การพัฒนาการดำเนินงาน โดยเฉพาะในเรื่องการอนุมัติ อนุญาตกฎ แต่ก็ยังไม่สามารถที่จะส่งผลเท่าที่ควรได้ รวมถึง การขาดความเชื่อมั่นในกระบวนการตรวจสอบและการลงโทษเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ล่าช้า อีกทั้งยังขาดการประชาสัมพันธ์ที่จริงจังของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาการทุจริตอย่างเป็น รูปธรรม นักการเมืองและข้าราชการบางกลุ่มที่มีอำนาจยังคงกระทำการทุจริตที่แข็งกร้าว แล้วก็เหิมเกริม เช่น การติดสินบน การใช้อำนาจโดยมิชอบทั้งทางตรงและทางอ้อม พิสูจน์ได้ว่าในทุกที่ที่มีการคอร์รัปชันเป็นเรื่องปกติ คนรวยและผู้มีอำนาจยึดครอง ระบบยุติธรรมทั้งหมด ในขณะที่มีผู้มีความเปราะบางจะถูกจำกัดการเข้าถึงความยุติธรรม และต้องแลกด้วยความสูญเสียผลประโยชน์เสมอ ดังนั้นขอให้นายกรัฐมนตรีได้ประกาศ ให้การปราบปรามการทุจริตเป็นวาระแห่งชาติ โดยเน้นว่าการแก้ไขปัญหาต้องเริ่มจาก จิตสำนึกของแต่ละคน แต่ละครอบครัว โรงเรียน ชุมชน สังคม และประเทศชาติ การมีค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริต ส่งเสริมคุณธรรม ศีลธรรม จริยธรรมและธรรมาภิบาล ยกระดับการต่อต้านการทุจริตของประเทศไทยให้อยู่ในระดับมาตรฐานสากลและ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี และความเชื่อมั่นศรัทธาในการบริหารราชการแผ่นดิน

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ เรื่องที่ ๒ ผลกระทบจากการทุจริตคอร์รัปชัน ขอให้รัฐบาลเร่งรัดการจัดระเบียบทุนจีน กรณีสินค้าจีนบุกไทยเป็นหนึ่งใน Talk of the Town ในสังคมไทยขณะนี้ แม้อีกด้านหนึ่งผู้บริโภคจะได้รับผลประโยชน์จากสินค้าราคาต่ำ แต่อีกด้านหนึ่งภาคการผลิตอุตสาหกรรมของไทยกำลังได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง รัฐบาลจะต้องเร่งลงมาควบคุมกลุ่มคนระดับกลางไปถึงรากฐาน รวมถึงกลุ่มธุรกิจไทย ขนาดกลาง หรือ SMEs เพราะมีสิ่งที่น่ากังวลมากเมื่อกลุ่มธุรกิจจีนรุกเข้ามาในไทย ทั้งในรูปแบบของการเข้ามาลงทุนและค้าขายผ่านแพลตฟอร์ม ออนไลน์ ถ้าไม่มีการบริหาร จัดการที่ดีจะเกิดผลกระทบได้ทั้งด้านบวกและด้านลบ เปรียบเสมือนเหรียญมี ๒ ด้าน ต้องบริหารจัดการให้พอดี ๆ พวกเราไปกีดกันมากก็ไม่ได้ ดังนั้นรัฐบาลไทยและจีนจะต้อง ร่วมมือกัน อย่าให้เกิดกระแสบานปลายไปสู่ความขัดแย้ง ต้องดูแลไปสู่ความเข้าใจอันดี อย่าให้กลายเป็นเรื่องเกลียดชังและให้เป็นวาระเร่งด่วน เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวโยงกับ ปากท้องประชาชนและ SMEs จำนวนมาก ก็ขออนุญาตกราบเรียนผ่านท่านประธาน หวังว่ารัฐบาล จะนำไปปฏิบัติอย่างเร่งด่วน ขอบพระคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปขอเชิญท่านเทวฤทธิ์ มณีฉาย ครับ

นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา 🔗

เรียนท่านประธาน ผม เทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีประเด็นที่จะอภิปรายนะครับ เนื่องด้วย เวลาอันจำกัดนะครับ ผมขออนุญาตพูดประเด็นเดียวนะครับท่านประธาน ประเด็นที่ผม จะอภิปรายอยู่ในนโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารพูดไว้เมื่อเช้านี้นะครับ ในเรื่องของ รัฐบาลจะจัดทำโดยเร็ว สิ่งที่ผมจะพูดถึงไม่ใช่นโยบายอะไรนะครับ เป็นนโยบายเรื่องของ การเร่งจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็ว โดยเร็ว ในที่นี้นะครับท่านประธาน ไปอยู่นโยบายระดับระยะกลางและระยะยาว ผมต้องเรียน อย่างนี้นะครับว่า นโยบายนี้ไม่ใช่นโยบายใหม่เลยนะครับ เป็นนโยบายที่เป็นนโยบาย ของรัฐบาลที่เรียกว่าต้องสืบเนื่อง เป็นนโยบายที่สืบเนื่องกัน คือรัฐบาลเศรษฐา ก็แถลงไป เมื่อปีที่แล้วนี้เองนะครับ แต่นโยบายนี้ในรัฐบาลเศรษฐานั้นเป็นนโยบายเร่งด่วน ในขณะที่ นโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลเศรษฐาจนป่านนี้แล้วผมยังไม่เห็นความคืบหน้าของการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสียเลยก็เลยตั้งคำถามว่า ในเมื่อรัฐบาลแพทองธารระบุไว้ว่ารัฐบาล จะเร่งจัดทำอย่างเร็ว อย่างเร็วในทีนี้จะจัดทำกี่โมง และจะจัดทำแบบใดนะครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น ผมไม่ได้พูดไปไกลอื่นเลยนะครับ ในการวิเคราะห์ปัญหาของสภาพสังคม ปัญหาของ สภาพเศรษฐกิจในนโยบายของรัฐบาลแพทองธารท่านก็พูดเองนะครับว่า ด้วยภาวะที่เกิดขึ้น เผชิญหน้ากับเสถียรภาพ ปัญหาของเสถียรภาพทางการเมืองของรัฐบาลเป็นอย่างต่อเนื่อง ยาวนาน ตั้งแต่เป็นผลพวงมาจากการรัฐประหารหรือความขัดแย้งแบ่งขั้ว และที่สำคัญที่สุด รวมถึงการถอดถอนรัฐบาลออกจากอำนาจในแบบที่คาดเดาไม่ได้ แน่นอนนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันนำมาซึ่งการที่เราต้องมานั่งประชุมกันวันนี้ เพราะว่านายกรัฐมนตรีเศรษฐา ต้องถูกถอดถอนในแบบที่คาดเดาไม่ได้ เรียกว่าหักปากกาเซียนกันทุกคน คาดการณ์ไม่ได้ สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้หมายความว่าผมจะไม่สนับสนุนให้นายกรัฐมนตรีหรือผู้ดำรงตำแหน่ง ทางการเมืองมีจริยธรรมทางการเมือง ผมสนับสนุนเต็มที่ แต่ปัญหาสำคัญเลยครับ ท่านประธาน ใครคือคนที่จะกำหนดจริยธรรมทางการเมืองที่ถูกเอามากำหนด ที่ถูกเอามา วินิจฉัยนายกรัฐมนตรีเศรษฐา คือประมวลจริยธรรมที่ตั้งโดยองค์กรอิสระและตุลาการ ศาลรัฐธรรมนูญ ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ แต่คนตั้งเองก็เป็นคนวินิจฉัยเองนะครับ ขนาดวุฒิสภาของเรา รัฐสภาของเราเวลาวินิจฉัย เรายังไม่ได้วินิจฉัยเองครับ เรายังแบ่งแยก อำนาจให้ตุลาการเขาวินิจฉัย แต่อันนี้สิ่งที่เกิดขึ้นคือการให้องค์กรตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัย ปัญหาที่เกิดขึ้นคืออะไรครับท่านประธาน มันสะท้อนกลับมาในห้วงเวลา เกือบ ๑ เดือนที่ผ่านมานะครับ การจัดตั้งรัฐบาลแทนที่จะดูว่านายกรัฐมนตรีคนนั้น ตรงตามความต้องการของประชาชนหรือไม่ นายกรัฐมนตรีคนนั้นนโยบายเหล่านั้น ตรงตามความต้องการของประชาชนที่หาเสียงไว้หรือเปล่า ก็มาดูหน้าว่าจะมีนักร้องมาหรือเปล่า ก็มาดูหน้าว่าจะผ่านตุลาการศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่ นี่คือปัญหาที่เกิดขึ้น สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไร ประชาชนหายไปจากสมการในการจัดตั้งรัฐบาลเลยครับ นอกจากนั้นย้อนกลับไปอีก ๑ สัปดาห์นะครับ การยุบพรรคการเมืองที่เป็นพรรคแกนนำของฝ่ายค้าน เป็นพรรค ที่ได้รับเลือกมาเป็นอันดับ ๑

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ผมไม่ได้บอกว่าผมต้องการ จะปกป้องพรรคการเมืองหรือนักการเมืองอะไรนะครับ แต่พรรคการเมืองหรือนักการเมืองหล่านั้น เขามีคนอยู่เบื้องหลังครับท่านประธาน เขามีคนอยู่เบื้องหลัง เขามีคนที่สนับสนุน เขามีสมาชิกพรรค มาตรการในการยุบพรรค นี่คือปัญหาหรือไม่นะครับ แทนที่จะลงโทษ หรือว่าวิธีการจัดการไปในทางอื่น และต้องไม่ลืมครับท่านประธาน การหาเสียง การแก้กฎหมาย ของพรรคการเมืองและอยู่ในกระบวนการหาเสียงนั้น เป็นการสร้างการมีส่วนร่วมในระบอบ ประชาธิปไตยอย่างชัดเจน เหล่านี้ผมถึงได้สะท้อนให้เห็นว่าประชาชนหายไปจากสมการ ประชาชนหายไม่ได้เพิ่งหายไปมากระทั่งตอนนี้หรือเดือนที่ผ่านมา ประชาชนหายไป ปีกว่าแล้วนะครับ ขออนุญาตเมื่อสักครู่เห็นสไลด์แว๊บ ๆ นะครับ เปิดสไลด์ให้ดูหน่อยครับ นี่คือภาพสะท้อนนะครับ ขออนุญาตเอาบัญชีรายชื่อ ถ้าย้อนกลับไปผลการเลือกตั้งวันที่ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ ผมเห็นสมการ ผมเห็นภาพบัญชีรายชื่อเหล่านี้ ผมเห็นความฝัน ผมเห็นความหวังของประชาชนที่เขาต้องการเปลี่ยนขั้ว ย้ายข้าง หรือต้องการรัฐบาลแบบไหน เพราะว่าบัญชีรายชื่อมันบอกมาซึ่ง Candidate นายกรัฐมนตรี มันบอกมาซึ่งรัฐบาล ผมยังนึกจิตนาการไม่ถูกเลยว่าสถานการณ์แบบนี้ที่เกิดขึ้นในปีที่แล้วจะมาเกิดขึ้นในตอนนี้ จะเป็นอย่างไรนะครับ ผมคิดว่าในตอนนั้นจินตนาการไม่ถูก นี่คือปัญหา นี่คือปัญหาของ รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นปัญหาเร่งด่วน ผมก็เลยมีคำถามไปยังรัฐบาลว่าจะแก้รัฐธรรมนูญกี่โมง และถ้าหากว่าจะแก้ด้วยวิธีการเดิมโดยการลงประชามติ คำถามประชามตินั้นจะเป็นคำถาม ที่เอาหลายเรื่องหลายประเด็นมายำรวมกัน จะเป็นคำถามเชิงซ้อน จะเป็นคำถามล็อกหรือไม่ ถ้าหากว่าเป็นคำถามเชิงซ้อน เป็นคำถามล็อกนั้นจะแยก เป็นไปได้ไหมที่จะแยก จะมาทบทวนว่าคำถามนั้นจะแยกเป็นคำถามย่อยเพื่อให้ตรงตามความต้องการของประชาชน มากที่สุด และท่านประธานครับ ที่สำคัญที่สุดก็คือจะมีองค์กรที่จะจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ด้วยแบบใด อยากได้ Road Map ของรัฐบาลว่ามีแนวทางอย่างไร และข้อเรียกร้องของ ภาคประชาชนที่เรียกร้อง เขาเรียกร้อง เขาล่ารายชื่อมา ๒๐๐,๐๐๐ กว่ารายชื่อเมื่อปีที่แล้ว เรียกร้องให้มีการจัดทำประชามติเพื่อจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ครับท่านประธาน แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้น คือรัฐบาลก็เพิกเฉย รัฐบาลเศรษฐานะครับ และปัจจุบันนี้เขาก็เพิ่งไปยื่น ข้อเรียกร้องกับรัฐบาลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา คำถามก็คือจะพิจารณาข้อเรียกร้องของเขา หรือไม่นะครับ และในระหว่างนั้นครับท่านประธาน ในระหว่างที่เราไม่รู้ว่ากระบวนการ จะจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนี้จะเกิดขึ้นหรือไม่ หรือจะเกิดขึ้นแบบใด เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะจัดทำแก้โดยสมาชิกรัฐสภานี้ครับ แก้เป็นรายมาตรา แก้เป็นรายประเด็นไปพลางก่อน เป็นแนวทาง เป็นคู่ขนานไปก่อนระหว่างที่รอจัดทำรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณศิริกัญญา ตันสกุล ขอเวลา ๓๐ นาทีครับ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพค่ะ ศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ สำหรับวันนี้นะคะเป็นการอภิปรายแถลงนโยบาย ของรัฐบาลนางสาวแพทองธารนะคะ ในหัวข้อดิฉันอภิปรายเป็นเรื่องเกี่ยวกับนโยบาย เศรษฐกิจ แต่ก็อดไม่ได้ที่จะขอ Check ตรวจการเขียนคำแถลงนโยบายในครั้งนี้

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ซึ่งครั้งนี้ จะเป็นครั้งที่ ๓ ที่ดิฉันจะขอเสนอแนวคิดเรื่องของการที่เราจะทำให้คำแถลงนโยบายนี้ เป็นเหมือนจีพีเอสที่จะคอยบอกเราว่ารัฐบาลกำลังจะพารัฐนาวาแห่งนี้แล่นไปทางไหนนะคะ ไปที่เป้าหมาย จุดมุ่งหมายอยู่ที่ใด แล้วก็ด้วยวิธีการไหน เดินทางไปในเส้นทางไหน เหมือนหรือต่างกับที่เคยสัญญากับผู้ร่วมเดินทางหรือว่า Voter ของพวกเขาไว้อย่างไร และจะเดินทางไปถึงเป้าหมายเมื่อไรค่ะท่านประธาน ก็เลยขอเรียกคำแถลงนโยบายรัฐบาลว่า GPS ย่อมาจาก Government Policy Statement ค่ะท่านประธาน และมันจะยิ่งสำคัญ สำหรับรัฐบาลนี้ค่ะท่านประธาน มันมีความยุ่งยากซับซ้อนสำหรับรัฐบาลใหม่ อย่างรัฐบาล แพทองธารนะคะ อันเนื่องมาจากว่ารัฐบาลนี้เกิดขึ้นจากการที่ต้องมีการผิดคำพูด ผิดสัญญา ไปแล้ว ๑ รอบ ต่อมาเมื่อรัฐบาลก่อนหน้านี้โดยแกนนำของพรรคเพื่อไทยเองก็มีโอกาส ที่จะบริหารประเทศมาแล้ว ๑ ปี ดังนั้นมันมีความผิดหวังเสียใจจากการที่ไม่สามารถ ที่จะส่งมอบนโยบายมาได้แล้ว ๑ รอบ ดิฉันจึงเห็นโอกาสนี้ว่านายกรัฐมนตรีควรใช้การแถลง นโยบายนี้เป็นกลไกที่จะช่วยกู้คืนความเชื่อมั่นและศรัทธาของประชาชนต่อรัฐบาลใหม่นี้ ให้กลับคืนมาค่ะ มันควรจะต้องเป็นสัญญาที่มันหนักแน่นว่า ๓ ปีข้างหน้าท่านจะทำอะไร จะนำพาความก้าวหน้าอะไรมาให้กับประชาชน จะทำอะไร เมื่อไร ด้วยวิธีการอย่างไรค่ะ เพราะคำสัญญาที่เป็นรูปธรรมเท่านั้นถึงจะแสดงถึงความรับผิดรับชอบต่อประชาชน หรือว่า Accountability ค่ะ และประชาชนก็ยังสามารถติดตาม ทวงถาม ตรวจสอบท่านได้ ตลอดเวลาด้วยว่า ตกลงท่านได้ทำตามสัญญาแล้วหรือยัง ๓๐ วันทำอะไรเสร็จบ้าง ๙๐ วัน ทำอะไรเสร็จบ้าง ๑ ปีมีอะไรเสร็จบ้าง ๓ ปีจะมีอะไรสำเร็จบ้าง มันเลยเป็นความสำคัญค่ะ สำหรับดิฉันว่าการแถลงนโยบายนี้มันเป็นเครื่องมือที่สำคัญของระบอบประชาธิปไตย เพื่อที่จะได้ติดตามตรวจสอบการทำงานของรัฐบาลว่า เป็นไปตามที่ได้เคยสัญญาประชาคม กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ค่ะ อันนี้เป็นตัวอย่างที่ดิฉันใช้มาตั้งแต่เมื่อตอนปี ๒๕๖๒ ว่ามันเป็นมาตรฐานสากลค่ะ ประเทศอื่น เขาก็ทำกัน ขออภัยที่บารัก ฮูเซน โอบามา (Barack Hussein Obama) ต้องโดนเบลอหน้าไปนะคะ จริง ๆ พูดได้ ไม่ได้มีการทำให้ต้องเสื่อมเสียอะไรนะคะ เพราะว่าท่านมีการแถลงเมื่อตอนที่ทำ First Weekly Address แล้วก็สามารถที่จะแถลงในระยะเวลาสั้น ๆ ที่จะบอกสัญญาว่า ท่านจะทำอะไร ที่มีกรอบเวลาชัดเจน มีเป้าหมายชัดเจน มีตัวเลขชี้วัดชัดเจนด้วย ตอนนั้น ก็เป็นการอภิปรายเพื่อการแถลงนโยบายของรัฐบาล พลเอก ประยุทธ์ ขออภัยเช่นกัน ที่ท่านโดนเบลอหน้าค่ะ ต่อมาก็จะขอตรวจคำแถลงนโยบายของรัฐบาลแพทองธารค่ะ เราตรวจแล้วก็พบว่าไม่ค่อยต่างอะไรกับของรัฐบาลเศรษฐาเท่าไรนะคะ ยังคงเป็นจีพีเอส ที่ยังคงพาเราหลงทางอยู่เหมือนเดิม เพราะว่ามันจะใช้คำกว้าง ๆ คำลอย ๆ แบบพูดอีก ก็ถูกอีก ฟังแล้วก็ต้องพยักหน้าหงึก ๆ ว่าโอเคก็ใช่ แต่ว่าทำอย่างไร ไม่บอกนะคะ ชอบจะใช้ คำว่า เร่งรัด แต่ก็ไม่ได้บอกว่าจะเสร็จเมื่อไร มีคำกว้าง ๆ อย่างเช่นคำว่า ส่งเสริม ถึง ๓๗ คำ แต่เราไม่รู้เลยว่าวิธีการทำอย่างไร มีการใช้คำว่า ยกระดับ ๑๗ คำ แต่ยกระดับนี้เราไม่รู้ว่า ยกไปแล้วมันจะเพิ่มขึ้นเป็นเท่าไร หรือคำกว้าง ๆ อย่างเช่นคำว่า สนับสนุน ซึ่งเราไม่รู้ว่า จะทำอย่างไร มันขาดความชัดเจนว่าตัวชี้วัดที่มันเป็นตัวเลขที่ประชาชนจะสามารถติดตาม ต่อได้ แต่อย่างไรก็ตามดิฉันก็ให้คะแนนเพิ่มมาจากการอธิบายรายละเอียดนโยบายลงไป ในมาตรการย่อย นโยบายย่อยอะไรต่าง ๆ มีเพิ่มเติมขึ้นมามากกว่าตอนที่มีการแถลง ของคุณเศรษฐาค่ะ

มาตรวจการกำหนดเป้าหมายกันค่ะ การกำหนดเป้าหมายพยายามหาอยู่ เพราะว่าโครงสร้างการเขียนก็ไปอยู่ที่สุดท้าย ก็คือการเพื่อสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม ให้คนไทยมีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี เพื่อนำพาความภาคภูมิใจกลับมาสู่คนไทยและ ประเทศไทย ที่เหลือขอไม่อ่านนะคะ ได้ยินเสียงลอยมาเวลาที่พูดคำนี้ แล้วก็ต้องบอกว่า เป้าหมายมันไม่ชัดเลยค่ะ ชัดที่สุดก็คือว่าถ้ามันชัดเจนคงไม่ต้องมีผู้อภิปรายมาช่วยขยายความ แล้วก็มาอธิบายความหรอกค่ะว่าตกลงมีกิน มีใช้ มันคืออะไร มีเกียรติมันคืออะไร มีศักดิ์ศรี มันคืออะไร แต่ดิฉันก็ยังชอบมากที่มันมีท่อนของคำว่า เพื่อสร้างโอกาสอย่างเท่าเทียม ก็แสดงว่าถึงแม้ว่าคำแถลงนโยบายฉบับนี้ไม่ค่อยได้บรรจุคำว่า เหลื่อมล้ำสักเท่าไร แต่ดิฉัน ก็เห็นว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีบรรจุคำนี้ว่าต้องการที่จะสร้างโอกาสที่เท่าเทียม แสดงว่า ท่านเองก็คงจะมองเห็นประเด็นของความเหลื่อมล้ำด้านโอกาสที่มันก็เป็นผลส่งมาจาก ความเหลื่อมล้ำด้านอื่น ๆ ทั้งด้านรายได้ ทรัพย์สิน การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมนะคะ ดิฉันหวังว่าท่านน่าจะมองเห็นว่ามันคือการเข้าถึงโอกาสการศึกษาดี ๆ มีงานดี ๆ ทำ ก้าวหน้าในอาชีพ ได้เลื่อนตำแหน่งโดยที่ไม่ต้องพึ่งพาเส้นสาย ไม่ว่าเขาจะเกิดในครอบครัว แบบไหน พ่อแม่เขาเป็นใคร หรือบ้านเขามีฐานะอย่างไร อันนี้ดิฉันชอบค่ะ แต่ที่เหลือนี้ มันยังไม่ได้ช่วยให้ประชาชนได้เห็นเป้าหมายร่วมกันเลยนะคะ แต่ว่าถ้าเทียบกับ นายกรัฐมนตรีในอดีตท่านอื่น ๆ ดิฉันก็ยังมอบมงให้กับคำแถลงของรัฐบาลยิ่งลักษณ์นะคะ ในส่วนของอันที่ ๒ จากทางขวาที่บอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่พัฒนาแล้วในศตวรรษที่ ๒๑ นี่ต้องตกไปนะคะ เพราะว่านั่นคือเป็นประเทศพัฒนาแล้วในอีก ๘๐ ปี แต่ว่าของคุณเศรษฐา ก็จะกว้างและลอยมากเกินไป ของคุณยิ่งลักษณ์นี้บอกชัดว่าเศรษฐกิจจะเป็นอย่างไร สังคมจะเป็นอย่างไร และความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจะเป็นอย่างไรในปีไหนค่ะ ซึ่งมันดีมากนะคะ นอกจากเรื่องของเป้าหมายและรายละเอียด ก็อยากจะมอบมงอีกมงหนึ่ง ให้กับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์เช่นเดียวกัน ในเรื่องของรายละเอียดที่ชัดเจน อันนี้ก็ฉายหนังซ้ำเล็กน้อยนะคะ แต่ว่าคือมันดีมาก จนดิฉันไม่เข้าใจว่าท่านไล่คนเขียน คำแถลงนโยบายคนนั้นออกไปทำไม มันชัดมากขนาดบอกว่าจะทำอะไร แล้วจะเสร็จภายในกี่ปี แล้วก็ทำอย่างไรด้วยนะคะ มีตัวเลขเป้าหมายชัดเจนมาก พักหนี้เกษตรกรรายย่อยต่ำกว่า ๕๐๐,๐๐๐ บาท อย่างน้อย ๓ ปี จำนำข้าวที่ราคาเกวียนละ ๑๕,๐๐๐ บาท ไม่ว่าเราจะเห็นด้วย หรือไม่เห็นด้วยกับโครงการเหล่านี้ อย่างน้อย ๆ เรารู้แล้วว่าเราจะติดตามตรวจสอบ ประชาชนจะทวงถามได้อย่างไร ซึ่งก็อยากจะบอกว่าเขียนให้ชัด มันเขียนได้ แล้วท่านก็เคย เขียนมาแล้ว ทำไมรอบนี้ไม่ยอมเขียน ทีนี้ปัญหามันก็เลยจะมาเกิดค่ะว่า ตอนที่ประชาชน จะกลับมา Check ว่าท่านได้ทำตามสัญญาไว้หรือเปล่า พอเขียนกว้าง เขียนลอย พูดอีก ก็ถูกอีกนะคะ พอประชาชนทวงถามมันเถียงกันได้ไม่จบค่ะว่าตกลงมันทำแล้วหรือมันยังไม่ได้ทำ มันเสร็จแล้วหรือมันยังไม่เสร็จกันแน่นะคะ แต่ว่าก็ยังโชคดีอยู่อย่างหนึ่งที่เราพอจะมี Digital Footprint ของพรรคเพื่อไทยค่ะ ที่ตอนที่หาเสียงนี้ หาเสียงไว้ได้อย่างชัดเจน เดี๋ยวเรา มา Check กันค่ะว่าวิธีการเขียนมันถูกละลายหายให้มันเลือนลางจางไปได้ขนาดนี้ได้อย่างไร

ทบทวนความทรงจำกันหน่อยค่ะ อันนี้เป็นรัฐบาลของคุณเศรษฐา ขออภัย ท่านโดนเบลอหน้าเช่นเดียวกันนะคะ ก็โดนทำให้จางไปมากแล้วนะคะ จากเดิมที่บอกว่า พักหนี้เกษตรกร ๓ ปี รายได้ดี ๓ เท่า เหลือแค่พักหนี้ตามความเหมาะสม รายได้เพิ่มขึ้น อย่างมีนัยสำคัญ ค่าแรงขั้นต่ำ ๖๐๐ บาท เหลือเป็นแค่ค่าแรงขั้นต่ำเป็นธรรม เงินเดือน ๒๕,๐๐๐ บาทต่อเดือน เหลือเพียงแค่เงินเดือนเป็นธรรม ทุกอย่างมันจาง แต่ของรัฐบาล แพทองธารจางกว่านี้อีกค่ะ พักหนี้เกษตรกรไม่มีแล้วค่ะ สัญญาไว้ ๓ ปีนะคะ พักหนี้เกษตรกร ๓ ปี ทำไปได้แล้วเกือบ ๆ ปีหนึ่งแล้วนะคะ กำลังจะต้องต่ออายุ ก็ฝากถามเลยละกันค่ะว่า โครงการยังจะทำต่ออยู่หรือไม่ ค่าแรงขั้นต่ำหายค่ะ หายไปเลยค่ะ ก็ยังไม่รู้ว่า ๖๐๐ บาทนี้ จะได้เมื่อไร ซึ่งขึ้นอยู่กับสภาพเศรษฐกิจอยู่อีกว่ามันจะดีหรือไม่มันถึงจะได้ถึง ๖๐๐ บาท ส่วนเงินเดือนปริญญาตรี ก็จริง ๆ ขึ้นมาแล้วรอบแรก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ยังเหลือขึ้นรอบ ๒ อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วจะทำต่อให้ถึง ๒๕,๐๐๐ บาทหรือไม่ ขอความชัดเจนด้วยค่ะ มีอันหนึ่งที่ตกใจมาก ก็คือเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจนะคะ โครงการ Digital Wallet ปกติเขียนดี เขียนชัด เขียนครบทุกอย่างทุกประการค่ะ แต่ว่าสำหรับการแถลงนโยบายรอบนี้ คำว่า ๑๐,๐๐๐ บาท หายไป อย่าทำให้ใจเสียค่ะ รีบตอบมานะคะว่าตกลงยังได้ ๑๐,๐๐๐ บาท อยู่หรือเปล่าประชาชนทวงถามมาว่ายัง ๑๐,๐๐๐ บาทอยู่หรือเปล่า มีอะไรที่มันเพิ่มเติมขึ้นมา ก็คือรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย แปลงร่างเป็นค่าโดยสารราคาเดียวตลอดสาย ๒๐ บาท ก็ยังจะไม่ใส่หรือคะ มันก็จางค่ะ มันจาง จางมากจริง ๆ ทำให้นโยบายนี้ก็ไม่ค่อยเหมือนกับ ที่หาเสียงไว้แล้วนะคะ แต่มันกลับไปเหมือนกับอย่างอื่นแทนค่ะ ก็คือกลับไปเหมือนกับ วิสัยทัศน์ของอดีตนายกรัฐมนตรี คุณทักษิณ ชินวัตร ที่ได้พูดไว้เมื่อวันที่ ๒๒ สิงหาคม ที่ผ่านมาค่ะ มาดูกันค่ะว่าตรงแค่ไหน จาก ๑๔ ประเด็นที่ดิฉันจับมาได้นะคะ ตรงกันประมาณ ๑๑ จาก ๑๔ ประเด็นนะคะ เช่น Digital Wallet ท่านก็บอกได้ก่อนเลยว่าเดี๋ยวเริ่มจาก กลุ่มเปราะบางก่อน ปรับโครงสร้างหนี้ครัวเรือนนี่ก็คือชัดมากนะคะ ว่าเหมือนเป๊ะในเรื่อง ของการจะมีการไปซื้อหนี้เพื่อปรับโครงสร้างนะคะ เศรษฐกิจ Entertainment Complex นี่ก็ตรง มานะคะ รถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสายก็มา แต่จะเขียนว่าค่าโดยสารร่วม บริหาร จัดการน้ำยังไม่มานะคะ ก็ถามเลยแล้วกันว่าแล้วจะมาหรือไม่นะคะ ขยายกองทุนวายุภักษ์ ไม่มีในแถลงนโยบายแต่รัฐบาลทำแล้วค่ะ ก็ถือว่าแม่นมากนะคะ พี่คนนี้เขาให้แม่นมากค่ะ จัดระเบียบโครงสร้างภาษี Negative Income Tax ก็มาค่ะ เป๊ะ ๆ เลยนะคะ ศูนย์กลาง การลงทุนโดยใช้พลังงานสะอาดก็ใช่ ก็มี ใช้ Local Content สร้างศูนย์กลางผลิตรถยนต์ ไฟฟ้าก็มา ดัน Soft Power Man-made Attraction ปราบยาเสพติด แก้ปมเขตทับซ้อน ไทย-กัมพูชา มาหมดค่ะ อันสุดท้ายนี้ไม่มาอยู่ในแถลงนโยบาย แต่มาตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ไปเรียบร้อยแล้วค่ะ ก็คือหลายอันมันก็คงจะเป็นการ Recycle Signature ของรัฐบาลเพื่อไทย ไทยรักไทยนะคะ อย่างเช่น พักหนี้ต่าง ๆ แลนด์บริดจ์ก็มาหลายปีแล้วนะคะ ถมทะเลนี่มา ตั้งแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ รถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสายก็มาตั้งแต่สมัยรัฐบาลยิ่งลักษณ์ แต่ว่ามันก็เหมือนกันมากจริง ๆ แล้วไม่ใช่แค่ตรง แต่ว่ามันเหมือนระดับ Mirror AAA+ นะคะ

มาดูกันค่ะ ความท้าทายที่ ๑ มีการระบุตัวเลข ซึ่งระบุน้อยมาก แต่อันนี้ เป็นอันที่ระบุนะคะ มีการใช้คำว่า มีหนี้ครัวเรือนมากกว่าร้อยละ ๙๐ พอไปฟังที่คุณทักษิณพูด ก็พูดเหมือนกันว่ามีหนี้สูงกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ คือหนี้ครัวเรือนมันเขียนได้หลายแบบนะคะ มันก็อาจจะพูดไปเลยว่า ๙๐.๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่คุณเลือกคำที่ตรงกันเป๊ะ ซึ่งมันอาจจะบังเอิญก็ได้นะคะ พอมาดูปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ หนี้ทั้งระบบก็มีหลายอัน ใช่ไหมคะ หนี้ครัวเรือนตัวที่มันเป็นปัญหามาก ๆ ถ้าเราพูดกันจริง ๆ ก็คือเป็นหนี้ส่วนบุคคล เป็นหนี้สินเชื่อบ้านก็มีปัญหา สินเชื่อรถก็มีปัญหานะคะ แต่ว่าคิดตรงกันเลยนะคะ พอไปดู ของคุณทักษิณก็พูดเรื่องหนี้บ้าน หนี้รถเช่นเดียวกันนะคะ แล้วก็พูดเรื่องของการปรับ โครงสร้างหนี้ที่จะมีการซื้อหนี้ ซึ่งก็บังเอิญว่าของนโยบายแรกก็มีการพูดถึงบริษัทบริหาร สินทรัพย์ที่จะต้องไปทำการซื้อหนี้เช่นเดียวกันค่ะ อันนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ ไม่ใช่แค่นโยบายเดียว ขอนโยบายถัดไป อย่างเช่น เศรษฐกิจใต้ดินสูงมากเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเหมือนเป๊ะนะคะ ก็คือในแถลงนโยบายก็มีพูดถึงเรื่องของมูลค่าเศรษฐกิจใต้ดินเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์เช่นเดียวกัน ซึ่งคืออ่านจากงาน Paper เล่มเดียวกันด้วย แล้วก็มีเรื่องของ Man-made Attraction แต่ในนี้จะพูดว่า Man-made Destination แทนนะคะ แล้วก็ Entertainment Complex ก็มาค่ะ คือเหมือนขนาดนี้ดิฉันคิดว่ามันอาจจะมีปัญหานะคะ ไม่ใช่ปัญหาเรื่องครอบงำ อันนี้ดิฉันยืนยันว่าไม่ใช่ปัญหา ไม่เกี่ยวแน่นอนนะคะ แต่มันมีปัญหาเรื่องของความรับผิดรับชอบค่ะ เรื่องของ Accountability ค่ะ การที่ไม่รู้ ว่าตกลงใครเขียน ใครเป็นคนคิด ใครเป็นคนที่วางนโยบายนี้ มันทำให้การตรวจสอบนั้น มันทำได้ยากมาก มันไม่รู้ว่าใครคือผู้กำหนดนโยบายตัวจริง ไม่รู้ว่าพอมีปัญหาต้องไปถามใคร หรือว่าเชื่อใครกันแน่ พอทำแล้วก็ไม่รู้ว่าต้องไปตรวจสอบใครที่เป็นต้นทาง ยิ่งไปกว่านั้นค่ะ ถ้าสุดท้ายมันเป็นแบบนี้ต่อไป การประชุม ครม. ก็อาจจะเหลือเป็นเพียงแค่การประชุม แบบแค่พิธีกรรม เพราะเรื่องใหญ่ ๆ สำคัญ ๆ นี้มันอาจจะไม่ได้ถูกตัดสินใจกันบนโต๊ะ ที่ประชุม ครม. แต่ว่าไปถูกตัดสินใจมาแล้วจากที่อื่นนะคะ อย่างเช่น ในห้องอาหาร โรงแรมต่าง ๆ ใน Safe House และเราก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าตกลงแล้วใครคือตัวจริงนะคะ

อีกประเด็นหนึ่งค่ะ ที่คิดว่ามีปัญหา เราจะเห็นว่าคำพูดเหมือนกัน ถ้อยคำ ที่เหมือนกัน แต่วันนี้เราฟังแล้วเราก็รู้ว่ามันให้ Effect ที่ไม่เหมือนกันเลยนะคะ เราก็อยาก ที่จะเห็นนายกรัฐมนตรีที่สามารถที่จะสร้างความน่าเชื่อถือ สร้างความมั่นใจให้กับประชาชน ได้ว่าท่านนี่ละที่จะเป็นคนที่จะดำเนินนโยบายที่แถลงได้เองจริง ๆ ซึ่งยังไม่สายนะคะ เพราะว่าตอนอ่านมันก็คงจะต้องอ่านไปตามกฎหมายนะคะ วันนี้ขอให้ท่านได้มาตอบ ด้วยตัวเองในรายละเอียดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดมาตรการ เป้าหมาย กำหนดเวลา ของแต่ละนโยบายเล่าให้เราฟังหน่อยว่าท่านจะทำอย่างไรค่ะ เพราะเราอยากเห็นนายกรัฐมนตรี ที่มีแสงสว่างในตัวเอง เป็นดาวฤกษ์ค่ะ ไม่ใช่ดาวเคราะห์ อย่างเช่น ดวงจันทร์ที่ส่องสว่าง มันใช้แสงมาจากพระอาทิตย์ค่ะ แล้ววันที่พระอาทิตย์มันสว่างจ้าเสียเหลือเกินนี่เราจะไม่เห็น ดวงจันทร์เลยนะคะ

ถัดมาตามธรรมเนียมนะคะ ต้องมีการตรวจการบ้าน ๑ ปี ซึ่งมันเกี่ยวข้องนะคะ ไม่ใช่ไม่เกี่ยวข้องกับการแถลงนโยบายเพื่อที่จะดูว่า พอวางแผนปีต่อไปแล้วนี่ของเก่าทำไปได้ แค่ไหน และของใหม่อะไรกำลังจะมานะคะ ก็ขอขอบพระคุณอินโฟกราฟิกสวย ๆ จากพรรคเพื่อไทยค่ะ แต่ว่าพอมาอ่านนะคะ จริง ๆ ดิฉันก็ทำการบ้านมาก่อนหน้านี้ แต่ว่าพอดูอันนี้แล้วมันสนุกดีค่ะ เดี๋ยวเราไปดูกันว่ามีอะไรบ้างนะคะ ก็จะมีผลงาน ๓ เดือน ๖ เดือน ๑๐ เดือน ๑๒ เดือน อ่านแล้วก็แบบ เอ๊ะ อันนี้เรียกว่าผลงานได้ด้วยหรือ อย่างเช่น Bullet แรกค่ะ เจรจาการค้าระหว่างประเทศ เป็นผลงาน ๓ เดือน เจรจาการค้าระหว่าง ประเทศ มันเป็นงานประจำ มันมีกรม ๆ หนึ่งที่ชื่อเจรจาการค้าระหว่างประเทศทำงานนี้ ดังนั้นไม่นับเป็นผลงาน มันเป็นงานประจำนะคะ ประกาศแก้หนี้นอกระบบในระบบครบวงจร แค่ประกาศค่ะ ยังทำไม่เสร็จ จะมาขึ้นว่าเป็นผลงานมันคงไม่ได้นะคะ แล้วถ้าเสร็จมันก็คง ไม่มาอยู่ในการแถลงนโยบายครั้งนี้ค่ะท่านประธาน อันนี้สุดค่ะ เจรจาความร่วมมือกองทัพอากาศ คืนสนามกอล์ฟ ขยาย Runway ค่ะ คือเจรจาอยู่แล้วนับว่าเป็นผลงานนี่เราว่าก็แย่แล้ว แต่กลายเป็นว่าท่านมีอำนาจเต็ม ท่านคุมทั้ง ครม. เป็นทั้งนายกรัฐมนตรี มีทั้งตำแหน่ง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มันควรจะสั่งได้ค่ะ ไม่ใช่ต้องควรมาเจรจา และนี่เจรจา มา ๖ เดือนแล้วค่ะ ก็ยังคงไม่ได้สนามกอล์ฟกลับคืนมาขยาย Runway ค่ะ ลงพื้นที่ ๓ จังหวัด ชายแดนใต้ค่ะ เราก็เพิ่งคิดว่าการลงพื้นที่นี่ก็นับเป็นผลงาน ถึงแม้ว่าท่านอาจจะเป็นคนแรก ๆ ที่ได้ลงไปที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ แต่ว่ามัน Claim ได้จริง ๆ หรือคะ เดินหน้า Cloud First Policy เดินหน้าจริง ๆ ค่ะ ก็เดินมาได้สัก ๒ ดือนแล้ว ยังไม่ได้มีอะไรเป็นรูปธรรมเลย ตั้งแต่ ที่บอร์ด DEs อนุมัติมาตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว จนถึงวันนี้ก็คือเพิ่งเริ่มตั้งกรรมการ ตั้งกรรมการ มาได้ ๒ เดือน ยังไม่มีผลงานอะไร งบปี ๒๕๖๘ ก็ยังคงซื้อกันกระจัดกระจาย ไม่ได้ใช้ Public Cloud อย่างที่ท่านรัฐมนตรี DEs ได้กล่าวไว้ เหมือนเดิม ก็ Claim ได้ อันนี้ฮาสุดค่ะ เปิดใช้ ทางรัฐเป็นประตูสู่ e-Government Application ทางรัฐค่ะ ดิฉันเป็นแฟน Application ทางรัฐค่ะ Application ทางรัฐสามารถดาวน์โหลดใช้ได้ตั้งแต่ประมาณปี ๒๕๖๓ ค่ะ แล้วก็ดิฉันน่าจะดาวน์โหลดมาใช้ได้สัก ๒-๓ ปีแล้วค่ะ มันก็เป็น Application ของรัฐ ที่สะดวกดีค่ะ แต่ว่ามันไม่ได้มาเปิดใช้ในยุคนี้แน่นอนค่ะ แถมยังใส่มาตรการหมดอายุนะคะ อย่างเช่น ลดค่าพลังงาน ตอนนี้มันกลับไปขึ้นหมดแล้วค่ะ ก็คือลดจริง ราคาน้ำมันลดจริง ลดแป๊บเดียว ตอนนี้กลับมาแพงกว่าก่อนที่คุณเศรษฐาจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วนะคะ ราคายางไทยสูงที่สุดในรอบ ๑๐ ปี ตอนนี้ไม่ได้สูงที่สุดในรอบ ๑๐ ปีแล้ว ก็หมดอายุ ไปหมดแล้วนะคะ และยังมีที่ต้องดอกจันตัวโต ๆ อีกนะคะ คือเขียนมาสั้น ๆ แต่ว่าต้องมีดอกจัน แต่ว่าเขาไม่มีดอกจัน ข้างล่างเขียนแค่ว่า หมายเหตุ ผลงานนี้เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะผลงานทั้งหมดนั้นมันมีมากเกินกว่าที่จะใส่ไว้ในหน้าเดียว แต่ที่ว่างเหลือเพียบเลย ข้างล่างข้างบนนี้ มีบอกว่านำที่ดินทหารมาใช้ให้เกิดประโยชน์กับประชาชนค่ะ ซึ่งก็คือ เอาที่ ที่ประชาชนเคยอยู่มาก่อนแล้วเป็นข้อพิพาทกันอยู่เอามาให้เช่า แทนที่จะพิสูจน์ข้อพิพาทกัน ปรับปรุงกระบวนการเข้าเมือง ยกเลิกใบ ตม.๖ (แค่ ๑๒ ด่าน และชั่วคราว ถึงตุลาคม ๒๕๖๗) แก้ต้นตอ PM2.5 บอกว่าลดพื้นที่การเผา ก็คือลดที่ภาคเหนือ ไปเพิ่มภาคกลางและภาคอีสาน พื้นที่รวมเผาเพิ่มขึ้น ๓๐ บาทรักษาทุกที่ กรุงเทพมหานครนี่ดอกจันสัก ๓ อันได้เลยค่ะ ก็คือ เฉพาะสถานพยาบาลที่มี Sticker ๓๐ บาทรักษาทุกที่ กรุงเทพมหานครเป็นที่เดียวที่มันไม่ได้ รักษาทุกที่จริงนะคะ เพราะว่ามันซับซ้อนมาก มันมีหลายสังกัดมาก ๆ ประมาณ ๖ สังกัด ที่เป็นโรงพยาบาลนะคะ การลงทุนจากต่างประเทศสูงที่สุดในรอบ ๑๐ ปี (แค่ยอดคำขอ ยังไม่ได้มาลงจริง) เพราะว่าการลงทุนภาคเอกชน -๖.๘ เปอร์เซ็นต์ในไตรมาส ๒ ของปี ๒๕๖๗ ค่ะ ถ้าท่านดูนะคะ พอเริ่มไป ๑๐ เดือน ๑๒ เดือน มันจะเริ่มจาง มันจะเริ่มบางลงไปเรื่อย ๆ เหมือนไม่มีอะไรจะใส่นะคะ ก็เลยต้องไปหยิบกฎหมายมาใส่ค่ะ ยกเลิกคำสั่ง คสช. กว่า ๒๐ ฉบับ เพิ่งผ่านวาระที่ ๑ ไปค่ะ อย่าเพิ่งรีบ Claim เปิดให้เอกชนซื้อขายไฟฟ้าจาก Direct PPA ได้ แต่ยังไม่ได้ ตอนนี้ยังไม่ได้ ได้ภายในปี ๒๕๖๗ ค่ะ จริง ๆ ดิฉันแอบคิดว่า คนทำกราฟิกเป็นนาตาชาหรือเปล่า เพราะจริง ๆ แล้วมันมีนโยบายด้านเศรษฐกิจ ที่ออกมาเยอะมากนะคะ เดี๋ยวดิฉันจะไล่ให้ฟังนะคะ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาล ได้ทำมาในตลอด ๑ ปี มีทั้งมาตรการทางภาษี Easy e-Receipt ลดหย่อนภาษี กระตุ้น การท่องเที่ยวในประเทศ ลดภาษี ออกมาตรการประกันสินเชื่อ PGS 11 นะคะ แล้วก็ เป็นการลดค่าธรรมเนียมการโอนตั้งแต่บ้านเล็กไปถึงบ้านหรู ให้สิทธิต่างชาติถือที่ดิน ๙๙ ปี มีนโยบายออกมาเยอะนะคะ ที่ก็เหลือทำไมไม่ใส่เพิ่มคะ แต่ว่าถ้าเราดูก็คือจะมีแต่โครงการ ที่ออกจะโน้มไปทางคนที่มีรายได้ปานกลางจนถึงรายได้สูงนะคะ ๑ ปีมาตรการที่จะกระตุ้น เศรษฐกิจไปให้ถึงรากหญ้า ที่กำลังซื้อตกแล้วตกอีก มันไม่มีนโยบายอะไรออกมาค่ะ ค่าครองชีพ ราคาน้ำมัน ค่าไฟ ข้าวของแพงขึ้น แต่ว่าไม่มีมาตรการอะไรออกมาเลยหลังจากที่ได้ทำไป ครบ ๓ เดือนค่ะ งบกลางก็เอาออกมาใช้ก็ไม่ค่อยได้ใช้ เพราะว่าอย่างที่เราทราบกันว่า ก็ต้องกั๊กเอาไว้นะคะ เพราะว่าต้องเอาไปใช้กับโครงการ Digital Wallet นะคะ

(นายวัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายวัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ กระผม วัชระพล ขาวขำ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตประท้วงผู้อภิปรายตามข้อ ๔๕ ครับ ตั้งแต่ท่านพูดมานี้ผมยังไม่เห็น ท่านพูดเรื่องนโยบายรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารเลยครับ มีแต่เรื่องในอดีตครับ แล้วก็วนเวียนซ้ำซาก ขอให้ท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

คุณศิริกัญญาครับ ขอความกรุณามาสู่นโยบายปัจจุบันให้มากกว่าอดีตสักหน่อยครับ เชิญครับ

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กำลังพูดเลยค่ะ เมื่อสักครู่นี้ พูดคำว่า โครงการ Digital Wallet ค่ะ อยู่ในเล่มนี้แน่นอนค่ะ Check แล้วค่ะ โครงการ Digital Wallet ดิฉันได้อภิปรายนโยบายนี้ไปตอนมาตรา ๑๕๒ วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๗ ว่านโยบายนี้มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบมาก ตอนนั้นก็บอกว่าน่าจะเปลี่ยนเป็นรอบที่ ๕ ตอนเดือนเมษายน ก็คือประมาณ ๕ เดือนที่แล้ว แล้วก็แอบเว้นที่ไว้นะคะ เพราะว่าคาดว่า เดี๋ยวมีเปลี่ยนอีกแน่ ๆ เป็นรอบที่ ๖ พอรอบนี้ ๕ เดือนผ่านไปเปลี่ยนไปอีก ๒ รอบค่ะ ท่านประธาน ตอนนี้เปลี่ยนเป็นรอบที่ ๗ แล้วนะคะสำหรับแหล่งที่มาของเงินค่ะ เริ่มต้นจาก ก่อนเลือกตั้ง บอกไม่กู้ ไม่กู้ ไม่กู้นะคะ ก็คือใช้งบประมาณปี ๒๕๖๗ แต่ปรากฏว่าเงินไม่พอค่ะ ตอนหลังก็เลยเปลี่ยนมากู้ออมสินแทนค่ะ แต่ว่ากฤษฎีกาตัดสินแล้วบอกว่าผิด พ.ร.บ. ออมสิน ในเรื่องของวัตถุประสงค์ ก็ต้องไปเปลี่ยนหาแหล่งอื่นต่อไป เปลี่ยนรอบที่ ๓ ใช้งบผูกพัน ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ นะคะ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่าทำไม่ได้ค่ะ เพราะว่า มันผิด พ.ร.บ. เงินตรา ต้องมีเงินมากองเอาไว้เต็มจำนวนนะคะ ก็เลยเปลี่ยนรอบที่ ๓ ก็คือ มีการแถลงใหญ่ตอนนั้น ประมาณปลายปี ๒๕๖๖ ค่ะ บอกว่าจะใช้งบประมาณบวกกับ พ.ร.บ. เงินกู้นะคะ แล้วก็มีการปรับลดจำนวนผู้ที่เป็น กลุ่มเป้าหมายลงจาก ๕๖ ล้านคน เหลือ ๕๐ ล้านคน วันที่จะเริ่มหลังจากที่เลื่อนมา หลายรอบนะคะ ตอนปลายปี ๒๕๖๖ ก็ประกาศชัดว่าจะแจกภายในวันที่ ๑ พฤษภาคมนะคะ แล้วก็ตอนนั้น Application อาจจะเป็นเป๋าตัง แต่ต่อมาเราก็พบว่าในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๖๗ ไม่มีโครงการ Digital Wallet เพราะว่าตอนนั้นก็ยังคิดไม่ทัน เปลี่ยนไปใช้ พ.ร.บ. เงินกู้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่สุดท้ายค่ะ เถียงกันตั้งนานค่ะ ว่ามันวิกฤติ ไม่วิกฤติ วิกฤติ ไม่วิกฤติ สุดท้าย ป.ป.ช. บอกทีเดียวก็หายวิกฤติเลยนะคะ บอกว่า ผิด พ.ร.บ. วินัย ก็เลยเลิกกู้ ไม่กู้แล้ว ก็หันมาใช้งบกลางปี ๒๕๖๗ แล้วก็กู้เพิ่มเพื่อเบ่งงบ ปี ๒๕๖๘ แล้วก็กู้ ธ.ก.ส. อันนี้เป็นไปตามมติ ครม. ประมาณเดือนเมษายนที่ผ่านมา แล้วก็ จากเดิมที่จะแจก ๑ พฤษภาคมก็ย้ายใปเป็นไตรมาส ๔ แล้วก็ Application ก็เลือกที่จะใช้ เป็น Open Loop พอต่อมาสุดท้ายก็พบปัญหาว่าการกู้ ธ.ก.ส. มันกู้ไม่ได้ เพราะมันผิด พ.ร.บ. ธ.ก.ส. ที่ระบุวัตถุประสงค์เอาไว้ชัดเจนว่าเอามาใช้แบบนี้ไม่ได้ ก็ต้องตัด ธ.ก.ส. ออกไปค่ะ แต่พอตัด ธ.ก.ส. ออกไปทีนี้เงินมันก็ Short แล้วค่ะ เราก็เลยมีปัญหาในเรื่องของ การที่จะใช้งบกลางปีข้ามไปงบปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ด้วย ตอนนี้ก็เลยต้องเปลี่ยนอีกรอบหนึ่ง เป็นรอบที่ ๗ ว่างบกลางปีของปี ๒๕๖๗ มีเท่าไรก็เอามาแจกก่อน แล้วก็แจกเป็นเงินสด ในส่วนที่เหลือก็พยายามจะเบ่งงบของปี ๒๕๖๘ กู้เพิ่มก็แล้ว ตัดลดงบที่ใช้ชำระหนี้แบงก์รัฐ ไปก็แล้วนะคะ ก็ยังได้เงินประมาณ ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ก็ยังคงไม่พอที่จะจ่ายให้ครบ ๔๕ ล้านคนอยู่ดี ก็เลยมีการแถลงของรองนายกรัฐมนตรี คุณภูมิธรรมนะคะ บอกว่า จะแบ่งจ่ายเป็น ๒ งวด งวดแรก ๕,๐๐๐ บาท ถ้าระบบชำระเงิน Open Loop ถ้าเสร็จทัน ก็จะแจกเป็นเงินดิจิทัล แต่ถ้าไม่ทันก็แจกเป็นเงินสด แต่ดิฉันไม่อยากจะเชื่อ ไม่เชื่อเพราะว่า คุณภูมิธรรมไม่น่าจะอยู่ในโต๊ะ เคยอยู่ในคณะกรรมการนโยบาย แต่ว่าวันนี้อยากฟังชัด ๆ ค่ะว่า ตกลงแล้วโครงการ Digital Wallet มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่ที่แน่ ๆ อีกประมาณ ๓ วันค่ะ ก็คือถึงวันที่ ๑๕ กันยายนนี้จะหมดเขตในการลงทะเบียน ถ้าประชาชนท่านไหนยังคงไม่ได้ ลงทะเบียนก็ช่วยมาลงทะเบียนกันหน่อย จะได้รู้แน่ ๆ ว่าสรุปแล้วกลุ่มเป้าหมาย มีกี่คนกันแน่ แล้วจะหาเงินมาจากไหนมาแจก ยังแจกคนละ ๑๐,๐๐๐ บาทหรือไม่ แล้วจะแจกเป็นเงินสดหรือว่า Digital Wallet ค่ะ ท่านประธานเหนื่อยไหมคะ ดิฉัน ยังเหนื่อยเลยค่ะ ดิฉันคิดว่ารัฐบาลใหม่แล้วคงต้องหยุดแล้วค่ะ แล้วมาตั้งสติกันนิดหนึ่ง ว่าพวกท่านพาโครงการเรือธงใหญ่ขนาดนี้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ดิฉันเดาว่าก็คงจะมีมือ ที่มองไม่เห็น ที่คอยมาสั่งอย่างเดียว จะเอาให้ได้ แต่ไม่รู้หรอกว่าหน้างานมันเป็นอย่างไร กฎหมายมันเปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว ๒๐ กว่าปีผ่านมาแล้ว ฐานะการคลังของประเทศ มันรับได้แค่ไหน พอไม่ได้คิด ไม่ได้มอง ก็สักแต่ว่าจะทำให้ได้เพราะมันเป็นโครงการเรือธง โครงการใหญ่ สักจะทำให้ได้นะคะ เจ๊งไม่ว่าแต่ว่าเสียหน้าไม่ได้ สุดท้ายหน้าก็เสียไปแล้วค่ะ ตอนนี้ แล้วตอนนี้มันเหมือนเป็นอาการเมาหมัด ตอนนี้เงินมีอยู่เท่าไร มีอยู่เท่าไรแจก ๆ ไปก่อน พอแจกพร้อมกันไม่ได้ ไม่เป็นไร ข้ามปีผิดกฎหมายอย่างนั้นแจกมาเลย แจกเป็นเงินสดไป ที่เหลือค่อยไปตายเอาดาบหน้า สุดท้ายเครดิตมันจะไม่เหลือเอาค่ะ แล้วหลายครั้งก็มีการชี้นิ้ว มาทางฝั่งนี้นะคะ ว่าฝ่ายค้านนี่ละมันทำให้ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ฝ่ายค้านมันทำให้ล่าช้า ทำให้เละเทะแบบนี้ แต่ว่าอย่าอ้างเลยค่ะ มันเป็นเพราะว่าท่านฟังความเห็นต่างแล้วก็ เลยเปลี่ยนตามมาเรื่อย ๆ พอมีคนทักท้วงก็เลยเปลี่ยนตาม พอเอาเข้าจริงสิ่งที่เราพูดมันไม่ใช่ ความเห็นที่มันโต้เถียงกันได้ สิ่งที่เราพูดมันเป็นข้อเท็จจริงแล้วก็เป็นเรื่องของข้อกฎหมาย ทุกครั้งก็เถียงกันแทบเป็นแทบตาย ดื้อตาใสบอกไม่ผิด ๆ ทำได้ ไม่ผิด ไม่ผิดกฎหมาย ตั้งแต่ ตอนจะออก พ.ร.บ. เงินกู้ ก็จะบอกว่าประเทศวิกฤติอยู่นั่นแหละ วิกฤติ วิกฤติ วิกฤติ พอหลังชนฝา พอกู้ไม่ได้แน่ ๆ ประเทศก็หายจากวิกฤติเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ งบกลางปี เราก็บอกแล้วว่าใช้ข้ามปีไม่ได้ กฎหมายมันเขียนเอาไว้ชัดขนาดนี้ ลงทะเบียนมันไม่ได้นับ เป็นการทำสัญญา รัฐบาลก็ยืนยันว่าได้ ๆ มันเป็นนิติสัมพันธ์แล้ว มันมีคนเสนอ มันเป็นคนสนอง แล้วสุดท้าย เป็นอย่างไรล่ะคะ พอเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีปุ๊บ ทีนี้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงทำผิดกฎหมายอีกแล้วค่ะ ตอนนี้มันไม่ใช่แค่รัฐบาล ไม่ใช่แค่คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่เสียเครดิต เสียความเชื่อมั่นนะคะ ข้าราชการ ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้บริหารในกระทรวงใหญ่ ๆ เสียผู้เสียคนกันหมดค่ะ เพราะว่า ความที่ต้องออกมาแก้ต่างแทนรัฐบาลนะคะ กลายเป็น ๑ ปีที่สูญเปล่า สุดท้ายเงินยังไม่ได้ เสียเวลา เสียสมาธิ เสียโอกาสที่จะใช้งบกลางไปกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านอื่น ๆ เพราะว่า ตอนแรกกั๊กไว้ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้จริงประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท พอไม่ออก มาตรการอื่น ๆ ไประหว่างทาง แทนที่ประชาชนที่จะได้รับความช่วยเหลือก็ไม่ได้ พายุหมุน ทางเศรษฐกิจที่มันจะกระแทก กระแทก กระแทก ตอนนี้มันอ่อนกำลังลงไปเรื่อย ๆ แล้วค่ะ มันอ่อนกำลังไปพร้อม ๆ กับเครดิต แล้วก็ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ซึ่งจะกู้กลับคืนมานี้มันไม่ได้ ง่าย ๆ แล้วนะคะ ไหน ๆ พายุหมุนมันก็กำลังจะอ่อนกำลังลงกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ก็ขอฟังชัด ๆ จากทางรัฐบาลค่ะว่า สรุปแล้วผลต่อเศรษฐกิจสำหรับโครงการ Digital สุดท้าย ไม่ว่าจะหมื่นหรือไม่หมื่น ๕,๐๐๐ เป็นเงินสดหรือว่า ๕,๐๐๐ เป็นดิจิทัลนี้ ผลต่อเศรษฐกิจ มันจะเป็นเท่าไรนะคะ เราจะได้คาดการณ์ไปในอนาคตได้ ว่ามันจะกระตุ้นจีดีพีได้เท่าไร แต่ดักคอไว้ก่อนเลยนะคะ ว่าครึ่งปีหลังของปี ๒๕๖๗ นี้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีตามอัตภาพนะคะ แล้วก็เนื่องจากว่าจีดีพีปีที่แล้วฐานมันต่ำ ก็บอกไว้เลยว่าถึงจะไม่มี Digital Wallet ไตรมาส ๓ ก็โตเกือบ ๓ เปอร์เซ็นต์แล้วนะคะ ไตรมาส ๔ ก็โตเกือบ ๔ เปอร์เซ็นต์แล้วนะคะ ดังนั้นห้าม Claim นะคะว่าที่มันโต ๓ โต ๔ นี้เป็นเพราะฝีมือรัฐบาลนะคะ ซึ่งตลอดทั้งปี ก็น่าจะโตประมาณ ๒.๕-๒.๖ เปอร์เซ็นต์นะคะ ในคำแถลงนโยบายมีพูดถึงเรื่องของศักยภาพ การเจริญเติบโต ดิฉันไม่คิดว่าจะได้พูดเรื่องนี้ในสภาแห่งนี้นะคะ ศักยภาพบอกว่าเรานี้ มันโตต่ำกว่าศักยภาพจริง ถามว่า ๒.๕-๒.๖ เปอร์เซ็นต์ต่อปีนี้มันต่ำกว่าศักยภาพจริงไหม จริง แต่มันต่ำกว่านิดเดียวนะคะ ศักยภาพนี้มันก็มีหลายเจ้าที่ทำมานะคะ ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๒.๗-๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง นั่นคืออัตราการเจริญเติบโตที่สูงสุด ๆ แล้วที่เราจะโตได้นะคะ ดังนั้นถ้าเราจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้มันเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์นี้มันเป็นไปไม่ได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสมัย ๒๐ ปีที่แล้วค่ะ ไปทางซ้ายก็คือเริ่มจากปี ๒๐๐๕ เป็นต้นไป นั่นก็คือช่วงสมัย คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ ๒ นะคะ แต่นั่นมันคือ ๒๐ ปีที่แล้วที่มันเคยจะโตเต็มที่ ได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ณ วันนี้โตเต็มที่มันก็ได้แค่ไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ในอนาคต KKP ก็คือ สำนักวิจัยต่าง ๆ ของธนาคาร รวมถึง AMRO ที่เป็นอาเซียนหรือ Macroeconomic Research Office ก็ประมาณการเอาไว้ว่าอาจจะโตต่ำ ๒ ด้วยซ้ำไป มันน่ากลัวมากนะคะ ดังนั้นเราอย่าเอาเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อที่จะทำให้มันไปถึง ๕ เพราะว่ามันไปถึง ๕ ได้แป๊บเดียวเดี๋ยวมันก็จะกลับมา ๓ ใหม่ถ้าท่านไม่เพิ่มศักยภาพการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ ซึ่งมันก็จะมาจากทางฝั่งของแรงงาน ต้องมีผลิตภาพหรือว่าแรงงานต้องผลิต สินค้าได้เก่งขึ้น ได้แพงขึ้น หรือว่าเครื่องจักรเทคโนโลยีอะไรต่าง ๆ มันต้องล้ำสมัยแล้วก็ ผลิตได้ดีขึ้นนะคะ ถ้าเกิดว่าของเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราขาดและเราจำเป็นที่จะต้องเติมนะคะ

ทีนี้พอมาดูว่านโยบายรัฐบาลบอกว่าอะไรบ้างที่จะทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจนี้ มันเพิ่มขึ้น ดิฉันดีใจมากนะคะ เพราะว่าวันนี้เราเริ่มเห็นตรงกันในอีกประเด็นแล้วนะคะ ว่าเราต้องเร่งปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจ ที่ดิฉันดีใจเพราะว่าในการแถลงนโยบายครั้งก่อนหน้า ไม่มีคำว่า ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เลยนะคะ แต่ว่าดิฉันอาจจะไม่มั่นใจว่าในรายละเอียดแล้ว เราเห็นตรงกันหรือเปล่านะคะ แต่ว่าต้องขอยืนยันว่าพออ่านรายละเอียดมันไม่มากนะคะ ก็ต้องขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเวลาที่เราพูดถึงเรื่องของ Upskill Reskill เราต้องทำกับแรงงาน ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมเป้าหมายหรือว่า Soft Power นะคะ เพราะว่าแรงงาน ทั้งประเทศที่มีอยู่ ๔๐ ล้านคนนี้ ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์หรือว่า ๒๔ ล้านคนนี้ เป็นกลุ่มคน ที่จบการศึกษาต่ำกว่า ม.ต้น เราไม่สามารถที่จะทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจมันโตต่อได้ ถ้าแรงงานส่วนใหญ่เรามีทักษะแค่นั้นค่ะ วันนี้เราต้องโฟกัสกันที่ดึงดูดเทคโนโลยีแล้วค่ะ ไม่ใช่แค่เม็ดเงินลงทุนค่ะ เราไม่ได้เป็นในยุค ๒๐ ปี ๓๐ ปีก่อนที่เราขาดแคลนเงินลงทุนแล้วก็ ต้องพึ่ง FDI ค่ะ ทุกวันนี้เราต้องการแต่เทคโนโลยี ดังนั้นเราต้องเลือกที่เทคโนโลยี เราไม่ได้ Care ที่เป้าหมายตัวเงินแต่เพียงอย่างเดียวนะคะ แต่ว่าเราก็ต้องดู ต้องเลือก ว่าเทคโนโลยีไหน ที่เราอยากจะอยู่ใน Supply Chain เราไม่อยากที่จะเป็นผู้รับจ้างผลิต รับจ้างประกอบ รับเศษเงินค่าแรงอีกต่อไปนะคะ

ประเด็นต่อมา ก็คือมุ่งกระจายความเจริญไม่ใช่แค่กรุงเทพมหานครค่ะ เราก็ยังมีศักยภาพในที่อื่น ๆ ที่ยังโตต่ำ แล้วถ้าสามารถระเบิดศักยภาพพวกเขาได้ โดยการกระจาย อำนาจ เราจะสามารถทำให้ศักยภาพทางเศรษฐกิจมันเจริญเติบโตได้ดีกว่าเดิม

และประเด็นสุดท้ายดิฉันคิดว่าสำคัญที่สุด จะขอเวลาอีกสักเล็กน้อยค่ะ คือความท้าทายในเรื่องของการปฏิรูประบบราชการค่ะ ในความท้าทายท่านเขียนไว้ดีนะคะ ว่าเรากำลังเจอกับรัฐราชการรวมศูนย์ อุ้ยอ้าย ซ้ำซ้อน ไร้ประสิทธิภาพค่ะ ซึ่งดิฉันคิดว่า ท่านรู้ซึ้งกว่าเราแน่นอน เพราะว่าที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีคนก่อนก็ออกข้อสั่งการ ไปเกือบ ๒๐๐ ข้อสั่งการ แต่ว่ามีหน่วยงานสนองกลับมาแค่ ๑๐ นะคะ ท่านรู้ซึ้งมากนะคะ แต่ว่าที่แย่ก็คือพอไปดูทางออกกลับเป็นการพูดถึงเรื่อง Basic เหมือนมองการปฏิรูประบบ ราชการเพียงแค่ว่ามันต้องลดขนาด ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ต้องใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ แต่ไม่ได้มีการพูดถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ อย่างเช่น การกระจายอำนาจ การปรับเปลี่ยน กระทรวง ทบวง กรม ไม่มีการพูดถึงการแก้กฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน พูดถึงเรื่องของ การปรับเปลี่ยนการเป็นนิติบุคคลของกรมแล้วก็จังหวัด ไม่ได้มีการพูดถึงการจัดความสัมพันธ์ ที่มันซ้ำซ้อนกันระหว่างรัฐส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่นเหล่านี้ ไม่ได้มีอยู่ในนั้นเลยค่ะ แต่ว่าพวกนั้นมันคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงของความอุ้ยอ้าย ความซ้ำซ้อนและ ความไร้ประสิทธิภาพของราชการค่ะ ช่วยกลับมาคิด กลับมาโฟกัสกับเรื่องของการปฏิรูป ระบบราชการนะคะ ไม่อย่างนั้นเราไม่สามารถที่จะทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจเราโตได้อย่างที่ ใจหวังค่ะ และนี่จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลชุดนี้ค่ะ ว่าจะสามารถ Claim เครดิต จากการที่เคยได้ทำอะไรสำเร็จมาไว้ในอดีตได้หรือไม่ เพื่อที่จะได้พิสูจน์ว่าน้ำยาหรือศักยภาพ ที่เคยมีเมื่อ ๒๐ ปีก่อนจะยังคงอยู่ไหมนะคะ แต่ถ้าดูจากการวิเคราะห์ในนโยบายที่ออกมา เรื่องของการปฏิรูประบบราชการ ดิฉันไม่มีความรู้สึกเลยว่าจะเป็นทางออก ทางรอด ของการปฏิรูประบบราชการไทยผ่านถ้อยคำในการแถลงนโยบายครั้งนี้ และดิฉัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ที่ลุกขึ้นมาตอบคำถามนี้ด้วยตัวเองค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะขอตอบชี้แจงครับ เชิญครับ

นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาและสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ผมอยากจะตอบอะไรที่เมื่อตอบ ไปแล้วนะครับ ท่านผู้ทรงเกียรติจะได้เห็นภาพทั้งหมดว่าการแก้ปัญหาของประเทศ เราจะต้องวางกรอบการแก้ไว้อย่างไร เราจะใส่โครงการอะไรเข้าไป เราจะต้องมีทิศทางก่อน กำหนดเป็นนโยบายก่อน นโยบายนั้นอ่านแล้วเข้าใจ ดีมากพอที่เราจะกำหนดเป็นโครงการได้ เพราะฉะนั้นผมขออนุญาตเชิญชวนท่านนะครับ ว่าปัญหาประเทศไทยสั้น ๆ นิดเดียว เศรษฐกิจเติบโตต่ำ ๕ ปีที่ผ่านมาจะเรียกว่า ๐ ก็ได้ถ้านับช่วงโควิด ถ้าไม่นับช่วงโควิดก็ ๑.๙ ก็อย่างที่เรียนนะครับว่าปีนี้หลายคนก็พยากรณ์ปี ๒๕๖๗ ๒.๔ คือโตขึ้นมานิดหนึ่ง หลายคนบอกว่าต่ำกว่าศักยภาพ ทีนี้ผมก็อยากบอกว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่ดี แต่ศักยภาพที่ดีนะครับ ไม่ว่าจะเป็นศูนย์กลางอยู่บนโลกใบนี้ อยู่ใน Location ที่เหมาะสม มีภูมิอากาศที่ดี มีดินที่ดี ทุกอย่างเหมาะที่เราจะสร้างความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจนะครับ มีวัฒนธรรมที่ดี เหมาะที่คนอยากมาท่องเที่ยว แต่ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย ศักยภาพตรงนั้น ก็จะอ่อนด้อยไป เราจะมาอ้างอยู่ว่าประเทศไทยมีความเข้มแข็งทางศักยภาพต่อไปไม่ได้ ผมอยากจะให้เห็นว่านี่คือข้อเท็จจริงนะครับ เพราะฉะนั้นวันนี้ถ้าเรามาดูนโยบายอันนี้ ผมอยากจะบอกว่า หลัก ๆ เลยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม ถ้าท่านจะขึ้นมาแก้ปัญหา ของประเทศ ผมเชื่อว่าน่าจะคิดในแนวทางที่ใกล้เคียงกัน

อันที่ ๑ ท่านก็คงต้องดูว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นครับ เศรษฐกิจไม่ดี ตามมาซึ่งอะไร ซึ่งผมพูดหลายหนแล้ว สิ่งที่สะท้อนได้ชัดเจนเลยครับ ก็คือหนี้เยอะ ประชาชนหนี้เยอะ พูดง่าย ๆ อย่างนั้นก็ได้ครับ ร้านค้าขนาดเล็ก หรือ SMEs หนี้เยอะ เป็นเอ็นพีแอลขนาดกลาง ขนาดใหญ่ ยังไม่เป็น ถ้าไม่ทำอะไรเดี๋ยวก็เป็นครับ มันก็จะค่อย ๆ ลามขึ้นไป เพราะฉะนั้น เราก็มาลองคิดดู

ข้อที่ ๒ เวลามันเกิดอะไรขึ้น ผมอยากจะเรียกว่า ไม่ตัดสินหรอกครับ ว่าเรียกวิกฤติ ไม่วิกฤติ ในเชิงของผมแล้วผมถือว่าเป็นวิกฤติ เพราะฉะนั้นเวลาเราแก้อะไร ในวิกฤตินี่ผมก็อยากยกตัวอย่างเปรียบเทียบ ไม่ว่าปี ค.ศ. ๑๙๙๑ หรือปี ๒๕๔๐ หรือที่เรียกว่า ต้มยำกุ้ง วิกฤติครั้งนั้นเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ผมถามเลยว่าใครที่เข้ามา ในปี ๒๕๔๐ และในปี ๒๕๔๑ ท่านเข้ามาแก้ไขปัญหา ท่านลองเข้าไปดูสิครับว่า ถ้าท่านไปยืน ณ เวลาขณะนั้นก็จะมีคนบ่นว่าทำไมไม่แก้ปัญหา เมื่อไรจะแก้เสร็จเสียที ผมอยากจะเรียนเลยครับ เวลาการแก้ไขปัญหานี่มันใช้เวลาต้องเข้าไปแก้ไข ต้องไปฟื้นฟูก่อน ฟื้นฟูให้อยู่ในสภาพที่พร้อมจะสร้างมัน แต่ขณะเดียวกันถ้าเราคิดไปแล้วว่าเราฟื้นฟูมันไป แล้วเราก็เดาไปข้างหน้า เราก็สามารถจะวางแผนสร้างมันได้ตั้งแต่วันนี้ เพราะฉะนั้น ผมอยากจะเรียนว่ารัฐบาลนี้วันนี้ต้องตัดสินใจครับ เวลารอไม่ได้ เราก็จะใช้ Period ของการฟื้นฟู และการเสริมสร้างมันขึ้นมาใหม่พร้อม ๆ กัน โดยมองดังต่อไปนี้ ก็อย่างที่เรียนนะครับ มาตรการสั้น ๆ ผมก็คงไม่พูดมากแล้วครับเรื่องการแก้หนี้ ท่านเห็นว่าแก้หนี้ไม่ได้เสียที แต่ผมอยากจะให้ตัวเลขสัก ๒-๓ ตัวนะครับ ตัวเลขมันอยู่ที่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ผมอยากจะบอกว่า ตัวเลขนี้ท่านยังไม่สามารถแก้ให้มันลงมาได้แน่นอน อันนี้ผมต้องพูด ความจริง จนกระทั่งระดับของเศรษฐกิจมีการกระเตื้องและสร้างความมั่นใจได้ ข้อที่ ๒ เรื่องนี้ การแก้ปัญหาเรื่องหนี้ท่านจะพบว่าหลาย ๆ อย่างถึงแม้จะเป็นเอ็นพีแอลแต่หลายอย่างได้รับ การปรับโครงสร้างหนี้อยู่ในระดับที่พอใจ เพราะฉะนั้นวันนี้ก็คือพูดง่าย ๆ จากการที่มีหนี้ และถูกทวง วันนี้การทวงน่าจะต้องให้ลงนิดหนึ่ง ยกเว้นบางกลุ่มเท่านั้นเองนะครับ ฉะนั้น ผมก็อยากจะเรียนว่าในเรื่องของหนี้ วันนี้สิ่งที่เราจะทำต่อไปเราได้ทำทางภาครัฐแล้ว ตัวเลขที่เห็นชัดเจนนะครับ เวลาหนี้ไม่สามารถชำระได้อยู่ที่ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ แต่มีตัวเลข อีกตัวหนึ่งซึ่งคนไม่เคยพูดถึง คือตัวเลขที่จะเพิ่มให้หนี้ไม่สามารถชำระหนี้ได้จาก ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ไปเป็น ๙๕ เปอร์เซ็นต์ จริง ๆ แล้วเรามีหนี้ส่วนที่เขาเรียกว่าต้องพึงระวัง ภาษาอังกฤษ เขาเรียก Special Mention ทุก ๆ สถาบันการเงินจะใส่ตัวเลขนี้ ถ้าเราไม่แก้ไข ตัวนี้ จะขึ้นมาเป็น ๙๕ เปอร์เซ็นต์แน่นอน แต่ผมอยากจะเรียนนะครับว่าในหลายเดือนนี้ ได้มอนิเตอร์แล้ว ถึงแม้ว่าตัวเอ็นพีแอลจะอยู่ที่ระดับ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ก็ตาม แต่ Special Mention คือตัวที่จะมาหนุนให้ไปเป็น ๙๕ เปอร์เซ็นต์ วันนี้เริ่มหยุดแล้วและเริ่มติดลบแล้ว ก็แปลว่าสิ่งที่ทำท่าจะแย่เข้าไปเพราะอะไรครับ เพราะเราได้เข้าไปทำอะไรหลายอย่าง เหมือนสถาบันการเงินภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่อยู่อาศัย ให้ท่านสามารถมายึดได้ ไม่ต้องเป็นเอ็นพีแอล มายึดหนี้ได้ถึงอายุ ๘๐ ปี มายึดหนี้ได้ถึงอายุ ๘๕ ปี ดอกเบี้ยไม่ต้องจ่าย ก็ได้ ๑ ปีแรก เงื่อนไขผ่อนปรน สิ่งต่าง ๆ ตรงนี้ไปก่อน ขั้นต่อไปถ้าท่านจะทำกับสถาบัน การเงินของภาคเอกชน แน่นอนครับ แต่ละคนก็ไม่ใช่เป็นภาครัฐ วิธีคิดก็จะต่างกัน ฉะนั้น สิ่งที่เราทำข้างนี้จะปล่อยให้เขาแก้ไขโดยข้างเดียว โดยวิธีภาครัฐไม่ได้ เพราะฉะนั้น รัฐจะต้องมีมาตรการด้วยว่า เราจะเข้าไปเป็นหนึ่งในผู้แก้ไขอย่างไร ประกอบกับนโยบาย ของธนาคารแห่งประเทศไทย และคุยกับแบงก์ เพื่อจะดึงเอาหนี้เสียมาไว้ข้างนอก ด้วยการใส่ความพยายามของทั้ง ๓ ฝ่ายเข้าไป อยู่ในระหว่างการคุยกันนะครับ เมื่อทุกอย่าง เอามากองไว้ข้างนอก ถึงแม้หนี้จะไม่ลดแต่คนที่เป็นหนี้จะหายใจได้บ้าง เพื่อจะมองไปถึง อนาคตข้างหน้า ผมก็อยากจะขอพักนะครับ

อันที่ ๒ ถ้าท่านเป็นใครที่มาดูแลประเทศท่านบอกนอกจากจะแก้หนี้แล้ว อยากจะให้ลดรายจ่ายนะ ถึงแม้ว่าภาครวมแล้วค่าเงินเฟ้อบ้านเราจะต่ำ วันนี้ผมอยากจะเรียนปีนี้ ณ บัดนี้ยังไม่ถึง ๐.๑ เปอร์เซ็นต์เลย ดูแค่ ๐.๑ ดูดีนะครับ ดูเหมือนว่าสินค้าไม่แพงมาก แต่ต้องคิดนะครับ ค่าเงินเฟ้อที่ต่ำเกินไปนี้จะมีผลอีกข้างหนึ่งครับ ในประเทศมี ๒ ภาค ภาคหนึ่งคือผู้บริโภคอยากได้ของถูก อีกภาคหนึ่งคือผู้ผลิตก็อยากจะได้ของไม่ถูกเกินไปนัก ถ้าท่านของถูกเกินไปอีกภาคหนึ่งก็จะแย่ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ภาค SML เราวันนี้ ภาคผู้ผลิต ก็ขายของไม่ค่อยได้เพราะของถูกเกินไปหรือเปล่า มันอาจจะไม่ถูกในสายตาประชาชน แต่ถูกแล้วเมื่อเทียบกับอัตราส่วนที่ชาวโลกดูอยู่ คือ ๐.๑ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นผมก็เลยคิดว่าเรื่องการลดรายจ่าย พอถ้าเราเขียนว่าเราจะลดรายจ่ายเดี๋ยวมันจะนำไป ซึ่ง Project เยอะแยะเลยครับ รายจ่ายประชาชนมีอะไร ตัวใหญ่เลย ตัวที่ ๑ พลังงาน ซึ่งนำไปสู่ Utility หรือการใช้ไฟฟ้า ตัวที่ ๒ คือการโดยสารประจำวัน โดยเฉพาะ ของคนกรุงเทพฯ ผมอยากจะยกตัวอย่าง พอเห็นเขียนนโยบายอย่างนี้ไปปั๊บเราก็คิดได้ทันที จะลดค่าพลังงานอย่างไร ผมอยากจะเรียนท่านครับ ไม่มีใครแก้ไขราคาพลังงานลดลงได้ เพราะราคาพลังงานของบ้านเรา เรานำเข้า ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ในเชิงของน้ำมัน และเรานำเข้ามากกว่า ๖๕ เปอร์เซ็นต์ของราคาก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นทั้งหมดเลย ใครจะแก้ ให้ลดลงได้ล่ะครับ ท่านจะแก้ได้อย่างเดียวเท่านั้นคือไม่เก็บภาษีเลย ซึ่งแตะไม่ได้ โครงสร้าง บ้านเราวันนี้งบเราติดลบอยู่ ถ้าท่านไม่เก็บภาษีเลยท่านจะหายไปอีกเกือบ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นที่ท่านติดลบอยู่ ๘๐๐,๐๐๐ ก็เป็น ๑.๑ ๓๐๐,๐๐๐ คือ ๑.๕ ของจีดีพี แค่ ๒ ปีเท่านั้นไม่ต้องแล้วครับ ปีหน้าท่านจะเห็นตัวเลขหนี้สาธารณะขึ้นเกิน ๗๐ เพราะฉะนั้นอันนั้นไม่ได้ เราต้องยึดไว้ก่อนแต่วิธีที่จะทำเรื่องพลังงานนี่ท่านต้องคิด ๒ วิธีครับ ๑. ความมั่นคง ๒. ราคา ระหว่างความมั่นคงกับพลังงานเราเลือกอะไรครับ เราเลือก ความมั่นคง คือต้องมีใช้ระหว่างของไม่มีใช้กับของมีใช้ เลือกต้องมีใช้ก่อน ๒. ระหว่างราคาแพง ถูกนี่เป็นเรื่องที่ ๒ ทีนี้ท่านจะทำให้ราคาถูกและเป็นเจ้าของพลังงานได้มีทางเดียวเท่านั้น ท่านต้องเป็นเจ้าของพลังงานนั้น ท่านไปซื้อมาก็คือราคาตลาดโลกอย่างไรก็ลดไม่ได้ครับ มันขึ้นก็คือขึ้นนะครับระหว่างนี้ ดังนั้นต้องเป็นเจ้าของ ผมก็อยากจะเรียนนะครับว่า ไม่ขอพูดในที่นี้นาน ของที่ยังเหลืออยู่ในประเทศไทยทางฝั่งอันดามันซึ่งเผอิญอยู่ใกล้พม่า เราก็ไม่สามารถทำรายได้มากตอนนี้ ส่วนที่อยู่ในอ่าวไทยผมก็อยากจะ Hint หน่อย ๆ ในฐานะที่เคยอยู่ในอาชีพนี้มาก่อน ผมคิดว่าของที่ยังเหลืออยู่และไม่สามารถนำขึ้นมาได้ ก็ไม่อยากจะบอกว่า มันยังมีปัญหาในเรื่องของการ Disputed ว่าเป็นดินแดนของใคร แต่ผมอยากจะบอกว่าเรื่องดินแดนคงไม่จบหรอกครับ ท่านเถียงกันเรื่องดินแดนต่อให้พื้นที่น้อย อย่างนี้ผมบอกว่าอีก ๕๐ ปีก็ไม่จบ แต่สิ่งที่จะต้องจบก็คือว่าแล้วของที่มีทรัพยากรนี้ อยู่ข้างล่างจะนำขึ้นมาใช้อย่างไร เพราะถ้าอีก ๓๐ ปีเขาเลิกใช้น้ำมันแล้วก็ไม่มีประโยชน์แล้ว มันก็อยู่ข้างล่าง ดังนั้นเป็นโจทย์ที่น่าคิด และผมอยากจะเรียนเลยครับ ด้วยโครงสร้าง ของสิ่งที่อยู่ในอ่าวไทยท่านสามารถผลิตได้ในราคาเพียง โดยประสบการณ์ผมนะครับ น่าจะอยู่ที่ประมาณ ๒๐ เหรียญบวกลบต่อ ๑ บาร์เรล ราคาที่เราต้องนำเข้าน้ำมันตอนนี้ ๘๕-๙๐ เหรียญ ราคาก๊าซธรรมชาติ ถ้าเรานำเข้าวันนี้ประมาณ ๗๕ เหรียญ เพราะฉะนั้น ก็เลยบอกว่า ถ้าเราสามารถแก้ไขปัญหาสิ่งที่เรามีความเห็นต่างกันในเรื่องดินแดน เราไม่ต้องจบก็ได้ครับ คุยกันด้วยสมานฉันท์เพื่อนบ้าน แล้วพยายามเอาข้างล่างขึ้นมาใช้ นั่นคือสิ่งที่ท่านจะเป็นเจ้าของด้วย คือความมั่นคง ๒. ได้ราคาด้วย นำไปซึ่ง Unutility ที่ลด ผมคำนวณคร่าว ๆ ไฟฟ้าต่ำกว่า ๓.๕๐ บาทแน่นอน ดังนั้นท่านไม่สามารถจะต่ำได้

เรื่องถัดมา ท่านจะลดค่าใช้จ่าย คนเดินทางในกรุงเทพฯ ทุกวันนี้ พี่น้อง บ้านผมนี่ทุกคนใช้รถหมดแล้วครับ บ้านหนึ่งมี ๓ คน มีรถ ๔ คัน ทุกคนใช้รถหมดนี้คือไม่ใช่ สมัยนี้ เพราะฉะนั้นเราจึงคิดถึงเรื่อง Mass Transit และ Mass Transit นี่ถามว่าเป็นอย่างไร ผมอยากจะเรียนนะครับ มันเป็นเหมือนเส้นผมบังภูเขา เป็นไปไม่ได้เลยถ้าท่านต้องสร้าง รถไฟฟ้านี่ ท่านต้องเก็บอย่างน้อย ๆ ผมบอกให้เลย ถัวเฉลี่ยอย่างน้อยต้อง ๙๐ บาทขึ้นไป บางสายนี่ท่านต้องนั่ง ๑๐๐ กว่าบาท บางสายท่านต้องนั่งอย่างนั้น มันไม่มีทางที่จะถูกได้ แต่สิ่งหนึ่งที่มันซ่อนอยู่ภายใต้โครงสร้างของบ้านเราก็คือ โครงสร้างใหญ่ ๆ นี่ รัฐได้ลงทุนไปแล้ว สร้างหนี้แล้ว หนี้ ๑๒ ล้านล้านบาทนั้นอยู่ในโครงสร้างของ Mass Transit ซึ่งเราอยู่แล้ว ผมอยากจะเรียนว่าผมดูตัวเลขแล้ว ใกล้ ๑ ล้านล้านบาท ขณะที่เอกชนลงทุนประมาณ ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็เดินรถอยู่ได้สัมปทาน ดังนั้นถ้าเราคิดว่าหนี้ก็เกิดแล้ว เราพักเอาไว้ เพราะอย่างไรเราก็ต้องชำระ เราดึงเอา ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท มาจัดการบริหาร ผมเชื่อว่าเราสามารถจะดึงค่าโดยสารลงมาได้อย่างมีสาระสำคัญ อันนี้ก็คือวิธีคิดเหมือนกัน ก็จะเป็น Project แต่ถ้าเราอ่านนโยบายแล้วเราเข้าใจว่าจะลดรายจ่าย ลดสาธารณูปโภค เราก็รู้ว่าจะต้องสร้างอะไรบ้าง อันนี้เป็นหนึ่งในตัวอย่างของการคิดนะครับ

ต่อมาเรื่องที่ ๒ เมื่อเป็นอย่างนั้นแล้วท่านก็จะบอกว่าวันนี้เราเป็น Old Production แพลตฟอร์ม ผมก็อยากจะเรียนว่าถึงแม้ว่าจะเป็น Old Production แพลตฟอร์ม เรามีธุรกิจเก่า ซึ่งลงทุนส่วนใหญ่ที่ Eastern Seaboard แถวระยอง ลงทุนไป หลายสิบล้านล้านครับ พวกนั้นยังมีอายุขัยอยู่บ้าง อย่างน้อยก็ ๒๐ ปีบวกลบก่อนที่จะถูก ทดแทนด้วย New Production แพลตฟอร์ม ดังนั้นผมคิดว่าของเก่านี้เราก็คงต้องเอาขึ้นมา ปัดฝุ่น ดึง S-Curve ขึ้นมา แก้ประสิทธิภาพขึ้นมา ทำที่ทำได้ เพราะยังมีสินค้าที่ยังเป็นที่ต้องการ ของโลก โดยที่เป็นเงินลงทุนเก่า ทีนี้ผมอยากจะดึงมาตัวที่ทุกคนเป็นห่วง ประเทศไทย ดูล้าสมัย ตามเขาไม่ทันสำหรับ New Production แพลตฟอร์ม ผมก็อยากจะเรียนนะครับ แล้วก็ลองอ่านให้ฟังว่า จากการที่เราไปเยี่ยมมาประมาณอยู่ ๙ เดือนที่ผ่านมานี้ ก็มี ๑,๓๘๕ โครงการมาหาเรา แล้วก็เงินลงทุน ผมเก็บดูแล้วของปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ ที่คาดมา เข้ามาอยู่ต่อแล้วก็ทำท่าว่าจะเซ็น ไม่เซ็นแหล่อยู่นี้ รอเงื่อนไขบางอย่างอยู่ รวม ๓ ปีแล้ว ใกล้ ๒ ล้านล้านบาท ทีนี้เพื่อให้ท่านเห็นว่ามันเป็นธุรกิจอะไรบ้าง

อันที่ ๑ ก็คือ Semiconductor ท่านอาจจะบอกว่ามาเลเซียเขา Commit กันไปที่ต้นน้ำ เวียดนาม Commit ที่ปลายน้ำของ Semiconductor และเราจะอยู่ตรงไหน ผมคิดว่าเราจะเริ่มที่กลาง แล้ววิ่งขึ้นไปต้นน้ำนะครับ ผมคิดว่าเรื่องต้นน้ำของเราวันนี้มีเข้ามา และเดี๋ยวผมจะบอกว่าเขาต้องการอะไร และรออะไรอยู่ก่อนที่จะตัดสินใจ แผงวงจร อิเล็กทรอนิกส์นี้เคยเป็นการส่งออกที่ดีที่สุดของเรา วันนี้เราจะ Upgrade ขึ้นมานะครับ ก็น่าจะเป็น PCB Board นี้ โดยประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่ตอนนี้ Commit ใหม่แล้ว และเราคิดว่าถ้าเราอยู่ตรงนี้เราน่าจะเป็นที่ ๑ ของอาเซียนได้ติด ๑ ใน ๕ ของโลก

เรื่อง Data Center มีเข้ามาแสดงความสนใจจากประเทศสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย อินเดีย สิงคโปร์ แต่สิ่งที่กำลังตัดสินใจขั้นสุดท้าย เดี๋ยวผมจะบอกว่าเขารอ อะไรอยู่เพื่อจะตัดสินใจนะครับ ก็จากสหรัฐอเมริกา จีน เพื่อรองรับดิจิทัล Transformation

อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องรถยนต์เพื่อการเปลี่ยนถ่าย วันนี้ก็จะเปลี่ยนถ่ายจากพวก ไฮบริดก่อน ก่อนที่จะไป EV Car นะครับ เพราะฉะนั้นมันจะมีการเปลี่ยนถ่าย พวกนี้ อาจจะต้องมีการสูญเสียอยู่บ้าง ผมก็อยากจะบอกว่าตอนนี้โครงการที่เข้ามาตรงนี้ FDI เม็ดเงิน ยังไม่เข้ามา แต่ว่าจ่อ เมื่อรวมแล้ว ผมรวมแล้วที่เข้ามากึ่ง ๆ ที่จะเซ็นกันอยู่นี้ วงเงินใกล้ ๆ ๓ ปี รวมกันแล้ว ๒ ล้านล้านบาท ถัวเฉลี่ยแล้วก็คือปีหนึ่งก็ ๖๐๐,๐๐๐ กลับเข้าไปใกล้เคียง กับยุคที่เราได้เยอะ ๆ แล้วนะครับ เพราะฉะนั้นถ้าเราทำงานได้อีกปีหนึ่ง แล้วเอาติ่งเงิน เหล่านี้เข้ามา แล้วถามว่าเขารออะไรครับ เขาก็รอสิ่งที่ท่านผู้มีเกียรติได้เป็นห่วงละครับ ๑. วันนี้เป็นโลกใหม่ โลกร้อน ทุกคนต้องการใช้พลังงานและเป็นดิจิทัล คือต้องการไฟฟ้า สีเขียว ดังนั้นจึงเป็นที่มาที่ว่าเขาต้องการไฟฟ้าสีเขียว เราจึงมีนโยบายซึ่งพูดถึง Direct ไลน์ที่จะต้องต่อเข้าสาย เราจะต้องวางสิ่งต่าง ๆ ให้เขา ทีนี้เพื่อในการลงทุนเราอาจจะ ไม่สามารถจะลงทุนไฟฟ้าสีเขียวให้ได้ เราก็อาจจะบอกให้เขาลงทุนของเขาเอง Outsource ไป แล้วก็ใช้สายเรา ก็อาจจะต้องมีการเขียนว่า อนุญาตให้ใช้สายร่วมกัน เหล่านี้เป็นต้น ทีนี้เมื่อทำ ตัวนี้ท่านจะต้องรู้เลยครับ ตัวที่ตามมาแล้วไม่ทำไม่ได้ เพราะในการทำตัวนี้มันก็จะมีเรื่องของ การปล่อย Carbon Footprint นำมาซึ่งคาร์บอนเครดิต ตัวนี้จะเป็นเรื่องใหญ่ของประเทศ แน่นอนเลยนะครับ ภายใน ๖ ปีข้างหน้า สิ่งที่เราได้ไปสัญญากับประชาคมโลก เราจะต้อง ทำให้ได้ ไม่อย่างนั้นขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าจะส่งไม่ได้ เพราะว่าเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นผมเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้จะได้รับการจัดการ ก็เป็นพื้นฐานของดิจิทัล แพลตฟอร์มซึ่งจะต้องมี ตลาดทุนก็จะต้องรองรับให้มีการกำหนดราคาเหล่านี้ เพราะอาจจะมี ท่านผู้มีเกียรติหลายคนถามว่า แล้วถ้าจะเก็บคาร์บอนเครดิตจะทำอย่างไร อยากจะปลูกป่า ทำอย่างไร ท่านมีคำถามเยอะแยะ มันจะยังไม่เกิดขึ้น ถ้ากฎเกณฑ์ไม่ได้ถูกเขียน แพลตฟอร์ม การแลกเปลี่ยนไม่เกิด สิ่งเหล่านี้ก็ยังไม่เกิดนะครับ และเราก็จะมีปัญหากับชาวโลก เป็นต้น เพราะฉะนั้นในเรื่องของเอแอนด์ดีก็เหมือนกัน Research เหมือนกัน เราจะพูดเลยนะครับ ประเทศไทยนี้ Research ไม่ได้ ผมก็เลยลองคุยกับทาง ก.พ.ร. เพื่อจะทำการปฏิรูปวิธีคิด ของระบบราชการ ถ้าเราคิดว่าเราจะไปสร้างอาร์แอนด์ดีแล้วก็คงไม่ได้ เราก็เลยมานั่งว่า แล้วเราสร้างมาใหม่ไหม หาคนที่เข้าใจว่าตลาดนี้โลกต้องการอะไรในเรื่องของ New Technology เมื่อมีตลาดแล้ว เราก็มานั่งกำหนดเสียว่าจริง ๆ แล้วเรามีนักวิทยาศาสตร์ อยู่ในประเทศไทยอยู่ที่ไหนบ้าง ถามจริง ๆ ยังไม่มีใครรู้นะครับ ประจำอยู่ในมหาวิทยาลัย อยู่ในห้องแล็บ อยู่ในห้องเอกชน หรือเป็นคนไทยที่อยู่ต่างประเทศและทำงาน Research อยู่ ถ้าในประเทศอื่นเขาก็จะเปิดให้มีการลงทะเบียนนะครับ ให้นักวิทยาศาสตร์เข้ามาแสดง เจตนารมณ์เป็นนักวิทยาศาสตร์ที่จะ Research และเข้ามาแต่ละสาขา เมื่อเรารู้แล้วว่าใคร คือผู้ที่ Research ได้ ถ้าเราจัดโครงสร้างของทางหน่วยราชการ อำนวยความสะดวกให้กลุ่มที่จะทำธุรกิจได้พบกับ คนเหล่านี้อาร์แอนด์ดีก็จะเกิดขึ้น แต่แน่นอนครับ ภายใต้การใช้เงิน ทีนี้ก็มาพูดถึงเรื่องระบบ งบประมาณโดยกว้าง ๆ นะครับ เมื่อเราเห็นสิ่งเหล่านี้ เอาเงินที่ไหนมาใช้ ผมอยากจะบอก เลยครับ Physical Space หรือว่าเงินคงคลังมันน้อยเหลือเกิน ด้วยนโยบายวินัยการเงิน การคลัง ทำให้เราจะต้องเฝ้าตัวเองนะครับ ไม่ให้หนี้สาธารณะเกิน ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี เป็นต้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ข้อจำกัดของการใช้เงินมีเยอะ ดังนั้นสิ่งต่าง ๆ นี้เราก็จะมา นั่งดูว่า จะทำอย่างไรให้เกิดการลงทุนในภาคเหล่านี้โดยไม่ใช้เงินของเราให้มากที่สุดนะครับ เพราะฉะนั้นคำว่า Digital Wallet นี้ผมอยากจะให้ทำความเข้าใจเสียใหม่ครับว่า เมื่อท่านเห็นสิ่งเหล่านี้ท่านจะเห็นว่าสังคมประเทศไทยนี้จะเข้าไปสู่ดิจิทัล Economy ก็แปลว่าเราจะต้องทำให้ประชาชนมีความรู้จักแล้วก็มีจิตสำนึกว่า ต่อไปนี้เรากำลัง เข้าสู่สังคมของดิจิทัล เพราะฉะนั้นการที่เราให้เขาได้ใช้สิ่งที่เป็น Basic ที่สุด ใช้การโอนเงิน ผ่านระบบเหล่านี้น่าจะเป็นการเรียนรู้และ Educate ที่ดีที่สุด ๒. แต่วันนี้สิ่งเหล่านี้มีอยู่แล้ว แต่เป็นระหว่างประชาชนกับสถาบันการเงิน ระหว่างสถาบันการเงินกับหน่วยที่เขาขายของ มีการแลกเปลี่ยนบนแพลตฟอร์มอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ดีที่สุดก็คือ นโยบายภาครัฐที่จะเกื้อหนุน ช่วยเหลือ หรือสนับสนุนประชาชน ไม่มีช่องทางนั้น ดังนั้นเราจะต้องมีแพลตฟอร์ม ของตัวเอง แพลตฟอร์มทางรัฐ ดังนั้นนั่นคือวัตถุประสงค์ที่ใหญ่ที่สุดของการไปข้างหน้า ให้มีแพลตฟอร์ม ดิจิทัล แพลตฟอร์มนะครับ แต่ทีนี้ในเมื่อแต่ละคนจะมีช่องทางติดต่อกัน แล้วก็ควรจะมี Wallet เป็นของตัวเองด้วย ทีนี้การที่พูดถึง Open Loop นี่มันก็เป็นการสร้าง อะไรครับ เมื่อเราเป็นรัฐบาลเราจะสร้างให้ความสม่ำเสมอ หรือคือความเสมอภาค และโอกาสของธุรกิจเท่าเทียมกัน ทุกวันนี้ถ้าเผื่อผมบอกว่าผมไม่ใช้อันนี้ ผมใช้เป๋าตัง ขออนุญาตนะครับที่ใช้เรียกอย่างนี้ ก็เหมือนว่าผมใช้บริการกรุงไทย ถ้าผมไปใช้ PromptPay ก็ใช้บริการคนหนึ่ง ทำไมเราไม่ใช้ Open Loop ให้ทุกคนมีโอกาสมาเชื่อม ไม่ว่าประชาชน จะใช้เป๋าตัง จะใช้ PromptPay หรือใช้อะไรก็สามารถจะเข้ามาอยู่ในแพลตฟอร์มที่เชื่อมกันได้ แต่สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ทำได้ไม่ง่ายนัก แต่ทั้งหมด ความสำคัญทั้งหมดก็คือว่า เมื่อมีหนี้ เราจะไปใหม่ ทุกคนหายใจไม่ค่อยออก ไม่ค่อยสะดวก แล้วก็ผมบอกว่าแก้หนี้ สิ่งที่ทำก็คือ Digital Wallet นี่คือการเติมเงินเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจนั่นเอง ดังนั้นถ้าการเติมเงินเข้าสู่ระบบ เศรษฐกิจก็จะเติมเข้าไปเพื่อให้ไปซื้อของ หรือเติมเงินแล้ว เพื่อให้ไปซื้อของผลลัพธ์ ทางเศรษฐกิจไม่เหมือนกัน แต่ทั้งนั้นทั้งนี้ก็ต้องคำนึงถึงเงินในกระเป๋า คำนึงถึงความพร้อม ของระบบ คำนึงถึงงบประมาณที่เราได้รับการอนุมัติช้าหรือเร็ว ต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นองค์ประกอบของการตัดสินใจว่าเราควรจะไปอย่างไร ดังนั้นผมเลยอยากเรียนตอบ สมาชิกผู้ทรงเกียรติว่า เราได้คิดแล้วนะครับว่าจะทำให้เร็วที่สุด แล้วก้อนแรกนี้น่าจะเป็น ๑๐,๐๐๐ บาท ครบนะครับ แล้วก็ได้ดูรายชื่อแล้ว ณ วันนี้ได้ประมาณ ๑๔.๒ ล้านคนเศษ ๆ ก็คือน่าจะประมาณ ๑๔๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท แล้วก็อยากจะเรียนนะครับว่าเราได้ Check แล้ว ณ วันนี้ ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ผมได้ทบทวนพร้อมกับทีมงานนะครับ เราน่าจะสามารถที่จะกดปุ่ม เคาะระฆังให้เงินก้อนแรกไหลในวันที่ ๒๕ โดยประมาณ ผมยังอยู่นะครับ ๒๕-๒๖ นี้ น่าจะ ๒๕ ได้นะครับ ก็อยากจะเรียนให้ทราบ ก็จะมีคำถามต่อไปอีกว่า แล้ว ๑๔.๕ แล้วที่เหลือลงทะเบียน ๓๐ กว่าจะทำอย่างไร ผมก็อยากจะเรียนนะครับ ที่ผมเรียนเมื่อสักครู่ เรื่อง Digital Wallet จริง ๆ แล้วเบื้องหลังของ Digital Wallet นั้นคือความสำคัญ เรื่องดิจิทัล แพลตฟอร์ม สำหรับเป็นแพลตฟอร์มของระดับประเทศ มันมีเรื่องประโยชน์อื่น ๆ ซ่อนอยู่ด้วย และเป็นสาระสำคัญ เราก็คงจะเดินต่อไป แต่การที่จะไปเฟสที่ ๒ เราจะจ่ายอย่างไร ผมอยากจะเรียนครับ นอกเหนือจากพิจารณาเรื่องความพร้อมของเงิน เรายังให้ความสำคัญว่า เนื่องจากเรามีงบประมาณที่จำกัด จะให้ความสำคัญของการใช้งบประมาณ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในงบกลางนี้ ให้กับการปรับปรุงโครงสร้างที่เป็นจุดอ่อนแอของประเทศก่อน เราให้ความสำคัญเรื่องนี้เพื่อมองการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะปานกลางและระยะยาว ตัวนั้นเป็น Priority แล้วถ้ามีเงินเหลือที่พอจะได้ เราก็จะเจียดเข้ามาสู่ตรงนี้ ซึ่งเป็น Priority ที่ถัดลงมาเล็กน้อยนะครับ ผมอยากให้ทั้งหมดนี้ทำอยู่ในภาพรวมทั้งหมด ถ้าเรามองทั้งหมดภาพนี้เราก็เห็นว่า เราต้องมี Flexible หรือมีความยืดหยุ่นของแผนที่จะทำ Project ได้ตลอดเวลา สถานการณ์ มันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ก็ต้องขอเรียนนะครับว่าเราต้องเปลี่ยนไป สำหรับ Project นี่ ผมอยากจะเรียนว่า ในเฟสต่อไปในการทำงาน เมื่อเรามี Vision แล้ว เรามี Direction แล้ว เราก็คงต้องเอา Vision นั้นไปกำหนดชื่อให้ชัดเจนว่าเรามี Project อะไร เรามีแผนงานอะไร ที่สำคัญนะครับ แล้ววันนั้นประชาชนและท่านผู้มีเกียรติคงได้รับทราบนะครับ ก็เป็นจุด ที่ท่านจะสามารถมอนิเตอร์ แล้วก็ดูผู้ที่รับผิดชอบได้ต่อไป ต้องขอประทานโทษนะครับ ที่ใช้เวลาในการพูดแล้วตอบนานหน่อยเพื่อจะได้เห็นภาพรวม กราบขอบพระคุณครับ สวัสดีครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปขอเชิญ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ

นางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี 🔗

ฝากท่านประธานที่เคารพ ผ่านไปยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาค่ะ ก่อนอื่นเลยนะคะ ดิฉันต้องขอขอบคุณทุกข้อเสนอแนะ จากสมาชิกรัฐสภาทุก ๆ ท่านนะคะ แล้วก็ขอยืนยันว่าได้รับฟังจากทุก ๆ ท่านอย่างชัดเจน แล้วก็ขอยืนยันว่านโยบายหลาย ๆ นโยบายที่ท่านได้หยิบยกขึ้นมา บางนโยบายก็ได้ทำ เสร็จสิ้นไปแล้ว บางนโยบายกำลังจัดการอยู่แล้วก็ได้เริ่มไปแล้วนะคะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องหนี้ ของเกษตรกร การพักหนี้เกษตรกรได้พักไปเรียบร้อยแล้วนะคะ ก็จะสามารถ Check ข้อมูล เหล่านี้ได้จาก สส. พื้นที่เมื่อลงพื้นที่พูดคุยกับพี่น้องประชาชนค่ะ แล้วก็เรื่องยาเสพติด สักครู่ที่ผ่านมาก็มีทางท่านรัฐมนตรีสมศักดิ์ แล้วก็ทางท่านรัฐมนตรีทวีได้ชี้แจงไปแล้ว เราจะสานต่อนโยบายเรื่องยาเสพติดต่อจากท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐานะคะ เพราะว่า ตอนสมัยที่ท่านเป็นนายกรัฐมนตรีเราได้เริ่มในเรื่องของการป้องกันชายแดนนะคะ ไม่ให้ มีการลักลอบนำยาเข้ามานะคะ แล้วดิฉันเองก็ได้มีการพูดคุยกับหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไปเรียบร้อยแล้วนะคะ แล้วก็การจับรายใหญ่ที่เป็นเรื่องของยาเสพติด มันก็จะเป็นการจับ ทำให้รายเล็ก ๆ ถูกหายไปโดยปริยายเมื่อจับรายใหญ่ได้สำเร็จนะคะ ซึ่งเราก็จับรายใหญ่ ได้หลายรายแล้วเช่นกันค่ะ การที่ปัญหาของยาเสพติดดิฉันเองก็ได้รับรายงานจากทาง สส. พื้นที่เสมอนะคะว่า พี่น้องประชาชนมีความหนักใจในเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ รอไม่ได้ แล้วเราก็พยายามที่จะมุ่งประเด็นเรื่องนี้อย่างเข้มข้นนะคะ แล้วตัวของดิฉันเอง ก็เริ่มวางแผนแล้วว่าจะลงไปในพื้นที่ต่าง ๆ ได้อย่างไรบ้าง เพราะว่าก็อย่างที่ทราบกัน ตามกฎหมายค่ะ แถลงการณ์เสร็จแล้วก็มีสิทธิที่จะสั่งการราชการได้แล้ว แล้วก็คิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญจริง ๆ ลงไปหาชาวบ้านเอง ชาวบ้านถึงกับพูดขึ้นมาว่า Digital Wallet ไม่เอาแล้ว เอาเรื่องยาเสพติดก่อน อันนี้คือจะบอกว่าความรู้สึกของชาวบ้านที่สะท้อนให้ สส. แล้ว สส. ก็มาบอกที่ดิฉันนะคะ แต่ว่าแน่นอนค่ะ เราต้องดูแลในทุก ๆ ส่วนค่ะ

แล้วก็ในเรื่องของการแก้รัฐธรรมนูญนะคะ ก็เป็นการที่เราเริ่มทำแล้วเช่นกัน แล้วก็ต้องมีการเร่งรัดดำเนินการผ่านกระบวนการ ที่กระบวนการเหล่านี้ในรัฐสภาที่ทุกท่าน ก็มีส่วนร่วม ก็จะต้องทำไปด้วยพร้อม ๆ กันนะคะ

ในเรื่องของพลังงานเมื่อสักครู่ท่านพิชัยได้พูดแล้วนะคะ เรื่อง Mass Transit Digital Wallet ต่าง ๆ และที่สำคัญค่ะ ในฐานะของนายกรัฐมนตรีเองนะคะ ขอน้อมรับ คำแนะนำให้การเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์ บาดแผล ยึดมั่นในหลักนิติธรรม แล้วก็จะพยายาม ทำให้ถึงที่สุดค่ะ หลาย ๆ ครั้งดิฉันเข้าใจดี เข้าใจทางฝ่ายค้านอย่างลึกซึ้งในเรื่องของ การจัดตั้งรัฐบาลนะคะ เพราะว่าเมื่อหลายปีที่แล้วพรรคเพื่อไทยเองก็จัดตั้งรัฐบาล ได้เสียง มาเป็นอันดับหนึ่ง แต่จัดตั้งรัฐบาลไม่สำเร็จเช่นกัน และพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล ก็ได้นั่งมาเป็นฝ่ายค้านด้วยกันถึง ๔ ปี พวกเราก็ยังจำได้ดีนะคะ ก็เข้าใจจุดนี้จริง ๆ แต่ในวันนี้การที่พรรคเพื่อไทยถูกเลือกมา ประชาชนถึง ๑๐.๙ ล้านคนที่เลือกเรามา นั่นก็คือ เสียงของประชาชนเช่นกัน พรรคร่วมรัฐบาลเองก็ได้เสียงของประชาชนเลือกมาเช่นกัน ทุกเสียงคือเสียงของประชาชนคนไทยทั้งนั้นค่ะ ไม่มีเสียงไหนที่มีศักดิ์ศรีหรือด้อยศักดิ์ศรี ไปกว่ากันและกันเลย ดิฉันอยากจะขอให้พวกเราทุกคนในที่นี้ได้มีการมาร่วมกันสร้างการอภิปรายที่สร้างสรรค์ ไม่สร้างวาทกรรมเกลียดชัง ไม่ทำให้เกิดความเข้าใจผิดในหัวข้อต่าง ๆ เพราะว่าเราเป็น คนรุ่นใหม่แล้ว เราเป็นคนที่อยู่ในสังคมปัจจุบันนี้ที่จะสามารถเป็นตัวอย่างให้กับพี่น้อง ประชาชนได้ ว่าเมื่อเรามารวมตัวกัน เราสามารถมีการเมืองที่สร้างสรรค์ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ วาทกรรมเกลียดชังเพื่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม มันเป็นสิ่งที่ไม่ได้จำเป็นเลย และตอนนี้เอง ก็ไม่ใช่ช่วงของการหาเสียงเลือกตั้ง เราเองไม่จำเป็นที่จะต้องสร้างสิ่งเหล่านั้น เพื่อให้เกิด ความเข้าใจผิด เราต้องมองเห็นภาพของส่วนรวมประเทศมากกว่าภาพลักษณ์ของเราเอง เพราะว่าอย่างในตอนนี้เองที่ดิฉันได้แถลงนโยบายเสร็จ ก็ได้มีโอกาสคุยกับหน่วยงาน หลายหน่วยงานเลยที่ทำเรื่องอุทกภัยอยู่ตอนนี้ น้ำท่วมที่ภาคเหนือ โดยเฉพาะเชียงราย ท่วมหนักมาก แล้วก็ก่อนที่ดิฉันจะมีอำนาจในการสั่งการ ทางรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม รองนายกรัฐมนตรี ทางรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเอง รัฐมนตรี ว่าการกระทรวงคมนาคม ทุกกระทรวงที่มีส่วนเกี่ยวข้องได้สั่งการล่วงหน้าและลงมือ ไปหมดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเจ้าหน้าที่ทหารมากมายถึงพื้นที่เรียบร้อยแล้ว แล้วก็ดำเนินงาน ได้เร็วมาก อย่างเช่นเมื่อวานนี้พี่น้องประชาชนสามารถรับอาหารได้แค่มื้อเดียว แต่วันนี้ ครบแล้วทั้ง ๓ มื้อแล้วก็เพียงพอ พี่น้องประชาชนไม่ต้องหิวข้าวแล้วในวันนี้ นี่คือสิ่งที่รัฐบาล ก็รีบลงมืออย่างรวดเร็วเช่นกัน มันเป็นสิ่งที่เราควรจะมาร่วมมือร่วมแรงร่วมใจกัน เพื่อที่จะผ่านวิกฤติต่าง ๆ ของประเทศชาติไปด้วยกัน ที่ไม่ใช่การสร้างความเกลียดชัง ไม่อยากให้ฝ่ายค้านมีเรื่องคับแค้นใจเป็นฝ่ายแค้นแทน เราไม่ต้องแค้นกันค่ะ เราต้องเข้าใจกัน ว่าเราสามารถอยู่ในสภาแห่งนี้ด้วยหลักของความเข้าใจที่ถูกต้องจริง ๆ ค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปขอเชิญท่านชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีครับ

รองศาสตราจารย์ชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรี ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ผมได้รับมอบหมายให้มาขยายความเรื่องของรัฐธรรมนูญเพิ่มเติม จากที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณาชี้แจงไปแล้ว ตั้งแต่เช้ามากระผมได้นั่งฟังอยู่หลายครั้ง หลายตอน ส่วนใหญ่ก็จะมีความเข้าใจในเรื่องของรัฐธรรมนูญนี้แตกต่างกันไป ท่านณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ท่านว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน ท่านกัณวีร์ สืบแสง ท่านเทวฤทธิ์ มณีฉาย สมาชิกวุฒิสภา ก็ได้กล่าวไปในเรื่องนี้พอสมควร ผมสรุปความได้ว่าเรื่องของรัฐธรรมนูญนี้ ท่านมีข้อซักถามที่เป็นประเด็นสำคัญสัก ๒ เรื่อง

เรื่องแรก ก็คือว่าทำไมไม่จัดเรื่องของการทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไว้เป็น นโยบายเร่งด่วน

เรื่องที่ ๒ ก็คือความไม่ชัดเจนของนโยบายว่าจะทำอย่างไร จะทำรัฐธรรมนูญ ฉบับใหม่แบบไหน อย่างไร ก็ไม่มีในรายละเอียดนะครับ อันนี้ก็เป็น ๒ ประเด็นใหญ่ ๆ ที่อยากจะกราบเรียน

ทีนี้ก่อนจะไปถึงเรื่องรัฐธรรมนูญ ผมเองก็ได้นั่งฟังการอภิปรายของสมาชิก เมื่อสักครู่นี้ ก็เลยนึกทบทวนขึ้นมาได้ว่าน่าจะต้องพูดอะไรสักเล็กน้อยสำหรับเรื่องนี้ ด้วยความเคารพนะครับ ขออนุญาตเอ่ยนามท่านศิริกัญญา ก็มีความรักเคารพกันอยู่นะครับ ท่านพูดถึงหรือเปรียบเทียบการแถลงนโยบายของรัฐบาลนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์กับรัฐบาลนี้ และรัฐบาลอื่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งนโยบายท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ในสมัยนั้น ท่านก็บอกว่ามีรายละเอียดดี กำหนดจำนวนเงิน กำหนดวันเวลา สถานที่ อย่างโน้นอย่างนี้ ว่าจะทำอะไร เมื่อไร ผมก็เลยนึกย้อนความทรงจำว่า ผมได้มีส่วนร่วมในแง่ของการจัดทำ นโยบายในขณะนั้น โดยสรุปก็คือว่า การจัดทำนโยบายในขณะนั้นเป็นการจัดทำนโยบาย ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ นี้จะมีบทบัญญัติในมาตรา ๗๕ มาตรา ๗๖ ที่กำหนดไว้โดยชัดเจนว่า รัฐบาลแถลงนโยบายต่อสภาต้องชี้แจงให้ชัดเจนว่า จะทำอะไร อย่างไร เมื่อไร โดยเหตุนี้ในขณะนั้นเวลาทำนโยบายจึงมีความชัดเจนว่า ๓๐๐ บาทเท่านั้นเท่านี้ เมื่อนั้นเมื่อนี้ ปีแรกทำอันนั้นทำอันนี้ แต่ว่าพอมาถึงรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ก็ไม่มีความชัดเจนแบบนั้น บทบัญญัติที่กล่าวมานั้นยกเลิกไป มีเพียงว่าต่อไปนี้ถ้าจะจัดทำนโยบายตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ท่านต้องแถลงแหล่งที่มา ของเงินรายได้ว่าเอามาจากไหน และเอากรอบยุทธศาสตร์ชาติมากำหนดไว้ โดยกรอบ ยุทธศาสตร์ชาติก็เกิดจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ท่านทั้งหลาย สมาชิกรัฐสภาคงจำได้ เราก็มาตรากฎหมาย เราไม่ได้ตราหรอกครับ เขาออกมาสมัย สนช. กำหนดถึงขณะนี้ว่า เวลาทำนโยบายต้องเป็นไปตามยุทธศาสตร์ชาติ เพราะฉะนั้นขณะนี้กฎหมายนี้มีผลบังคับ ท่านจะเห็นจั่วหน้าของคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีในขณะนี้ ก็ต้องบอกว่าเป็นไปตาม ยุทธศาสตร์ชาติมาตรานั้นมาตรานี้ แต่ว่าเอากรอบยุทธศาสตร์ชาติมากำหนด อันนี้ก็กราบเรียน เบื้องต้นนะครับ อันนี้ไม่ใช่ท้วงติงอะไร แต่ว่าเป็นความรู้ว่า เอ๊ะ มันทำไมเป็นอย่างนี้ ก็นึกขึ้นได้นะครับ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ สำหรับเรื่องรัฐธรรมนูญประเด็นแรก ทำไม ไม่กำหนดไว้เป็นนโยบายเร่งด่วน ก็กราบเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าจะหาเหตุผลความเป็นมา ว่าทำไมไม่เป็นเร่งด่วน ก็ต้องย้อนไปดูนิดหนึ่งว่า ในสมัยรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ผมจำได้ว่าเราก็วิจารณ์กัน คราวที่แล้วผมก็นั่งอยู่ข้างล่างนี้ วิจารณ์ว่า โอ้โฮ นโยบาย ยืดเยื้อ ยาว ไม่รู้ว่าจะเอาอย่างไร จะทำอะไร เพราะนโยบายของรัฐบาลเศรษฐาเขียนว่า จะแก้ปัญหาความเห็นต่างในเรื่องรัฐธรรมนูญ เพื่อให้คนไทยได้มีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตย โดยยึดรูปแบบการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ไม่แก้ไขหมวด ๑ หมวด ๒ โดยรัฐบาลจะหารือแนวทางในการทำประชามติก็ว่ากันไป ก็มีความยาวประมาณ ๔ บรรทัด แต่ว่ามาถึงของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ท่านเขียนไว้สั้น ๆ ไม่ยาวเลยครับ ท่านบอกว่าเร่งรัดทำรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย มากขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยยึดโยงกับประชาชนและหลักการประชาธิปไตย จริงอยู่นะครับ ท่านที่เคารพ ท่านประธานรัฐสภาครับ ไม่ได้เป็นนโยบายเร่งด่วน แต่ผมก็พอใจอยู่นิดหนึ่ง ก็บอกว่า ๑. เร่งรัด ๒. ก็คือคำว่า โดยเร็วที่สุด โดยเร็วที่สุดก็คือทำกันโดยเร็ว เพื่อให้เกิด รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นถ้าเราดูนโยบายของ ๒ รัฐบาลนี้จะเห็นได้ชัดเจนว่า นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ขณะนั้นเกิดความไม่มั่นใจ ไม่แน่ใจว่า ท้ายที่สุดรัฐธรรมนูญมันจะตราฉบับใหม่ขึ้นมาได้โดยวิธีการใด เนื่องจากในขณะนั้น เรามีปัญหาสำคัญ ก็คือว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๔ ที่วินิจฉัยว่าถ้าจะจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่แล้ว เนื่องจากรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ เกิดขึ้นจากการทำประชามติ ของประชาชน เพราะฉะนั้นถ้าจะทำฉบับใหม่ต้องไปถามประชาชนเสียก่อนว่า เห็นชอบ ให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ และเมื่อจัดทำแล้วก็จำเป็นต้องไปถามประชาชน อีกครั้งหนึ่งว่าจะเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ โดยเหตุนี้ขณะนั้นรัฐบาลนายกรัฐมนตรีเศรษฐาก็เลยมีความเห็นว่ามันยังไม่ชัดเจน ว่าท้ายที่สุดมันจะมีวิธีการจัดทำอย่างไร ท่านเพื่อนสมาชิกทั้งหลายคงจำได้ว่าขณะนั้น เราเถียงกันมาก ถ้าเป็นแบบนี้ก็หมายความว่าต้อง ๓ ครั้ง บางท่านก็บอกว่าต้อง ๒ ครั้ง ในการทำประชามติ ผมเองอยู่ข้างล่างผมก็มาถามท่านประธานรัฐสภา โดยที่วิธีการก็คือ เสนอเป็นร่างเข้ามา ท่านประธานรัฐสภาโดยฝ่ายกฎหมายก็บอกว่า นี่เป็นการจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพราะฉะนั้นบรรจุไม่ได้ ผมเองก็ไปถามศาลรัฐธรรมนูญ ทำคำร้องขึ้นไป เสนอญัตติต่อรัฐสภาแห่งนี้ละ ท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญก็บอกว่ายังไม่มีข้อขัดแย้ง ไม่รับวินิจฉัย โดยเหตุนี้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาก็ไม่มีความแน่ใจในตรงนี้ จึงควรจะใช้ ความรอบคอบ ก็เลยแต่งตั้งให้ท่านรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม เป็นประธานกรรมการศึกษา ท้ายที่สุดท่านก็ศึกษามา ถึงขณะนี้ก็ได้ข้อสรุปว่า ๑. ก็คือต้องทำประชามติ ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ ก็คือถามประชาชนว่าสมควรจะมีการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ครั้งที่ ๒ ก็คือถามประชาชนหลังจากมีการแก้มาตรา ๒๕๖ มี สสร. แล้ว ครั้งสุดท้ายครั้งที่ ๓ ก็คือถามประชาชนว่าจะเห็นชอบกับรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ นี่คือรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา โดยรองนายกรัฐมนตรีภูมิธรรม ซึ่งเป็นประธานกรรมการ ได้หาข้อสรุปจนได้ข้อยุติประมาณนี้ เพราะฉะนั้นโดยเหตุนี้รัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี รัฐบาลนี้ ก็เลยเขียนไว้สั้น ๆ เพราะรู้แล้วว่ารัฐธรรมนูญฉบับใหม่มันจะไปอย่างไรในท้ายที่สุด ซึ่งผมก็คิดว่าเราก็คงจะเดินตามนี้ แต่จะเดินตามนี้ได้ก็เป็นเรื่องของรัฐสภาแห่งนี้ จะต้องทำความเข้าใจร่วมกัน แล้วก็ช่วยกันผลักดัน ทีนี้นอกเหนือจากเรื่องนี้ก็กราบเรียน ท่านสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาด้วยความเคารพอย่างนี้ครับว่า เรื่องของ รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ ที่เราต้องการจะให้มีฉบับใหม่ ต้องการแก้ไขให้เป็นประชาธิปไตยนั้น พวกเรารับทราบกันดีว่าที่ไปที่มาของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ นี้มาอย่างไร เป็นปัญหาอะไร เขาเรียกกันว่า รัฐธรรมนูญปราบโกง แต่ว่าผมไปดูแล้วก็หมายความว่าปราบโกงในที่นี้ ก็มีบทบัญญัติมากมายหลายมาตราที่เป็นปัญหา สามารถตีความได้เกินเลยไปจากความปกติ ธรรมดาที่ควรจะเป็น เราก็เห็นกันชัดเจนครับ การตีความมาตรา ๑๖๐ (๔) (๕) ที่เป็นปัญหาอยู่ เมื่อสักครู่นี้ คำว่า มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ คำถามคือ วิญญูชนจะเข้าใจได้อย่างไร อะไรประจักษ์ อะไรไม่ประจักษ์ ถ้าเป็นประจักษ์ก็หมายความว่าไม่เคยทำอะไรผิดเลยใช่ไหม เป็นผู้บริสุทธิ์ผุดผ่องเลยตั้งแต่ต้นจนมาถึงปัจจุบัน อะไรคือพฤติกรรมที่เป็นการฝ่าฝืน ประมวลจริยธรรมอย่างร้ายแรง เราก็ทราบกันดีว่าพฤติกรรมตรงนี้ท้ายที่สุดจะเอาตั้งแต่ เมื่อไร ก็ไม่ได้กำหนด เช่น ตั้งแต่เด็กแรกเกิดอายุ ๗ ขวบ ก็นับแล้วมีพฤติกรรมฝ่าฝืน ประมวลจริยธรรม เพราะอะไรครับ ไปเตะบอลแล้วโกงเขา อย่างนี้เป็นต้น มันก็ไม่มีข้อจำกัด ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมก็เปิดเผยได้นะครับ ท่านว่าที่ผู้นำฝ่ายค้าน ท่านพริษฐ์ ก็มาคุยกับพวกเรา ผมเชิญท่านเลขาธิการพรรค เชิญท่านประธานวิปไปนั่งคุยด้วย เขาบอกระหว่างที่เรารอการแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับนี้ เป็นไปได้ไหมว่าเราจะแก้ไข รัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา บางประเด็นที่คิดว่ามีความจำเป็น เพื่อประโยชน์ต่อการบริหาร ราชการแผ่นดิน เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาการตีความล้นเกิน อะไรอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งพวกผมก็มานั่งดูแล้ว ผมคิดว่าก็เห็นด้วยนะครับ เห็นด้วยว่าเราควรจะทำ แต่ว่าจะทำ ในที่นี้ก็คิดว่าดีที่สุดคือให้พรรคการเมืองทั้งหลายที่เป็นอยู่ในขณะนี้ช่วยกันทำ ในนามของ พรรคการเมือง ในนามสมาชิกพรรคการเมือง ผมทราบว่าพรรคประชาชนก็เสนอร่างมาแล้ว เพียงแต่ว่ายังไม่ได้เสนอบรรจุ แต่ขณะเดียวกันพวกกระผมก็มีการยกร่างกันมาอยู่พอสมควร กำลังคิดอยู่ว่าประเด็นที่ควรจะแก้อะไรบ้าง เช่น ผมคิดได้ขณะนี้ว่าการที่พวกเราจะวินิจฉัยให้ คนใดคนหนึ่งออกจากตำแหน่ง การที่จะวินิจฉัยให้คนใดคนหนึ่ง สมาชิกคนใดคนหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา หรือแม้กระทั่งรัฐมนตรีออกจากตำแหน่ง ใช้เสียงข้างมากเท่านั้นมันจะยุติธรรมไหม เช่น ๑ เสียงก็สามารถเอานายกรัฐมนตรี ออกจากตำแหน่งได้นะ ผมก็คิดว่าในอดีตมันเคยมีนะเสียงเอกฉันท์ หรืออย่างน้อยคือเสียง ๒ ใน ๓ ๔ ใน ๕ ก็กำลังคิดกันอยู่ ก็มีแนวความคิดเหมือนกันครับ เห็นด้วยว่าเราอาจจะแก้ไข รัฐธรรมนูญรายประเด็นพร้อม ๆ กันไปกับการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญทั้งฉบับควบคู่กันไป ก็จะทำให้บ้านเมืองเรามีรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น อย่างนี้เป็นต้น

เพราะฉะนั้นกราบเรียนโดยสรุปครับ เรามีเจตนาแน่วแน่ว่าจะเร่งรัดรีบจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปัญหาจากรัฐธรรมนูญฉบับใหม่พวกเราทราบดีครับว่า ขณะนี้ต้องแก้ กฎหมายประชามติ กฎหมายประชามติผ่านสภาผู้แทนราษฎรไปแล้ว ไปอยู่ที่วุฒิสภา หลังจากวุฒิสภาเสร็จเราก็คงจะต้องประกาศใช้ หลังจากมีกฎหมายประชามติแล้วเราคง จะเริ่มต้นถามประชาชนได้ว่า จะสมควรให้มีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่หรือไม่ ก็เป็นการเริ่มต้น นับหนึ่งของการจัดทำรัฐธรรมนูญประชาชนตามนโยบายของรัฐบาลที่ประกาศ ก็ขอประทาน กราบเรียนว่าเราก็ยินดีครับ เร่งรัดจัดทำแล้วก็ยังมีความชัดเจนว่า เราจะมุ่งไปสู่การจัดทำ รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้ได้โดยเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ท่านประธานครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญท่านศาสตรา ศรีปาน ครับ

นายศาสตรา ศรีปาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ผม ศาสตรา ศรีปาน ผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา หาดใหญ่ พรรครวมไทยสร้างชาติ วันนี้ผมก็จะขออภิปรายในการแถลงนโยบายของ คณะรัฐมนตรี แต่ก่อนอื่นก็ต้องขอขอบคุณคณะรัฐมนตรีและนายกรัฐมนตรีด้วย ที่วันนี้ ได้บรรจุเรื่องของลดค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน ในเรื่องเร่งด่วนที่ ๓ ซึ่งเป็นนโยบายหลัก ของพรรครวมไทยสร้างชาติของเราครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมลงพื้นที่ไปเจอพี่น้อง ประชาชน พี่น้องประชาชนก็ฝากถามเรื่อง Digital Wallet วันนี้ได้ฟังเต็ม ๒ หูจากรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลังเรียบร้อย ว่า ๑๔ ล้านคนได้แน่นอน ๒๕ กันยายน ๒๕๖๗ ๑๔ ล้านคน กลุ่มเปราะบาง แล้วก็ต้องขอขอบคุณที่วันนี้เงินจ่ายโดยบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีข้อมูล อะไรต่าง ๆ ครบถ้วน และยังมีอีกกลุ่มครับ นั่นก็คือกลุ่มของ ๓๐ กว่าล้านคน อันนี้รอได้ครับ แต่พี่น้องประชาชนบอกว่าเป็นพายุหมุนเศรษฐกิจ แต่อย่าหมุนเข้ากระเป๋านายทุนนะครับ อันนี้เป็นเรื่องสำคัญที่พี่น้องประชาชนฝากมา

ประเด็นที่ ๒ เป็นเรื่องการศึกษา เป็นนโยบายระยะยาวของทางรัฐ วันนี้ PISA หรือการประเมินผลของเด็กไทยตกต่ำที่สุดครับ ในรอบ ๒๐ ปีทุกวิชา จริง ๆ แล้ววันนี้ กระทรวงศึกษาธิการขอเสนอแนะนิดเดียว ต้องไปดูครับว่าวันนี้โรงเรียนที่ไม่มีคุณภาพ อาจจะเป็นโรงเรียนขนาดเล็กที่วันนี้มีอยู่มากมาย วันนี้กระทรวงศึกษาธิการต้องฟันธงครับ ว่าจะควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กหรือไม่ เพื่อที่จะเพิ่มคุณภาพให้กับโรงเรียน แล้วก็มีการเรียน การสอนที่มีคุณภาพให้กับเด็กไทย

อีกเรื่องครับ ในเรื่องของโครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ เงินอุดหนุนต่าง ๆ วันนี้ยังมีการทุจริตคอร์รัปชันอยู่มากครับ วันนี้โครงการเรียนฟรี ๑๕ ปีอย่างมีคุณภาพ บางโรงเรียนยังใช้จ่ายผิดวัตถุประสงค์อยู่ อาหารกลางวันเด็กที่ได้งบประมาณไป วันนี้ลองครับ ให้ สช. หรือ สพฐ. ซึ่งเป็นต้นสังกัดเข้าไปดูครับ ว่าวันนี้อาหารของเด็กไทย อาหารกลางวัน เป็นอย่างไร ทุกจังหวัดก็ต้องคอยช่วยกันตรวจสอบดูแลนะครับ ส่วนเมื่อสักครู่เห็นแล้ว ได้ยินแล้วครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีก็ให้ความสำคัญกับการสร้างพลเมืองโลก นั่นก็คือ Global Citizen โดยใช้เอไอการสร้างพลเมืองโลกครับท่านประธาน จะต้องมีทักษะอย่างหนึ่ง ก็คือทักษะในเรื่องของภาษา ภาษาอังกฤษครับ วันนี้ถ้าใช้เอไออย่างเดียวอาจจะไม่พอ อาจจะต้องใช้ระบบหนึ่งที่เรียกว่า OPOL : One Person One Language ซึ่งอยากจะให้ กระทรวงศึกษาธิการลองดูครับ ซึ่งมีคนไทยหลายท่านประสบความสำเร็จแล้ว นั่นก็คือ ให้เลือกผู้ปกครอง ๑ ท่านคุยภาษาอังกฤษกับลูกไปพร้อมกับการใช้เทคโนโลยี ไม่ว่าจะเป็น YouTube อะไรต่าง ๆ นี้ เพื่อที่จะให้เรียนรู้ภาษาอังกฤษอย่างเป็นธรรมชาติ ท่านประธาน ที่เคารพครับ และผมก็เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งครับ ที่จะเอาเงินใต้ดินสีเทา สีดำ เงินส่วย สถานบันเทิงขึ้นมาเข้าระบบ จัดเก็บให้เป็นระบบระเบียบ เพื่อที่จะเอาไปทำอะไร เอาไป สร้างโรงเรียน เอาไปทำอะไรอีกครับ เอาไปสร้างโรงพยาบาลก็ได้ ซึ่งวันนี้กรรมาธิการ ของสภาผู้แทนราษฎรเราได้ตั้งกรรมาธิการหนึ่งขึ้นมาศึกษาการแก้ปัญหาสถานบันเทิง พ.ศ. ๒๕๐๙ เรียบร้อยแล้ว และได้รับคำชมจากเพื่อน ๆ สมาชิกนะครับ โดยที่ประธาน กรรมาธิการก็เป็นของทางพรรคท่านนะครับ ก็คือพรรคเพื่อไทย ตัวผมเองก็อยู่ในกรรมาธิการ ชุดนี้ครับ เรื่องสถานบันเทิงอย่างแรกเลยที่ต้องแก้ นั่นก็คือยกเลิก Zoning ให้เร็วที่สุดครับ เพราะวันนี้กฎหมายล้าหลังไม่พอ Zoning ก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่วันนี้ผู้ประกอบการ ไม่สามารถไปจดทะเบียนอย่างถูกต้องได้ เพราะฉะนั้นต้องทำอย่างไรครับ ก็ต้องจ่ายส่วย แล้วก็ให้ท้องถิ่นเลือก Zoning ของแต่ละท้องถิ่นเอง มีคณะกรรมการชุดหนึ่งเข้ามาดูแล ตรงนี้ก็จะแก้ได้ วันนี้ครับ มีวิธีหนึ่งที่จะหานักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศ ผมจะบอกให้ครับ ราว ๗-๑๐ ล้านคน ท่านลองดันจังหวัดสงขลาสู่เมืองมรดกโลกครับ ที่ผมบอกว่าเมืองมรดกโลก คืออะไร ก็คือวันนี้มีนักท่องเที่ยวกลุ่มหนึ่งที่ไปท่องเที่ยวเมืองมรดกโลกต่าง ๆ เหมือนเมื่อก่อนนี้จังหวัดสงขลากับปีนัง จังหวัดสงขลากับปีนัง ประเทศมาเลเซีย มีนักท่องเที่ยวพอ ๆ กันครับ คือราว ๔ ล้านคน หลังจากที่ปีนังขึ้นทะเบียนเป็นเมืองมรดกโลกครับ วันนี้นักท่องเที่ยวมาเที่ยว ๑๒ ล้านคน และเราอยู่ห่างกันแค่ ๑ ชั่วโมงเท่านั้นครับ วันนี้จังหวัดสงขลาขึ้นทะเบียนแล้วเรียบร้อย รอรัฐบาลผลักดันครับ เพราะฉะนั้นถ้าเกิดว่า มืองที่ห่างกันอยู่ ๑ ชั่วโมง เขาก็จะเชื่อมโยงระหว่างจังหวัดสงขลากับปีนังได้ เพราะฉะนั้น หลังจากเที่ยวปีนังก็มาเที่ยวจังหวัดสงขลาต่อได้ครับ แต่ระวังอย่างหนึ่งนะครับ ด้วยนโยบาย ของรัฐบาลที่วันนี้มีทั้ง Free Visa Visa Free นักท่องเที่ยวเข้ามาง่าย วันนี้ปัญหาเกิดครับ วันนี้นักท่องเที่ยวผันตัวเองเป็นนายทุนแย่งงานคนไทย นี่คือปัญหาใหญ่เหมือนกัน เหมือนที่ เราเห็นที่เชียงใหม่นักท่องเที่ยวเปลี่ยนเป็นนายทุนจีนครับ ที่หาดใหญ่บ้านผม วันนี้ครับ ตลาดสด พลาซาต่าง ๆ ชาวพม่ามาขายผลไม้ แย่งงานคนไทย หรือแม้แต่จังหวัดภูเก็ตเอง ที่เราลงพื้นที่กันมา คนรัสเซียก็มีการแย่งงานคนไทย เห็นกันบ่อย ๆ เพราะฉะนั้นปัญหานี้ นายกรัฐมนตรีครับ รีบสั่งการ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เหมือนไม่เห็น ไม่รู้ว่าแกล้งตาย แกล้งหลับ หรือว่าตายแล้วจริง ๆ เพราะฉะนั้นเร่งครับ ปัญหานี้สำคัญมาก

ในเรื่องของคมนาคมก็เหมือนกัน วันนี้เรามี Megaproject ครับ ภาคใต้นี่ คาดหวังมาก นั่นก็คือลงทุนในเรื่องของการคมนาคมขนส่ง รถไฟทางคู่ก็ดี แลนด์บริดจ์ก็ดี วันนี้ครับ ท่านสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ท่านทำได้ดีแล้วครับ วันนี้จะต้องเร่งตัดสินใจ แล้วก็มั่นใจ แล้วก็ลงมือทำให้เร็วที่สุด ส่วนพวกค้าน ๆ พวกที่ไม่เห็นด้วยบางทีรับงานมาหรือเปล่า ยังไม่แน่ใจเลยครับ วันนี้ฝากท่านด้วยครับ รถไฟทางคู่ปัญหาอีก ๑ อย่าง สักครู่ครับ ท่านประธาน อีก ๑ อย่าง ก็คือเรื่องการเยียวยา พูดง่าย ๆ รับผลกระทบจากรถไฟทางคู่ ซึ่งวันนี้มีทั้งอยากจะเช่ารถไฟโดยตรง แล้วก็เช่ากับกระทรวง พม. ซึ่งมี พอช. ให้เช่า และสร้างบ้านมั่นคงให้ ฝากด้วยครับ ๒ กลุ่มนี้

สุดท้ายครับ วันนี้การแถลงนโยบาย คำแถลงนโยบายจากคณะรัฐมนตรี นายกรัฐมนตรี ผมไม่อยากให้เป็นเพียงแค่พิธีกรรม ผมอยากจะให้วันนี้เป็นสัญญาประชาคม ที่วันนี้รัฐบาลชุดใหม่จะได้สัญญากับชาวบ้าน พี่น้องประชาชน แล้วก็เซตเวลาครับ มีกรอบเวลา มี Timeline ที่ชัดเจน สื่อสารตรงไปตรงมา ผมเชื่อว่าวันนี้พี่น้องประชาชนตั้งความหวัง กับรัฐบาลชุดนี้ไว้มาก ถึงเราจะทำพลาดบ้าง ทำได้บ้างไม่ได้บ้างไม่เป็นไรครับ ผมเชื่อว่า ประชาชนเอาใจช่วย แล้วก็ขอเป็นกำลังใจให้รัฐบาลชุดนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านณัฐพงษ์ครับ

นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงสักเล็กน้อยตามข้อบังคับการประชุมร่วมกันของรัฐสภาครับ ท่านประธาน ก่อนอื่นต้องขอกราบขอบพระคุณท่านอาจารย์ชูศักดิ์ แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้ลุกขึ้นตอบ ผมเชื่อว่าเป็นบรรยากาศที่ดีที่ในสภาเรามีการแลกเปลี่ยนกันมากกว่า การสื่อสารทางเดียวนะครับ นอกจากการขอบพระคุณแล้วนะครับ ในประเด็นที่ท่านได้กล่าว ในที่ประชุมในส่วนของการแก้ไขรัฐธรรมนูญครับ ผมก็ขอขอบคุณท่านที่วันนี้ท่านได้ช่วยกัน ยืนยันกับพวกเราทุกคนว่า จะไม่นำในเรื่องของการแก้ไขทั้งฉบับมาเป็นเงื่อนไขในการไม่ยื่น ร่างแก้ไขรายมาตรา ซึ่งทั้ง ๒ Track นี้ ทั้ง ๒ เส้นทางนี้เราสามารถดำเนินการคู่ขนานกันได้ และผมก็เชื่อว่าตัวท่านเองก็ทราบเงื่อนเวลาอยู่ว่าเราจะมีวาระในการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาในเรื่องนี้ประมาณช่วงปลายเดือนนี้ หรือไม่ก็ต้นเดือนหน้า เพราะฉะนั้นก็อยากจะให้ ตัวแทนของทุกพรรคการเมืองช่วยกันยื่นร่างแก้ไขตรงนี้ แล้วก็เดินหน้าต่อในการจัดวาง ตำแหน่งแห่งที่ของอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระให้เป็นไปตามหลักสากล

อีกประเด็นหนึ่งขออนุญาตสั้น ๆ ครับท่านประธาน ก็คือในเรื่องของคำแถลง นโยบายที่จะควรจะต้องมีการระบุในเรื่องของเงื่อนเวลาแล้วก็งบประมาณหรือเปล่า ผมทราบดีครับว่าในเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ และปี ๒๕๖๐ นั้นมีความต่างกัน แต่ถ้าเรามองในแง่ของประชาชน สิ่งที่ประชาชนคาดหวังต่อนักการเมืองทุกคน คาดหวัง ต่อตัวผม คาดหวังต่อเพื่อนสมาชิกทุกท่านครับ ก็คือในเรื่องของความชัดเจน ถ้าเราดูถึง การทำการเมือง บางทีการเปิด Option ไว้กว้าง ๆ ไม่ต้องผูกมัดตัวเองคือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับ พวกเรา แต่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับประชาชนที่เขาคาดหวังต่อนักการเมืองก็คือความชัดเจนครับ ก่อนการเลือกตั้งเขาคาดหวังว่าจุดยืนทางการเมือง การจับขั้วทางการเมือง การนำเสนอ นโยบายเป็นอย่างไรเพื่อให้เขากาลงคะแนนเสียงในคูหาได้อย่างถูกต้อง อันนี้คือสิ่งที่ ประชาชนคาดหวังความชัดเจนจากรัฐบาล จากคนเป็นนักการเมือง หลังการเลือกตั้งครับ สิ่งที่ประชาชนคาดหวังก็คือความชัดเจนในการดำเนินนโยบายครับว่า สิ่งที่คุณได้หาเสียงไว้ คุณจะทำได้ภายในระยะเวลาเท่าไร ใช้งบประมาณเท่าไร ซึ่งผมเชื่อว่าถึงแม้รัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๖๐ จะไม่ได้ตีกรอบตามกฎหมายให้ท่าน บังคับให้ท่านต้องทำ แต่จะดีกว่านี้ครับ ถ้านโยบายเร่งด่วนท่านระบุกรอบระยะเวลาชัดเจน ระบุงบประมาณชัดเจน ผลประโยชน์ สูงสุดก็เกิดกับพ่อแม่พี่น้องประชาชนครับ กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบคุณครับ ท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ต่อไปเป็น ท่านประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล ครับ

นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประหยัด จตุพรพิทักษ์กุล สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดเชียงใหม่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอโอกาสนี้ร่วมอภิปรายตั้งข้อสังเกต ข้อเสนอแนะต่อนโยบาย การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นและประชาชนของรัฐบาลนะครับ แต่ก่อนอื่นขอเรียน ท่านประธานก่อนนะครับว่า ชาวเชียงใหม่ได้ฝากคำถามมาถึงนายกรัฐมนตรี ท่านแพทองธาร ชินวัตร และขอให้นายกรัฐมนตรีได้ช่วยตอบคำถามนะครับ ขอช่วยนำสไลด์ขึ้นด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

คำถามนะครับ ขอให้ นายกรัฐมนตรีได้ตอบคำถามในช่วงที่แถลงนโยบายในครั้งนี้ด้วยนะครับ คำถามที่ฝากมาก็คือ ชาวเชียงใหม่พร้อมจัดการตนเองแล้ว รัฐบาลพร้อมหรือยังที่จะกระจายอำนาจให้เชียงใหม่ เป็นเชียงใหม่มหานคร ที่ผู้ว่าราชการมาจากการเลือกตั้ง อันนี้เป็นคำถามที่ชาวเชียงใหม่ ได้ฝากมานะครับ แต่ว่าเดี๋ยวผมจะอภิปรายต่อไปนะครับว่า หลังจากที่ผมได้รับฟังคำแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีแล้ว ก็ต้องขอชื่นชมคณะรัฐมนตรี รวมไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วย ที่รัฐบาลได้ให้ความสำคัญ ในนโยบายนี้ ได้ให้ความสำคัญกับการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและ ภาคประชาชน ซึ่งในคำแถลงก็ได้ชี้ชัดแล้วนะครับว่า ปัญหาของระบบรัฐราชการที่รวม ศูนย์อำนาจ เป็น ๑ ใน ๙ ประเด็นที่ท้าทายของประเทศไทยว่า ระบบการรวมศูนย์อำนาจนี้ มันเป็นระบบที่ใหญ่เทอะทะ เชื่องช้า ไม่ตอบสนองความต้องการของประชาชนเท่าที่ควร แถมยังเป็นภาระให้ประชาชนด้วย ขอสไลด์ถัดไปครับ รูปภาพที่ปรากฏนั้นนะครับท่านประธาน ผมขอเรียนให้ทราบว่า ประชาชนชาวเชียงใหม่ได้แสดงถึงเจตนารมณ์ ได้ร่วมกันเรียกร้อง ต้องการให้เกิดการกระจายอำนาจสู่จังหวัดเชียงใหม่ ให้จังหวัดเชียงใหม่มีการเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการจังหวัด ปีนี้เป็นปีที่ ๕๐ แล้วนะครับ โดยได้เริ่มต้นตั้งแต่ปี ๒๕๑๘ ที่ท่านไกรสร ตันติพงศ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคประชาธิปัตย์ ที่ได้เสนอ ร่างกฎหมายให้เชียงใหม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด พร้อม ๆ กับกรุงเทพมหานคร แต่หลังจากนั้นเชียงใหม่ก็ยังไม่ได้มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ภาคประชาสังคมเอง ก็มีการเรียกร้องให้เชียงใหม่มีการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นระยะ ๆ โดยเฉพาะหลังปี ๒๕๕๐ ที่เรามีรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ในปี ๒๕๕๖ ภาคประชาสังคมเอง ได้ร่วมกันยกร่าง พ.ร.บ. ระเบียบบริหารราชการเชียงใหม่มหานคร พร้อมกับรณรงค์ ให้ประชาชนเข้าชื่อยื่นร่างกฎหมายต่อสภาผู้แทนราษฎร แต่ก็เป็นที่น่าเสียใจนะครับ ก็ตกไป เพราะเกิดการรัฐประหารในปี ๒๕๕๗ ต่อมาในปีนี้เอง เมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๖๗ ที่ผ่านมานี้นะครับ ภาคประชาสังคมก็ได้นำเสนอร่างนั้นกลับมายื่นต่อท่านประธาน สภาผู้แทนราษฎรอีก ต่อมาเมื่อเดือนมิถุนายนนี้เอง ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีหนังสือตอบกลับว่า ไม่ขัดกับหลักการของรัฐธรรมนูญ ก็ให้ประชาชนรวบรวมรายชื่อ เพื่อที่จะเสนอต่อสภาต่อไปนะครับ อันนี้คือความก้าวหน้าล่าสุด ช่วงนี้เป็นช่วงที่ชาวเชียงใหม่ ระดมรายชื่อเพื่อจะเสนอร่างนี้ต่อนะครับ ทีนี้อย่างที่ได้เห็นนะครับว่า นโยบายที่ให้ความสำคัญ อาจจะยังไม่ค่อยชัดเจน ผมเองถึงมีข้อเสนอว่า เพื่อให้การกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น มีผลปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม จึงเสนอขอให้ทางรัฐบาลได้สนับสนุนให้เชียงใหม่เป็นจังหวัด นำร่องการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองท้องถิ่นตามร่างที่ภาคประชาชนเสนอมา

สุดท้ายนี้ผมหวังว่าท่านนายกรัฐมนตรีจะได้ตอบคำถามที่ชาวเชียงใหม่ ฝากมาในการแถลงนโยบายครั้งนี้ และท้ายนี้ขอเวลาฝากข้อคิดถึงท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ว่า ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีจะไม่ได้อยู่กับท่านนายกรัฐมนตรีไปตลอดชีวิต แต่ตำนาน ของเชียงใหม่ที่จะเป็นเชียงใหม่มหานครที่จะเกิดขึ้นในยุคของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร จะถูกจารึกไว้ตลอดไปนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปขอเชิญ ท่านอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ครับ

นายอภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม อภิสิทธิ์ ไล่สัตรูไกล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน จากที่ได้ฟังคำแถลงนโยบายของนายกรัฐมนตรีแพทองธารเมื่อเช้านี้ ซึ่งก็เป็นนโยบายที่สืบเนื่องมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทย ซึ่งเป็นแกนนำ รัฐบาลทั้ง ๒ ชุด แล้วก็ในขณะนั้นเองนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็เป็นประธานของ คณะกรรมการ Soft Power แห่งชาติด้วย ซึ่งนโยบาย Soft Power ในครั้งนี้ก็ถูกปรับเปลี่ยน ขึ้นมาเป็นนโยบายระยะกลางและระยะยาว ผมตระหนักว่ารัฐบาลคงคิดละว่า ตลอดผ่านมา ๑ ปีนี้ปัญหาของนโยบายที่ทำแบบรวดเร็ว ประกาศแบบรวดเร็วมันคงเป็นปัญหา แล้วก็ มีความสลับซับซ้อนต้องใช้เวลาหลายเรื่อง นโยบายในครั้งนี้มีรายละเอียดเพิ่มเติมมากขึ้นนะครับ เพราะพูดถึงเรื่องตัวภูมิปัญญา พูดถึงเรื่องวัฒนธรรม แล้วก็ลงไปในรายละเอียดของชนิดต่าง ๆ ของวัฒนธรรมเรา สิ่งสำคัญที่พูดถึงในคราวนี้ก็คือเรื่องคำว่า จะมีผู้บริโภคทั่วโลก มันเป็น Keyword อันหนึ่งอันใหม่ที่เขียนบอกว่า นับต่อไปนี้ Soft Power ไทยจะไปทั่วโลก อีกอันหนึ่งที่มีคำพูดถึง ก็คือเรื่องนโยบายทางการทูต ที่พูดว่าจะเอา Soft Power ไปเป็นเครื่องมือในการลงทุนการค้าระหว่างประเทศ แต่ก่อนที่จะลงถึงรายละเอียด ของ Soft Power ผมมีความจำเป็นต้องย้อนถอยหลังไป ๑ ปี เพื่อดูนโยบายตอนที่ท่าน นายกรัฐมนตรีแพทองธาร เป็นประธานพัฒนา Soft Power ก่อนว่ามันมีอะไรเกิดขึ้น ผมพยายามหาคำจำกัดความของงาน ๑ ปี ของ Soft Power คราวที่แล้วว่ามีอะไรบ้าง ผมก็ได้สรุปความมา ๔ คำ ขอสไลด์ได้เลยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เพราะฉะนั้นนโยบาย Soft Power ในรอบ ๑ ปีที่ผ่านไป ก็คือเรารู้สึกว่ามันล่องลอย เรารู้สึกว่ามันล่าช้า แล้วก็ เรารู้สึกว่ามันเละเทะ และจนในที่สุดเมื่อ ๓ คำผ่านไปมันก็ล้มเหลว สิ่งแรกที่ผมอยากพูดถึง ท่านประธานครับ ก็คือเรื่องล่องลอย มันล่องลอยอย่างไร คือเริ่มต้นคำนิยามที่เป็นคำนิยาม สากลนี้ ทุกคนฟังเข้าใจง่าย แต่เวลาตอนแปลความหมายไปแล้วนี้ มันทำไมแปลกันไป คนละทาง ๒ ทาง ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารก็บอกว่า มันเป็น Chocolate Mint บ้าง คุณเศรษฐาก็บอกมันเป็นฟุตบอลบ้าง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขก็บอกไปว่า เป็นวัวชนบ้าง พอมันแปลกันไปเรื่อย ๆ สังคมก็งงว่าแล้วท้ายที่สุดนี้ Soft Power มันคือ อะไรแน่ พูดกันไปจนมันเป็นคำด้อยค่า กลายเป็นคำสามัญ แต่มันถูกใช้ในการของบประมาณ มันเติมคำว่า Soft Power เข้าไปในหัวข้อ เถียงกันไปเถียงกันมา ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรี ก็คงรำคาญหงุดหงิด เพราะท่านก็ออกมาให้สัมภาษณ์บอกว่า อยากให้ทุกคน Move on จากคำว่า Soft Power ได้แล้วค่ะ แล้วสุดท้ายท่านก็ตบด้วยประโยคว่า เราไม่ได้พยายาม นิยาม Soft Power แล้วค่ะ นี่ละมันเป็นบ่อเกิดของคำแรก ก็คือเราไม่พูดกันให้รู้เรื่อง

เรื่องต่อมา พอเรื่องเหล่านี้คนที่ไปปฏิบัติงานก็คือส่วนราชการ พอส่วนราชการ ไปแปลความหมาย Soft Power ตามประสบการณ์ของแต่ละคน ผมอยากยกตัวอย่างให้ดู สักอันหนึ่งครับ Soft Power ของศูนย์คุณธรรมที่ของบประมาณในปี ๒๕๖๘ ชื่อโครงการ บอกว่า โครงการ Soft Power พลังสื่อสร้างสรรค์ เสริมสร้างคุณธรรมสังคมไทย แล้วก็ ได้คำสรุปว่า Soft Power เท่ากับพอเพียง มีวินัย สุจริต จิตอาสา ผมไม่โทษศูนย์คุณธรรมนะครับ เพราะว่าประสบการณ์ศูนย์คุณธรรมนี่ก็ดู Soft Power มันเป็นคนดีมากเลยก็นิยมชมชื่น

เรื่องต่อไปที่ผมอยากพูดถึง ก็คือเรื่องมันไม่มีหน่วยงานขับเคลื่อน โดยปกติ เราอยากทำงานอะไรเราต้องมีหน่วยงานขับเคลื่อนครับ ตอนแรกก็ใช้ CEA หรือสำนักงาน ส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์เป็นเลขานุการหลายโครงการ ทำไปทำมาหลัง ๆ ก็ชักแผ่วลง ไม่ค่อยมีชื่อ CEA แล้ว มีองค์กรใหม่ขึ้นมาก็คือ ป.ย.ป. ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐาก็ตั้งเลย บอกว่าให้ ป.ย.ป. เป็นตัวเลขานุการของโครงการ Soft Power เราไปดู ป.ย.ป. สิครับ เดี๋ยวชื่อเต็ม ๆ ชื่อว่าอะไร ผมขออนุญาตอ่านเพราะว่าชื่อยาวมาก สำนักงานขับเคลื่อน ปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติและการสร้างความสามัคคีปรองดอง ยาวมาก อ่านก็เหนื่อยแล้ว หน่วยงานนี้เป็นมรดกมาจาก คสช. นะครับ แล้วก็พยายามเป็น Regulator แต่วันหนึ่งเขากำลัง ใกล้จะยุบ ก็เลยแปลงร่างมาเป็นเลขานุการของ Soft Power มีคนอยู่ประมาณ ๕๐ คน แต่เดิมได้งบประมาณอยู่ประมาณ ๔๐ กว่าล้านบาท วันนี้ในปี ๒๕๖๘ ได้งบประมาณ กลายเป็น ๑๒๐ ล้านบาทครับ พอมาเป็นเลขานุการ Soft Power มันช่างโตเร็วตาม Soft Power จังเลย หรือว่าต่อไปมันจะแปลงร่างกลายเป็นสำนักงาน THACCA ต่อไปก็ไม่รู้แน่

อันที่ ๒ ที่ผมอยากพูดถึงก็คือเรื่องมันล่าช้ามาก ทำไมมันล่าช้าล่ะครับ เพราะว่าตอนแรกรัฐบาลเขาประกาศไว้เรื่องนี้ว่า จะรีบออก พ.ร.บ. THACCA โดยเป้าหมายว่า ในเมษายนของต้นปีนี้ ตัว พ.ร.บ. ร่างเสร็จแล้วก็เอาเข้าสภา พอสิ้นเดือนตุลาคมที่เราจะถึง เดือนหน้านี้นะครับ Soft Power ก็จะเรียบร้อย แต่ท้ายที่สุดในวันนี้สถานการณ์จริง เป็นอย่างไรท่านทราบไหมครับ ยังไม่ได้ผ่านคณะกรรมการ Soft Power เลยครับ ยังไม่ได้ เข้ากฤษฎีกา ยังไม่ได้เข้า ครม. ยังไม่มารอคิวที่สภาเลยครับ เพราะฉะนั้นผมไม่รู้ว่าเมื่อไร ตัว Soft Power ตัว พ.ร.บ. THACCA จะปรากฏได้ ทำไม พ.ร.บ. THACCA นี้มันเป็นความสำคัญ เพราะมันเป็นหน่วยงานที่จะรับผิดชอบตัว Soft Power

เรื่องต่อมาก็คือเปลี่ยน Content ของตัว THACCA แต่เดิมใช้คำว่า Creative Content คือดูเนื้อหา และเถียงกันไปเถียงกันมากลายเป็น Creative Cultural ก็นี่ละครับ มันก็เลยชักช้าลงไปอีก ตัวชักช้าต่อไปก็คือเรื่องกฎหมายทั้งหลาย เรามีกฎหมายหลายตัวมาก ที่รัฐบาลประกาศว่ามันต้องทำ เช่น กฎหมายภาพยนตร์ กฎหมาย Censorship กฎหมาย ที่เกี่ยวกับเรื่องแรงงานสร้างสรรค์ กฎหมายที่บอกว่า พ.ร.บ. เกม กฎหมายเหล่านี้ ในต่างประเทศเขาก็สรุปมาแล้วนะครับ ถ้าแก้ Free Censorship ได้ คือเราไม่ต้อง Censor หนัง มันก็จะทำให้อุตสาหกรรมมันโตขึ้นมาเร็วมาก แต่ท้ายที่สุดเราก็ยังไม่เห็นนะครับ ตามที่ ประกาศไว้

เรื่องต่อมาที่ผมอยากชี้ให้เห็นก็คือเรื่องที่ ๓ ที่เราบอกว่าทำแล้วเลอะเทอะ เลอะเทอะตรงไหนบ้าง ลองไปดูสิครับ มันไม่มีนโยบายระดับชาติที่พูดถึงเรื่อง Soft Power มีแต่กรรมการ แต่ตัวนโยบายยังไม่มี เพราะว่าตัว ป.ย.ป. ยังทำนโยบายไม่เสร็จ และมันเลย ทำให้หน่วยงานที่ปฏิบัติอยู่นี้มันทำงานซ้ำซ้อนกัน โครงการทั้งหลายมันเกิดมาจาก ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ เกิดมาจากคณะกรรมการ Soft Power ส่วนที่ ๒ ไปเกิดมาจากหน่วยงานราชการ ที่ปฏิบัติ ๒ หน่วยงานนี้ก็จะทำงานด้วยกันทั้งคู่ แล้วก็ผสมปนเปกันไป จนบางโครงการ เช่น Thailand Winter Festival กับอันที่เป็นของ กทม. เอง Night at the Museum Festival ของ OKMD หรือแม้กระทั่งของเอกชนก็คือ Summer Sonic Bangkok เป็นของเอกชน รัฐบาลก็ไปรวบยอดพวกนี้มา แล้วก็บอกว่าอันนี้ละมันเป็น Project เป็นโครงการที่รัฐบาลทำ แล้วก็ประสบความสำเร็จ ก็ลองไปดูแล้วกันครับว่ามันเละเทะ ซ้ำซ้อนกันแค่ไหน

อันต่อมา อันนี้เราไม่รู้จะสนุกกับมัน หรือมันยุ่งยาก หรือมันอะไรก็ไม่รู้ ก็คือคำว่า OFOS มันเละเทะมากนะครับ ท่านในห้องนี้ไม่ทราบว่าเคยเข้าไป อยากมีความรู้ เพิ่มเติมทำ Upskill Reskill ไหมครับ ลองไปทดลองดูสิครับ OFOS มันเป็นแกงโฮะครับ ที่ผมบอกว่ามันเป็นแกงโฮะเพราะว่าอะไร มันไปรวบรวมหยิบใครเขาทำ อบรม สัมมนาอะไรไว้ ที่ไหนก็ได้ เช่นกรมอนามัย เช่นสำนักงานพัฒนาช่างท้องถิ่น เช่นตัวมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อย่างเช่นมหิดล ก็จะเอาอันนี้แล้วก็ไปรวม เพราะฉะนั้นคนที่ทำ OFOS คือ ป.ย.ป. นี่ ไปรวบพวกนี้มาแล้วก็มาใส่ ทำตามนี้ประกาศไว้นะครับ ประมาณ ๒๕๐ หลักสูตร แต่ทำได้จริง มีอยู่ ๕๒ หลักสูตร เข้าไปก็ยุ่งยากมาก พอเข้าไป Active อยู่แค่ ๕๐ หลักสูตร หลักสูตร ที่เหลืออีก ๒๐๐ หลักสูตร มันก็จะบอกว่า Coming Soon เร็ว ๆ นี้ครับ ทั้งหมดเลย ต่อไป พอเราลองเข้าไปดูในเนื้อหาหลักสูตร คือเราหวังว่าการ Upskill Reskill เราต้องการ เชื่อมอาชีพเรา ปรับอาชีพเรา ปรับความรู้เรา เพื่อไปสู้กับโลกในอนาคต แต่ลองไปดูสิครับ ที่เขายำอยู่ในนี้มันสับสนมากเลย ลองเปิดดูหน้าต่อไปก็เห็น ผมลองทดลองเปิดเข้าไปนะครับ กว่าจะเข้าไปในหลักสูตรได้ใน OFOS ต้องกดไป ๗ หน้าต่างถึงจะเปิดเจอ แต่เวลาถ้าเผื่อผม ในหลักสูตรเดียวกันนะครับ ผมลองเข้าไปก็คือหลักสูตรดนตรี เรียนกีตาร์ เป็นอาจารย์อยู่ที่ มหิดล เขาลง YouTube อยู่แล้วครับ เขาลง YouTube เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว แล้ววันนี้ก็ไปรวม ใส่ไว้ใน OFOS ผมกดอย่างเดียว ผม Search เข้าไปใน YouTube แล้วกดหาคำว่า Toolbar ของมหิดล มันขึ้นเลย แล้วผมก็กด YouTube แล้วผมก็เล่นได้เลย เพราะฉะนั้นมันทำไม ต้องทำอะไรให้ยุ่งยาก มันเสียเวลาไปขนาดนั้นครับ เพราะฉะนั้นผมว่าเราต้องพัฒนา อุตสาหกรรมบนความต้องการใหม่ ๆ ของโลก ไม่ใช่ไปหยิบอะไรมาทำเป็นแกงโฮะนะครับ

อันต่อมาที่ผมคิดว่าเมื่อเราทำ ๓ เรื่อง ตั้งแต่ว่ามันล่องลอย ต่อมาเราก็ทำ ให้มันล่าช้า เลอะ ๆ เทอะ ๆ จนท้ายที่สุดมันหนีไม่พ้นหรอกครับ มันล้มเหลว ลองดูคำว่า ล้มเหลว ผมนี่ไม่ได้ดูล้มเหลวในแง่ของคุณภาพเลยนะครับ ตอนนี้ผมดูล้มเหลวในแง่ของ ปริมาณก่อนแล้วกันมันง่ายดี ไม่ต้องมานั่งถกเถียงกัน ในหลักสูตรที่รัฐบาลประกาศไว้ ๑๐๐ วัน ๖ เดือน ๑ ปี ความจริงผมย่อมานะครับ ผมไปหยิบมาจากคนอื่นเขาทำไว้แล้วนะครับ เขารวบรวมว่ารัฐบาลทำอะไรไว้บ้าง และผมมานั่งตรวจดูว่ามันทำอะไรที่เสร็จบ้างตามที่ ประกาศ ผมกากบาททั้งหมด ก็ลองนั่งนึกครับ ว่าตัวกากบาทผมกับช่อง ๆ มันต่างกันไหม ผมคงไม่ลงไปในรายละเอียดว่าแต่ละช่อง แต่ละรายละเอียดมันมี Project อะไรบ้าง แต่มันไม่ได้ทำครับ หรือแม้กระทั่งมันพลาดโอกาสที่แบบโอกาสทองครับ ท่านจำได้ไหม เมื่อเดือนที่แล้ว ที่เรามีปัญหาเรื่องชุดโอลิมปิกกัน มันเป็นโอกาสทองมากเลยนะครับ ที่จะให้ คนพันล้านคนได้ดูความสามารถ Soft Power ของคนไทย แต่ท่านนายกรัฐมนตรีคนเก่า เขาไม่ให้เอ่ยชื่อ ผมก็เรียกนายกรัฐมนตรีคนเก่าแล้วกัน ก็บอกว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย ข้ามไปเถอะ มีเรื่องอื่นสำคัญกว่า เวทีพันล้านคนกับความสามารถของการออกแบบแฟชั่น ของประเทศไทย มันไม่ถูกปรากฏอยู่บนเวทีสากลนะครับ ท่านเสียโอกาสไปเท่าไร

เรื่องต่อไปที่เราจะได้ดูก็คือ เรื่องความล่าช้าในแง่ของกฎหมาย ความล้มเหลว ทั้งหลาย ผมกลับไปดูในงบประมาณของปี ๒๕๖๗ ที่บอกว่ามีอยู่ ๓,๕๐๐ ล้านบาท ในโครงการต่าง ๆ อย่างที่ผมบอกครับ มันเป็นตัวกากบาท มันก็เลยไม่ประสบความสำเร็จ มันก็มี มันมีโครงการที่ประสบความสำเร็จนะครับ มีโครงการที่ประสบความสำเร็จ อย่างเช่น ลองนับมีคุณลุงอยู่ ๗-๘ คน ใส่ผ้าขาวม้าไทยแล้วก็ไปเดินอยู่กลางมิลาน แล้วก็บอกว่าโชว์นี้ละ ประสิทธิภาพของ Soft Power ผ้าขาวม้าไทยอยู่กลางมิลาน โดย Modeler คุณลุง ๘-๙ คนนี้ละ มันจะไปกันรอดขนาดไหนได้ เพราะฉะนั้นมันล้มเหลวจริง ๆ นะครับ ผมอยู่ ในวงการนี้ ผมอยากเห็นวงการนี้มันเติบโตนะครับ ผมไม่ได้กระแนะกระแหน เพราะว่า ถ้าเมื่อไรมันเติบโต เพื่อนพี่น้องผมก็เติบโตตามไปด้วย

เพราะฉะนั้นต่อมาดูว่าในงบประมาณของปี ๒๕๖๘ เราลองมาดูสิว่ามันมี อะไรบ้าง ในงบประมาณของปี ๒๕๖๘ เพื่อน สส. ผมเพิ่งอภิปรายงบประมาณไป รวบรวมมา บอกว่า มีโครงการทั้งหมดนี้ ๓๔ โครงการ อยู่ ๒,๕๒๑ ล้านบาท มีตัวเลขผมไม่ไล่ไปตาม รายละเอียด เพราะว่ามันจำนวนเยอะมาก แต่ผมดูจากตัวเลขใหญ่ ๆ ว่า ๔๐๐ กว่าล้านบาท ๑๐๐ กว่าล้านบาท ๖๐๐ กว่าล้านบาทอะไรนี่ ผมหวังว่าในโครงการพวกนี้มันจะไม่ล้มเหลว ซ้ำซากกับปี ๒๕๖๗ เพราะปี ๒๕๖๘ ก็เดือนหน้า เราคงไม่หลงซ้ำซากกันกลับไปในปี ๒๕๖๘ ผมอยากให้หน่วยงานที่ทำงาน คณะกรรมการ Soft Power ซึ่งในอนาคตข้างหน้า ท่านนายกรัฐมนตรีคงเป็นประธานตัวนโยบาย ผมคิดว่าในอนาคตข้างหน้าถ้าพอ ท่านนายกรัฐมนตรีมาเป็นประธานนโยบาย ในสไลด์ต่อไปเราก็จะเห็นได้ว่า เราหมดเวลา ทดลองงานกันแล้วนะครับ ตอนนี้เราวิ่งอยู่บนสนามจริงเลย สิ่งที่ผมแนะนำเป็นคำถามให้ ก็คือ ๑. เรา Set Zero เถอะ คำว่า Soft Power ยอมอดทนอธิบายให้คนทั้งประเทศเข้าใจ ตรงกัน ๒. คือขับเคลื่อนให้มันจริงจัง ไม่ใช่สั่งการกันอย่างเดียว ลงไปดูรายละเอียด ท่านก็รู้ ว่าปีศาจทั้งหลายมันอยู่ในรายละเอียด เร่งโครงการโครงสร้างพื้นฐาน แล้วก็ใช้งบประมาณ ปี ๒๕๖๘ บนโอกาสที่ยุติธรรมของประชาชน มันไม่ใช่ใครมือยาวเจ้าใหญ่ ๆ ใช้เอาไปได้หมด ฝากให้รัฐบาลดูเรื่อง Soft Power ไว้ให้หมดนะครับ ด้วยยุติธรรมบนงบประมาณของปี ๒๕๖๘ เพราะฉะนั้นบทสุดท้ายผมได้อภิปรายบอกว่า ในปี ๒๕๖๗ มันล่องลอย ล่าช้า เลอะเทะ แล้วก็ล้มเหลว แต่ในปี ๒๕๖๘ นี้ผมยังให้เป็นเครื่องหมายคำถามไว้ เพราะมันยังไม่ถึง วันนี้ท่านแถลงนโยบาย เดี๋ยวพอสักพักหนึ่งเราคงได้อภิปรายตอนที่ท่านทำปี ๒๕๖๘ เพราะฉะนั้นขอฝากท่านนายกรัฐมนตรี ฝากท่านคณะรัฐมนตรี ฝากหน่วยงาน ฝากสมาชิก ช่วยจับตาดูว่า งาน Soft Power ของรัฐบาลที่จะปรากฏในข้างหน้านี้ มันจะไปในทิศทาง อะไรกัน ขอบพระคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านกาญจน์ ตั้งปอง เชิญครับ

นายกาญจน์ ตั้งปอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภา กระผม นายกาญจน์ ตั้งปอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง เขต ๔ จากพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จากการที่ตัวกระผมได้นั่งฟังคำแถลงจาก ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ตั้งแต่เมื่อเช้าไปแล้วนั้น จะเห็นได้ว่ามีการวางกรอบ ในการบริหารงานทั้งเชิงพัฒนาและเชิงแก้ไขไปอยู่ ๓ มิติ ในทุก ๆ ระยะ เพื่อส่งเสริมให้เกิด โอกาสและความเท่าเทียมกันในรูปแบบต่าง ๆ อาทิเช่น การกระตุ้นเศรษฐกิจ การปรับ โครงสร้างหนี้ในภาคครัวเรือนและอื่น ๆ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ ยังมีอีก ๑ ใน ๑๐ นโยบายเร่งด่วนที่จะมาขอมีส่วนร่วมในการอภิปรายในครั้งนี้ด้วย นั่นก็คือนโยบายที่ ๑๐ การส่งเสริมการพัฒนาศักยภาพสวัสดิการสังคม โดยที่ตัวกระผมขอเสนอแนะไปกับทาง รัฐบาล โดยฝากทางท่านประธานเพื่อใช้ในการพิจารณาใน ๓ ประเด็น ดังนี้

ประเด็นที่ ๑ สวัสดิการเด็กแรกเกิด ท่านประธานที่เคารพครับ เราต้องยอมรับ กันแล้วว่าวันนี้อัตราการเกิดของคนในชาติลดลงมาก จนถึงขั้นวิกฤติ แต่ในวิกฤตินี้ครับ ท่านประธาน ผมถือว่ามันเป็นโอกาสอันดีที่รัฐบาลเองจะมุ่งมั่นเข้ามาช่วยเหลือจัดทำ โครงการสวัสดิการเด็กแรกเกิด ที่มอบให้กับเด็กแรกเกิดจนถึง ๖ ปี ที่มอบเงินช่วยเหลือ ๖๐๐ บาท ได้อย่างถ้วนหน้าเสียที งบประมาณรายจ่ายประจำปี ๒๕๖๘ ที่ผ่านมา ทำให้เด็ก ที่เกิดขึ้นมานี้ตกหล่นอยู่เป็นจำนวน ๑.๕ ล้านคน ผมถือว่านี่เป็นโอกาสอันดีที่ทางรัฐบาล จะใส่ใจและมุ่งมั่น เพราะเนื่องจากว่า ๑.๕ ล้านคน ใช้งบประมาณเพียงแค่ไม่มากเท่าไร ท่านประธานที่เคารพครับ สวัสดิการของเด็กมันยังมีอยู่ช่วงวัยหนึ่งครับท่านประธาน ที่ยังเป็นปัญหาและยังไม่ได้รับการแก้ไขดูแลอย่างจริงจัง นั่นก็คือเด็กช่วงวัย ๓ เดือนจนถึง ๒.๕ ปี เด็กช่วงวัยนี้ยังไม่ได้มีสวัสดิการเพื่อที่เขาเข้ามารองรับและส่งเสริมพัฒนาการ ผมขอเสนอ เพราะว่าทางพรรคเพื่อไทยเอง ขออนุญาตเอ่ยนามนะครับ ที่จัดทำโครงการ Baby Box ผมมองว่าเป็นโครงการที่ดี และรัฐบาลเองก็ควรจะนำไปต่อยอดเป็นตัวเชิงนโยบาย ที่บังคับใช้ให้กับเด็กทั่วประเทศ แต่ขอปรับรูปแบบนิดหนึ่งครับท่านประธาน จะขอปรับ รูปแบบให้เป็น Baby Box แบบ ๒ ช่วงวัย ช่วงที่ ๑ ก็คือเด็กแรกเกิดจนถึง ๑ ปี ช่วงที่ ๒ เป็นเด็ก ๑ ปี จนถึง ๒.๕ ปี ในกล่องช่วงวัยแรกจะให้ Baby Box เป็นเครื่องดำรงชีพของเด็ก เช่น เสื้อผ้าก็ดี หมอน ผ้าห่ม มุ้งกันยุง ผ้ารองฉี่ หรืออื่น ๆ ที่ใช้สำหรับดำรงชีพ ไม่ว่าจะเป็น ครอบครัวที่รวยหรือครอบครัวที่จนก็ยังต้องใช้สิ่งของเหล่านี้ครับ และในส่วนที่ ๒ ๑-๒.๕ ปี ท่านประธานครับ อยากจะให้ Baby Box เป็นเครื่องส่งเสริมทักษะต่าง ๆ ให้กับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นทักษะการใช้กล้ามเนื้อ มวลกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ของเล่นเป็นของเล่นไม้ก็ดี หรือแม้แต่กระทั่งการเสริมทักษะทางด้านเสียง หรือการอ่าน หรืออื่น ๆ อีกมากมายนะครับ ผมมองว่าเด็กช่วงวัยนี้ต้องการพัฒนาการ ต้องการให้รัฐบาลส่งเสริมให้เกิดการพัฒนา เพื่อให้เขา เตรียมความพร้อมสำหรับการก้าวเข้าไปสู่ศูนย์เด็กเล็ก หรือ Nursery หรือแม้แต่กระทั่งเข้าสู่ วัยอนุบาลต่อไป

ท่านประธานที่เคารพครับ ประเด็นที่ ๒ ก็คือสวัสดิการของผู้สูงอายุ อย่างที่เรา ทราบกันดีอีกเหมือนกันครับว่า วันนี้เราต้องยอมรับกันแล้วว่าสังคมไทยเป็นสังคม ก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มขั้น เต็มระบบแล้ว แต่สวัสดิการผู้สูงอายุยังไม่เคยปรับขึ้นมา เป็นเวลา ๑๓ ปีแล้วครับท่านประธาน ผมมองว่านี่ละเป็นโอกาสอันดี เนื่องจาก สภาพเศรษฐกิจก็ดี หรือค่าครองชีพที่มันปรับตัวสูงขึ้น ผมขอเสนอให้ทางรัฐบาลนำกลับไป พิจารณา ปรับขึ้นเงินผู้สูงอายุที่จากเดิมนี้ ๖๐ ปี รับ ๖๐๐ บาท ๗๐ ปี รับ ๗๐๐ บาท เปลี่ยนเป็น ๖๐ ปี รับ ๑,๐๐๐ บาทแบบถ้วนหน้า ไม่ต้องเป็นขั้นบันไดแล้ว รับเท่ากัน ๑,๐๐๐ บาทไปเลย เพื่อให้เขาได้มีกำลังใจในการใช้ชีวิต และเพื่อพยุงเศรษฐกิจต่อไป

เรื่องสุดท้ายครับท่านประธาน อยากให้รัฐบาลยกระดับคุณภาพของ การสาธารณสุข โดยเริ่มต้นจาก รพ.สต. ให้มีขีดความสามารถเทียบเท่ากับโรงพยาบาล ประจำอำเภอหรือโรงพยาบาลประจำจังหวัดต่อไป โดยที่ใช้นโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกที่ เป็นนโยบายเรือธง ให้เริ่มใช้ไปกับโรงพยาบาล รพ.สต. ก่อน เพื่อลดความแออัดของผู้ใช้บริการ ของในโรงพยาบาลประจำจังหวัดและโรงพยาบาลประจำอำเภอลง เพื่อเพิ่มศักยภาพ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการดูแลพลานามัยของคนในชาติต่อไป สวัสดิการของรัฐ เป็นสิ่งสำคัญที่ทางรัฐบาลจำเป็นจะต้องมุ่งมั่นที่จะต้องพัฒนาควบคู่ไปกับการพัฒนา ทางด้านอื่น ๆ เพื่อให้คนในชาติได้ประโยชน์สูงสุดในการดำเนินนโยบาย ซึ่งไม่เพียงแต่ เราต้องช่วยเหลือพี่น้องคนในชาติในสถานการณ์ต่าง ๆ แล้ว แต่ยังเป็นการสร้างความเท่าเทียม สร้างโอกาสและความยุติธรรมให้กับคนทุกคนอีกด้วย ขอบคุณมากครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไป นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ ครับ

นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรัชนีกร ทองทิพย์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันเสียดายที่รัฐบาลไม่ได้กำหนดให้นโยบายการเตรียมพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติเป็นนโยบายเร่งด่วนที่ควรจะต้องดำเนินการทันที ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่มีความสำคัญและมีผลกระทบอย่างมากต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ในประเทศของเรา มีผลกระทบทั้งเรื่องของเศรษฐกิจและสังคม อีกทั้งประเด็นนี้ยังเป็นประเด็น ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจาก การกระทำของมนุษย์ ทำให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น ส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายอย่างรวดเร็ว และรุนแรง ระดับน้ำทะเลสูงขึ้น อุณหภูมิของน้ำทะเลมีการเปลี่ยนแปลง เกิดปรากฏการณ์ เอลนิญโญและลานิญญา เกิดภาวะแล้งจัด น้ำท่วมรุนแรง ในปัจจุบันประเทศไทยประสบภัยพิบัติ บ่อยครั้งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นอุทกภัย วาตภัย แผ่นดินไหว หรือภัยจากความแห้งแล้ง สิ่งเหล่านี้ ไม่ใช่เหตุที่เกิดขึ้นอย่างบังเอิญนะคะท่าน แต่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดขึ้นจากการใช้งานทรัพยากรธรรมชาติที่ขาดความตระหนัก ล้วนเป็นสิ่งที่ต้องการ การช่วยเหลือ และในเรื่องของการบริหารการจัดการที่มีประสิทธิภาพจากรัฐบาลทั้งสิ้น สิ่งที่สำคัญที่สุดในวัฏจักรของการเกิดภัยพิบัติคือการเตรียมความพร้อมและการป้องกัน ดิฉันขอเน้นย้ำนะคะท่านประธานว่า เตรียมความพร้อมและการป้องกันอย่างเพียงพอ โดยเฉพาะเรื่องก่อนเกิดภัย ดิฉันขอฝากคำถามผ่านท่านประธานรัฐสภาไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีว่า ปัจจุบันนี้ประเทศไทยมีการเตรียมความพร้อม ในเรื่องของการป้องกันภัยพิบัติอย่างเพียงพอแล้วหรือยัง ดิฉันขอความกรุณาว่า รัฐบาล ท่านได้โปรดอย่าตอบเพียงหลักการกว้าง ๆ คำพูดที่สวยหรู ทั้ง ๆ ที่ความเป็นจริง ช่างแตกต่างกันเหลือเกิน ท่านกรุณาอย่าตอบว่า ทำอยู่ เตรียมอยู่ พร้อมแล้ว อันนี้ เรากลับมามองที่ภาพความเป็นจริงนะคะ ถ้าเราพร้อม วันนี้ท่านนายกรัฐมนตรี รวมถึง คณะรัฐมนตรีทุกท่าน คงได้นั่งฟังสมาชิกรัฐสภาอภิปรายเกี่ยวกับเรื่องการแถลงนโยบาย ของท่านอย่างต่อเนื่อง ไม่ต้องออกไปจากห้องประชุมเพื่อไปประชุมเร่งด่วนในการวางแผน ในการจัดการเรื่องน้ำท่วมทางภาคเหนือ วันนี้น้ำท่วมภาคเหนือ ๑๐ จังหวัด ทั้งภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคอีสาน เกิดผลกระทบ อย่างมากต่อประเทศไทย ประชาชนมากกว่า ๗๓๐,๐๐๐ คน ได้รับผลกระทบ มีพื้นที่ ประสบภัยพิบัติมากกว่า ๘๙๐,๐๐๐ ไร่ เหล่านี้ล้วนแสดงให้เห็นว่า ความพร้อมในเรื่องของ ภัยพิบัติในประเทศไทยยังไม่พร้อมนะคะท่าน ถ้าพร้อมจริง เจ้าหน้าที่จะเข้าลงปฏิบัติงาน ในพื้นที่อย่างทันท่วงทีและตามขั้นตอนได้เลย ประชาชนเราไม่ต้องรอนานขนาดนี้ค่ะ ความทุกข์ยากของประชาชนก็จะได้ลดน้อยลงไป การเตรียมความพร้อมและการป้องกัน สามารถทำได้ทั้งเรื่องของนโยบายผังเมือง การวางแผนผังเมืองที่ไม่กั้นขวางทางระบายน้ำ การขยายเรื่องของชลประทาน การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร การจัดการน้ำทั้งระบบ การบูรณาการทุกภาคส่วน รวมถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องแผนเผชิญเหตุที่ไม่ชัดเจน หลายครั้ง ที่เกิดภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย แต่มันไปติดขัดอยู่ที่คำสั่งสายงาน การบังคับบัญชา ผู้ว่าราชการจังหวัดไม่ประกาศเป็นพื้นที่ภัยพิบัติ ทำให้ไม่สามารถ ใช้งบประมาณในเรื่องของภัยพิบัติในแต่ละพื้นที่ได้ เหล่านี้ทำให้ดิฉันเห็นว่าควรจะมีเจ้าภาพ ที่จะทำเรื่องของภัยพิบัติอย่างชัดเจนและจริงจังเสียที ดิฉันขอเสนอ ขอให้คณะรัฐบาล ปรับนโยบายให้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติเป็นนโยบายเร่งด่วน เป็นวาระแห่งชาติที่ขอให้ได้มีการทำงานให้มีความชัดเจนเสียที ทั้งในเรื่องของการสร้าง ความตระหนักรู้เกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติกับชุมชน และรวมถึงการเตือนภัยล่วงหน้า ที่มีความสำคัญอย่างมากต่อประชาชนในประเทศ อีกทั้งในเรื่องของการสร้างความร่วมมือ กับระดับนานาชาติเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วเกิดเหตุการณ์ภัยพิบัติสึนามิที่ ๖ จังหวัดอันดามัน ๒๖ ธันวาคม ๒๕๔๗ เวลาผ่านไป ๒๐ ปี แต่ระบบเตือนภัยล่วงหน้ายังไม่สามารถที่จะสร้าง ความมั่นใจให้คนในพื้นที่ได้ว่า รัฐบาลได้สร้างระบบเตือนภัยล่วงหน้าที่มีประสิทธิภาพ ที่จะคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ได้อย่างแท้จริง ดิฉันขอเน้นย้ำ อีกครั้งว่า ขอให้รัฐบาลมองปัญหาเรื่องของการเปลี่ยนแปลงสภาวะภูมิอากาศและภัยพิบัติ ให้เป็นวาระแห่งชาติเสียทีค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปครับ ท่านชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ครับ

นายชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปรายคำแถลงนโยบายในด้านการแก้ไขปัญหาหนี้สิน และด้านการส่งเสริมและปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการ SMEs ไทยครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมได้อ่านคำแถลงนโยบาย ผมก็ดีใจที่ได้เห็นคำแถลงนโยบาย เร่งด่วน ว่ารัฐบาลตระหนักดีว่าความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ทั้งเรื่องปัญหาหนี้สิน รายได้ ค่าครองชีพ รวมทั้งความมั่นคงปลอดภัยทางสังคม คือปัญหาเร่งด่วนที่รัฐบาลจะต้อง เร่งแก้หนี้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ และนโยบายเร่งด่วนข้อแรกก็คือ รัฐบาลจะผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ โดยเฉพาะกลุ่มสินเชื่อบ้านและรถ ช่วยเหลือลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ โดยที่บอกว่าจะไม่ทำให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Moral Hazard ผมอ่านนโยบายทั้งหมดแล้วนะครับ ก็เขียนมาดี อ่านอย่างไรก็ใช่ อ่านอย่างไรก็ถูก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่นโยบายเลยครับ แต่อยู่ที่ว่าท่านจะทำให้นโยบายดังกล่าว เกิดขึ้นจริงได้อย่างไร ผมจึงขอตั้งคำถามผ่านท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องว่า ๑. ทำไมจึงเป็นสินเชื่อบ้านและรถ สินเชื่ออื่น ๆ ที่กำลังสาหัสและควรจะต้องดูแลแก้ไข มีอีกหรือไม่ เป้าหมายกลุ่มไหนควรจะได้รับ Priority ช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้เป็นลำดับต้น ๆ และท่านบอกว่าจะทำแบบไม่ให้เกิดภาวะ Moral Hazard ก็คือทำอะไรเกินตัว เพราะรู้ว่า จะได้รับความช่วยเหลือนะครับ ท่านจะทำอย่างไร และหนี้นอกระบบท่านจะแก้ไขอย่างไร ให้ต่างไปจากเดิม เพราะว่าที่ผ่านมา ๑ ปี แก้หนี้นอกระบบ หนี้ลดลงไปได้ ๑,๒๐๐ ล้านบาท จากยอดหนี้นอกระบบทั้งหมดที่ประเมินไว้ว่าไม่ต่ำกว่า ๕๐,๐๐๐ ล้านบาท คือแก้ไปได้แค่ ๒ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานที่เคารพครับ นโยบายเขียนไว้สวยหรูแบบกว้าง ๆ แบบนี้นะครับ ไม่มีการตั้งเป้าหมายใด ๆ ที่จะมาวัดความสำเร็จของนโยบาย ซึ่งกระผมก็มีข้อเสนอแนะ ที่จะช่วยทำให้เป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้นนะครับ จึงขอกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปปรับปรุงให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อพ่อแม่พี่น้องประชาชน นะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ผมจะขอเริ่มจากสถานการณ์หนี้ครัวเรือนของประชาชนคนไทย ตั้งแต่รัฐบาล อดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐาได้เริ่มจัดตั้งเมื่อประมาณ ๑ ปีที่ผ่านมาพอดิบพอดี ระดับหนี้ ครัวเรือนของเราอยู่ที่ ๙๐.๘ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็ได้มีการแถลงข่าวใหญ่โต เป็นวาระแห่งชาติ หลังจากดำเนินการนโยบายแก้หนี้มาประมาณ ๑ ปีนะครับ จัด Event แถลงข่าว มาหลายครั้งหลายครา ข้อมูลระดับหนี้ครัวเรือนไทยล่าสุดครับ ก็ยังอยู่ที่เดิม ๙๐.๘ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ก็เห็นได้เลยนะครับว่า ระดับหนี้ครัวเรือนไม่ได้ลดลง จริง ๆ มันขยายตัวเพิ่มขึ้นครับ ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ เพิ่มขึ้นล้อตามจีดีพีที่ขยายตัวโตขึ้นเล็กน้อย พอ ๆ กัน ตัวเลขนี้มันบอกอะไรเราครับ มันบอกว่าเราทำแบบเดิมมันไม่ได้ผล หนี้ครัวเรือนไทย ต้องแก้ไขจริงจัง ไม่ใช่เพียงแค่จัด Event แถลงข่าว จัดมหกรรมแก้หนี้แถลงข่าว จัด Event ให้ตายอย่างไรหนี้ก็ไม่ลด

ดังนั้นข้อเสนอแนะข้อแรกที่ผมจะฝากท่านประธานผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีก็คือ ท่านต้องกำหนดเป้าหมายการแก้ไขหนี้ครัวเรือนนะครับ ติดกระดุมเม็ดแรก ด้วยการตั้งโจทย์ ร่วมกันให้ถูกต้องก่อนครับ เช่น กำหนดเป้าหมายว่าจะลดระดับหนี้ครัวเรือนให้ต่ำกว่า ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ภายในอีก ๓ ปีข้างหน้า ก็คือปี ๒๕๗๐ ซึ่งเป้าหมาย ๘๐ เปอร์เซ็นต์นี้ ผมไม่ได้มาลอย ๆ เป็นตัวเลขระดับหนี้ครัวเรือนที่ยั่งยืนนะครับที่ BIS หรือ Bank for International Settlement ได้ศึกษาไว้ว่า หนี้ครัวเรือนจะกระตุ้นการบริโภคของครัวเรือน เพียงระยะสั้นเท่านั้น แต่มันจะไปกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาว แล้วก็จะกดดัน อย่างรุนแรงขึ้นถ้ามันทะลุเกิน ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีขึ้นไป ท่านประธานครับ การเป็นหนี้ ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะหนี้มันมีทั้งหนี้ที่สร้างสรรค์ Productive สร้างรายได้ สร้างอนาคตครับ และหนี้แบบที่ไม่ Productive ก็คือยืมอนาคตมากินมาใช้ในวันนี้ แบบว่าของมันต้องมีนะครับ ซึ่งหนี้ครัวเรือนของคนไทยส่วนใหญ่จะเป็นหนี้แบบไม่ Productive ก็คือเรามีหนี้ ที่ไม่สร้างสรรค์ ไม่สร้างอนาคต อยู่ในสัดส่วนที่สูงกว่า ๓๘ เปอร์เซ็นต์

ข้อเสนอแนะข้อที่ ๒ ของผมครับ ก็คือควรจะกำหนดเป้าหมายในการลด สัดส่วนหนี้ที่ไม่ Productive แบบนี้นะครับ เช่น ลดลงจาก ๓๘ เปอร์เซ็นต์ ให้เหลือต่ำกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ภายในปี ๒๕๗๐ เป็นต้น ซึ่งถ้าหากเราลดสัดส่วนหนี้ที่ไม่ Productivity นี้ ลงมาได้นะครับ ปัญหาหนี้ครัวเรือนของเราก็จะบรรเทาเบาบางลงอย่างแน่นอน

ท่านประธานครับ จากคำถามแรกที่ผมได้เกริ่นไว้ว่า สินเชื่ออื่นที่กำลังสาหัส และควรที่จะดูแลคืออะไร มีอีกหรือเปล่า ก็อยากจะขอชวนมาดูว่าทำไมนโยบายแรก ถึงกล่าวถึงการปรับโครงสร้างหนี้ แล้วก็เน้นที่หนี้บ้านแล้วก็หนี้รถ และชวนคิดต่อว่า หนี้ประเภทอื่นที่เราต้องดูแลคืออะไร มีอีกหรือไม่นะครับ ถ้าเราดูองค์ประกอบของหนี้ ครัวเรือนในภาพด้านซ้ายเราจะพบว่า หนี้บ้านเป็นสัดส่วนที่มากที่สุดนะครับ ประมาณ ๓๗ เปอร์เซ็นต์นี้ หนี้ส่วนบุคคลเป็นอันดับ ๒ ประมาณ ๑๙.๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็หนี้รถ เป็นอันดับ ๓ ๑๘.๖ เปอร์เซ็นต์นะครับ แต่ถ้าเรามาดูข้อมูลหนี้เสียทางด้านขวา หรือเอ็นพีแอล เรามีเอ็นพีแอลหนี้บ้านเพิ่มขึ้นมา ๒๓ เปอร์เซ็นต์เทียบกับปีก่อน เพิ่มขึ้นมาในอัตราที่สูงนะครับ เอ็นพีแอลหนี้รถเพิ่มขึ้นเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับ การเติบโตของเอ็นพีแอลในระดับนี้ เรียกว่า รุนแรง และนี่ก็คงเป็นสาเหตุที่นโยบายนี้เลือกที่จะเอาหนี้บ้านและหนี้รถมาเน้นว่า ต้องปรับโครงสร้างหนี้โดยเฉพาะนะครับ อย่างไรก็ตามครับถ้าเราดูยอดหนี้เสียที่ยังคงค้างอยู่ ตอนนี้ก็จะมีหนี้ส่วนบุคคลที่เป็นเอ็นพีแอลสูงมากถึง ๒๗๔,๖๐๐ ล้านบาท คือเกือบ ๑ ใน ๔ ของเอ็นพีแอลทั้งหมด แล้วก็หนี้บัตรเครดิตที่มีการเร่งตัวเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลถึง ๒๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ ดังนั้นผมจึงขอเสนอแนะผ่านท่านประธานครับว่า หนี้ส่วนบุคคล และหนี้บัตรเครดิตก็มีความรุนแรง และจำเป็นที่จะต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วนเช่นกัน ตัวเลขเหล่านี้ครับ เป็นตัวเลขที่ตรงปกไม่จกตาแน่นอนครับ ข้อมูลเหล่านี้บอกว่าวิธีการแก้หนี้ แบบเดิม ๆ ที่รัฐบาลทำมา ๑ ปีนั้นเป็น ๑ ปีที่สูญเปล่านะครับ ระดับหนี้ครัวเรือนเท่าเดิม ที่เพิ่มเติมก็คือหนี้เสียครับ แล้วก็เพิ่มเร็วขึ้นจนน่ากังวลด้วย

คราวนี้ผมจะขอวิเคราะห์ปัญหาสาเหตุกับดักหนี้ให้ดูกันนะครับ ง่าย ๆ สมการของหนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนครับ ก็คือเป็นสมการระหว่างรายจ่ายกับรายได้ ถ้ารายจ่าย มากกว่ารายได้มันก็จะทำให้เราเข้าไปสู่กับดักหนี้ เพราะว่าต้องไปกู้หนี้มาใช้แล้วก็ค่อยผ่อนคืน ทั้งต้นทั้งดอก จากรายงานของ SCB EIC นะครับ ถ้าหากมีคนชื่อนาย ก อยู่ในกลุ่มคน ที่มีรายได้ ๑๕,๐๐๐-๓๐,๐๐๐ บาท ถ้าเขามีรายได้ ๑๐๐ บาท ใน ๑๐๐ บาทของเขา ต้องมาจ่ายค่าครองชีพไปแล้ว ๙๐ บาท และมีหนี้ที่ต้องผ่อนจ่ายค่างวดโดยประมาณนะครับ อีก ๒๐ บาท อันนี้ก็คือกับดักหนี้ที่เกิดขึ้น ก็แปลว่าอะไร แปลว่าชีวิตติดลบครับ ถ้าหากเหลือเงินแค่ ๑๐ บาท ต้องมาผ่อนค่างวด ๒๐ บาท เงินไม่พอจ่ายหนี้แน่นอนครับ ก็ต้องดิ้นรนหาเงินมา อาจจะต้องกู้หนี้มาโปะเอาตัวรอดเป็นงวด ๆ ไปนะครับ ถ้าหมดหนทาง ก็ต้องไปกู้นอกระบบ เจอดอกเบี้ยที่แสนโหด การที่จะแก้หนี้ให้กับนาย ก ที่ชีวิตติดลบแบบนี้ มันทำได้หลายส่วนครับ ส่วนแรก ก็คือในส่วนสีเขียว เพิ่มรายได้ ยืดแท่งสีเขียวให้ยาวขึ้น เป็นทางออกที่ดีที่สุดถ้าทำได้ แต่ถ้าทำไม่ได้ก็อาจจะต้องมาทำเรื่องการลดรายจ่าย หดแท่งสีเหลืองให้สั้นลง ถ้าลดไม่ได้ก็คือต้องมาทำที่แท่งสีส้ม สีแดง อันนี้ก็คือ การปรับโครงสร้างหนี้ซึ่งก็เป็นนโยบายที่รัฐบาลบอกว่าจะทำ ก็คือต้องขอปรับเปลี่ยนเงื่อนไข ในการจ่ายหนี้จะลดอย่างไรให้นาย ก สามารถจ่ายหนี้ได้แล้วชีวิตไม่ต้องติดลบ ส่วนที่ ๒ ก็คือ กลุ่มเป้าหมายที่ควรได้รับ Priority ในการปรับโครงสร้างหนี้เป็นลำดับต้น ๆ คืออะไร อันนี้ ก็คือข้อเสนอแนะของกระผมนะครับ ก็คือคนที่มีรายจ่ายมากกว่ารายได้ จนชีวิตต้องติดลบ จมอยู่กับกับดักหนี้อย่างนาย ก อันนี้ควรจะเป็นกลุ่มเป้าหมายหลัก ๆ ที่ได้รับ Priority ที่สูง จัดโครงสร้างหนี้ ปรับโครงสร้างหนี้ ช่วยเหลือโดยเร็ว ไม่ให้ชีวิตติดลบ ไม่ให้ติดกับดักหนี้ ซึ่งกลุ่มนี้ก็ควรจะไปดูกลุ่มที่เพิ่งเริ่มต้นผิดนัดชำระหนี้ ก็คือเพิ่งถูกจัดชั้นให้เป็นหนี้แบบ Special Mention หรือ SM หรือว่ากลุ่มที่เป็นเอ็นพีแอลแล้ว แต่ยังเป็นเอ็นพีแอลยู่ไม่นาน ดังนั้น การปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบที่เป็นนโยบายอันดับแรกของรัฐบาลควรจะต้อง ใช้มาตรการที่สามารถลดได้ทั้งดอกเบี้ยและลดได้ทั้งเงินต้น เพื่อให้ลูกหนี้ปิดหนี้ได้เร็วขึ้น ระดับหนี้ครัวเรือนจึงจะต้องลดลงได้นะครับ แล้วก็ขอฝากท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงคลังนะครับ ที่บอกว่าการลดหนี้ครัวเรือนยังทำไม่ได้ อันนี้ผมอาจจะมี ตัวอย่างง่าย ๆ ให้ท่านได้ดูนะครับ

ขอหน้าถัดไปครับ หน้านี้เป็นการแสดงให้เห็นว่าการรวมหนี้ หนี้ที่มีวงเงินกู้ ดอกเบี้ยต่ำ รวมหนี้ไปอยู่ที่หนี้ดอกเบี้ยต่ำให้มากที่สุด โดยทั่วไปคนที่มีปัญหาหนี้เขาจะมีหนี้ หลายก้อน หนี้หลายประเภทอยู่แล้ว เช่น มีทั้งหนี้บ้าน มีทั้งหนี้ส่วนบุคคล หนี้บ้านเป็นหนี้ ที่มีหลักประกันนะครับ อันนี้มันก็จะมีดอกเบี้ยค่อนข้างต่ำอยู่แล้ว เช่น ดอกเบี้ยแค่ ๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ในขณะที่หนี้อื่น คือหนี้ส่วนบุคคล หนี้บัตรเครดิต หรืออะไรต่าง ๆ ที่มีอัตราดอกเบี้ยสูง ถ้าเรามีวงเงินกู้บ้านที่เราผ่อนชำระไปแล้ว ปลอดภาระแล้ว เป็นวงเงินที่ว่างอยู่ และเราสามารถ ที่จะโยกหนี้ที่ไม่มีหลักประกันดอกเบี้ยสูงมาใช้วงเงินหนี้ที่ดอกเบี้ยต่ำที่มีหลักประกันมาปิดได้ ก็จะสามารถช่วยลดภาระดอกเบี้ยลงได้ ถ้าหากทำในลักษณะนี้ อย่างในตัวอย่างที่ยกให้ดูนี้ เรามียอดหนี้ส่วนบุคคลอยู่ ๗๐ บาท ถ้าเราโยก ๔๐ บาทในส่วนสีแดงนี้ รวบหนี้มาได้ เราจะลดรายจ่ายดอกเบี้ยไปได้ ๘.๔ บาทต่อเดือน จากเดิมจ่ายอยู่ ๒๐ บาท เหลือจ่าย ๑๑.๕๐ บาท อันนี้มันทำให้เราสามารถปิดหนี้ได้เร็วขึ้น หนี้ครัวเรือนก็จะลดลงไปนะครับ

คำถามถัดมาครับ ว่าการปรับโครงสร้างหนี้เพื่อให้ดอกเบี้ยลดลงจะทำอย่างไร ไม่ให้เกิดภาวะที่เรียกว่า Moral Hazard ผมจะขอชี้โจทย์ปัญหาที่ท่านต้องคิดต่อนะครับ คิดไว้ล่วงหน้าเลยครับ เพราะว่าปัญหามันจะเกิดขึ้นจริงแน่นอนตอนที่ท่านลงมือทำจริง ตอนที่ทำ Policy Implementation ว่า การปรับโครงสร้างหนี้ให้ลูกหนี้กว่า ๖ ล้านบัญชี แล้วมีเจ้าหนี้หลายรายจะทำอย่างไร เพราะว่ามันมีบทเรียนให้เราเห็นครับว่า เมื่อไม่กี่เดือนมา ที่แบงก์ชาติเร่งผลักดันทั้งแบงก์และ Non-Bank ให้เร่งปรับโครงสร้างหนี้ให้กับลูกหนี้ ที่มีปัญหาหนี้เรื้อรังมาเข้าคลินิกแก้หนี้ เพราะว่ามีลูกหนี้เข้าโครงการน้อยมากในระยะ ๓ เดือน เมษายนถึงมิถุนายน ปี ๒๕๖๗ ที่ผ่านมา มีลูกหนี้เข้าโครงการเพียง ๔,๒๕๙ บัญชี จากลูกหนี้ทั้งหมด ๖ ล้านบัญชีที่มีปัญหา แล้วก็จัดการวงเงินไปได้แค่เพียง ๒๐๕ ล้านบาท เท่านั้น มันบอกอะไรครับ มันบอกว่าการปรับโครงสร้างหนี้กับลูกหนี้จำนวนมาก หรือว่า การจัดการระดับ Large Scale ในการปรับโครงสร้างหนี้ทำไม่ง่ายครับ

ข้อเสนอแนะของผมครับ คือท่านต้องออกแบบกระบวนการ ออกแบบ กรอบสัญญาการปรับโครงสร้างหนี้ให้เป็นมาตรฐานร่วมกันกับเจ้าหนี้ทั้งหมด ให้มันครอบคลุมทางเลือกของการปรับโครงสร้างหนี้ระหว่างเจ้าหนี้และลูกหนี้ทุกราย และที่สำคัญคือมันจำเป็นที่จะต้องเอาเทคโนโลยีเข้ามาช่วย เช่น Technology Digital ID Technology Digital Signature Technology Digital Contract เอามาใช้ มันถึงจะสามารถ จัดการการปรับโครงสร้างหนี้ในระดับ Large Scale ได้นะครับ ไม่อย่างนั้นท่านก็ต้อง ค่อย ๆ ทำไปทีละหน่อย ๆ ก็จะไม่เห็นผล ที่สำคัญที่สุดครับ ก็คือต้องสร้างระบบข้อมูล เกี่ยวกับหนี้ แล้วก็หลักประกันที่ครอบคลุมลูกหนี้ เจ้าหนี้ทั้งหมดด้วย เพื่อช่วยให้การปรับ โครงสร้างทั้งหมดนี้รวบหนี้ไปที่ดอกเบี้ยที่ต่ำกว่าได้ ซึ่งการทำในลักษณะนี้มันสามารถลดหนี้ได้ โดยที่ยังไม่ต้องใช้ภาระภาษีของประชาชนเข้ามาช่วยนะครับ

นโยบายเร่งด่วนข้อที่ ๒ ครับ ก็คือการพูดถึงการแก้ไขปัญหา SMEs รวมทั้ง หนี้ SMEs ด้วยนะครับ ขอสไลด์หน้าถัดไปนะครับ ท่านประธานครับ ๑ ปีที่ผ่านมาเราเห็นว่า ธุรกิจ SMEs และโรงงานต่าง ๆ ทยอยปิดตัวลงจากการเข้ามาของสินค้าราคาถูกจากจีน หรือว่าแพลตฟอร์มข้ามชาติต่าง ๆ เข้ามาแย่งตลาด เข้ามา Disrupt SMEs ไทยนะครับ ข้อเสนอแนะของผมสำหรับด้าน SMEs ก็คือเราต้องไม่ทำแค่ประคับประคองครับ เราต้องเน้น แก้ปัญหาที่รายได้ของ SMEs ซึ่งในด้านนี้จำเป็นที่จะต้องมีนโยบายด้านต่างประเทศเข้ามาเสริม ช่วยยกระดับ SMEs ที่โดน Disrupt แข่งขันไม่ได้แล้วให้ไปเป็น SMEs ที่อยู่ในธุรกิจที่เป็น ที่ต้องการของโลกและมีมูลค่าสูงครับ ในนโยบายแถลงเล่มนี้มีนโยบายที่บอกว่า จะเปลี่ยน ความท้าทายด้านภูมิรัฐศาสตร์ให้เป็นโอกาส อันนี้สอดคล้องกับเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี ถ้าเราดู สิ่งที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งด้าน Geopolitics ระหว่างขั้วมหาอำนาจ เช่น สหรัฐอเมริกากับจีน ในปีที่ผ่านมานี้ มันมีความต้องการที่จะย้ายถิ่นฐาน Relocate ธุรกิจโรงงานในจีนมายัง อาเซียนเยอะมาก รวมทั้งอุตสาหกรรมมูลค่าสูงนะครับ อย่างเช่น อุตสาหกรรม Chips Semiconductors ซึ่งเพื่อนบ้านเราอย่างมาเลเซียก็กลายเป็นม้ามืดเข้า Win ไปแล้วนะครับ ๑ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยได้รับอะไรตรงนี้ ไม่มีครับ เราเสียโอกาสไป เป็น ๑ ปีที่สูญเปล่า ด้วยการดำเนินนโยบายด้านต่างประเทศของรัฐบาล Salesman นโยบายต่างประเทศ ของรัฐบาลนี้ จะช่วยปกป้อง SMEs ไทยอย่างไร นโยบายต่างประเทศของรัฐบาลนี้ จะแปลงให้เกิดผลประโยชน์แก่ประเทศไทยอย่างไรจากสถานการณ์ระหว่างขั้วมหาอำนาจ เราต้องทำควบคู่ไปกับการยกระดับ SMEs ไทยให้พร้อมรับโอกาสต่าง ๆ ที่กำลังเข้ามา ในอาเซียนนะครับ ประเทศไทยมีข้อได้เปรียบที่สามารถทำตัวเป็น Adapter เชื่อมระหว่าง ๒ ขั้วมหาอำนาจนี้ได้อย่างไร้รอยต่อ ตัวอย่างเช่น มีธุรกิจที่ทำ Biotech Bioscience มากมาย หลายบริษัทในประเทศสหรัฐอเมริกามีการ Outsource การทำวิจัยและทดลองไปยังกลุ่มบริษัท ที่เรียกว่า CRO หรือว่า Contract Research Organization ในประเทศจีนก็จะเป็น การประหยัดต้นทุน แต่ว่าเนื่องจากเกิดความขัดแย้งนี้ขึ้น บริษัทเหล่านี้ก็กังวลเรื่องความลับ ทางการค้าจะรั่วไหลไปยังประเทศคู่แข่งนะครับ นี่จึงเป็นโอกาสของไทยที่จะพิจารณา สนับสนุนส่งเสริมการลงทุนและพัฒนา โดยที่เราก็ไม่ได้เป็นคู่แข่งกับประเทศสหรัฐอเมริกา และเราก็ไม่มีความขัดแย้งกับจีนนะครับ ดังนั้นเราสามารถเป็นตัวเชื่อมต่อ เป็นโอกาส เปิดประตูรับในอุตสาหกรรมมูลค่าสูงในลักษณะนี้ได้ และที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังได้ชี้แจงเมื่อสักครู่ที่บอกว่า ประเทศไทยทำ Research ไม่ได้นะครับ อันนี้ผมก็คิดว่าไม่จริง ท่านอาจจะไปคุยมาผิดคน อาจจะต้องไปคุยกับคนที่ใช่ แล้วก็จะรู้ว่า เรื่องแบบนี้รัฐไม่ต้องไปทำอะไรเยอะครับ แค่ให้เอกชนนำแล้วก็อย่าทำตัวเป็นอุปสรรคก็พอ

ผมขอสรุปแล้วนะครับท่านประธาน สุดท้ายนี้การแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน รวมทั้งการแก้ไขปัญหา SMEs ที่กล่าวมานั้นต้องทำอย่างมีเป้าหมายและจัด Priority ต้องดำเนินการคู่ขนานในหลายมิติ ทั้งเรื่องการปรับโครงสร้างหนี้ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้นะครับ และที่สำคัญการปกป้อง SMEs ที่เป็นผู้จ้างงานหลัก ในตลาดแรงงานบ้านเรานี้เป็นเรื่องที่ สำคัญมาก โดยการประสานงานนโยบายด้านต่าง ๆ รวมทั้งด้านการต่างประเทศเข้ากับ ปัญหามิติต่าง ๆ นี้เป็นสิ่งจำเป็น Policy Coordination การประสานงานเชิงนโยบาย เป็นสิ่งที่จำเป็นมากที่จะทำให้นโยบายที่ท่านแถลงในวันนี้เกิดขึ้นได้จริง ไม่สูญเปล่า เช่น ๑ ปีที่ผ่านมาครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไปครับ ท่านกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ ครับ

นายกันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนท่านประธาน ที่เคารพ ผม อ.เอท กันต์พงษ์ ประยูรศักดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่วันนี้มาในฐานะ สมาชิกรัฐสภานะครับ จากพรรคประชาชน วันนี้ อ.เอท ขออนุญาตมาร่วมอภิปรายในเรื่อง ของนโยบายที่รัฐบาลใหม่กำลังจะดำเนิน เป็นนโยบายเร่งด่วน ด้านที่ ๔ ท่านบอกว่าท่านจะเอา ระบบเศรษฐกิจที่เป็นใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน ซึ่งแน่นอนครับ มันก็เป็นระบบเศรษฐกิจที่เรา ก็จะรู้อยู่ว่ามันคืออะไร และมันก็เป็นอีก ๑ เรือธงของท่านนะครับ ซึ่งถ้าเกิดท่านทำไม่ดี มันจะกลายเป็นยกธงขาวแน่นอนนะครับ ทีนี้เรามาดูกันครับว่ามันมาอย่างไร เพราะว่า นโยบายนี้มันอยู่ในหน้าที่ ๕ ของท่าน เพราะฉะนั้น อ.เอท พูดตรงประเด็นแน่นอนครับ วันนี้ เราไม่มาพูดถึงของเก่า และที่สำคัญครับ ท่านก็ทำตาม นายกรัฐมนตรีคนที่ ๓๑ ที่ตอนนี้ อาจจะยังไม่อยู่ตรงนี้ อาจจะอยู่ข้างหลัง ก็ต้องทำตามคนที่ ๓๐ อาจจะมีนโยบายบางอย่าง ทำตามคนที่ ๒๙ เพราะฉะนั้นนโยบายทั้งหมดท่านก็ทำตาม สศค. สศค. คือสำนักงาน เศรษฐกิจการคลัง ซึ่งก็จะต้องมีการร่างนโยบาย ร่างกฎหมายต่าง ๆ ซึ่งมันก็จะมีคล้าย ๆ บางอย่างกับ พ.ร.บ. ที่ อ.เอท ก็ได้เป็นสมาชิกอยู่ในคณะวิสามัญของ Entertainment Complex หรือพูดง่าย ๆ ก็คือกาสิโนนั่นเองนะครับ ซึ่งถ้าเกิดเราทำไม่ดี ประชาชน ต้องมาตามล้าง ตามเช็ด ต้องมาใช้หนี้ หลายคนบอกใช่ไหมครับ เมื่อสักครู่นี้เรามีหนี้ที่เป็น สาธารณะอยู่เกือบ ๆ ๗๐ เปอร์เซ็นต์แล้ว เพราะฉะนั้นวันนี้เป็นที่มาเลย เราจะมาคุยกัน ในเรื่องของ Model อ.เอท อภิปรายไม่มี Model นี่ไม่ใช่ อ.เอท แล้ว Model ของเราคือ BET BET แปลว่าอะไรครับ แปลว่าการพนันหรือการเสี่ยงโชค มาดูที่ตัว B แรกครับ B แรกคือ Business and Board แปลว่าเรื่องของธุรกิจและเรื่องของบอร์ด ก็คือเป็นคณะกรรมาธิการ หรือคณะกรรมการนโยบายอะไรก็ตามแต่ ทีนี้วันนี้ทุกท่านในที่นี้และที่บ้านอีก ๗๐ ล้านคน จะเข้าใจเลยว่า กาสิโน หรือ Entertainment Complex มันคืออะไร ขออนุญาต Definition คำว่า Entertainment Complex มันคือเอากิจกรรม เป็นสถานที่สถานที่หนึ่ง แต่รวม อย่างน้อย ๆ ประมาณ ๒๐ กว่า Project ย่อย ๆ รวมกัน ไม่ว่าจะเป็นโรงแรม สนามกอล์ฟ หรือจะเป็น Resort หรือจะเป็นสวนสนุกอะไรก็ตามแต่ เป็นอย่างต่ำ ๒๖ อย่าง แต่ของเรา จะถึงหรือเปล่า เดี๋ยวท่านประธานตาม อ.เอท มานะครับ ทีนี้เราไปต่อครับ เอ๊ะ ถ้าเราทำแบบนี้ เมื่อสักครู่นี้เราแค่มีข่าวนะครับว่าจะเกิด Entertainment Complex โอ้โฮ นักลงทุนแห่กันมาเลย จากฮ่องกง จากอะไรใช่ไหมครับ อยากจะลงทุนเป็น ๒๐๐,๐๐๐-๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เดี๋ยวจะมาคุยต่อว่าตกลงแล้วมันเป็นอย่างนั้นจริงไหม ต่อมาครับ Board มี ๒ B ครับ B แรก คืออะไรครับ คือ Business B ๒ Board ก็คือคณะกรรมการนโยบาย Board นี้ถามว่า ใครนั่งหัวโต๊ะ ตอบครับ ก็คือนายกรัฐมนตรี แล้วใครนั่งอีก ก็อรหันต์ ๑๘ อรหันต์ คือใครบ้าง ก็คือรัฐมนตรีอีกเกือบ ๆ ทุกกระทรวงมานั่งรวมกัน แล้วไม่ได้นั่ง Board เดียวครับ ผมเห็นใจ ท่านนายกรัฐมนตรีมาก ท่านนั่งอีอีซี ท่านนั่ง กพต. กพต. นี้ อ.เอท ก็อยู่ในคณะวิสามัญอีก ก็เรื่องของการพัฒนาภาคใต้ เป็นการยกเลิกคำสั่ง คสช. ที่ ๔/๒๕๕๙ อ.เอท ก็เพิ่งเป็น กรรมาธิการมานะครับ ใครอยู่ใน Board เหล่านี้ ตอบ นายกรัฐมนตรี ท่านเหนื่อยมาก อ.เอท เห็นใจท่านนะครับ และท่านมีอำนาจล้นฟ้ามหาสมุทร คืออำนาจท่านนี้ทำอะไรก็ได้ เลยเป็นที่มาว่าท่านก็เลยมาทำนโยบายนี้เป็นแบบคล้าย ๆ กับตีเช็คเปล่า ตีเช็คเปล่าคืออะไร ก็คือฉันจะทำอะไรก็ได้ ฉันไม่สน ฉันไม่ Care เหมือนเมื่อสักครู่นี้เลย ก็คือเรื่องของ Ecocentric เมื่อคราวที่แล้วที่ผ่านมา คือท่านไม่ได้บอกเลยว่า 5W 1H คืออะไร 5W 1H คืออะไรครับ What When Whare Why Who How ก็คือ อะไร ทำไม เมื่อไร อย่างไร คือท่านจะทำอย่างไรก็เรื่องของท่าน เพราะฉันยังไม่ได้เขียน เพราะทุกอย่าง อยู่ที่ Board แล้วใครอยู่ ก็นายกรัฐมนตรีพร้อม ๑๘ อรหันต์ เพราะฉะนั้นมันเลยเป็นที่มาว่า เราต้องมาคุยกันแล้ว และนโยบายนี้เรื่องเกี่ยวกับ Entertainment Complex มีการล็อกสเปกได้ไหม เพราะอะไร เท่าที่ อ.เอท ไปดูมา อ.เอท บอกเมื่อสักครู่ ต้องมีทั้งหมด ประมาณ ๒๖ Project ย่อย ไป ๆ มา ๆ อาจจะไม่ถึง ๑๐ ถูกไหมครับ ที่เหลืออาจจะแบบมาหนึ่งเลย ก็คือกาสิโนและท่านก็เรียกว่า Entertainment Complex ซึ่งมันไม่ใช่ Definition มันก็คนละอย่างกัน นี่คือเป็นที่มาว่าวันนี้ อ.เอท จะต้องมาทำให้ทุกท่านเข้าใจว่ามันคืออย่างไร ให้ทุกท่านในสภาแห่งนี้ และที่บ้านอีก ๗๐ ล้านคน ต้องเข้าใจนะครับ และเป็นที่มา ของไม่แน่ธุรกิจสีเทาหรือเปล่า เดี๋ยว สส. รังสิมันต์ โรม เพื่อน อ.เอท จะมาอธิบายให้ท่านฟังว่า มันเกี่ยวข้องไหม ไปเป็นแบบ Series เอาละครับ B ตัวแรกประมาณนี้ก่อน เดี๋ยวเวลาหมด

ต่อมาเป็นตัว E ที่ ๒ E ที่ ๒ คือ Economy Economy คืออะไรครับ ก็คือ เรื่องของเศรษฐกิจ แน่นอนเศรษฐกิจ อ.เอท แอบไปดูมานะครับ นโยบายเก่า ๆ ของพรรค ที่เป็นแกนนำรัฐบาล ท่านมีอยู่ ๗๐ นโยบาย อยู่ในมือ อ.เอท นี่ครับ อ.เอท ย่อมา เหลือแผ่นเดียว ๗๐ นโยบายนี้ถ้าเกิดว่าเอาแบบเกี่ยวข้องกับเศรษฐกิจเลย ตั้งแต่นโยบาย ที่ประมาณ ๕๐ กว่า ๕๔ ถึงประมาณ ๗๐ นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของจะทำให้ มีนักท่องเที่ยว เอารายได้เข้ามา ๓ ล้านล้านบาท ทำให้คนมีเงิน ๖๐๐ บาทต่อวัน จบปริญญาตรี ๒๕,๐๐๐ บาท ทำให้คนทั่วไปมีเงินเดือน ๒๐,๐๐๐ บาท อ.เอท ชอบมาก ข้อ ๖๗ ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส อันนี้เด็ดมาก ท่านจะใช้เงินไปก็พอสมควรนะครับ แต่ทั้งหมดนี้ครับท่าน ทั้งหมดนี้รวมเงินแล้วก็จะประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งมันไปไหน ถ้ามันมีอันนี้สุดยอดครับ มันจะเด็ดมาก ๆ แต่ทีนี้เราไม่พูดถึงอันเก่าครับ พูดถึง ปัจจุบันเลย เพราะท่านจะเอาใต้ดินขึ้นบนดิน พอขึ้นบนดินปุ๊บ เราเคยมีแล้วใต้ดิน บนดิน ท่านจำได้ไหม หวยบนดิน อ.เอท ชอบมาก อ.เอท ไม่เคยเล่นนะครับ แต่ชาวบ้านเล่นกันบ่อย หวยบนดินนี่ครับ นั่นละครับ ๑๕ วันมีที แต่ถ้าเป็น Entertainment Complex ไม่ใช่หวยครับ เพื่อน อ.เอท ชอบมาก ไพ่ ลูกเต๋า ไฮโล Slot Machine หรือเป็นพวก Roulette นี่ละครับ เล่นได้ทุกวัน ปัญหาเกิดขึ้นแน่นอน แล้วเราจะป้องกันอย่างไร และที่สำคัญครับ ออนไลน์หวยหรืออะไรก็ตามที่เป็นออนไลน์นะครับ หรือจะเป็นกาสิโน ออนไลน์ อ.เอท ได้มีโอกาสเข้าไปถามคนที่เป็น Research ของระดับประเทศ มหาวิทยาลัย ที่ดังที่สุดของประเทศนะครับ เขาบอกเลยครับว่าการทำ Research ๓๗ เปอร์เซ็นต์ คนที่ติด การพนันมาจากกาสิโนออนไลน์ที่เหลืออีกประมาณ ๓๒ เปอร์เซ็นต์มาจากคนที่เข้าไป เล่นบ่อนจริง ๆ แล้วที่เหลืออีก ๒๘ เปอร์เซ็นต์มาจากอะไร เล่นหวย ถูกไหมครับ ถ้านโยบาย ของท่านไม่ชัดเจน อันนี้ไม่ชัดเจน จบครับ เจ๊งอีก ถูกไหมครับ และนี่คือสิ่งที่ อ.เอท เป็นห่วง และท่านบอกว่าท่านจะเอารายได้บางส่วนมาทำเรื่องของการพัฒนาประเทศ ทำด้าน ๑. Education ก็คือการศึกษา ๒. ก็คือด้าน Health ก็คือด้านสุขภาพ และ ๓. U ก็คือ Utility ด้านสาธารณะ เรื่องของค่าน้ำ ค่าไฟ สาธารณูปโภค

ท่านครับ เราไปดูตัวเลข ถ้าไปดูที่สิงคโปร์ปีหนึ่งก็ได้ประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ๒๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท ถ้าเกิดเราไปดู EBIT ก็คือ Earning Before Interest and Taxes ก็ได้ประมาณ ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท จ่ายภาษีจริง ๆ ๕,๐๐๐ กว่าล้านบาท แสดงว่าสิงคโปร์นี้ระดับ ท่านครับ คนไปเยอะมาก เขายังได้ค่า Tax รัฐบาลได้จริงประมาณ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ท่านครับ ๕,๐๐๐ ล้านบาท เอาไปทำอะไรได้บ้าง ท่านบอกว่าจะเอาไปทำ อะไรนะครับเมื่อสักครู่นี้ ไปด้าน Education ท่านครับ ด้านการศึกษา ๑๒ นโยบาย ด้านการศึกษาของท่านนี้ทำจริง ๆ ๑๖๐,๐๐๐ ล้านบาท ท่านมีเงินจากภาษี ๕,๐๐๐ ล้านบาท ทำอะไรได้บ้างครับ น้อยมากจริง ๆ เห็นไหมครับ

ต่อมาด้านเกี่ยวกับ Health ท่านบอกจะทำด้าน Health ไปทำ ๓๐ บาทพลัส ๓๐ บาทรักษาทุกโรคแบบ Plus เพื่อน อ.เอท นี่เลย ท่าน สส. โป้งเพิ่งพูดไปคราวที่แล้ว ถุงอุจจาระ พ่อ อ.เอท ก็ใช้ ปรากฏเป็นอย่างไรครับ ยังไม่มี เข็มฉีดยาก็ไม่ได้ Plus ตรงไหน ท่านเห็นหรือยังว่านี่คือสิ่งที่เราต้องช่วยกันคิดนะครับ

ต่อไปครับเป็นเรื่องของตัว U ก็คือ Utility เรื่องของสาธารณูปโภค ค่าน้ำ ค่าไฟ ก็อยู่ในนโยบายของท่านในข้อ ๓๑ เรื่องของค่าไฟ เรื่องของค่าแก๊ส ท่านครับ เพื่อน อ.เอท พูดไปแล้วเมื่อสักครู่ สส. โต๋ จะลดค่าไฟ ๔๐ สตางค์ หรือต่ำกว่า ๔ บาท ใช้เงิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ตอนนี้ท่านมีอยู่ ๕,๐๐๐ ล้านบาท ๕,๐๐๐ ล้านบาทนี่คือ Hi-So แล้วนะ จาก Singapore Model อะไรครับ กาสิโน Resort ของเขา จาก Sentosa อันนี้คือ Back to the Reality กลับมาสู่ความเป็นจริงครับ ถ้าไม่อย่างนั้นท่านจะฝันไปเรื่อย เพราะฉะนั้น นี่คือสิ่งที่เราบอกว่ามันต้องทำให้ดีกว่านี้ ไม่ใช่แค่ทำอะไรบางอย่างเพื่อใครบางคนนะครับ เพราะนี่คือ EHU ก็คืออะไรครับ ด้าน Economy เศรษฐศาสตร์ ด้านเศรษฐกิจ ด้านเรื่องของ Health และด้านเกี่ยวกับสาธารณูปโภค ซึ่งมันก็ยังไม่เป็นจริง แล้วบอกมันเพิ่มจีดีพี ไม่เถียง อ.เอท ไปดูสถิติมาแล้ว ทุกที่ที่ทำกาสิโนเพิ่มประมาณ ๑ เปอร์เซ็นต์นิด ๆ เพราะฉะนั้น ถ้าเกิดตอนนี้ท่านมี ๓ ทำกาสิโนก็อาจจะไปเป็น ๔ จีดีพี เปอร์เซ็นต์ที่เพิ่มขึ้นมา แต่ถ้าเกิด ท่านทำแล้วไม่ดี มันก็จะลดลง ถูกไหมครับ เพราะตอนนี้ Trend ของโลกมันลดลง ลดลง ลดลง เพราะฉะนั้นเราต้องทำให้มันดีกว่านี้ ไม่เช่นนั้นท่านจะสู้ไม่ได้ เพราะสุดท้ายถ้าเกิด ท่านไม่เขียนในนโยบาย คือไม่เขียนในเล่มนี้ สุดท้ายท่านก็ไปทำอย่างอื่นถูกไหม ได้เงินมา ก็ไปสร้างตึก สร้างโน่น สร้างนี่ ชีวิตประชาชนลำบากอีก ถูกไหมครับ เพราะมันไม่เข้าสู่ ประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชนนะครับ เพราะฉะนั้นนี่คือสิ่งที่ อ.เอท เป็นห่วง ตัว E แล้ว

ต่อไปตัวสุดท้าย เวลาจะหมดพอดี ๕ นาที แบ่งเวลาอย่าง ๕ ๕ ๕ ต่อมาครับ ก็คือตัว T T คืออะไรครับ T อ.เอท ขอใช้ ๒ อัน ก็คือคำว่า Tackle และอีกอันหนึ่งคือว่า Treatment Tackle คือเข้าชนปัญหาอย่าได้กลัว และ Treatment คือการเยียวยา กับปัญหานั้น ทำอย่างไรครับ ๒ อย่างนี้ทำอย่างไรครับ ก็คือท่านบอกว่าท่านอยากจะทำ พวกเกี่ยวกับเรื่องของกาสิโน แน่นอนครับ มีแต่คนชอบและคนไม่ชอบเพราะมันคืออบายมุข ถูกไหมครับ อ.เอท ส่วนตัวก็มีชอบบ้าง ไม่ชอบบ้าง ก็แล้วแต่คนใช่ไหมครับ แต่อบายมุข มากับผลเสียครับ ไม่ว่าจะเป็นด้านสิ่งแวดล้อม เสียง แสง เสียงนี้แน่นอนครับ เปิดเป็นคอนเสิร์ตเสียงดังครับ คนไม่ชอบ แสงล่าสุด อ.เอท ไปพัทยามายิงแสงเลเซอร์ ตรงอ่าวมาหยา คนยังบ่น คนยังร้องเรียนเข้ามาในสภา เพราะฉะนั้นปัญหานี้มาแน่นอนครับ และขยะ พ่อแม่พี่น้องครับ ขยะปกติแล้วปีหนึ่งเรามีทั้งหมด ๒๕ ล้านตัน ถ้าเกิดเรามีกาสิโน ๑ แห่ง จะมีคนเข้าประมาณ ๑๐๐,๐๐๐ คนต่อวัน ท่านครับ ประเมินมาแล้ว ๑๐๐ ตัน เราจะเอาปัญญาตรงไหนไปกำจัดขยะ เพราะทุกวันนี้เรายังกำจัดเขาได้แค่ไม่กี่ร้อยตัน ไม่กี่พันตันต่อวัน และนี่คือสิ่งที่เราต้องคิดก่อนที่จะทำนะครับ นี่คือขยะ

ต่อมาเรื่องของอาชญากรรมและฟอกเงิน เดี๋ยว สส. รังสิมันต์ โรม พูด อ.เอท ไม่เสียเวลา และที่สำคัญครับ เงินเมื่อสักครู่นี้หลายคนพูดครับ อยากที่จะกระจาย อำนาจ เอาเงินออกไปทำไม ให้เป็นงบเรื่องของ อปท. องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น อันนี้ ต้องรีบทำ เพราะตอนนี้ Tax สมมุติเราเก็บ Tax ได้ ๑๐๐ บาท ไปท้องถิ่นแค่ประมาณ ๒๐ กว่าบาท ถูกไหมครับ ขอนแก่นได้ ๒๐ กว่าบาท เราต้องขยันให้มันได้มากกว่าเดิม ให้เขาได้มากกว่าเดิม อย่างน้อย ๔๐ ๖๐ ถูกไหมครับ ๖๐ เหมือนกับที่ญี่ปุ่น เก็บได้ ๑๐๐ เอาไป ๖๐ ท้องถิ่น ที่เหลือ ๔๐ เข้ารัฐ นี่คือสิ่งที่เราควรทำนะครับ

และต่อมาครับ เมื่อสักครู่นี้ อ.เอท บอก Board Board นี่คือมีอำนาจล้นฟ้า จะทำอะไรก็ทำ ทำตรงไหนก็ได้ เลยขาดคำว่า ประชาพิจารณ์ ประชาพิจารณ์ เราต้อง ฟังเสียงพี่น้องประชาชนเพราะเขาคือผู้ที่ถืออำนาจสูงสุด

ต่อมาครับ นโยบายก็ไม่มีการจำกัดเลยว่าคนจะเล่นได้หรือเล่นไม่ได้อย่างไร ถูกไหมครับ เพราะท่านเขียนมาแบบค่อนข้างที่จะน้อยมาก ลองทำอย่างนี้ดีไหมครับ สมมุติว่า ถ้าเกิดว่าคนมีรายได้สัก ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ โอเค ขั้นต่ำ ดูที่กรมสรรพากรเลย ถ้าเกิดคุณจ่าย ๕๐๐,๐๐๐ บาทขึ้นไป คุณยังมีเล่นได้ หรือถ้าเกิดว่าเราทำแบบที่มันมีข้อจำกัด อย่างน้อยมีขั้นต่ำ คนที่จ่ายภาษีจะได้มีโอกาสเข้าไปเล่น เป็นการเหมือนกับกระตุ้นให้คน อยากที่จะเสียภาษี ถ้าเขาอยากที่จะเล่นการพนันด้วยถูกไหมครับ เข้าไปใน Entertainment Complex นี้ และต้องมีอย่างน้อยสำคัญมากครับ เป็นการบอกว่าลิมิต เช่น ถ้าคุณ มีเงินเดือน ๕๐,๐๐๐ บาท เอาละ ตัดสัก ๑๐,๐๐๐ บาท ถ้าเกิดคุณเล่น ถ้าเกินนี้ เสียเกิน ๑๐,๐๐๐ บาท ตอนแลกชิปถูกไหมครับ พอแลกเสร็จปุ๊บชิปก็ไม่อยู่ เรียกว่า ชิปไม่อยู่ ท่านก็คิดเอาเอง นี่คือการทำไม ลิมิต และถ้าเขาเสียหมด เชิญออก สิ่งเหล่านี้ต้องคิดให้ครบ เอาละครับ สิ่งที่ อ.เอท เห็นคือตอนนี้ท่านลิมิตไว้ ค่าเข้า ๕,๐๐๐ บาทน้อยเกินไป

เอาละครับ ก็มาถึงอีกตัวหนึ่งครับ อันนี้ อ.เอท เห็นว่ามัน Amazing มากเลย คือเรื่องของการที่ท่านให้กู้ หมายถึงเข้าไปกาสิโน หมดเงินกู้ กู้ไปเล่นต่อ จบครับ แบบนี้ชีวิตเรา ที่อังกฤษ ที่สวีเดนเลิกกู้เพื่อเข้าบ่อนแล้ว อันนี้คือเป็นสิ่งที่ท่านประธานครับ ฝากไปถึงคณะรัฐมนตรีที่ตอนนี้ก็ไม่อยู่นะครับ และอีกอันหนึ่งครับ อันนี้ก็เป็นการ Treatment คืออย่างนี้ท่านประธาน ปี ๒๕๖๒ ปี ๒๕๖๓ เราเคยมี Case Study หรือมีกรณีศึกษามาแล้ว ใช่ไหมครับ การที่เราออกเรื่องของการทำ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับกัญชานะครับ อ.เอท ก็ไม่ได้ ว่าเห็นต่าง จริง ๆ กัญชาก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะกัญชาก็ช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดี รักษาบางโรคได้ แต่ว่าออกเร็วเกินไป ออกเร็วเกินไปเกิดอะไรขึ้นครับ ทีนี้พื้นที่ อ.เอท อ.เอท เอาออกหน่อย ได้ไหม ตอนนี้ลูกหลานฉันมันเข้าง่ายเหลือเกิน เข้าถึงง่ายเหลือเกิน ถูกไหมครับ อ.เอท เป็นกังวลครับ ไม่อยากที่จะเห็น Entertainment Complex นี่มันไปซ้ำรอยกับ นโยบายที่เราเคยออกมาก็คือกัญชา และนี่คือสิ่งที่ อ.เอท เป็นห่วงนะครับ ตอนนี้ก็เลยฝากครับ ฝากท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีที่กำลังนั่งอยู่หรือไม่นั่งอยู่ก็แล้วแต่ บอกเขาครับว่า ท่านจะทำนโยบายเกี่ยวกับ Entertainment Complex ท่านต้องทำ ๓ ป ๓ ป ต้องเข้ามาในสภา ป ที่ ๑ คือท่านต้องปกป้องด้วยกฎหมายที่มีคุณภาพ ก่อนที่ท่านจะปลดล็อก Entertainment Complex เพื่อประโยชน์สูงสุดเป็นของประชาชน นี่คือสิ่งที่ต้องทำ ไม่อย่างนั้นประชาชน ก็เจอ ๓ จ คือ จน เจ็บ เจ๊ง ไม่เอาท่านประธาน

และสุดท้ายนี้ครับ จบแล้ว เวลาพอดี วันนี้ไม่มีกลอน ขอโทษด้วยครับ ถ้าท่านอยากจะฟังกลอนวันนี้ อ.เอท ไม่ได้ทำ ขอประทานอภัยเรื่องไม่มีกลอน สุดท้ายนี้ อ.เอท อยากที่จะเห็นว่านโยบาย Entertainment Complex ท่านทำเพื่อที่จะแก้ไขปัญหา ความยากจน หรือท่านเลือกที่จะทำเพื่อเอาใจเรื่องของอภิสิทธิ์ชนหรือเปล่า Respect

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านวรรณรัตน์ ชาญนุกูล ครับ

นายวรรณรัตน์ ชาญนุกูล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายแพทย์วรรณรัตน์ ชาญนุกูล สส. บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนา สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ในการที่รัฐบาลจะพัฒนาตลาดซื้อขาย ไฟฟ้าเสรีและคาร์บอนเครดิต เพื่อความยั่งยืนและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน แบบใหม่ และสนับสนุนให้ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตพลังงานสะอาด ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานน้ำ และพลังงานทางเลือกอื่น ๆ รวมทั้งการปรับโครงสร้างราคาพลังงานควบคู่ไปกับ การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเอื้ออำนวยให้เอกชนสามารถผลิตและซื้อขาย ไฟฟ้าพลังงานสะอาด ระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้าและผู้ซื้อไฟฟ้าได้โดยตรง ที่เรียกว่า Direct PPA หรือ Direct Power Purchase Agreement ท่านประธานครับ นโยบายการเปิดตลาดเสรี ไฟฟ้านี้ จะเป็นปัจจัยสำคัญในอันที่จะสะท้อนราคาต้นทุนของการผลิตไฟฟ้าที่แท้จริง เนื่องจากผู้ผลิตซึ่งมีอยู่มากมายในตลาดจะเกิดการแข่งขันกันในด้านราคา โดยพยายาม ควบคุมต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของตนเองให้อยู่ในระดับที่ต่ำที่สุด ซึ่งจะส่งผลให้ไฟฟ้ามีราคา ถูกลงและมีความเป็นธรรมแก่ผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น ปัญหาการบิดเบือนราคาไฟฟ้าที่เกิดขึ้น จากปัจจัยบางประการก็จะหมดไป เช่น กรณีที่มีผู้บริโภคต้องแบกรับภาระค่าความพร้อม จ่ายไฟฟ้า ไม่ว่าจะมีการเดินเครื่องไฟฟ้าหรือไม่ก็ตาม อันเนื่องมาจากการมีกำลังผลิตไฟฟ้า ล้นเกิน หรือ Oversupply ดังที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบันนี้ เป็นต้น สำหรับผู้ค้าปลีกก็เช่นเดียวกัน ท่านประธานครับ คือจะเกิดการแข่งขันเพื่อจะสนองตอบความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้า และสร้างความพึงพอใจให้ผู้ใช้ไฟฟ้า อันจะเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้มีทางเลือก ในการใช้ไฟฟ้าตามความพอใจของตนเองมากยิ่งขึ้น จากเดิมที่ต้องถูกบังคับซื้อไฟฟ้า จากการไฟฟ้าเท่านั้น ดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ท่านประธานครับ การซื้อขายไฟฟ้าจากพลังงาน สะอาดในรูปแบบของการซื้อขายไฟฟ้ากันโดยตรง หรือ Direct PPA นั้น ก็ถือเป็น ยุทธศาสตร์ที่สำคัญอันหนึ่ง นอกจากจะเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อการซื้อขายไฟฟ้าพลังงาน สะอาดภายในประเทศแล้ว ยังเป็นกลยุทธ์ในการดึงดูดนักลงทุนจากทั่วโลกให้เข้ามาลงทุน ในประเทศได้อีกด้วย เพราะเดี๋ยวนี้การให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดเพื่อลด การปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality ภายในปี ค.ศ. ๒๐๕๐ ที่เป็นเป้าหมายร่วมกันของชาวโลกนั้น ได้กลับกลาย มาเป็นเงื่อนไขสำคัญอันหนึ่งของการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการใช้พลังงาน สะอาดไปแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทข้ามชาติที่สนใจเข้ามาลงทุนด้าน Data Center ในประเทศไทย เป็นต้น ดังนั้นเราจึงมีความจำเป็นที่ต้องเตรียมความพร้อมไว้รองรับ ซึ่งก็ถือว่า รัฐบาลได้เดินมาถูกทางแล้ว อย่างไรก็ตามท่านประธานครับ การเปิดตลาดเสรีไฟฟ้านั้น มันไม่ได้เกิดขึ้นภายในชั่วข้ามคืน เพราะมันจะต้องมีการเตรียมความพร้อมในหลาย ๆ เรื่อง ด้วยกัน ก่อนที่จะมีตลาดเสรีไฟฟ้าเกิดขึ้น เนื่องจากการซื้อขายไฟฟ้าเสรีไม่ได้หมายความว่า เป็นการซื้อขายไฟฟ้าโดยตรงระหว่างผู้ผลิตไฟฟ้ากับผู้ใช้ไฟฟ้า แต่จะเป็นการซื้อขายไฟฟ้า ผ่านตลาดซื้อขายไฟฟ้ากลาง หรือเรียกว่าตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้า ที่เรียกว่า Power Pool Market ซึ่งการก่อตั้งตลาดกลางซื้อขายไฟฟ้านั้น ก็คล้าย ๆ กับการก่อตั้งตลาดหลักทรัพย์ เพื่อการซื้อขายหลักทรัพย์ ที่จะต้องมีการแก้ไขกฎหมาย หรือออกกฎหมาย และออก กฎระเบียบต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องขึ้นมารองรับ รวมทั้งการเตรียมการในด้านต่าง ๆ ไว้ให้พร้อม เป็นต้นว่า การพัฒนาแพลตฟอร์มตลาดกลางซื้อขายพลังงานไฟฟ้า หรือ Energy Trading แพลตฟอร์ม เพื่อกำหนดระบบของการซื้อขายไฟฟ้าให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล การก่อตั้งองค์กร หรือปรับโครงสร้างองค์กร หรือการปรับเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ขององค์กร เพื่อรองรับโครงสร้างกิจการไฟฟ้าใหม่ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การแยกการบริหารจัดการ ระบบสายส่งไฟฟ้าออกจากระบบการผลิตและการจำหน่ายไฟฟ้า เป็นต้น การพัฒนา องค์ความรู้และการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้องในด้านต่าง ๆ ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้าง พื้นฐานของระบบไฟฟ้าให้พร้อมต่อการรองรับระบบตลาดไฟฟ้าเสรี เช่น การพัฒนาโครงข่าย ไฟฟ้าเป็นระบบ Smart Grid และปรับเปลี่ยนมิเตอร์เป็น Smart Meter เพื่อรองรับการพัฒนา ระบบ Net Metering เป็นต้น ซึ่งกระบวนการต่าง ๆ เหล่านี้จำเป็นต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบ ค่อยเป็นค่อยไปด้วยความละเอียดรอบคอบ และต้องใช้เวลาของการเปลี่ยนผ่านเพื่อก้าวไปสู่ เป้าหมายตามนโยบายที่กำหนดไว้

สุดท้ายท่านประธานครับ ผมก็อยากจะฝากรัฐบาลว่า อัตราค่าไฟฟ้าในตลาด ไฟฟ้าเสรีไม่ได้ทำให้ค่าไฟฟ้าถูกลงเสมอไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาวะที่ปริมาณกำลังผลิต ไฟฟ้ามีไม่เพียงพอต่อความต้องการ ก็มีโอกาสที่จะเกิดการผันผวนของราคาไฟฟ้าเกิดขึ้น และอาจจะส่งผลให้ราคาค่าไฟฟ้าแพงขึ้นได้ ดังนั้นการสร้างเสถียรภาพความมั่นคง และการสร้างความสมดุลของระบบไฟฟ้าของประเทศก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้อง คำนึงถึงเป็นอย่างมากด้วยเช่นเดียวกันครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ในวาระนี้ท่านปกรณ์วุฒิ ขอหารือ เชิญครับ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านประธานครับ และขออภัยท่านผู้กำลังจะอภิปรายสักครู่เดี๋ยวนะครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิก รัฐสภาครับ ผมขอหารือท่านประธานสั้น ๆ นะครับ ด้วยความกังวลถึงบรรทัดฐานของ รัฐสภาของพวกเราใน ๒ ประเด็นครับท่านประธาน

ประเด็นแรกครับท่านประธาน ตอนนี้ถ้าเราสังเกตดูนี้เราจะเห็นว่าสไลด์ที่ขึ้นจอ หน้าของบุคคลที่มิได้เป็นสมาชิก แล้วก็ไม่ได้เป็นคณะรัฐมนตรีจะถูกเบลอหน้าทุกคน ท่านประธานครับ นี่คือเอกสารที่สมาชิกทุกท่านจะต้องเซ็นชื่อเพื่อที่จะส่งข้อมูลให้กับ ฝ่ายโสตนะครับ มีข้อความที่ทางสมาชิกได้เซ็นรับรองว่า รับทราบว่าการเปิดเผยสื่อใด ๆ อาจมีความผิดทางกฎหมาย แล้วก็สมาชิกยินยอมให้มีการเผยแพร่โดยไม่ต้องเบลอภาพ และสมาชิกยินดีจะรับผิดชอบแต่เพียงผู้เดียว ท่านประธานครับ แล้วก็ถ้าเลยไปถึงนี้นะครับ ถ้าเราไปอ่านข้อบังคับรัฐสภาจริง ๆ ในข้อ ๔๕ ก็จะกล่าวว่า ห้ามออกชื่อสมาชิกรัฐสภา หรือบุคคลใดโดยไม่จำเป็น ขีดเส้นใต้คำว่า โดยไม่จำเป็น ถ้าไม่จำเป็นแม้แต่กระทั่งชื่อสมาชิก ด้วยกันเองก็ไม่สามารถออกชื่อได้ครับท่านประธาน

เกี่ยวเนื่องมาถึงประเด็นที่ ๒ คือข้อประท้วงที่วันนี้ประท้วงกันหลายครั้ง ก็คือพูดถึงแต่เรื่องอดีต ไม่เกี่ยวข้องกับวาระนี้ ถ้าเราลองย้อนไปฟังครับท่านประธาน สมาชิก ท่านแรกของพรรคร่วมรัฐบาลก็พูดเอาไว้ครับว่า ๑ ปีซ่อม ๓ ปีสร้าง สานต่อภารกิจเดิม เพิ่มเติมภารกิจใหม่ ท่านประธานวิปรัฐบาลเองก่อนหน้าถึงวันนี้ก็ได้บอกว่า ขอลดเวลา ทุกฝ่ายเพราะนโยบายก็เหมือนเดิม ครม. ก็ชุดเดิม ๆ ไม่ได้แตกต่างจากเดิม ทำในภารกิจ ที่ต่อเนื่องมาจากรัฐบาลที่แล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีลุกขึ้นมาชี้แจงก็ขอบคุณเพื่อนสมาชิก ที่บอกว่าให้การเรียนรู้เรื่องประวัติศาสตร์บาดแผลในอดีต ดังนั้นการเปรียบเทียบนโยบายนี้ กับนโยบายรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา หรือการพูดถึงเรื่องในอดีตที่ยังไม่ถูกสะสาง มันคือเรื่องที่ปกติ และเกี่ยวข้องกับวาระในวันนี้โดยตรงครับท่านประธาน หรือแม้กระทั่งการพูดถึงบุคคลอื่น ๆ ภายนอกครับ ท่านประธานครับ ข้อบังคับก็บอกให้พูดได้หากจำเป็น แล้วผมเชื่อว่า ท่านประธานหรือเพื่อนสมาชิกเองก็ตามทราบดีครับ ว่าหลาย ๆ เรื่องเวลาที่เราพูดนี้มันจำเป็น ที่จะต้องเอ่ยถึงบุคคลภายนอกอย่างไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ สมาชิกทุกคนตระหนักถึง ความเสี่ยงและรับผิดชอบความเสี่ยงนั้นด้วยตนเอง ผมเองก็เคยโดนฟ้อง ผมก็รับผิดชอบมัน ด้วยตนเอง เพราะประชาชนเลือกเราเข้ามาในสภานี้เพื่อเป็นตัวแทนของพวกเขา เพื่อพูด เรื่องนอกสภาทุกเรื่องที่มันกระทบกับชีวิตพวกเขา ไม่ได้ให้พวกเรามาคุยกันเองนะครับ ท่านประธาน ประชาชนตัดสินได้ ว่าเรื่องที่สมาชิกพูดถึงนั้นมันมีเนื้อหาสาระและจำเป็น หรือไม่ ผมจึงขอหารือท่านประธานและเพื่อนสมาชิกทุกท่านนะครับ เพื่อให้การประชุม ๒ วันนี้เป็นไปอย่างราบรื่นครับ ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ เชิญท่านวิชัย สุดสวาสดิ์ ครับ

นายวิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียนท่านประธานครับ ผม วิชัย สุดสวาสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชุมพร เขต ๑ พรรครวมไทยสร้างชาติ ก่อนอื่นผมต้องขอชื่นชมท่านนายกรัฐมนตรี โดยเฉพาะท่านสมาชิกพรรครวมไทยสร้างชาติ ทุกคน ขอกราบขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีเป็นอย่างสูงที่ได้บรรจุนโยบายของพรรครวมไทยสร้างชาติ เข้าสู่นโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงต่อสภาในวันนี้ เพราะฉะนั้นแล้วในเรื่องของ นโยบายที่พรรครวมไทยสร้างชาติตั้งใจที่จะทำให้กับพี่น้องประชาชน ก็คือนโยบายในเรื่อง ของพลังงาน โดยเฉพาะท่านหัวหน้าพรรค ท่านพีระพันธ์ สาลีรัฐวิภาค ท่านเองได้กำหนด ที่จะออกกฎหมายเพื่อรื้อโครงสร้างของพลังงาน เพื่อที่จะให้การดำเนินการการแก้ไขปัญหา เรื่องค่าน้ำมันแพง ค่าไฟแพง ค่าแก๊สหุงต้มแพง ได้กระจายสู่พี่น้องประชาชน แต่ในภาคส่วนของท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้แถลงนโยบายนั้น หลายนโยบายที่สามารถ ที่จะแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้บรรลุตามวัตถุประสงค์ แต่สิ่งที่จะทำให้สัมฤทธิ์ได้ ต้องประกอบด้วยท่านรัฐมนตรีทุกกระทรวง ในฐานะที่ดำเนินการในนามของรัฐบาล วันนี้ ผมเองในฐานะเป็นตัวแทนของพี่น้องปวงชนชาวไทยและเป็นตัวแทนของพี่น้องชาว จังหวัดชุมพร เป็นตัวแทนของเพื่อนพรรครวมไทยสร้างชาติทั้งหมด ตระหนักถึงการแก้ไข ปัญหาในเรื่องของโครงการต่าง ๆ ในการแก้ไขปัญหาในเรื่องของราคาผลผลิตตกต่ำ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงพาณิชย์ ดังนั้นผมเองอยากจะนำเรียน ท่านประธานนะครับ ฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่มีส่วนเกี่ยวข้อง อย่างน้อย ๆ ในปัญหาของพี่น้องประชาชน ณ ปัจจุบัน โดยเฉพาะเรื่องของราคาผลผลิตตกต่ำ ไม่ว่าราคาข้าว ราคาข้าวโพด ราคาปาล์มน้ำมัน ราคายางพารา และสิ่งที่จะเกิด ณ ปัจจุบันก็คือราคาทุเรียน ซึ่งเป็นปัจจัยในการผลิตและเป็นปัจจัยที่พี่น้องชาวเกษตรกรมีความคาดหวังในเรื่องของทุเรียน เป็นอย่างมาก ในการอภิปรายในครั้งนี้ผมนำเรียนท่านประธานด้วยความเคารพว่า อย่างน้อย ๆ ผมอยากจะให้ทางภาครัฐเอง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้ปฏิบัติกับผู้สั่งการ ขอให้สั่งการลงไปเลยเกี่ยวกับเรื่องของกรมส่งเสริมการเกษตร วันนี้เขาตรวจเจอ สารแคดเมียมในทุเรียนมาเป็นเวลาแรมเดือนแล้วครับ ทำให้ทุเรียนราคาดิ่งลงอย่างมากมาย ยังไม่มีหน่วยงานที่เป็นหน่วยงานเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการเกษตรลงไปใช้บทบาท หน้าที่ของตัวเองทำการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะประกาศในเรื่องเขต ที่มีหรือไม่มีสารแคดเมียม ๑๒ ล้งที่โดน Ban ไปนั้น ผมอยากนำเรียนท่านประธานนะครับ วันนี้ให้เป็นนโยบายเร่งด่วนในเรื่องของการแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวสวนทุเรียน ๑๒ ล้ง ที่ประกาศนั้นขอให้ Check ระเบียบ Check โครงการว่าทำธุรกิจธุรกรรมในเรื่องของการรับซื้อ ทุเรียนในประเทศไทยจริงหรือเปล่า หรือไปสวมสิทธิทุเรียนจากต่างประเทศและนำส่งในนาม ของประเทศไทย จนกลายเป็นพื้นที่สีแดงทั้งประเทศ ตอนนี้เดือนตุลาคม ใกล้จะถึงแล้วครับ ทุเรียน เขาเที่ยวหาซื้อกันในสวนทุเรียน กิโลกรัมจาก ๒๐๐ กว่าบาท เหลือ ๙๐ บาท ผมนำเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ฝากถึงโดยเฉพาะกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านดูแลแล้วก็บังคับใช้กฎหมายรีบด่วน และกระทรวงพาณิชย์ด้วยนะครับ นั่นในเรื่องของ การเกษตร

ทีนี้ท่านประธานครับ ผมอยากนำเรียนว่า ภาคใต้ของพวกเรา โดยเฉพาะ ในเรื่องของคมนาคม ผมตั้งใจว่าอยากจะนำเรียนท่านประธานฝากถึงท่านนายกรัฐมนตรี ฝากถึงท่านรัฐมนตรีนะครับ ผมได้รับข่าวจากท่านรัฐมนตรีและรัฐมนตรีช่วย รู้สึกดีใจครับ ภาคใต้เรานั้นมีถนน ๔ เลน อยากได้ถนนที่เป็นมาตรฐานทั้งภาคใต้ ทั้งจากประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร ผ่านไปสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ถึงใต้สุดครับ ตอนนี้ยังใช้ระบบ ๔ เลนอยู่เลย เราเกือบจะได้เห็น Tollway เกือบจะได้เห็นทางด่วนแล้ว อยู่ที่พระราม ๒ แต่นานเหลือเกินครับ ท่านประธาน ก็ขอให้รัฐบาลได้มีส่วนที่จะกำหนดนโยบายเพื่อแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องชาวใต้ด้วย วันนี้พวกเราในฐานะพรรครวมไทยสร้างชาติ ร่วมรัฐบาล แล้วก็มีความคาดหวังในการแก้ไข ปัญหาให้กับพี่น้องชาวใต้ของพวกเรา สส. ภาคใต้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นสุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ทุกคนก็ตั้งใจเหมือนผมครับ อยากจะให้ภาคใต้ได้มีการพัฒนาเกิดขึ้น

ทีนี้ในเรื่องของการกระจายอำนาจ ซึ่งเป็นใกล้ตัวพี่น้องประชาชนมากที่สุด ที่ผมอยากจะนำเรียนท่านประธานด้วยความเคารพนะครับ ฝากถึงกระทรวงที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะในเรื่องของการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ณ ปัจจุบันนี้เราหาที่ปฏิเสธกันไม่ได้ครับ การกระจายอำนาจโดยการโอนตามภารกิจให้กับท้องถิ่นทุกท้องถิ่น โดยเฉพาะท้องถิ่น ในโซนภาคใต้ เป็นท้องถิ่นที่ยากจนครับ มีงบลงทุนแค่ ๓-๔ ล้านบาท ในการแก้ไขปัญหา ให้กับพี่น้องประชาชน ถนนเป็น ๒๐๐-๓๐๐ กิโลเมตร นั่นเป็นถนนเส้นหลักนะครับ เราได้งบประมาณจากส่วนกลาง โดยเฉพาะกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น ปีหนึ่ง ไม่เกิน ๑๐ ล้านบาท และเมื่อไรล่ะครับ สร้างปีนี้ปีหน้าไปสร้างอีกที่หนึ่ง และอีกหลาย ๆ ปี ถึงต้องกลับมาซ่อมอีก เพราะฉะนั้นผมขอนำเรียนด้วยความเคารพว่า ๓๕ เปอร์เซ็นต์ ตามรัฐธรรมนูญกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นเถอะครับ เพราะฉะนั้นผมขอฝากนะครับ โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีเองวันนี้มีโอกาสได้ไปพูดคุยเป็นการส่วนตัวกัน ผมว่าผมดีใจ ที่ได้นายกรัฐมนตรีที่มีโลกทัศน์ และได้นายกรัฐมนตรีที่มีวิสัยทัศน์ในเรื่องของการพัฒนา และแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะท่านนำเรียนพวกเราว่าพรุ่งนี้ มะรืนนี้ ท่านจะเดินทางไปเชียงราย ไปดูน้ำท่วม ผมดีใจครับ เพราะพี่น้องชาวภาคเหนือกำลังเดือดร้อน แต่ก็อดที่จะฝากไม่ได้ครับ ตุลาคม พฤศจิกายน ธันวาคม หน้ามรสุมของภาคใต้ เดี๋ยวก็เจอกับ น้ำท่วมอีกเหมือนกัน เพราะฉะนั้นรัฐบาลต้องตั้งหลัก ตั้งใจในเรื่องของการแก้ไขปัญหา โดยเฉพาะน้ำท่วมซ้ำซากที่ต้องแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนทุกปี ยกของขึ้นที่สูง ยกของลงที่ต่ำ ล้างบ้าน เสร็จเรียบร้อย ไม่ทันได้เสร็จ ไม่ได้เก็บของไปไว้ที่สูงที่ต่ำอีกแล้วครับ ท่วมมาอีกครั้งหนึ่ง เพราะฉะนั้นนั่นคือหน้ามรสุมของจังหวัดชุมพร จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดภาคใต้ทั้งหมด ผมขอนำเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ว่าสิ่งที่พวกเราคาดหวัง สิ่งที่พรรครวมไทยสร้างชาติคาดหวังก็คือปากท้องของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะในเรื่องของการแก้ไขปัญหาด้านการเกษตร น้ำแล้ง น้ำท่วมนะครับ จงดูแลภาคเกษตร ด้วยความตั้งอกตั้งใจ แล้วก็ฝากถึงอีกกระทรวงหนึ่ง กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม ช่วยดูแลในเรื่องของน้ำใช้ น้ำดื่ม แล้วก็กรมทรัพยากรน้ำบาดาล กรมทรัพยากรน้ำ กระจายงบประมาณสู่ท้องที่ท้องถิ่นให้มาก เพื่อการแก้ไขปัญหาให้กับ พี่น้องประชาชนนะครับ อยากให้รัฐบาลมุ่งเป้าไปสู่ความมั่งคั่ง มั่นคง และยั่งยืนตามนโยบาย ที่เราได้วางกันไว้ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านมานะ มหาสุวีระชัย ครับ

นายมานะ มหาสุวีระชัย สมาชิกวุฒิสภา

ท่านประธาน ผม มานะ มหาสุวีระชัย สมาชิกรัฐสภา จากจังหวัดศรีสะเกษ วันนี้ผมขอเสนอวิธีแก้ปัญหาวิกฤติชาติ ด้วยการยิงกระสุนนัดเดียวแต่ได้นกทั้งฝูง โดยเสนอให้สร้างเงินสดดิจิทัล หรือ Digital Cash หรือผมจะเรียกสั้น ๆ ว่า DCash เพราะดิจิทัลพูดไม่ทัน เวลามันสั้น ขอสไลด์ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

อะไรคือ DCash DCash คือเงินสด รูปแบบใหม่ ไม่ต้องใช้โรงพิมพ์ธนบัตร ไม่ต้องใช้โรงกษาปณ์ ใช้เทคโนโลยีทำ ออกโดยแบงก์ชาติ และรัฐบาลแพทองธาร ออกมาทำไม เอาไปใช้อะไร เอาไปใช้แทน e-Money มันก็พูดไม่ทันแล้ว แค่แผ่นเดียวนี้ เอาไปใช้แทน e-Money เพราะว่า ๒ ระบบนี้มันดูเผิน ๆ มันเหมือนกัน คนใช้ไม่รู้ คนรู้คือคนทำ แต่จริง ๆ มันต่างกันราวฟ้ากับเหว ต่างกันอย่างไรครับ ต่างกันที่วิธีจดบันทึกว่า ณ เวลาใด ๆ ใครมีเงินเท่าใด ๒ ระบบนี้มันจดแตกต่างกัน แตกต่างกันแค่นี้ละครับท่านประธาน เปลี่ยนโลกได้ครับ DCash มันไม่ใช่เท่ากับ e-Money อย่าเข้าใจผิด เพราะคนเข้าใจสับสนมากเรื่องนี้ การสร้าง DCash จริง ๆ ผมบอกว่ามันยิง ได้นกทั้งฝูง วันนี้ผมจะยิงได้สักกี่ตัว เอาละไม่เป็นไรครับตามเวลา รอบแรกการสร้าง DCash แค่เบื้องต้นก็ลดเงินได้ ๕๐๐,๐๐๐ ล้านบาทต่อปีแล้วนะครับ ไปแทนระบบ e-Money ผมไม่อธิบายแล้วครับดูเอาเอง แต่ผมอยากจะขอพูด ถ้าพูดนี้มันตกหล่น แล้วความหมาย มันผิดหมด เวลาบีบมากท่านประธาน ค่าใช้จ่ายในการ Run ระบบ e-Money คือระบบ ซอฟต์แวร์ที่ต้องพัฒนาและดูแลรักษาระบบให้มีความปลอดภัยสูงสุด แต่ยังต้องมี คนจำนวนมากเข้ามาช่วยตรวจสอบหลังบ้านด้วย เพราะตัวเลขในบัญชีมันคือเงินโดยตรง แต่ระบบ DCash มีระบบซอฟต์แวร์ที่ถูกกว่ามาก ปลอดภัยมาก เนื่องจากทำงานไม่ผิดครับ ทำงานไม่ผิดเพราะอะไรครับ เพราะมันผิดไม่ได้ มันจึงไม่ต้องมีคนไปตรวจหลังบ้าน แบบ e-Money มันถึงได้ออกมาแบบนี้ ท่านประธานคิดว่ามันไม่น่าสนใจหรือ แค่แผ่นนี้แผ่นเดียว ๕ นาที มันก็ไม่พอแล้ว แผ่นต่อไป เอาละผมแก้ปัญหาคอขวด ผมจะบอกว่า DCash ตัวเดียวนี้มันแผลงฤทธิ์ได้มหาศาล มันจะทลายคอขวดของธนาคาร มันจะทำให้เกิด Application ใหม่ ๆ ที่ไม่มีขีดจำกัด แล้วก็เชื่อมต่อโดยตรงได้กับ DCash มันทำให้แบบเป็นต้นว่าจะมี Application แบบปล่อยกู้ โดยตรงแบบ Peer to Peer ก็ทำให้คนเข้าถึงเงินได้ง่ายได้มาก อันนี้เราเรียกหากันมา ไม่รู้กี่สิบปีแล้ว ผมขออธิบายแผ่นนี้แผ่นเดียว ท่านประธานครับ ปัญหาที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังพูดว่าเมืองไทยปัญหาสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการแก้หนี้สินครัวเรือน และหนี้นอกระบบ มันล้นคอหอยแล้ว เพราะฉะนั้นท่านลองคิดดูนะครับ การใช้สถาบัน การเงินเหวี่ยงแห และมันไม่เคยได้ผล Record มันฟ้อง เพราะอะไรครับ เพราะมันเกา ไม่ถูกที่คัน ท่านประธานผมขอต่ออีก ๕ นาทีได้ไหมครับ เรื่องนี้ไม่เคยมีใครพูดนะครับ ท่านประธานแค่อ่านหัวเรื่องนี้ยังอ่านไม่ทันนะ ๕ นาที ท่านรัฐบาลท่านจะกรุณาให้เวลาผม ได้ไหมสัก ๕-๑๐ นาที ผมพูดไม่ยาวหรอกครับ ปัญหาที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง บอกว่าหนักหนาสาหัสที่สุด มันมี Alternative Solution Record เก่านี้มันใช้ไม่ได้อยู่แล้ว ท่านจะมาทำซ้ำซากกันอยู่ทำไม ให้ DCash DCash ก็จะทำให้มีการกระจายรายได้เข้าสู่ชุมชน แล้วให้คนในชุมชนเขาช่วยแก้ปัญหาของเขาเอง ท่านไม่ต้องกลัว ระบบนี้มันโกงไม่ได้ มันโปร่งใส โกงยากกว่าระบบ e-Money แบบเปรียบเทียบกันไม่ได้เลยครับ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้ก็บอกว่าผมเห็นท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังพูดเรื่องนี้บ่อยมาก และผมก็เห็นด้วย วันนี้ ๑๖ ล้านล้านบาท ท่านแก้ไปเถอะครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขออนุญาตท่านมานะครับ ขอให้ท่านสรุปได้แล้วครับ

นายมานะ มหาสุวีระชัย สมาชิกวุฒิสภา

โอเค ไม่เป็นไรครับ ผมไม่สรุปครับ โอเค แค่นี้ละครับ ขอบคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ขอเชิญท่านปฏิมา จีระแพทย์ ครับ

นายปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ผม ปฏิมา จีระแพทย์ สมาชิกวุฒิสภา ผมขอแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับนโยบายเร่งด่วน ของทางรัฐบาล ในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ เครื่องมือที่สำคัญในการช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ๑ เครื่องมือ คืออสังหาริมทรัพย์ ผมได้ติดตามพัฒนาการของพระราชบัญญัติทรัพย์อิงสิทธิ ฉบับปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ในครั้งนั้นได้มีการพิจารณาในเรื่องของสัญญาเช่า ๓๐ ปี แต่ในเวลานี้ เข้าใจว่าจากรัฐบาลที่แล้วจนถึงวันนี้ มีแนวความคิดที่อยากจะขยายระยะเวลาให้มากขึ้น ไปถึง ๙๙ ปี ผมขออนุญาตเรียนว่าเครื่องมือนี้จะเป็นเครื่องมือที่นำให้นักลงทุนทั้งชาวต่างชาติ และชาวไทยเข้ามาลงทุนในอสังหาริมทรัพย์เป็นจำนวนมาก แต่เนื่องจากเมื่อผมเปรียบเทียบกับการแก้กฎหมายประมวลแพ่งและพาณิชย์ ในมาตรา ๕๔๐ ที่ผมเคยเสนอแก้ไขไปเมื่อประมาณ ๑๔ ปีที่แล้ว พบว่าถ้า ๓๐ ปีก็จะคงไม่เป็นที่ดึงดูดให้กับ นักลงทุนเข้ามาลงทุนในประเทศไทย ผมจึงขอให้ท่านรับฟังผู้ที่มีความคิดเห็นต่าง ผมมีโอกาสพบกับนักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ๑๘ สมาคมอสังหาริมทรัพย์และธุรกิจที่เกี่ยวข้อง คนกลุ่มนี้แน่นอนเป็นนักธุรกิจ แต่อีกมุมหนึ่งเขาก็พยายามหาทางออกให้กับประเทศไทย ให้กับรัฐบาลในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ผมจึงอยากจะขอให้ทางรัฐบาล ได้โปรดเร่งรัดในเรื่องของการพิจารณาในเรื่องของการขยายระยะเวลาจาก ๓๐ ปีนะครับ ผมได้มีการพูดคุยกับทางสมาคม รวมทั้งสถาบันการศึกษาในการศึกษาเรื่องนี้ พบว่ามีความเห็น แตกต่างกัน บางท่านอาจจะมองว่า ๙๙ ปีนั้นมากเกินไป บางท่านมีความเห็นว่า ๖๐ ปี หรือ ๗๕ ปี เป็นต้น แต่ผมอยากจะเรียนทุกท่านว่าเครื่องมือนี้ในเรื่องของทรัพย์อิงสิทธินั้น จะทำให้ประเทศของเรา ต้องขออนุญาตพูดอย่างนี้ว่า ไม่ได้เป็นการขายชาติอย่างที่หลาย ๆ คน เข้าใจนะครับ เจ้าของที่ดินยังเป็นเจ้าของ แต่มีรายได้ในระยะยาวมากขึ้น สำหรับชาวต่างชาติ ตามข้อเสนอของ ๑๘ สมาคมอสังหาริมทรัพย์ แล้วก็ธุรกิจที่เกี่ยวข้องนั้น ได้ทำการศึกษาไว้ ว่าที่ดินที่เขาอยากจะให้ชาวต่างชาติได้เช่า มีเพียงไม่เกิน ๑ ไร่เท่านั้น ผมก็อยากจะชวนไปดู ข้อมูลครับว่าในกรณีของประเทศต่าง ๆ ที่เขาเปิดโอกาสให้ชาวต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัย ในประเทศของเขานั้นมีอย่างไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ หรือ UAE มีประชากร ๙.๔ ล้านคน มีชาวต่างชาติ ๘.๓ ล้านคน หรือคิดเป็น ๘๘ เปอร์เซ็นต์ ฝรั่งเศส มีประชากรใกล้เคียงกับเราประมาณ ๖๗ ล้านคน มีชาวต่างชาติ ๗ ล้านคน หรือประมาณ ๑๐.๓ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยมีชาวต่างชาติอาศัยอยู่นับตัวเลขจนถึงเดือนสิงหาคมปีที่แล้ว ๙๐๐,๐๐๐ คน หรือเพียง ๑.๕ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ผมขออนุญาตท่านประธานครับ ผมขอยกตัวอย่าง ถ้าเรากำลังมองการนำรายได้เข้าประเทศจากนักท่องเที่ยว ถ้าเรามองตัวเลข นักท่องเที่ยว ๒๐๐ คน พักในประเทศไทย ๑ สัปดาห์ เฉลี่ยประมาณ ๗๐,๐๐๐ บาทต่อคน เราจะได้รับรายได้เข้าประเทศประมาณ ๑๔ ล้านบาท แต่เราก็สามารถที่จะชักชวน ให้ชาวต่างชาติมาซื้อบ้านพักอาศัยในประเทศไทยได้ ๑ หลังเท่านั้น ถ้าจะมองเป็นตัวเลข ที่ชัดเจนมากกว่านั้น ถ้าเรามองว่านักท่องเที่ยวที่เข้ามาตั้งแต่ First Quarter หรือในช่วง มกราคมจนถึงมิถุนายนประมาณ ๑๕ ล้านคน เราคิดแค่เพียง ๑ เปอร์เซ็นต์นะครับ หรือ ๑๕๐,๐๐๐ คน ถ้าจะเทียบเป็นหลัง ก็ ๑๕๐,๐๐๐ หลัง โดยใช้อัตราเดียวกัน คือ ๑๔ ล้านบาทต่อหลัง เราจะมีรายได้เข้ามาในประเทศเรา ๒.๑ ล้านล้านบาท ก็อยากจะฝาก ท่านไว้ว่าในเรื่องของการหารายได้เข้ามาในประเทศ อสังหาริมทรัพย์ยังเป็นทางออกที่ดี ทางออกหนึ่ง ประเทศไทยของเราอาจจะยึดติดในเรื่องของความเป็นเจ้าของ แต่ผมอยาก จะบอกว่าคนไทยอีกจำนวนมากนะครับที่ไปซื้อบ้านในต่างประเทศ แต่ไม่เป็นที่เปิดเผยกัน ในสหรัฐอเมริกามีการประกาศขายเมืองทั้งเมือง หลายเมืองถ้าท่านไป Search Google ดู ท่านจะเห็นว่ามีการขายเมืองที่มีพร้อมทั้งโรงเรียน โรงพยาบาล ร้านอาหาร ปั๊มน้ำมัน เป็นต้น ก็อยากจะขอให้ทางรัฐบาลได้เร่งรัด ได้คุยกับทั้งผู้ที่เห็นด้วยในเรื่องของการขยายเวลาเช่า ของ พ.ร.บ. ทรัพย์อิงสิทธินี้ เพราะผมมองว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก แล้วก็ต้องเชิญ ผู้ที่เห็นต่างพูดคุยด้วยนะครับ จะได้เห็นตรงกันว่ามันเป็นประโยชน์ในการนำเงินตรา เข้าประเทศของเรานะครับ ขอบพระคุณครับท่านประธานครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไป เชิญท่านสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม ครับ

นายสรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม สรชาติ วิชย สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภา จังหวัดหนองบัวลำภู ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ วันนี้รู้สึกดีใจครับที่ทางฝ่ายรัฐบาลยังพอมีเหลือนั่งฟังอยู่บ้าง ความเป็นจริงวันนี้แล้ว เพื่อนสมาชิกพูดคุยกันมาเยอะแล้วละครับ แต่วันนี้ผมขออนุญาต เอาสิ่งที่ซ่อนเร้นเอาไว้ในนโยบายของท่านนี่ละครับ ในหน้า ๗ แล้วก็หน้า ๑๒ มาพูดคุยกับท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งอยากจะให้เห็นภาพว่าการกำหนดนโยบายรัฐบาลนั้นมีใน ๓ ส่วน ตั้งแต่การ ก่อร่างนโยบาย การกำหนดนโยบาย แล้วก็การนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ท่านประธาน ที่เคารพครับ นโยบายเรือธงของท่านประธานฝากไปยังรัฐบาล มีอยู่ ๓ ส่วนหลัก ๆ แต่สำคัญที่สุด อยากจะพูดถึงอยู่ ๓ นโยบายหลัก ๆ เพื่อที่จะได้เห็นภาพ นั่นก็คือนโยบาย ทางด้าน Digital Wallet ซึ่งซ่อนในหน้าที่ ๗ แล้วก็การกระจายอำนาจในหน้าที่ ๑๒ ส่วนมากทั้งหมดนี้เป็นเรื่องของการคลังทั้งนั้น เพราะไม่พูดเรื่องการคลังคงไม่ใช่ละครับ เพราะทั้งหมดนี้คือการคลังเข้ามาเกี่ยวข้องกับการกำหนดนโยบายของรัฐบาลที่เกิดขึ้นทั้งหมด ท่านประธานที่เคารพครับ ผมเห็นการกำหนดก่อร่างนโยบาย Digital Wallet นี้เกิดขึ้นมา ตั้งแต่ก่อนที่จะรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง อาจจะเกิดมาจากท่านหัวหน้าหรือคนที่นำเสนอ นายกรัฐมนตรีสมัยนั้นก็ได้ นำเสนอบอกว่าอยากจะทำ ซึ่งหลายท่านก็สงสัยว่านโยบายเหล่านี้ มันผ่านนโยบายรัฐบาลแล้วมาหาเสียงได้หรือยัง สุดท้ายก็ผ่าน กกต. รับรองให้ ก็ดีใจด้วย ที่สิ่งเหล่านี้ได้เกิดขึ้น นั่นคือสิ่งที่มันจะเกิดขึ้นมาและถึงวันนี้ได้เกิดขึ้น

ส่วนนโยบายที่ ๒ เรือธงที่ ๒ ของท่านนั้นเป็นนโยบายทางด้าน Entertainment Complex ซึ่งบอกว่ากระตุ้นเศรษฐกิจได้มากมายมหาศาล ทุกอย่างลงที่เรื่องเศรษฐกิจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเรือธงของท่านที่เป็นจะเรื่อง Digital Wallet รวมไปถึงนโยบาย Entertainment Complex ที่เกิดขึ้น แต่นโยบายนี้มันซ่อนเร้นเอาไว้ครับท่านประธาน ตอนรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ผมไม่ได้เห็นว่ารัฐบาลกล้าที่จะพูดคุยถึงเรื่องนี้มาก่อนเลย ประชาชนไม่ได้รับทราบมาก่อน แต่อยู่ ๆ มันก็เกิดขึ้นมา ถามว่ามันเกิดขึ้นมาตอนนี้ไหม ไม่หรอกครับ มันเคยเกิดขึ้น มาก่อนหน้านี้แล้ว ตั้งแต่สมัยปี ๒๕๔๖ ๒๕๔๗ นะครับ จนกระทั่งพี่น้องชาวหนองบัวลำภู เตรียมที่รองรับเอาไว้แล้วบนภูเขาที่หนองบัวลำภูสร้างถนนลาดยางขึ้นไปรองรับ เพราะว่า มุ่งหวังตั้งใจว่า Entertainment Complex ของเมืองไทยนั้นคงจะไม่แตกต่างจากมาเลเซีย อยู่ที่ Genting ลักษณะอย่างนั้นนะครับ เช่นเดียวกันครับ วันนี้ผมเห็นกลับมาอีกครั้งหนึ่ง เป็นนโยบายเรือธงที่อยากจะทำหน้าที่ที่ดีที่สุดนะครับ

และอีกนโยบายหนึ่งครับ ซึ่งไปซ่อนในหน้า ๑๒ ก็คือการกระจายอำนาจ การกระจายอำนาจมันเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐแล้วครับท่านประธาน ไม่ใช่เป็นนโยบาย ที่ท่านบอกว่าท่านจะมาทำหน้าที่ตรงนี้ นโยบายแห่งรัฐตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ตามรัฐธรรมนูญ ๒๕๔๐ แล้วก็มาเป็นกฎหมายเมื่อปี ๒๕๔๒ ก็คือกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจ วันนี้ท่านมีหน้าที่อยู่ในส่วนของการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ ท่านจะเสริมต่อนโยบาย กระจายอำนาจอย่างไรต่างหากครับ ซึ่งผมเองก็ต้องขออนุญาตพูดถึงเรื่องคลังท้องถิ่นในวันนี้ ๓ ส่วนครับ เพื่อที่จะให้เห็นภาพว่าการกำหนดนโยบายของท่านเป็นมาอย่างไรทั้ง ๓ ส่วนนี้ และจะนำไปแก้ปัญหาโดยอย่างไรที่เกิดขึ้น

ท่านประธานที่เคารพครับ เอานโยบายแรกครับ นโยบาย Digital Wallet ในขณะที่รณรงค์กันนั้น พรรคการเมืองอื่นเขาเสนอแนวทางบัตรประชารัฐเท่านั้นเท่านี้ มีเงินผู้สูงอายุเท่านั้นเท่านี้เยอะแยะ ท่านก็นำเสนอตามมาเพื่อจะเอาชนะ แต่มันก็ได้ผลครับ เพราะถือว่าเป็นสิ่งที่ท่านนำเสนอขึ้นมา แล้วได้ปากพี่น้องประชาชนที่เกิดขึ้น ไม่เป็นไรครับ เพราะเป็นสิ่งที่ท่านคิดเอาไว้ก่อน แล้วท่านก็มากำหนดเป็นนโยบาย แต่ในการก่อร่าง นโยบายนั้น ท่านกลับไปมองดูพื้นฐานของสภาพัฒน์ไหมครับ ท่านไปมองงานของธนาคาร แห่งประเทศไทยไหมครับ กระทรวงการคลังว่าอย่างไร นั่นคือสิ่งที่ขออนุญาตกราบเรียนว่า เป็นกระขบวนการในการก่อร่างก่อนที่จะกลับมาเป็นการกำหนดนโยบาย กระขบวนการก่อร่าง ยังไม่ได้เห็นท่านเริ่มต้นเลย หลายคนก็สงสัยมาตลอด สุดท้ายท่านก็บอกว่าจะแจกเงินนี้ ให้กับกลุ่มเปราะบางก่อนในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ท่านบอกตรง ๆ ก็ได้ครับ ต้องการเพิ่มเงิน ในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งมีอยู่แล้ว ๑๔ ล้านคนก่อน นั่นคือสิ่งที่ถูกต้อง เพราะผมเชื่อได้ว่า การจดทะเบียนบัตรประชารัฐในรอบสุดท้ายเป็นการกลั่นกรองที่ดีที่สุดของประชาชน ผู้มีกลุ่มเปราะบาง แล้วก็คนที่มีรายได้เพียงพอที่อยากจะเป็น ส่วนการที่ท่านจะเพิ่มสวัสดิการแห่งรัฐขึ้นมากับกลุ่มอื่น เพิ่มรายได้ขึ้นมา ท่านก็สามารถ กำหนดรายได้ได้ เนื่องจากว่าบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมี ๑๔ ล้านคน เพราะเราจำกัดที่ว่ามีปริมาณ ที่ดินเท่าไร มีรายได้เท่าไร มันได้ ๑๔ ล้านคนครับ ส่วนท่านจะขยายกรอบขึ้นมามากขึ้น ท่านก็สามารถเพิ่มรายได้ได้ แต่ไม่เห็นด้วยกับการที่จะต้องไปแจกทุกท่าน และทุกคน ก็ไม่อยากเห็นตรงนี้เกิดขึ้น ท่านประธานที่เคารพครับ ขอเวลาอีกสัก ๑ นาที นั่นคือสิ่ง ที่ผมให้เห็นภาพครับ ส่วน Entertainment Complex นั้น ผมเชื่อได้ว่าเป็นนโยบาย ที่ท่านตั้งใจจะทำอยู่แล้ว ซ่อนเอาไว้ก่อน

สุดท้ายครับ เป็นนโยบายคลังท้องถิ่นที่อยากจะเสนอครับ วันนี้ท่านมีหน้าที่ ทำต่อจากกฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจซึ่งเป็นแนวนโยบายแห่งรัฐ มีในรัฐธรรมนูญ มีในกฎหมายแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจอยู่แล้ว เมื่อไรท่านจะออก กฎหมายคลังท้องถิ่น เพื่อที่จะไปแก้เงินของท้องถิ่นที่เกิดขึ้น เมื่อท่านมีโครงการขนาดใหญ่ อย่างสนามบินสุวรรณภูมิครับ วันนี้รอบ ๆ สนามบินสุวรรณภูมินี่ละครับ ซึ่งตอนนั้นท่านคิดว่า จะเป็นรัฐสุวรรณภูมิเกิดขึ้น ซึ่งร่างกฎหมายเข้ามา แต่ไม่ผ่าน เงินเหล่านี้มันไปตกอยู่ที่รอบ ๆ สุวรรณภูมิ ไม่รู้จะเอาไปปั้นวัว ปั้นควาย หรือทำสายไฟเทวดาอะไรต่าง ๆ มันเพียงพอ เกินกว่าเหตุ แต่ท่านมีกฎหมายว่าด้วยคลังท้องถิ่นเกิดขึ้น โดยเฉพาะ Entertainment Complex เกิดขึ้น ๔-๕ แห่ง รอบ ๆ Entertainment Complex จะต้องทำหน้าที่ให้ท้องถิ่นนั้น รับเงินส่วนนั้น เพราะรัฐไปลงทุนให้ ออกกฎหมายเพื่อเก็บภาษีรอบ ๆ ท้องถิ่น แต่ไม่ส่ง รัฐบาลกลาง ส่งให้กับคลังท้องถิ่นกลาง และคลังท้องถิ่นกลางทำหน้าที่กระจายเงินเหล่านี้ ไปให้กับท้องถิ่นที่อยู่ห่างไกล เขาไม่มีโอกาสใช้จากรัฐบาลลงทุน เขาต้องได้รับเงินจากส่วนนี้ เข้าไปทำ อยู่อมก๋อย อยู่หนองบัวลำภู สุวรรณคูหา ซึ่งท่านประธานทำหน้าที่เป็นนายอำเภอ มาก่อน ก็เลยได้รู้ว่าเขาไม่สามารถเก็บภาษีบำรุงท้องที่ได้อยู่แล้ว ท้องถิ่นได้อยู่แล้ว เขาต้อง อาศัยเงินจากคลังกลางท้องถิ่น ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือผมอยากจะเสนอท่านประธานไปยังรัฐบาล ให้รีบออกกฎหมายคลังท้องถิ่น เพื่อกระจายเงินเหล่านี้รองรับ Megaproject ของรัฐบาล เพื่อให้กับคนที่อยู่รอบ ๆ นอกได้มีโอกาสได้เงินไปพัฒนา ไม่ใช่มีเงินเฉพาะการไปจ่าย เงินเดือนเจ้าหน้าที่ทั้งหมด แต่เงินนำไปสู่การพัฒนานั้นไม่มีเลย นั่นคือสิ่งที่กระผม สรชาติ สุวรรณพรหม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ฝากรัฐบาลชุดนี้ครับ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญท่านเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ครับ

นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ผู้แทนราษฎรแบบแบ่งเขต กรุงเทพมหานคร ธนบุรี คลองสาน บางปะกอก พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา แล้วก็อดีต จริง ๆ ก็ปัจจุบัน เป็นมัคคุเทศก์อยู่ด้วย ตามที่ผมได้ห้อยบัตรไว้ครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมขออภิปราย นโยบายของรัฐบาลในหัวข้อที่ ๗ เกี่ยวกับการท่องเที่ยว วันนี้เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง ในบัลลังก์ข้างท่านประธานก็มีท่านรัฐมนตรีนั่งฟังอยู่ด้วยนะครับ แล้วก็ทั้งอดีตท่านรัฐมนตรี อีก ๒ ท่านเลยวันนี้ ถือว่าการท่องเที่ยวไทยนี้ก็ถือว่าเป็นอันดับต้น ๆ ไม่ใช่รายได้หรอกครับ รัฐมนตรีเยอะมากเลยครับ ก็หวังว่าท่านใหม่จะอยู่นาน ๆ หน่อย เพื่อสานงานต่อนะครับ ผมต้องบอกเลยว่า Theme ของวันนี้ ของพรรคผมคือมีเจ๊า เจ๊งใช่ไหม แต่ผมให้อันแรกเลย นโยบายที่ผมอ่านในเล่มนี้ ต้องบอกเลยว่าจ๊าบมากครับ ทำไมว่าจ๊าบครับ บอกว่าเป็นดีหรือเปล่า เปล่าครับ มันเชยครับ ใช่ไหมครับ มันมีแต่การส่งเสริมการท่องเที่ยว ผมเชื่อว่านโยบายเหล่านี้ ไม่เพียงจะไม่แก้ปัญหาที่มีอยู่ในการท่องเที่ยวไทยปัจจุบัน อาจจะซ้ำเติมปัญหาที่มีอยู่ด้วย อยู่แล้วครับ หลักฐานมันคาตาครับ ตามดัชนีของ Travel and Tourism Development Index ถ้ามาดูประเทศไทยในปีนี้ได้อันดับที่ ๔๗ จาก ๑๑๙ ของโลก และมาดูตัวชี้วัดหลายตัว อันนี้ทำโดย World Economic Forum เชื่อถือได้ เรามาดูด้าน Safety and Security ครับ คะแนนเต็ม ๗ เราได้ ๔.๘๗ ดูเหมือนเยอะ แต่ดูอันดับครับ อันดับที่ ๑๐๒ อาจจะดีใจครับ ในโลกใบนี้มี ๑๘๐ ประเทศ เปล่าครับ ที่มาอันนี้จริง ๆ คือ ๑๑๘ ประเทศ ประเทศเรา มันน่ากลัวครับ จริง ๆ แล้วเราต้องยืนยันครับ ดูอย่างปัญหาที่ภูเก็ต ตอนนี้นอกจาก จะมีแก๊งรัสเซียแล้ว เป็นแก๊งของคนฝรั่งเศสตามที่ สส. โค้ชแซม พรรคประชาชน ได้บอกและลงพื้นที่เป็นกรรมาธิการกับผมด้วย อันนี้จะแก้อย่างไรครับ

อันที่ ๒ ดัชนีตัวที่ ๒ คือ Travel Service แล้วก็ Infrastructure ครับ แน่นอนว่า Travel Tourist Service เรานี่คือภาครัฐบริการได้ไม่ดี ถ้าไปดูเรื่องขนส่งสาธารณะ Infrastructure ต่าง ๆ ถามจริง ๆ จะทำเมืองรอง แล้วบินลงไป ไปต่ออย่างไร ไม่มีรถเมล์ ไม่มีขนส่งสาธารณะที่ใดเลยนะครับ

อันที่ ๓ สิ่งที่ภาคภูมิใจที่สุด อันดับดีที่สุดก็จริงครับ แต่ไปดูตัวชี้วัดครับ ได้ ๒.๘๖ เต็ม ๗ สอบตก สรุปแล้วทรัพยากรทางวัฒนธรรมของเรามันดีแต่เราไม่ดูแลหรือไม่

และอันสุดท้ายครับ คืออันดับรั้งท้ายของทั้งหมด ก็คืออันดับ ๑๐๖ ครับ คือ Social Economic Impacts หรือผลกระทบทางสังคมและเศรษฐกิจ ย้อนแย้งอย่างยิ่งครับ ที่การท่องเที่ยวนำรายได้เข้าสู่ประเทศเยอะมาก แต่คำถามตัวใหญ่ ๆ ที่ผมจะพูดต่อไปคือ รายได้นี้มันไปไหน เพราะตัวชี้วัดนี้คือการกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวครับ และเขาเรียกว่า รายได้ของคนที่อยู่ในอุตสาหกรรมท่องเที่ยวครับ ผมเชื่อว่าปัญหาเหล่านี้ที่เราเกิดขึ้น มันเกิดจากการส่งเสริมการท่องเที่ยวแค่หน้าเดียวครับ เราไม่เคยทำเรื่อง Supply Side อะไรต่าง ๆ นานาครับ เราต้องคิดก่อนครับว่าการท่องเที่ยวนั้นมันไม่ฟรี มันมีต้นทุน ที่ต้องจ่ายเสมอ ดังนั้นการคิดนโยบายใด ๆ มันต้องดูผลกระทบด้วยครับ อย่างนโยบาย Free Visa ครับท่านประธาน ถ้าเราลองมาดูจากสถิติ Flight Discovery Rate ของนักท่องเที่ยวจีนที่มาเมืองไทย เรายังไม่กลับมาเหมือนเดิมเลยครับ อันนี้เลขก่อนโควิด แล้วมาเทียบครับ ๗๒ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ถ้าไปดูเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ๑๒๓ เปอร์เซ็นต์จากโควิดไปแล้ว นี่คืออะไรครับ สุดท้ายต้องเข้าใจนะครับว่าอันนี้คือ นักท่องเที่ยวจีนไปเที่ยวทุกประเทศนะครับ ตอนนั้น ๒๕๖๒ เรายังไม่มี Free Visa ใช่ไหม ตอนนี้เรา Free Visa แล้วทำไมเป็นอย่างนี้ครับ และถ้าไปดูสถิติคาดการณ์นักท่องเที่ยว ผมเอาข้อมูลมาจากหน่วยงานของท่านนั่นละ แล้วผมทำ Forecast ให้ในสิ้นปีนี้เลย ก็ยังเห็นได้ชัดนะครับว่านักท่องเที่ยวจีนจาก ๑๑ ล้านคนมาสิ้นปี อย่างเก่งผมว่าให้ ๘ ล้านคน ซึ่งยังน้อยกว่าเดิมอยู่ จะมีดีใจ Claim กันบ้าง เพราะว่าก่อนโควิดนักท่องเที่ยวอินเดียมาน้อยมาก แล้วตอนหลังก็มาเยอะขึ้นนะครับ แล้วก็บอกว่าคนอินเดียเขามาแต่งงาน ซึ่งก็เป็นความจริง ส่วนหนึ่งครับ แต่ส่วนใหญ่ก็มาเที่ยว และยิ่งไปดูหลังบ้าน ข้อมูลหลังบ้าน การใช้จ่ายต่อหัว ของนักท่องเที่ยวทั้งจีนและอินเดีย เอาแค่ ๒ ประเทศ อย่าประท้วงผมครับ พูดถึงประเทศอื่น แต่มันต้องอ้างถึงจริง ๆ น้อยลงกว่าเดิม ก่อนโควิดคือ ๖,๐๐๐ บาท สำหรับนักท่องเที่ยวจีน ตอนหลังน้อยกว่าเดิม และยิ่งในข้อมูลของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมไปดูครับ ทำดีมากเลย Travel TAT Data Center นักท่องเที่ยวอินเดียมาไทย ถ้าเป็นกลุ่มวัยรุ่น จะเป็นกลุ่มคล้าย ๆ ผู้ชายล้วน บินลงมาสุวรรณภูมิ แล้วก็ไปพัทยาเลย เขาเรียกว่า ไปลงพัทยาเลย ไม่ใช่ลงแขกนะครับ ไปลงพัทยาเลย แล้วเที่ยวครับ อยู่ ๗ วันใช้จ่ายต่อหัว ๑๕,๐๐๐ บาทครับ ตกวันละประมาณ ๒,๐๐๐ กว่าบาท อย่างนี้คือมีแต่เจ๊ากับเจ๊งแน่ ๆ ครับ ท่านประธาน ผมเชื่อว่าถึงแม้ไม่มีนโยบาย Free Visa คนก็มาเที่ยวประเทศไทยอยู่แล้ว เหมือนเราไปเที่ยวประเทศญี่ปุ่นเอย อะไรเอย ซึ่งเราก็โดนเก็บอยู่แล้วครับ แต่เราไม่รู้ว่า เราโดนเก็บครับ รัฐไทยสามารถเก็บได้ครับ ผมว่าเก็บเนียน ๆ และผมว่าเป็นข้อดีสำหรับ การเก็บเสียมากกว่า เพราะเงินส่วนนี้ตามกฎหมายแล้วรัฐบาลสามารถเก็บได้ มี พ.ร.บ. อยู่แล้ว ในการนำเงินค่าเหยียบแผ่นดินมาทำประกันภัยให้กับนักท่องเที่ยว เราจะตัดปัญหาสำหรับ ความมั่นใจและความปลอดภัยของร่างกายนักท่องเที่ยวที่บางครั้งไปโรงพยาบาล แล้วถูกปฏิเสธ เพราะว่าหลายครั้งโรงพยาบาลก็ต้องเห็นใจว่าโดนนักท่องเที่ยวรักษา แล้วชิ่งครับ เราจะไม่มีเหตุเศร้าที่บอกว่านักท่องเที่ยวเรามาเที่ยวแล้วก็ปฏิเสธการรักษา แล้วเสียชีวิตอีกต่อไปครับ ผมเชื่อว่านโยบายนี้ก็ทำไปก็เจ๊า ๆ หรือไม่ก็เจ๊งอย่างแน่นอนครับ

นโยบายต่อมาครับท่านประธาน Man Made Attraction หรือการสร้างสวนน้ำ สวนสนุกอะไรต่าง ๆ นานา รวมถึง Entertainment Complex ซึ่งอันนี้ผมให้ไม่เจ๊า ไม่เจ๊ง แต่ต้องมีเจี๊ยะกันแน่นอน เพราะว่าการสนับสนุนอย่างนี้ ผมถามว่าสนับสนุนอย่างไรครับ ก็จะให้ Incentive กับกลุ่มทุนผูกขาดไม่กี่รายครับ ผมว่าก็นั่ง ๆ กันอยู่ก็เห็นกันอยู่ ใครมี Connection ใกล้รัฐบาลก็เอาไป วันนี้ก็เห็นพูดกันเยอะ Entertainment Complex จริง ๆ อันนี้เป็นนโยบายที่แจ๋ว ที่เจ๋ง ที่ผมชอบนะครับ เพราะว่าอะไร เพราะทุกคนก็รู้ ผมทำกฎหมายเกี่ยวกับเหล้า เบียร์ ล่าสุด Sex Toy ครับ คือประเทศไทยมัน Entertainment Complicate มานานครับ คือมันมีอยู่แล้ว แต่ไม่ทำให้ถูกต้องเสียที แต่ผมก็ถามรัฐบาลอย่างหนึ่งว่าเชื่อมั่นอย่างไรว่าสภาฝั่งรัฐบาลเองจะโหวตเห็นชอบ กับเรื่องนี้ เพราะ ๑ เดือนก่อนจำได้ไหมครับ ผมเสนอกฎหมาย แล้วก็บอกว่ามันผิดศีลธรรม ตอนนี้ไม่ผิดแล้วหรือครับเรื่องนี้ มีบ่อนการพนันไม่ผิดแล้วหรือ รัฐบาลแน่ใจหรือเปล่าว่า สส. รัฐบาลเองจะไม่คว่ำสิ่งที่เสนอนี้ใช่ไหมครับ แล้วก็มีอีกอันหนึ่งที่เป็นการนำคอนเสิร์ต เทศกาลดนตรีเข้ามา อันนี้ยกตัวอย่างเลยครับ ขอบคุณที่ไม่เบลอ เพราะฝ่ายโสตทัศนูปกรณ์ น่าจะกลับบ้านนอนหมดแล้วหรือเปล่าไม่แน่ใจ อย่างเทศกาล Summer Sonic เป็นเทศกาล ระดับโลกมา ตอนแรกออกมาถ่ายรูปกันโจ๋งครึ่ม Claim กันยกใหญ่ แต่เป็นเอกชนทำนะครับ รัฐบาลเข้าไปช่วย สุดท้ายจัดจริงขาดทุน ตอนนี้เงียบกริบเลย คือทำไมไม่ออกมาพูดกันหน่อย ว่ามันไม่ Work อย่างไร ถอดบทเรียนกันหรือเปล่า ถ้าอยากส่งเสริมจริง ๆ ผมอยากให้ ส่งเสริมครับ มันเป็นอะไรที่ดีมาก ผมเป็นคนชอบดนตรี เมื่อสมัยก่อนเป็นนักดนตรี ที่ถนนข้าวสาร ผมบอกเลยว่าเรื่องนี้ถ้าจะทำ ให้สนับสนุนผู้จัดภายในประเทศ งานในประเทศไทยเรามีเยอะมากที่ได้รับการสนับสนุน อีกนโยบายหนึ่งที่ผมบอกได้เลย พอเห็นข่าวเรื่องนี้ พออ่านจากนโยบายแล้วเห็นข่าว ผมบอกเลยถ้าทำแบบเดิม เจ๊งแน่นอน คือ นโยบายท่องเที่ยวเมืองรอง หรือว่าเมืองน่าเที่ยว ซึ่งจริง ๆ ก็เป็นการ Recycle นโยบายของรัฐบาลชุดก่อน ๆ ด้วยซ้ำ ไม่ใช่ชุดของนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ก่อนอีกคือ พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา ขออนุญาตเอ่ยนามครับ เอาผู้ว่าราชการจังหวัดมาประชุม มอบนโยบาย ๕๕ เมือง แล้วบอกว่าไปหามาอะไรดี ไม่ดี ลืมไปหรือเปล่า เดี๋ยวผู้ว่าราชการจังหวัด เขาก็ย้ายแล้ว มันจะไปเกิดขึ้นได้อย่างไร ทำไมไม่เรียนรู้จากเมืองรองที่มัน Fail ผมเชื่ออย่างหนึ่งว่าถ้าทำนโยบายนี้ควรให้ อปท. ส่วนท้องถิ่นได้ทำ เพราะว่าใครจะไปดีกว่า พาเที่ยวบ้านตัวเอง นอกจากคนที่อยู่ที่นั่นอยู่แล้ว อันนี้คิดกันง่าย ๆ ผมก็ได้มีโอกาส ไปคุยกับหลายที่เรื่องท้องถิ่น คือมีปัญหาจริง ๆ ติดปัญหา Classic ๒ อย่าง ๑. คือไม่มีเงิน ๒. คือไม่มีอำนาจ ผมได้มีโอกาสทำงานกับ สส. ยอดชาย สส. เมืองพัทยา พรรคประชาชน ไปคุยกับเมืองพัทยา จัดงานพลุอะไรใหญ่โต เชื่อไหมครับท่านประธาน ไม่สามารถโฆษณา งานตัวเองนอกพื้นที่เมืองตัวเองได้ แปลกมาก แล้วผมจะไปเกิดได้อย่างไรครับเมืองรอง ถ้าผมมีศักยภาพ เพราะอะไร เพราะติดกฎหมาย พ.ร.บ. การกระจายอำนาจที่มอบอำนาจ ให้ท้องถิ่นแค่บางอย่าง แล้วปิดทุกอย่าง แต่จริง ๆ แล้วมันควรเป็นตรงกันข้าม คือให้เขา ทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นอะไรบ้างใช่ไหมครับ อันนี้ต้องแก้ครับ เป็นเรื่องปัญหากระจายอำนาจ เขาไม่สามารถใช้งบประมาณ Promote นอกพื้นที่ของเขาได้ อันนี้ก็ต้องแก้ครับ แต่ผมมา ไม่ได้บ่นอย่างเดียวครับ อยากชี้ทางสว่างว่าถ้าอยากจะทำให้มันเจ๋งเป้งทำอย่างไร ก็ต้องอันนี้เลยครับ การจัดการและการกระจายอำนาจทางการท่องเที่ยว คืออนาคต ของอุตสาหกรรมไทย มันไม่ใช่แค่การส่งเสริมอีกต่อไป เรียกคนเข้าบ้าน เราไม่ใช่ไม่มีคนมา ประเทศเราครับ ต้องยอมรับอย่างนี้ก่อน แต่ในบ้านเราในส่วนของ Supply Side เราได้ดูแลดี พอจริง ๆ หรือไม่ การจัดการก็คือการจัดการอย่างแรกไม่ต้องใช้เงิน การจัดการกฎหมายที่เป็น อุปสรรคต่อการท่องเที่ยว พ.ร.บ. โรงแรม เดี๋ยวผมจะยื่น หวังว่าจะไม่คว่ำ หรือท่านรู้ไหมว่า บอร์ดการบินไทย ซีอีโอการบินไทย ผมดูในข่าวก็บ่นว่ากว่าจะเอาเครื่องบินมาแต่ละลำ ติดปัญหามากมายเลย เป็นปี ๒ ปี คิดดูครับ Promote ปังมาก สมมุติ ททท. ทำแล้วปังมาก คนมาเยอะ เครื่องไม่พอทำอย่างไร คือมันติดปัญหาไปหมด อย่างที่ ๒ คือต้องจัดการ แหล่งท่องเที่ยวเราให้มีคุณภาพ หมายความว่าการจัดการ Carrying Capacity หรือขีดความสามารถในการรองรับ ให้มีจำนวนจำกัด คืออย่างเกาะนี้ก็ควรจะมีคนไปเท่าไร ให้มันมีพอประมาณใช่ไหมครับ แล้วสนับสนุนผู้ประกอบการที่ทำได้คุณภาพ ให้เขาได้โควตาเยอะขึ้น ปัญหา OTA ออนไลน์ Travel Agency Application หรือเว็บไซต์ จองต่าง ๆ ที่ขูดรีดผู้ประกอบการไทย ๔๐-๖๐ เปอร์เซ็นต์ต่อคืนอย่างนี้ไหวหรือครับ การกระจายรายได้ทางการท่องเที่ยวให้มันดีขึ้น จัดการรัฐรวมศูนย์แบบแตกระแหง หรือ Fragmented Centralization เรามีหน่วยงานที่ทำอะไรเยอะแยะครับ การท่องเที่ยว ททท. อพท. ที่ทำงานสวนกันไปสวนกันมา สรุปอะไรกันแน่ และที่สำคัญต้องให้อำนาจท้องถิ่น ในการจัดการตัวเอง ในการที่ให้งบประมาณเขา โดยการที่ให้เขาเก็บรายได้ อย่างค่าโรงแรมเอย ค่าธรรมเนียมโรงแรม หรือค่าค้างคืนโรงแรม ค่าเข้าเมืองด้วยซ้ำ รวมถึงค่าประกอบการ สถานบันเทิงตอนกลางคืน เขาจะได้รู้ เขาเก็บเท่าไร แล้วเขาจะเอาแค่ไหน มันจะเกิดความสมดุล ของการท่องเที่ยว ไม่ใช่แค่เศรษฐกิจ แต่เป็นด้านสังคม และเพื่อความยั่งยืน นี่ละครับ การท่องเที่ยวแบบที่ยั่งยืนจริง ๆ ผมขออนุญาตทิ้งท้ายอย่างนี้ว่า ถ้าเปรียบการท่องเที่ยวไทย เป็นเหมือนร้านอาหารร้านหนึ่ง ตอนนี้เหมือนเราลงเฟซบุ๊กอะไร Promote เยอะมาก มา ๆ เข้ามาร้านเรา ลากคนเข้ามาร้านเราด้วยซ้ำ แต่พอลูกค้าเข้ามาในร้านเรา เขารู้สึกว่าทำไมเก้าอี้มันก็นั่งไม่สบาย ผุ ๆ พัง ๆ เข้าห้องน้ำ ก็สกปรก อาหารก็ช้า อาหารก็เย็นชืด สักพักนั่งไปเรื่อย ๆ เผลอสักครู่เดียวมีโจรมา ขโมยกระเป๋า ผมถามหน่อยครับ นายกรัฐมนตรี คุณแพทองธาร ในฐานะ Manager ร้านนี้ คุณกล้าพาพ่อของคุณมาทานร้านอาหารอย่างนี้ไหมครับ ขอบคุณมากครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ท่านต่อไป ขอเชิญท่าน จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล ครับ

จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

เรียนท่านประธานครับ ผม จ่าอากาศเอก อภิชาติ แก้วโกศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเพชรบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงนโยบาย การบริหารประเทศหลาย ๆ ด้านในวันนี้ ผมในฐานะตัวแทนประชาชนก็ต้องขอฝากปัญหา ที่ต้องเร่งรีบแก้ไขให้กับประชาชนด้วย เช่น ปัญหาเรื่องเศรษฐกิจตกต่ำ จนส่งผลกระทบ ให้ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนในการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะทางด้านการเกษตร เช่น การทำนา ทำไร่ ทำสวน หรือด้านปศุสัตว์ การเลี้ยงวัว เลี้ยงหมู เลี้ยงไก่ เลี้ยงปลา ที่กล่าวมา ราคาพืชผลตกต่ำ ชาวบ้านต้องเจอกับต้นทุนที่สูง ค่าปุ๋ย ค่ายามีราคาแพง เป็นปัญหา ที่ชาวบ้านได้รับความเดือดร้อนมายาวนาน ถือว่าเรื่องปากท้องเป็นเรื่องของชาวบ้าน ถือว่าเป็นสิ่งสำคัญมากครับ

ส่วนปัญหาเรื่องน้ำท่วม ที่ผ่านมาหลาย ๆ ปี ปัญหาน้ำท่วมเกิดขึ้นมานั้น สร้างความเสียหายให้กับประชาชนมาอย่างยาวนาน แม้หลาย ๆ รัฐบาลมีแนวทางป้องกัน และแก้ไขมาตลอดเช่นกัน สาเหตุของปัญหาน้ำท่วม เมื่อถึงฤดูฝน ฝนตกหนัก หรือมีพายุเข้า ประเทศไทยมาก ๆ ก็จะส่งผลให้น้ำในเขื่อนในอ่างมีปริมาณที่สูง หลาย ๆ พื้นที่ก็ต้องปล่อยน้ำ ลงสู่แม่น้ำ จนทำให้พื้นที่ของชาวบ้านได้รับความเดือดร้อน พืชผลทางการเกษตรของชาวบ้าน ได้รับความเสียหาย แต่สิ่งที่สำคัญผมว่าคือการเยียวยา การชดเชยในกรณีน้ำท่วม เช่น การชดเชยนาข้าว ๑ ไร่ จะได้รับค่าชดเชยประมาณ ๑,๓๔๐ บาท ต้องไม่เกิน ๓๐ ไร่ ต่อ ๑ ครอบครัว ตามหลักเกณฑ์วิธีปฏิบัติปลีกย่อยเกี่ยวกับการช่วยเหลือด้านเกษตร ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ปี พ.ศ. ๒๕๖๔ อีกทั้งหลักเกณฑ์ของระเบียบกระทรวงการคลัง พ.ศ. ๒๕๖๓ ในการช่วยเหลือชาวบ้านที่ประสบภัยพิบัติฉุกเฉินต่าง ๆ นั้น ทำให้ท้องถิ่น อบต. เทศบาลดำเนินการช่วยเหลือชาวบ้านตามระเบียบดังกล่าว เช่น กรณีด้านการดำรงชีพ ถุงยังชีพชุดละ ๗๐๐ บาท ที่อยู่อาศัยได้รับความเสียหายทั้งหลัง จ่ายเป็นเงินค่าครองชีพ เบื้องต้นครอบครัวละไม่เกิน ๓,๘๐๐ บาท ซ่อมแซมที่อยู่อาศัยจ่ายจริงหลังละไม่เกิน ๔๙,๕๐๐ บาท บ้านเช่าเสียหายทั้งหลัง หรือเสียหายบางส่วนจ่ายไม่เกิน ๑,๘๐๐ บาท แต่ไม่เกิน ๒ เดือนครับท่านประธาน การดัดแปลงที่อยู่อาศัยชั่วคราวในกรณีน้ำท่วม ไม่เกิน ๒,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ ผมรู้ถึงปัญหาและทราบดีครับ เพราะว่าบ้านผม จังหวัดเพชรบุรีนั้นก็ประสบปัญหาน้ำท่วมเหมือนกับหลาย ๆ จังหวัดนะครับรู้ว่าชาวบ้าน เดือดร้อนมากแค่ไหน บางครอบครัวต้องสูญเสียคนที่รัก บางครอบครัวต้องสูญเสียที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน เงินทอง บางครอบครัวต้องไปกู้เงินมาทำไร่ ทำนา เลี้ยงสัตว์พอจะเก็บเกี่ยวได้ ก็ถูกน้ำท่วม ประสบปัญหาแบบนี้มาตลอด จนกลายเป็นหนี้ เป็นสิน ผมก็อยากให้ ท่านนายกรัฐมนตรี และคณะช่วยแก้กฎระเบียบดังกล่าว เพื่อช่วยเหลือชาวบ้านให้ได้รับ เงินค่าเยียวยาให้สูงมากขึ้นนะครับ

อีกประการหนึ่ง ปัญหาด้านยาเสพติดที่มีแพร่ระบาดมากในขณะนี้ หลาย ๆ พื้นที่ ซึ่งปัญหายาเสพติดซื้อหาง่าย กลายเป็นสินค้า OTOP ประจำหมู่บ้านแล้วนะครับ ลูกหลาน ลูกเล็กเด็กแดงเราหยิบได้แค่เพียงใกล้มือแค่นั้นยาเสพติด ก็อยากฝากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หาแนวทางแก้ไขและปราบปรามให้มากขึ้น เพราะยาเสพติดทุกท่านก็ทราบดีอยู่แล้ว เป็นการทำลายอนาคต ทำลายประเทศชาติของเรา ทำลายทุกอย่าง

สุดท้ายนี้ ผมก็ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีที่ได้แถลงนโยบายดี ๆ ในวันนี้ ถือว่านโยบายหลาย ๆ อย่างเป็นประโยชน์กับประเทศชาติ กับประชาชนอย่างยิ่ง ผมต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีทุกท่านแทนประชาชนด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ลำดับต่อไปนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ท่านมาริษ เสงี่ยมพงษ์ จะขอตอบชี้แจง เชิญครับ

นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติทุกท่าน กระผม นายมาริษ เสงี่ยมพงษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอชี้แจงประเด็นที่เกี่ยวข้อง กับกระทรวงการต่างประเทศ ดังนี้

ก่อนอื่นผมขออนุญาตเรียนว่านโยบายต่างประเทศของรัฐบาล เราเน้น การให้ประชาชนเป็นศูนย์กลางในศตวรรษที่ ๒๑ นโยบายสาธารณะ หรือ Public Policy เกือบจะเหมือนกับนโยบายต่างประเทศ หรือ Foreign Policy เพราะนโยบายต่างประเทศ จะต้องนำมาซึ่งผลประโยชน์แก่ประเทศชาติ ต้องทำให้ประชาชนมีกิน มีใช้ มีเกียรติ และมีศักดิ์ศรี ต้องเป็นการต่างประเทศที่ประชาชนจับต้องได้ ยุทธศาสตร์การต่างประเทศ เราจะใช้นโยบายต่างประเทศไปในการช่วยเสริมสร้าง สนับสนุน ส่งเสริม และบูรณาการ มิติในประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์และความผาสุกแก่ประชาชนให้มากที่สุด กระทรวง การต่างประเทศจะสานต่อนโยบายการทูตเชิงรุก เพื่อเสริมสร้างภาพลักษณ์และเพิ่มบทบาท ของไทย ให้ประเทศไทยมีความเด่นชัดในจอเรดาร์ของโลก โดยต่อยอดจากจุดแข็ง ของประเทศไทย คือการที่เราไม่มีศัตรู เราเป็นมิตรกับทุกประเทศ และไม่เป็นส่วนหนึ่ง ของความขัดแย้งที่สำคัญใด ๆ รวมทั้งมีที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์และปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ดี ในการสร้างเสถียรภาพและความมั่นคง สร้างอำนาจต่อรอง และสร้างโอกาสให้กับประเทศไทย ในบริบทของโลกที่มีความท้าทายสูงจากการแข่งขันของมหาอำนาจ โดยมีแนวทาง การดำเนินการ ดังนี้

ประการแรก เราจะสร้างสมดุลในการดำเนินความสัมพันธ์กับมิตรประเทศ ในบริบทการแข่งขันเชิงภูมิรัฐศาสตร์ของมหาอำนาจ โดยจะกระชับความสัมพันธ์กับทุกประเทศ และขั้วอำนาจ รวมถึงผ่านการเข้าร่วมและผลักดันการจัดทำกรอบความร่วมมือต่าง ๆ อาทิเช่น OECD BRICS PCA เพื่อรักษาจุดเด่นของการไม่เลือกข้าง และการเข้ากับทุกขั้วอำนาจ ได้อย่างสมดุล โดยในช่วงที่ผ่านมา ได้มีการเยือนและมีการพบปะกับผู้นำ และผู้บริหารสูงสุด ของประเทศเพื่อนบ้าน ประเทศมหาอำนาจ และประเทศที่มียุทธศาสตร์สำคัญกับประเทศไทย อย่างต่อเนื่อง เพื่อส่งข้อความว่าประเทศไทยพร้อมที่จะร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ซึ่งการเป็นประเทศในขั้วอำนาจต่าง ๆ ตอบรับการมีปฏิสัมพันธ์กับประเทศไทยอย่างดียิ่ง และต่อเนื่อง สะท้อนการตอบรับในการดำเนินนโยบายต่างประเทศของประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในภูมิภาคยุโรป ซึ่งเว้นช่วงระยะเวลามาระยะหนึ่ง แสดงให้เห็นถึง การยอมรับและภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศ

สำหรับประเด็นการไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้งระหว่างประเทศ ขอเรียนว่าการที่เราไม่เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง และดำเนินนโยบายที่เป็นมิตรกับ ทุกประเทศโดยไม่เลือกข้าง เป็นประโยชน์ที่สำคัญในหลาย ๆ ด้าน หนึ่งในนั้นคือการที่เรา สามารถดึงดูดการลงทุนในบริบทของการแข่งขันและการแบ่งขั้วอำนาจระหว่างมหาอำนาจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรูปแบบของ Friendshoring และ Reshoring อีกตัวอย่างหนึ่ง คือการให้ความช่วยเหลือตัวประกันชาวไทย และคนไทยที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ การที่ประเทศไทยไม่ได้เลือกข้าง และมีความสัมพันธ์ที่ดี กับทุกฝ่าย ทำให้เราสามารถพูดคุยขอความช่วยเหลือได้กับทั้ง ๒ ฝ่าย และทั้ง ๒ ฝ่าย ก็ให้ความร่วมมือด้วยดี ทำให้รัฐบาลไทยสามารถช่วยเหลือตัวประกันออกมาได้เกือบหมด และเป็นตัวประกันชาวต่างชาติกลุ่มแรกที่ได้รับการปล่อยตัว ซึ่งหลายประเทศก็สอบถาม ว่าประเทศไทยทำได้อย่างไร และนี่คือนโยบายที่ไม่เลือกข้าง จากการไม่เป็นศัตรูกับใคร ถึงแม้ว่าตอนนี้ยังเหลือตัวประกันอีก ๖ คน เราก็ยังคงพูดคุยกับทุกฝ่ายทั้ง ๒ ฝ่าย เพื่อให้ได้รับความร่วมมือในการช่วยเหลือตัวประกันที่ยังคงเหลืออยู่

ประการที่ ๒ คือรัฐบาลให้ความสำคัญกับการกระชับความสัมพันธ์กับประเทศ เพื่อนบ้าน เราตระหนักดีว่าความเจริญรุ่งเรืองทางเศรษฐกิจ และการพัฒนาที่ยั่งยืน จะเกิดขึ้นได้เมื่อเราก้าวไปด้วยกัน โดยเฉพาะในมิติความสัมพันธ์ทวิภาคี นอกจากนี้ เราจะแสดงบทบาทนำอย่างสร้างสรรค์ในภูมิภาค อนุภูมิภาค และระหว่างภูมิภาค เพื่อสร้างเสถียรภาพและความมั่นคง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองร่วมและความเจริญรุ่งเรือง ทางเศรษฐกิจร่วมกันในบริบทของโลกที่แตกแยกออกเป็นหลายขั้ว โดยเน้นการเสริมสร้าง ความเข้มแข็งในกรอบความร่วมมือในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเป็นแกนกลาง ของอาเซียน และกรอบความร่วมมือระดับภูมิภาคและอนุภูมิภาค อาทิเช่น ACD ACMECS และ BIMSTEC ในการแก้ไขปัญหาและรับมือกับความท้าทายร่วมกัน ทั้งอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ออนไลน์ Scam ยาเสพติด การค้ามนุษย์ รวมทั้งปัญหาฝุ่นควันข้ามพรมแดน ซึ่งเราก็ได้ ดำเนินการแล้ว ผ่านกรอบความร่วมมือในลุ่มแม่น้ำโขง อาทิเช่น กรอบความร่วมมือแม่โขง- ล้านช้าง หุ้นส่วนลุ่มแม่น้ำโขง-สหรัฐ กรอบความร่วมมือลุ่มแม่น้ำโขงญี่ปุ่นและความร่วมมือ ลุ่มแม่น้ำโขง-สาธารณรัฐเกาหลี ในสภาวะเรื่องน้ำท่วมเราก็ได้ใช้ประโยชน์จากกรอบ ความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้างในการเจรจากับประเทศสมาชิก ในเรื่องการขอความร่วมมือ ในการบริหารจัดการการปล่อยน้ำจากเขื่อน

ประการที่ ๓ คือการสร้างความเชื่อมโยงกับภูมิภาคอื่น เราใช้ประโยชน์ จากการมีที่ตั้งเชิงยุทธศาสตร์ หรือ Strategic Location ในการผลักดันความร่วมมือระหว่าง ประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการส่งเสริมการเป็นศูนย์กลางด้านคมนาคมและโลจิสติกส์ เพื่อสร้างความเชื่อมโยงทั้งด้านกายภาพและในภาคประชาชน เพื่อส่งเสริมการค้าทั้งชายแดน และระหว่างประเทศ เสริมสร้างความสามารถในการดึงดูดการลงทุนของไทย

ประการที่ ๔ อีกมิติหนึ่งของการทูตเชิงรุก คือการมีจุดยืน มีนโยบาย มีท่าที ที่ชัดเจนในการปกป้องผลประโยชน์ของประเทศในทุก ๆ ประเด็น และในทุก ๆ มิติ รวมทั้ง ในทุกเวทีของโลก และการแสดงบทบาทนำในทุกโอกาส การแสดงเจตจำนงเข้าร่วม BRICS เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการเป็นผู้เชื่อมต่อ เป็นผู้ประสานความสมดุล เป็น BRICS Builder หรือเป็น Balancer ระหว่างกลุ่มประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ รวมทั้งการเล่นบทบาทนำในการผลักดัน ให้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนามีสิทธิ มีเสียง มีบทบาทมากขึ้นในการกำหนดระเบียบโลก ให้มีความเป็นธรรมมากยิ่งขึ้น สำหรับการสมัครเข้าร่วมโออีซีดีเพื่อยกระดับประเทศ สู่มาตรฐานสากลในทุกมิติ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทย ส่งเสริม การลงทุนและยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนและธรรมาภิบาล เพิ่มบทบาทของประเทศไทย ในการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจของโลก

ข้อ ๕ ประการสุดท้าย ในเวทีระหว่างประเทศ รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ กับการแสดงบทบาทที่สร้างสรรค์ ในประเด็นที่โลกให้ความสำคัญรวมถึงประเด็นสิทธิมนุษยชน และค่านิยมของประชาธิปไตย โดยในประเด็นสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตย รัฐบาล ให้ความสำคัญกับทั้ง ๒ ประเด็น ซึ่งทำให้ประเทศไทยได้รับการยอมรับมากยิ่งขึ้น ดังจะเห็น ได้จากการที่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป และประเทศในภูมิภาคยุโรป มีการพัฒนาที่ดียิ่งขึ้น ความคืบหน้าล่าสุดคือเมื่อวันที่ ๒๙ สิงหาคมที่ผ่านมา รัฐสภา ได้ให้ความเห็นชอบกรอบความตกลงว่าด้วยความเป็นหุ้นส่วนและความร่วมมือรอบด้าน ระหว่างประเทศไทยกับสหภาพยุโรป หรือ PCA ซึ่งความตกลงฉบับนี้เป็นความตกลงที่สหภาพยุโรปให้ความสำคัญและมองเห็นศักยภาพ ของประเทศไทย สหภาพยุโรปไม่ได้เชิญประเทศทุกประเทศเข้าร่วมเป็นสมาชิกหรือมี ความตกลง PCA เช่น ที่สหภาพยุโรปได้หยิบยื่นให้กับประเทศไทย การเจรจาเอฟทีเอไทย และสหภาพยุโรป และการเจรจาเอฟทีเอไทยกับสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป หรือ EFTA ซึ่งประเด็นสิทธิมนุษยชนและประเด็นเรื่องประชาธิปไตย เป็นหลักการสำคัญและเป็นกรอบ ในการเจรจา ประเทศไทยเป็น ๑ ใน ๒ ผู้นำที่ได้รับเชิญให้กล่าวถ้อยแถลงในงานครบรอบ ๗๕ ปี ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๖๖ และเมื่อเดือน มีนาคม ๒๕๖๗ อดีตนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ขออภัย ที่ต้องเอ่ยนาม ได้กล่าวถ้อยแถลงผ่านระบบการประชุมทางไกล ในการประชุม Summit of Democracy ครั้งที่ ๓ ที่เกาหลีใต้เป็นเจ้าภาพ ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ประเทศไทยได้รับเชิญ เข้าร่วมการประชุมดังกล่าว กราบขอบพระคุณครับ

นายมงคล สุระสัจจะ รองประธานรัฐสภา

ก่อนจะประชุมต่อไป ผมขออนุญาตพัก ๕ นาทีครับ เข้าห้องน้ำสักครู่หนึ่งครับ เดี๋ยวอีก ๕ นาที ท่านจุลพันธ์ จะชี้แจงครับ ขอพักการประชุมครับ

พักประชุมเวลา ๒๐.๕๒ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๒๐.๕๖ นาฬิกา

ท่านจุลพันธ์พร้อมนะครับ เชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง 🔗

ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ก็ขออนุญาตใช้เวลาในการตอบข้อซักถาม เวทีนี้เป็นเวทีแถลงนโยบาย ซึ่งสามารถมีการทักท้วง แล้วก็เห็นควรกับแนวนโยบายของรัฐ ซึ่งท่านสมาชิกได้อภิปรายเป็นประโยชน์ค่อนข้างมาก นะครับ

ในประเด็นที่จะตอบในประเด็นแรกนี้ ผมเองก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ผมเองได้รับผิดชอบในการตอบกับกระทรวงการคลังร่วมกับท่านเผ่าภูมิ กับท่านรัฐมนตรีพิชัย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ในประเด็นของเศรษฐกิจ ก็รอตั้งแต่เช้าเพิ่งจะได้มีโอกาส ลุกขึ้นตอบในช่วงเย็น ต้องเรียนว่าคงเป็นเพราะว่าการให้ความสำคัญที่แตกต่างนะครับ เพราะว่าวันนี้จะเป็นครั้งแรกในรอบหลาย ๆ ปีเลยที่การอภิปรายในสภา แล้วเริ่มต้นด้วย เรื่องของความมั่นคง โดยปกติจะเริ่มด้วยเรื่องของภาพเศรษฐกิจนะครับ เพราะว่าอย่างเช่น พรรคเพื่อไทย เป็นต้น แนวนโยบายของรัฐบาลชุดนี้เราเน้นในเรื่องของมิติของเศรษฐกิจ ของพี่น้องประชาชน เรื่องของปากท้องเป็นเรื่องหลัก ในประเด็นที่มีการอภิปรายกันมาก ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า มีข้อซักถามว่าทำไมแนวนโยบายแห่งรัฐถึงไม่ลงรายละเอียด ซึ่งท่านอาจารย์ชูศักดิ์ ในฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้ตอบแล้วว่า มันมีความแตกต่างกันระหว่างรัฐธรรมนูญแต่ละฉบับ ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๖๐ มีการกำหนดให้ลงรายละเอียดเท่าที่เราลงนี่ละ ก็กำหนดมาเราก็ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ ทุกประการ และที่สำคัญก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ต้องให้ท่านสมาชิกได้แยกระหว่าง สิ่งที่เป็น Vision กับสิ่งที่เป็น Action Plan ซึ่งมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิงนะครับ แนวนโยบายแห่งรัฐ เราดูแล้วเราก็จะได้รับทราบว่าวิสัยทัศน์ของรัฐบาล เราวาดภาพประเทศไทย ไปทิศทางใด และจะไปสู่จุดใดได้อย่างชัดเจน ส่วนรายละเอียดของเนื้อโครงการ ตัว Action Plan ก็จะเป็นรายละเอียดซึ่งต้องตามมา แล้วก็ต้องมาลงรายละเอียดในแต่ละประเด็น ในแต่ละ โครงการ ก็ต้องแยกให้ออก ส่วนมีข้อห่วงใยว่าทำไมแนวนโยบายแห่งรัฐมีความคล้ายคลึง กับสิ่งที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีได้ปาฐกถานะครับ ผมก็ต้องเรียนว่ามันก็เป็นเรื่องปกติครับ เพราะว่าเรารับสืบทอดอุดมการณ์มาตั้งแต่สมัยพรรคไทยรักไทย มาเป็นพรรคพลังประชาชน มาเป็นพรรคเพื่อไทย สำหรับพรรคแกนนำรัฐบาลก็คงไม่ต่างกัน ท่านก็สืบทอดเจตนารมณ์ มาจากอดีตพรรคการเมือง พรรคการเมืองหนึ่งเช่นเดียวกัน ถูกยุบมาก็เปลี่ยนมานะครับ แต่แนวความคิดก็ยังสืบทอดต่อกันมา มันเป็นเรื่องปกติ ผมต้องเรียนว่าสิ่งที่เราได้บรรจุในนี้ คือวิสัยทัศน์ แล้วก็เรียนด้วยความเคารพว่า สิ่งหนึ่งที่คิดเห็นต่างกันอย่างชัดเจนก็คือ สิ่งที่ท่านบอกว่า ประเทศไทยเติบโตตามศักยภาพได้เพียงเท่านี้ ตรงจุดนี้ละครับที่เป็นจุดที่ผม ยืนยันว่าเป็นสิ่งที่พวกเรา มองต่างกันนะครับ สำหรับรัฐบาลชุดปัจจุบันตัวเลขท่านก็ได้พูด มาเองว่าเราเคยพูดถึงตัวเลขการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถามว่ายากหรือไม่ ถามว่าศักยภาพของประเทศไทยอยู่ตรงไหน ค่อนข้างมีข้อจำกัด ถูกต้องครับ แต่นี่คือ วิสัยทัศน์และความตั้งใจ ความพยายามของรัฐบาลชุดปัจจุบันในการที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจ เพื่อให้เติบโตอยู่ในจุดที่เหมาะสม และสามารถกระจายความมั่งคั่งให้กับพี่น้องประชาชน ได้อย่างมีความเป็นธรรม ได้อย่างมีความเหมาะสมนะครับ

ประเด็นซึ่งมีคำถามในเรื่องของแนวนโยบายผมต้องค่อย ๆ เรียนต่อท่านสมาชิก ในเรื่องแรกก็คือเรื่องของโครงการที่เรียกว่า Entertainment Complex หรือสถานบันเทิง ครบวงจร จริง ๆ แล้วผมต้องเรียนด้วยความเคารพ สภาผู้แทนราษฎรต้องขออภัยกับทาง สมาชิกวุฒิสภา เพราะท่านเพิ่งเข้าสู่ตำแหน่ง แต่สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณามีการตั้ง คณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษาเรื่องของ Entertainment Complex มาตั้งแต่ ๑ ปีที่แล้ว มีการพิจารณาจนเสร็จ ให้ความเห็นชอบในสภาผู้แทนราษฎร ส่งไปยังคณะรัฐมนตรี ผ่านการลงมติของสภาครับ ด้วยความเห็นชอบของเสียงข้างมาก เพื่อให้คณะรัฐมนตรี ได้พิจารณาว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อ คณะรัฐมนตรีก็ได้มีคำสั่งให้ส่งให้กระทรวงการคลัง เพื่อไปศึกษาตัวร่างกฎหมายและไปปรับแก้ให้มีความเหมาะสมต่อไป ซึ่งในสถานการณ์ ปัจจุบันผมต้องเรียนว่าได้ดำเนินการไปแล้วค่อนข้างมาก มีการปรับแก้ตัวกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามระเบียบวิธีการร่างกฎหมายของทางภาครัฐ มีการดูในเรื่องของข้อจำกัด ทางกฎหมายในประเด็นต่าง ๆ มีการทำประชาพิจารณ์ มีผู้เห็นชอบด้วย เข้าใจว่า ๘๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ ซึ่งก็เป็นข้อดีว่าพี่น้องประชาชนให้การยอมรับ ส่วนขั้นตอนต่อไป ผมต้องเรียนว่าก็เป็นขั้นตอนที่กระทรวงการคลังหลังจากที่มีคำสั่งเก่า เราก็มีหน้าที่ ที่จะส่งเอาร่างกฎหมายนี้เข้าไปยังคณะรัฐมนตรี หากคณะรัฐมนตรีเห็นชอบก็จะส่งไปตรวจร่าง ที่คณะกรรมการกฤษฎีกา ส่งกลับมาเพื่อที่จะนำบรรจุต่อสภาผู้แทนราษฎร ขั้นตอน ตามกฎหมาย ๓ วาระปกติ ก็เป็นภาระหน้าที่ของรัฐสภาที่จะมาดูในรายละเอียดของตัวกฎหมาย เพื่อให้มีความเหมาะสม แน่นอนว่าในส่วนของผลประโยชน์มิติทางเศรษฐกิจเป็นสิ่งที่สำคัญ ซึ่งได้มีการทำแบบจำลองทางเศรษฐกิจมหภาค มีการเทียบเคียงโดยใช้ Model ของสิงคโปร์ เป็นตัวหลัก แบ่งผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศไทยเป็น ๒ ช่วงครับ ๑. คือช่วงของ การก่อสร้าง ซึ่งกินเวลาราว ๓-๔ ปี ๒. ก็คือในช่วงเวลาของการเปิดบริการอย่างเต็มรูปแบบ ในช่วงแรกนี้ผมต้องเรียนว่าการลงทุนจริงจะมีอย่างน้อยที่จุดละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งถือเป็นเม็ดเงินลงทุนใหม่ จะทำให้การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นจุดละไม่ต่ำกว่า ๐.๒๓ มีการลงทุน ๓ ปีก็ตกจุดละไม่ต่ำกว่า ๓๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท การจ้างงานจะได้รับผลในเชิงบวก มีการจ้างงานไม่ต่ำกว่า ๑๐,๐๐๐ ตำแหน่ง ต่อเม็ดเงินลงทุน ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท หลังจากนั้น ครบรอบ ๓ ปี หรือ ๔ ปีก็ตาม ที่มีกระบวนการในการลงทุนในเรื่องของ Infrastructure เสร็จ ก็จะเข้าสู่ช่วงของการเปิดบริการให้แก่นักท่องเที่ยว ซึ่งหากมีการเปิดบริการได้เต็มอัตรา จากตัวเลขของสิงคโปร์ที่เรานำมาใช้ สามารถเพิ่มรายจ่ายของนักท่องเที่ยวต่อหัวได้ไม่ต่ำกว่า ๒๒,๓๐๐ บาทต่อหัว สำหรับประเทศไทยก็จะถีบเอารายจ่ายต่อหัวของนักท่องเที่ยวไปอยู่ที่ ๖๖,๐๐๐ บาทเศษ ซึ่งถ้านับฐานของนักท่องเที่ยวที่ ๓๖ ล้านคนโดยประมาณ ก็จะทำให้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่า เมื่อรวมผลกระทบของทั้งโครงการแล้วนี้ อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจจะประมาณ ๑ กว่า ๆ โดยแยกเป็น ๓ ปี ซึ่งขึ้นอยู่กับจำนวนนักท่องเที่ยว แล้วก็ขึ้นกับรายละเอียดอื่น ๆ ด้วยความเคารพครับ รายละเอียดในเรื่องของการดูแลในเรื่องของรายได้ของรัฐ ในเรื่องของ การกำกับ ในเรื่องของการเยียวยาพี่น้องประชาชนอะไรต่าง ๆ ที่ท่านได้ให้ข้อสังเกต เป็นข้อสังเกตที่เป็นประโยชน์และรัฐบาลจะรับไว้เพื่อพิจารณาในการผลักดันกฎหมายต่อไป และสุดท้ายนี้ก็จะเป็นภาระหน้าที่ของรัฐสภาในการที่จะพิจารณาตัวกฎหมาย ในการที่จะดูว่า มีประเด็นใดที่ควรจะต้องมีการปรับ และแก้ไขให้มีความเหมาะสมต่อไป

ในประเด็นของเรื่อง Soft Power ผมต้องเรียนต่อท่านสมาชิกด้วยความเคารพ ว่าอยากให้เลิกวนเวียนอยู่กับการพยายามจะจำกัดความหมายของคำว่า Soft Power อย่างที่เคยเรียนต่อรัฐสภาไปเมื่อหลายเดือนก่อน ผมต้องเรียนอย่างนี้ครับว่าโครงการนี้ เป็นแนวความคิดในการสร้างรายได้ใหม่ให้กับพี่น้องประชาชน มีการ Upskill Reskill มีการ Train คนในมิติต่าง ๆ ไม่ต่ำกว่า ๒๐ ล้านคน เพื่อที่จะสร้างรายได้ให้กับพี่น้อง ประชาชนให้พ้นจากความยากจน การที่เราจะไปนั่งถกเถียงกันจนแตกฉานว่าสุดท้าย คำจำกัดความของคำว่า Soft Power คืออะไร ไม่ได้ทำให้โครงการประสบความสำเร็จ ขึ้นมาครับ วันนี้เราเดินหน้าในเรื่องของโครงการ ซึ่งคำนิยามโดยคร่าวต้องเรียนว่าก็คือการที่เราสร้างเสน่ห์ ดึงดูดที่จะสามารถโน้มน้าวคนจากประเทศอื่นให้อยากดำเนินชีวิตแบบเรา อยากเป็นแบบเรา โดยไม่ใช้กำลังบีบบังคับ รัฐบาลจึงต้องเข้ามาช่วยบริหารเสน่ห์เหล่านี้ครับ โดยตัวเอก ของเรื่องนี้ก็จะมี ๒ ส่วนครับ ๑. ก็คือภาคเอกชนและภาคประชาชน โดยรัฐบาลเป็นเพียงแค่ ผู้สนับสนุนในเรื่องของการเปิดทางให้ตัวเอกเหล่านี้ ก็คือประชาชนและเอกชนได้สามารถ บริหารเสน่ห์ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ ให้คนมารู้สึกหลงรัก หลงใหล สามารถที่จะสร้างรายได้ ให้กับตนนะครับ ซึ่งสิ่งที่ท่านได้สอบถามเกี่ยวกับเรื่องของ THACCA เป็นกลไกซึ่งต้องรอ กระบวนการของกฎหมาย เป็นหัวใจสำคัญของ Soft Power ในการที่จะรวบรวมเอาเสน่ห์เหล่านี้ ที่มีศักยภาพมาบริหารตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ แล้วก็ปลายน้ำ ผ่านนโยบายที่เรียกว่า OFOS หรือ ๑ ครอบครัว ๑ Soft Power ผมต้องเรียนต่อท่านสมาชิกทุกท่านว่ากระบวนการ ที่เราดำเนินการอยู่นี้ ขั้นตอนของกฎหมายควรที่จะเสร็จก่อนหน้าแล้วนะครับ แต่ติดขัด ที่สถานการณ์ทางการเมือง ผมเชื่อว่าในระยะเวลาอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า ก่อนสิ้นปีนี้ ก็คงจะมีการนำส่งเอาตัวร่างพระราชบัญญัติเรื่องของ Soft Power ร่างพระราชบัญญัติ วัฒนธรรมสร้างสรรค์เข้ามาสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี แล้วก็คงได้ส่งให้กับท่านสมาชิก ทุกท่านเพื่อที่จะมาพิจารณาในรายละเอียดต่อไปนะครับ

ในส่วนต่อมาครับ ผมต้องเรียนต่อท่านสมาชิกในเรื่องของโครงการ Digital Wallet ครับ มีท่านสมาชิกสอบถามหลายท่านนะครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้กรุณาให้การชี้แจงไปในเบื้องต้นบางส่วน ผมต้องเรียนผ่านท่านสมาชิกไปยังพี่น้องประชาชน ว่าขณะนี้โครงการเราค่อนข้างพร้อมในเรื่องของเม็ดเงินเองก็ตาม ซึ่งต้องกราบขอบพระคุณ ทางสมาชิกรัฐสภาทุกท่านที่ได้ให้ความเห็นชอบ ทั้งเรื่องของงบประมาณพระราชบัญญัติ เพิ่มเติมประจำปี ๒๕๖๗ ทั้งในส่วนของงบประมาณในส่วนของงบประจำปี ๒๕๖๘ นะครับ เรามีเงินอยู่ ๓๐๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท สำหรับการบริหารจัดการโครงการนี้ ซึ่งเป็นไปตามข่าว ในเฟส ๑ ก็คือกลุ่มประชาชนที่เป็นกลุ่มเปราะบางนะครับ กลุ่มเปราะบางจำกัดความอย่างไร แบ่งเป็น ๒ กลุ่มครับ ๑. คือกลุ่มคนพิการ ราว ๒.๑ ล้านคน กลุ่มนี้ไม่ได้จำกัดในเรื่องของอายุ ไม่ได้จำกัดในเรื่องของรายได้ ไม่ว่าจะเป็นคนพิการที่อายุเท่าไรก็ตาม ถ้าขึ้นทะเบียน กับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ก็ถือว่าเป็นผู้ที่มีสิทธิ ๒. คือกลุ่มของ กลุ่มเปราะบาง ซึ่งเป็นผู้รับบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ แต่เงินจะไม่ได้ผ่านบัตรสวัสดิการนะครับ จะผ่านบัญชี กลุ่มนี้จริง ๆ แล้วมี ๑๓.๕ ล้านคน แต่เมื่อเราเอา ๒ กลุ่มนี้มารวมกัน ไม่ให้รายชื่อซ้ำ เราจะได้ประชากรทั้งสิ้น ๑๔.๕ ล้านคน ใช้เม็ดเงินซึ่งมีการเตรียมการเรียบร้อย ๑๔๕,๐๐๐ ล้านบาทโดยประมาณ กลุ่มนี้จะได้รับเป็นเงินสด สาเหตุที่เปลี่ยนเป็นเงินสด ประเด็นแรกเลยต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ก็รับฟังความคิดเห็นครับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาเอง ท่านสมาชิกในสภาผู้แทนราษฎรเอง ก็อยากให้มีการเร่งรัดในเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งเราก็มองเห็นครับว่าการกระตุ้นเศรษฐกิจในภาวะปัจจุบันทันด่วนนี้มีความจำเป็น เราก็ได้พิจารณาในการปรับเปลี่ยน ซึ่งคนกลุ่มนี้จะได้รับเป็นเงินสดผ่านทางบัญชีนะครับ ต้องเรียนฝากข่าวไปยังพี่น้องประชาชนว่ากลุ่มที่เป็นกลุ่มของพี่น้องที่เป็นกลุ่มคนพิการ ๒.๑ ล้านคนนี้นะครับ ต้องกราบขอบคุณทางกระทรวง พม. ซึ่งได้มีการผูกบัญชีของพี่น้อง ประชาชนกลุ่มนี้ได้รับเงินในการช่วยเหลือในประเภทต่าง ๆ เรียบร้อยแล้วทั้ง ๒.๑ ล้านคน ในกลุ่มที่เป็นกลุ่มเปราะบางอีกกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีทั้งสิ้นอย่างที่ผม ได้เรียน ๑๓.๕ ล้านคน เหลืออีกประมาณ ๑ ล้านคนเศษ ๆ ที่ยังไม่มีการผูกบัญชีเข้ากับ ระบบ PromptPay ซึ่งทางพี่น้องประชาชนจะทราบเองว่าท่านยังไม่เคยผูกบัญชีกับระบบ PromptPay ก็ขอให้เดินทางไปที่ธนาคาร หรือไปที่ตู้เอทีเอ็มก็จะสามารถดำเนินการผูกบัญชีได้ โดยไม่ยาก ก็จะสามารถดำเนินการโอนเงินให้กับพี่น้องประชาชน ซึ่งกำหนดกรอบวันที่ไว้ ช่วงวันที่ ๒๕-๓๐ กรกฎาคมนี้ ในขั้นตอนถัดไปผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ก็คงจะต้องมา บริหารจัดการกันในงบประมาณส่วนที่เหลือ ซึ่งท่านรัฐมนตรี ว่าการกระทรวงการคลัง ก็ได้เรียนต่อท่านสมาชิกแล้ว อย่างแรกเลยนะครับ งบประมาณอันนี้คืองบประมาณในการกระตุ้นเศรษฐกิจนะครับ เราก็ต้องมานั่งดูความสำคัญ อย่างแรกก็คือโครงการในเรื่องของการแจกเงิน ในเรื่องของ การเติมเงินจะเป็นในระบบของ Digital Wallet ยังคงมีทุกอย่างนะครับ ท่านสงสัยมา มี Blockchain ไหม มีครับ มี Wallet ไหม มีครับ มีกลไกในการที่จะดำเนินการในการมีข้อจำกัด เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนทางเศรษฐกิจที่มากขึ้นไหม ยังมีอยู่นะครับ เราก็ต้องเรียนด้วย ความเคารพ ระบบนี่พร้อมนะครับ ก็จะทำเสร็จได้ในไม่นานนะครับ แล้วหลังจากนั้น เราก็จะมาประกาศวันให้ชัดอีกทีหนึ่งว่าสุดท้ายจะเป็นวันไหนที่จะเริ่มโครงการ

ส่วนที่ ๒ งบประมาณในส่วนของการกระตุ้นเศรษฐกิจนี้ เราก็มองครับว่า วันนี้ก็มีข้อห่วงใยท่านสมาชิกก็พูดเองในที่ประชุมแห่งนี้ว่ามีความจำเป็นจะต้องปรับ เรื่องของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เรื่องของการ Upskill Reskill เรื่องของการดูในเรื่องของ การปรับเปลี่ยนโครงสร้างอุตสาหกรรมเป็นอุตสาหกรรม S Curve เป็นอุตสาหกรรมที่มันเป็น สมัยใหม่ ต่าง ๆ เหล่านี้เราดูแล้วก็เห็นถึงความจำเป็น เราจะมาพิจารณาอย่างละเอียดรอบคอบ แล้วก็มีความเหมาะสมต่อไปว่าเราจะดำเนินการอย่างไร โดยสุดท้ายแล้วนี้นะครับ ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เงินก็จะถึงมือพี่น้องประชาชน ๑๐,๐๐๐ บาทจนครบได้ และเราก็จะ สามารถเดินหน้าได้ทั้งเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะเบื้องต้นคือเดือนกันยายนนี้ ได้ทั้งเรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจในระลอกถัด ๆ ไป และที่สำคัญที่สุด ก็คือได้ในเรื่องของ การสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจดิจิทัลให้กับพี่น้องประชาชนให้มีความคุ้นชินนะครับ

สุดท้ายครับ ผมต้องเรียนด้วยความเคารพว่ามีการใช้ค่อนข้างเป็นวาทกรรม ผมก็ต้องเรียนด้วยความเคารพว่า ๑ ปีสูญเปล่า ๓ ปีเจ๊ากับเจ๊งนะครับ ฟังแล้วก็ค่อนข้าง ห่วงใยนะครับ แต่เข้าใจครับ มันเป็นเรื่องของการเมืองนะครับ ก็เป็นมุมมองที่แตกต่าง แต่อย่างไรก็ตามผมเรียนอย่างนี้นะครับ ประเด็นแรกเลย ๑ ปี มันไม่ได้สูญเปล่านะครับ ๑ ปีที่ผ่านมานี้เราซ่อมสร้างหลายอย่างครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการซ่อมเรื่องของรายได้ ของเกษตรกร การซ่อมในเรื่องของการพักหนี้เกษตรกร ท่านลองไปถามพี่น้องเกษตรกร ที่ได้รับการพักหนี้ในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา เรามีการซ่อมในเรื่องของระบบขนส่งสาธารณะ และเรื่องของ Mass Transit นี้นะครับ เราก็ได้มีโครงการนำร่องแล้วในรถไฟภายใน กรุงเทพมหานครบางสาย ว่า ๒๐ บาทตลอดสายมันเป็นไปได้ และมันสามารถประหยัด ให้กับพี่น้องประชาชนขนาดไหน สามารถที่จะทำให้เขาสามารถลืมตาอ้าปากได้ขนาดไหน เรามีในเรื่องของการลงทุนในการพัฒนาขีดความสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนถ่ายทอด เทคโนโลยีให้กับธุรกิจไทย ให้คนไทยได้พัฒนาตัวเองอย่างรวดเร็ว สามารถก้าวเข้าไปแข่งขัน กับนานาชาติได้ เราซ่อมในเรื่องของความไม่สะดวกของระบบสาธารณสุข เราเดินหน้า โครงการเรื่องของ Telemedicine เราเดินหน้าในเรื่องของ ๓๐ บาทรักษาทุกที่ที่เปลี่ยนไป เรามีการซ่อมในเรื่องของการท่องเที่ยว ทั้งเรื่องของ Free Visa วันนี้รายได้จากการท่องเที่ยว ทำ New Hight ไปแล้วครับ ประเทศไทยไม่เคยสร้างเม็ดเงินจากการท่องเที่ยวได้เท่ากับ ในขณะนี้มาก่อน เราซ่อมศักดิ์ศรีของประเทศไทยในเวทีโลก จากที่ประเทศไทยตกขอบ ไปเป็น ๑๐ ปี วันนี้เราสามารถที่จะมีผู้นำที่จะสามารถไปบอกกับต่างชาติได้ว่าประเทศไทย เราเปิดแล้วครับ เรา Open for Business เราเปิดสำหรับทุกคนที่จะเข้ามาค้า เข้ามาลงทุน เราซ่อมในเรื่องของความไม่เท่าเทียมด้วยเช่นกัน อย่างเช่น พ.ร.บ. สมรสเท่าเทียม ก็ผ่านความเห็นชอบของรัฐสภาในสมัยของรัฐบาล ๑ ปีที่ผ่านมาเช่นเดียวกัน มีอีกหลายอย่าง ที่เราได้ทำมาครับ แต่อย่างไรก็ตาม ๓ ปีข้างหน้าไม่มีเจ๊ากับเจ๊งครับ ผมเข้าใจในความเป็นห่วง ของท่านสมาชิก แต่ ๓ ปีข้างหน้าจะเป็นปีแห่งความเจิดจรัส นโยบายที่อยู่ในมือของทุกท่าน เล่มนี้ละครับ ในนี้ละที่มันมีแต่เนื้อหาที่เป็นโครงการ เป็นเรื่องของ Vision เป็นวิสัยทัศน์ สำหรับอนาคตของประเทศไทย มี Megaproject ซ่อนอยู่ มีเรื่องของโครงการ Digital Wallet ในการกระตุ้นเศรษฐกิจ มีในเรื่องของ Entertainment Complex ซึ่งจะสร้างเม็ดเงิน มีในเรื่องของการท่องเที่ยว เรื่องของการต่างประเทศ ความมั่นคง ภารกิจต่าง ๆ ซึ่งซ่อนอยู่ใน หนังสือที่เป็นแนวนโยบายแห่งรัฐอันนี้ จะเป็นแนวทางที่พวกเราจะยึดถือ แล้วก็จะนำพา ประเทศต่อไปในอนาคต ด้วยแนวนโยบายแห่งรัฐฉบับนี้ จะพาประเทศไทยให้ ๓ ปีข้างหน้า เป็น ๓ ปีที่เจิดจรัสให้ได้ครับ ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่ประธานในที่ประชุม)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญ พลโท สุกิจ ทั่งทอง ครับ

พลโท สุกิจ ทั่งทอง สมาชิกวุฒิสภา

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลโท สุกิจ ทั่งทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสระบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต เรียนชี้แจงและเสนอแนะเกี่ยวกับกระทรวงกลาโหม ดังนี้ ขั้นตอนกระบวนการนโยบาย ประกอบด้วย ๓ ขั้นตอน

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ขั้นตอนที่ ๑ การกำหนดนโยบาย ซึ่งกำหนดไปแล้วโดยท่านนายกรัฐมนตรี ขั้นตอนที่ ๒ การนำนโยบายไปปฏิบัติ ซึ่งเป็นการปฏิบัติ โดยกระทรวงต่าง ๆ ของรัฐบาล แต่ในการแถลงแผนของท่านนายกรัฐมนตรีจะไม่เห็นมีการนำ หน่วยหรือกระทรวงมากำหนดในนโยบายให้เห็นเด่นชัดว่าเป็นกระทรวงใดบ้างที่รับผิดชอบ ในแต่ละเรื่อง ในแต่ละนโยบายต่าง ๆ ขั้นตอนต่อไปคือการประเมินผลนโยบาย การประเมินผลนโยบายจะถูกประเมินโดยหน่วยที่ไม่ใช่นำไปปฏิบัติ หรือไม่ใช่กระทรวงต่าง ๆ เพราะฉะนั้นการประเมินผลจะต้องถูกประเมินโดยประชาชน หรือกรรมาธิการสามัญ หรือฝ่ายค้าน ซึ่งจะเป็นคนชี้เสนอแนะว่านโยบายต่าง ๆ ของท่านบรรลุภารกิจหรือไม่ อย่างไรนะครับ

ต่อไปขอเข้าสู่ภาพของกระทรวงกลาโหม ในเรื่องของระเบียบการนำหน่วย ของทหารจะมีด้วยกัน ๘ ขั้นตอน รับมอบภารกิจ ออกคำสั่งเตรียม ประมาณสถานการณ์ วางแผนขั้นต้น ลาดตระเวนภูมิประเทศ หรือลาดตระเวนพื้นที่ ตกลงใจทำแผนสมบูรณ์ การออกคำสั่งยุทธการ หรือการออกคำสั่งแถลงแผนนโยบายให้กับกระทรวงที่หน่วยขึ้นตรง ของกระทรวงกลาโหม สุดท้ายคือการกำกับดูแล การกำกับดูแลจะถูกกำกับดูแลโดย กระทรวงกลาโหมกับหน่วยที่นำนโยบายไปปฏิบัติ ข้อพิจารณาการปฏิบัติทางทหาร หรือปัจจัย METT-T ตัว T ตัวสุดท้ายคือ Time เวลาที่มีอยู่ในการนำนโยบายไปปฏิบัติ ในการแถลงแผนครั้งนี้จะเห็นได้ว่าไม่มีการกำหนดเวลาตามแผนที่ว่าเป็นนโยบายเร่งด่วน กำหนดไว้ในระยะกี่ปี แผนระยะกลาง นโยบายระยะกลาง ระยะยาวกี่ปี ๑ ปี ๒ ปี หรือ ๓ ปี ถ้าเป็นไปได้ควรกำหนดให้เด่นชัด

ต่อไปข้อเสนอแนะเกี่ยวกับความเดือดร้อนของประชาชน ครอบครัวของทหาร ในเรื่องเกี่ยวกับระบบประปาภายในหน่วยทหาร จะเห็นได้ว่าในภาพนะครับ ระบบประปา ภายในหน่วยทหารที่มีครอบครัวและประชาชนร่วมอยู่ในการใช้น้ำ จะมีการใช้น้ำจากแม่น้ำ หรือลำคลอง ซึ่งในปัจจุบันยังมีอีกหลายที่หลายแห่งที่มีการใช้น้ำประปามาจ่ายให้กับ ครอบครัว ซึ่งสร้างความยากลำบากให้กับครอบครัวเป็นอย่างมาก ถ้าเป็นไปได้อยากให้ กระทรวงกลาโหม ให้การประปาส่วนภูมิภาคเข้ามาดำเนินการให้กับหน่วยทหาร ซึ่งยังมี อีกหลายหน่วยในประเทศไทย ซึ่งใช้น้ำในลักษณะนี้ รวมทั้งการแจกจ่ายน้ำก็แจกจ่ายเป็นเวลา ทำให้ครอบครัวใช้ไม่เต็ม ๒๔ ชั่วโมง ถ้าเป็นไปได้ขอให้แก้ไข ให้มีการประปาส่วนภูมิภาค เข้าให้ถึงในส่วนของค่ายทหารนะครับ

เรื่องต่อไปเกี่ยวกับการจ่ายเงินเดือนพลทหาร เงินเดือนพลทหารปัจจุบันจะอยู่ที่ ประมาณ ๑๐,๐๐๐ บาท ๑ พฤษภาคม ๒๕๖๗ จะมีการปรับเป็นประมาณ ๑๑,๐๐๐ บาท เบี้ยเลี้ยงของพลทหารประมาณ ๙๖ บาท ต่อวัน ต่อคน ถูกหักค่าประกอบเลี้ยงต่อวันประมาณ ๗๐ บาท เป็นมื้อเช้าประมาณ ๒๐ บาท มื้อกลางวันและมื้อเย็น มื้อละ ๒๕ บาท รวมเป็น ๗๐ บาท จะเหลือรับจริงวันละ ๒๖ บาท จะเห็นได้ว่าน้อยมาก ถ้าเป็นไปได้อยากให้ กระทรวงกลาโหมปรับค่าเบี้ยเลี้ยงของพลทหารกองประจำการให้สูงขึ้นมากกว่านี้ จากเดิม ๙๖ บาท เป็นสัก ๑๒๐ บาทก็ยังดีครับ

เรื่องสุดท้ายนะครับ เกี่ยวกับการหักเงินฌาปนกิจซ้ำซ้อน ตั้งแต่ระดับ กองทัพบก กองทัพภาค กองพล หรือกรม หรือกองพัน จะมีการหักเงินค่าฌาปนกิจซ้ำซ้อน กำลังพล ๑ นาย จะโดนหักเกือบทุกหน่วย อันนี้เป็นความเดือดร้อนของกำลังพล ซึ่งเขาเสนอมา อยากให้ระดับ ทบ. อย่างเดียวมีการหักเงินค่าฌาปนกิจ ซึ่งปัจจุบันหักอยู่แล้วต่อคนประมาณ ๓๐๐ บาท ถ้าถูกหักของกองทัพภาคออกมาอีก ก็โดนอีก ๒๐๐ บาท หรือ ๓๐๐ บาท ไล่กันมาจนถึงระดับกองร้อย จะตก ๑,๐๐๐ กว่าบาทต่อคน ซึ่งทำให้เงินเดือนเขาลดลง ถ้าเป็นไปได้อยากขอให้มีการหักเพียงแค่หน่วยเดียวของกองทัพบก ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ขอเวลา ๓๐ นาทีครับ

นายสิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนประธาน สภาผู้แทนราษฎรที่เคารพ ผม สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอมีส่วนร่วมอภิปรายในโอกาสที่รัฐบาล แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ในประเด็นที่ผู้ประกอบการกำลังประสบความเดือดร้อนรุนแรง นั่นคือประเด็นสินค้าต่างชาติราคาต่ำและการประกอบธุรกิจผ่าน Nominee ของชาวต่างชาติ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เป็นที่น่ายินดีครับ รัฐบาลใส่ใจในประเด็นนี้ บรรจุในคำแถลงนโยบาย ทั้งในส่วนของความท้าทายและนโยบาย เร่งด่วนที่จะดำเนินการทันที ดังที่ระบุในความท้าทายข้อ ๕ ว่า SMEs เผชิญการแข่งขันด้าน ราคาของสินค้านำเข้าจากต่างประเทศที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นทั้งสินค้าสำเร็จรูปและวัตถุดิบ โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์ม ออนไลน์ ทำให้ต้องลดกำลังการผลิต ลดการจ้างงาน หรือปิดตัว ตลอดจนในนโยบายเร่งด่วนที่จะทำทันทีในข้อ ๒ รัฐบาลจะดูแลและส่งเสริมพร้อมกับ ปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs จากการแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม ของคู่แข่งทางการค้าต่างชาติ โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์ม ออนไลน์ ขอขีดเส้นใต้ชัด ๆ กับประโยคที่ว่า รัฐบาลของคุณแพทองธารจะปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย ก่อนที่ผมจะอภิปรายต่อไป ผมอยากเรียนท่านประธานและเพื่อนสมาชิกว่าประเด็นที่กำลัง จะอภิปรายนี้ ผมไม่ได้โทษต่างชาติเลย แต่โทษหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของเราเองว่าที่ผ่านมา ปล่อยปละละเลยอย่างไร เพราะผมเชื่อว่ารัฐบาลต่างชาติ เขาไม่ยินดีให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ หากแต่ในทางกลับกัน เขาพร้อมช่วยเราแก้ไขปัญหาด้วยซ้ำ เพราะการไม่แก้ปัญหามีแต่จะทำให้ ความสัมพันธ์ระหว่างคน ๒ ชาติได้รับผลกระทบ ภาพลักษณ์ประเทศเสียหาย นักลงทุนดี ๆ ไม่อยากมาลงทุน ดังนั้นสิ่งที่ผมกำลังจะอภิปราย คือการอภิปรายนโยบายรัฐบาลล้วน ๆ เพื่อตั้งคำถามต่อรัฐบาลว่ารัฐบาลเข้าใจปัญหานี้จริงหรือไม่ จะแก้ปัญหาให้พี่น้องประชาชน อย่างไร และจะสำเร็จเมื่อใด ท่านประธานครับ ที่ผ่านมารัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้ความสำคัญกับปัญหานี้น้อยมาก ๑ ปีที่ผ่านมารัฐบาลแทบไม่ได้ทำอะไร แถมพอจะทำก็ยัง กล้า ๆ กลัว ๆ ดังที่อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้สัมภาษณ์เมื่อ ๙ สิงหาคม ๒๕๖๗ ว่าไม่เน้นการตอบโต้ เพราะอาจกระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ หวั่นกระทบการส่งออก ก็ต้องบอกว่าผู้ประกอบการเขาเอาที่ท่านให้สัมภาษณ์ไปคุยกันนะครับ เขาบอกว่า ปัดโธ่ เงอะงะมาเกือบปี พอจะทำอะไรทั้งทีนึกว่าจะมีความหวัง เห็นท่านให้สัมภาษณ์แบบนี้ ก็ใจแป้วนะครับ อย่างนี้ผู้ประกอบการไทยจะหวังพึ่งใครได้ และเพราะความปล่อยปละละเลย ที่ผ่านมา ทำให้ปีที่แล้วหรือปี ๒๕๖๖ ไทยขาดดุลจีนสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ๑.๓ ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น ๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี สิ่งนี้สะท้อนกับที่สภาอุตสาหกรรมมาให้ข้อมูลกับ คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ประเมินผลกระทบของสินค้าต่างชาติราคาต่ำ ว่ากระทบ มากถึง ๒๕ กลุ่มอุตสาหกรรม จาก ๔๖ กลุ่ม หรือเรียกว่าเกินครึ่ง เตรียมเจ๊ง โดยให้ข้อมูล ประกอบนะครับ ตั้งแต่ต้นปีนี้เป็นต้นมา โรงงานปิดตัวเฉลี่ยเดือนละ ๑๑๑ โรงต่อเดือน กำลังการผลิตในโรงงานหลายแห่งลดต่ำกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ หรือพูดง่าย ๆ จากที่เคยทำงาน ๓ กะ วันนี้เหลือกะเดียว ทั้งยังคาดการณ์นะครับ ถ้าปล่อยไว้ไม่ทำอะไร อุตสาหกรรมที่โดน ผลกระทบจะเพิ่มเป็น ๓๐ กลุ่ม เรียกว่า ๒ ใน ๓ ของอุตสาหกรรมประเทศไทยกำลังเตรียม โดนแน่ ๆ คำถามคือทั้งหมดนี้เกิดจากอะไร ที่ผ่านมาเราปล่อยปละละเลยที่ตรงไหน รัฐบาล คุณแพทองธารทราบหรือไม่ และเตรียมแก้ปัญหานี้อย่างไร ที่ผ่านมาผมสรุปสั้น ๆ นะครับ ทุนต่างชาติรุกคืบเศรษฐกิจไทยผ่าน ๓ องค์ประกอบ ๑. เราไปชวนเขามาเองครับ ชวนเขามาลงทุน หวังให้เข้ามาอุดหนุนผู้ประกอบการไทย แต่ที่ไหนได้เขามาขนมาทั้ง Supply Chain ตัวอย่างเช่น มาตรการส่งเสริมการลงทุน ในรถยนต์ไฟฟ้า หรือ EV ที่รัฐบาลหวังว่าค่ายรถจะมาซื้อชิ้นส่วนในประเทศ แต่ปรากฏเขาไม่ซื้อ หรือซื้อน้อยมาก ๆ ๒. ปัญหาสินค้าราคาต่ำจากต่างชาติ โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์ม ออนไลน์ ซึ่งเป็นหัวเรื่องหลักที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ และ ๓. ปัญหาธุรกิจ Nominee หรือเรียกแบบทางการว่าทุนต่างชาติที่เป็นตัวแทนอำพราง ท่านประธานครับ ในมิติที่ ๑ จากนโยบายรัฐบาล ผมเชื่อว่าเดี๋ยวทางรัฐบาลคงลุกขึ้นชี้แจงว่าทาง BOI มีการจัดงานแล้ว จับคู่ธุรกิจแล้ว เพื่อช่วยสร้างคำสั่งซื้อให้ผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ สร้างยอด Order ๒๐,๐๐๐ ล้านนะครับ ก็ต้องเรียนท่านประธานว่าผมไปถามผู้ประกอบการชิ้นส่วนยานยนต์นะครับว่า จริงไหม เขาก็บอกว่า ๒๐,๐๐๐ ล้านนี้มันมาจากการสำรวจเฉย ๆ หลังการจัดงาน เราไปถาม ค่ายรถว่าเขามีความสนใจจะซื้อชิ้นไหนไหม จากเจ้าไหน จำนวนเท่าไร ทั้งหมดนี้ยังไม่ใช่ยอด ซื้อจริง และจนถึงปัจจุบันผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ระบุว่ามูลค่าที่เกิดขึ้น จริงอยู่ที่เพียงหลักร้อยล้าน หรืออย่างมากไม่เกิน ๑,๐๐๐ ล้าน โดยมีเพียง ๒ ค่ายรถ EV ที่มีแนวโน้มใช้ Local Content หรือชิ้นส่วนภายในประเทศจริง ๆ แน่นอนครับ เพื่อนสมาชิก อาจสงสัย ไหนรัฐบาลกำหนดให้ต้องใช้ Local Content ทำไมยังบังคับไม่ได้ ก็ต้องอธิบายแบบนี้ จากเงื่อนไขรัฐบาลในปัจจุบัน ค่ายรถส่วนใหญ่ผลิตแค่แบตเตอรี่และเลือกชิ้นส่วน EV ๑ ชิ้น จากมอเตอร์ หรือ BMS หรือ CDU ก็เข้าเงื่อนไข ซึ่งแบตเตอรี่นี้ส่วนใหญ่ค่ายรถผลิตเอง ไม่ก็ให้บริษัทลูกเขาผลิต ส่วน BMS มันต้องทำอยู่แล้วเพราะมันอยู่ในแบตเตอรี่ และเมื่อเป็นเช่นนี้มันเลยไม่มีแรงจูงใจให้เขาไปซื้อชิ้นส่วนอื่น ๆ ภายในประเทศ

ถัดมาเป็นประเด็นสินค้าราคาต่ำจากต่างชาติ โดยเฉพาะผ่านแพลตฟอร์มที่วันนี้ ขายทุกอย่าง สากกะเบือยันเรือรบนะครับ เป็นเรื่องที่พูดกันมากในช่วงปีที่ผ่านมา และเอาจริง ภาคเอกชนที่ติดตามเรื่องนี้เขาพูดมาแล้ว ๒-๓ ปี จากรูปนี้ต้องขอบคุณข้อมูลของแบงก์ชาติ คนไทยบริโภคสินค้าจีนมากขึ้นทุกประเภท แต่ที่เพิ่มมาก ๆ คือกลุ่มสินค้าที่ไม่เน้นส่งออก ที่เน้นผลิตเพื่อขายในประเทศ หรือที่ผมวงกรอบไว้คือสีแดง ๆ เรียกว่าคนที่ได้รับผลกระทบ มากที่สุดคือผู้ประกอบการรายเล็ก รายน้อย หรือ SMEs ที่เน้นขายสินค้าราคาต่ำ พึ่งตลาด ในประเทศ กลุ่มนี้โดนผลกระทบมากสุดในมุมของผู้ประกอบการ ในมุมผู้บริโภคความน่ากลัว ก็คือวันนี้สินค้าจำนวนมากมันกระทบความปลอดภัย เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องสำอาง อาหารเสริม ร้ายแรงที่สุดวันนี้ ดังที่มีข่าวตรวจจับรถขนสินค้าจากต่างชาติ มีน้ำยาล้างไต สินค้าเหล่านี้ ถ้าเป็นของไทยต้องมี มอก. มี อย. เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค แต่พออยู่ในแพลตฟอร์ม สินค้าจำนวนมากไม่มีเลย แถมขนเข้ามาอย่างเสรี ไม่ใช่แค่สินค้าผ่านออนไลน์เท่านั้น ที่กำลังก่อปัญหา สินค้าผ่านช่องทางออฟไลน์ก็ด้วยเช่นกัน เช่น เรื่องร้องเรียนที่มาถึง คณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ที่ผู้ประกอบการกำลังได้รับผลกระทบจากเหล็กคุณภาพต่ำ ถูกนำเข้าภายใต้พิกัดที่สามารถเลี่ยงภาษีตอบโต้การทุ่มตลาด หรือ AD ส่งผลให้เกิด การแข่งขันที่ไม่เป็นธรรม กระทบคุณภาพของสินค้าเกี่ยวเนื่องในประเทศ พูดอย่างนี้อาจงง ผมจะเล่าให้ฟัง ตัวอย่างเช่น Metal Sheet หลายบ้านเราใช้ Metal Sheet ใช่ไหมครับ Metal Sheet ผลิตจากเหล็ก ถ้าเหล็กที่นำมาผลิตมีคุณภาพ Metal Sheet ก็มีคุณภาพไปด้วย เป็นสนิมยาก ทนทาน อายุการใช้งานนาน เขาบอกให้ลองสังเกตครับ เดี๋ยวนี้ Metal Sheet คุณภาพด้อยลง ผุพังไวขึ้น ถามว่าเพราะอะไร เพราะเหล็กที่เอามาผลิตมันมีคุณภาพต่ำลง Metal Sheet ก็มีคุณภาพต่ำลงไปด้วย แน่นอนประชาชนในฐานะผู้บริโภคไม่มีทางรู้เลยครับ คุณภาพเป็นอย่างไร ตัดสินใจที่อะไรครับ ราคา ราคาถูกกว่านิดหน่อย แต่คุณภาพ อาจจะแย่กว่ามาก ๆ ทั้งหมดนี้จึงกระทบทั้งผู้ประกอบการเหล็ก ผู้ผลิตสินค้าเกี่ยวเนื่อง ส่งผลต่อคุณภาพสินค้า ส่งผลต่อประโยชน์ของประชาชน ทั้งหมดนี้ที่ผมพูดมาให้ฟัง เพื่อสะท้อนว่าปัญหาสินค้าจากต่างชาติราคาต่ำ ทั้งผ่านออนไลน์และออฟไลน์ส่งผลลึกซึ้ง ต่อเศรษฐกิจ คุณภาพชีวิตคนไทย และที่สำคัญที่พูดมา เงินมันไหลออกไปต่างประเทศทั้งหมด

มิติที่ ๓ เรื่อง Nominee ปัจจุบันปัญหา Nominee เกิดขึ้นในทุกธุรกิจทุกพื้นที่ เหมือนที่เราเห็นข่าวทุกวัน ไล่ตั้งแต่ร้านอาหาร ท่องเที่ยว เกษตร ขนส่ง อสังหาริมทรัพย์ สถาบันการศึกษา ผับ บาร์ ครอบคลุมตั้งแต่เหนือ กลาง ใต้ ตะวันออก ตะวันตก กรุงเทพมหานคร ตอนนี้น่าคิดนะครับ เหลือธุรกิจอะไรที่ยังไม่มี Nominee มาทำบ้าง ถ้ามี อาจมีแต่ธุรกิจที่ได้สัมปทานจากรัฐ เหล้า เบียร์ โรงไฟฟ้า ห้างปลอดภาษีหรือเปล่าที่วันนี้ ยังรอดจาก Nominee แต่ธุรกิจรายเล็ก รายน้อย ของลูกชาวบ้าน โดน Nominee กินเรียบ ประชาชนของพวกเราทั้งนั้น ที่อยากยกตัวอย่างให้เห็นความรุนแรง เช่น ในภาคเกษตร ที่วันนี้ Nominee รุกไปในหลายสินค้า อาจเพราะบ้านเราดินดี อากาศดี ผลไม้มีคุณภาพ เขาเลียนแบบยาก เขาก็เลยมาปลูก มารับซื้อในบ้านเราเลย เช่น ลำไย วันนี้ลำพูนมีล้งลำไย ๕ เจ้า ชาวบ้านบอกเป็นของทุนต่างชาติ ซึ่งคาดว่าเป็นเครือข่ายเดียวกันทั้งหมด ปีหนึ่งลำพูน ผลิตลำไย ๒๐๐,๐๐๐ ตัน มากที่สุด ๔๐๐,๐๐๐ ตัน คิดง่าย ๆ ถ้าเขารวมกันกดราคา เอาแค่กิโลกรัมละบาทเดียว จะทำให้รายได้เกษตรกรลำไยในลำพูนหายไปแล้วปีละ ๔๐๐ ล้านบาท นี่คือความเสี่ยงระยะยาว หรือตอนนี้ที่เราเห็นข่าวชาวต่างชาติกว้านซื้อที่ดิน จำนวนมากไปปลูกเองแล้วครับ

อีกกรณีคือธุรกิจขนส่ง สหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย ยื่นข้อร้องเรียนถึงคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจว่า ปัจจุบันมีรถบรรทุกจากต่างชาติ โดยเฉพาะจากจีนเข้ามาวิ่งในไทยร่วม ๑๐,๐๐๐ คัน รถเหล่านี้ขนสินค้าที่สั่งผ่านแพลตฟอร์ม วันหนึ่งเข้ามาในประเทศหลายแสนชิ้น ไม่มีมาตรฐาน ราคาต่ำ ทำลายผู้ประกอบการไทย โดยวิธีการคือต่างชาติมาซื้อหัวบริษัทไทย ไม่ก็ตั้งบริษัทเอง โดยหา Nominee มาถือทั้งหมด เพื่อให้ได้ใบอนุญาตขนส่งถูกกฎหมาย

สุดท้ายยังมีเรื่องร้องเรียนว่าวันนี้เราเสียเปรียบที่รถจากลาว ซึ่งมาจากจีน วิ่งมาไทยได้ แต่รถจากไทยข้ามไปลาวไม่ได้ ทั้งหมดนี้ผู้ประกอบการประเมินว่าหากรัฐบาล ยังไม่ทำอะไรภายใน ๕ ปี ระบบขนส่งของไทยจะโดนครอบครอง หรือครอบงำ โดยรถ และทุนต่างชาติที่โดนกระทบแล้ว ตอนนี้คาดการณ์ว่าประมาณ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ของกิจการ ที่ปิดตัวไปแล้ว หรือกำลังจะปิดตัว ท่านประธานครับ เพื่อนสมาชิกที่เคารพ การผูกขาด ในธุรกิจขนส่งของ Nominee ต่างชาติเสี่ยงก่อผลกระทบร้ายแรงระยะยาวในการรุกคืบ ธุรกิจไทย ตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ เช่น ตอนเริ่มต้นเข้ามาเขาอาจแค่ซื้อผลไม้นะครับ ต่อมาเขาขยายไปทำล้ง ทำล้งเสร็จ ทำส่งออกเอง ส่งออกเสร็จ ซื้อรถมาวิ่งเองเลยดีกว่า พอมีรถแล้วทำอย่างไร ทำขนส่งด้วย สุดท้ายคิดไปคิดมาย้อนไปซื้อที่ดินทำสวนเลยดีกว่า เรียกว่ากินเรียบตั้งแต่หัวยันหาง ท่านประธานลองคิดดูนะครับ ถ้าวันหนึ่งเขาฮั้วกัน ล้งฮั้วกำหนดราคารับซื้อสินค้าเกษตร ขนส่งฮั้วกันกำหนดอัตราค่าขนส่ง จะอันตราย ต่อเศรษฐกิจไทยและผู้ประกอบการไทยขนาดไหน ทั้งหมดนี้สุดท้ายประเทศเราจะกลายเป็น ท่องเที่ยวศูนย์เหรียญ ขนส่งศูนย์เหรียญ เกษตรศูนย์เหรียญ อะไร ๆ ก็ศูนย์เหรียญไปหมด สุดท้ายกระทบอะไรครับ กระทบการจ้างงานของพี่น้องคนไทย ประเมินคร่าว ๆ เอาแค่ เรื่องอุตสาหกรรมยานยนต์ มีความเป็นไปได้ว่าจะกระทบแรงงานที่เกี่ยวข้องกว่า ๗๐๐,๐๐๐ คน ในอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์

ในประเด็นสินค้าจากต่างชาติราคาต่ำ สภาอุตสาหกรรมประเมินว่าตั้งแต่ต้นปี กิจการที่เจ๊ง ๆ ไป มีแรงงานตกงานแล้วประมาณ ๑๘,๐๐๐ คน ในส่วนผลกระทบของ Nominee ไม่ต้องอธิบายมาก เห็นข่าวทุกวัน ธุรกิจเหล่านี้จ้างคนของชาติเขาเอง ทั้งร้านอาหาร กิจการท่องเที่ยว สุดท้ายหนีไม่พ้นแย่งงานคนไทย นี่คือภาพที่คุ้นตาอยู่แล้ว แต่วันนี้มากไปกว่านั้นนะครับ ถ้าเราลองไปดูในพื้นที่เขตอีอีซี หลายโรงงานจ้างคนต่างชาติ เข้ามาทำงานในสายการผลิตแล้ว หลายครั้งด้วยเหตุผลเป็นทักษะเฉพาะ เพราะเครื่องมือ อุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นภาษาต่างชาติ ซึ่งถ้าเอาแค่นี้ผมเรียนตามตรงสุดท้ายจ้างต่างชาติหมด เพราะพอไปดูคู่มือ โปรแกรมคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์ต่าง ๆ เป็นภาษาต่างชาติทั้งสิ้น นี่ยังไม่นับจ้างไปยันแม่บ้าน หรือ รปภ. ปัจจุบันคาดว่ามีแรงงานต่างชาติ เช่น แรงงานจีนกว่า ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ คน ในพื้นที่อีอีซี ซึ่งถ้าไปดูตัวเลขของทางการจะพบว่าต่างกันมาก อย่างเช่น ผมไปดูข้อมูลจากสำนักงานแรงงานจังหวัดระยองจะเจอแค่ ๒,๗๐๐ คน ท่านประธานครับ ที่พูดมาร้ายแรงพอหรือยัง ยังไม่หมดครับ สถานการณ์ทั้งหมดที่พูดไป กำลังหนักขึ้นจาก ๕ ปัจจัยเหล่านี้ที่รัฐบาลปล่อยปละละเลย ๑. Application รับชำระเงิน ต่างชาติ ตอนนี้รัฐบาลทราบหรือไม่ ถ้าไปดูร้านค้าในแหล่งท่องเที่ยวหลายแห่ง QR Code ที่ให้ Scan Scan ปุ๊บเงินมันไหลไปบัญชีธนาคารในต่างประเทศเลย เรียกว่าที่นักท่องเที่ยว มาประเทศไทยเยอะ ๆ ที่เราภูมิใจนักหนา รัฐบาลต้องไปดูว่าวันนี้เงินมันอยู่ในประเทศเราแค่ไหน หรือขนส่งจากต่างชาติ ปัจจุบันมีขนส่งผิดกฎหมายทั้งที่มีใบอนุญาตจากกรมการขนส่ง หรือ Nominee ขนสินค้าราคาต่ำ คุณภาพไม่ได้มาตรฐานเข้ามาบ้านเราง่ายมาก ในภาพ คือโฆษณาอัตราค่าบริการ ที่น่าสนใจคือมันมี Rate ทั่วไปช่องซ้ายสุด ช่องกลาง Rate ของต้องมี อย. มอก. อีกราคาหนึ่งแพงขึ้นมาหน่อย รวมถึงช่องขวาสุด Rate พิเศษ คือของ ที่มีปัญหาเรื่องเครื่องหมายการค้า ลิขสิทธิ์ต่าง ๆ เขาโฆษณาเลยว่าใช้เวลาส่งไม่เกิน ๗ วัน ถัดมาครับ การใช้ Visa ผิดประเภท ปัจจุบันมีแรงงานจำนวนมากใช้ Free Visa ใช้ Visa นักเรียน นักศึกษาไปทำงานเหมือนอย่างที่เราเห็นข่าวเยอะแยะไปหมด ในการตรวจจับ พบการใช้ Visa ผิดประเภท ปัจจัยถัดมาที่สำคัญมาก ๆ คือ ปัจจัยเรื่องสำนักงานบัญชี หรือสำนักงานทนายความ ท่านทราบหรือไม่ครับ ปัจจุบันพบว่าสำนักงานบัญชี หรือสำนักงานทนายความคือตัวดี หรือตัวการสำคัญในการจัดตั้งธุรกิจ Nominee ปีที่แล้ว กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจพบ ๒ สำนักงานบัญชีหรือสำนักงานทนายความช่วยจัดตั้งบริษัท มากกว่า ๒๐๐ บริษัท จากรูปที่ผมนำมาแสดงคือโฆษณารับจดทะเบียนบริษัทในไทย นอกจากบอกรายการเอกสารที่ต้องใช้ ผมยังชอบนะครับ ที่มีคำแนะนำตรงวงสีแดง ๆ ที่ผมวงไว้ เขาแนะนำว่าเพื่อให้ถูกกฎหมาย คุณไปหามาเลยนะกรรมการคนไทย ๒ คน ให้คนหนึ่งถือ ๔๘ เปอร์เซ็นต์ อีกคนถือ ๓ เปอร์เซ็นต์ ส่วนคุณที่เป็นคนต่างชาติถือ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ ทำอย่างนี้จะได้ถูกกฎหมาย คือรวมกันแล้วคนไทยถือ ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คนต่างชาติถือ ๔๙ เปอร์เซ็นต์ แต่คุณซึ่งเป็นคนต่างชาติยังเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ที่สุด แนะนำดีจริง ๆ One Stop Service ถัดมาครับ Super Application คล้าย ๆ อย่างที่เรา ชอบฟังว่ามี Super Application ตอนนี้เรามี Super Application ต่างชาติ สั่งอาหาร ของใช้ มีบริการ Delivery จ่ายเงินเสร็จสรรพใน Application เดียว โอนเงินไปต่างประเทศ เรียบร้อย บางทีคนส่งของเป็นคนต่างชาติด้วยซ้ำ ในเขตพื้นที่ สส. ของผม ภูเก็ตชัดเจน Application เหล่านี้กำลังสร้างสิ่งที่เรียกว่าระบบนิเวศใหม่ อำนวยความสะดวกให้คนต่างชาติ กิน Shop ใช้ เสร็จใน Application เดียว ซื้อของกิน ของใช้ ในกลุ่มผู้ประกอบการเครือข่าย ตัวเอง ทั้งหมดนี้คือการปล่อยปละละเลยของรัฐที่ผ่านมา ทั้งจากความไม่รู้ ความไม่เอาใจใส่ รวมถึงการทุจริตคอร์รัปชัน จนทำให้ปัจจัยเหล่านี้หนักหนาขึ้น ซ้ำเติมปัญหาสินค้าราคาถูก และ Nominee จากสถานการณ์ทั้งหมดนะครับ ไม่ต้องแปลกใจทำไมเศรษฐกิจไทยถึงไม่ดี เพราะเงินมันไหลออกจากประเทศไทยไปต่างชาติทั้งหมด ผู้ประกอบการไทยแข่งยาก แข่งไม่ได้ ต้องปิดตัว ผู้บริโภคไทยเสี่ยงอันตรายจากสินค้าคุณภาพต่ำ แรงงานไทยถูกแย่งงาน ในระยะยาว เมื่อผู้ประกอบการไทยตายไปหมดแล้ว โครงสร้างเศรษฐกิจในประเทศ ก็ถูกผูกขาดจากธุรกิจต่างชาติแพลตฟอร์ม ออนไลน์ ขึ้นค่าธรรมเนียมได้ไม่จำกัด กรณีเป็นคนขาย เขาก็เป็นเจ้าตลาดกำหนดราคาได้ ถ้าเขาเป็นคนซื้อ เขาก็ผูกขาด กำหนด ราคารับซื้อได้ สุดท้ายยังสร้างความแตกแยกระหว่างคน ๒ ชาติ เป็นแหล่งอาชญากรรม เป็นแหล่งเงินทุนผิดกฎหมาย เป็นศูนย์กลางการฟอกเงิน เราอยากเห็นอย่างนี้หรือรอจน สถานการณ์แย่และรุนแรง ขณะนี้ผ่านไป ๑ ปี รัฐบาลก็รู้ตัวออกมาตรการมา ๕ ข้อ ๖๓ แผนปฏิบัติการตามมติคณะรัฐมนตรี ๓ กันยายน ๒๕๖๗ มาตรการ ๕ ข้อนี้สมควรถูก อภิปรายในการแถลงนโยบายวันนี้ เนื่องจากล่าสุดรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ท่านใหม่ ก็ให้สัมภาษณ์ว่าเรื่องของสินค้าจีน ซึ่งทะลักเข้ามาในไทยมาก ต้องดูว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร ตอนนี้มีหลายมาตรการออกมาต้องดูว่าสามารถแก้ไขได้หรือไม่ ถ้าไม่ได้ก็ต้องออกมาตรการเพิ่ม และจะออกมาตรการอย่างไร เรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรี จาก ๕ มาตรการ ดังกล่าว อ่านผ่าน ๆ ดีทุกข้อ แต่ผมไปศึกษามาให้แล้ว สรุปคำถามมาให้ท่าน ๕ ข้อ ที่ท่านต้องตอบให้ได้ ท่านถึงจะแก้ปัญหานี้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นที่ท่านบอกว่าเป็นเรื่องเร่งด่วน ที่จะทำทันที ไม่มีวันสำเร็จครับ

คำถามแรก เรื่องการตรวจจับสินค้าไม่มีมาตรฐาน หรือ มอก. ปีที่แล้วทั้งปี ปี ๒๕๖๖ สมอ. ดำเนินคดียึดอายัดสินค้าได้เท่าไรท่านทราบไหมครับ ๒๐๐ ล้านบาท เคยเอาตัวเลขนี้ให้ภาคเอกชนดู เขาส่ายหน้าเลยนะครับ เขาส่ายหน้าเพราะอะไร เพราะตลาด e-Commerce มูลค่าปีหนึ่งเป็นแสนล้านบาท แต่ตรวจอายัดได้ปีละ ๒๐๐ ล้านบาท มันน้อยมาก ดังนั้นที่ท่านบอกให้ตรวจเพิ่ม ต่อให้ตรวจเพิ่ม อายัดเพิ่ม ๑ เท่า หรือ ๒ เท่า เป็น ๔๐๐ ล้านบาท หรือ ๖๐๐ ล้านบาท มันก็นับว่าน้อยอยู่ดี ถามว่าเพราะอะไร ก็เพราะว่า ปัจจุบันทั้ง สมอ. มี มอก. บังคับ มอก. ก็บังคับคืออะไร คือ มอก. ที่ราชการสามารถ ไปยึดอายัดดำเนินคดีได้เพียง ๑๔๔ มาตรฐาน ท่านก็ไปสั่งเขาอีก บอกให้เร่งเพิ่มให้มากที่สุด คำถามคือทำอย่างไรครับ ในเมื่อ สมอ. ก่อตั้งมาตั้งหลายปีเพิ่งมี ๑๔๔ มาตรฐาน วันนี้ ท่านไปบอกให้เขาเร่งเพิ่ม คำถามคือมันจะเพิ่มทันกับปัญหาหรือไม่ นอกจากนี้ สมอ. ยังชี้แจง ในคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจอีกว่าเขาไม่มีอำนาจดำเนินการกับผู้สั่งซื้อสินค้าตรง จากแพลตฟอร์มต่างประเทศ ท่านจะทำอย่างไร หรือประเด็นที่ท่านให้กรมศุลกากรเพิ่มอัตรา การเปิดตู้สินค้า คำถามคือเพิ่มเท่าไร เพราะศุลกากรก็พูดมาตลอดปัจจุบันสุ่มตรวจที่ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งมากกว่าค่ามาตรฐานอยู่แล้ว ดังนั้นเป้าหมายที่บอกให้เปิดเพิ่มนี้ เปิดเพิ่มเท่าไร แล้วมันจะแก้ปัญหาได้จริงไหม และยังมีเรื่องภาษีเหมา ที่วันนี้ภาษีเหมาทำให้ ไม่ต้องเปิดตู้สินค้า ท่านจะแก้เรื่องนี้อย่างไร

อีกประเด็นคือเรื่องคลังสินค้าทัณฑ์บน ซึ่งเป็นพื้นที่สำหรับเก็บสินค้า เพื่อส่งออกโดยไม่ต้องเสียภาษี ปัจจุบันเอกชนแจ้งว่ามีความเสี่ยงที่สินค้าเหล่านี้ถูกลักลอบ เอาออกมาขายในประเทศโดยไม่จ่ายภาษีด้วย ท่านจะแก้อย่างไร นอกจากนี้ยังมีตัวอย่าง เรื่องการเปิดตรวจตู้ผลไม้แช่แข็งที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ต้องเปิดตู้พร้อมกรมศุลกากร เพื่อน สส. ของผมในนามคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ ไปตรวจเยี่ยมด่านท่าเรือแหลมฉบัง ก็เจอความโบ๊ะบ๊ะ พบว่ากระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เซ็นไว้ก่อนแล้ว ก่อนตัดหมุดเปิดตู้เสียอีก ช่องว่างเหล่านี้ละครับ คือรายละเอียดที่แฝงอยู่ ในมาตรการที่ท่านต้องตอบให้ได้ ถ้าไม่ได้ ท่านไม่มีวันสกัดสินค้าคุณภาพต่ำสำเร็จ

คำถามถัดมา เรื่องเกี่ยวกับปัญหา Nominee ท่านประธานครับ จากที่เราคุยกัน ถึงเรื่องปัญหา Nominee ว่าแพร่หลายขนาดไหน ข่าวออกทุกวันท่านทราบไหม ปี ๒๕๖๖ ทั้งปี เราจับได้กี่ราย ปี ๒๕๖๖ ทั้งปี กรมพัฒนาธุรกิจการค้าตรวจพบพฤติกรรมที่เข้าข่าย เป็น Nominee ๘ ราย อะไรมันจะน้อยขนาดนั้น แล้วใน ๘ ราย ส่ง DSI สืบสวนขยายผล กี่รายท่านทราบไหมครับ ๒ ราย เป็นสำนักงานบัญชีหรือสำนักงานกฎหมายที่มีชื่อ เป็นผู้ถือครองหุ้นถึง ๒๖๗ บริษัท นี่แค่ ๒ รายนะครับ ถือครองหุ้นไป ๒๖๗ บริษัท คำถาม คือเป็นไปได้อย่างไร เราเห็น Nominee ทั่วบ้านทั่วเมืองขนาดนี้ แต่จับได้ ๒ ราย ผมก็พยายามสอบถามกรมพัฒนาธุรกิจการค้า เขาก็ชี้แจงพบช่องโหว่มากมาย กรมแจ้งว่า ส่งหนังสือขอเอกสารงบการเงินไป ๔๐๐ บริษัทเพื่อตรวจสอบ แต่มีแค่ ๒๐๐ บริษัทส่งกลับมา ผมถามที่ไม่ส่งทำอย่างไร เขาบอกที่ไม่ส่งกรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็ทำได้เพียงโทษปรับหลักพัน ประมาณ ๒,๐๐๐ บาท แล้วก็บันทึกในหนังสือรับรองบริษัทว่าบริษัทนี้ไม่ส่งงบการเงินมาให้ โอ้ จิ๊บจ๊อยมากนะครับโทษแบบนี้ เขาเลยไม่กลัว และเมื่อส่งเรื่องไปหน่วยงานอื่น กรมพัฒนาธุรกิจการค้าก็ไม่มีอำนาจไปติดตาม เช่น เมื่อสักครู่เราว่าเจอพฤติกรรมเข้าข่าย Nominee ๘ ราย ส่งไป DSI ๒ ราย ถามอีก ๖ รายไปไหน เขาบอกส่งให้ตำรวจท้องที่สืบต่อ พอถามว่าแล้วผลเป็นอย่างไร เขาบอกตอบไม่ได้แล้ว เพราะเกินอำนาจของกรมพัฒนา ธุรกิจการค้าไปแล้ว และสุดท้ายแน่นอนครับหงายไพ่ บอกด้วยความจำกัดของเจ้าหน้าที่ ก็ต้องเห็นใจจริง ๆ นะครับ เขาบอกทั้งกรมมีผู้ที่ดูแลเรื่องนี้ ๖ คน ฟังแล้วน่าเศร้าใจไหมครับ จากที่ผมไล่เรียงปัญหาให้ฟังทั้งหมดนะครับ สรุปปัญหาของ Nominee ในการจับตรวจสอบต่าง ๆ สรุปสั้น ๆ ง่าย ๆ ก็คือตรวจน้อย โทษเบา คืบหน้าช้า คนทำผิดจึงลอยนวล ส่งผลให้ไม่เกิดความเกรงกลัว และเมื่อคนไม่กลัว ทุนเทาไม่กลัว ก็จึงทำกันเป็นล่ำเป็นสัน ใครอยากทำก็ทำ ประเทศไหนไม่สะดวก ประเทศนี้ สะดวก อยากเรียนผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า วันนี้ในความรู้สึกของคนไทย จำนวนมาก เขากำลังเปรียบเทียบกับการทำงานของสรรพากร ที่คนไทยรู้สึกทำงานดีมาก เวลาตรวจสอบภาษีกิจการคนไทยเก่งมาก ไวมาก รู้หมด ขายของกี่ชิ้น ชิ้นเล็กชิ้นน้อย นับชามก๋วยเตี๋ยว นับไม้หมูสะเต๊ะ คนทำห้องเช่า ไปวัดจากค่าน้ำ ค่าไฟ เทียบรายได้ ขายของออนไลน์ก็ไปรู้ว่าเขาขายได้เท่าไร แต่พอมาเทียบกับกรณี Nominee ที่คนต่างชาติ ทำผิดกฎหมายในบ้านของเราเอง ทำไมถึงช้านัก ประสิทธิภาพถึงต่างกันมากขนาดนี้

คำถามที่ ๓ ในการกำกับแพลตฟอร์มต่างชาติ ทั้งประเด็นให้มีสำนักงานในไทย และจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มหากขายสินค้า กรณีกำกับแพลตฟอร์มให้มีสำนักงานในไทยนี้ ก็ไม่ทราบว่ากฎหมายเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม ดิจิทัลถึงไหนแล้ว และจะเสร็จเมื่อไร เพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการกำกับมักอ้างว่ารอกฎหมายนี้ ขณะเดียวกัน ETDA สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์เคยชี้แจงต่อคณะกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจว่า เคยเสนอเรื่องนี้แล้ว แต่กระทรวงพาณิชย์บอกอาจขัดต่อข้อตกลงหรือมาตรฐานการค้า ระหว่างประเทศ ก็อยากได้คำตอบครับ สรุปขัดหรือไม่ขัด ทำได้จริง ๆ หรือเปล่า และถ้าแพลตฟอร์มละเลย ยังปล่อยให้มีสินค้าไม่มี อย. มอก. อยู่ สามารถลงโทษ เช่น ปิดแพลตฟอร์มได้หรือไม่ หรืออย่างเรื่องขายของต้องจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม คำถามคือ ถ้าเขาไม่จดจะทำอย่างไร เช่น ปัจจุบันเรามีภาษีที่เรียกว่า VAT on Electronics Service อยู่แล้ว ซึ่งภาคเอกชนคาดการณ์ว่าแพลตฟอร์มต่างชาติยังมาจดไม่ครบ และที่จดแล้ว มีแนวโน้มแจ้งรายได้ต่ำกว่าความจริง ทำให้รัฐเก็บภาษีได้ต่ำกว่าความจริงหายไปกว่าครึ่ง จะทำอย่างไร

คำถามที่ ๔ ให้กรมการค้าต่างประเทศอำนวยความสะดวกผู้ประกอบการ ในการใช้มาตรการตอบโต้ทางการค้า ทั้ง AD AC SG ซึ่งก็เป็นมาตรการตอบโต้ทางการค้า ระหว่างประเทศ คำถามคือจะทำอย่างไร แก้ไขได้จริงหรือไม่ ในช่วงต้นผมเล่าเรื่องร้องเรียน ที่มีต่อคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ กรณีเหล็กที่พอเจือโบรอนเข้าไป ผู้นำเข้า ก็สามารถเลี่ยงไปใช้พิกัดที่ทำให้ไม่ต้องโดนภาษี AD ได้ สิ่งนี้สะท้อนว่าเอาเข้าจริง ผู้ผลิตต่างชาติ ผู้นำเข้าก็มีโอกาสหลบเลี่ยงมาตรการที่ท่านออกมา รัฐจะแก้ปัญหานี้อย่างไร เอาแค่เรื่องเหล็ก เจือโบรอนนี้ท่านจะแก้อย่างไร ถามไปหน่วยงานไหน กรมการค้า ต่างประเทศ ศุลกากร สมอ. ทุกหน่วยตอบทำครบหมดแล้ว ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ ของตัวเอง นี่ขนาดผู้ประกอบการเขายอมลำบาก เขาช่วยเหลือตัวเองรวบรวมข้อมูลสู้ไม่ถอย ร้องไปทุกที่ วันนี้เขาก็ท้อแล้ว ผู้ประกอบการอื่นที่เขาไม่รู้ เขาไม่เข้าใจกฎหมาย ไม่สามารถ ดำเนินการด้วยตนเองได้ไม่ต้องพูดถึง นี่ครับข้อมูลที่เขารวบรวมมา และเขาส่งมาที่กรรมาธิการ ถ้าท่านจะช่วยให้คนมารับไปแก้ไขหน่อยก็ยินดียิ่งนะครับ

คำถามที่ ๕ คือท่านบอกท่านจะช่วยเหลือ SMEs ขยายการส่งออกผ่าน e-Commerce คำถามคือทำอะไร ต่างจากที่ผ่านมาอย่างไร ซึ่งตามแผนนี้ สสว. ได้รับมอบหมาย ให้เป็นหน่วยบูรณาการแผนงาน และส่งเสริมพัฒนาความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ก็น่าสนใจ เพราะที่ผ่านมา สสว. มีโครงการสร้างความพร้อมให้ SMEs ที่เน้นเรื่อง ความเป็นสากล หรือ Global จำนวนมาก แต่จากการประเมินพบว่าความคุ้มค่าต่ำกว่า งบประมาณที่ใช้หลายโครงการ คำถามคือแล้ว สสว. จะทำอะไรให้ดีกว่าเดิม หรืออย่างเรื่อง การขยายส่งออกสินค้าผ่าน e-Commerce ท่านจะทำอะไร เพราะที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ ก็โฆษณามาตลอดว่าทำอยู่แล้ว หรือท่านทราบหรือไม่ ถ้าวันนี้ไปเปิดแพลตฟอร์ม Shopping ต่างชาติดู ท่านจะพบว่าท่านเจอสินค้าไทยจำนวนมาก แต่ไม่แน่ว่าเป็นของคนไทยหรือเปล่า ตัวอย่างครับ ยาดม คนต่างชาติชอบมาก วันนี้ถ้าไปดูบนเว็บไซต์ขายของต่างชาติจะเจอสิ่งนี้ ขายยาดมโป๊ยเซียนที่เรารู้จัก แต่พอซูมดูใกล้ ๆ กลายเป็นท่อเทพ ๘ เซียน ก็ไม่แน่ใจ ว่าส่งมาจากสวรรค์ชั้นไหน มีสินค้าเหล่านี้บนแพลตฟอร์มต่างชาติเต็มไปหมด กางเกงมวย Soft Power ที่รัฐบาลภูมิใจนักหนา สุดท้ายคนอยากซื้อไม่แน่ใจว่าเงินจะเข้ากระเป๋าใคร เอาแค่เรื่องพวกนี้ก่อน ยังไม่ต้องพูดถึงเอาสินค้าไปบุกว่าจะทำอย่างไร ทำอย่างไร ถึงจะปกป้องผู้ประกอบการเหล่านี้ได้ เริ่มจากตรงนี้ ไม่อย่างนั้นผู้ประกอบการต่อให้เก่งแค่ไหน ทำของมาดีขนาดไหน รัฐบาลไปช่วย Promote ขนาดไหนสุดท้ายเงินไม่เข้าเราสักบาท หรือล่าสุดกรณีร้านเผ็ดมาร์คที่เพิ่งเป็นประเด็นไม่กี่วันนี้ ร้านเผ็ดมาร์คคือร้านอาหาร ที่ต่างชาติชื่นชอบ เจ้าของธุรกิจเพิ่งออกมา Post บอกว่าอะไร ร้านเขามีแค่ ๒ สาขา ในเมืองไทย ที่เห็นเหมือนเป๊ะ ๆ ในต่างประเทศ ตั้งแต่จานข้าวยันป้ายร้าน มันไม่ใช่ของเขา พูดแล้วเหมือนเรื่องตลกนะครับ แต่เศร้ามาก ท่านลองคิดถึงว่าถ้าท่านเป็นเจ้าของกิจการ เรื่องพวกนี้รัฐบาลควรรีบเข้าไปจัดการ ทั้งหมดคือ ๕ คำถามที่รัฐบาลต้องตอบ เพื่อให้ ประชาชนมั่นใจว่ามาตรการที่ท่านออกมาเอาปัญหาอยู่จริง ๆ รวมถึง ๕ ปัจจัยสนับสนุน ที่ผมสรุปมาให้ทั้ง Application โอนเงินไปต่างชาติ ขนส่งผิดกฎหมาย ใช้ Visa ผิดประเภท สำนักงานบัญชีหรือสำนักงานทนายความที่ให้การสนับสนุน Nominee และ Application เบ็ดเสร็จของธุรกิจต่างชาติ ท่านต้องไปตัดวงจรปัญหาให้ได้ สุดท้ายรัฐบาลต้องถอดบทเรียนครับ ในต่างประเทศหลายประเทศมีมาตรการปกป้องผู้ประกอบการ ในสหรัฐอเมริกา ก็ออกมาตรการมา อินโดนีเซียก็ออกมาตรการออกมา เราควรพิจารณาแล้วว่าเราควรจัดการ เรื่องภาษี เพื่อป้องกันผู้ประกอบการ เพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการของเราอย่างไร

คำถามสุดท้ายที่ประชาชนและภาคประชาชนฝากถามมานะครับ คือสิ่งที่ท่าน ระบุไว้ในคำแถลงนโยบายว่าจะปกป้องผลประโยชน์ของผู้ประกอบการไทย คำถามคือกี่โมง

ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกครับ ที่ผมอภิปรายมาทั้งหมด เพื่อชี้ให้เห็นว่า ปัญหาสำคัญของเรื่องนี้คือการปล่อยปละละเลยของรัฐบาลและหน่วยงานเราเอง จนทำให้ สถานการณ์รุนแรง เลวร้าย ผมยังเชื่อว่ารัฐบาลต่างชาติที่เกี่ยวข้องเขาพร้อมช่วยแก้ปัญหา เพื่อให้การค้าและเศรษฐกิจของทั้ง ๒ ประเทศเกิดประโยชน์ร่วมกันสูงสุด ดังนั้น ผมและพรรคประชาชนหวังว่ารัฐบาลจะให้ความสำคัญเร่งแก้ปัญหาสินค้าต่างชาติราคาต่ำ และธุรกิจ Nominee ตลอดจนตอบข้อซักถามในประเด็นต่าง ๆ ที่ผมตั้งไว้ ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณนิกร โสมกลาง ขอเวลา ๑๕ นาทีครับ

นายนิกร โสมกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม นิกร โสมกลาง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครราชสีมา เขต ๘ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมจะขอร่วมอภิปรายสนับสนุนนโยบายของ คณะรัฐมนตรีสักเล็กน้อย

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าตอนนี้ประเทศไทยอาจเป็นประเทศที่ทาง World Bank จัดอยู่ในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้ว ไม่ใช่เป็นประเทศที่กำลังพัฒนาอย่างที่เราคุ้นเคยกัน และขนาดเศรษฐกิจของเรานั้นอาจจะใหญ่กว่าไต้หวัน และติด Top ๒๐ ของโลกด้วยซ้ำไป ติดอยู่นิดเดียวครับ ติดอยู่ที่ตัวเลขที่ผมได้กล่าวมานั้น แม้จะเป็นตัวเลขกิจกรรมทางเศรษฐกิจ ของประเทศเราตอนนี้จริง ๆ แต่ก็ไม่ใช่ตัวเลขที่เป็นทางการทั้งหมด ขนาดเศรษฐกิจของเรา ที่ถูกบันทึกไว้อย่างเป็นทางการนั้น เป็นเพียงครึ่งเดียวของกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น ในประเทศไทย ใช่ครับ อาจจะเรียกได้อย่างเต็มปากว่าเรามีระบบเศรษฐกิจขนาดมหึมา อยู่ครึ่งหนึ่ง ซึ่งเรียกกันว่าเศรษฐกิจเงาครับ เศรษฐกิจเงา หรือเศรษฐกิจใต้ดินนี้ ชื่ออาจจะฟังดู เป็นสิ่งที่ผิดกฎหมาย แต่ต้องขอกราบเรียนว่าไม่ใช่เสมอไปครับ เศรษฐกิจเงา หมายถึง เศรษฐกิจที่ไม่ได้ถูกบันทึกลงในฐานข้อมูลของทางการ อาจจะถูกกฎหมาย หรือผิดกฎหมายก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น ร้านก๋วยเตี๋ยวข้างทาง เกษตรกรรับจ้างทำนา หากไม่ได้แจ้งลงทะเบียนภาษีกับรัฐ ก็นับว่าเป็นเศรษฐกิจเงาเช่นเดียวกันครับ หรือในส่วนธุรกิจใต้ดิน อย่างเช่น บ่อนการพนัน หวยใต้ดิน สิ่งเหล่านี้ก็นับว่าเป็นธุรกิจเงาเหมือนกัน ท่านประธานครับ ถ้าถามว่า ขนาดเศรษฐกิจเงาของไทยใหญ่ขนาดไหน ผมไปดูรายงานเรื่อง Informal Sector ของธนาคารโลก เห็นว่าประเทศไทยมีขนาดเศรษฐกิจเงาอยู่ที่ ๔๘.๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี สูงกว่าค่าเฉลี่ยของทั้งโลกอยู่ที่ ๓๒.๗ เปอร์เซ็นต์ สูงเป็นอันดับที่ ๑๔ ของโลก อันดับ ๒ ของอาเซียนแรงงานของไทยกว่า ๕๑ เปอร์เซ็นต์ ที่ทำงานอยู่ในระบบเศรษฐกิจเงานี้ ไม่สามารถเข้าถึงสวัสดิการจากรัฐและแหล่งเงินทุนได้ นอกจากนั้นครับ แม้กระทั่งธุรกิจ SMEs เอง ที่มีอยู่กว่า ๓.๒ ล้านราย กว่า ๗๔ เปอร์เซ็นต์ ก็ไม่ได้จดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ส่งผลให้งบการเงินของบริษัทเหล่านี้ไม่มีข้อมูลอยู่ในระบบของภาครัฐ ทำให้การกู้ยืมเงินทุน ในการทำธุรกิจมีต้นทุนที่สูงขึ้น เพราะว่าต้องขอเครดิตในนามบุคคล แทนที่จะเป็นเครดิต ในนามนิติบุคคล ท่านประธานครับ ถ้าถามว่าต้นทุนส่วนนี้ต่างกันแค่ไหน ปัจจุบันต้นทุนการกู้ยืมของ SMEs มักถูกกำหนดด้วยดอกเบี้ยที่เรียกว่า เอ็มอาร์อาร์ ปัจจุบัน อยู่ระหว่างที่ ๗-๑๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าหากกู้ยืมเงินในนามบุคคลและไม่มีหลักทรัพย์ ค้ำประกัน ก็อาจจะได้อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ของสินเชื่อที่เรียกว่าเพื่อการประกอบอาชีพ หรือ Nano Finance สูงสุดอยู่ที่ ๓๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปีครับท่านประธาน ท่านทราบไหมว่า ผลกระทบร้ายแรงของเศรษฐกิจเงาคือภาคส่วนนี้ไม่ได้รับการมองเห็นจากภาครัฐ จนกลายเป็นภาคส่วนทางเศรษฐกิจและสังคมที่ดำมืด มองไม่เห็นโอกาสและความฝัน การที่มีประชาชนจำนวนมากอยู่ในระบบเศรษฐกิจเงานั้น ส่งผลให้การช่วยเหลือจากภาครัฐ ไม่สามารถไปถึงได้ เนื่องจากรัฐบาลไม่มีข้อมูลในการสร้างระบบสวัสดิการที่ตอบโจทย์ กับทั้งแรงงานและธุรกิจที่ไม่เข้าอยู่ในระบบครับ อย่างที่ผมได้กล่าวไปข้างต้น พี่น้องแรงงาน ที่ไม่อยู่ในระบบเศรษฐกิจทางการ เสียโอกาสในการได้รับสวัสดิการจากรัฐ เช่น การลงทะเบียนประกันสังคมหรือการได้รับเงินช่วยเหลือต่าง ๆ ธุรกิจ SMEs ก็เสียโอกาส ในการได้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ ทั้งจากธนาคารและสินเชื่อที่ช่วยเหลือจากรัฐ นี่คือสิ่งที่ เป็นผลกระทบของหลุมดำทางเศรษฐกิจเงาขนาดมหึมานี้ แต่ไม่ใช่แค่นั้นภาครัฐเอง ก็เสียโอกาสในส่วนนี้เช่นกันครับ เพราะว่าเมื่อรัฐบาลไม่มีข้อมูลของพี่น้องประชาชนและธุรกิจ ในส่วนนี้ การช่วยเหลือและสวัสดิการจากรัฐก็ทำได้อย่างยากลำบาก ความช่วยเหลืออาจทำได้ ไม่ถ้วนหน้า และจำเป็นต้องเลือกช่วยเหลือเฉพาะกลุ่มและเป็นโครงการครับ อาจไม่สามารถ ทำได้ต่อเนื่องเพราะมีปัจจัยเรื่องงบประมาณเข้ามาเป็นตัวกำหนด อีกทั้งเมื่อเศรษฐกิจ กว่าครึ่งเป็นเศรษฐกิจเงา การจัดเก็บภาษีก็จะสามารถทำได้อย่างยากลำบาก ทำให้รัฐ ไม่สามารถนำเงินที่ควรจะถูกจัดสรรไปตามยุทธศาสตร์การพัฒนาประเทศ และเสียโอกาส ในการช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยครับ สิ่งเหล่านี้คือผลกระทบ จากเศรษฐกิจเงาที่ทั้งภาคประชาชน ภาคธุรกิจ และประเทศเราต้องแบกรับครับ ท่านประธานครับ เมื่อทางรัฐบาลที่นำโดยท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้เห็นปัญหาเรื่องเศรษฐกิจเงา เหล่านี้ ก็ได้มีนโยบายที่จะนำทั้งประชาชนและภาคธุรกิจให้เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจทางการ ผ่านโครงการ Digital Wallet ที่ไม่ใช่แค่เป็น One Stop Service หรือช่องทางการติดต่อ บริการของรัฐผ่าน Application ทางรัฐเท่านั้น ยังได้มีการริเริ่มโครงการแรกที่แสดงให้เห็น ถึงความสำคัญของการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจอย่างเป็นทางการ คือการกระตุ้นเศรษฐกิจ จากฐานรากด้วยนโยบายเงินดิจิทัล ๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้ประชาชนที่เดือดร้อนจากวิกฤติ เศรษฐกิจ ช่วยกันนำเงินส่วนนี้ไปจับจ่ายใช้สอย เพื่อให้เกิดการหมุนเวียนเป็นแรงกระเพื่อม ทางเศรษฐกิจ เพื่อปลุกความครึกครื้นของธุรกิจไทยให้ฟื้นขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยกำลังของพี่น้อง คนไทยผ่านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่รัฐได้วางไว้ครับ และพร้อมสำหรับการกระโจนจาก เศรษฐกิจหลุมดำไปสู่เศรษฐกิจดิจิทัลไปสู่อุตสาหกรรมใหม่ ที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยนำโดย ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร กำลังรับช่วงและสานต่อเจตนารมณ์นี้ครับ

ท่านประธานครับ นโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทยที่นำโดยท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ให้ความสำคัญอย่างมากกับการนำระบบเศรษฐกิจทั้งหลายให้ขึ้นมาอยู่ ในที่ที่รัฐสามารถจัดการได้ และอย่างที่ผมได้พูดไปตอนแรกครับ ระบบเศรษฐกิจเงา อาจแบ่งได้เป็น ๒ ส่วนหลัก ส่วนที่ ๑ กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ถูกกฎหมาย แต่ไม่ถูกบันทึก ในระบบ และ ๒. กิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ปัจจุบันยังผิดกฎหมายอยู่ ในส่วนแรกไม่ได้เป็นปัญหา เพราะเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ควรจะนำเข้าสู่ระบบอยู่แล้ว เมื่อนำเข้ามาก็จะทำให้ขนาด ของระบบเศรษฐกิจนั้นเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด เมื่อระบบเศรษฐกิจใหญ่ขึ้น ก็จะทำให้ การจัดเก็บภาษีมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามครับ สิ่งที่รัฐบาลต้องการคืองบประมาณของประเทศ ที่ต้องเติบโตไปพร้อมกับความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของพี่น้องประชาชน อย่างไรก็ตามอีกส่วน ของเศรษฐกิจที่สำคัญก็คือธุรกิจที่กฎหมายปัจจุบันยังห้ามอยู่ ผมอยากขอให้การที่จะนำ ธุรกิจส่วนนี้ขึ้นมาบนดินนั้น รัฐบาลต้องทำอย่างรอบคอบ ไม่ใช่แค่มองในมุมมองเศรษฐกิจ อย่างเดียว แต่ต้องมองในมุมมองด้านสังคมด้วยครับ ธุรกิจบางอย่างแม้จะมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ มหาศาล เช่น การซื้อขายยาเสพติด เรื่องแบบนี้ไม่ว่าจะเป็นเงินเท่าไรก็ไม่มีทางเลยที่จะคุ้มค่า กับการที่ต้องอยู่อย่างหวาดระแวงของพี่น้องประชาชนครับ เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลจะต้องเลือกธุรกิจที่ปัจจุบันกฎหมายยังห้ามอยู่ขึ้นมาอยู่บนดิน ก็ต้องมีความระมัดระวังอย่างมาก รัฐบาลต้องดูว่ามูลค่าทางเศรษฐกิจที่จะได้รับต้องมาพร้อม กับความเสี่ยงที่สามารถควบคุมได้ครับ ท่านประธานครับ Entertainment Complex จึงเป็น หนึ่งในนโยบายสำคัญในการนำของใต้ดินขึ้นมาอยู่บนดิน ท่านประธานและพี่น้องประชาชน อาจเห็นข่าวการจับกุมบ่อนการพนัน อาจเห็นข่าวอาชญากรรมที่เกิดจากการพนันที่ไร้ การควบคุม ทั้ง ๆ ที่ตำรวจของเราก็เฝ้าระวังและกวดขันการจับกุมตลอดเวลาครับ แต่เพราะว่ามีความต้องการจากนักพนัน การที่มีบ่อนเปิดใหม่ตลอดเวลา และการเกิด อาชญากรรมจากการพนันจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยาก เพราะฉะนั้นการจัดการบ่อนกาสิโน ขึ้นมาบนดินให้ถูกกฎหมาย แต่ต้องได้รับการควบคุมอย่างเข้มงวดโดยภาครัฐ จึงเป็นหนึ่ง ใน Model ทางเศรษฐกิจและสังคมที่หลายประเทศใช้กัน ทั้งนี้ก็เพื่อควบคุมและป้องกัน อาชญากรรมจากการพนัน รวมถึงการนำรายได้จากเศรษฐกิจใต้ดินนำมาบริหารประเทศ เพื่อให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชนครับ หลาย ๆ ประเทศในอาเซียนเราก็ล้วนมีการ เปิดบ่อนกาสิโนที่ถูกกฎหมาย แต่ก็มีการควบคุมจากภาครัฐ เช่น สิงคโปร์ มาเลเซีย เวียดนาม หรือแม้แต่กระทั่งญี่ปุ่นเองก็กำลังจะมีกาสิโนแห่งแรกที่เมืองโอซาก้าครับ ในปี ๒๕๗๒ ซึ่งความจริงแล้วญี่ปุ่นจะมีกาสิโนไวกว่านี้ถ้าหากไม่มีเหตุการณ์โควิดครับ ท่านประธานครับ เมื่อเรามาดูผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของกาสิโนจะพบว่าอย่างประเทศสิงคโปร์ ตัวกาสิโนเอง งมีมูลค่าเฉลี่ยประมาณ ๐.๕ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี แต่ว่าหากรวมกับ Spillover Effect ที่รวมผลของการดึงนักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวในประเทศแล้วด้วย อาจเพิ่มสัดส่วนผลกระทบ ต่อจีดีพีได้ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ครับท่านประธาน เมื่อเรานำตัวเลขมาคำนวณร่วมกับจีดีพีของไทย ๑๗.๙ ล้านล้านบาท ก็พูดได้ว่าการมี Entertainment Complex สามารถส่งผลให้ประเทศไทย มีจีดีพีเพิ่มขึ้นกว่า ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทได้ และผลกระทบของการนำธุรกิจกาสิโนขึ้นบนดิน ก็จะมีส่วนในการลดผลกระทบด้านทุจริตและคอร์รัปชันลงไปได้ อาชญากรรมที่เกิดจาก การพนันที่ขาดการควบคุมก็จะลดลงไปได้ด้วย ท่านประธานครับ อุดมการณ์สร้างประเทศ ในฝันของพรรคเพื่อไทยนั้น เราไม่ได้มองเพียงการพัฒนาเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่เรารวมถึงการดูแลคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนด้วย สุดท้ายการที่ภาครัฐได้มีโอกาส เข้าไปดูแลภาคธุรกิจและแรงงานในเศรษฐกิจเงา ข้อมูลและรายได้ที่รับจากการทำนโยบาย เหล่านี้ก็จะส่งผลต่อไปถึงหนึ่งในนโยบายเรือธงของรัฐบาลก็คือการประกันรายได้ครัวเรือน หรือ Negative Income Tax ครับ Negative Income Tax เป็นแนวคิดสวัสดิการ โดยภาครัฐให้แก่ประชาชนถ้วนหน้า ถูกนำเสนอโดย มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman) นักเศรษฐศาสตร์รางวัลโนเบล โดยเสนอว่า เมื่อภาครัฐจัดเก็บภาษีขั้นบันไดกับผู้ที่มีรายได้ เกินเกณฑ์ที่กำหนดไปแล้ว ในส่วนกลุ่มประชาชนที่มีรายได้ต่ำ รัฐก็ควรสนับสนุนรายได้ขั้นต่ำ ให้กับประชาชนนั้นด้วยเช่นกัน โดยให้เงินสนับสนุนที่มากพอกับผู้ที่ยากจน สนับสนุนเงิน น้อยลงเป็นขั้นบันไดเช่นกัน เมื่อเขาเหล่านั้นเริ่มมีฐานะที่ดีขึ้นตามลำดับ แนวคิดนี้ ได้ถูกนำไปทดลองใช้จริงที่ประเทศสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษที่ ๖๐ และ ๗๐ ภายใต้รัฐบาล นำโดยประธานาธิบดี จอห์นสัน (Johnson) และนิกสัน (Nixon) ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้นั้นขัดแย้ง กับการคาดการณ์ของนักวิจารณ์เป็นอย่างมาก หมายความว่ามีการคาดการณ์ว่า เมื่อมีการประกันรายได้ครัวเรือนจากนโยบาย Negative Income Tax แล้ว แรงงาน อาจลดชั่วโมงการทำงานถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ในความเป็นจริงนั้น อัตราชั่วโมงการทำงาน กลับไม่ได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ในขณะที่ผลลัพธ์ในด้านอื่นกลับพบว่าครัวเรือน มีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากการที่มีรายได้ขั้นต่ำมั่นคง สามารถนำเวลาทำงานบางส่วนไปใช้ ในการพัฒนาตนเองเพื่อกลับเข้าสู่ตลาดแรงงานด้วยทักษะที่เพิ่มขึ้น ทำให้มีรายได้มากขึ้น นำไปใช้จ่ายเพื่อการศึกษาของลูก และดูแลคนในครอบครัว ทำให้ความเป็นอยู่ของครัวเรือน ที่ยากจนนั้นดีขึ้น จากตัวอย่างนโยบายอันนี้ นำมาสู่การนำเสนอนโยบายประกันรายได้ ในครัวเรือนให้เกิดขึ้นได้จริงในประเทศไทย โดยแนวคิดคือการที่ให้ทุกคนสามารถมีชีวิตอยู่ได้ อย่างมีศักดิ์ศรี โดยเงินประกันรายได้ครัวเรือนนี้ จึงเป็นเหมือนหลักประกันในวันที่ครัวเรือน ต้องเผชิญวิกฤติที่จะช่วยไม่ให้พี่น้องประชาชนต้องตกไปสู่ปัญหาอื่น เช่น การกู้หนี้ยืมสิน จากสินเชื่อนอกระบบครับ

สุดท้ายนี้ครับท่านประธาน ผมมีความเชื่อมั่นนะครับว่าชุดนโยบายเศรษฐกิจ ของรัฐบาลที่นำโดยท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร มีการคิดมาอย่างครบถ้วน ทั้งการดึงของที่เรามีอยู่ขึ้นมาใช้ ซึ่งก็คือแรงงานและธุรกิจในระบบเศรษฐกิจเงา ทั้งการสร้าง เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่จากการทำ Entertainment Complex ทั้งจากการนำรายได้เหล่านี้ กลับมาทำสวัสดิการภาครัฐ ผ่านการประกันรายได้ครัวเรือนแบบ Negative Income Tax จะทำให้ประชาชนมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จะทำให้มีทุนในการพัฒนาตนเอง เป็นแรงงานทักษะสูง ท้ายที่สุดก็จะผลักดันให้ประเทศไทยก้าวไปสู่เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ผ่านการผลักดัน เศรษฐกิจจากการพัฒนาแรงงานจากฐานราก โดยมีตัวกลางการเชื่อมต่อคือนโยบาย Digital Wallet ที่ส่งผ่านจากรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน และกำลังจะสำเร็จในรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ผมจึงมีความเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่า อนาคตของ ประเทศไทยภายใต้นโยบายของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย จะนำประเทศไทยไปสู่พรมแดนใหม่ และพัฒนาเศรษฐกิจไทยได้อย่างเต็มศักยภาพ และก้าวขึ้นไปเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจ ได้อย่างแน่นอน ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญ พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ ครับ

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

ขออนุญาตท่านประธานครับ ผม พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต ตั้งข้อสังเกต แล้วก็ข้อเสนอแนะในร่างคำแถลงของคณะรัฐบาล บังเอิญว่าขณะนี้เป็นเวลา ที่วิกาลแล้วนะครับ และผมนึกว่าฝันไปนะครับเมื่อสักครู่ เห็นท่านบอกจะประกันลมหายใจ ของประชาชน ก็เป็นห่วงว่าไม่รู้ประชาชนจะมีลมหายใจให้ท่านประกันได้หรือไม่ ขอบอกว่า นโยบายของรัฐบาลในคำแถลงนี้ได้มีท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาอภิปรายกันมากมาย หลายประเด็น ด้วยความเป็นห่วงนะครับ อยากให้รัฐบาลนำข้อเสนอแนะอันนี้ไปปฏิบัติให้ได้ และอยู่รอดปลอดภัยสมกับคำคมในสัญลักษณ์ตราของคณะรัฐมนตรีที่หน้าปกของคำแถลง ของคณะรัฐมนตรีว่า ครม. สุจริต เสียสละ สามัคคี แต่ตอนนี้อยู่ไม่กี่คนแล้วครับ ผมขออนุญาตว่า จริง ๆ อยากจะอภิปรายมากกว่านี้นะครับ แต่บังเอิญว่าเป็นข้อตกลง ว่าให้ สว. แค่ ๕ นาที พวกผมไม่ใช่ สว. ๕ นาทีนะครับ เป็น สว. ที่มีคุณภาพ ถึงแม้ว่า ท่านบอกว่าผมเพิ่งเข้ามาใหม่ แต่ความทันสมัยยังคงอยู่นะครับ อย่าประมาทคนแก่นะครับ เพราะท่านไม่แก่ท่านไม่รู้หรอกครับ เมื่อไรท่านแก่แล้วท่านจะรู้ จริง ๆ นโยบายอันนี้ เป็นการขายฝัน ท่านวัลลภพูด เป็นพิมพ์เขียวอย่างเดียว โอกาสที่ท่านจะปฏิบัติได้ต้องใช้เวลา ผมขอเอาใจช่วยรัฐบาลให้ทำนโยบายที่ท่านขายมานี้ให้สำเร็จ แต่อยากจะบอกว่าประเทศไทย เราปกครองด้วยระบบนิติรัฐครับ ไม่ใช่ปกครองด้วยระบบอำเภอใจนะครับ เพราะฉะนั้น ท่านทำอะไร ท่านจะบอกว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญในเร็ววันนี้ท่านคิดใหม่นะครับ ท่านแก้ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชนให้เสร็จก่อน แล้วค่อยมาแก้รัฐธรรมนูญ ถ้าท่านอยู่ถึง ๓ ปี ด้วยความเป็นห่วงครับ ท่านเป็นคนรุ่นใหม่นะครับ ท่านอาจจะตั้งใจ คิดเร็ว ทำเร็ว แต่ว่าท่านหันไปดูข้างหลังสิครับ นโยบายบางอย่างท่านคิดหรือยังครับ ว่า ๓๐ บาทรักษาทุกที่ท่านเอามาจากไหนครับ ๑ ตำบล ๑ ผลิตภัณฑ์ท่านเอามาจากไหนครับ ๑ Soft Power ๑ ผลิตภัณฑ์ ท่านบอกว่าเป็นเสน่ห์ใหม่ ผมไม่รู้ว่าเสน่ห์ใหม่อะไรนะครับ ชาวบ้านฟังแล้วก็ไม่เข้าใจว่า ๑๐,๐๐๐ บาท ที่ว่านี้เป็นเสน่ห์ใหม่หรือเปล่า อย่างไรก็ดี ผมขอสรุปสั้น ๆ ว่าในรัฐธรรมนูญแห่งประเทศไทยฉบับที่ท่านใช้อยู่ปัจจุบันนี้ ไม่ได้ห้าม ให้ท่านแก้ไขรัฐธรรมนูญหรอกครับ รัฐธรรมนูญอยู่ในมือของท่านทุกคน เป็นคัมภีร์ที่ท่านใช้ ในการทำงาน ท่านดูแค่ ๓ มาตรานี้ครับ ผมคงไม่ต้องอ่านเพราะเวลาผมน้อย ท่านไปดูสิครับ มาตรา ๓ ว่าอย่างไร ผมจะบอกให้ว่ามาตรา ๓ ว่าอย่างนี้ครับ รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระและหน่วยงานของรัฐ ต้องปฏิบัติให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมาย และหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชน โดยส่วนรวม แค่นี้ละครับ ท่านเป็นคณะรัฐมนตรีใช่ไหมครับ ท่านทำหรือยังครับ นี่ผมอ่าน ตัวอย่างให้ดูแค่มาตรา ๓ มาตราเดียว แล้วฝากท่านไปทำการบ้านนะครับ มาตรา ๒๕ ก็ดี มาตรา ๕๐ ก็ดี มาตรา ๗๗ ก็ดี ท่านไปดูเถอะครับ ท่านจะแก้กฎหมายอะไร ท่านจะไป สร้างภาระให้กับประชาชนไม่ได้นะครับ ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ เมื่อตอนหัวค่ำ ผมได้ยินท่านบอกว่ารัฐธรรมนูญนี้ท่านเพียงกว้าง ๆ ไม่ได้ลงในหลักการลึก บอกว่า รัฐธรรมนูญนี้เป็นปัญหา จริง ๆ ไม่ใช่ปัญหานะครับ รัฐธรรมนูญไม่ใช่ปัญหาครับ การปฏิวัติ ก็ไม่ใช่ปัญหาครับ แต่คนโกงต่างหากที่เป็นปัญหาและเป็นต้นเหตุ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณชัชวาล แพทยาไทย ๑๕ นาทีครับ

นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายชัชวาล แพทยาไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดร้อยเอ็ด เขต ๗ พรรคไทยสร้างไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา นี่ถือเป็นการร่วมอภิปรายแถลงนโยบายของรัฐบาล เป็นครั้งที่ ๒ ในวาระการเป็นผู้แทนราษฎรสมัยแรกของกระผม หากจะพูดในมุมหนึ่งครับ ถือเป็นเรื่องที่แปลกประหลาดทางการเมืองไทย ที่ ๒ เสาหลักของอำนาจอธิปไตย คืออำนาจ บริหารและอำนาจนิติบัญญัติ ถูกอำนาจตุลาการชี้ขาดตัดสิน จนทำให้กระบวนการ ในการบริหารราชการ เพื่อแก้ไขปัญหาและวิกฤติของประเทศต้องหยุดชะงักลง ทว่าชีวิต ของคนเรามันต้องก้าวเดินต่อไป การแถลงนโยบายในวันนี้ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร จึงถือเป็นการแสดงเจตนารมณ์ต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่าประเทศต้องเดินหน้า แต่ทว่า ท่านประธานครับ การจะเดินไปข้างหน้าได้ รัฐบาลต้องไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง นี่คือหลักการสำคัญ ในการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านประธานครับ ประเทศไทยมีประชากร ๖๗ ล้านคน ในจำนวนนี้ส่วนใหญ่เป็นพี่น้องในภาคการเกษตรมากที่สุด หากพี่น้องเกษตรกรมีคุณภาพ ชีวิตที่ดี ประเทศก็ดีตามไปด้วย

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

แต่ที่ผ่านมาทุกยุค ทุกสมัย พี่น้องเกษตรกรต้องเผชิญปัญหานานัปการเกินกว่าจะพรรณนา ซึ่งเมื่อผมได้ฟัง นโยบายที่ท่านนายกรัฐมนตรีแถลงต่อรัฐสภาแห่งนี้แล้ว ไม่น่าเชื่อครับ ว่านโยบายที่จะดูแล ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกร ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ท่านประธานครับ มีเพียงแค่ ๘ บรรทัด จากทั้งหมด ๘๘ หน้า แต่ท่านประธานครับ ผมหวังว่าในรายละเอียด วิธีการดำเนินนโยบาย การปฏิบัติงาน จะสามารถวัดผลสัมฤทธิ์ในการแก้ไขปัญหาของพี่น้องเกษตรกรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ท่านประธานครับ การสร้างความอยู่ดีกินดี สร้างความอยู่ดีมีแฮงให้พี่น้องเกษตรกรนั้น ต้องมีการดำเนินนโยบายด้านการเกษตรควบคู่ไปกับการบริหารจัดการน้ำ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญ ของการทำการเกษตรครับ และต้องทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง ไม่ใช่แค่การวาง นโยบายที่สวยหรูหรือการใช้คำพูดที่น่าประทับใจ ในวาระ ๑ ปีที่ผ่านมา ผมได้มีโอกาสฟัง ท่านนายกรัฐมนตรีคนก่อนแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแห่งนี้ครับ ว่าท่านจะดำเนินการ สร้างรายได้ในภาคเกษตร โดยใช้หลักการตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ช่างละม้าย คล้ายคลึงกับนโยบายของรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เพียงแต่เพิ่มใจความสำคัญ อีกนิดหน่อยครับท่านประธาน ว่าท่านจะคว้าโอกาสในตลาดใหม่ฟื้นนโยบายครัวไทย สู่ครัวโลก และในส่วนการบริหารจัดการน้ำ ถ้อยแถลงโดยสรุปครับ จะมีการยกระดับ การบริหารจัดการน้ำ รัฐบาลจะแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง แม้จะมีความแตกต่างกันบ้าง แต่เนื้อหาโดยสรุปก็คล้ายคลึงกันอีกท่านประธานครับ กับนโยบายรัฐบาลชุดที่ผ่านมา ซึ่งจะมีการบูรณาการองค์ความรู้ด้านการบริหารจัดการน้ำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อตอบสนอง ความต้องการน้ำในแต่ละพื้นที่ ผ่านมา ๑ ปีครับ น้ำก็ยังท่วม น้ำก็ยังแล้งเหมือนเดิม หนักกว่าเดิมด้วยซ้ำ ที่ผมนำนโยบายของ ๒ รัฐบาลมาเปรียบเทียบก็เพื่อที่จะชี้ให้เห็นครับ ว่าท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร หากยังดำเนินนโยบายเหมือนกับรัฐบาลชุดก่อน ผลสัมฤทธิ์ ที่ตามมาก็คงไม่ต่างกัน คุณภาพชีวิตของพี่น้องเกษตรกรก็คงมีแต่ขาดกับขาดเหมือนเดิม อีสานบ้านผมเรียกว่า มีแต่หลุบกับหลุบคือเก่า ขาดอย่างไรนั่นละครับท่านประธาน

ขาดแรกคือขาดทุนครับ นโยบายของรัฐบาลก่อนหน้า ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้ ซึ่งสัญญาว่าจะช่วยเพิ่มรายได้ให้พี่น้องเกษตรกร แต่ปัญหาที่แท้จริงคือ ราคาพืชผล และผลผลิตทางการเกษตรยังคงตกต่ำต่อเนื่อง คนเลี้ยงวัวทนเลี้ยงด้วยน้ำตา ชาวนาทำนา แต่ได้ฟางแทนข้าว ผมจะขอยกตัวอย่างให้ท่านประธานฟังครับ ว่าต้นทุนการทำนาของพี่น้อง มันเป็นอย่างไร มันขาดทุนอย่างไรท่านประธาน พี่น้องชาวนาทุ่งกุลาร้องไห้ ร้อยเอ็ดบ้านผม ท่านประธานครับ ทุกวันนี้ทำนาหว่านเป็นส่วนใหญ่ นา ๑ ไร่ มีค่าใช้จ่าย ไม่ว่าจะเป็นค่าไถ ค่าเมล็ดพันธุ์ ค่ายา ค่ารถเกี่ยว ค่าขนส่ง ค่าปุ๋ย ๑ ไร่ ต้นทุนรวม ๆ อยู่ที่ ๓,๘๐๐ บาทต่อไร่ ท่านประธานครับ นี่ยังไม่รวมค่าแรง เพราะผมไม่รู้จะคิดอย่างไร ทำนา ๑ ไร่ พื้นที่ทุ่งกุลาครับ เต็มที่ได้ ๓๕๐ กิโลกรัมต่อไร่ครับ ถ้าขายข้าวในช่วงเวลาที่ข้าวมาเยอะ ๆ ก็อยู่ที่แค่กิโลกรัมละ ๑๐ บาท เอา ๑๐ บาท คูณ ๓๕๐ ครับท่านประธาน ๑ ไร่ ขายข้าวได้ ๓,๕๐๐ บาท ขาดทุนแล้วครับ ๓๐๐ บาทท่านประธานครับ ถ้าจะพูดถึงนาดำนะครับท่านประธาน ยิ่งหนัก คูณเข้าไปอีกเลยครับ ค่าแรงเป็นพัน ยับเยินท่านประธานครับ ผมไม่มั่นใจครับว่าความตั้งใจ ของรัฐบาลที่จะทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่ม ๓ เท่า หรือมันจะเป็นหนี้เพิ่ม ๓ เท่ากันแน่ ท่านประธานครับ

ขาดที่ ๒ ท่านประธานครับ นั่นก็คือขาดน้ำ ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร กล่าวว่าการบริหารจัดการน้ำจะถูกยกระดับขึ้น น้ำต้องถึงไร่นา มีการขยายเขตชลประทาน แก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง รวมกันทุกภาคส่วน แต่ท่านประธานที่เคารพครับ การบริหาร จัดการน้ำของรัฐบาลที่ผ่านมา ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับนโยบายของรัฐบาลนี้ ผ่านมา ๑ ปีครับ ก็อย่างที่เห็นครับ ท่วมหนัก แล้งก็ยังหนักเหมือนเดิม เป็นปัญหาหลักที่ประชาชนและพี่น้อง เกษตรกรต้องเผชิญจนถึงปัจจุบัน หากท่านยังคงมีวิธีแก้ปัญหาเหมือนเดิมกับรัฐบาลที่ผ่านมา ปัญหาดังกล่าวคงไม่ได้รับการแก้ไขท่านประธานครับ พูดถึงเรื่องน้ำ ผมขอเพิ่มเติมอีกนิดหนึ่ง ท่านประธานครับ น้ำในการอุปโภคบริโภค พี่น้องชาวตำบลคูเมือง อำเภอเมืองสรวง จังหวัดร้อยเอ็ด ผมเคยยื่นวาง Bill ไปกับท่านประธานแล้ว ได้มีโอกาสหารือเมื่อหลายวันก่อน ท่านประธานครับ และผมเชื่อว่ายังมีอีกหลายพื้นที่ในประเทศไทยที่ยังคงใช้น้ำขุ่น ๆ นี้ ล้างหน้าแปรงฟัน ขวดนี้เลยท่านประธานครับ ๑ ปีแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีคนก่อนเคยประกาศ ว่าจะมุ่งเน้นการสร้างระบบสาธารณูปโภคให้เกิดสุขภาวะอนามัยที่ดี ผ่านการพัฒนาระบบ ประปา นี่อย่างไรครับ รัฐบาลชุดก่อนผ่านมา ๑ ปี อย่าเอาเป็นตัวอย่างนะครับรัฐบาลชุดนี้

ขาดที่ ๓ ท่านประธานครับ คือขาดการเข้าถึงทรัพยากร องค์ความรู้ และเทคโนโลยีใหม่ แม้นมีนโยบายในการใช้เทคโนโลยีในภาคเกษตร แต่เกษตรกรจำนวนมาก ยังขาดการเข้าถึงเทคโนโลยี อีกทั้งพี่น้องเกษตรกรขาดเงินทุน รวมถึงการขาดความรู้ ความเข้าใจในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ส่งผลให้เทคโนโลยีที่ตั้งใจส่งเสริมไม่ได้ถูกนำไปใช้ได้จริง ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอฝากข้อเสนอแนะและแนวทางปฏิบัติ เพื่อขับเคลื่อนนโยบาย ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ซึ่งรัฐบาลต้องสร้างระบบตลาดที่ยุติธรรม ลดอิทธิพลของพ่อค้าคนกลาง สนับสนุนการรวมกลุ่มของเกษตรกร ส่งเสริมการเข้าถึงเทคโนโลยีและทรัพยากร จัดให้มี เงินทุนดอกเบี้ยต่ำหรือเงินทุนสนับสนุนสำหรับการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ ๆ ส่งเสริมพัฒนา ความรู้เพื่อพัฒนาทักษะ นำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญท่านประธานครับ ต้องบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ไม่ว่าจะเป็นบนดิน ใต้ดิน บนฟ้า อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน และต้องขยายตลาดการส่งออก สร้าง Brand สินค้าไทยให้เป็นที่ยอมรับในโลก หากรัฐบาล ยังไม่สามารถดำเนินการตามแนวทางข้อเสนอดังกล่าวได้ท่านประธานครับ

ข้อเสนอแนะสุดท้ายที่ผมอยากฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรี นั่นก็คือการออกมาตรการช่วยเหลือแก่พี่น้องเกษตรกรครับ เพื่อรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ ยกตัวอย่างท่านประธานครับ อีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า วันที่ ๑๕ ตุลาคมนี้ พี่น้องเกษตรกร ชาวนาจะเข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวนาปี ข้าวเปลือกจำนวนมหาศาลหลายสิบล้านตันจะออกสู่ ท้องตลาดในเวลาเดียวกัน หากไม่มีมาตรการรับมือครับ ราคาข้าวเปลือกสดจะตกต่ำดำดิ่ง เนื่องจากปริมาณข้าวมีมากท่านประธานครับ เพราะพี่น้องเกษตรกรจำต้องเร่งขายข้าว เราจำเป็นต้องมีมาตรการช่วยเหลือที่ใช้ได้จริง เช่น มาตรการสินเชื่อชะลอการขาย ข้าวเปลือกนาปีหรือจำนำยุ้งฉาง เพื่อให้เกษตรกรมีเงินทุนหมุนเวียนระหว่างชะลอการขายข้าว โดยไม่ต้องเร่งขายข้าวเปลือกในช่วงที่มีผลผลิตออกสู่ตลาดจำนวนมาก จูงใจให้พี่น้องเกษตรกร ตากข้าวเปลือกเก็บไว้บนยุ้งฉาง รอจำหน่ายในเวลาที่เหมาะสม

มาตรการที่ ๒ คือมาตรการสินเชื่อ เพื่อรวบรวมข้าวและสร้างมูลค่าเพิ่ม โดยสถาบันเกษตรกร เพื่อให้สหกรณ์ กลุ่มเกษตรกร หรือศูนย์ข้าวชุมชนต่าง ๆ เข้าถึง แหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ เสริมสภาพคล่อง สามารถรับซื้อข้าวเปลือกจากเกษตรกร เป็นการซื้อ นำตลาดครับ ในช่วงที่มีผลผลิตจำนวนมาก ทำให้ราคาไม่ถูกกดจากพ่อค้าคนกลาง

และมาตรการที่ ๓ คือมาตรการชดเชยดอกเบี้ยให้ผู้ประกอบการค้าข้าว เอกชนในการเก็บ Stock ท่านประธานครับ เมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมามีรายงานข่าวจาก นายกสมาคมโรงสีไทยว่าขณะนี้โรงสีถูกบีบหนักครับ ธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ หากปล่อยไว้ เช่นนี้จะส่งผลต่อราคารับซื้อข้าวเปลือกสดนาปีที่กำลังจะออกสู่ตลาดแน่นอน เพราะผู้ประกอบการขาดสภาพคล่อง มาตรการนี้จึงเป็นอีกหนึ่งในมาตรการที่จำเป็นเช่นกันครับ ถ้าเขาขาดสภาพคล่อง ถ้าเขามีสภาพคล่องดีเขาก็จะได้ซื้อแข่งขันกัน ราคาข้าวก็จะได้สูงขึ้น ท่านประธานครับ

และมาตรการสุดท้ายคือมาตรการที่สำคัญครับ นั่นก็คือมาตรการสนับสนุน ค่าบริหารจัดการและพัฒนาคุณภาพผลผลิตเกษตรกรผู้ปลูกข้าว หรือที่เราเรียกกัน จนชินปากว่าค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท นี่เป็นมาตรการแห่งความหวังของพี่น้องเกษตรกร ชาวนาทั้งประเทศครับ ท่านประธานคงทราบแล้วว่าโดยส่วนใหญ่พี่น้องเกษตรกรนาปี มีต้นทุนการทำนาที่สูงมาก ดังที่ผมได้นำเรียนข้างต้นครับ ซึ่งสวนทางกับผลตอบแทน ที่พี่น้องเกษตรกรได้รับ หากรัฐบาลยังไม่สามารถจัดหาปัจจัยการผลิตที่เพียบพร้อม ดินดี น้ำถึง และควบคุมต้นทุนให้เข้าถึงได้ น้ำมันถูก ปุ๋ยถูก ยังไม่สามารถสร้างกลไกการตลาดที่เป็นธรรม มาตรการช่วยเหลือค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท จึงคงเป็นสิ่งที่จำเป็นที่รัฐบาล ต้องดำเนินการ หลังจากที่ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา แห่งนี้แล้ว ท่านมีอำนาจเต็ม ผมขอเรียกร้องให้ท่านนายกรัฐมนตรีเร่งพิจารณามาตรการ ช่วยเหลือพี่น้องเกษตรกรชาวนาในทุกมาตรการเป็นการด่วน โดยเฉพาะมาตรการช่วยเหลือ ค่าเก็บเกี่ยวไร่ละ ๑,๐๐๐ บาท ต้องทำให้ได้ครับ และต้องทำให้ทันกับฤดูกาลเก็บเกี่ยว ที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้าครับ เพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นกับพี่น้อง เกษตรกรชาวนาทั่วประเทศ ท่านประธานครับ ผมเป็นลูกหลานเกษตรกร บรรพบุรุษ ปู่ย่าตายาย ญาติพี่น้อง ทำไร่ ทำนา เลี้ยงหมู เลี้ยงวัว จากรุ่นสู่รุ่นจนถึงปัจจุบัน พวกเรา ยังไม่สามารถลืมตาอ้าปากจากอาชีพเกษตรกรรมที่บรรพบุรุษส่งมอบให้ วันที่ ๑๖ สิงหาคม ที่ผ่านมา ผมเป็นหนึ่งในเสียงที่ยกมือสนับสนุนท่านนายกรัฐมนตรีที่ชื่อแพทองธาร ชินวัตร แต่จากนี้ไปผมจะทำหน้าที่ตรวจสอบการทำงานของท่านนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรี อย่างเข้มข้น และขอฝากท่านประธานครับ ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ว่าผมเป็นลูกหลานชาวนา เป็นชาวนา ชาวนาเลือกท่านมา อย่าทำให้ชาวนาผิดหวังครับ ด้วยความเคารพครับท่านประธาน

(นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ เรียนท่านประธานครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิก สภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดระยอง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาต จริง ๆ ครับ เพราะว่าในช่วงก่อนหน้านี้ที่ทางสมาชิกวุฒิสภา ขออภัยที่เอ่ยนามครับ ท่าน พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ ได้มีถ้อยคำในการอภิปรายส่วนหนึ่งพูดออกมาว่า การปฏิวัติไม่ใช่ปัญหา ผมคิดว่าท่านได้พูดสิ่งที่ไม่สมควรพูดเป็นอย่างยิ่งในสภาแห่งนี้ และได้พูดขณะอภิปรายโดยที่ท่านประธานก็เป็นผู้ควบคุมการประชุมอยู่ ผมจึงขอประท้วง ท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ให้ควบคุมการประชุมครับ ผมขอเรียกร้องให้กับทาง สมาชิกท่านดังกล่าวถอนคำพูดว่า การปฏิวัติไม่เป็นไร ออกไป เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องเสียหาย เป็นอย่างยิ่งต่อระบบนิติรัฐ นิติธรรม ท่านประธานครับ ให้ผมพูดให้จบก่อนครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เชิญนิดหน่อยได้

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านสมาชิกวุฒิสภา ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ และไม่เคารพการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ไม่เคารพในสิ่งที่ ท่านพูดว่า ต้องเคารพระบบนิติรัฐ นิติธรรมด้วยซ้ำ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวผมวินิจฉัยได้นะครับ พอแล้วครับ ผมคิดว่าที่ พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ ได้พูดเมื่อสักครู่ เรื่องการปฏิวัตินั่น ใช่ไหมครับ

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ใช่ครับ ผมขอให้ถอน คำว่า การปฏิวัติไม่เป็นไรครับ เรื่องนี้พูดไม่ได้ในสภาแห่งนี้ครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ไม่ใช่ครับ มันเป็นเรื่อง ความคิดเห็น เมื่อสักครู่คุณกอบพูดความคิดเห็นของท่าน แต่ท่านไม่เห็นด้วยก็ไม่เป็นไร ไม่ได้ว่าความคิดของใคร ผิดหรือถูก แต่มันไม่มีข้อบังคับพูดว่าปฏิวัติ ไม่เป็นปัญหาไม่ได้ ผมจึงเห็นว่าเข้าใจนะที่เกิดความรู้สึก แต่ว่ามันเป็นความคิดเห็นใช่ไหมครับ

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ผมประท้วงท่านประธานให้วินิจฉัย ท่านประธานกำลังวินิจฉัยว่าการพูดว่า การปฏิวัติไม่เป็นไร เป็นคำวินิจฉัยของท่านประธานหรือครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ไม่ใช่ว่าไม่เป็นไรครับ แต่มันเป็นความคิดเห็น จะเป็นอะไรหรือไม่เป็นอะไรนั้นแล้วแต่ละคน แต่เป็นความคิดเห็น เราจะไปห้ามเขาคิดอย่างนั้นก็ไม่ได้ครับ เราก็คิดอีกอย่างหนึ่ง อันนี้เป็นความคิดเห็น ไม่ได้บอกว่าของคุณกอบถูกหรือผิด เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่มันเป็นความคิดเห็น ในเมื่อข้อบังคับไม่ได้ห้าม ไม่ได้เป็นคำหยาบ ไม่ได้ไปเสียดสี แต่เป็นความคิดเห็น ผมเข้าใจครับ ผมขอวินิจฉัยอย่างนี้ว่า ไม่ต้องถอน เป็นความคิดเห็น อาจจะผิดก็ได้ ถูกก็ได้นะครับ

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ได้ครับ แต่ว่าไม่ใช่เถียง ผมวินิจฉัยแล้วนะครับ

นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ผมเคารพคำวินิจฉัย ท่านประธานครับ แต่ว่าคำวินิจฉัยของท่านประธานมันตีความได้ว่า การพูดว่าปฏิวัติไม่เป็นไร โดยท่านประธานวินิจฉัยไปด้วยนี้มันผูกพันท่านประธานไปด้วยนะครับ มันผิดกฎหมายนะครับ ท่านประธานการปฏิวัติครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ผมถือว่าผมได้วินิจฉัยไปแล้ว เป็นความคิดเห็น ผมไม่ได้ยอมรับว่าของคุณกอบนี่ถูกหรือผิด แล้วของท่านเห็น ผมก็ไม่ได้ บอกว่าของท่านถูกแล้วหรือผิด แต่เป็นความคิดเห็น ในสภาเรานี้ความคิดเห็นแลกเปลี่ยนกันได้ ถ้าเผื่อว่ามันยังไม่ผิดข้อบังคับ ต้องขออภัย ผมไม่ได้บอกว่าชอบหรือไม่ชอบนะครับ ผมก็สะกิดใจอย่างท่านเหมือนกัน แต่ว่าเมื่อเป็นความคิดเห็นก็ต้องปล่อยครับ ต่อไปนะครับ เมื่อสักครู่ผมพูดถึงคุณนิกรแล้วใช่ไหมครับ เชิญครับ

(นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ขออนุญาตครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เชิญครับ มีประท้วงหรือครับ เป็นการประท้วงหรือเปล่าครับ เชิญครับ

นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ผม ปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ไม่อยากประท้วงท่านประธานนะครับ ก็ให้เกียรติท่านประธาน แล้วก็เคารพในคำวินิจฉัยของท่านประธานนะครับ แต่ทีนี้ เราดูข้อบังคับการประชุมรัฐสภาหน้าแรกเลยครับ เพื่อให้สมาชิกรัฐสภาปฏิบัติหน้าที่ในฐานะ ผู้แทนปวงชนชาวไทย ทั้งนี้ โดยยึดหลักการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นพระประมุข ธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ ผมก็คงเคารพคำวินิจฉัยของท่านประธานที่ไม่ต้องให้ท่าน สว. ถอนคำพูดนะครับ แต่ว่า ผมก็ขอเรียกร้องไปยังท่าน สว. นะครับว่าเพื่อให้เป็นเกียรติเป็นศักดิ์ศรีแก่สภาแห่งนี้ ที่อยู่ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ก็ขอให้ถอนเถอะครับ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

จบแล้วเรื่องนี้ครับ ต่อไป ขอเชิญคุณบัญชา เดชเจริญศิริกุล ครับ เชิญครับ

นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

ท่านประธานครับ ผมไม่ได้ประท้วงนะครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

ท่านประธานครับ ผม พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภานะครับ ผมไม่ได้ประท้วงท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรตินะครับ แต่อยากจะบอกว่า ตรงนี้เป็นคำพูดของอดีตนายกรัฐมนตรีนะครับ ท่านหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช ครับ แต่บังเอิญว่าเวลาผมน้อย ผมก็เลยพูดตรงนี้ ข้อความอาจจะขาดไปบ้าง เพราะฉะนั้นผมขอพูดถ้อยคำของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ท่านเสียแล้ว และท่านเป็น บุคคลภายนอก อย่าเพิ่งพูดถึงเลย ท่านเป็นบุคคลภายนอกและท่านเสียชีวิตไปแล้ว

พันตำรวจเอก กอบ อัจนากิตติ สมาชิกวุฒิสภา

บอกนิดเดียวครับ ท่านประธาน เพราะว่าเขาเข้าใจผิดว่า สว. ไม่เคารพรัฐธรรมนูญ จริง ๆ ผมเคารพมากกว่า เสียด้วยซ้ำไปนะครับ ท่านอาจารย์หม่อมบอกว่ารัฐธรรมนูญไม่เป็น

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ผมไม่อนุญาต เพราะว่า อาจารย์หม่อมเป็นบุคคลภายนอก ไม่อนุญาตถ้าเราพูดไปนะครับ เชิญครับคุณบัญชา เดชเจริญศิริกุล ครับ

นายบัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม บัญชา เดชเจริญศิริกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคท้องที่ไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เป็นวันที่ประชาชน ทั้งประเทศให้การรอคอย แล้วก็เฝ้าดูท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลายที่อยู่ในสภา ทั้งรัฐบาล ที่เสนอนโยบายขึ้นมานะครับ ปัจจุบันทุกวันนี้ในบ้านเมืองเราก็มีแต่เรื่องความเดือดร้อนมาก ๆ ทั้งทั่วพื้นที่ โดยเฉพาะ เรื่องภัยพิบัติที่จังหวัดเชียงราย เรื่องน้ำท่วมก็เป็นเรื่องสำคัญ ก็ต้องขอบคุณผู้ที่ใจบุญทั้งหลาย ที่เข้าไปช่วยในส่วนของจังหวัดเชียงราย อีกความเดือดร้อนหนึ่งก็คือของพี่น้องเกษตรกร ทั้งประเทศที่ประสบปัญหาอยู่ในขณะนี้ก็คือราคาสินค้าเกษตร ท่านประธานครับ ผมจะขอพูดถึง เรื่องข้าวก่อน ขอสไลด์ด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เรื่องข้าววันนี้ เหตุที่มันต้องถูกลงเพราะอะไร เพราะว่าราคาภายใน ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมานี้ ราคาข้าวลงมา ตันหนึ่งเกือบ ๑,๐๐๐ บาท เพราะอะไรบ้างครับ มันมีเหตุผลหลายประการ ราคาข้าวสารนี้ ลงต่อเนื่องมาเป็น ๑ สัปดาห์แล้ว ขอสไลด์ถัดไปครับ อันนี้เป็นราคาซึ่งบริษัทซื้อข้าวผู้ส่งออก ในประเทศไทยเราก็มีอยู่กันแทบจะไม่ถึง ๑๐ บริษัทที่ซื้ออย่างที่เห็นบนสไลด์ ข้าว ๕ เปอร์เซ็นต์ ทุกบริษัทซื้อเท่ากันหมดเลย กิโลกรัมละ ๑๗.๕๐ บาท ทุก ๆ ที่เลย เขามีความสามัคคีกันมาก พอซื้อราคาถูกอย่างนี้ โรงสีที่ต้องรับราคานี้ แล้วเราก็ไปซื้อต่อ จากเกษตรกรทั้งประเทศ มันกลายเป็นว่าเหมือนโรงสีนี้กลายเป็นเหยื่อ พอซื้อราคาข้าว ลงมาตามราคาที่ผู้ส่งออกกำหนด โรงสีก็ถูกต่อว่าว่าทำไมซื้อข้าวถูกจัง แต่จริง ๆ โรงสี ไม่ได้เป็นผู้กำหนดราคา คนกำหนดราคาคือผู้ส่งออกที่กำหนดมาให้โรงสีซื้อข้าว ก็ต้องว่ากันไป ตามเกณฑ์นั้น และอีกปัจจัยหนึ่งก็คือว่าด้วยสภาวะเศรษฐกิจที่ผ่านมาร่วม ๑๐ ปี เศรษฐกิจ ในส่วนของผู้ประกอบการโรงสีก็เลยขาดสภาพคล่องไปเยอะ ในเรื่องของสถาบันการเงิน ที่ให้การสนับสนุนมาตลอด ณ บัดนี้ ปัจจุบันสถาบันการเงินได้ลดวงเงินไป ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในส่วนที่โรงสีที่ใช้วงเงินอยู่ แล้วก็ตรวจ Stock เข้มมาก ตรวจเดือนหนึ่ง ๒ รอบ ๓ รอบ ซึ่งไม่สามารถขยับอะไรได้เลย ยิ่งสภาวะราคาตลาดลงแบบนี้ กำลังซื้อก็แทบไม่มีเลย อันนี้คือสาเหตุที่ทำไมข้าวถึงถูกลงมาเรื่อย ๆ

สไลด์ถัดไปเป็นเรื่องข้าวโพดนะครับ ข้าวโพดก็เป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่ง ที่หลายจังหวัด เช่น จังหวัดเพชรบูรณ์ หรือหลายจังหวัด จังหวัดสระแก้ว ทั่วไป แม้แต่ในจังหวัดนครสวรรค์ตอนนี้พี่น้องประชาชนทุก ๆ จังหวัดในพื้นที่เริ่มเคลื่อนไหว เริ่มจะออกประท้วงกันแล้ว เพราะว่าราคาข้าวโพดภายใน ๑ สัปดาห์ที่ผ่านมา ลงตันหนึ่งร่วม ๆ ๑,๐๐๐ บาท ข้าวโพดจากถังหนึ่ง ๑๒๐ บาท ตอนนี้เหลือถังละ ๘๐ บาท ข้าวโพดสดนะครับ ปัจจัยของราคาข้าวโพดมันลงมาจากอะไร สาเหตุมีหลายสาเหตุมากก็คือรัฐ โดยการควบคุม ของกรมปศุสัตว์จากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แล้วก็กระทรวงพาณิชย์ ปล่อยให้ข้าวโพด นำเข้ามาตั้งแต่วันที่ ๑ กุมภาพันธ์ ถึง ๓๑ กรกฎาคม ปี ๒๕๖๗ ข้าวโพดเข้ามาในประเทศไทย ตอนนี้ ๑,๖๐๐,๐๐๐ ตันนะครับ นี่ยังไม่รวมในจุดผ่อนปรน เช่น มาเลเซีย ด่านสะเดา จุดผ่อนปรนซับตารี สวนส้ม พบพระ แม่ระมาด อุ้มผาง หรือขุนยวม อันนี้เป็นด่านเล็ก ด่านน้อยที่เข้ามาอีกเยอะแยะมากมาย สถิติของปี ๒๕๖๖ มีข้าวสาลีนำเข้ามาประมาณ ๒ ล้านกว่าตัน แต่ข้าวโพดในประเทศไทยบอกว่ามีผลผลิตอยู่ ๕.๕ ล้านตัน แต่ไม่ทราบว่า ตัวเลขเอามาจากไหนครับ จากของปศุสัตว์ที่แจ้งมาจากสำนักงานเศรษฐกิจ ถึง ๖.๔ ล้านตัน ทั้งที่บอกว่าข้าวโพดมีผลผลิตแค่ ๕.๕ ล้านตัน ไม่รู้ตัวเลขพวกนี้มาจากไหน อันนี้มันเป็น เรื่องแปลกนะครับ สิ่งพวกนี้ก็สามารถเอาเข้ามาในประเทศไทยเยอะแยะมากมาย แล้วก็เลยทำให้สินค้าเกษตรนี้ตกลงไปเรื่อย ๆ แล้วก็ยังมีอีกหลายปัจจัย เช่น รำสกัด เข้ามาก็เอามากดราคาในประเทศไทย แล้วก็ยังมีมันสำปะหลังที่นำเข้ามาจากประเทศเพื่อนบ้าน ที่ไม่ตรงกับคุณภาพ เช่น ความชื้น ๑๗-๒๐ ที่นำเข้ามาในประเทศไทย และมันหัวไม่ให้นำเข้ามา ก็สามารถนำเข้ามาได้ทุกด่าน มันก็เลยมากระทบกับมันในประเทศไทย ตอนนี้มีปัญหาทุกอย่าง ข้าว ข้าวโพด และมัน เป็นปัญหาหมด เป็นประเด็นหมดเลยนะครับ ทีนี้มันก็เลยมีปัญหา มาถึงปัจจุบัน ตอนนี้ลงรูดเลยนะครับ ก็เป็นปัญหาที่รัฐบาลใหม่จะต้องรับเรื่องนี้ไป แต่จริง ๆ แล้ว ผมยินดีสนับสนุนให้เอานโยบายของพรรคท้องที่ไทยไปใช้ เกี่ยวกับเรื่องเศรษฐกิจนี้ทุกอย่างเลย จากโครงการชะลอการขาย ข้าวเราก็มีราคาขั้นต่ำไว้ให้ ข้าวโพดก็มีราคาขั้นต่ำไว้ให้ มันสำปะหลังก็มี สามารถใช้โครงการชะลอการขายนี่ มันจะช่วยให้เกษตรกรมีความมั่นคง ในอาชีพ แล้วก็สามารถดำเนินอาชีพของตัวเองด้วยความแข็งแรง ก็ยินดีนะครับที่รัฐบาล จะเอาโครงการนี้ไปใช้ โครงการนี้ชื่อโครงการชะลอการขายนะครับ ได้แจ้งกับ กกต. แล้วก็ ป.ป.ช. ไว้เรียบร้อยแล้ว สามารถนำไปใช้แล้วก็ประกาศใช้ได้เลย ในขณะที่กำลังมีปัญหา ราคาสินค้าเกษตรอยู่ในขณะนี้นะครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญ นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ ครับ

นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา ท่านสมาชิก ผม นาวาตรี วุฒิพงศ์ พงศ์สุวรรณ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายนโยบายของรัฐบาลดังต่อไปนี้นะครับ ขอ PowerPoint ขึ้นด้วยนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ความท้าทายที่รัฐบาล จะต้องเผชิญนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของระบบราชการไทยที่เป็นแบบศูนย์รวมอำนาจ มีการกระจายซึ่งยังไม่กระจายอำนาจอย่างเพียงพอ ดังนั้นการเร่งการกระจายอำนาจ โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งรัฐบาลได้ดำรง แล้วก็อยากจะทำให้เกิดขึ้นนั้นจึงเป็นเรื่องจำเป็น อย่างยิ่ง แล้วก็จะทำให้การกระจายตัว แล้วก็ทำให้ระบบราชการไทยจะมีขนาดที่เล็กลง และมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผมขออนุญาตไปหน้าถัดไปเลยนะครับ รัฐบาลนี้จำเป็นจะต้อง พลิกฟื้นความเชื่อมั่นของคนไทยทั้งชาตินะครับ ทำอย่างไรคนไทยทั้งชาตินี้มีความกังวล ว่าเราจะเปลี่ยนผ่านราชการสู่ Digital ได้อย่างไร ในรัฐบาลที่ผ่านมาในอดีตนั้นก็มีการพยายาม ทำอย่างที่ว่านี้ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูประบบราชการ เมื่อปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ ประมาณนี้ ที่มีแบ่งส่วนราชการออกมาเป็น ๒๐ กระทรวง ทำให้เกิดกระทรวงที่ชื่อว่ากระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสารเกิดขึ้น ทุกวันนี้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวง DEs ซึ่งน่าจะมีบทบาท ในการที่จะผลักดันให้การปฏิรูประบบราชการให้เป็นดิจิทัล แต่ก็ยังช้าอยู่ การปรับขนาด ของกำลังคนให้สอดคล้องต่อภารกิจก็ยังไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงนะครับ ระบบราชการ ก็ยังล่าช้า แล้วก็ยังล้าหลังอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งมีความพยายามที่จะผลักดันให้เร็วขึ้นก็ตาม ดังนั้นการเปลี่ยนรูปแบบในการรับราชการ และในการเปลี่ยนรูปแบบในการปฏิบัติการ ทางทหารจึงต้องมีการปฏิรูปอย่างรวดเร็ว รัฐบาลนี้ได้มีการเน้นในเรื่องของการใช้เทคโนโลยี และการเปลี่ยนผ่านรูปแบบการเกณฑ์ทหารให้เปลี่ยนเป็นการรับสมัคร รับสมัครทหาร เข้ามาแทนทหารเกณฑ์ ซึ่งอันนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งนะครับ แล้วผมไม่เห็นด้วยกับการที่ เราจะต้องไปเกณฑ์ทหารกันอีกต่อไป ทหารสามารถรับสมัครและเข้ามา เดี๋ยวผมมีวิธี สักเล็กน้อยที่จะแนะนำว่าจะทำอย่างไรในอนาคต นอกจากนั้นรัฐบาลนี้ยังให้ความสำคัญ ในการกระจายอำนาจสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ถึงแม้ยังล่าช้าอยู่บ้าง แต่ก็ดีขึ้นเรื่อย ๆ ตามลำดับเช่นเดียวกันนะครับ การเปลี่ยนผ่านราชการไทยไปสู่ระบบราชการใหม่ที่เป็นระบบ Digital หรือเป็น Digital Government อันนี้ผมขออนุญาตสนับสนุนนะครับ แต่ว่าที่สำคัญ คือกระทรวงกลาโหมครับ กระทรวงกลาโหมจำเป็นอย่างยิ่งนะครับ เพราะโลกยุคใหม่นั้น เป็นโลกที่เปลี่ยนแปลง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งการเปลี่ยนแปลงของเอเชียแปซิฟิกที่มีการ เผชิญหน้ากันระหว่างมหาอำนาจ ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐอเมริกา หรือจีนก็ตาม ต่อไปตรงย่านนี้ เราจำเป็นต้องมีกองกำลัง หรือกองทัพที่มีความทันสมัยและรวดเร็ว ตอบสนองต่อ การเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น โดยที่กองทัพไทยนั้นจะต้องมีการบูรณาการ การสื่อสาร การสั่งการ และการควบคุมระหว่างเหล่าทัพ หรือที่เรียกว่า C4I ให้เป็นอัตโนมัติ มีการพยายามทำในระบบ Command Control ก็ตาม แต่ในระบบธุรการนั้นยังล่าช้าอยู่ การเปลี่ยนผ่านราชการไทยไปสู่ดิจิทัลนั้นจะต้องเน้นในหลาย ๆ เรื่องนะครับ เรื่องสำคัญ อีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการสร้างระบบงานสารบรรณภาครัฐให้รวดเร็ว และมีการปฏิรูป และการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร ขออนุญาตไปที่หน้ากระทรวงกลาโหมเลยนะครับ หน้าของกระทรวงกลาโหมที่ผมจะขออภิปรายเพิ่มเติม ก็คือเรื่องของการพัฒนากำลังพล ให้มีความรู้ ความสามารถในทุกระดับชั้น และพัฒนากำลังคนที่สำคัญคือเรื่องของ การช่างฝีมือ เพื่อตอบสนองต่อภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ในกระทรวงกลาโหมนั้น มีหน่วยงาน หรือมีความรู้ ความสามารถหลายประการซึ่งจะช่วยร่วมพัฒนาประเทศไทยได้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของช่างไฟฟ้า ช่างเครื่องกล เรื่องของการซ่อมบำรุงเรือ การเดินเรือ และการช่างอากาศยาน ซึ่งเราขาดแคลนบุคลากรเป็นจำนวนมากมาย ก็คือขออนุญาตว่า ถ้ากระทรวงกลาโหมจะกรุณาพัฒนาเรื่องนี้ให้ดีขึ้นก็จะดีขึ้นไปอีกเยอะนะครับ

สุดท้ายเลยครับ ในการที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องของพลทหารให้มีความรู้ ความสามารถมากขึ้น ก็คือรับสมัครเข้ามา เสร็จแล้วให้โอกาสเขานะครับ ให้โอกาสพลทหาร ในการเข้ามาเรียนต่อในหลักสูตรต่าง ๆ ของกองทัพ ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรของจ่าทหารเรือ หลักสูตรนายสิบของทหารบก รวมทั้งโรงเรียนเตรียมทหารและโรงเรียนช่างอากาศ ที่เกี่ยวข้อง แบบนี้จะทำให้เกิดความตื่นตัวในการที่สมัครเป็นทหารกันมากขึ้นนะครับ โดยในที่สุดเราก็ไม่จำเป็นต้องมีการเกณฑ์อีกต่อไปนะครับ เพราะสมัครก็น่าจะเกินแล้ว และอีกเรื่องหนึ่งก็คือถ้ามีระบบข้อมูลข่าวสารที่ดีพอ เราก็คงจะต้องมีระบบกำลังพล ที่สามารถระดมพลได้อย่างรวดเร็ว

สุดท้าย เรื่องของการพัฒนาอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ เนื่องจาก ความแตกแยกหรือความขัดแย้งกันในภูมิภาคแห่งนี้ คนไทยหรือประเทศไทยจำเป็นต้องมี การเพิ่มขีดความสามารถในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการพัฒนาอาวุธ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการพัฒนาปืนให้ใช้เอง ปืนประจำการ ปืนใหญ่ เรือรบ เครื่องบินรบ รถถัง รวมถึง เรื่องของโดรน ซึ่งขณะนี้ขีดความสามารถของประเทศไทย เช่น DTI และหน่วยงานวิจัย พัฒนาของแต่ละเหล่าทัพ เขาสามารถสร้างได้ ประดิษฐ์ได้และใช้งานได้ในกองทัพแล้ว ไม่อยากจะให้เป็นการละทิ้งนะครับ หรือการผลิตในประเทศรวมทั้งอู่ต่อเรือในประเทศ โรงงานสร้างรถยานยนต์ รถเกราะของมาดามรถถัง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ถ้าท่านพัฒนา หรือปรับปรุงให้อุตสาหกรรม ในการซ่อมสร้างเครื่องบินหรืออุปกรณ์ของการรบให้พึ่งพา ตัวเองได้ ประเทศไทยก็จะไม่ต้องไปพึ่งพาต่างประเทศให้มากเกินไป เมื่อมีเหตุการณ์จำเป็น ก็สามารถพึ่งพาตัวเองได้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณศุภโชติ ไชยสัจ ขอเวลา ๒๐ นาทีนะครับ

นายศุภโชติ ไชยสัจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

เรียนประธานสภาที่เคารพ ผม ศุภโชติ ไชยสัจ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อจากพรรคประชาชน อดีตพรรคก้าวไกล วันนี้ขออภิปรายในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมจะขอมีส่วนร่วม ในการอภิปรายคำแถลงนโยบายของรัฐบาลคุณแพทองธาร ชินวัตร ทางด้านพลังงาน ท่านประธานต้องบอกตรง ๆ ว่าคำแถลงนโยบายด้านพลังงานในรอบนี้มีความละเอียดมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าถ้าไปเปรียบเทียบจากการทำงานในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมานั้นก็ไม่ได้มีอะไร เปลี่ยนแปลงไปสักเท่าไรนะครับ รัฐมนตรีก็เป็นรัฐมนตรีคนเดิมครับ มาจากพรรคเดิม การทำงานก็คงจะเหมือนเดิม ผมได้มีโอกาสไปฟังคลิปวิดีโอของท่านครับ ที่เล่าถึงผลงาน ในช่วง ๑ ปีที่ผ่านมาว่าทำอะไรสำเร็จไปแล้วบ้าง ลองไปหาฟังกันได้ ความยาวคลิปวิดีโอ ประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ว่าทุกอย่างที่ท่านพูดในคลิปนั้นมันมีแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ครับ ไม่ได้มีข้อไหนที่เป็นการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอเลย

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ยิ่งไปกว่านั้นครับ พูดแต่เรื่องของน้ำมันครับ แก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน แก้กฎหมายเรื่องน้ำมัน ไม่ได้มีการพูดถึง เรื่องค่าไฟแม้แต่นิดเดียว ราวกับว่าท่านรัฐมนตรีไม่กล้าจะไปแตะนายทุนเจ้าของโรงไฟฟ้า สักเท่าไรนะครับ ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลเศรษฐาเมื่อปีที่แล้วนะครับ ท่านบอกว่า จะลดราคาน้ำมัน ค่าไฟ ในทันที ๑ ปีผ่านไปครับ ปัจจุบันราคาน้ำมัน ค่าไฟ แพงกว่าเดิม เรียบร้อยแล้วครับ ๑ ปีผ่านไปน้ำมันแพงขึ้น ๑-๒ บาทในทุก ๆ ประเภท ไม่ว่าจะเป็นดีเซล เบนซิน ๙๑ ๙๕ แพงขึ้นหมด ๑ ปีผ่านไปค่าไฟแพงขึ้น จากเดิมที่เคยตรึงกันไว้ได้ที่ ๓.๙๙ บาท ต่อหน่วย ตอนนี้ตรึงกันไม่ไหวเพิ่มขึ้นไปเป็น ๔.๒๐ บาทต่อหน่วย แพงขึ้นอย่างเดียวไม่พอ วิธีการที่ใช้ มาตรการที่ใช้ก็กำลังทำให้ประเทศนี้มีหนี้สินล้นพ้นตัวครับ อย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยที่ยอดหนี้ตรงนี้สูงกว่า ๑๑๐,๐๐๐ ล้านบาท หรือจะเป็นกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่ตอนนี้หนี้ก็ทะลุ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาทแล้วเช่นกัน เสี่ยงต่อการล้มละลายเป็นอย่างยิ่งครับ ยิ่งไปกว่านั้นนอกเหนือจากการสร้างหนี้ มาตรการ ที่ทางรัฐบาลใช้ ก็ทำให้ประเทศมีรายได้น้อยลง การที่ให้กรมสรรพสามิตลดภาษีน้ำมันลง ทำให้ประเทศไทยจัดเก็บรายได้พลาดเป้าไปกว่า ๒๖,๐๐๐ ล้านบาท ในช่วง ๘ เดือนแรก ของปีนี้ ตรงนี้ครับ ถ้าท่านจะบอกว่าสิ่งที่ท่านทำมันประสบความสำเร็จ ผมไม่อาจเห็นด้วยได้ สิ่งที่ท่านทำมันคือผักชีโรยหน้า มันคือการแก้ไขปัญหาที่ปลายภูเขาน้ำแข็งครับ ไม่ยอมเข้าไป แก้ไขปัญหาที่ต้นตอ หาวิธีการอย่างยั่งยืน ๑ ปี ไม่มีผลงานที่มีคุณภาพ แต่สิ่งที่ท่านพูด แถลงในวันนี้ว่า ๓ ปีหลังจากนี้จะทำอะไรบ้าง กลับทำให้ผมกังวลมากขึ้นไปอีกว่าท่านกำลัง เอาผลประโยชน์ของประชาชน ผลประโยชน์ของประเทศชาติไปยกให้กับนายทุน กลุ่มทุน พลังงานที่อยู่ฝั่งท่าน จากคำแถลงการณ์ในวันนี้ครับ ผมสรุปออกมาเป็น ๓ ข้อ

ข้อแรก ท่านบอกว่าท่านจะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน แต่เดี๋ยวก่อนครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง ท่านพิชัย ขอโทษที่ต้องเอ่ยนาม ท่านบอกว่า ราคาพลังงานในประเทศนี้ไม่มีใครที่สามารถแก้ไขได้ ผมฟังอย่างนี้แล้วผมตกใจครับ ท่านไม่เกรงใจคำแถลงนโยบายในวันนี้ ไม่เกรงใจรัฐมนตรีกระทรวงพลังงาน แล้วอย่างนี้ ประชาชนเขาจะพึ่งใครครับ ในเมื่อรัฐบาลยังแก้ไม่ได้ เขาต้องจ่ายค่าไฟที่มันแพงอยู่อย่างนี้ ต่อไปเรื่อย ๆ ใช่หรือไม่ ถ้าจะปรับโครงสร้างราคาพลังงานได้ ท่านต้องรู้ว่าไฟฟ้าเราผลิต มาจากโรงไหน ผลิตมาจากเชื้อเพลิงอะไร ท่านจะต้องรู้ว่าควรจะสร้างโรงไฟฟ้าชนิดไหนบ้าง ถ้าจะทำอย่างนั้นได้ ท่านต้องมีแผนพลังงานชาติที่ดีถูกต้องไหมครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้น มันไม่ได้เป็นอย่างนั้น แผนพลังงานชาติฉบับใหม่ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ พีดีพี ๒๐๒๔ กำลังทำให้ประชาชนทุกคนจ่ายค่าไฟแพงขึ้น จากการทำแผนที่ผิดพลาด ผิดพลาดอย่างไร เดี๋ยวผมจะเล่าให้ฟัง อย่างแรกคือสมมุติฐานในการทำแผนผิดพลาด ท่านบอกว่าประเทศไทย เศรษฐกิจจะดีขึ้น ทำให้ต้องมีการสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับเศรษฐกิจที่มันเติบโตขึ้นในอนาคต แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่ครับ สมมุติฐานอย่างจีดีพีที่ท่านใช้ในการทำแผน ระยะสั้น ท่านบอกว่าจีดีพีจะโต ๓-๔ เปอร์เซ็นต์ แต่ตัวเลขที่ทางแบงก์ชาติออกมาบอกครับ โตไม่ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ ไม่ถึง ๒ เปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำในบางปี หรือระยะยาวท่านบอกว่าจีดีพี ๓.๑ เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไปดูตัวเลขที่ทางธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ คาดการณ์ไว้ อย่างเกียรตินาคิน เขาบอกไว้ว่าจีดีพีจะเติบโตแค่ ๑.๖ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น ข้อมูลที่ท่านใช้ก็เป็นชุดข้อมูลที่เก่า คิดกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ ๒ ปีมาแล้วครับ หรือถ้าท่านจะออกมาแย้งผมว่าไม่ใช่เพราะ เศรษฐกิจที่มันเติบโตขึ้น แต่เป็นเพราะประเทศไทยมีจำนวนประชากรที่มันเพิ่มขึ้น ทำให้เรา ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพื่อรองรับความต้องการใช้ไฟที่มันเพิ่มขึ้นตาม ท่านประธานครับ คนตายมันมากกว่าคนเกิดเรียบร้อยแล้ว นั่นหมายความว่าจำนวนคนไทยกำลังลดลงครับ หรือข้อโต้แย้งที่ท่านออกมาบอกล่าสุดว่าเราต้องคิดจำนวนแรงงานต่างด้าวเข้าไปด้วย ท่านลองไปดูตัวเลขย้อนหลังหน่อยไหมครับ เกือบ ๑๐ ปีมาแล้วครับที่จำนวนแรงงานต่างด้าว ในประเทศเราคงที่ อยู่ที่ระดับ ๒-๓ ล้าน เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะมาพยากรณ์ว่า จำนวนคนไทย คนที่อยู่ในประเทศไทยกำลังเพิ่มขึ้น เป็นไปไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นครับ ในการจัดทำแผนรอบนี้ รัฐบาลกำลังจะเพิ่มจำนวนโรงไฟฟ้าสำรองเพิ่มขึ้นไปอีก ทั้ง ๆ ที่ประเทศเรามันเกิดไฟดับยากมาก ๆ อยู่แล้ว ไฟดับในที่นี้ผมไม่ได้หมายถึงหม้อแปลง ระเบิด สายไฟขาด แต่ผมหมายถึงการที่เรามีโรงไฟฟ้าไม่มากพอ ซึ่งถ้าเราไปเปรียบเทียบ กับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างสิงคโปร์ หรือมาเลเซีย ประเทศเราดีกว่าเขาด้วยซ้ำ ดับยากมากกว่าเขาครับ แต่รัฐบาลบอกว่าไม่ได้ เราต้องมีความมั่นคงทางด้านพลังงาน มากขึ้นไปอีก ต้องสร้างโรงไฟฟ้าเพิ่มขึ้นอีก ๘ โรง ผมถามอย่างเดียวครับ จะทำไปเพื่ออะไร สมมุติฐานที่แย่อย่างเดียวไม่พอที่ทำให้เรา มีโรงไฟฟ้าล้น มีโรงไฟฟ้าเยอะขนาดนี้ แต่รัฐมนตรีกระทรวงพลังงานคนเดิมคนนี้ ก็ไม่ได้เลือกไฟฟ้าที่มันมีราคาถูกให้กับประชาชน ยกตัวอย่างง่าย ๆ ครับ ในแผนฉบับนี้ ท่านบอกว่าจะไม่ซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนเก่าที่กำลังหมดอายุจำนวน ๔ เขื่อนในประเทศลาว แต่จะไปซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนใหม่ที่สร้างอยู่ข้าง ๆ กันแทน ผมถามอีกครั้งจะทำไปเพื่ออะไร ทั้ง ๆ ที่เขื่อนเก่า เราซื้อไฟฟ้าเขาแค่บาทกว่า และมันก็กำลังจะหมดอายุสัญญา ถ้าเราเข้าไป เจรจาขอซื้อสัญญา ขอราคาที่มันถูกกว่าเดิม เพราะอะไรครับ เพราะต้นทุนการลงทุน เงินลงทุนทั้งหมด มันคืนทุนแล้วเรียบร้อยครับ ท่านไม่ยอมทำ ท่านไปเซ็นสัญญาซื้อไฟฟ้า จากเขื่อนใหม่ที่มันมีราคาเกือบ ๓ บาท ของถูกท่านไม่เอา ยืนยันจะซื้อแต่ของแพง ท่านติดหรูหรือเปล่า ท่านต้องตอบประชาชนให้ได้ว่า ทำไมพวกเขาถึงไม่มีโอกาสได้ใช้ไฟ ที่มันมีราคาถูก หรือรัฐบาลนี้กำลังเอื้อประโยชน์ให้กับเจ้าของเขื่อนอยู่หรือเปล่า จากแผน พลังงานชาติฉบับนี้ จะเห็นได้ว่ามันเป็นการจงใจไม่เห็นหัวประชาชน กำลังทำให้ประชาชน แบกรับต้นทุนค่าไฟที่มันเพิ่มสูงขึ้นจากการสร้างโรงไฟฟ้ามากขึ้น เพราะฉะนั้นคำแถลงการณ์ ที่ท่านบอกว่าจะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน อาจจะจริงอย่างที่ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการคลังพูดก็ได้ครับว่ามันทำไม่ได้ถ้าทำกันอยู่อย่างนี้ ซ้ำเติมปัญหา เอื้อประโยชน์ ให้กับนายทุนเหมือนที่ผ่าน ๆ มา

คำแถลงการณ์ถัดมาครับ ท่านบอกว่าท่านจะสนับสนุนพลังงานสะอาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดให้มีการแข่งขันอย่างเสรี และยิ่งไปกว่านั้น ท่านระบุว่าจะอนุญาตให้ประชาชนที่ติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์บนหลังคาบ้าน ขายไฟให้กับ รัฐบาลได้ ทั้งหมดฟังดูดีอีกเช่นเคย แต่สิ่งที่ท่านทำมาตลอด ๑ ปีที่ผ่านมา มันกลับตรงกันข้าม ท่านบอกว่าจะให้มีพลังงานสะอาดมากขึ้น เปิดการแข่งขันอย่างเสรี แต่สิ่งที่ท่านทำล่าสุด เมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคมที่ผ่านมา ท่านบอกว่าประกาศรับซื้อพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ เมกะวัตต์ แต่ว่าให้ใช้หลักเกณฑ์เจ้าปัญหาอันเดิมที่มันส่อทุจริต ถ้าใครอยากจะฟังในรายละเอียดว่าหลักเกณฑ์อันนี้มันมีปัญหาอย่างไร มันส่อทุจริตอย่างไร ขอให้กลับไปฟังตอนที่ผมอภิปรายมาตรา ๑๕๒ เมื่อต้นปีที่ผ่านมา แล้วจะเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ในวันนั้นท่านรัฐมนตรีคนเดิมคนนี้ก็ตกปากรับคำผมเสียดิบดีว่าเข้าใจปัญหา เห็นด้วย ว่าหลักเกณฑ์อันนี้มันมีปัญหา จะไปแก้ระเบียบหลักเกณฑ์ให้ ประกาศขึงขังว่าจะไม่ให้ ผู้มีอิทธิพลเข้ามาแทรกแซงการทำงานของท่านได้ ผมถามหน่อยว่าหลักเกณฑ์อันใหม่ ที่ออกมาเมื่อวันที่ ๓๑ กรกฎาคมที่ผ่านมา มันมีอะไรต่างไปจากหลักเกณฑ์อันเก่าบ้าง การที่ท่านรู้อยู่แล้ว แต่ว่าไม่ยอมทำอะไรแบบนี้ เรียกว่าผิดกฎหมาย ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ หรือเปล่า ที่เคยพูดกันในวันนั้นอีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องของราคารับซื้อจากโครงการเหล่านี้ ท่านก็บอกว่าให้ใช้ราคาเดิมที่มันกำหนดมาตั้งแต่ปี ๒๕๖๕ แต่ว่าโครงการเหล่านี้ครับ ท่านประธาน มันจะมีกำหนดเสร็จภายในปี ๒๕๗๑ อีก ๔ ปีกว่าครับ ท่านไม่คิดว่า ๔ ปี หลังจากนี้ พวกต้นทุนราคาแผงมันจะลดลงหรืออย่างไร เพราะว่าถ้าเราไปเปรียบเทียบ ราคาแผงโซลาร์เซลล์เมื่อ ๕ ปีที่แล้วกับปัจจุบัน ราคาแผงถูกลงกว่าครึ่ง ท่านจะรีบเร่งรัด ประมูลโรงไฟฟ้าที่มันจะต้องสร้างในอีกเกือบ ๕ ปีตอนนี้ทำไม ส่วนราคาที่เรารับซื้อกัน ๒ บาทกว่า ก็เป็นราคาที่แพงครับ เพราะว่าถ้าไปเปรียบเทียบกับราคาที่ใช้กันอยู่ในตลาดโลก มันไม่ถึงบาทครับ มัน ๑ บาทกว่าด้วยซ้ำ การที่ท่านที่เร่งให้มีการประมูลโรงไฟฟ้าตอนนี้ ทั้ง ๆ ที่มันรอได้ รวมไปถึงให้ใช้ราคารับซื้อที่มันแพง ไม่ให้มีการแข่งขันทางด้านราคา ลองให้คนที่เขาสามารถทำได้ถูกกว่า ๒ บาทเข้ามาเสนอแข่งราคากัน ผมเชื่อว่ามีเยอะ มีหลายเจ้า แบบนี้ท่านไม่ยอมทำครับ ท่านกำลังเอื้อประโยชน์ตรงนี้ให้กับใคร ให้กับเจ้าของ โรงไฟฟ้าที่กำลังจะได้สัมปทานตรงนี้ไปอีก ๒๐-๓๐ ปีใช่หรือไม่ เพราะว่าการกระทำแบบนี้ ประชาชนไม่ได้ประโยชน์แม้แต่นิดเดียว แต่ความจริงแล้ว ท่านไม่ต้องประมูลเลยนะครับ ยกเลิกการประมูลรอบนี้ไปได้เลยด้วยซ้ำ ไม่ต้องเป็นคนกำหนดราคาครับ ให้มันเป็นกลไก ทางด้านการแข่งขันแทน ท่านบอกอยู่แล้วในคำแถลงการณ์ของท่านว่าท่านจะสนับสนุนให้มีการใช้ Direct PPA ให้คนซื้อไฟกับคนขายไฟเขาเจรจากันเอง รัฐบาลไม่ต้องไปยุ่ง ถ้าพูดอย่างนี้แล้ว โครงการรับซื้อ พลังงานสะอาดกว่า ๓,๖๐๐ เมกะวัตต์ ก็ควรจะถูกยกเลิก ไม่มีเหตุผลที่ดีที่จะต้องทำต่อครับ ทั้งแพง ทั้งเอื้อให้ทุนผูกขาด ทั้งปิดกั้นการแข่งขันอย่างเสรี ไม่เหมือนที่ท่านแถลงในวันนี้ แม้แต่นิดเดียว หรือถัดมาครับ ที่ท่านบอกว่าจะอนุญาตให้ประชาชนเขาขายไฟจากแผง โซลาร์เซลล์ที่ติดตั้งบนบ้านของพวกเขาให้กับทางรัฐบาลได้ ให้ประชาชนกลายเป็นผู้ผลิตไฟ เป็นเจ้าของโรงไฟฟ้าจากบ้านของตัวเอง สามารถทำเงิน หารายได้ ลดภาระได้ อันนี้ผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่งครับ เพราะว่าเป็นสิ่งที่พรรคประชาชนก็สนับสนุนมาโดยตลอด เป็นนโยบาย หาเสียงพวกเราอดีตพรรคก้าวไกลด้วยครับ แต่ท่านนายกรัฐมนตรีอาจจะต้องหันไปถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของท่านนิดหนึ่งว่าจะเอาอย่างไรกันแน่ เพราะเห็นว่า ไปออกรายการทีวีล่าสุด หรือว่าแถลงข่าวเมื่อไม่กี่วันมานี้ ก็ยังเป็นการบอกว่าเน้นให้ติด เพื่อใช้อย่างเดียวอยู่เลย รวมไปถึงการทำงานที่ผ่านมาจะเห็นว่าจำนวนครอบครัวที่รัฐ อนุญาตให้ประชาชนสามารถขายไฟคืนรัฐบาลได้มีน้อยมาก ๆ เมื่อเราเปรียบเทียบกับขนาด ของโครงการที่มันใหญ่มหึมาที่รัฐบาลยกให้กับเอกชน ยิ่งไปกว่านั้นครับ เราจะเห็นได้ว่า ในแผนพลังงานชาติฉบับใหม่ไม่ได้มีการกำหนดเลยว่าโครงการพลังงานสะอาดทั้งหมด จะเป็นของใคร ถ้าเราพลิกไปดูแผนเก่า เขามีการกำหนดเลยว่าโควตาเท่านี้จะเป็นของประชาชน โควตาเท่านี้จะเป็นของเอกชน โควตาเท่านี้จะเป็นของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ถึงแม้ตัวเลข ของประชาชนจะน้อย แต่เขาก็กำหนดมาอย่างชัดเจน แต่นี่แผนใหม่ไม่ได้บอกตรงนี้เลย นั่นหมายความว่าโครงการพลังงานสะอาดทั้งหมดอาจจะถูกยกไปให้กับเอกชนก็ได้ใช่ไหมครับ ท่านพูดอย่าง แต่ทำอีกอย่าง บอกว่าจะสนับสนุนพลังงานสะอาด เปิดการแข่งขันอย่างเสรี รวมไปถึงให้ประชาชนสามารถขายไฟฟ้าคืนรัฐได้ แต่ในความเป็นจริงสิ่งที่ท่านทำมาตลอด ก็คือเพิ่มการผูกขาด เอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มทุนพลังงาน ประชาชนไม่เคยอยู่ในสมการ แบบนี้มันเรียกว่าการแถลงนโยบายแบบย้อนแย้ง

และอย่างสุดท้าย ที่ผมอยากจะพูดถึงในคำแถลงการณ์ในวันนี้ ก็คือท่านบอกว่า จะจัดหาเชื้อเพลิงจากแหล่งใหม่ ความจริงประโยคนี้ไม่ใช่คำแถลงการณ์ใหม่ เป็นคำแถลงการณ์ ที่มีมาตั้งแต่รัฐบาลเศรษฐา รวมไปถึงก็เป็นนโยบายของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ที่บอกว่าจะมีการเจรจานำก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยบริเวณพื้นที่ทับซ้อนระหว่างไทย และกัมพูชาขึ้นมาใช้ ๑ ปีผ่านมา เรื่องนี้ดูเงียบมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่มีการแถลงไว้ตั้งแต่รัฐบาลที่แล้ว ๑ ปีผ่านไป แม้แต่คณะผู้แทนของประเทศเราที่จะเข้าไปเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน อย่างคณะกรรมการร่วมด้านเทคนิค JTC ยังตั้งกันไม่เสร็จครับ ตอนแรกผมคิดว่า Idea นี้ มันจะถูกยกเลิกไปเรียบร้อยแล้วครับ แต่การที่ท่านมาแถลงในวันนี้นั่นหมายความว่า ท่านเอาจริงแน่ในการที่จะนำก๊าซธรรมชาติในพื้นที่ทับซ้อนนั้นขึ้นมาใช้ ในเรื่องนี้ผมมีอยู่ ๒ ประเด็นครับท่านประธาน อยากจะลองอภิปรายให้ท่านประธาน รวมไปถึงพี่น้องประชาชน ที่เป็นเจ้าของประเทศนี้ ที่เป็นเจ้าของทรัพยากรในประเทศนี้ฟังดู แล้วลองตัดสินใจดูครับ ว่าจะเอาอย่างไรกันต่อ

ประเด็นแรก ในเรื่องของความคุ้มค่า หรือมูลค่าของก๊าซธรรมชาติบริเวณ พื้นที่ทับซ้อนและความเร็วในการนำขึ้นมาใช้ แน่นอนว่าก๊าซธรรมชาติตรงนี้มันมีราคาถูกกว่า ก๊าซธรรมชาติที่เรานำเข้าจากต่างประเทศ แต่ท่านประธานครับ โลกของเรา ประเทศของเรา กำลังมุ่งสู่อะไรที่มันสะอาดขึ้น กำลังมุ่งสู่การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งแน่นอนครับว่า ถ้าหากประเทศเรามีการบังคับใช้กลไกภาษีคาร์บอน ก๊าซธรรมชาติพวกนี้ มันจะมีราคาแพงขึ้น เพราะว่าเป็นเชื้อเพลิงที่มีการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์พอสมควร พอเชื้อเพลิงมันแพง คนจะใช้ลดลงเรื่อย ๆ มูลค่าของแหล่งก๊าซตรงนี้ที่เคยมีการประเมินไว้ กว่า ๒๐ ล้านล้านบาท มันก็จะค่อย ๆ ลดลง ทั่วโลกก็จะไม่ใช้ หันไปใช้พลังงานสะอาดแทน ซึ่งมีการประเมินกันไว้อีกนะครับว่า ระยะเวลาในการนำก๊าซจากพื้นที่ทับซ้อนตรงนี้ขึ้นมาใช้ อาจจะกินระยะเวลาถึง ๕-๑๐ ปี ซึ่งผมก็ไม่แน่ใจนะครับว่ากว่าจะถึงตอนนั้นประเทศเรา โลกของเรายังต้องการก๊าซธรรมชาติอยู่หรือเปล่า แต่ถ้ารัฐบาลสามารถ Guarantee ได้ว่ามีความสัมพันธ์ที่ดีกับประเทศเพื่อนบ้าน เป็นเพื่อนซี้ กับผู้นำของประเทศเขา สามารถเจรจาหาข้อตกลงทั้งในเรื่องผลประโยชน์ สิทธิสัมปทานต่าง ๆ รวมไปถึงเขตแดนกับเขาได้เร็วกว่าที่ผมพูด รัฐบาลก็ต้องตอบคำถามต่อมาให้ได้ครับว่า แล้วโครงสร้างพื้นฐานที่สร้างมาเพื่อรองรับการนำเข้าก๊าซธรรมชาติจากต่างประเทศ อย่างโรงเก็บและแปรสภาพก๊าซ LNG Terminal 3 ที่มีการให้สัมปทานกับเอกชนไปแล้ว ท่านจะเอาอย่างไร ถ้าเรามีก๊าซในอ่าว เราไม่จำเป็นที่จะต้องใช้ LNG ครับท่านประธาน นั่นหมายความว่าสัมปทานมูลค่าการลงทุนกว่า ๖๖,๐๐๐ ล้านบาท ที่ถูกประเคนไปให้กับ กลุ่มทุนพลังงานเมื่อปีก่อน กำลังจะถูกสร้างขึ้นมาแล้วไม่ได้ใช้ใช่หรือไม่ เพราะว่าในเนื้อหา สัญญาสัมปทานนี้ที่เพิ่งเซ็นไป มันมีการ Guarantee เงิน Guarantee รายได้ให้กับ กลุ่มทุนพลังงานที่มาลงทุนว่าถึงแม้พวกเขาจะสร้าง LNG Terminal 3 โรงนี้ แล้วไม่ต้อง เดินเครื่องเลย เขาก็ยังจะกำไรอยู่ดีครับ เพราะว่าในเนื้อหาสัญญาสัมปทานมันระบุไว้ว่า มีค่าความพร้อมจ่ายเหมือนกัน ซึ่งคนที่จ่ายค่าความพร้อมจ่ายนี้ก็ไม่ใช่ใครครับ ก็คือพี่น้อง ประชาชนทุกคน เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ท่านต้องตอบให้ได้ว่าถ้ามีการนำก๊าซจากพื้นที่ทับซ้อน ในอ่าวไทยขึ้นมาใช้ได้ สัญญาสัมปทานที่ให้ไว้กับกลุ่มทุนพลังงานเรียบร้อยแล้ว จะสามารถ ถูกแก้ไข แก้ไขให้ประชาชนไม่ใช่ผู้แบกรับต้นทุนภาระส่วนเกินตรงนี้ได้หรือไม่ สิ่งที่น่ากลัวที่สุด ในเรื่องนี้คืออะไรรู้ไหมครับ คือการที่รัฐบาลทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นในเรื่องนี้ แล้วปล่อยให้มี นายทุนกลุ่มทุนพลังงานเข้ามาเอาผลประโยชน์จากทั้งสัมปทานการขุดเจาะก๊าซธรรมชาติ ในบริเวณอ่าวไทย รวมไปถึงยังคงปล่อยให้กลุ่มทุนพลังงานยังคงสร้าง LNG Terminal 3 แล้วส่งภาระทั้งหมดให้กับพี่น้องประชาชน จะเห็นได้ว่านโยบายของแพทองธารทางด้านพลังงาน ทั้ง ๓ ข้อ เป็นนโยบายที่มีความย้อนแย้งกับการกระทำที่เกิดขึ้นมาตลอด ๑ ปีที่ผ่านมาทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องบอกว่าจะปรับโครงสร้างราคาพลังงาน แต่ก็ยังทำแผนที่ผิดพลาด มีโรงไฟฟ้าล้นเกินไม่ได้เลือกพลังงานที่มีราคาถูกมาใช้ บอกว่าจะสนับสนุนพลังงานสะอาด สนับสนุนพลังงานแสงอาทิตย์ เปิดการแข่งขันอย่างเสรี แต่สิ่งที่ทำกลับกลายเป็นว่าสนับสนุน พลังงานสะอาดที่มีราคาแพง เอื้อให้กลุ่มทุนพลังงานมีการผูกขาดสัมปทาน ไม่ได้สนับสนุน ให้ประชาชนสามารถขายไฟคืนรัฐได้อย่างจริงจัง เป็นนโยบายที่ทำพอมาเป็นแค่พิธี หรือสุดท้ายที่ท่านบอกว่าจะจัดหาแหล่งเชื้อเพลิงจากแหล่งใหม่ในพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา แต่ดู ๆ ไปแล้วมีแต่คนจ้องจะเอาผลประโยชน์จากทั้งสัมปทานการขุดเจาะ รวมไปถึง การประเคนสัมปทาน LNG Terminal 3 ที่คงถูกสร้างมาแล้วไม่ได้ใช้อีกเช่นเคย สุดท้ายครับ ท่านประธาน ทรัพยากรของประเทศนี้กำลังจะถูกยกไปให้กับคนไม่กี่คน ทำไมครับ ทำไม คนธรรมดาตาสีตาสาถึงไม่มีสิทธิเข้าถึงทรัพยากรในประเทศนี้เหมือนคนอื่นเขาบ้าง การแถลงนโยบายในครั้งนี้จึงเหมือนเป็นการประกาศให้กลุ่มทุนพลังงาน คนที่กำลังรอสัมปทาน กับทางภาครัฐอยู่ เขามั่นใจได้ว่าพวกเขาจะยังสามารถหากินกับภาษีของพี่น้องประชาชน หากินกับค่าไฟของพี่น้องประชาชน หากินกับทรัพยากรของประเทศนี้ไปได้อีกนาน มีกิน มีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรีไปพร้อม ๆ กัน แต่ผมไม่ได้หมายถึงประชาชน ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณซูการ์โน มะทา ๑๐ นาทีครับ

นายซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ผม ซูการ์โน มะทา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาชาติ ในฐานะสมาชิก รัฐสภา วันนี้ขออนุญาตอภิปรายคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี คนที่ ๓๑ ท่านประธานครับ ผมเข้าใจและเห็นใจท่านนายกรัฐมนตรี ที่เข้ามาบริหารประเทศภายใต้ความท้าทายของปัญหาหลาย ๆ ปัญหา แต่ผมดีใจแทน พี่น้องประชาชนคนไทยทั้งประเทศที่ท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีกำลังจะเปลี่ยนแปลง ความท้าทายให้กลายเป็นความหวัง โอกาส และความเสมอภาคทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่ผมอ่านคำแถลงนโยบายทั้งหมดนี้ก็มีความสนใจ แล้วก็อยากอภิปราย สนับสนุนในร่างนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแก้ปัญหาของรัฐบาลที่กำหนดในนโยบายต่าง ๆ โดยเฉพาะปัญหาเรื่องแรกที่ท่านให้ความสำคัญ ที่เป็นความท้าทายก็คือเรื่องของหนี้ครัวเรือน หนี้ครัวเรือนซึ่งมีมูลค่ามากกว่า ๑๖ ล้านล้านบาท แต่ที่ผมอยากฝากเพิ่มเติมไปยังคณะรัฐบาล ผ่านไปยังคณะรัฐมนตรีว่านอกจากหนี้ครัวเรือนแล้ว ความจริงแล้วพี่น้องประชาชนคนไทย ซึ่งอยู่ในวัยทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องประชาชนคนไทยที่ต้องเข้าสู่ระบบการศึกษา และกู้ยืมเงินของกองทุน กยศ. มาใช้เพื่อการศึกษา ก็ได้รับผลกระทบกับการบังคับใช้กฎหมาย ของกองทุน กยศ. แต่ด้วยความโชคดี ๑ ปีที่ผ่านมาของรัฐบาลท่านเศรษฐา ทวีสิน ที่ภายใต้การนำของท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ท่านได้ปรับโครงสร้างหนี้ ของกองทุน กยศ. ซึ่งวันนี้มีผู้ที่เข้ารับการปรับโครงสร้างหนี้ประมาณเกือบ ๒๐๐,๐๐๐ คน อันนี้ผมอยากฝากเป็นประเด็นข้อสังเกตเพิ่มเติมไปยังรัฐบาลว่า นอกจากนี้ครัวเรือนแล้ว หนี้เรื่องกองทุน กยศ. ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่รัฐบาลควรจะทำอย่างต่อเนื่อง และประการสำคัญ ที่ท่านให้ความสำคัญต่อความท้าทายก็คือเรื่องของความมั่นคง ความปลอดภัยของสังคม ที่ถูกคุกคามจากยาเสพติด ผมเชื่อว่าวันนี้ถ้าเราไปดูแบบสอบถามของประชาชนในหลายภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นให้ความสำคัญว่า ปัญหายาเสพติดเป็นปัญหาที่ประชาชนต้องการให้รัฐบาลนี้แก้ไขให้เป็นรูปธรรมให้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งวันนี้ถ้าเรามองดูหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหายาเสพติดนั้น เหมือนกับว่าไม่มีตัวขับเคลื่อนที่ชัดเจน การบูรณาการหน่วยงานต่าง ๆ ก็ไม่มีความชัดเจน ปล่อยให้บางหน่วยงานทำงานโดยตามลำพัง ผมเชื่อว่าวันนี้ถ้าเราให้ ป.ป.ส. อย่างเดียว ดูแลเรื่องยาเสพติดคงเป็นไปไม่ได้ นอกจากการบูรณาการแล้วหาเจ้าภาพที่ดูแลเรื่องการจัดการ ปัญหาของยาเสพติดนี้ให้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ผมคาดหวังว่าการแก้ปัญหายาเสพติดนั้น จะเกิดขึ้นอย่างเป็นจริงเป็นจังภายใต้รัฐบาลของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ก็คือว่า วันนี้ถ้าดูสถิติจำนวนผู้เสพยาก็มีจำนวนมาก แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดเราต้องเอาคนที่ติดยา ให้เป็นผู้ป่วย แล้วเอาไปบำบัด แต่เวลาเราจะไปสู่การบำบัดไปรักษา มีภาคเอกชน สถานศึกษาหลายแห่งพยายามที่จะช่วยเหลือแก้ปัญหาของสังคมในเรื่องของยาเสพติด แต่ก็ไม่มีการได้รับสนับสนุนงบประมาณที่จะไปแก้ปัญหาให้กับบรรดาสถานบำบัด ที่เป็นของเอกชน ก็อยากให้ความสำคัญว่ารัฐบาลควรจะให้ความสำคัญ เน้นสนับสนุน งบประมาณ หรือยาต่าง ๆ เพื่อให้สถานบำบัดนั้นได้ไปแก้ปัญหาของพี่น้องประชาชน

ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมอยากอภิปรายต่อไปก็คือเรื่องนโยบาย ที่เป็นนโยบายเร่งด่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกำหนดนโยบายเร่งด่วน ๑๐ ประการนั้น ก็เห็นด้วยกับการกำหนดนโยบาย แต่สิ่งสำคัญที่สุดที่ผมอยากให้ตั้งข้อสังเกตก็คือนโยบายที่ ๖ เรื่องของการยกระดับการทำเกษตรดั้งเดิมและการทำการเกษตรสมัยใหม่ ท่านประธานครับ เราพูดถึงการจะยกระดับ แต่ปัญหาของประเทศ ปัญหาของสังคม ก็คือปัญหาที่ทำกิน วันนี้รัฐบาลยังไม่ได้พูดถึงปัญหาที่ทำกินของพี่น้องประชาชน มีเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายคน ก็พูดถึงราคาผลผลิตทางการเกษตร แต่ปัญหาที่ทำกินวันนี้เรายังไม่มีการพูดถึง ก็อยากฝาก ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรเรื่องที่ดินทำกินที่ประชาชนเข้าไปอยู่ก่อนรัฐมาบังคับใช้กฎหมาย อันนี้หลายพื้นที่ต้องแก้ให้ได้โดยเร็ว เพื่อให้เกิดการยกระดับการทำการเกษตร แล้วก็ ให้เกิดประโยชน์กับพี่น้องประชาชน และให้ท่านได้บรรลุนโยบายที่ท่านต้องการจะสร้าง ครัวไทยสู่ครัวโลก อันนี้ก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมสนับสนุนว่าจำเป็นที่จะต้องทำให้เกิดขึ้น ได้อย่างรวดเร็วครับ ท่านประธานครับ ความท้าทายที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดเมื่อตอนเช้า หลาย ๆ เรื่อง แต่ก็ยังไม่ลงลึกเท่าไร ก็อยากฝากท่านประธานเรื่องหนึ่งสำคัญ เพราะว่า ตอนอภิปรายนโยบายของรัฐบาลท่านเศรษฐา ทวีสิน นั้น ก็ไม่มีการเขียนไว้ในนโยบาย แต่ภายใต้นโยบายของคณะรัฐมนตรีของนางสาวแพทองธาร ชินวัตร ท่านได้พูดถึงเรื่องของ รัฐบาลจะเร่งทำรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้นโดยเร็วที่สุด โดยเฉพาะวรรคสุดท้ายของข้อ ๑ ก็คือรวมถึงการสร้างสันติภาพ สันติสุข และให้เกิดในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยประชาชนมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน อันนี้เป็นสิ่งสำคัญที่พวกผม ในฐานะเป็นสมาชิกรัฐสภาในนามของพรรคประชาชาติ ซึ่งเราเองได้เสนอปัญหาแนวนโยบาย เพื่อให้รัฐบาลได้ไปพิจารณา โดยเฉพาะปัญหาภาคใต้นั้น นอกจากการสร้างสันติสุขแล้ว เรายังให้ความสำคัญเรื่องการศึกษา และกระบวนการส่งเสริมการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แบบสังคมพหุวัฒนธรรม การยกระดับการศึกษาเพื่อเป็นรากฐานทางสังคมในระยะยาว การสนับสนุนการพูดคุยเพื่อสันติภาพ ส่วนการพัฒนาด้านคุณภาพชีวิตนั้น ผมอยากให้มี การพัฒนาหลักสูตรทางการศึกษาให้สอดคล้องกับความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความสนับสนุนสถานศึกษาที่เป็นสถาบันทางการศึกษาของเอกชน สอนศาสนาอิสลาม วันนี้มันมีความเหลื่อมล้ำ โรงเรียนของรัฐได้รับการจัดค่าอาหารรายหัว แต่โรงเรียนเอกชนสอนศาสนาอิสลามที่สอน ๒ ภาษา แบบ ๒ ระบบ เขาไม่ได้รับการสนับสนุน ในส่วนตรงนี้ ก็อยากฝากให้รัฐบาลให้ความสำคัญตรงนี้เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้แล้ว สิ่งที่ผมอยากเห็นมากที่สุดก็คือเรื่องของการให้ความสำคัญ เรื่องของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ หรือ Climate Change วันนี้มีใครเชื่อไหมครับ ว่าจะเกิดอุทกภัยซ้ำแล้วซ้ำอีกในพื้นที่ภาคเหนือ นี่คือความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก แต่สิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกก็คือนอกจากเป็นภัยธรรมชาติแล้ว ความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลกนี้ทำให้รายได้ของประชากร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง รายได้ของประชาชนในพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้นั้นอยู่ในเกณฑ์ที่ต่ำ และปีนี้ก็ได้รับ ผลกระทบจากราคาของพืชผลทางเกษตร โดยเฉพาะทุเรียน เมื่อเกิดความเปลี่ยนแปลงแล้ว เมื่อมีความเป็นภัยแล้งขึ้นมา ผลผลิตทางการเกษตรก็ไม่ได้รับการตอบรับจากพ่อค้า ทำให้ประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ต้องสูญเสียรายได้เป็นจำนวนมาก ก็อยากให้รัฐบาลให้ความสำคัญ กับการแก้ไขปัญหาความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศโลก โดยเฉพาะเรื่องของ Climate Change แล้วก็สิ่งสำคัญที่สุด ขอเป็นกำลังใจให้กับพี่น้องในจังหวัดเชียงราย จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดที่ได้รับผลกระทบอุทกภัยในครั้งนี้ ผมเชื่อมั่นว่ารัฐบาลภายใต้การนำของ นางสาวแพทองธาร ชินวัตร ได้ดูแลเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ อย่าให้เป็นปัญหาเหมือนที่เกิดขึ้นในพื้นที่ภาคใต้ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นที่นราธิวาส ยะลา ปัตตานี ก็ยังมีการแก้ปัญหาการเยียวยาที่ยังไม่ครบถ้วนทุกครัวเรือนนะครับ ขออนุญาต สนับสนุนแนวนโยบายของรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ครับ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณมณีรัฐ เขมะวงค์ ครับ

นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวมณีรัตน์ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่น ดิฉันขอขอบคุณรัฐบาลที่ได้แถลงนโยบายให้กับรัฐสภาแห่งนี้ได้ทราบว่า ประเทศไทยเรา จะเดินหน้าไปอย่างไรค่ะ สำหรับประเด็นที่ดิฉันจะอภิปรายในวันนี้ เป็นประเด็นเกี่ยวกับ การบริหารจัดการน้ำของประเทศทั้งระบบ จริง ๆ แล้วรัฐบาลชุดนี้ได้ให้ความสำคัญ กับการบริหารจัดการน้ำที่เป็นความท้าทายอย่างหนัก ในการแก้ไขปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่ในขณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ที่รัฐบาลเองได้ทำแผนนโยบายไว้แล้ว โดยมีสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นหน่วยงานหลัก ในการขับเคลื่อนนโยบาย ท่านประธานคะ ในปีงบประมาณ ๒๕๖๘ นี้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ได้รับการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี เป็นจำนวนเงิน ๗๖๘,๐๕๕,๒๐๐ บาท โดยงบประมาณที่ได้รับจำแนกเป็นรายจ่ายประจำปี คิดเป็นร้อยละ ๕๒.๕๓ และที่เหลืออีก ร้อยละ ๔๗.๔๗ เป็นรายจ่ายการลงทุน เพื่อให้งบประมาณที่ได้รับมาสามารถทำงาน ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดิฉันมีข้อเสนอแนะค่ะ ดิฉันทราบดีว่าที่ผ่านมาในอดีตรัฐบาลไม่ว่ายุคสมัยไหน ต่างมีนโยบายด้านการบริหารจัดการน้ำ ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง น้ำล้น น้ำหลาก เพื่อป้องกัน และแก้ไขปัญหาน้ำของประเทศไทย แต่นโยบายเหล่านั้น หากทำแล้วประสบความสำเร็จจริง เราคงจะไม่เห็นสภาพน้ำท่วมอย่างเช่นทุกวันนี้ ทุกท่านคะ ตลอด ๑ เดือนที่ผ่านมา ทุกท่าน คงเห็นภาพข่าวชาวบ้านประสบอุทกภัยอย่างร้ายแรง ตั้งแต่การย้ายสิ่งของหนีน้ำท่วม ไปจนถึง การสูญเสียบ้าน ไร่นา ผลผลิตทางการเกษตร ตลอดจนการเสียชีวิต และในขณะนี้ ที่จังหวัดเชียงราย บ้านเกิดของดิฉันเอง แม่น้ำหลายสายได้เอ่อล้นเข้าท่วมหลายอำเภอ เป็นที่เรียบร้อยแล้วค่ะ ท่านประธานคะ การแก้ไขปัญหาน้ำไม่ใช่จะทำเพียงพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง ก็จะบรรลุผลได้ โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดที่มีแนวเขตแดนติดกับแม่น้ำกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จังหวัดเชียงราย ควรมีวิธีการจัดการทั้งเชิงบูรณาการ ทำความร่วมมือกับหน่วยงาน ภายในประเทศและหน่วยงานต่างประเทศ ที่มีผลกระทบกับเขาด้วย แม่น้ำโขงเป็นแม่น้ำ ที่มีความสำคัญในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ไหลผ่านทั้งหมด ๖ ประเทศ มีจุดกำเนิด จากประเทศจีน มีความยาวกว่า ๔,๙๐๐ กิโลเมตร เป็นแหล่งน้ำกิน น้ำใช้ เป็นแหล่งเก็บน้ำ และระบายน้ำ แต่ในขณะนี้แม่น้ำโขงไม่สามารถเป็นแหล่งระบายน้ำให้กับคนเชียงรายได้ เพราะประเทศทางต้นน้ำ อย่างเช่น ประเทศจีน เขาเองก็ได้ผันน้ำลงน้ำโขงเช่นกัน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาน้ำท่วม ทำให้ระดับน้ำในแม่น้ำโขงหนุนสูง การระบายน้ำออกมาได้ช้า และสุดท้ายน้ำได้เอ่อล้นเข้าท่วมจังหวัดเชียงรายเป็นบริเวณกว้างอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ท่านประธานคะ ดิฉันไม่แน่ใจว่าที่ผ่านมานั้นเราได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลระบบน้ำ กับประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ หรือมากน้อยเพียงใด ดิฉันจึงขอเสนอให้รัฐบาล ซึ่งมีสำนักงาน ทรัพยากรน้ำแห่งชาติเป็นหน่วยงานขึ้นตรงกับสำนักนายกรัฐมนตรี มีการแลกเปลี่ยน ฐานข้อมูลเกี่ยวกับน้ำของประเทศ ทั้งในส่วนของเราและประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อป้องกัน และเตรียมการกับปริมาณน้ำที่จะเกิดขึ้นในพื้นที่ของเราด้วย และก่อนที่ดิฉันจะจบการอภิปราย ในวันนี้ ดิฉันขอเรียนผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ให้ทำการบูรณาการหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำของไทยอย่างจริงจัง เพื่อแก้ไขปัญหาน้ำให้กับคนไทยอย่างแท้จริงจนครบวาระด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณวรภพ วิริยะโรจน์ ครับ

นายวรภพ วิริยะโรจน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราไปถามความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดนี้ ผมคิดว่าการพัฒนาเศรษฐกิจมันก็คือเรื่องลำดับหนึ่งครับ แต่สิ่งที่ผมเสียดาย ที่ไม่ได้เห็น อยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันนี้ ก็คือไม่มีนโยบายการพัฒนาหัวเมืองให้เป็นเครื่องจักร เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทยครับ และวันนี้ผมอาจจะขอหยิบยก แล้วก็ขอขอบคุณ ทาง World Bank หรือธนาคารโลก มาสนับสนุนในการอภิปรายครั้งนี้ เพื่ออธิบายให้รัฐบาล ได้เห็นครับ เห็นถึงโอกาสของการพัฒนาเมืองที่เป็นมากกว่าแค่การกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น แต่มันคือโอกาสในการเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ให้กับประเทศไทยได้อย่างไรครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ผมขอเริ่มจากว่า ประเทศไทยตอนนี้เป็นเศรษฐกิจที่ทั้งโตช้า แล้วก็กำลังจะลดลงด้วยนะครับ ถ้าเอามา ไม่ว่าจะเป็นก่อนโควิด หลังโควิด และในอนาคตต่อจากนี้นะครับ ในเฉลี่ย ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยโตน้อยที่สุด โตได้เพียงแค่เฉลี่ย ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ต่อปี แล้วก็กำลังจะลดลงด้วย เหลือเพียงแค่ ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ ในอีก ๓ ปีข้างหน้า ถ้าเอามาเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งเห็นชัดนะครับ ขนาดมาเลเซียที่รายได้ก็มากกว่าเรา ๑ เท่า เขาก็โตได้มากกว่าไทย ๒ เท่า เวียดนามนี่ชัดเจนครับ โตมากกว่าไทย ๓ เท่า แต่ถ้าคำถามครับว่าแล้วอะไรจะเป็นเครื่องจักร เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทยได้ งานวิจัยของธนาคารโลกก็ฉายภาพให้เห็นชัดครับ ว่าการพัฒนาหัวเมืองในแต่ละภูมิภาคนี้ นี่คือโอกาสที่ทำให้ประเทศไทยเศรษฐกิจกลับไปโต ได้มากกว่า ๔ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเพิ่มขึ้นได้มากกว่า ๑.๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปีนะครับ

สาเหตุหนึ่งที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ครับ เพราะเศรษฐกิจไทยนอกจากโตช้า ก็ยังโตกระจุกครับ คือเราเป็นเมืองเอก โตเดี่ยว ที่ขนาดเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร มากกว่าจังหวัดลำดับที่ ๒ ถึง ๕ เท่า ประชากรก็มากกว่าลำดับที่ ๒ ถึง ๒ เท่าครับ และเพราะการพัฒนาเมืองโตเดี่ยวแบบนี้ ทำให้กรุงเทพมหานครและปริมณฑลทุกวันนี้ เป็น ๔๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศไทย และเมื่อกรุงเทพมหานครโตช้าลง มันทำให้ ศักยภาพของประเทศไทยโตน้อยลงตามไปด้วย ผมขออธิบายให้ท่านประธานเห็นภาพง่าย ๆ อย่างนี้ครับ คือถ้าเอาข้อมูลของภาคอสังหาริมทรัพย์ มันก็จะเห็นชัดว่าวันนี้กรุงเทพมหานคร เป็นมหานครที่อิ่มตัวแล้ว ข้อมูลจากการเพิ่มขึ้นใหม่ของบ้านที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลนี้ครับ จริง ๆ แล้วคงที่มาตลอด ๑๐ ปี แต่จริง ๆ คือลดลงด้วยซ้ำ คือ ๑๐ ปี ที่ผ่านมา บ้านที่อยู่อาศัยที่จดใหม่ในกรุงเทพมหานครนี้ อยู่ที่ราว ๆ ๑๓๐,๐๐๐ หน่วยต่อปี แต่ในรอบหลายปีหลังนี้ครับ ตกลงมาเหลือเพียงแค่ ๑๐๐,๐๐๐ Unit ต่อปีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่กรุงเทพมหานครเรามีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อย่างเอาแค่รถไฟฟ้านี้ครับ มาเป็น ๑๐ สายแล้วในรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา เอาแค่ในรอบ ๑๐ ปีนี้ครับ ความยาวของ รถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร เพิ่มขึ้นมาเกือบ ๔ เท่านะครับ จาก ๘๐ กิโลเมตร วันนี้เป็น ๒๗๐ กิโลเมตร แต่การพัฒนาเมือง การขยายเมืองของกรุงเทพมหานครกลับไม่ได้เติบโตขึ้น ตามโครงสร้างพื้นฐานที่เราทุ่มทุนสร้างกันลงมา ดังนั้นมันคือสัญญาณที่ชัดเจนครับ ว่าวันนี้กรุงเทพมหานครเป็นมหานครที่อิ่มตัวไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นถ้ารัฐบาลจะยังเดินหน้า การพัฒนาในชุดความคิดแบบเดิม ๆ เอาอย่างแค่นโยบายรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย ที่วิธีการมันคือทุ่มทรัพยากรของคนทั้งประเทศเอามาถมกันที่กรุงเทพมหานคร อันนี้จะทำให้ ศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยลดน้อยลงตามไปด้วย เพราะเมื่อเอาเงินลงทุนมหาศาล มาลงทุนให้กับมหานครที่อิ่มตัว การลงทุนของภาคเอกชนในการพัฒนาเมืองมันไม่เกิดขึ้นตาม เมื่อเทียบเท่ากับการไปพัฒนาที่หัวเมืองในแต่ละภูมิภาค เพราะประเทศไทยจริง ๆ ยังมี หัวเมืองอีก อย่างน้อย ๆ ๑๐ กว่าเมืองนะครับที่มีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา พิษณุโลก โคราช อุดรธานี อุบลราชธานี ภูเก็ต หรือนครศรีธรรมราชนี้ครับ ที่ฐานการพัฒนาก็ยังน้อยกว่ากรุงเทพมหานคร ยังมีโอกาสอีกมากที่จะเติบโต การพัฒนา เมืองตรงนี้ให้เกิดการก่อสร้างตึกรามบ้านช่อง ลงทุนในห้างร้านต่าง ๆ ซึ่งเหล่านี้เป็นวงจรการลงทุนภาคเอกชนที่จะเกิดขึ้นตามมา ถ้าเรามีการพัฒนาหัวเมือง ให้กลายเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย ซึ่งแน่นอนครับโอกาสที่ผมอธิบายมานี้ ก็ไม่เห็นในคำแถลงของนโยบายรัฐบาลวันนี้ครับ ยังดีหน่อยตรงที่ว่ารอบนี้ไม่มีคำว่า ผู้ว่าซีอีโอแล้ว วันนี้เปลี่ยนมาเป็นคำ Keyword ใหม่คือกระจายอำนาจ แต่ก็ไม่มีในรายละเอียด มาด้วยว่าจะกระจายอำนาจอะไรบ้าง และอย่างไรบ้าง ก็เลยต้องเป็นคำถามต่อท่าน นายกรัฐมนตรีคนใหม่และ ครม. ชุดใหม่นี้ละครับ ว่าที่ใส่คำว่า กระจายอำนาจ เข้ามานี้ ท่านต้องการจะทำอะไรบ้าง เพราะสิ่งที่ทุกท้องถิ่นเขาต้องการ จริง ๆ แล้วคือสิ่งที่ทุกเมือง เขารอมายาวนานแล้วมากกว่า คือการปลดล็อกเมืองครับ ปลดล็อก ให้ท้องถิ่นเขาสามารถ พัฒนาเมือง สร้างบริการสาธารณะ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตัวเขาเองได้ ที่มันมีตั้งแต่ การปลดล็อกให้ท้องถิ่นสามารถร่วมทุนกับเอกชนเองได้ ปลดล็อกให้ท้องถิ่นสามารถระดมทุน จากตลาดทุนเองได้ ปลดล็อกให้ท้องถิ่นสามารถริเริ่มกระบวนการเวนคืนในพื้นที่ตัวเองได้ ปลดล็อกให้ท้องถิ่นจัดตั้งวิสาหกิจท้องถิ่นหรือสหการเองได้ครับ การปลดล็อกเหล่านี้ คือการเปิดโอกาสให้ท้องถิ่น ให้เมืองต่าง ๆ ที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ในแต่ละหัวเมืองของตัวเองได้ เงินทุนเหล่านี้เอกชนเขาพร้อมจะลงทุนอยู่แล้วครับ และมันก็หมายถึงโอกาสการลงทุน นี่คือระดับแสนล้านบาทที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เกิดขึ้น ที่กรุงเทพมหานครอย่างเดียว และถ้าปลดล็อกเมืองเหล่านี้ด้วยวิธีการที่ผมพูดนี้ครับ มันก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งงบประมาณของภาครัฐจำนวนมาก หรืออย่างบางโครงการไม่ต้องใช้เงิน จากรัฐเลยด้วยซ้ำ เพราะว่ามันก็สามารถระดมทุนผ่านนิติบุคคลเฉพาะกิจ หรือที่เรียกกันว่า SPV ซึ่งเหล่านี้ก็ไม่ถูกนับเป็นหนี้สาธารณะได้ด้วย นี่คือโอกาสที่จะเกิดขึ้นนะครับ ถ้ามีการคิดที่จะปลดล็อกให้กับเมืองเหล่านี้ ซึ่งแน่นอนครับ มันต้องเกิดขึ้นมาพร้อมกับ การปลดล็อกอำนาจเวนคืนและวิสาหกิจท้องถิ่น เพราะมันหมายถึงท้องถิ่นเขาสามารถ สร้างมูลค่าจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มมูลค่าในที่ดินบริเวณรอบ ๆ ได้ อันนี้คือโอกาส ที่จะเกิดขึ้น ท่านนึกตามง่าย ๆ นะครับว่าถ้าเรามีการลงทุนในการสร้างเมืองระดับ แบบที่กรุงเทพมหานครทำได้ในอีก ๑๐ หัวเมืองทั่วประเทศ อันนี้ก็คือการลงทุนอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย หรือแม้แต่จะมองให้เห็นเป็นโอกาส ของการร่วมทุนระหว่างเอกชนกับท้องถิ่นนี้ครับ เพื่อพัฒนาบริการสาธารณะไปพร้อม ๆ กับ การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยใช้การเร่งรัดการลงทุนจากเอกชนนี้ครับ เข้ามาทำให้เศรษฐกิจ เติบโตขึ้นไปได้ เพราะมันยังมีอีกหลายอย่างที่ผมยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ อย่างเช่น การจัดการขยะ ที่ประเทศไทยถ้าจะให้มีการจัดการขยะให้ได้ตามมาตรฐาน ต้องมีการลงทุน ก่อสร้างโรงจัดการขยะอีก ๑๓๐ กว่าโรง ใช้เม็ดเงินลงทุน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แค่การผลิต น้ำประปาสะอาดทุกตำบลนี้ครับ ต้องมีการลงทุนสร้างโรงผลิตน้ำประปาอีกอย่างน้อย ๓,๒๕๐ แห่ง เม็ดเงินลงทุนอีกเกือบ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้มีขนส่งสาธารณะทุกจังหวัด มีรถเมล์ไฟฟ้าก็ต้องลงทุนอีกอย่างน้อย ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เอาแค่ตัวอย่าง ๓ อย่างนี้ นี่คือหมายถึงเม็ดเงินลงทุนประมาณระดับ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่สามารถดึงจากเอกชนลงมา เพื่อพัฒนาให้เกิดขึ้นในแต่ละเมือง พัฒนาคุณภาพชีวิตไปพร้อมกับการเร่งรัดการลงทุน ให้เกิดขึ้นได้ หรือแม้แต่จะมองเป็นเรื่องของการพัฒนา Landmark การท่องเที่ยวนี้ครับ ถ้าปลดล็อกให้มีการระดมทุน การร่วมทุน มันก็จะเกิดเป็นจุดเด่น จุดขายให้กับแต่ละเมืองได้ ดึงดูดนักท่องเที่ยว ดึงดูดให้คนมาอยู่อาศัยได้ แล้วก็เป็นประตูบานแรกที่ทำให้เกิดการพัฒนาเมือง ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยได้ครับ

นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายครับ ไม่ได้เห็นอยู่ในรายละเอียดในคำว่า กระจายอำนาจ ที่อยู่ในคำแถลงของนโยบายรัฐบาลนี้ แต่ในคำแถลงมันก็มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก เพราะมีการระบุความท้าทายไว้ ประการที่ ๘ ของประเทศไทยครับ ว่านี่คือระบบรัฐราชการ แบบรวมศูนย์ ที่เป็นความท้าทายของประเทศไทย ที่ซ้ำซ้อน ใหญ่โต เทอะทะ เชื่องช้า และเป็นภาระของประชาชน อันนี้อยู่ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลนะครับ ผมไม่ได้คิดขึ้นเอง ก็คงต้องเป็นคำถามโต ๆ ครับ ขอคำตอบชัด ๆ ให้กับพวกเราครับ ว่าในเมื่อพวกเรา เห็นความท้าทาย ปัญหาและอุปสรรคตรงกัน แล้วคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะกล้าใช้เจตจำนง ทางการเมืองก้าวให้พ้นชุดความคิดของราชการแบบรวมศูนย์อย่างไรบ้างครับ เพราะถ้ารัฐบาลจะยังคงฟังความเห็นจากหน่วยงานราชการรวมศูนย์มากกว่าความเห็น จากท้องถิ่นหรือประชาชน ก็จะได้ยินความเห็นแบบเดิม ๆ นี้ว่า ท้องถิ่นยังไม่มีความพร้อม ท้องถิ่นยังไม่มีความเหมาะสมที่จะต้องมาปลดล็อกกระจายอำนาจ หรือถ่ายโอนภารกิจ อะไรทั้งนั้น นี่คือความเห็นของรัฐราชการส่วนกลางแบบรวมศูนย์ แล้วก็จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น มาตลอดในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา เป็น ๑ ปีที่สูญเปล่า ไม่ว่าจะเป็นการที่สภาคว่ำร่าง พ.ร.บ. ขนส่งทางบก ที่จะปลดล็อกให้ท้องถิ่นกำหนดเส้นทางขนส่งสาธารณะเองได้ ไม่ว่าจะเป็น การที่นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยนี่ครับ ปัดตกร่างกฎหมายการเงิน ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนกระจายอำนาจ ที่ปลดล็อกให้ท้องถิ่นมีอำนาจบริการสาธารณะ มีอำนาจในการระดมทุน อำนาจในการก่อตั้งวิสาหกิจ หรือสหการเองได้ ปัดตกร่าง พ.ร.บ. เวนคืน ที่ปลดล็อกให้ท้องถิ่นเขาริเริ่มกระบวนการเวนคืนในพื้นที่ตัวเองได้ ปัดตก พ.ร.บ. ถนน ที่เพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นได้สามารถดูแลและมีงบประมาณแทนทางหลวงชนบทได้ การที่รัฐบาลฟังความเห็นจากรัฐราชการส่วนกลาง ก็จะได้ยินแต่ว่าท้องถิ่นเหล่านี้มีอำนาจอยู่แล้ว แท้ที่จริงแล้วคอขวดและอุปสรรคสำคัญคือคอขวดที่เกิดขึ้นจากระบบราชการแบบรวมศูนย์นี้ ที่กำหนดให้ท้องถิ่นเขาต้องมาขอครับ ต้องมาขออนุญาต ไม่ว่าจะเป็นขอผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นขออธิบดี ขอรัฐมนตรี หรือขอ ครม. ที่ล้วนแล้วแต่เป็นคอขวด และเป็นอุปสรรค สำคัญที่ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถพัฒนาเมืองอย่างที่เขาต้องการ อย่างที่ประชาชนเขาต้องการได้ ดังนั้น ก็ขอถามย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะกระจายอำนาจอย่างไร ครม. ชุดใหม่จะปลดล็อกเมืองอย่างไรบ้าง หรือถ้าเป็นเพราะการเสนอจากพวกเรา พรรคประชาชน ก็ขอให้ท่านเสนอในรูปแบบของท่านออกมาว่า กระจายอำนาจในรูปแบบ ของท่านเป็นอย่างไร พวกเราพรรคประชาชนล้วนยินดีและสนับสนุน และผมก็มั่นใจ ว่าท้องถิ่นทั่วประเทศและประชาชนก็ล้วนยินดีสนับสนุน เพื่อไม่ให้โอกาสในการสูญเสียเมือง พัฒนาเมืองมันนานไปกว่านี้ครับ

และอีกประเด็นสำคัญไม่แพ้กันครับ ที่ไม่ได้เห็นในคำแถลงนโยบายรัฐบาล ของชุดนี้ คือไม่มีแนวคิดที่จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ในแต่ละหัวเมืองภูมิภาค ที่จริงแล้ว มันต้องทำควบคู่กับการพัฒนาเมือง เพราะถ้าไม่มีเมือง ไม่มีคน ไม่มีอุตสาหกรรมครับ และถ้าไม่มีอุตสาหกรรม ไม่มีงาน ก็จะไม่มีเมืองครับ ดังนั้น มันจึงต้องเป็นเรื่องที่คิดควบคู่กัน และอธิบายง่าย ๆ อีกแบบหนึ่งครับว่า เครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ผมกำลังอธิบายนี้ คือการเพิ่มกำลังซื้อ เพิ่มชนชั้นกลาง กระจายการพัฒนาให้เกิดขึ้นทุกภูมิภาคครับ และมันก็จะเกิดการลงทุน การพัฒนาเมือง เกิดวงจรการลงทุนภาคเอกชนตามมาได้ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นอยู่ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา แต่มันจำเป็นที่จะต้องพึ่งนโยบายรัฐบาลในการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายว่า แต่ละเมือง แต่ละภูมิภาคนี้จะมีอุตสาหกรรมเป้าหมายอะไร และให้ทุกองคาพยพ ทุกสิทธิประโยชน์ของรัฐ พุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างเป็นระบบ น่าเสียดายว่าไม่ได้มีในคำแถลงนโยบายนี้ และถ้าไปดูผลงานที่ผ่านมา ที่จะมี ๘ อุตสาหกรรม Ignite Thailand แทนที่จะมอง ให้มันเป็นโอกาสในการพัฒนาอีก ๘ หัวเมืองในแต่ละภูมิภาค รัฐบาลภายใต้การนำของ พรรคเพื่อไทยก็ละเลยโอกาสนี้และมองข้ามไปครับ ซึ่งถ้าจะให้ผมยกตัวอย่างโอกาสเร็ว ๆ นี้ เอาเช่นว่าถ้ารัฐบาลจะตั้งเป้าให้อย่างเชียงใหม่เป็นฮับดิจิทัล ฮับเอไอ ใบอนุญาตของ Virtual Bank เหล่านี้ มันต้องไปกำหนดเงื่อนไขให้ไปตั้งที่เชียงใหม่ งานใหม่ ๆ การ Reskill ใหม่ ๆ มันก็จะเกิดขึ้นที่ภาคเหนือได้ ซึ่งแน่นอนมันก็จะแตกต่างกับชุดความคิด ที่บอกว่า Entertainment Complex ต้องมีที่กรุงเทพมหานครด้วย เหล่านี้การพัฒนา หัวเมืองนี้มันก็จะไม่เกิด หรือแม้กระทั่งตัวอย่างเช่นว่า ถ้าจะพัฒนาอุตสาหกรรมรถเมล์ รถไฟ มีโอกาสอีกมากที่จะต่อยอดจาก EV มันก็ควรจะมีมาตรการสิทธิจูงใจไปที่หัวเมืองอื่น ๆ อย่างเช่น ภาคอีสาน ที่ต้องมีสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าอีอีซี อุตสาหกรรมมันถึงจะเกิดได้ หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมสีเขียว สินค้าคาร์บอนต่ำ หรือเทคโนโลยีการเกษตร ภาคกลาง ก็มีศักยภาพตรงนี้ ถ้าเรามีศูนย์วิจัยนวัตกรรมรองรับขึ้นมา และใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รับรอง อุตสาหกรรมก็จะเกิดได้ หรือแม้กระทั่งที่ภาคใต้มีอุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมอาหาร เพราะมีนิคมรองรับอยู่แล้ว ขอเพียงแค่มีสิทธิประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจงไป อุตสาหกรรม มันก็จะเกิดขึ้นและตามมาครับ เหล่านี้ครับคือโอกาสที่ไม่ได้เห็นในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา แล้วก็ ไม่ได้เห็นในคำแถลงนโยบายครั้งนี้ และถ้ารัฐบาลยังยึดติดอยู่กับชุดความคิดพัฒนาแบบเดิม ๆ ก็คือเหลือเพียงแค่การพึ่งพา การลงทุนจากต่างชาติ และไปกระจุกตัวอยู่ที่อีอีซีเท่านั้น ดังนั้นผมก็คาดหวังว่า ท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะกล้าหาญและใช้เจตจำนงทางการเมืองนำเพื่อหลุดพ้น ชุดความคิดพัฒนาแบบเดิม ๆ ก้าวให้พ้นระบบราชการแบบรวมศูนย์ คือเปลี่ยนจาก การพัฒนาแบบกระจุกมาเป็นการกระจายพัฒนาหัวเมือง และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ในแต่ละภูมิภาค ปลดล็อกการพัฒนาเมืองให้เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย และทำให้ประเทศไทยไม่ใช่แค่กรุงเทพมหานครครับ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญ คุณรวี เล็กอุทัย ครับ

นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ สำหรับการอภิปรายของผมครับท่านประธาน ผมจะขออนุญาตอภิปรายในด้านของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามที่ท่าน นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา มันทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับพี่น้องประชาชน ในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ปัญหา ด้านสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นปัญหาใหญ่ใกล้ตัวที่ไม่ควรถูกมองข้ามครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ทั้งสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาฝุ่นควันหรือมลพิษทางอากาศที่มีความรุนแรง มากยิ่งขึ้น ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ซ้ำซากในหลาย ๆ พื้นที่ ปัญหาความเสื่อมโทรมของ ระบบนิเวศทางธรรมชาติ และปัญหาของการจัดการกากอุตสาหกรรม รวมถึงอีกหลาย ๆ ปัญหา ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของพวกเราอย่างรวดเร็วและรุนแรง มากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ครับท่านประธาน เป็นเครื่องย้ำเตือน ที่ส่งไปหามนุษย์ว่า หากยังไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการใช้ชีวิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มากยิ่งขึ้น เราจะค่อย ๆ โดนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงโทษหนักขึ้น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ โดยต้นเหตุหรือสารตั้งต้นนั้นก็มาจากน้ำมือของพวกเราเองนั่นละครับ ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มจากปัญหาความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ก่อนเลยนะครับ ผลกระทบครับท่านประธาน จากการเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิอากาศนั้น ผมเชื่อว่าทุกคนได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ดี ยกตัวอย่างเช่น เอลนิญโญหรือลานิญญา ที่ทำให้พี่น้องประชาชนต้องประสบกับทั้งภัยแล้ง และน้ำท่วม และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นครับ ไม่ได้กระทบแต่ภาคเกษตรเท่านั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ยังกระทบต่อไปยังภาคเศรษฐกิจ และการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน และเมื่อเศรษฐกิจในระดับจุลภาคได้รับผลกระทบ มันก็จะเป็นต่อยอดไปจนถึงระดับมหภาค

ท่านประธานครับ อีกปัญหาความท้าทายหนึ่ง นั่นก็คือปัญหามลพิษทางอากาศ จากฝุ่นควัน หรือ PM2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพของพี่น้องคนไทยเป็นวงกว้าง ในการแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลต้องทำงานในเชิงรุก โดยมีการบูรณาการร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านนโยบาย ด้านการควบคุมติดตาม หรือด้านการนำปฏิบัติในพื้นที่จริงร่วมกับ ภาคประชาชน เพื่อคืนสิทธิขั้นพื้นฐานให้กับพี่น้องประชาชนในการเข้าถึงอากาศที่สะอาด รวมไปถึงหากเราพิจารณาเชื่อมโยงไปจนถึงบริบทของการค้าระหว่างประเทศ ในขณะนี้ ประเทศไทยของเราต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะการตั้งกำแพงภาษีคาร์บอนจากสหภาพยุโรป หรือ CBAM ซึ่งการจะต่อยอด หรือท้าทายในการแก้ไขปัญหาเรื่องความท้าทายนี้ครับ ประเทศไทยต้องมีการปรับเปลี่ยน ทิศทางการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจที่ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นในอนาคตครับ ท่านประธานครับ ใน ๑ ปีของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้มีการวางแนวทาง นโยบายซ่อมแซมประเทศในด้านสิ่งแวดล้อมเอาไว้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญ ในด้านการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมครับ ผ่านการอนุมัติงบกลาง วงเงินกว่า ๗,๖๐๐ ล้านบาท ในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในช่วงฤดูฝนปี ๒๕๖๗ และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี ๒๕๖๗/๒๕๖๘ เพื่อให้มีพื้นที่หรือทางท้องถิ่น ได้รับงบประมาณจัดสรรในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในพื้นที่ของตน

ในส่วนของการแก้ไขปัญหา PM2.5 รัฐบาลของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ก็ได้มีการริเริ่มใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร PM2.5 GAP Free เพื่อควบคุมการผลิตทางการเกษตร ที่ปลอดจาก PM2.5 โดยเป็นการนำร่องโครงการต้นแบบในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายใต้มาตรฐาน GAP PM2.5 Free ในเขตจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดพะเยา ในพื้นที่กว่า ๒๕,๐๐๐ ไร่ ควบคู่ไปกับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรของเรา ที่มีการเห็นชอบ และดำเนินการจัดทำร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดอยู่ ณ ขณะนี้ และเป็นดั่งความหวัง ในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไปในอนาคต ที่สำคัญครับท่านประธาน พรรคเพื่อไทยของเรามีความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหา ของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ โดยการใช้กลไกของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งขณะนี้ มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสนอต่อรัฐสภา เพื่อส่งเสริม ให้เกิดการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่ผมได้อภิปรายไปข้างต้น ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ จะมุ่งเน้นไปที่การยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน และการปรับตัวตาม Trend ของโลก เข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว ผ่านกลไกของกฎหมายที่ไม่ได้มีแค่การบังคับใช้อย่างเข้มงวด เท่านั้น แต่เรายังมีส่วนในการสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิต ที่ดีมากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ในส่วนของรัฐบาลปัจจุบัน ผมเชื่อว่าการทำงานในช่วง ๓ ปีต่อไปจากนี้ ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร รัฐบาลจะเดินหน้า แก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอน รับมือกับปัญหา Climate Change และปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน ซึ่งเมื่อดูจากคำแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีครับ จะได้เห็นว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น คือการเพิ่มพื้นที่โอกาสในการสร้างกำไร ซึ่งหมายความว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหา เศรษฐกิจเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ ต้องแก้ไขไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นการสร้างโอกาส ให้กับประเทศไทยได้เดินหน้าต่อ และเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย เป้าหมายนั้นครับท่านประธาน รัฐบาลจะใช้มาตรการในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในลักษณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเติบโตแบบยั่งยืน หรือ Green Recovery ผ่านการมุ่งเน้นสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยมีการพัฒนา ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตและพัฒนาตลาดซื้อขาย ไฟฟ้าเสรี ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และยังเป็นส่วนสำคัญ ในการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในการนำพื้นที่เกษตรหรือป่าชุมชน ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเข้าสู่ตลาดการค้าคาร์บอนเครดิตและจะเป็นการช่วยลดปัญหาการกีดกัน สินค้าไทยจากต่างประเทศในแง่ของสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วยครับ จากนั้นครับ รัฐบาล ยังให้ความสำคัญต่อการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการผลิตพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานน้ำ รวมไปถึงการสนับสนุนภาคการผลิตยานยนต์ ให้เข้าสู่อุตสาหกรรม EV ด้วยการให้สิทธิพิเศษทางภาษี และส่งเสริมการผลิตในประเทศ โดยคำนึงถึงสิทธิประโยชน์สูงสุดของคนไทย ในขณะที่การจัดการมลพิษทางอากาศ หรือ PM2.5 ครับ เราจำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วมของทั้งระหว่างหน่วยงานราชการ ด้วยกันเอง และการมีส่วนร่วมของชุมชนในระดับพื้นที่ในการให้ความรู้ ความเข้าใจ และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติไปในเวลาเดียวกัน ส่วนในมิติของการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดหาเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอต่อความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ หรือบ่อน้ำขนาดเล็ก ตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบกระจายน้ำไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ถ้าหากว่าเราจัดการ สิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ มันจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างมหาศาล ทั้งในส่วนของ การทำให้มีแหล่งน้ำที่สะอาดเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคได้มากยิ่งขึ้น และทั้งยังสามารถ รับมือกับปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ได้อย่างยั่งยืนอีกด้วยครับ นอกจากนั้นการนำเอาข้อมูล จากทุกภาคส่วนมาร่วมกันออกแบบระบบแจ้งเตือนที่แม่นยำและเข้าถึงง่ายสำหรับ พี่น้องประชาชน จะเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันภัยจากสถานการณ์ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง เพราะจะทำให้แต่ละพื้นที่สามารถมีการเตรียมรับมือและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ และเป็นการรองรับการเติบโตของเมือง และป้องกันการเสียหาย ต่อภาพรวมของประเทศได้เป็นอย่างดี ท่านประธานครับ การสร้างความมั่นคงในทรัพยากรน้ำเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญจากทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการนำเอาข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นทั้งหลักวิชาการ หรือการมีส่วนร่วม ของเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อให้เกิดการแก้ไขที่ตรงจุดในแต่ละพื้นที่ โดยตั้งอยู่บนฐาน ที่คำนึงถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แต่ไม่ละเลยคนส่วนน้อยที่เสียประโยชน์ โดยสรุปครับ ท่านประธาน การแก้ไขปัญหาด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น และต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะปัญหานี้เป็นสิ่งที่กระทบต่อการดำรงชีวิต ของพวกเราทุกคนตามที่ผมได้กล่าวไป และจะมีปัญหาที่เพิ่มทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องของ ความรุนแรง รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องหาทางออกจากความท้าทายนี้ เพื่อทำให้ประเทศ หลุดพ้นจากวงจรปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาฝุ่นควัน มลพิษทางอากาศ ปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงเพื่อเป็นการสร้างโอกาส ในการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยของเราต่อไปอีกด้วย ดังนั้นผมขอเป็นกำลังใจ ให้กับรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ในการแก้ไขปัญหาด้าน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ เพื่อนำคืนความหวัง โอกาส และความเสมอภาค ให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณวีรยุทธ สร้อยทอง ครับ

นายวีรยุทธ สร้อยทอง สมาชิกวุฒิสภา

เรียนท่านประธานรัฐสภา และสมาชิกทุกท่าน วีรยุทธ สร้อยทอง สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออภิปราย ถึงแนวนโยบายของรัฐบาลที่จะยกระดับการบริหารจัดการน้ำ โดยจะกล่าวถึงงบประมาณ สถานการณ์น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคในปัจจุบัน และขอตั้งคำถามถึงการบริหารจัดการ น้ำประปาดื่มได้ ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่มีผลกระทบต่อการเข้าถึงน้ำสะอาดของประชาชน ในพื้นที่ต่าง ๆ เพื่อให้รัฐบาลได้พิจารณายกระดับวางแผนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอ File นำเสนอด้วยครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

จากงบประมาณในปี พ.ศ. ๒๕๖๘ ที่ใช้ในการจัดการทรัพยากรน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค ถูกแบ่งออกเป็น ๓ แผนหลัก คืองบประมาณของแผนบูรณาการบริหารจัดการน้ำ ๕,๖๐๐ ล้านกว่าบาท ๒. งบประมาณ ขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่น ๔๖๐ ล้านกว่าบาท ๓. งบประมาณของกระทรวงมหาดไทย ๑,๐๘๒ ล้านกว่าบาท ท่านประธานครับ การแบ่งงบประมาณการจัดการน้ำออกเป็น ๓ ส่วนเช่นนี้ ก่อให้เกิดผลกระทบที่ตามมาหลายประการดังนี้ครับ ๑. เกิดการซ้ำซ้อนของการใช้งบประมาณ และมีการตั้งโครงการที่ไม่ได้อิงกับข้อเท็จจริงตามสถานการณ์ของพื้นที่ ๒. การไม่ประสาน ความร่วมมือ ทำให้เกิดความล่าช้าต่อการผลักดันแผนการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ให้สำเร็จสู่เป้าหมาย ๓. การจัดการทรัพยากรน้ำไม่มีประสิทธิภาพ การทำงานแบบต่างคน ต่างคิดต่างทำ ซึ่งอาจทำให้งบประมาณถูกใช้ไปอย่างไม่เหมาะสม หรือใช้ทรัพยากร เกินความจำเป็น ๔. ขาดทิศทางและไม่เกิดการบูรณาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างแท้จริง การที่ส่วนกลางไม่เปิดโอกาสให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเข้ามามีส่วนร่วม ทำให้ไม่สามารถ ทราบได้ว่าสถานการณ์ที่แท้จริงของพื้นที่เป็นอย่างไร นับแต่ประเทศไทยมีแผนบูรณาการ บริหารจัดการทรัพยากรน้ำตั้งแต่ปี พ.ศ. ๒๕๖๐ เป็นต้นมา ประสิทธิภาพและความสามารถ ในการเบิกจ่ายงบประมาณโดยเฉลี่ยอยู่ที่ ๗๖.๓ ต่อปี และล่าสุด ณ วันที่ ๓๐ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๖๗ ประสิทธิภาพในการเบิกจ่ายอยู่เพียงร้อยละ ๓๑ เท่านั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่า การใช้จ่ายงบประมาณของแผนงานในส่วนนี้ยังไม่มีประสิทธิภาพ ซึ่งมีสาเหตุจากหน่วยรับ งบประมาณไม่สามารถวางแผนงานจัดซื้อจัดจ้างและการเบิกจ่ายงบประมาณได้ทัน สะท้อน ให้เห็นการบริหารจัดการด้อยประสิทธิภาพ ทำให้ขาดโอกาสในการแก้ปัญหาให้แก่ประชาชน ท่านประธานครับ เรามีโรงผลิตประปาทั่วประเทศอยู่ประมาณ ๗๑,๐๐๙ แห่ง ขณะที่เรามี หมู่บ้านทั้งหมด ๗๔,๗๖๕ แห่ง ซึ่งไม่เพียงพอต่อการใช้น้ำของประชาชน ตัวเลขนี้ไม่รวม ประปาหมู่บ้านบางแห่งชำรุด ไม่สามารถผลิตน้ำประปาให้แก่ประชาชนได้ นอกจากนี้ ยังมีตัวเลขอีก ๒ ตัวเลขที่สำคัญ คือโรงผลิตน้ำประปาทั่วประเทศได้รับรองจากกรมอนามัย ว่าเป็นน้ำประปาหมู่บ้านสะอาดเพียง ๔๐๖ แห่ง และยิ่งกว่านั้นโรงผลิตประปาที่ อปท. ดูแล มีการรับรองน้ำประปาดื่มได้จากกรมอนามัยเพียง ๒๑ แห่ง คิดเป็นร้อยละ ๐.๐๓ เท่านั้นครับ ถ้าเทียบเป็นคะแนนสอบของเด็กนักเรียนคงจะสอบตกครับ จากตัวชี้วัดและผลการประเมินจาก สทนช. ผมตั้งข้อสังเกตครับว่าเมื่อพิจารณา ผลการดำเนินงานตามยุทธศาสตร์ชาติประจำปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ แผนแม่บท บท ๑๙ เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบในมิติความมั่นคงด้านน้ำอุปโภคบริโภค ถูกประเมินได้ ๗๘ คะแนน ซึ่งมีสถานะบรรลุค่าเป้าหมาย ผมขอตั้งคำถามว่าเป็นการประเมิน ตามความเป็นจริงหรือไม่ ผมขอฝากคำถามถึงคณะรัฐมนตรีดังนี้ครับท่านประธาน การบริหารจัดการน้ำอุปโภคบริโภคของประชาชนมีแผนการอย่างไรที่จะทำให้ได้รับรอง น้ำประปาดื่มได้จากกรมอนามัยครบ ๗๑,๐๐๙ แห่ง ซึ่งใช้ระยะเวลาเท่าใด จัดงบประมาณรัฐ อย่างไร จะปรับตัวชี้วัดให้สอดคล้องได้หรือไม่ และสามารถปรับสภาพบังคับตามกฎหมาย เพื่อให้เกิดการปฏิบัติจริงได้อย่างไร

สุดท้ายครับท่านประธาน คำแถลงนโยบายของรัฐบาลไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหน ก็ต้องมีการกำหนดเรื่องน้ำประปาไว้ เพราะเป็นเงื่อนไขบังคับตามรัฐธรรมนูญ ผมเห็นว่า คำแถลงนโยบายครั้งนี้ก็เหมือนกับคำแถลงนโยบายของรัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา สิ่งที่ผมอยากเห็น คือรัฐบาลที่จริงใจกับการแก้ปัญหาเรื่องน้ำประปาดื่มได้ให้แก่พี่น้องประชาชน เพราะผม มีความเชื่อว่าน้ำประปาดื่มได้จะลดความเหลื่อมล้ำ และยกระดับความเป็นอยู่ของทุกคน ในประเทศ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญคุณสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ๒๐ นาทีครับ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เดี๋ยวเรามาทำความเข้าใจ เรื่องของนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายใน ๒๐ นาทีกัน วันนี้ผมขออภิปรายนโยบาย เร่งด่วนที่ ๓ ของรัฐบาลที่เขียนไว้ว่าผลักดันการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ และการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับนโยบาย ค่าโดยสารราคาเดียวตลอดสาย เพื่อลดภาระค่าเดินทาง หลายคนคงคุ้นหูกันดีในนามของ ๒๐ บาทตลอดสาย เพราะว่าถูกใช้เพื่อการโฆษณามากว่า ๑๐ ปีแล้ว เป็นนโยบายที่ ทำไม่ได้ไปแล้ว โดยผมจะอภิปรายให้เหตุผล ตลอดจนตั้งคำถามถึงสิ่งที่พยายามจะทำใหม่ ว่าคืออะไร ทำไมต้องเปลี่ยนแบบ ๑๘๐ องศา ควรทำไหม เวนคืนหรือเวรกรรมหากจะทำตาม แนวทางใหม่ และแน่นอนครับ เพื่อให้การอภิปรายเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ สิ่งที่ผมจะอภิปราย ก็คือจะมีข้อเสนอที่มั่นใจว่าดีกว่าและพร้อมที่จะมาถกเถียงเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด ให้กับประเทศ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ หากเราย้อนเวลากลับไป ๑ ปี ตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐามาแถลงนโยบายในรัฐสภาแห่งนี้ ผมได้เคยทวงถามถึงสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ในเรื่องของนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย แต่ก็ไม่กล้าบรรจุไว้ในเอกสารอย่างเป็นทางการ ตามสไลด์นี้เลยครับ ที่ผมใช้อภิปรายเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๖ ไปย้อนชมคลิปกันได้ รอบนี้ดีขึ้นมาหน่อย จากรัฐบาลเศรษฐาไม่มี รอบนี้รัฐบาลอุ๊งอิ๊งเขียนไว้ว่าค่าโดยสารราคาเดียวตลอดสาย แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะระบุลงไปว่า ๒๐ บาท สาระสำคัญที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ในการเลือกตั้งรอบนี้มี ๔ ประการ ๑. ทุกสาย แต่ละสายคือ ๒๐ บาท หรือท่านจะเปลี่ยน ๒. ข้ามสาย เช่น ขึ้นเขียวไปต่อน้ำเงินต้องจ่าย ๒๐ บาท ไม่ใช่ ๔๐ บาท หรือท่านจะกลับลำ ๓. อันนี้ท่านเศรษฐาพูดไว้นะครับ ให้คลิป ให้ Link ให้นาทีไปด้วย น่าจะจบได้ภายใน ๓ เดือน ซึ่งต่อให้นับถึงวันนี้ก็ทำไม่ได้ไปแล้ว อย่างไรก็ตามในวันนั้นวันที่ผมทวงถามจากการแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ท่านรัฐมนตรีสุริยะก็ลุกขึ้นมาตอบว่าขอเลื่อนจาก ๓ เดือน เป็น ๒ ปี ขีดเส้นตายไว้ ที่กันยายน ๒๕๖๘ หรือท่านจะเลื่อนอีก และ ๔. วิธีทำตามที่ประกาศไว้ใน Website พรรค อย่างเป็นทางการ ก็เขียนไว้ว่าจะเจรจาเพื่อลดราคา ซึ่งก็หลอกลวงเห็น ๆ เพราะหาก จะยืนตามแนวทางนี้ก็ต้องหาเงินมาอุดปีละร่วม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็จะเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี หรือท่านจะบอกว่าเจ้าสัวเพื่อนท่านใจดีลดราคาให้ จากสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศไว้ สู่สาธารณะ สรุปได้เป็นเงื่อนไข ๔ ข้อมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าทำไม่ได้ไปแล้ว และนี่คือ ประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธาน ๒๐ บาทตลอดสายทำไม่ได้ไปแล้ว และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทย ผิดสัญญา เพราะว่านอกจากรัฐบาลเศรษฐาในสมัย ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็เคยผิดสัญญาในเรื่องนี้ เมื่อปี ๒๕๕๔ โดยให้เหตุผลไว้ว่า จะกระทบ กับรายได้ของผู้ถือหุ้น และอาจมีปัญหาฟ้องร้องในอนาคต ซึ่งก็เป็นไปตามที่ผมได้ชี้ให้เห็นปัญหา ในการอภิปราย เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๖ ในนั้นมีภาพข่าวไปย้อนชมกันได้ แม้ในวันนั้น จะไม่เหมือนในวันนี้ วันที่นายใหญ่กลับมาและมีความสนิทสนมแนบแน่นกับนายทุนใหญ่ รถไฟฟ้าที่อาจมาสุมหัวคิด อาศัยวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการเวนคืนในราคาที่นายใหญ่ และนายทุนพอใจ แต่นั่นก็คือการแลกมาด้วยประชาชนต้องจ่าย ตลกร้ายต่อเนื่องจาก ประเด็นที่ ๑ ทำไม่ได้ไปแล้ว ก็คือ มีรัฐมนตรีออกมายืนยิ้มชูแบงก์ ๒๐ เสมือนสร้างภาพว่า เสร็จแล้ว ๒๐ บาทตลอดสายแล้ว ภาพนี้เลยครับ ยิ้มหวานเชียวนะครับ วันนั้นผมเลย ต้องออกมาตั้งคำถามว่าฉลองความสำเร็จอะไรกันหรือ เพราะว่า ๔ เงื่อนไข ตามที่หาเสียงไว้ ก็คือ ๑. ทุกสาย ๒. ข้ามสาย ๓. ภายใน ๓ เดือน และ ๔. ใช้วิธีเจรจาเพื่อลดราคา ซึ่งถึงวันนี้ก็ยังไม่สำเร็จ และยังห่างไกลจากความสำเร็จอยู่มากด้วยนะครับ เพราะว่า สายที่คนใช้เยอะคือสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน ส่วนที่ยากแต่สำคัญมากก็คือสายสีเขียว เพราะว่าเป็นแกนหลักในแนวเหนือ-ใต้ แล้วก็สายสีส้ม เพราะว่าเป็นแกนหลักในแนวตะวันตก- ตะวันออก ซึ่งก็ชัดอยู่แล้วว่าสายสีเขียวยังไม่ขยับไปที่ ๒๐ บาท ลองไปใช้ดูพรุ่งนี้ได้เลย ส่วนสายสีส้มขยับแล้วนะครับ แต่ขยับแบบไม่เป็นไปตามนโยบาย ๒๐ บาท ที่หาเสียงไว้ เพราะเพิ่งเซ็นสัญญากันไปที่ ๑๗-๔๔ บาท หรือท่านจะเถียงว่าไม่ใช่ ส่วนที่ทำไปคือสายสีม่วง และสายสีแดง ซึ่งง่าย เพราะเป็นของรัฐ แล้วก็เคยลดราคามาแล้วในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย แต่ก็นำมาขายใหม่ด้วยการยืนชูแบงก์ ๒๐ อย่างนี้ครับ เพื่อสร้างภาพว่า สำเร็จแล้ว คือมันไม่ได้สำเร็จครับ รัฐบาลเศรษฐาทำไม่ได้ไปแล้ว อย่ามาสร้างภาพว่าสำเร็จแล้ว และในส่วนที่ง่ายและเคยทำแล้วก็ต้องตามไปดูกันว่าควรขยายผลไปสู่สีอื่น ๆ หรือไม่ ท่านสุริยะเคยมาชี้แจงต่อสภาบอกว่ารถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย ทำกำไร ไม่ขาดทุน คำพูดนี้คือผิดนะครับ กาลเวลาได้พิสูจน์แล้ว เพราะว่ายอดผู้ใช้เพิ่มขึ้น แต่ราคาต่อหัวลดลง ส่งผลให้รายได้ลดลง ขาดทุนเพิ่มขึ้น อันที่จริงการลดราคาไม่ใช่เรื่องที่ผิด คือสามารถ ลดราคาได้ แต่ต้องคิดด้วยว่าเท่าไรจึงเหมาะสม การลดราคาแบบมั่วตัวเลข ๒๐ บาท มาอย่างไร้ฐานคิดแบบนี้ ทำให้ยอดผู้ใช้เพิ่มขึ้นจริง อันนี้ใคร ๆ ก็รู้ เมื่อของถูกลง ก็มีคนใช้เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ควรทำ แล้วก็คิดก่อนทำ ก็คือคาดให้ดีว่ามันจะกำไรหรือขาดทุน เพิ่มขึ้นเท่าไร รัฐจะแบกไหวไหม ต้องเอาเงินส่วนไหนมาแบกเพิ่ม ย้ำนะครับว่ารัฐสามารถ ลดราคาให้ผู้ใช้ได้ แต่ต้องคิดด้วยว่าเท่าไรจึงเหมาะสม ไม่ใช่ตั้งมาแบบไร้ฐานคิดแบบนี้ แบบที่ ๑๐ กว่าปีที่แล้วก็ประกาศ ๒๐ บาท ตอนนี้ก็ยังยืนเอามันคงที่ไว้ที่ ๒๐ บาท คือ ๑๐ กว่าปีนี้ ไม่มีเงินเฟ้อเลยหรืออย่างไรครับ เล็งแต่จะโฆษณา เสียเงินไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ จะเอาแบบนี้จริง ๆ หรือครับ จะไม่ทบทวนราคากันหน่อยเลยหรือครับ คือลดราคาได้ แต่ต้องลดแบบมีฐานคิด ไม่ใช่ลดเอามัน ไม่อย่างนั้นทำไมไม่ลดให้เหลือ ๕ บาทไปเลยละ

มีอีกเรื่องนะครับ ภายใต้ข้อสรุปที่ว่าทำไม่ได้ไปแล้ว ก็คือเรื่องของรถไฟฟ้า สายสีส้ม ตามที่ผมได้ตั้งกระทู้ถามสดไปเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม หลายคนอาจฟังแล้วงงว่า ท่านรัฐมนตรีตอบอะไร พูดไม่รู้เรื่องนะครับ แต่ผมรู้เรื่องนะครับ ผมได้คำตอบชัดเลยว่า สายสีส้มที่เพิ่งเซ็นสัญญากันไป ไม่ได้ทำตามแนวทางที่หาเสียงไว้ว่าจะเจรจาเพื่อลดราคา ให้เหลือ ๒๐ บาท เพราะเพิ่งเซ็นสัญญากันไปเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ก็คือปีนี้ บนพื้นฐานของ ๑๗-๔๔ บาท แถมด้วยกับระเบิดเวลาที่จะสร้างปัญหาใหญ่ในอนาคตคือ ปีที่ ๑๑ อย่างแน่นอน แถมยังมีเรื่องส่วนต่างเข้ากระเป๋านายทุนมากถึง ๖๘,๖๑๓ ล้านบาท ไปย้อนดูกันได้นะครับ สายสีส้ม Mega Deal ในตำนาน มีกระบวนการฟอกขาว ถูกต้อง โดยทุจริต แล้วก็แสดงจริตของรัฐบาลในการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนได้อย่างชัดเจน เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีออกมาตอบ ตอบประเด็นสายสีส้มแบบชัด ๆ ด้วยนะครับว่า ที่เพิ่งเซ็นสัญญากันไปเมื่อ ๑๘ กรกฎาคม อยู่บนพื้นฐานของราคาเท่าไร ๑๗-๔๔ บาท ใช่หรือไม่ ทำไมไม่เจรจาเพื่อลดราคาให้เป็น ๒๐ บาท อย่างที่หาเสียงไว้ เพราะหากถามว่า ช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมต่อการเจรจาเพื่อที่จะลดราคา ก็ต้องก่อนเซ็นสัญญาสิครับ ไม่ใช่เซ็น เซ็น เซ็นกันไป แล้วก็ค่อยไปตามแก้ปัญหาในทีหลัง เพราะฉะนั้นจากประเด็นที่ ๑ ๒๐ บาท ตลอดสาย ทำไม่ได้ไปแล้ว มาสู่ประเด็นที่ ๒ ว่าสิ่งที่พยายามจะทำใหม่คืออะไร

ประเด็นนี้คงหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง Vision for Thailand 2024 จากนายใหญ่ ของใครหลายคนในสภาแห่งนี้ไม่ได้ แต่ไม่ต้องกลัวไม่ได้เสียหายอะไร วิสัยทัศน์ของ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ ก็คือท่านได้ประกาศไว้ว่า รถไฟฟ้า ๒๐ บาท ต้องทำต่อให้สำเร็จ เวนคืนรถไฟฟ้าของเอกชนมาเป็นของรัฐ กำหนดค่าตั๋วเอง ตั้ง Infrastructure Fund หนุนค่าโดยสาร เก็บ Congestion Charge ในเขตเมืองเข้าสู่ Infrastructure Fund ผมมีความเห็นว่าโดยหลักการหากฟังเผิน ๆ ลอย ๆ ก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอก แต่หากคิดให้ลึกลงไปในรายละเอียดมีเรื่องที่น่าห่วงใยที่รัฐบาลใหม่ต้องระมัดระวังให้ดี หลายประการ ประการที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนวิธีมาเป็นการเวนคืนนี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเป็นการเปลี่ยนแบบ ๑๘๐ องศา จากแนวทางที่รัฐไทยดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีต ย้อนไปตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ในส่วนของรถไฟสายแรก สายสีเขียวมันเป็นการให้สัมปทานกับเอกชน คือเราต้องเข้าใจก่อนว่าการเวนคืนมาเป็นของรัฐ มันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการให้สิทธิกับเอกชน แนวทางที่รัฐไทยได้ดำเนินการมาตลอด ๒๕ ปี และตอนนี้เหลือสัญญาอีกแค่ ๕ ปี ก็จะหมด สัมปทานสายสีเขียว คือการให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบเฉพาะที่เรียกว่า PPP Net Cost จะเห็นตรงหรือเห็นต่างกับอีกแนวทางที่ให้รัฐเป็นเจ้าของและควบคุมได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นอีกประเด็น ก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ประเด็นหลักก็คือรัฐไทย ได้เลือกแล้ว เลือกเดินมาแบบให้สัมปทาน PPP Net Cost กับเอกชนไปแล้ว ก็ควรปักธงไว้ ว่าพอหมดสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าจะต้องกลับมาเป็นของรัฐ แล้วค่อยจ้างภาคเอกชนมาเดินรถ หรือว่าเปิดให้มีการแข่งขันใหม่อย่างเป็นธรรม จริงอยู่ว่ามีอีกหลายสายที่ไม่ได้รอแค่ ๕ ปี บางสายต้องรออีกเกือบ ๓๐ ปี อย่างเช่น สายสีส้มที่เพิ่งเซ็นสัญญากันไปนี้ แต่นั่นก็คือสัญญารัฐ ซึ่งรัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบต่อเนื่องกันไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ตาม ไม่อย่างนั้น เอกชนก็จะฟ้องร้องได้ การไม่รักษาสัญญาไม่ใช่เรื่องที่ดี ไม่ว่าจะมาจากฝั่งไหน ไม่ว่าใคร จะได้เปรียบ จริงอยู่นายใหญ่อาจสนิทกับนายทุนพูดคุยกันได้ เคลียร์กันได้ แต่นั่นมักแลก มาด้วยเงินภาษีของประชาชน ซึ่งรวมถึงการใช้หนี้โดยประชาชนผ่านกองทุนรัฐวิสาหกิจ หรือเครื่องมือทางการเงินอื่นใด

อีกประการหนึ่งที่สำคัญ ก็คือราคาเท่าไรจึงเหมาะสม เรื่องนี้ไม่ง่าย ต่อให้คิด อยู่บนพื้นฐานที่ว่าทุกคนเป็นคนดี ไม่โกง ก็ไม่ง่ายที่จะประเมินราคาที่เหมาะสมในการซื้อสิทธิคืน Assumption ต่าง ๆ เยอะมากแน่นอน นอกจากนั้นต่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมแล้ว ก็ต้องดูด้วย ว่ารัฐจ่ายไว้ไหม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือทางการเงินชนิดใดในการหาเงินมาโปะ แต่ก็ขอเรียก ง่าย ๆ ว่าภาษีนี่ละ เพราะว่าสุดท้ายแล้วก็เป็นเงินที่จะต้องเก็บมาจากประชาชน มี ๒ เครื่องมือ ทางการเงินที่นายกรัฐมนตรีทักษิณได้กล่าวถึง ก็คือ ๑. Infrastructure Fund แล้วก็ ๒. Congestion Charge

(นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง ได้ยืน และยกมือขึ้น)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง

ท่านประธานครับจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ประท้วงตามข้อ ๔๕ พูดถึงแนวนโยบายแห่งรัฐนะครับ ไปพูดถึงเรื่องอะไรก็ไม่ทราบ ออกนอกทะเลไปเยอะแล้ว ก็ขอให้กลับมาอยู่ในกรอบ แล้วก็มาบอกกันว่าแนวทางที่เรากำลังจะเดินหน้ามีเรื่องของตั๋วร่วมถูกต้อง และทิศทาง ของรัฐบาลควรจะเดินอย่างไรอภิปรายได้ แต่ไม่ใช่ไปยกอ้างเอาคนนอก แล้วไปพูดชื่อ ของบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมนี้หลายครั้ง ก็ขอท่านประธานได้โปรดพิจารณาครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

คุณสุรเชษฐ์ครับ ผมก็นั่งฟังอยู่ ก็มีการเอ่ยถึงบุคคลภายนอกหลายครั้งโดยไม่จำเป็น เอาเฉพาะนโยบายที่รัฐบาลใหม่แถลงมา ก็น่าจะพอ เดี๋ยวจะมีประท้วงอีก ผมก็ไม่อยากจะให้มันดึก ก็ขอความกรุณานะครับ ว่าเอาเฉพาะนโยบายของรัฐบาลปัจจุบันที่จะทำต่อ ที่เขาพูดที่ไหน ข้างนอกจากสภานี้ ก็อย่าเพิ่งยกมาเลยครับ เชิญครับ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

จริง ๆ เรากำลังพูด อยู่ในประเด็น ๒๐ บาทตลอดสายว่าจะทำอย่างไร ว่าวิธีการมันเปลี่ยนไป

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เข้าใจครับ ว่า ๒๐ บาตลอดสาย แต่ว่าพาดพิงถึงบุคคลที่ไม่ได้อยู่ในนี้ ก็ขอความกรุณาเอาเฉพาะ ๒๐ บาทตลอดสายที่รัฐบาลนี้ จะทำ จะทำได้หรือไม่ได้อย่างไรครับ

(นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานครับ ขอประท้วงท่านประธานตามข้อบังคับ ข้อ ๕ ท่านประธานครับ ผม ชุติพงศ์ พิภพภิญโญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาชน จังหวัดระยอง ขออนุญาตประท้วง ข้อ ๕ ให้ท่านประธานวางตัวเป็นกลางครับ เมื่อสักครู่ที่ทางท่านจุลพันธ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้ลุกขึ้นและพูดว่าอย่าเอ่ยพาดพิงไปถึงนโยบายของรัฐบาลชุดเก่า แต่ท่านเพิ่งได้ชี้แจง ไปเมื่อช่วงหัวค่ำว่ารัฐบาลนี้ได้ทำการสืบอุดมการณ์ต่อมาจากรัฐบาลเก่า ทำไมเป็นรัฐบาลเก่า ถ้าเป็นฝั่งรัฐบาลพูดได้ ทำไมฝั่งนี้พูดไม่ได้ และท่านประธานอนุญาตให้ฝั่งรัฐบาลพูด แต่พอเป็นฝ่ายค้านพูดถึงนโยบายของรัฐบาลที่พูดกันเองว่าสืบต่อนโยบายมาถึงพูดไม่ได้ ผมขอให้ท่านประธานวินิจฉัยและวางตัวเป็นกลางด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ที่ผมไม่อยากให้พูดคือว่า ผิดข้อบังคับในเรื่องของว่าชื่อของบุคคลภายนอกที่ไม่ได้อยู่ในนี้ เขาไม่มีสิทธิจะแก้ตัวนะครับ เพราะฉะนั้นก็เอาเฉพาะที่อยู่ในนี้ก็แล้วกัน เชิญท่านสุรเชษฐ์ต่อครับ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

อย่างที่ผมเรียน มี ๒ เครื่องมือหลัก ก็คือ Infrastructure Fund กับ Congestion Charge ซึ่งก็ไม่ได้ผิดอะไร ย้ำอีกที แต่รัฐบาลก็ต้องมีรายละเอียด ไม่ใช่ว่าพูดไปเรื่อย เพราะเท่าที่ผมสอบถามไปยัง หน่วยงานราชการ ก็ไม่มีใครให้ข้อมูลได้ว่าลอยมาจากไหน รายละเอียดเป็นอย่างไร แต่นี่เรื่องใหญ่นะครับว่าจะเวนคืนหรือไม่เวนคืน เพราะฉะนั้นในหลักการของการเวนคืนนี้ ก็ไม่ได้ผิดอะไร แต่ว่าการที่มีคนพูดไปเรื่อยแบบนี้ มันช่างย้อนแย้งกับสิ่งที่ท่านรัฐมนตรีสุริยะ กำลังจะทำ ในเรื่องของการลดค่าทางด่วน คือตกลงรัฐบาลจะเอาอย่างไรแน่ครับ ระหว่าง ข้อ ก จะเก็บเงินจากผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัวมาอุดหนุนผู้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะผ่าน Congestion Charge หรือว่าข้อ ข จะโฆษณาเรื่องลดราคาให้กับทั้งผู้ใช้รถยนต์ส่วนตัว แล้วก็ผู้ใช้รถไฟฟ้า แล้วเอาเงินของคนทั้งประเทศไปอุด คือเลือกสักทางเอาให้ชัด อย่าเอาแต่ คำพูดสวยหรูมาล่อให้ทุกคนพอใจ แล้วซ่อนหนี้ไว้ให้ลูกหลาน นอกจากนี้ด้วยหน้าที่ของฝ่ายค้าน คงจะต้องตั้งคำถามถึงความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเอาไว้ด้วยว่ารัฐบาลนี้ไว้ใจได้ไหม ที่จะมาทำ Due ใหญ่ กลับลำจากแนวทางสัมปทานเดิมที่มีมาตั้งแต่ในอดีต ราคาค่าเวนคืนรถไฟฟ้า จะเหมาะสมหรือไม่ จะมีการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนอีกรอบหรือไม่ ประชาชนคงต้องช่วยกัน ติดตาม เพราะว่าอำนาจบริหารอยู่ในมือของพวกเขา

ประเด็นต่อมา ประเด็นที่ ๓ ควรทำไหม ตามแนวทางใหม่จากใครสักคน ที่บอกว่าจะเวนคืน เวนคืนแล้วจะเวรกรรมด้วยไหม ในประเด็นนี้ต้องตรึกตรองให้ดีนะครับ เพราะมันคือหนี้ก้อนใหญ่ สิ่งที่อยากให้ตรึกตรองกันดูก็คือทรัพยากรมีอยู่อย่างจำกัด ที่หนึ่งได้มากเกินไป ก็คือที่อื่นได้น้อยเกินไป

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

คุณสุรเชษฐ์ครับ ผมอยากจะชัดเจนนะ ผมยังไม่ได้ยินทางรัฐบาลนี้แถลงเรื่องรถที่ว่าจะเวนคืน ก็มีพูดถึง เรื่องอื่นอยู่ คำว่า เวนคืน ถ้าไม่ใช่รัฐบาลเป็นผู้พูด แต่ว่าผู้อื่นพูด ท่านก็อย่ามาอ้าง ก็จะประท้วงอีกครับ มันนอกกรอบของนโยบายที่แถลงนะครับ หรือท่านยืนยันว่ารัฐบาลนี้ พูดว่าจะเวนคืนสัมปทาน ผมก็จะให้พูดต่อ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ผมถึงจะต้อง ตั้งคำถามอย่างไรครับว่าจะใช้วิธีไหน เพราะว่าวิธีการเจรจาเพื่อลดราคามันเป็นไปไม่ได้

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

แต่ไม่ใช่ประเด็นเรื่องเวนคืน ที่พูดเมื่อสักครู่นะครับ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ก็เป็นวิธีหนึ่ง ซึ่งมันก็รู้สู่สาธารณะกันแล้วนะครับ

(นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ถ้าเผื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องที่ รัฐบาลแถลง และเราก็มาพูด มันก็ไปเข้าประเด็นนะครับ เพราะผมก็นั่งฟังตลอดไม่มีคำว่า เวนคืน ผมก็ยังงง ๆ อยู่เหมือนกัน กรุณาพูดเอาเรื่องที่รัฐบาลแถลงครับ เชิญท่านที่ยกมือ ประท้วงครับ

นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ดิฉัน รักชนก ศรีนอก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอประท้วงท่านประธานในข้อบังคับ ข้อ ๕ ให้ท่านประธานควบคุมการประชุม แล้วก็วางตัวเป็นกลาง ถ้าจะมีข้อผิดพลาดในการอภิปราย ของท่านสุรเชษฐ์ ดิฉันก็อยากจะขอให้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเป็นคนประท้วงเองดีกว่าค่ะ ท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ผมไม่ได้ประท้วง แต่ผมถาม ความชัดเจน ผมไม่ได้ประท้วงเลยครับ ผมกำลังจะถามความชัดเจนคำว่า เวนคืน ถ้าคุณสุรเชษฐ์ยืนยันก็พูดต่อได้ ถ้าไม่มีผมก็บอกไม่ต้องพูดคำนี้

(นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ได้ยืนและยกมือขึ้น)

ยกมือทำไมครับ ถ้าประเด็น เดียวกันผมไม่ให้พูดนะครับ

นางสาวรักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

คนละประเด็นค่ะ ดิฉันจะขอประท้วงอีกข้อหนึ่ง ก็คือข้อบังคับ ข้อ ๑๔๒ ถ้าจะมีการอธิบายนะคะ เป็นหน้าที่ ของท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้จะต้องเป็นคนอธิบายด้วยตัวเองค่ะท่านประธาน

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

แต่ประธานมีหน้าที่ควบคุม การประชุม จะให้ประท้วงบ่อย ๆ โดยไม่มีการห้ามปรามก็ไม่ได้ครับ ก็เตือนด้วยความหวังดี ผมไม่ได้บอกหยุดพูดนะครับ ผมบอกมีไหม ถ้าไม่มีก็ไม่เป็นไร ถ้ามีก็พูดต่อได้ ก็แค่นั้นนะครับ ประธานมีหน้าที่ควบคุมการประชุมครับ กรุณานั่งลงได้ครับ เชิญคุณสุรเชษฐ์ครับ

นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

หลายคนนะครับ มองแต่เรื่องลดราคาค่ารถไฟฟ้าให้เหลือ ๒๐ บาท แล้วก็อาจจะมีเรื่องของรถเมล์ ให้เหลือ ๑๐ บาท แต่ก็ไม่ได้ขยับอะไร แล้วก็โฆษณาให้กับประชาชนว่ามันดีอย่างนั้น อย่างนี้ โน่น นี่ นั่น แต่เราจะไม่สนใจเรื่องต้นทุนเลยหรือว่าลดเท่าไรจึงเหมาะสม แต่เราจะไม่สนใจเรื่องรถเมล์เลย หรือว่าด้วยเงินที่เท่ากันเอามาช่วยกลุ่มผู้มีรายได้น้อย คือกลุ่มผู้ใช้รถเมล์ได้อีกมาก รวมถึงตามต่างจังหวัดด้วย ไม่ควรคิดแต่จะอุ้มรถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานครมากมายมหาศาล แต่ละเลยรถเมล์ ละเลยหัวเมือง ละเลยประชาชนในอีกหลายจังหวัดทั่วประเทศ แล้วปล่อยให้กรุงเทพมหานครคือประเทศไทย ทุ่มเม็ดเงินลงไปอุดหนุนค่าก่อสร้างมากมาย แล้วยังจะต้องตามไปอุดหนุนค่าโดยสารเพิ่มเติมแบบมากเกินควรอีกหรือครับ อยากให้ รัฐบาลนี้คิดใหม่ ต้องสร้างสมดุลให้ดี ระหว่างเม็ดเงินที่จะลงไปกับเส้นเลือดใหญ่เทียบกับ เม็ดเงินที่จะลงไปกับเส้นเลือดฝอย ต้องคิดทำระบบรถเมล์กับระบบรถไฟฟ้าให้ทำงานร่วมกัน เป็นระบบเดียว ขนส่งสาธารณะเพื่อทุกคน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นลูกคู่ขนานอย่างที่ผ่านมา และกำลังจะหนักหนาขึ้นด้วยนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย ที่อุดหนุนแต่รถไฟฟ้า แล้วละเลย รถเมล์ที่อุดหนุนแต่คนกรุง แล้วละเลยคนต่างจังหวัด พรรคประชาชนเราไม่ได้คัดค้าน เรื่องการลดภาระค่ารถไฟฟ้าให้คนกรุง แต่เรามีข้อเสนอที่ดีกว่าที่พร้อมมาถกเถียง พร้อมมาแลกเปลี่ยนว่าทำไมเราถึงยืนยันว่าไม่ควรทำ ๒๐ บาทตลอดสาย แต่ควรทำ ๘-๔๕ บาทตลอดทาง

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

บนสไลด์ นี่คือข้อเสนอจากพรรคประชาชนนะครับ รายละเอียดมีพร้อมไปศึกษาต่อกันได้เพียง Scan QR Code เข้าไป ทุกตัวเลขมีฐานคิด ไม่ได้มั่วมาลอย ๆ แบบ ๒๐ บาท คิดจากจุดต้นทาง ไปปลายทาง เชื่อมระหว่างรถเมล์กับรถไฟฟ้า ไม่ใช่แค่จากสถานีรถไฟฟ้าไปอีกสถานี จะขึ้นรถเมล์แล้วไปต่อรถไฟฟ้า ๒ สาย ๓ ต่อ สูงสุดก็ไม่เกิน ๔๕ บาท แต่เอาละครับ เราก็เข้าใจว่าอำนาจบริหารอยู่ที่รัฐบาล รัฐบาลมีอำนาจที่จะทำ ๒๐ บาทตลอดสาย แม้อาจไม่ใช่สิ่งที่ดีกว่า แต่พรรคประชาชนเราก็ยังคงอดที่จะห่วงอนาคตของประเทศ ไม่ได้อยู่ดี บนพื้นฐานของข้อจำกัดในการเป็นนิติบัญญัติเสียงข้างน้อย จึงขอฝากฝัง แต่ไม่ใช่ฝากให้ไปฝัง ๓ พ.ร.บ. ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ พ.ร.บ. ที่ ๑ พ.ร.บ. ราง เรื่องนี้ รัฐบาลน่าจะเห็นตรงกับพรรคประชาชนได้ไม่ยากว่าควรจะมี เนื้อหาสาระจากระบบราชการ ก็ผ่านเข้ามาในสภาวาระแรก ในสภาชุดที่แล้วก็มีปัญหาอยู่พอสมควร แต่เราก็ประนีประนอมกัน หาทางออกร่วมกันไปแล้ว ผ่านกรรมาธิการที่มาจากทุกพรรคและข้าราชการไปแล้ว จ่อเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ ๒ แล้ว แต่ก็ตกไปเพราะว่าติดศึกกัญชา และรัฐบาลเศรษฐา ก็นำมาพิจารณาตามกรอบ ๖๐ วัน ไม่ทัน ทำให้ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ตกไป ส่งผลให้ต้องเริ่ม นับหนึ่งกันใหม่จากร่างเดิมของระบบราชการ ข้อเสนอที่ดีกว่าและไวกว่าก็คือพรรคเพื่อไทย ในฐานะแกนนำรัฐบาลสามารถหยิบร่างที่ผ่านกรรมาธิการมาแล้ว มายื่นได้เลย อาจเปลี่ยน เนื้อหาได้เล็กน้อยตามที่เห็นสมควรนะครับ แต่ก็ดีกว่าไปเริ่มนับหนึ่งกันใหม่ หรือหากทำไม่เป็น จะฝากให้พรรคประชาชนยื่นให้ก็ได้ แต่ช่วยกันโหวตให้ด้วยนะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้เราน่าจะเห็นตรงกันได้ไม่ยากว่าควรมีกฎหมายเรื่องนี้ และควรมีไปแล้ว หากพวกท่านไม่ช้า พ.ร.บ. ที่ ๒ พ.ร.บ. ตั๋วร่วมและค่าโดยสารร่วม หรือชื่อเต็มว่า ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม นี่ก็เป็นอีก ๑ เรื่องในตำนานที่เริ่มร่าง กันมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๙ จนถึงวันนี้ ก็ยังไม่เสร็จก็รออยู่นะครับ เรื่องนี้ผมบอกไปตั้งแต่ การอภิปรายนโยบายครั้งก่อนว่านโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย ภายใน ๓ เดือน มันเป็นไปไม่ได้ ต้องมี พ.ร.บ. ราง พ.ร.บ. ตั๋วร่วมก่อน พ.ร.บ. ราง ท่านน่าจะเข้าใจแล้ว ส่วน พ.ร.บ. ตั๋วร่วม ท่านเข้าใจหรือยังว่ามันจะเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะทำให้การ Clear เงินหลังบ้านในการข้ามสาย ข้ามเจ้าของ รวมถึงข้ามระบบไปยังรถเมล์ให้มันเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ แล้วก็ได้รับการยอมรับ จากทุกฝ่าย ดังนั้นเรื่องนี้ท่านควรไปเร่งทำเสีย แล้วคิดให้รอบคอบมากขึ้นในส่วนของ ค่าโดยสารร่วม ควรร่วมระหว่างระบบรถเมล์กับระบบรถไฟฟ้าเป็นอย่างน้อย แล้วก็คิด ให้จบด้วยนะครับ อย่ามาอ้างทีหลังว่าช้าเพราะขาดกฎหมายลูกไม่ได้นะ กันยายน ๒๕๖๘ ขีดเส้นตายเอาไว้ทุกสายรวมข้ามสาย ๓. ก็คือ พ.ร.บ. กระจายอำนาจขนส่ง ซึ่งเป็น ร่าง พ.ร.บ. ของพรรคก้าวไกลที่ถูกคว่ำไปในสมัยรัฐบาลเศรษฐา คือไม่ยอมให้อำนาจกับเทศบาล อบต. กรุงเทพมหานคร และเมืองพัทยาในการจัดทำและจัดการรถเมล์ในพื้นที่ของตนเอง และเรากำลังพูดถึงเรื่องรถเมล์คันละ ๑-๓ ล้านบาท ในการให้บริการกับประชาชนในท้องถิ่น ไม่ใช่รถไฟฟ้าสายละ ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ในกรุงเทพมหานคร ก็ขอให้ท่านนายกรัฐมนตรีอุ๊งอิ๊ง กลับไป Think Again นะครับ อย่าหวงอำนาจไว้ แล้วหากินกับการอ้างว่าเข้ามาแก้ไขปัญหา หากอยากจะแก้ปัญหาจริง ต้องจริงใจกับการกระจายอำนาจ กระจายงบประมาณออกไป และหากมีทุจริตก็ไปจัดการเสีย ปลดล็อกให้ท้องถิ่น ให้คนต่างจังหวัดได้แสดงศักยภาพ ของคนในท้องที่ออกมา ร่วมกันสร้างประเทศไทยที่ไม่ใช่แค่กรุงเทพมหานคร กล่าวโดยสรุป จากที่ผมได้อภิปรายไปประเด็นที่ ๑ นโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายทำไม่ได้แล้ว ตามเงื่อนไข ๔ ข้อ ที่พรรคเพื่อไทยได้โฆษณาเอาไว้ก่อนเลือกตั้ง

ประเด็นที่ ๒ สิ่งที่พยายามจะทำใหม่คืออะไร จะใช้วิธีเวนคืนแน่นะ แล้วก็ บอกให้ชัดด้วยนะครับว่าสายไหน เท่าไร เมื่อไร

ประเด็นที่ ๓ ควรทำไหม อยากให้คิดกันนะครับ ในเรื่องของการจัดสรร ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด ไม่ใช่ว่าลด แลก แจก แถมไปเรื่อย

ประเด็นที่ ๔ ข้อเสนอจากพรรคประชาชน เราก็พร้อมที่จะถกเถียง เพื่อนำไปสู่สิ่งที่ดีกว่าสำหรับประชาชนทุกคน ไม่ควรทำนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย แต่ควรทำ ๘-๔๕ บาทตลอดทาง อย่างไรก็ตามผมทราบดีว่าอำนาจงบประมาณ และข้าราชการอยู่ในมือของพวกท่าน ด้วยนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย อย่างน้อย ก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า ๑. คิดมาดีหรือยัง กันยายน ๒๕๖๘ ขีดเส้นตายเอาไว้เลยนะ ๒. จะทำอย่างไร รถไฟฟ้าสายสีส้มที่พวกท่านเพิ่งเซ็นกันไปแบบย้อนแย้งกับนโยบาย ท่านจะแก้ปัญหาอย่างไร สายสีเขียวที่ใกล้หมดสัมปทานอยู่แล้ว เหลืออีกแค่ ๕ ปี ท่านจะเอาอย่างไร

คำถามสุดท้ายที่อยากจะฝากไว้ก็คือก่อนจะทำท่านเข้าใจหรือยังครับว่า เนื้อหาสาระที่พรรคท่านหาเสียงไว้คือค่าโดยสารร่วม ๒๐ บาทตลอดทาง ไม่ใช่ตั๋วร่วม ๒๐ บาทตลอดสาย ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปขอเชิญ คุณชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ ๑๐ นาทีครับ

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 🔗

ท่านประธานครับ กระผม ชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ๑๐ ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่เติบโตต่ำกว่าศักยภาพมานานครับ จนเพื่อนบ้านหลายประเทศเริ่มจะแซงหน้าไทยไปแล้ว ขนาดเศรษฐกิจที่ไม่ขยายตัวนี้ หรือเค้กก้อนที่เล็กไม่พอทานนี้ ทำให้การเข้าถึงโอกาสถูกจำกัดครับ ทำให้คนในประเทศ ต้องแย่งชิง และทำให้การพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นไปอย่างไม่เท่าเทียม

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

แม้ประเทศไทย จะมีตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ที่เป็นศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ สามารถเชื่อมต่อ กับภูมิภาคต่าง ๆ ได้หลากหลายครับท่านประธาน และในเชิงภูมิรัฐศาสตร์เอง เราก็เป็นกลาง ในสงครามความขัดแย้ง เหมาะอย่างยิ่งครับ ให้นานาประเทศเข้ามาลงทุนในประเทศไทย แต่ที่ผ่านมาเราติดกับดักที่โครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมหรือการขนส่งของเรานั้นไม่ดีพอ ทำให้เราต้องพึ่งพาการขนส่งโดยถนนเป็นหลัก ซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูงกว่า และกระทบต่อการตัดสินใจ ของนักลงทุน เมื่อทำธุรกิจในไทยแล้วส่งออกยาก ขนส่งแพง ก็ไม่มีใครตัดสินใจเข้ามาลงทุน ในประเทศเรา และสำหรับนักลงทุนในประเทศไทยเอง ที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มมากขึ้น จากระบบขนส่งที่ไม่มีประสิทธิภาพ หรือ In Efficient Logistic Cost ก็เสียโอกาสครับ ในการแข่งขันหรือใช้งบประมาณไปกับการเพิ่ม Productivity อื่น ๆ ของธุรกิจ ผมเคยอภิปราย ไปก่อนหน้านี้ครับท่านประธานว่า ปัจจุบันต้นทุนทางโลจิสติกส์ของไทยในปี ๒๕๖๕ เชื่อมต่อ ๒๕๖๖ สูงถึง ๑๔ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี คิดเป็นเกือบ ๒ เท่าของประเทศที่มีระบบโลจิสติกส์ ที่ดีกว่าประเทศไทย เช่น ในอเมริกา ในกลุ่มสหภาพยุโรป หรือประเทศญี่ปุ่นก็ตาม หากเรา พัฒนาระบบขนส่งทางรางให้สามารถลดต้นทุนโลจิสติกส์ได้จาก ๑๔ เปอร์เซ็นต์ มาเหลือ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี ในระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยเราก็จะเหลือเงินหมุนเวียนเข้ามา ในระบบเศรษฐกิจเพิ่มเติมถึง ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้สามารถนำเงินนี้ไปขับเคลื่อน หมุนเวียนเศรษฐกิจในรูปแบบอื่น สร้างผลผลิตที่เพิ่มเติมให้กับประเทศได้ ซึ่งเมื่อฟังคำแถลง นโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร แล้ว ชัดเจนว่าท่านยังเดินหน้าที่จะให้ ประเทศไทยเป็นโลจิสติกส์ฮับ หรือเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาคให้สำเร็จตามที่ ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เคยได้ประกาศไว้ เพราะศักยภาพในการขนส่งที่ดีครับ ท่านประธาน ประกอบกับตำแหน่งที่ตั้งของไทยจะเป็นที่มั่นสำคัญที่ทำให้ทั่วโลกอยากเข้ามา ลงทุนในประเทศเรา ผมจึงหวังเป็นอย่างยิ่งครับว่ารัฐบาลชุดนี้จะสานต่อนโยบายที่ทำไว้ ดีแล้วในหลาย ๆ เรื่อง ยกตัวอย่าง ๕ เรื่องที่สำคัญครับ

ในประเด็นแรกคือการยกระดับการเดินทางเชื่อมต่อระบบรางผ่านรถไฟทางคู่ ทุกเส้นทาง และฝากรัฐมนตรีพิจารณาเชื่อมต่อโครงข่ายรถไฟทางคู่ในทางรถไฟสายเก่าและใหม่ ที่ยังคงขาดไป หรือเป็น Missing Link ทั้งในสายตะวันออกเฉียงเหนือ สายเหนือ และสายใต้ รวมถึงรถไฟระหว่างเมืองครับ อย่างสายแม่กลองและสายตะวันออก เพื่อสร้างโครงข่าย ทางรางที่ครอบคลุมไปพร้อมกับการพัฒนาเมืองโดยรอบ ขยายโอกาสให้ทุกพื้นที่มีความสะดวก ในการขนส่งเพื่อทำธุรกิจ และให้การเดินทางของพี่น้องประชาชนสะดวกสบายเพิ่มขึ้น ทำให้การยกระดับเมืองรองหรือหัวเมืองต่าง ๆ ในประเทศไทยเกิดขึ้นได้จริงภายใต้รัฐบาลนี้

ประเด็นที่ ๒ คือการส่งเสริม การ Shift from Road to Rail หรือเป็นการมุ่งเน้น การสร้างถนนเพื่อเชื่อมต่อการขนส่งระบบรางครับ ให้การเชื่อมต่ออย่างไร้รอยต่อ จูงใจให้ใช้ การขนส่งทางรางเป็นหลัก ที่จะประหยัดกว่า ปลอดภัยกว่า และสะดวกกว่าในทุก ๆ พื้นที่ ซึ่งแนวทางนี้เองก็ยังช่วยลดการใช้พลังงาน และลดมลพิษทางอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกด้วย

ประเด็นที่ ๓ คือการเปิดประตูการขนส่งการค้าชายแดนเข้า ออก และผ่าน ประเทศไทย เร่งรัดรถไฟทางคู่และรถไฟความเร็วสูงจากหนองคายไปเชื่อมต่อที่เวียงจันทน์ และจีน และรถไฟทางคู่ที่ยาวลงมาจรดอ่าวไทยที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อให้เป็นประตูขนส่ง สินค้าขนาดใหญ่ เชื่อมต่อศูนย์กลางของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เข้ากับจีน และเลยไปถึงยุโรป ผ่านโครงการ Belt and Road Initiative หรือว่า BRI ซึ่งจะเสริมสร้างการค้าระหว่างประเทศ ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของเราได้มาก ท่านประธานครับ จากการศึกษาในประเทศ ญี่ปุ่นพบว่าการสร้างทางรถไฟความเร็วสูง ส่งผลให้ผลผลิตในเขตเมืองที่ได้รับผลประโยชน์ มีการเติบโตเพิ่มขึ้นถึง ๔ เปอร์เซ็นต์ครับ และเราก็เชื่อว่าในประเทศเราเองก็จะมีผลผลิต ที่เพิ่มขึ้นในลักษณะเดียวกันจากการลงทุนในระบบราง และนอกจากนี้การศึกษาในการพัฒนา เศรษฐกิจของประเทศออสเตรีย ที่มีระบบรางสำหรับขนส่งและเดินทางเป็นหลัก ถึงร้อยละ ๗๐ พบว่าระบบรางนี้สร้างตัวคูณทางเศรษฐกิจได้มาก โดยคิดง่าย ๆ ว่าทุกรายได้ ๑ ยูโร ของภาคอุตสาหกรรม การขนส่งทางรางสร้างรายได้ต่อเนื่องไปกระทบธุรกิจในภาคอื่น ๆ อีก ๐.๕๒ ยูโร และการจ้างงาน ๑ ตำแหน่งในภาคธุรกิจระบบรางยังส่งผลให้เกิดการจ้างงาน ในส่วนอื่น ๆ เพิ่มเติมขึ้นมาอีก ๑.๒๖ ตำแหน่งอีกด้วย นั่นหมายความว่าการนำงบประมาณ ไปลงทุนกับระบบรางได้ประโยชน์หลายต่อครับท่านประธาน นอกเหนือจากจะเป็นการเสริม ศักยภาพในการดึงดูดการลงทุนในอนาคตได้แล้ว ยังสร้างงานจากการเพิ่มการลงทุน สร้างผลผลิตให้เมืองเพิ่มขึ้น และสร้างผลกระเทือนไปยังธุรกิจอื่น ๆ ต่ออีกด้วย

นอกจากนี้ยังมีอีก ๒ เรื่องหลักที่ได้เริ่มต้นในรัฐบาลท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา เรียบร้อยแล้ว และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับการสานต่อจากท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร เพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการเป็นศูนย์กลางการขนส่งของภูมิภาค นั่นก็คือการส่งเสริม เขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ SEC และโครงการแลนด์บริดจ์เชื่อม ๒ น้ำอ่าวไทย และอันดามันเข้าด้วยกัน และสุดท้ายครับคือการเพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพสนามบิน นานาชาติและสนามบินใหม่อีก ๒ แห่ง คือสนามบินล้านนาที่ภาคเหนือ และสนามบินอันดามัน ที่ภาคใต้ ท่านประธานครับ เรื่องสำคัญอีกเรื่องหนึ่งที่ได้เริ่มศึกษาแล้ว ในสมัยท่านนายกเศรษฐา และส่วนตัวผมเองก็เล็งเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ในเชิงของการเพิ่มแต้มต่อเพื่อดึงดูดการลงทุนได้ และอยากให้รัฐบาลชุดนี้นำไปพิจารณาต่อ นั่นก็คือการขยายเวลาการให้สิทธิการเช่าจาก ๓๐ ปี เป็น ๙๙ ปีครับ สิ่งหนึ่งที่ต้องพูดกันให้ชัดเจนก่อนครับท่านประธาน ก็คือคำว่า เช่า จะกี่ปีก็คือเช่า ไม่ใช่ขายขาดครับ และเมื่อสิ้นระยะเวลาแล้ว กรรมสิทธิ์ก็จะกลับมาเป็น ของเจ้าของที่ดินอยู่ดี จากเดิมที่กฎหมายในประเทศเราให้ระยะเวลาการเช่า Cap ไว้สูงสุด ที่ ๓๐ ปีครับ หากเราสามารถขยายเพดานขึ้นไปเป็น ๙๙ ปีได้ จะเพิ่มโอกาสในการลงทุนธุรกิจ ของผู้ลงทุนเพิ่มขึ้นมาก และจะทำให้ End User หรือพี่น้องประชาชนอย่างพวกเราเข้าถึง สินค้าและบริการในราคาที่ถูกลงได้ ยกตัวอย่างครับท่านประธาน หากผมมีที่ดินแปลงหนึ่ง ประกาศให้เช่าแบบปีต่อปี ยกเลิกสัญญาได้ทุกปี คงไม่มีผู้เช่าคนไหนจะลงทุนสร้างอาคาร ในที่ดินแห่งนี้ เพราะก็ไม่แน่ใจว่าจะถูกยกเลิกสัญญาเมื่อไร แต่หากผมให้อายุสัญญาเช่า เพิ่มขึ้นเป็น ๑๕ ปี หรือ ๓๐ ปี คนเช่าก็จะกล้าลงทุนครับ เพราะสามารถใช้อาคารนั้น ในการทำธุรกิจได้ยาวกว่าและคุ้มกับการลงทุนมากกว่า ดังนั้นหากเพิ่มระยะเวลาการเช่าได้ ก็จะเปิดโอกาสให้เกิดการลงทุนขนาดใหญ่เพิ่มขึ้นมาในประเทศมากขึ้น อาจจะเป็นการสร้าง โครงสร้างพื้นฐานทางการเดินทาง การบริการหรือสถานที่ท่องเที่ยวใหม่ ๆ โดยไม่ต้องพึ่งพา งบประมาณของรัฐเองก็ได้ แต่ท่านประธานครับการส่งเสริมการลงทุนขนาดใหญ่เหล่านี้ ก็ต้องไม่ลืมการส่งเสริมโอกาสให้พี่น้องประชาชนโดยทั่วไป ไปพร้อมกันครับ ทั้งโอกาสในการ เป็นเจ้าของที่ดินและที่อยู่อาศัยที่จะเป็นหลักประกันทุนชีวิต หรือ Living Security ของทุกคน หากช่วยให้คนมีบ้าน มีที่ดินทำกิน มีค่าเดินทางในราคาที่จ่ายไหว ก็จะสร้างความพร้อม เพื่อรองรับโอกาสใหม่ที่จะเข้ามาอีกด้วย ก็ยังต้องฝาก ครม. ทุกท่าน ช่วยสานต่อนโยบายดี ๆ ที่เคยทำไว้ เช่น การกระจายที่ดินรัฐให้ประชาชนเข้าไปถือครองใช้ประโยชน์ อย่างหนองวัวซอ Model หรือโครงการธนารักษ์เอื้อราษฎร์ การเร่งนำเทคโนโลยีดาวเทียมมาสร้างแผนที่กลาง เพื่อแก้ข้อพิพาทของที่ดินให้ประชาชนเข้าไปอยู่ในที่ดินและได้ใช้ประโยชน์ได้อย่างสมบูรณ์ มาตรการการลดค่าใช้จ่ายในการถือครองอสังหาริมทรัพย์และลดภาษีโดย BOI เพื่อส่งเสริม ให้มีการพัฒนาที่อยู่อาศัยสำหรับผู้มีรายได้น้อยและการลดค่าโดยสารรถไฟฟ้าทุกเส้นทาง ที่จะช่วยลดภาระให้พี่น้องประชาชน จูงใจให้ประชาชน Shift จากการเดินทางด้วยระบบอื่น เข้ามาสู่ระบบรางและจะช่วยแก้ปัญหาการจราจรอย่างมีประสิทธิภาพครับ ฝากอีกนิดหนึ่งครับ อาจจะขออนุญาตตอบท่านสุรเชษฐ์ในฐานะพรรคเพื่อไทย พ.ร.บ. ราง ทางพรรคเพื่อไทย ได้มีการยื่นเข้าสู่สภา

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

เดี๋ยวจะมีประท้วงอีก เพราะว่าข้อบังคับการประชุมแถลงนโยบาย รัฐมนตรีเท่านั้นที่จะตอบ เดี๋ยวท่านชนินทร์ตอบ เดี๋ยวทางนี้บอกว่าต้องรอให้รัฐมนตรีตอบนะครับ ถ้าท่านจะตอบแทน แต่ท่านชี้แจง เรื่องของท่านก็ว่าไป จบแล้วนะครับ ขอบคุณมากครับ

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

อีกนิดหนึ่งครับ ท่านประธาน ขอกล่าวสรุปสักเล็กน้อยนะครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

อีกครึ่งนาทีนะครับ สรุปได้

นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท้ายที่สุดครับ ฝากต่อยอดกับรัฐบาลไปอีกสักเล็กน้อยครับ จากค่าโดยสารในระบบรางที่ถูกแล้วครับ หากรัฐบาลสามารถนำที่ดินของรัฐ เช่น ที่ดินธนารักษ์หรือการรถไฟที่สามารถเข้าถึง รถไฟฟ้าได้ง่าย มาพัฒนาเป็นคอนโดมิเนียม Low Rise ของผู้มีรายได้น้อย แทนที่จะขายขาด ก็ให้เช่า ๙๙ ปี หรือเช่าแบบ Lifetime Lease ครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ก็จะช่วยให้ผู้เช่า ไม่ต้องแบกภาระจากต้นทุนที่ดิน แล้วก็สามารถทำให้เกิดบ้านราคาถูกที่สนับสนุนโดยรัฐบาล สำหรับผู้มีรายได้น้อย คล้ายกับโครงการบ้านเอื้ออาทรที่รัฐบาลไทยรักไทยได้ทำสำเร็จในอดีต

ท้ายที่สุดครับท่านประธาน ก็ต้องขอเป็นกำลังใจให้ท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร แล้วก็รัฐบาล ครม. ใหม่ทุกท่านครับ ขอให้สนับสนุนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้านคมนาคมเพื่อเสริมศักยภาพในการขนส่งและดึงดูดการลงทุนของไทย ควบคู่ไปกับ การสนับสนุนผู้มีรายได้น้อยให้มีที่ดินทำกิน ให้มีที่อยู่อาศัย และสามารถมีโอกาสในการเข้าถึง การพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองในอนาคตได้อย่างเท่าเทียม ขอบคุณครับ

นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณชิบ จิตนิยม ครับ

นายชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพครับ ผม ชิบ จิตนิยม สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออภิปรายเสริมท่านสมาชิก บางท่านที่ได้แตะเรื่องเกี่ยวกับนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีเกี่ยวกับนโยบายเร่งด่วน ที่จะดำเนินการทันทีนะครับ ซึ่งเป็นนโยบายที่ ๓ คือการเจรจาประเด็นพื้นที่ทับซ้อนกับกัมพูชา เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงาน ในขณะเดียวกันครับ ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ท่านก็ได้พูดว่าเราควรที่จะใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ แต่ว่ายังไม่ได้มีการขุดนำมาใช้นะครับ ซึ่งนั่นก็หมายถึงการใช้ประโยชน์จากบันทึกความเข้าใจว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชา อ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อน ซึ่งมีการทำ MOU กันเมื่อ ๒๒ ปีที่แล้ว แต่ถามว่ามีความคืบหน้า มากน้อยแค่ไหน เราก็คงจะตอบได้ว่ามีความคืบหน้าค่อนข้างน้อย ประเด็นสำคัญก็คือแนวคิด ในการที่จะแก้ปัญหา เพราะส่วนใหญ่จะมุ่งเน้นไปที่จะต้องมีการเจรจาแบ่งเขตแดนทางทะเล ไปพร้อม ๆ กับการร่วมกันพัฒนาแหล่งทรัพยากรปิโตรเลียมนะครับ เมื่อเอา ๒ เรื่องมารวมกัน ก็ทำให้กลายเป็นปัญหา และบางทีก็อาจจะมองกันว่ายากที่จะแก้ไขได้ เพราะถ้าหากมีการแตะ เรื่องดินแดนก็อาจจะมีโอกาสเกิดข้อพิพาทขึ้นมาอีกนะครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

เพื่อให้เห็นภาพความชัดเจน อยากจะให้ท่านได้ดูแผนที่พื้นที่ทับซ้อนทางทะเลนะครับ ซึ่งจะเห็นว่ามีเบ็ดเสร็จแล้ว ประมาณ ๒๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรนะครับ จากที่กัมพูชาและไทยลากเส้นไปที่ทะเลที่ ๒๐๐ ไมล์ทะเลนี้นะครับ ก็จะเกิดพื้นที่ทับซ้อนแบ่งเป็น ๒ ส่วนครับ พื้นที่ส่วนบน พื้นที่ประมาณ ๑๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ไหล่ทวีปที่มีปัญหากันอยู่ พื้นที่ด้านล่างอีก ๑๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร นั่นคือพื้นที่ที่ตั้งใจไว้ว่าจะมีการพัฒนาร่วมกันนะครับ รัฐบาลไทย เคยมีแนวนโยบายที่จะแบ่งปันผลประโยชน์ให้กับกัมพูชา โดยที่พื้นที่ส่วนกลางนั่นละครับ จะแบ่งกัน ๕๐ : ๕๐ ส่วนพื้นที่ที่อยู่ใกล้ของประเทศใด ชายฝั่งของประเทศใด ก็จะแบ่งกันที่ ๖๐ : ๔๐ แต่ว่าทางกัมพูชาบอกว่าขอเป็น ๙๐ : ๑๐ นะครับ เพราะฉะนั้นก็ไม่สามารถ ที่จะแก้ปัญหาตรงนั้นได้ ปัญหาก็ยังเรื้อรังกันมาตลอดนะครับ ก็มีความพยายามจากรัฐบาล หลายยุคหลายสมัยที่จะแก้ไข โดยเฉพาะในช่วงรัฐบาล คสช. ซึ่งท่านบริหารประเทศ เบ็ดเสร็จแล้วก็ตีว่า ๑๐ ปีนะครับ ก็มีความคืบหน้าค่อนข้างน้อย แต่ว่านำมาถึงรัฐบาล ของท่านเศรษฐาก็มีการเจรจาโดยตรงกับท่านนายกรัฐมนตรีฮุน มาแณต (Hun Manet) ของกัมพูชาไปเรียบร้อยแล้ว แต่ว่ารายละเอียดของการเจรจาดูเหมือนจะไม่มีความคืบหน้า มากมายนัก ทำไมจะต้องมีการเจรจา ผลประโยชน์ที่เราจะได้จากการเจรจาเป็นพื้นที่ทับซ้อน ๑๖,๐๐๐ ตารางกิโลเมตรนั้นถือว่ามหาศาลมาก เพราะว่ามีปริมาณก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน อยู่ในปริมาณมหาศาลนะครับประเมินกันว่าถ้าหากเราสามารถใช้พื้นที่ตรงนั้นมาใช้ประโยชน์ได้ เรื่องของการลดต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าจะเหลือแค่หน่วยละประมาณ ๒ บาทกว่า ๆ เท่านั้นเอง ในขณะที่ทุกวันนี้เราใช้กันที่ ๓-๔ บาทนะครับ นอกจากนั้นก็ยังมีเงินหมุนเวียน เข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่าปีละ ๑ ล้านล้านบาทนะครับ มหาศาลมาก อันนั้นมีเรื่องของ ค่าภาคหลวงด้วย เรื่องของธุรกิจต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นปิโตรเคมีหรือพลาสติกนะครับ เรื่องของภาษีเข้ารัฐ ซึ่งก็ถือว่ามหาศาลมาก แต่ปัญหาก็คือว่าเราจะแก้ปัญหานี้อย่างไร ก็มีแนวทางซึ่งหลายท่านเสนอนะครับ คนที่อยู่นอกวงการรัฐบาลด้วยซ้ำไปบอกว่า เราควรจะเสนอการแก้ไขปรับปรุงร่าง ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ เช่นว่าให้สามารถพักการเจรจา เรื่องแบ่งเขตแดนทางทะเลออกไปก่อนนะครับ จนกว่าจะมีความคืบหน้าเรื่องการพัฒนา พื้นที่ร่วมกัน บ้างก็เสนอว่าเราควรที่จะยกเลิก MOU ปี ๒๕๔๔ และใช้กลไกระหว่างประเทศ อย่างเช่น ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศในการตัดสินปัญหา ซึ่งน่าจะทำได้เร็วกว่า การที่จะเจรจาร่วมกัน แต่ว่าอาจจะมีปัญหาในการที่จะบังคับใช้และอาจจะเกิดความสัมพันธ์ ที่ไม่ดีระหว่างไทยกับกัมพูชาได้ อันนี้ก็เป็นข้อพึงระวังนะครับ

ดังนั้น วิธีการที่ดีที่สุดก็คือว่าเราน่าจะมีการเจรจารอมชอมกัน เพราะขณะนี้ ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาก็ถือว่าดีขึ้นอย่างมากนะครับ แต่สิ่งที่น่ากลัวก็คือว่า ยังมีแนวคิดของบางท่านที่อาจจะเป็นอดีตนักกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงคนที่สนใจ ในเรื่องนี้ แม้แต่อดีต สว. บางคนท่านก็พูดให้ระวังนะครับ เช่น มีการใช้ถ้อยคำที่อาจจะมี การหมิ่นเหม่ต่อความรู้สึกนะครับ อย่างเช่น เส้นนอกกฎหมายบ้าง เส้นฮุบปิโตรเลียม เส้นไหล่ทวีปวิปลาส อย่างนี้เป็นต้นนะครับ ผมเชื่อว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ต้องระมัดระวัง เพราะเป็นเรื่องหมิ่นเหม่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะฉะนั้นการพูดเอาแต่สนุกปาก ก็อาจจะสร้างความลำบากในการเจรจา ขอบคุณครับ

พักประชุมเวลา ๐๐.๔๑ นาฬิกา

ของวันศุกร์ที่ ๑๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๖๗