สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ อภิปรายวิพากษ์นโยบายค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ตั้งข้อสังเกตถึงความเป็นไปไม่ได้ทั้งในด้านเทคนิค เศรษฐกิจ และข้อผูกพันตามสัญญา PPP ที่ดำเนินมาตลอด 25 ปี พร้อมตั้งคำถามถึงความโปร่งใส ความเอื้อประโยชน์ และความยั่งยืนทางการเงิน รวมถึงเสนอทางเลือกอื่น เช่น การใช้เครื่องมือการเงินและการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อสนับสนุนระบบขนส่งอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนมากขึ้น
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เดี๋ยวเรามาทำความเข้าใจ เรื่องของนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสายใน ๒๐ นาทีกัน วันนี้ผมขออภิปรายนโยบาย เร่งด่วนที่ ๓ ของรัฐบาลที่เขียนไว้ว่าผลักดันการพัฒนาระบบขนส่งมวลชนสาธารณะ และการกำหนดโครงสร้างอัตราค่าโดยสารร่วมในเขตกรุงเทพมหานคร เพื่อรองรับนโยบาย ค่าโดยสารราคาเดียวตลอดสาย เพื่อลดภาระค่าเดินทาง หลายคนคงคุ้นหูกันดีในนามของ ๒๐ บาทตลอดสาย เพราะว่าถูกใช้เพื่อการโฆษณามากว่า ๑๐ ปีแล้ว เป็นนโยบายที่ ทำไม่ได้ไปแล้ว โดยผมจะอภิปรายให้เหตุผล ตลอดจนตั้งคำถามถึงสิ่งที่พยายามจะทำใหม่ ว่าคืออะไร ทำไมต้องเปลี่ยนแบบ ๑๘๐ องศา ควรทำไหม เวนคืนหรือเวรกรรมหากจะทำตาม แนวทางใหม่ และแน่นอนครับ เพื่อให้การอภิปรายเป็นไปอย่างสร้างสรรค์ สิ่งที่ผมจะอภิปราย ก็คือจะมีข้อเสนอที่มั่นใจว่าดีกว่าและพร้อมที่จะมาถกเถียงเพื่อหาทางออกที่ดีที่สุด ให้กับประเทศ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ท่านประธานครับ หากเราย้อนเวลากลับไป ๑ ปี ตอนที่ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐามาแถลงนโยบายในรัฐสภาแห่งนี้ ผมได้เคยทวงถามถึงสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ในเรื่องของนโยบาย ๒๐ บาทตลอดสาย แต่ก็ไม่กล้าบรรจุไว้ในเอกสารอย่างเป็นทางการ ตามสไลด์นี้เลยครับ ที่ผมใช้อภิปรายเมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๖ ไปย้อนชมคลิปกันได้ รอบนี้ดีขึ้นมาหน่อย จากรัฐบาลเศรษฐาไม่มี รอบนี้รัฐบาลอุ๊งอิ๊งเขียนไว้ว่าค่าโดยสารราคาเดียวตลอดสาย แต่ก็ยังไม่กล้าที่จะระบุลงไปว่า ๒๐ บาท สาระสำคัญที่พรรคเพื่อไทยได้หาเสียงไว้ในการเลือกตั้งรอบนี้มี ๔ ประการ ๑. ทุกสาย แต่ละสายคือ ๒๐ บาท หรือท่านจะเปลี่ยน ๒. ข้ามสาย เช่น ขึ้นเขียวไปต่อน้ำเงินต้องจ่าย ๒๐ บาท ไม่ใช่ ๔๐ บาท หรือท่านจะกลับลำ ๓. อันนี้ท่านเศรษฐาพูดไว้นะครับ ให้คลิป ให้ Link ให้นาทีไปด้วย น่าจะจบได้ภายใน ๓ เดือน ซึ่งต่อให้นับถึงวันนี้ก็ทำไม่ได้ไปแล้ว อย่างไรก็ตามในวันนั้นวันที่ผมทวงถามจากการแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ท่านรัฐมนตรีสุริยะก็ลุกขึ้นมาตอบว่าขอเลื่อนจาก ๓ เดือน เป็น ๒ ปี ขีดเส้นตายไว้ ที่กันยายน ๒๕๖๘ หรือท่านจะเลื่อนอีก และ ๔. วิธีทำตามที่ประกาศไว้ใน Website พรรค อย่างเป็นทางการ ก็เขียนไว้ว่าจะเจรจาเพื่อลดราคา ซึ่งก็หลอกลวงเห็น ๆ เพราะหาก จะยืนตามแนวทางนี้ก็ต้องหาเงินมาอุดปีละร่วม ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วก็จะเพิ่มขึ้นทุก ๆ ปี หรือท่านจะบอกว่าเจ้าสัวเพื่อนท่านใจดีลดราคาให้ จากสิ่งที่พรรคเพื่อไทยได้ประกาศไว้ สู่สาธารณะ สรุปได้เป็นเงื่อนไข ๔ ข้อมันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่าทำไม่ได้ไปแล้ว และนี่คือ ประเด็นที่ ๑ ครับท่านประธาน ๒๐ บาทตลอดสายทำไม่ได้ไปแล้ว และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกที่พรรคเพื่อไทย ผิดสัญญา เพราะว่านอกจากรัฐบาลเศรษฐาในสมัย ของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ก็เคยผิดสัญญาในเรื่องนี้ เมื่อปี ๒๕๕๔ โดยให้เหตุผลไว้ว่า จะกระทบ กับรายได้ของผู้ถือหุ้น และอาจมีปัญหาฟ้องร้องในอนาคต ซึ่งก็เป็นไปตามที่ผมได้ชี้ให้เห็นปัญหา ในการอภิปราย เมื่อวันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๖ ในนั้นมีภาพข่าวไปย้อนชมกันได้ แม้ในวันนั้น จะไม่เหมือนในวันนี้ วันที่นายใหญ่กลับมาและมีความสนิทสนมแนบแน่นกับนายทุนใหญ่ รถไฟฟ้าที่อาจมาสุมหัวคิด อาศัยวิกฤติให้เป็นโอกาส ด้วยการเวนคืนในราคาที่นายใหญ่ และนายทุนพอใจ แต่นั่นก็คือการแลกมาด้วยประชาชนต้องจ่าย ตลกร้ายต่อเนื่องจาก ประเด็นที่ ๑ ทำไม่ได้ไปแล้ว ก็คือ มีรัฐมนตรีออกมายืนยิ้มชูแบงก์ ๒๐ เสมือนสร้างภาพว่า เสร็จแล้ว ๒๐ บาทตลอดสายแล้ว ภาพนี้เลยครับ ยิ้มหวานเชียวนะครับ วันนั้นผมเลย ต้องออกมาตั้งคำถามว่าฉลองความสำเร็จอะไรกันหรือ เพราะว่า ๔ เงื่อนไข ตามที่หาเสียงไว้ ก็คือ ๑. ทุกสาย ๒. ข้ามสาย ๓. ภายใน ๓ เดือน และ ๔. ใช้วิธีเจรจาเพื่อลดราคา ซึ่งถึงวันนี้ก็ยังไม่สำเร็จ และยังห่างไกลจากความสำเร็จอยู่มากด้วยนะครับ เพราะว่า สายที่คนใช้เยอะคือสายสีเขียวและสายสีน้ำเงิน ส่วนที่ยากแต่สำคัญมากก็คือสายสีเขียว เพราะว่าเป็นแกนหลักในแนวเหนือ-ใต้ แล้วก็สายสีส้ม เพราะว่าเป็นแกนหลักในแนวตะวันตก- ตะวันออก ซึ่งก็ชัดอยู่แล้วว่าสายสีเขียวยังไม่ขยับไปที่ ๒๐ บาท ลองไปใช้ดูพรุ่งนี้ได้เลย ส่วนสายสีส้มขยับแล้วนะครับ แต่ขยับแบบไม่เป็นไปตามนโยบาย ๒๐ บาท ที่หาเสียงไว้ เพราะเพิ่งเซ็นสัญญากันไปที่ ๑๗-๔๔ บาท หรือท่านจะเถียงว่าไม่ใช่ ส่วนที่ทำไปคือสายสีม่วง และสายสีแดง ซึ่งง่าย เพราะเป็นของรัฐ แล้วก็เคยลดราคามาแล้วในสมัยรัฐบาลประยุทธ์ ไม่ใช่เรื่องใหม่อะไรเลย แต่ก็นำมาขายใหม่ด้วยการยืนชูแบงก์ ๒๐ อย่างนี้ครับ เพื่อสร้างภาพว่า สำเร็จแล้ว คือมันไม่ได้สำเร็จครับ รัฐบาลเศรษฐาทำไม่ได้ไปแล้ว อย่ามาสร้างภาพว่าสำเร็จแล้ว และในส่วนที่ง่ายและเคยทำแล้วก็ต้องตามไปดูกันว่าควรขยายผลไปสู่สีอื่น ๆ หรือไม่ ท่านสุริยะเคยมาชี้แจงต่อสภาบอกว่ารถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย ทำกำไร ไม่ขาดทุน คำพูดนี้คือผิดนะครับ กาลเวลาได้พิสูจน์แล้ว เพราะว่ายอดผู้ใช้เพิ่มขึ้น แต่ราคาต่อหัวลดลง ส่งผลให้รายได้ลดลง ขาดทุนเพิ่มขึ้น อันที่จริงการลดราคาไม่ใช่เรื่องที่ผิด คือสามารถ ลดราคาได้ แต่ต้องคิดด้วยว่าเท่าไรจึงเหมาะสม การลดราคาแบบมั่วตัวเลข ๒๐ บาท มาอย่างไร้ฐานคิดแบบนี้ ทำให้ยอดผู้ใช้เพิ่มขึ้นจริง อันนี้ใคร ๆ ก็รู้ เมื่อของถูกลง ก็มีคนใช้เพิ่มขึ้น แต่สิ่งที่ควรทำ แล้วก็คิดก่อนทำ ก็คือคาดให้ดีว่ามันจะกำไรหรือขาดทุน เพิ่มขึ้นเท่าไร รัฐจะแบกไหวไหม ต้องเอาเงินส่วนไหนมาแบกเพิ่ม ย้ำนะครับว่ารัฐสามารถ ลดราคาให้ผู้ใช้ได้ แต่ต้องคิดด้วยว่าเท่าไรจึงเหมาะสม ไม่ใช่ตั้งมาแบบไร้ฐานคิดแบบนี้ แบบที่ ๑๐ กว่าปีที่แล้วก็ประกาศ ๒๐ บาท ตอนนี้ก็ยังยืนเอามันคงที่ไว้ที่ ๒๐ บาท คือ ๑๐ กว่าปีนี้ ไม่มีเงินเฟ้อเลยหรืออย่างไรครับ เล็งแต่จะโฆษณา เสียเงินไม่ว่าเสียหน้าไม่ได้ จะเอาแบบนี้จริง ๆ หรือครับ จะไม่ทบทวนราคากันหน่อยเลยหรือครับ คือลดราคาได้ แต่ต้องลดแบบมีฐานคิด ไม่ใช่ลดเอามัน ไม่อย่างนั้นทำไมไม่ลดให้เหลือ ๕ บาทไปเลยละ
มีอีกเรื่องนะครับ ภายใต้ข้อสรุปที่ว่าทำไม่ได้ไปแล้ว ก็คือเรื่องของรถไฟฟ้า สายสีส้ม ตามที่ผมได้ตั้งกระทู้ถามสดไปเมื่อวันที่ ๑ สิงหาคม หลายคนอาจฟังแล้วงงว่า ท่านรัฐมนตรีตอบอะไร พูดไม่รู้เรื่องนะครับ แต่ผมรู้เรื่องนะครับ ผมได้คำตอบชัดเลยว่า สายสีส้มที่เพิ่งเซ็นสัญญากันไป ไม่ได้ทำตามแนวทางที่หาเสียงไว้ว่าจะเจรจาเพื่อลดราคา ให้เหลือ ๒๐ บาท เพราะเพิ่งเซ็นสัญญากันไปเมื่อวันที่ ๑๘ กรกฎาคม ๒๕๖๗ ก็คือปีนี้ บนพื้นฐานของ ๑๗-๔๔ บาท แถมด้วยกับระเบิดเวลาที่จะสร้างปัญหาใหญ่ในอนาคตคือ ปีที่ ๑๑ อย่างแน่นอน แถมยังมีเรื่องส่วนต่างเข้ากระเป๋านายทุนมากถึง ๖๘,๖๑๓ ล้านบาท ไปย้อนดูกันได้นะครับ สายสีส้ม Mega Deal ในตำนาน มีกระบวนการฟอกขาว ถูกต้อง โดยทุจริต แล้วก็แสดงจริตของรัฐบาลในการเอื้อประโยชน์ให้นายทุนได้อย่างชัดเจน เดี๋ยวท่านรัฐมนตรีออกมาตอบ ตอบประเด็นสายสีส้มแบบชัด ๆ ด้วยนะครับว่า ที่เพิ่งเซ็นสัญญากันไปเมื่อ ๑๘ กรกฎาคม อยู่บนพื้นฐานของราคาเท่าไร ๑๗-๔๔ บาท ใช่หรือไม่ ทำไมไม่เจรจาเพื่อลดราคาให้เป็น ๒๐ บาท อย่างที่หาเสียงไว้ เพราะหากถามว่า ช่วงเวลาไหนที่เหมาะสมต่อการเจรจาเพื่อที่จะลดราคา ก็ต้องก่อนเซ็นสัญญาสิครับ ไม่ใช่เซ็น เซ็น เซ็นกันไป แล้วก็ค่อยไปตามแก้ปัญหาในทีหลัง เพราะฉะนั้นจากประเด็นที่ ๑ ๒๐ บาท ตลอดสาย ทำไม่ได้ไปแล้ว มาสู่ประเด็นที่ ๒ ว่าสิ่งที่พยายามจะทำใหม่คืออะไร
ประเด็นนี้คงหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง Vision for Thailand 2024 จากนายใหญ่ ของใครหลายคนในสภาแห่งนี้ไม่ได้ แต่ไม่ต้องกลัวไม่ได้เสียหายอะไร วิสัยทัศน์ของ ท่านอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณในส่วนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายนี้ ก็คือท่านได้ประกาศไว้ว่า รถไฟฟ้า ๒๐ บาท ต้องทำต่อให้สำเร็จ เวนคืนรถไฟฟ้าของเอกชนมาเป็นของรัฐ กำหนดค่าตั๋วเอง ตั้ง Infrastructure Fund หนุนค่าโดยสาร เก็บ Congestion Charge ในเขตเมืองเข้าสู่ Infrastructure Fund ผมมีความเห็นว่าโดยหลักการหากฟังเผิน ๆ ลอย ๆ ก็ไม่ได้ผิดอะไรหรอก แต่หากคิดให้ลึกลงไปในรายละเอียดมีเรื่องที่น่าห่วงใยที่รัฐบาลใหม่ต้องระมัดระวังให้ดี หลายประการ ประการที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนวิธีมาเป็นการเวนคืนนี่เป็นเรื่องใหญ่มาก เพราะเป็นการเปลี่ยนแบบ ๑๘๐ องศา จากแนวทางที่รัฐไทยดำเนินการต่อเนื่องมาตั้งแต่อดีต ย้อนไปตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ในส่วนของรถไฟสายแรก สายสีเขียวมันเป็นการให้สัมปทานกับเอกชน คือเราต้องเข้าใจก่อนว่าการเวนคืนมาเป็นของรัฐ มันเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับการให้สิทธิกับเอกชน แนวทางที่รัฐไทยได้ดำเนินการมาตลอด ๒๕ ปี และตอนนี้เหลือสัญญาอีกแค่ ๕ ปี ก็จะหมด สัมปทานสายสีเขียว คือการให้เอกชนร่วมลงทุนในรูปแบบเฉพาะที่เรียกว่า PPP Net Cost จะเห็นตรงหรือเห็นต่างกับอีกแนวทางที่ให้รัฐเป็นเจ้าของและควบคุมได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เป็นอีกประเด็น ก็ต้องยอมรับจริง ๆ ว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย แต่ประเด็นหลักก็คือรัฐไทย ได้เลือกแล้ว เลือกเดินมาแบบให้สัมปทาน PPP Net Cost กับเอกชนไปแล้ว ก็ควรปักธงไว้ ว่าพอหมดสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าจะต้องกลับมาเป็นของรัฐ แล้วค่อยจ้างภาคเอกชนมาเดินรถ หรือว่าเปิดให้มีการแข่งขันใหม่อย่างเป็นธรรม จริงอยู่ว่ามีอีกหลายสายที่ไม่ได้รอแค่ ๕ ปี บางสายต้องรออีกเกือบ ๓๐ ปี อย่างเช่น สายสีส้มที่เพิ่งเซ็นสัญญากันไปนี้ แต่นั่นก็คือสัญญารัฐ ซึ่งรัฐบาลต้องมีความรับผิดชอบต่อเนื่องกันไป ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลไหนก็ตาม ไม่อย่างนั้น เอกชนก็จะฟ้องร้องได้ การไม่รักษาสัญญาไม่ใช่เรื่องที่ดี ไม่ว่าจะมาจากฝั่งไหน ไม่ว่าใคร จะได้เปรียบ จริงอยู่นายใหญ่อาจสนิทกับนายทุนพูดคุยกันได้ เคลียร์กันได้ แต่นั่นมักแลก มาด้วยเงินภาษีของประชาชน ซึ่งรวมถึงการใช้หนี้โดยประชาชนผ่านกองทุนรัฐวิสาหกิจ หรือเครื่องมือทางการเงินอื่นใด
อีกประการหนึ่งที่สำคัญ ก็คือราคาเท่าไรจึงเหมาะสม เรื่องนี้ไม่ง่าย ต่อให้คิด อยู่บนพื้นฐานที่ว่าทุกคนเป็นคนดี ไม่โกง ก็ไม่ง่ายที่จะประเมินราคาที่เหมาะสมในการซื้อสิทธิคืน Assumption ต่าง ๆ เยอะมากแน่นอน นอกจากนั้นต่อให้ได้ราคาที่เหมาะสมแล้ว ก็ต้องดูด้วย ว่ารัฐจ่ายไว้ไหม ไม่ว่าจะเป็นเครื่องมือทางการเงินชนิดใดในการหาเงินมาโปะ แต่ก็ขอเรียก ง่าย ๆ ว่าภาษีนี่ละ เพราะว่าสุดท้ายแล้วก็เป็นเงินที่จะต้องเก็บมาจากประชาชน มี ๒ เครื่องมือ ทางการเงินที่นายกรัฐมนตรีทักษิณได้กล่าวถึง ก็คือ ๑. Infrastructure Fund แล้วก็ ๒. Congestion Charge