รวี ชี้ปัญหามลพิษ-ภูมิอากาศ หนุนนโยบายเศรษฐกิจสีเขียว

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

รวี เล็กอุทัย หารือประเด็นทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นย้ำถึงความรุนแรงของปัญหามลพิษทางอากาศ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบต่อสุขภาพ เศรษฐกิจ และการดำรงชีวิต พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินนโยบายเชิงรุกในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับข้อกำหนดสากล เช่น กำแพงภาษีคาร์บอนของสหภาพยุโรป โดยเสนอการใช้กฎหมาย เศรษฐกิจสีเขียว พลังงานสะอาด การพัฒนาคาร์บอนเครดิต และการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืนเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบและส่งเสริมการฟื้นฟูเศรษฐกิจสีเขียวในระยะยาว

นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ที่เคารพครับ กระผม นายรวี เล็กอุทัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุตรดิตถ์ เขต ๓ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ สำหรับการอภิปรายของผมครับท่านประธาน ผมจะขออนุญาตอภิปรายในด้านของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตามที่ท่าน นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภา มันทำให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ตั้งใจของรัฐบาลในการที่จะแก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มโอกาสให้กับพี่น้องประชาชน ในการมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นครับ

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ท่านประธานครับ ปัญหา ด้านสิ่งแวดล้อมนั้นเป็นปัญหาใหญ่ใกล้ตัวที่ไม่ควรถูกมองข้ามครับ ไม่ว่าจะเป็นปัญหา ทั้งสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาฝุ่นควันหรือมลพิษทางอากาศที่มีความรุนแรง มากยิ่งขึ้น ปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ซ้ำซากในหลาย ๆ พื้นที่ ปัญหาความเสื่อมโทรมของ ระบบนิเวศทางธรรมชาติ และปัญหาของการจัดการกากอุตสาหกรรม รวมถึงอีกหลาย ๆ ปัญหา ด้านสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของพวกเราอย่างรวดเร็วและรุนแรง มากยิ่งขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ครับท่านประธาน เป็นเครื่องย้ำเตือน ที่ส่งไปหามนุษย์ว่า หากยังไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือการใช้ชีวิตที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม มากยิ่งขึ้น เราจะค่อย ๆ โดนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมลงโทษหนักขึ้น ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ โดยต้นเหตุหรือสารตั้งต้นนั้นก็มาจากน้ำมือของพวกเราเองนั่นละครับ ท่านประธานครับ ผมขอเริ่มจากปัญหาความท้าทายที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ หรือ Climate Change ก่อนเลยนะครับ ผลกระทบครับท่านประธาน จากการเปลี่ยนแปลง ของสภาพภูมิอากาศนั้น ผมเชื่อว่าทุกคนได้รับผลกระทบไม่ว่าจะเป็นทางตรงหรือทางอ้อมก็ดี ยกตัวอย่างเช่น เอลนิญโญหรือลานิญญา ที่ทำให้พี่น้องประชาชนต้องประสบกับทั้งภัยแล้ง และน้ำท่วม และมีแนวโน้มที่จะทวีความรุนแรงมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้นครับ ไม่ได้กระทบแต่ภาคเกษตรเท่านั้น สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ยังกระทบต่อไปยังภาคเศรษฐกิจ และการดำรงชีวิตของพี่น้องประชาชน และเมื่อเศรษฐกิจในระดับจุลภาคได้รับผลกระทบ มันก็จะเป็นต่อยอดไปจนถึงระดับมหภาค

ท่านประธานครับ อีกปัญหาความท้าทายหนึ่ง นั่นก็คือปัญหามลพิษทางอากาศ จากฝุ่นควัน หรือ PM2.5 ที่ส่งผลต่อสุขภาพของพี่น้องคนไทยเป็นวงกว้าง ในการแก้ไขปัญหานี้ รัฐบาลต้องทำงานในเชิงรุก โดยมีการบูรณาการร่วมกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น ทางด้านนโยบาย ด้านการควบคุมติดตาม หรือด้านการนำปฏิบัติในพื้นที่จริงร่วมกับ ภาคประชาชน เพื่อคืนสิทธิขั้นพื้นฐานให้กับพี่น้องประชาชนในการเข้าถึงอากาศที่สะอาด รวมไปถึงหากเราพิจารณาเชื่อมโยงไปจนถึงบริบทของการค้าระหว่างประเทศ ในขณะนี้ ประเทศไทยของเราต้องเผชิญกับความท้าทายใหม่ในเรื่องของสิ่งแวดล้อมกับประเทศคู่ค้า โดยเฉพาะการตั้งกำแพงภาษีคาร์บอนจากสหภาพยุโรป หรือ CBAM ซึ่งการจะต่อยอด หรือท้าทายในการแก้ไขปัญหาเรื่องความท้าทายนี้ครับ ประเทศไทยต้องมีการปรับเปลี่ยน ทิศทางการค้า การลงทุน และเศรษฐกิจที่ต้องคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมมากยิ่งขึ้นในอนาคตครับ ท่านประธานครับ ใน ๑ ปีของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน ได้มีการวางแนวทาง นโยบายซ่อมแซมประเทศในด้านสิ่งแวดล้อมเอาไว้หลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็นการให้ความสำคัญ ในด้านการแก้ไขปัญหาภัยแล้งและน้ำท่วมครับ ผ่านการอนุมัติงบกลาง วงเงินกว่า ๗,๖๐๐ ล้านบาท ในโครงการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ในช่วงฤดูฝนปี ๒๕๖๗ และการกักเก็บน้ำเพื่อฤดูแล้ง ปี ๒๕๖๗/๒๕๖๘ เพื่อให้มีพื้นที่หรือทางท้องถิ่น ได้รับงบประมาณจัดสรรในการแก้ไขปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ในพื้นที่ของตน

ในส่วนของการแก้ไขปัญหา PM2.5 รัฐบาลของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ก็ได้มีการริเริ่มใช้มาตรฐานสินค้าเกษตร PM2.5 GAP Free เพื่อควบคุมการผลิตทางการเกษตร ที่ปลอดจาก PM2.5 โดยเป็นการนำร่องโครงการต้นแบบในการผลิตข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ภายใต้มาตรฐาน GAP PM2.5 Free ในเขตจังหวัดเชียงใหม่และจังหวัดพะเยา ในพื้นที่กว่า ๒๕,๐๐๐ ไร่ ควบคู่ไปกับการทำงานของสภาผู้แทนราษฎรของเรา ที่มีการเห็นชอบ และดำเนินการจัดทำร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาดอยู่ ณ ขณะนี้ และเป็นดั่งความหวัง ในการแก้ไขปัญหามลพิษทางอากาศอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืนต่อไปในอนาคต ที่สำคัญครับท่านประธาน พรรคเพื่อไทยของเรามีความตั้งใจในการเปลี่ยนแปลงแก้ไขปัญหา ของสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงอยู่ โดยการใช้กลไกของฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งขณะนี้ มีการจัดทำร่าง พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เสนอต่อรัฐสภา เพื่อส่งเสริม ให้เกิดการรับมือกับความท้าทายต่าง ๆ ที่ผมได้อภิปรายไปข้างต้น ซึ่งกฎหมายฉบับนี้ จะมุ่งเน้นไปที่การยกระดับคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชน และการปรับตัวตาม Trend ของโลก เข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียว ผ่านกลไกของกฎหมายที่ไม่ได้มีแค่การบังคับใช้อย่างเข้มงวด เท่านั้น แต่เรายังมีส่วนในการสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อนำไปสู่คุณภาพชีวิต ที่ดีมากยิ่งขึ้น ท่านประธานครับ ในส่วนของรัฐบาลปัจจุบัน ผมเชื่อว่าการทำงานในช่วง ๓ ปีต่อไปจากนี้ ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร รัฐบาลจะเดินหน้า แก้ไขปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ โดยให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอน รับมือกับปัญหา Climate Change และปรับตัวเข้าสู่เศรษฐกิจสีเขียวอย่างยั่งยืน ซึ่งเมื่อดูจากคำแถลงของท่านนายกรัฐมนตรีครับ จะได้เห็นว่าการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมนั้น คือการเพิ่มพื้นที่โอกาสในการสร้างกำไร ซึ่งหมายความว่าปัญหาสิ่งแวดล้อมและปัญหา เศรษฐกิจเป็นสิ่งที่แยกออกจากกันไม่ได้ ต้องแก้ไขไปพร้อม ๆ กัน เพื่อเป็นการสร้างโอกาส ให้กับประเทศไทยได้เดินหน้าต่อ และเพื่อมุ่งไปสู่เป้าหมาย เป้าหมายนั้นครับท่านประธาน รัฐบาลจะใช้มาตรการในการฟื้นฟูเศรษฐกิจของประเทศในลักษณะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และเติบโตแบบยั่งยืน หรือ Green Recovery ผ่านการมุ่งเน้นสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality และการส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจสีเขียว โดยมีการพัฒนา ในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตและพัฒนาตลาดซื้อขาย ไฟฟ้าเสรี ซึ่งจะมีส่วนช่วยในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และยังเป็นส่วนสำคัญ ในการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้กับพี่น้องประชาชนในการนำพื้นที่เกษตรหรือป่าชุมชน ที่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานเข้าสู่ตลาดการค้าคาร์บอนเครดิตและจะเป็นการช่วยลดปัญหาการกีดกัน สินค้าไทยจากต่างประเทศในแง่ของสิ่งแวดล้อมได้อีกด้วยครับ จากนั้นครับ รัฐบาล ยังให้ความสำคัญต่อการผลักดันให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการผลิตพลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานน้ำ รวมไปถึงการสนับสนุนภาคการผลิตยานยนต์ ให้เข้าสู่อุตสาหกรรม EV ด้วยการให้สิทธิพิเศษทางภาษี และส่งเสริมการผลิตในประเทศ โดยคำนึงถึงสิทธิประโยชน์สูงสุดของคนไทย ในขณะที่การจัดการมลพิษทางอากาศ หรือ PM2.5 ครับ เราจำเป็นต้องสร้างการมีส่วนร่วมของทั้งระหว่างหน่วยงานราชการ ด้วยกันเอง และการมีส่วนร่วมของชุมชนในระดับพื้นที่ในการให้ความรู้ ความเข้าใจ และการใช้เทคโนโลยีนวัตกรรมที่ทันสมัย เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติไปในเวลาเดียวกัน ส่วนในมิติของการแก้ไขปัญหาการจัดการน้ำ รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดหาเพิ่มปริมาณน้ำต้นทุนให้เพียงพอต่อความต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนขนาดใหญ่ หรือบ่อน้ำขนาดเล็ก ตามสภาพภูมิประเทศของแต่ละพื้นที่ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพของระบบกระจายน้ำไปยังพื้นที่ต่าง ๆ ถ้าหากว่าเราจัดการ สิ่งเหล่านี้ได้อย่างเป็นระบบ มันจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชนอย่างมหาศาล ทั้งในส่วนของ การทำให้มีแหล่งน้ำที่สะอาดเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคได้มากยิ่งขึ้น และทั้งยังสามารถ รับมือกับปัญหาน้ำท่วม น้ำแล้ง ได้อย่างยั่งยืนอีกด้วยครับ นอกจากนั้นการนำเอาข้อมูล จากทุกภาคส่วนมาร่วมกันออกแบบระบบแจ้งเตือนที่แม่นยำและเข้าถึงง่ายสำหรับ พี่น้องประชาชน จะเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันภัยจากสถานการณ์ทั้งน้ำท่วมและน้ำแล้ง เพราะจะทำให้แต่ละพื้นที่สามารถมีการเตรียมรับมือและแก้ไขสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที และมีประสิทธิภาพ และเป็นการรองรับการเติบโตของเมือง และป้องกันการเสียหาย ต่อภาพรวมของประเทศได้เป็นอย่างดี ท่านประธานครับ การสร้างความมั่นคงในทรัพยากรน้ำเป็นสิ่งที่มีความสำคัญเป็นอย่างมาก ต่อพี่น้องประชาชนทั้งประเทศ ซึ่งจำเป็นต้องใช้ความรู้ ความเชี่ยวชาญจากทุกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการนำเอาข้อมูลข้อเท็จจริง ไม่ว่าจะเป็นทั้งหลักวิชาการ หรือการมีส่วนร่วม ของเครือข่ายภาคประชาชน เพื่อให้เกิดการแก้ไขที่ตรงจุดในแต่ละพื้นที่ โดยตั้งอยู่บนฐาน ที่คำนึงถึงประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ แต่ไม่ละเลยคนส่วนน้อยที่เสียประโยชน์ โดยสรุปครับ ท่านประธาน การแก้ไขปัญหาด้านธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่มีความจำเป็น และต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะปัญหานี้เป็นสิ่งที่กระทบต่อการดำรงชีวิต ของพวกเราทุกคนตามที่ผมได้กล่าวไป และจะมีปัญหาที่เพิ่มทวีคูณมากขึ้นเรื่อย ๆ ในเรื่องของ ความรุนแรง รัฐบาลจำเป็นที่จะต้องหาทางออกจากความท้าทายนี้ เพื่อทำให้ประเทศ หลุดพ้นจากวงจรปัญหาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ปัญหาฝุ่นควัน มลพิษทางอากาศ ปัญหาด้านการบริหารจัดการน้ำ รวมถึงเพื่อเป็นการสร้างโอกาส ในการเติบโตทางเศรษฐกิจให้กับประเทศไทยของเราต่อไปอีกด้วย ดังนั้นผมขอเป็นกำลังใจ ให้กับรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ในการแก้ไขปัญหาด้าน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเหล่านี้ เพื่อนำคืนความหวัง โอกาส และความเสมอภาค ให้แก่พี่น้องประชาชนคนไทยอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบพระคุณครับ