วรภพ วิริยะโรจน์ หารือถึงความจำเป็นในการพัฒนาหัวเมืองภูมิภาคให้กลายเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ เพื่อผลักดันการเติบโตที่เท่าเทียมและยั่งยืน หลังมองว่ากรุงเทพมหานครเติบโตอิ่มตัวแล้ว พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลปลดล็อกอำนาจและงบประมาณให้ท้องถิ่น ลดการผูกขาดของระบบราชการรวมศูนย์ และผลักดันนโยบายที่กระจายการพัฒนาไปยังภูมิภาคผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมเฉพาะพื้นที่และนวัตกรรม เพื่อสร้างงานและขับเคลื่อนเศรษฐกิจทั่วประเทศ
กราบเรียนประธานสภา ที่เคารพ ผม วรภพ วิริยะโรจน์ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ถ้าเราไปถามความหวังของประชาชนต่อรัฐบาลชุดนี้ ผมคิดว่าการพัฒนาเศรษฐกิจมันก็คือเรื่องลำดับหนึ่งครับ แต่สิ่งที่ผมเสียดาย ที่ไม่ได้เห็น อยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลในวันนี้ ก็คือไม่มีนโยบายการพัฒนาหัวเมืองให้เป็นเครื่องจักร เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทยครับ และวันนี้ผมอาจจะขอหยิบยก แล้วก็ขอขอบคุณ ทาง World Bank หรือธนาคารโลก มาสนับสนุนในการอภิปรายครั้งนี้ เพื่ออธิบายให้รัฐบาล ได้เห็นครับ เห็นถึงโอกาสของการพัฒนาเมืองที่เป็นมากกว่าแค่การกระจายอำนาจให้กับท้องถิ่น แต่มันคือโอกาสในการเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ให้กับประเทศไทยได้อย่างไรครับ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ผมขอเริ่มจากว่า ประเทศไทยตอนนี้เป็นเศรษฐกิจที่ทั้งโตช้า แล้วก็กำลังจะลดลงด้วยนะครับ ถ้าเอามา ไม่ว่าจะเป็นก่อนโควิด หลังโควิด และในอนาคตต่อจากนี้นะครับ ในเฉลี่ย ๑๐ ปีที่ผ่านมานี้ ประเทศไทยโตน้อยที่สุด โตได้เพียงแค่เฉลี่ย ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ต่อปี แล้วก็กำลังจะลดลงด้วย เหลือเพียงแค่ ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ ในอีก ๓ ปีข้างหน้า ถ้าเอามาเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ยิ่งเห็นชัดนะครับ ขนาดมาเลเซียที่รายได้ก็มากกว่าเรา ๑ เท่า เขาก็โตได้มากกว่าไทย ๒ เท่า เวียดนามนี่ชัดเจนครับ โตมากกว่าไทย ๓ เท่า แต่ถ้าคำถามครับว่าแล้วอะไรจะเป็นเครื่องจักร เศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทยได้ งานวิจัยของธนาคารโลกก็ฉายภาพให้เห็นชัดครับ ว่าการพัฒนาหัวเมืองในแต่ละภูมิภาคนี้ นี่คือโอกาสที่ทำให้ประเทศไทยเศรษฐกิจกลับไปโต ได้มากกว่า ๔ เปอร์เซ็นต์ ก็คือเพิ่มขึ้นได้มากกว่า ๑.๓ เปอร์เซ็นต์ต่อปีนะครับ
สาเหตุหนึ่งที่จะอธิบายปรากฏการณ์นี้ได้ครับ เพราะเศรษฐกิจไทยนอกจากโตช้า ก็ยังโตกระจุกครับ คือเราเป็นเมืองเอก โตเดี่ยว ที่ขนาดเศรษฐกิจของกรุงเทพมหานคร มากกว่าจังหวัดลำดับที่ ๒ ถึง ๕ เท่า ประชากรก็มากกว่าลำดับที่ ๒ ถึง ๒ เท่าครับ และเพราะการพัฒนาเมืองโตเดี่ยวแบบนี้ ทำให้กรุงเทพมหานครและปริมณฑลทุกวันนี้ เป็น ๔๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพีประเทศไทย และเมื่อกรุงเทพมหานครโตช้าลง มันทำให้ ศักยภาพของประเทศไทยโตน้อยลงตามไปด้วย ผมขออธิบายให้ท่านประธานเห็นภาพง่าย ๆ อย่างนี้ครับ คือถ้าเอาข้อมูลของภาคอสังหาริมทรัพย์ มันก็จะเห็นชัดว่าวันนี้กรุงเทพมหานคร เป็นมหานครที่อิ่มตัวแล้ว ข้อมูลจากการเพิ่มขึ้นใหม่ของบ้านที่อยู่อาศัยในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑลนี้ครับ จริง ๆ แล้วคงที่มาตลอด ๑๐ ปี แต่จริง ๆ คือลดลงด้วยซ้ำ คือ ๑๐ ปี ที่ผ่านมา บ้านที่อยู่อาศัยที่จดใหม่ในกรุงเทพมหานครนี้ อยู่ที่ราว ๆ ๑๓๐,๐๐๐ หน่วยต่อปี แต่ในรอบหลายปีหลังนี้ครับ ตกลงมาเหลือเพียงแค่ ๑๐๐,๐๐๐ Unit ต่อปีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่กรุงเทพมหานครเรามีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ อย่างเอาแค่รถไฟฟ้านี้ครับ มาเป็น ๑๐ สายแล้วในรอบ ๓๐ ปีที่ผ่านมา เอาแค่ในรอบ ๑๐ ปีนี้ครับ ความยาวของ รถไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร เพิ่มขึ้นมาเกือบ ๔ เท่านะครับ จาก ๘๐ กิโลเมตร วันนี้เป็น ๒๗๐ กิโลเมตร แต่การพัฒนาเมือง การขยายเมืองของกรุงเทพมหานครกลับไม่ได้เติบโตขึ้น ตามโครงสร้างพื้นฐานที่เราทุ่มทุนสร้างกันลงมา ดังนั้นมันคือสัญญาณที่ชัดเจนครับ ว่าวันนี้กรุงเทพมหานครเป็นมหานครที่อิ่มตัวไปเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นถ้ารัฐบาลจะยังเดินหน้า การพัฒนาในชุดความคิดแบบเดิม ๆ เอาอย่างแค่นโยบายรถไฟฟ้า ๒๐ บาทตลอดสาย ที่วิธีการมันคือทุ่มทรัพยากรของคนทั้งประเทศเอามาถมกันที่กรุงเทพมหานคร อันนี้จะทำให้ ศักยภาพการเติบโตของประเทศไทยลดน้อยลงตามไปด้วย เพราะเมื่อเอาเงินลงทุนมหาศาล มาลงทุนให้กับมหานครที่อิ่มตัว การลงทุนของภาคเอกชนในการพัฒนาเมืองมันไม่เกิดขึ้นตาม เมื่อเทียบเท่ากับการไปพัฒนาที่หัวเมืองในแต่ละภูมิภาค เพราะประเทศไทยจริง ๆ ยังมี หัวเมืองอีก อย่างน้อย ๆ ๑๐ กว่าเมืองนะครับที่มีโอกาส ไม่ว่าจะเป็นเชียงใหม่ ขอนแก่น สงขลา พิษณุโลก โคราช อุดรธานี อุบลราชธานี ภูเก็ต หรือนครศรีธรรมราชนี้ครับ ที่ฐานการพัฒนาก็ยังน้อยกว่ากรุงเทพมหานคร ยังมีโอกาสอีกมากที่จะเติบโต การพัฒนา เมืองตรงนี้ให้เกิดการก่อสร้างตึกรามบ้านช่อง ลงทุนในห้างร้านต่าง ๆ ซึ่งเหล่านี้เป็นวงจรการลงทุนภาคเอกชนที่จะเกิดขึ้นตามมา ถ้าเรามีการพัฒนาหัวเมือง ให้กลายเป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย ซึ่งแน่นอนครับโอกาสที่ผมอธิบายมานี้ ก็ไม่เห็นในคำแถลงของนโยบายรัฐบาลวันนี้ครับ ยังดีหน่อยตรงที่ว่ารอบนี้ไม่มีคำว่า ผู้ว่าซีอีโอแล้ว วันนี้เปลี่ยนมาเป็นคำ Keyword ใหม่คือกระจายอำนาจ แต่ก็ไม่มีในรายละเอียด มาด้วยว่าจะกระจายอำนาจอะไรบ้าง และอย่างไรบ้าง ก็เลยต้องเป็นคำถามต่อท่าน นายกรัฐมนตรีคนใหม่และ ครม. ชุดใหม่นี้ละครับ ว่าที่ใส่คำว่า กระจายอำนาจ เข้ามานี้ ท่านต้องการจะทำอะไรบ้าง เพราะสิ่งที่ทุกท้องถิ่นเขาต้องการ จริง ๆ แล้วคือสิ่งที่ทุกเมือง เขารอมายาวนานแล้วมากกว่า คือการปลดล็อกเมืองครับ ปลดล็อก ให้ท้องถิ่นเขาสามารถ พัฒนาเมือง สร้างบริการสาธารณะ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของตัวเขาเองได้ ที่มันมีตั้งแต่ การปลดล็อกให้ท้องถิ่นสามารถร่วมทุนกับเอกชนเองได้ ปลดล็อกให้ท้องถิ่นสามารถระดมทุน จากตลาดทุนเองได้ ปลดล็อกให้ท้องถิ่นสามารถริเริ่มกระบวนการเวนคืนในพื้นที่ตัวเองได้ ปลดล็อกให้ท้องถิ่นจัดตั้งวิสาหกิจท้องถิ่นหรือสหการเองได้ครับ การปลดล็อกเหล่านี้ คือการเปิดโอกาสให้ท้องถิ่น ให้เมืองต่าง ๆ ที่มีศักยภาพสามารถพัฒนาโครงการใหม่ ๆ ในแต่ละหัวเมืองของตัวเองได้ เงินทุนเหล่านี้เอกชนเขาพร้อมจะลงทุนอยู่แล้วครับ และมันก็หมายถึงโอกาสการลงทุน นี่คือระดับแสนล้านบาทที่จะเกิดขึ้น ไม่ใช่แค่เกิดขึ้น ที่กรุงเทพมหานครอย่างเดียว และถ้าปลดล็อกเมืองเหล่านี้ด้วยวิธีการที่ผมพูดนี้ครับ มันก็ไม่จำเป็นต้องพึ่งงบประมาณของภาครัฐจำนวนมาก หรืออย่างบางโครงการไม่ต้องใช้เงิน จากรัฐเลยด้วยซ้ำ เพราะว่ามันก็สามารถระดมทุนผ่านนิติบุคคลเฉพาะกิจ หรือที่เรียกกันว่า SPV ซึ่งเหล่านี้ก็ไม่ถูกนับเป็นหนี้สาธารณะได้ด้วย นี่คือโอกาสที่จะเกิดขึ้นนะครับ ถ้ามีการคิดที่จะปลดล็อกให้กับเมืองเหล่านี้ ซึ่งแน่นอนครับ มันต้องเกิดขึ้นมาพร้อมกับ การปลดล็อกอำนาจเวนคืนและวิสาหกิจท้องถิ่น เพราะมันหมายถึงท้องถิ่นเขาสามารถ สร้างมูลค่าจากการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เพิ่มมูลค่าในที่ดินบริเวณรอบ ๆ ได้ อันนี้คือโอกาส ที่จะเกิดขึ้น ท่านนึกตามง่าย ๆ นะครับว่าถ้าเรามีการลงทุนในการสร้างเมืองระดับ แบบที่กรุงเทพมหานครทำได้ในอีก ๑๐ หัวเมืองทั่วประเทศ อันนี้ก็คือการลงทุนอีก ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะเกิดขึ้นในประเทศไทย หรือแม้แต่จะมองให้เห็นเป็นโอกาส ของการร่วมทุนระหว่างเอกชนกับท้องถิ่นนี้ครับ เพื่อพัฒนาบริการสาธารณะไปพร้อม ๆ กับ การพัฒนาคุณภาพชีวิต โดยใช้การเร่งรัดการลงทุนจากเอกชนนี้ครับ เข้ามาทำให้เศรษฐกิจ เติบโตขึ้นไปได้ เพราะมันยังมีอีกหลายอย่างที่ผมยกตัวอย่างให้เห็นง่าย ๆ อย่างเช่น การจัดการขยะ ที่ประเทศไทยถ้าจะให้มีการจัดการขยะให้ได้ตามมาตรฐาน ต้องมีการลงทุน ก่อสร้างโรงจัดการขยะอีก ๑๓๐ กว่าโรง ใช้เม็ดเงินลงทุน ๑๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แค่การผลิต น้ำประปาสะอาดทุกตำบลนี้ครับ ต้องมีการลงทุนสร้างโรงผลิตน้ำประปาอีกอย่างน้อย ๓,๒๕๐ แห่ง เม็ดเงินลงทุนอีกเกือบ ๗๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้มีขนส่งสาธารณะทุกจังหวัด มีรถเมล์ไฟฟ้าก็ต้องลงทุนอีกอย่างน้อย ๙๐,๐๐๐ ล้านบาทครับ เอาแค่ตัวอย่าง ๓ อย่างนี้ นี่คือหมายถึงเม็ดเงินลงทุนประมาณระดับ ๓๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่สามารถดึงจากเอกชนลงมา เพื่อพัฒนาให้เกิดขึ้นในแต่ละเมือง พัฒนาคุณภาพชีวิตไปพร้อมกับการเร่งรัดการลงทุน ให้เกิดขึ้นได้ หรือแม้แต่จะมองเป็นเรื่องของการพัฒนา Landmark การท่องเที่ยวนี้ครับ ถ้าปลดล็อกให้มีการระดมทุน การร่วมทุน มันก็จะเกิดเป็นจุดเด่น จุดขายให้กับแต่ละเมืองได้ ดึงดูดนักท่องเที่ยว ดึงดูดให้คนมาอยู่อาศัยได้ แล้วก็เป็นประตูบานแรกที่ทำให้เกิดการพัฒนาเมือง ไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนไทยได้ครับ
นี่ก็เป็นสิ่งที่น่าเสียดายครับ ไม่ได้เห็นอยู่ในรายละเอียดในคำว่า กระจายอำนาจ ที่อยู่ในคำแถลงของนโยบายรัฐบาลนี้ แต่ในคำแถลงมันก็มีเรื่องหนึ่งที่ผมคิดว่าน่าสนใจมาก เพราะมีการระบุความท้าทายไว้ ประการที่ ๘ ของประเทศไทยครับ ว่านี่คือระบบรัฐราชการ แบบรวมศูนย์ ที่เป็นความท้าทายของประเทศไทย ที่ซ้ำซ้อน ใหญ่โต เทอะทะ เชื่องช้า และเป็นภาระของประชาชน อันนี้อยู่ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลนะครับ ผมไม่ได้คิดขึ้นเอง ก็คงต้องเป็นคำถามโต ๆ ครับ ขอคำตอบชัด ๆ ให้กับพวกเราครับ ว่าในเมื่อพวกเรา เห็นความท้าทาย ปัญหาและอุปสรรคตรงกัน แล้วคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะกล้าใช้เจตจำนง ทางการเมืองก้าวให้พ้นชุดความคิดของราชการแบบรวมศูนย์อย่างไรบ้างครับ เพราะถ้ารัฐบาลจะยังคงฟังความเห็นจากหน่วยงานราชการรวมศูนย์มากกว่าความเห็น จากท้องถิ่นหรือประชาชน ก็จะได้ยินความเห็นแบบเดิม ๆ นี้ว่า ท้องถิ่นยังไม่มีความพร้อม ท้องถิ่นยังไม่มีความเหมาะสมที่จะต้องมาปลดล็อกกระจายอำนาจ หรือถ่ายโอนภารกิจ อะไรทั้งนั้น นี่คือความเห็นของรัฐราชการส่วนกลางแบบรวมศูนย์ แล้วก็จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้น มาตลอดในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา เป็น ๑ ปีที่สูญเปล่า ไม่ว่าจะเป็นการที่สภาคว่ำร่าง พ.ร.บ. ขนส่งทางบก ที่จะปลดล็อกให้ท้องถิ่นกำหนดเส้นทางขนส่งสาธารณะเองได้ ไม่ว่าจะเป็น การที่นายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทยนี่ครับ ปัดตกร่างกฎหมายการเงิน ไม่ว่าจะเป็นร่าง พ.ร.บ. แผนและขั้นตอนกระจายอำนาจ ที่ปลดล็อกให้ท้องถิ่นมีอำนาจบริการสาธารณะ มีอำนาจในการระดมทุน อำนาจในการก่อตั้งวิสาหกิจ หรือสหการเองได้ ปัดตกร่าง พ.ร.บ. เวนคืน ที่ปลดล็อกให้ท้องถิ่นเขาริเริ่มกระบวนการเวนคืนในพื้นที่ตัวเองได้ ปัดตก พ.ร.บ. ถนน ที่เพิ่มอำนาจให้ท้องถิ่นได้สามารถดูแลและมีงบประมาณแทนทางหลวงชนบทได้ การที่รัฐบาลฟังความเห็นจากรัฐราชการส่วนกลาง ก็จะได้ยินแต่ว่าท้องถิ่นเหล่านี้มีอำนาจอยู่แล้ว แท้ที่จริงแล้วคอขวดและอุปสรรคสำคัญคือคอขวดที่เกิดขึ้นจากระบบราชการแบบรวมศูนย์นี้ ที่กำหนดให้ท้องถิ่นเขาต้องมาขอครับ ต้องมาขออนุญาต ไม่ว่าจะเป็นขอผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นขออธิบดี ขอรัฐมนตรี หรือขอ ครม. ที่ล้วนแล้วแต่เป็นคอขวด และเป็นอุปสรรค สำคัญที่ทำให้ท้องถิ่นไม่สามารถพัฒนาเมืองอย่างที่เขาต้องการ อย่างที่ประชาชนเขาต้องการได้ ดังนั้น ก็ขอถามย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะกระจายอำนาจอย่างไร ครม. ชุดใหม่จะปลดล็อกเมืองอย่างไรบ้าง หรือถ้าเป็นเพราะการเสนอจากพวกเรา พรรคประชาชน ก็ขอให้ท่านเสนอในรูปแบบของท่านออกมาว่า กระจายอำนาจในรูปแบบ ของท่านเป็นอย่างไร พวกเราพรรคประชาชนล้วนยินดีและสนับสนุน และผมก็มั่นใจ ว่าท้องถิ่นทั่วประเทศและประชาชนก็ล้วนยินดีสนับสนุน เพื่อไม่ให้โอกาสในการสูญเสียเมือง พัฒนาเมืองมันนานไปกว่านี้ครับ
และอีกประเด็นสำคัญไม่แพ้กันครับ ที่ไม่ได้เห็นในคำแถลงนโยบายรัฐบาล ของชุดนี้ คือไม่มีแนวคิดที่จะสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ๆ ในแต่ละหัวเมืองภูมิภาค ที่จริงแล้ว มันต้องทำควบคู่กับการพัฒนาเมือง เพราะถ้าไม่มีเมือง ไม่มีคน ไม่มีอุตสาหกรรมครับ และถ้าไม่มีอุตสาหกรรม ไม่มีงาน ก็จะไม่มีเมืองครับ ดังนั้น มันจึงต้องเป็นเรื่องที่คิดควบคู่กัน และอธิบายง่าย ๆ อีกแบบหนึ่งครับว่า เครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ที่ผมกำลังอธิบายนี้ คือการเพิ่มกำลังซื้อ เพิ่มชนชั้นกลาง กระจายการพัฒนาให้เกิดขึ้นทุกภูมิภาคครับ และมันก็จะเกิดการลงทุน การพัฒนาเมือง เกิดวงจรการลงทุนภาคเอกชนตามมาได้ ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่ได้เห็นอยู่ในคำแถลงนโยบายรัฐบาลที่ผ่านมา แต่มันจำเป็นที่จะต้องพึ่งนโยบายรัฐบาลในการกำหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายว่า แต่ละเมือง แต่ละภูมิภาคนี้จะมีอุตสาหกรรมเป้าหมายอะไร และให้ทุกองคาพยพ ทุกสิทธิประโยชน์ของรัฐ พุ่งเป้าไปที่อุตสาหกรรมเป้าหมายได้อย่างเป็นระบบ น่าเสียดายว่าไม่ได้มีในคำแถลงนโยบายนี้ และถ้าไปดูผลงานที่ผ่านมา ที่จะมี ๘ อุตสาหกรรม Ignite Thailand แทนที่จะมอง ให้มันเป็นโอกาสในการพัฒนาอีก ๘ หัวเมืองในแต่ละภูมิภาค รัฐบาลภายใต้การนำของ พรรคเพื่อไทยก็ละเลยโอกาสนี้และมองข้ามไปครับ ซึ่งถ้าจะให้ผมยกตัวอย่างโอกาสเร็ว ๆ นี้ เอาเช่นว่าถ้ารัฐบาลจะตั้งเป้าให้อย่างเชียงใหม่เป็นฮับดิจิทัล ฮับเอไอ ใบอนุญาตของ Virtual Bank เหล่านี้ มันต้องไปกำหนดเงื่อนไขให้ไปตั้งที่เชียงใหม่ งานใหม่ ๆ การ Reskill ใหม่ ๆ มันก็จะเกิดขึ้นที่ภาคเหนือได้ ซึ่งแน่นอนมันก็จะแตกต่างกับชุดความคิด ที่บอกว่า Entertainment Complex ต้องมีที่กรุงเทพมหานครด้วย เหล่านี้การพัฒนา หัวเมืองนี้มันก็จะไม่เกิด หรือแม้กระทั่งตัวอย่างเช่นว่า ถ้าจะพัฒนาอุตสาหกรรมรถเมล์ รถไฟ มีโอกาสอีกมากที่จะต่อยอดจาก EV มันก็ควรจะมีมาตรการสิทธิจูงใจไปที่หัวเมืองอื่น ๆ อย่างเช่น ภาคอีสาน ที่ต้องมีสิทธิประโยชน์ที่มากกว่าอีอีซี อุตสาหกรรมมันถึงจะเกิดได้ หรือแม้กระทั่งอุตสาหกรรมสีเขียว สินค้าคาร์บอนต่ำ หรือเทคโนโลยีการเกษตร ภาคกลาง ก็มีศักยภาพตรงนี้ ถ้าเรามีศูนย์วิจัยนวัตกรรมรองรับขึ้นมา และใช้การจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ รับรอง อุตสาหกรรมก็จะเกิดได้ หรือแม้กระทั่งที่ภาคใต้มีอุตสาหกรรมยาง อุตสาหกรรมอาหาร เพราะมีนิคมรองรับอยู่แล้ว ขอเพียงแค่มีสิทธิประโยชน์ที่เฉพาะเจาะจงไป อุตสาหกรรม มันก็จะเกิดขึ้นและตามมาครับ เหล่านี้ครับคือโอกาสที่ไม่ได้เห็นในรอบ ๑ ปีที่ผ่านมา แล้วก็ ไม่ได้เห็นในคำแถลงนโยบายครั้งนี้ และถ้ารัฐบาลยังยึดติดอยู่กับชุดความคิดพัฒนาแบบเดิม ๆ ก็คือเหลือเพียงแค่การพึ่งพา การลงทุนจากต่างชาติ และไปกระจุกตัวอยู่ที่อีอีซีเท่านั้น ดังนั้นผมก็คาดหวังว่า ท่านนายกรัฐมนตรีคนใหม่จะกล้าหาญและใช้เจตจำนงทางการเมืองนำเพื่อหลุดพ้น ชุดความคิดพัฒนาแบบเดิม ๆ ก้าวให้พ้นระบบราชการแบบรวมศูนย์ คือเปลี่ยนจาก การพัฒนาแบบกระจุกมาเป็นการกระจายพัฒนาหัวเมือง และสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ในแต่ละภูมิภาค ปลดล็อกการพัฒนาเมืองให้เป็นเครื่องจักรเศรษฐกิจตัวใหม่ของประเทศไทย และทำให้ประเทศไทยไม่ใช่แค่กรุงเทพมหานครครับ ขอบคุณครับ