ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ขอบคุณประธานและรัฐมนตรีที่มาแถลงนโยบาย ก่อนอภิปรายวิพากษ์รัฐบาลชุดปัจจุบันที่ล้มเหลวในการขับเคลื่อนนโยบายตามสัญญา เนื่องจากระบบนิติรัฐที่บกพร่อง ระบบการเมืองที่ขาดความเป็นธรรม และการถูกครอบงำโดยกลุ่มอำนาจพิเศษ ส่งผลให้ประชาชนเผชิญปัญหาชีวิตความเป็นอยู่ที่ไม่ดีขึ้น ทั้งในด้านหนี้ครัวเรือนที่ยังสูง โดยเฉพาะเกษตรกรที่รายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน จีดีพีการเกษตรที่ลดลง ปัญหาผลิตผลทางการเกษตรที่ถูกลดมูลค่า ราคาน้ำมันและไฟฟ้าที่ยังคงแพงจากแผนพีดีพีที่คาดการณ์ผิดพลาด ภาระค่าเอฟทีที่ส่งต่อประชาชน ความล้มเหลวของนโยบายเรือธงที่เปลี่ยนจากระบบดิจิทัลวอลเล็ตเป็นเงินสดโดยขาดความโปร่งใส รวมถึงความคลุมเครือในแผนใช้บล็อกเชน ส่งผลให้เกิดข้อกังวลต่อเจ้าประโยชน์ที่แท้จริง พร้อมทั้งท้วงติงรัฐบาลที่ยังไม่สามารถแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือน ปัญหาพลังงาน ปัญหาการขาดสวัสดิการสังคมที่เพียงพอสำหรับเด็ก เกษตรกร ผู้พิการ และผู้สูงอายุ ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ค่าแรงขั้นต่ำที่ถูกละเลย การขาดการสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมไทยจากสินค้านำเข้า ความ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนครับ ก่อนอื่นผมต้องกล่าวคำขอบคุณท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรี แล้วก็คณะรัฐมนตรีทุกท่านที่วันนี้มาแถลงนโยบายต่อรัฐสภานะครับ แล้วก็ก่อนที่จะเริ่ม การอภิปรายเนื่องจากผมมีปัญหาสุขภาพเล็กน้อย อาจจะมีการกระแอมระหว่างการอภิปราย ก็กราบขออภัยมาล่วงหน้านะครับ
ผมอยากเปิดการอภิปรายครั้งนี้ครับท่านประธานด้วยคำถามดัง ๆ ส่งผ่าน ท่านประธานไปยังรัฐบาล เพื่อนสมาชิก ทั้ง สส. สว. และประชาชนที่กำลังรับฟังอยู่ทางบ้าน ทุกท่านครับ ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเราต้องมาอภิปรายการแถลงนโยบายของรัฐบาล ต่อรัฐสภาในวันนี้ ครบรอบ ๑ ปีเต็มพอดิบพอดีครับ รอบที่แล้วครับ จากรัฐบาลชุดที่แล้ว ของคุณเศรษฐา ทวีสิน วันที่ ๑๑ กันยายน ๒๕๖๖ วันนี้ครับคณะรัฐมนตรีของคุณแพทองธาร ชินวัตร ๑๒ กันยายน ๒๕๖๗ ผมชวนคิดครับทุกท่านว่าเป็นเพราะปัญหาหลักนิติรัฐใช่หรือไม่ ผมขอตั้งคำถามนี้ก่อนก่อนที่จะอภิปรายในส่วนถึงเกี่ยวข้องกับ ๑ ปีสูญเปล่า ๓ ปีเจ๊าหรือเจ๊ง ที่เราจะมาถกเถียงอภิปรายกันใน ๒ วันต่อจากนี้ เพราะผมอยากจะส่งต่อเป็นข้อสรุปครับ ให้ทุกท่านเห็นปัญหาร่วมกันว่า รากเหง้าของปัญหาที่แท้จริงที่วันนี้ผมเชื่อว่ารัฐบาลชุดนี้ ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลยังไม่ส่งมอบนโยบายหลาย ๆ อย่างใน ๑ ปี ที่ผ่านมาได้ ท่านประธานครับ หลักการนิติรัฐนั้นมีใจความเรียบง่ายมากครับ นั่นหมายถึงว่า ประเทศที่ปกครองด้วยระบบกฎหมายไม่ได้ถูกปกครองด้วยการทำตามอำเภอใจของ ผู้มีอำนาจกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง การออกมาแสดงความคิดความเห็นของบุคคลผู้ซึ่งดำรงตำแหน่ง เป็นตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในเวทีสาธารณะที่ผ่านมา ได้แสดงให้พวกเราเห็นแล้วครับว่า ประเทศไทยเรากำลังขาดระบบนิติรัฐ ที่คนที่มีอคติบางอย่างใช้อำนาจที่พวกเขามีมาทุบทำลาย ประหารชีวิตพรรคการเมืองพรรคหนึ่งก็คือพรรคก้าวไกล ที่วันนี้กลายมาเป็นพรรคประชาชน ทุกท่านครับ เรื่องนี้ไม่ใช่พรรคก้าวไกลเท่านั้นที่ตกเป็นเหยื่อ ท่านเองครับ คณะรัฐมนตรี ก็กำลังตกเป็นเหยื่อที่นำมาสู่การอภิปรายนโยบายในวันนี้ ประชาชนทุกคนครับ กำลังตก เป็นเหยื่อของระบบการเมืองในวันนี้ ที่ผมเกริ่นการอภิปรายด้วยระบบนิติรัฐแบบนี้เพราะอยากจะวางไว้เป็นหลักครับท่านประธาน ดังที่ผมได้เกริ่นนำไปแล้วว่า ๑ ปีที่สูญเปล่าจากการจัดตั้งรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการการตัดสินใจ ๓ ปีต่อไปต่อจากนี้ครับ เป็น ๓ ปีที่ผมจะตั้งชื่อ เรียกเล่น ๆ ว่า รัฐบาล ๓ นาย นายใหญ่ นายทุน นายหน้า ที่มีแต่เจ๊ากับเจ๊ง พูดง่าย ๆ ก็คือ ไม่มีอนาคตที่ดีขึ้นหากเรายังอยู่ในระบบการเมืองแบบนี้ เพราะพวกท่านครับ กำลังสยบยอม ต่อกระบวนการนิติสงครามที่ทำลายหลักนิติรัฐของประเทศไทยไปจนสิ้น เริ่มกันที่ ๑ ปี ที่สูญเปล่าครับท่านประธาน หากมองย้อนกลับไป ๑ ปีที่วันนี้เราครบรอบ ๑ ปีเต็ม แบบพอดิบพอดี ถามว่าประชาชนคนไทยได้อะไรจากคำมั่นสัญญาของรัฐบาลชุดที่แล้ว ที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลบ้าง กลุ่มคนยากไร้ครับ สัญญาที่ท่านให้ไว้ ก็ไม่เป็นสัญญา เพราะเงินใหม่ยังไม่เข้า หนี้เก่ายังไม่แก้ เดี๋ยวผมอธิบายต่อนะครับว่าเงินใหม่ ยังไม่เข้าคืออะไร หนี้เก่ายังไม่แก้คืออะไร กลุ่มเกษตรกรครับ ก็เจอกับปัญหาหมูเถื่อน ปัญหาปลาหมอคางดำ ภาคธุรกิจก็เจอกับปัญหาต้นทุนพลังงานที่ยังไม่ลด สินค้านำเข้า ล้นทะลัก ประชาชนคนทั่วไปขาดความมั่นคงต่าง ๆ ในชีวิต รัฐบาลขาดอำนาจนำในการบริหาร ราชการแผ่นดิน ลองมาดูที่กลุ่มคนกลุ่มแรกครับ ในเรื่องของเงินใหม่ยังไม่เข้า หรือนโยบาย Digital Wallet
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
ตอนหาเสียงครับ ท่านประธาน ก็บอกไว้ว่าถ้าเป็นรัฐบาลจะแจกทันที แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือการเลื่อนแล้วเลื่อนอีก จนถึงวันนี้ก็ยังไม่จ่าย ตอนแรกบอกจะให้พร้อมกันครับ เพื่อสร้างพายุหมุนทางด้านเศรษฐกิจ รัฐบาลก็ปรับแผนมาเป็นแบบทยอยจ่าย โดยจ่ายเป็นเงินสดผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไม่ได้จ่ายเป็น Digital Wallet ทั้งหมดที่รัฐบาลมุ่งหวังจะสร้างเป็นโครงสร้างพื้นฐาน ทางด้าน ดิจิทัล ตอนแรกบอกจะใช้ระบบ Blockchain เพื่อความโปร่งใส ตรวจสอบได้ว่า สุดท้ายแล้วเงินจะหมุนไปเข้ากระเป๋าใคร ตอนนี้ผมเริ่มกังวลครับว่า Blockchain จะยังอยู่ ในนโยบายตรงนี้หรือเปล่า สรุปนโยบายเรือธงลำนี้ครับ แทบไม่เหลือเค้าโครงอะไรอีกแล้ว ผมก็ไม่แน่ใจว่าเรือธงลำนี้ให้ใครขึ้น ประชาชนขึ้น หรือว่านายคนไหนขึ้นนะครับ
เรื่องที่ ๒ ในเรื่องของหนี้เก่าก็ยังไม่แก้หรือนโยบายหนี้สินครับ เป็นนโยบาย ที่รัฐบาลที่แล้วครับ ตั้งโต๊ะแถลงข่าวไว้ใหญ่โตประกาศจะแก้หนี้เมื่อปลายปีที่ผ่านมา แต่ถ้าเราดูตัวเลขหนี้ครัวเรือนล่าสุดจากธนาคารแห่งประเทศไทยก็จะพบว่า ๙๐.๘ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพีนั้นเป็นยอดของหนี้ครัวเรือนที่ยังไม่ได้มีแนวโน้มลดลง นำโดยการขยายตัวของหนี้ เพื่อการอุปโภคและบริโภคและหนี้เพื่อการอยู่อาศัยครับ หลายส่วนเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิด รายได้หรือเป็นหนี้เอ็นพีแอลไปแล้ว รวมถึงกลุ่มยานยนต์ที่มีการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ท่านประธานครับ เราลองไปดูกลุ่มพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่เป็นกลุ่มเกษตรกรกันบ้าง ในขณะที่เกษตรกรไทยในปัจจุบันกว่า ๑ ใน ๓ มีรายได้ต่ำกว่าเส้นความยากจน มีหนี้สิน ล้นพ้นตัวครับ ที่รัฐบาลยังแก้ปัญหาหนี้ให้กับพวกเขาไม่ได้แล้ว มิหนำซ้ำครับ รัฐบาลยังเคย ประกาศว่าจะทำให้รายได้ของเกษตรกรเพิ่มขึ้น ๓ เท่าภายใน ๔ ปี แต่ผลลัพธ์ที่ได้นะครับ ท่านประธาน เปล่าเลยครับ มีแต่ปัญหาหมูเถื่อน ปัญหาปลาหมอคางดำที่ทำลายโครงสร้าง ราคาผลิตผลทางการเกษตร ทำลายสภาพแวดล้อมเป็นปัญหาต่อประมงชาวไทย หากเราดู ตัวเลขในระดับมหภาคครับ ๓ ไตรมาสของการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทย เป็นพรรคแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลครับ ตัวเลขจีดีพีภาคการเกษตรของไทยลดลง ๓ ไตรมาสติดนะครับ ในไตรมาสสุดท้ายของปี ๒๕๖๖ ครับ ๓ เดือนแรกของการทำหน้าที่ ของรัฐบาลชุดที่แล้วลดลงไป ๐.๔ เปอร์เซ็นต์ ไตรมาสแรกของปี ๒๕๖๗ หรือเดือนที่ ๔ ถึงเดือนที่ ๖ ของการทำหน้าที่ของรัฐบาลชุดที่แล้วตัวเลขนี้ลดลงไปอีก ๒.๗ เปอร์เซ็นต์ สุดท้ายครับ ไตรมาสที่ ๒ ของปี ๒๕๖๗ หรือเดือนที่ ๗ ถึงเดือนที่ ๙ ของการทำหน้าที่ ของรัฐบาลชุดที่แล้ว ตัวเลขลดลงไป ๑.๑ เปอร์เซ็นต์ มีแต่ลดกับลดครับท่านประธาน ไม่มีแนวโน้มว่าจะเพิ่มขึ้นเลย ไหนครับสัญญาที่ให้ไว้ว่ารายได้เกษตรกรจะเพิ่มขึ้น ๓ เท่า ภายใน ๔ ปี
กลุ่มต่อไปครับท่านประธาน คือกลุ่มของภาคธุรกิจ นอกจากปัญหาเงินใหม่ เพื่อการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ยังไม่เข้า หนี้เก่าภาคครัวเรือนที่ยังไม่แก้ รายได้เกษตรกร ที่มีแต่ทรุดกับทรุดจากปัญหาโครงสร้างราคาและผลผลิตทางการเกษตรถูกทำลาย เรามาดู ที่ภาคธุรกิจกันบ้างครับ ในขณะที่รัฐบาลประกาศว่าจะปรับโครงสร้างราคาพลังงานของประเทศ เพื่อลดราคาพลังงานครับ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคืออะไรครับท่านประธาน สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือรัฐบาลยังไม่มีการเจรจาสัญญา สัมปทานกับนายทุนพลังงานแต่อย่างใด ทำให้ราคาพลังงานไฟฟ้ายังคงแพงอยู่ครับ รัฐบาลจึงแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการไหนครับ แก้ไขปัญหาโดยการติดหนี้การไฟฟ้ารวม ๑๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ที่สุดท้ายอนาคตก็ต้องใช้เงินภาษีของพ่อแม่พี่น้องประชาชนเข้ามา ใช้หนี้ในส่วนนี้อยู่ดี ยิ่งมองไปในอนาคตครับท่านประธาน ยิ่งสิ้นหวังกับการลดต้นทุน พลังงาน ที่วันนี้ผมมีต้นทุน ๒ ด้านจะมานำเสนอให้ทุกท่านฟังครับ
ต้นทุนด้านแรกก็คือต้นทุนทางด้านตัวเงินครับ ตามแผนพีดีพีในปัจจุบัน ที่มีการประมาณการไว้สูงเกินจริง ประมาณการการเติบโตทางเศรษฐกิจไว้มากเกินจริง ประมาณการประชากรไทยที่จะใช้พลังงานไว้สูงเกินจริงครับ ทำให้ปัจจุบันตามแผนพีดีพีนี้ เรามีโรงไฟฟ้ามีกำลังการผลิตไฟฟ้าในอนาคตเกินกว่า ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เกินกว่าความต้องการ มีแต่กลุ่มทุนพลังงานเท่านั้นครับ ที่จะได้รับประโยชน์เข้ามาประมูลโรงไฟฟ้าที่ล้นเกิน แต่สุดท้ายประชาชนที่ต้องแบกรับค่าใช้จ่ายซึ่งแฝงอยู่ในค่า Ft จากโรงไฟฟ้าที่ไม่ได้ เดินเครื่องเหล่านี้ นี่คือต้นทุนด้านแรกครับที่เป็นอยู่ในรูปของตัวเงิน
ต้นทุนอีกด้านหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมครับ ตามแผนพีดีพีนี้ยิ่งจะทำให้ประเทศไทยมีพลังงานที่ไม่สะอาดเพิ่มเข้ามาในระบบไฟฟ้า ไม่สอดคล้องกับการบรรลุเป้าหมาย Net Zero ที่เราสัญญากับประชาคมโลกเอาไว้ว่า ไทยจะเข้าสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี ๒๕๙๓ เราควรจะต้องมีสัดส่วนพลังงาน หมุนเวียนในระบบสูงถึง ๖๘ เปอร์เซ็นต์ครับ ภายในปี ๒๕๘๓ แต่ในร่างพีดีพีนี้กลับระบุไว้ว่า เราสามารถทำให้มีพลังงานหมุนเวียนในระบบได้เพียง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในปี ๒๕๘๐ เท่านั้นเอง ปัญหาภาคธุรกิจยังไม่หมด มาดูที่ปัญหาเรื่องของสินค้าการนำเข้าล้นทะลักด้วยนะครับ การหลั่งไหลของสินค้าต่างประเทศและธุรกิจต่างชาติครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การใช้ประโยชน์จากช่องโหว่ทางกฎหมายหรือการดำเนินธุรกิจผ่านตัวแทน ได้ส่งผลกระทบ ต่อภาคอุตสาหกรรมไทย ทำให้ผู้ประกอบการไทยมีต้นทุนที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย และกฎระเบียบในประเทศสูงกว่าผู้ประกอบการต่างประเทศ ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ผู้ผลิตไทย จำนวนมากต้องเปลี่ยนไปใช้เป็นวิธีการนำเข้าแทนการผลิตเอง ซึ่งทำให้อัตราการจ้างงาน การใช้วัตถุดิบในประเทศลดลง และในบางกรณีก็ต้องปิดกิจการลงไป
มาดูกันต่อที่กลุ่มภาคประชาชนครับท่านประธาน เราลองมาดูกันในเรื่องของ ความมั่นคงในชีวิต ของพ่อแม่พี่น้องประชาชนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านยาเสพติดครับ ที่เป็นหนึ่งในปัญหาที่รัฐบาลทำท่าครับ ทำท่าอย่างเดียวเท่านั้นในการประกาศสั่งการเพื่อให้ มีการแก้ไขอย่างจริงจัง เพื่อให้เป็นรูปธรรมภายใน ๙๐ วันในเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา วันนี้เลย ๑๒๐ วันไปแล้วท่านมีอะไรที่บรรลุผลเป็นรูปธรรมบ้าง สิ่งที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นครับ ก็คือจำนวนคดีเกี่ยวข้องกับยาเสพติดและการครอบครองไว้เสพ และจำนวนยาบ้าที่จับกุม ได้มากขึ้นด้วย ดูเหมือนจะเป็นสิ่งดีใช่ไหมครับ แต่เปล่าเลยครับ ถ้าเรากลับไปดูยอด การดำเนินคดีกับผู้ค้ายาเสพติดและยอดการอายัดทรัพย์ของผู้ค้ายาเสพติดกลับมีแนวโน้ม ลดลง จับกุมยาบ้าได้เพิ่มขึ้น แต่อายัดทรัพย์ผู้ค้าได้ลดลง นี่เราเรียกได้ว่าเป็นการสาวไป ไม่ถึงต้นตอครับท่านประธาน
ในด้านของสวัสดิการสังคม ก็พบว่ารัฐบาลที่ผ่านมาแทบไม่มีการเพิ่ม สวัสดิการสังคมสำหรับประชาชนเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นสวัสดิการเด็กเล็ก ๖๐๐ บาทถ้วนหน้า ที่แทบทุกพรรคการเมืองได้ให้สัญญาต่าง ๆ ไว้ ที่ปัจจุบันนี้เราก็มีเด็กเล็กยากจนจำนวนมาก ที่ยังตกหล่นไม่ได้รับเงินอุดหนุนเหล่านี้ สวัสดิการผู้พิการก็ยังไม่มีการปรับเพิ่มขึ้น เช่นเดียวกับเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ นโยบายการพัฒนาสถานชีวาภิบาลครับ หรือระบบการดูแล ผู้สูงอายุและผู้ป่วยแบบระยะยาว ซึ่งจริง ๆ เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนสำหรับสังคมสูงวัย ด้วยนะครับ ในรัฐบาลชุดที่แล้วมีการระบุไว้ในคำแถลงนโยบาย แต่นโยบายนี้กลับไม่ได้ถูก บรรจุไว้ในคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีในวันนี้ครับ ปัญหาทั้ง ๒ ด้านนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นด้านยาเสพติด ด้านสวัสดิการสังคม เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นแล้วว่า ๑ ปีที่ผ่านมา คนไทยไม่ได้มีความมั่นคงในชีวิตใด ๆ เพิ่มขึ้นเลย ท่านประธานครับ จากปัญหาที่ผมกล่าว ทั้งหมดมานี้หลายปัญหา ผมเชื่อว่าทุกท่านรู้ดีว่าไม่ใช่ปัญหาใหม่ของประเทศ หลายปัญหา อยู่ในสังคมมาก่อนหน้านี้แล้ว เพียงแต่ประชาชนเขาคาดหวังอะไรครับ เขาคาดหวังให้รัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ที่ท่านต้องแลกมา ด้วยการจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้เข้ามาแก้ไขปัญหาครับ จากผลการศึกษาของ ThaiPublica เว็บไซต์สื่อออนไลน์ได้ทำการศึกษาไว้อย่างน่าสนใจครับ เขาสรุปออกมาว่าในช่วง ๑๑ เดือน ที่ผ่านมาของการทำหน้าที่ของรัฐบาลชุดที่แล้วนะครับ ตัวเลขปรากฏบนสไลด์ครับ อดีตนายกรัฐมนตรี คุณเศรษฐา ทวีสิน ได้ออกข้อสั่งการที่มีผลเทียบเท่ามติ ครม. ออกไป เยอะมากครับ ออกไปทั้งสิ้น ๑๙๓ เรื่อง ส่งต่อไปถึง ๒๕๑ หน่วยงานของรัฐครับ และมีถึง ๑๖๒ เรื่องที่ไม่มีการกำหนดกรอบเวลาไว้ ทำให้มีแค่ ๑๐ เรื่องเท่านั้นครับที่หน่วยงาน ตอบกลับ นำกลับมารายงานให้กับนายกรัฐมนตรี การรายงานกลับแปลว่าอะไรครับ แปลว่า ส่วนราชการรับลูกเอาด้วยกับท่านนายกรัฐมนตรี สถิตินี้แสดงให้เห็นถึงปัญหา ๒ อย่างครับ ท่านประธาน หากไม่ใช่เพราะท่านอดีตนายกรัฐมนตรีไม่เข้าใจกลไกระบบรัฐราชการ ว่าจะขับเคลื่อนอย่างไร ออกข้อสั่งการไปนโยบายก็ไม่เป็นผล หรือเป็นอีกแบบครับ ก็เพราะรัฐบาลขาดอำนาจนำในการจัดตั้งรัฐบาล นายกรัฐมนตรีสั่งการอะไรไปแต่ราชการ ไม่ปฏิบัติตาม ผมชวนให้ทุกท่านคิดนะครับว่าปัญหาอยู่ที่ตรงไหน อยู่ที่ ๒ ส่วนหรืออาจจะ อยู่ที่ส่วนของระบบการเมืองเป็นส่วนสำคัญไม่แพ้กันด้วย ท่านประธานครับ ทั้งหมดนี้คือ ๑ ปีที่สูญเปล่าของประชาชนชาวไทย ไม่ว่าจะมองไปในกลุ่มคนยากไร้ เงินใหม่ยังไม่เข้า หนี้เก่ายังไม่แก้ กลุ่มเกษตรกรโครงสร้างราคาและผลผลิตทางการเกษตรถูกทำลาย รายได้ มีแต่ลด ภาคธุรกิจเจอกับปัญหาต้นทุนพลังงาน สินค้านำเข้าล้นทะลัก กลุ่มประชาชนทั่วไป ความมั่นคงในชีวิตไม่มี ยาเสพติดระบาด สวัสดิการไม่ทั่วถึง มีแต่ความล้มเหลวครับ ความล้มเหลวนี้เป็นผลมาจากการจัดตั้งรัฐบาลผสมพันธุ์ข้ามขั้ว นายกรัฐมนตรีขาดอำนาจนำ มีการสั่งการมากที่สุดแต่ไร้ผล เพราะราชการดูออกครับ ว่าสมาธิในการบริหารราชการ แผ่นดินของรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ถูกเอาไปใช้กับ การปกป้องช่วงชิงเก้าอี้ตำแหน่งรัฐมนตรีในกระทรวงต่าง ๆ แบ่งสรรกันตามระบบโควตา เพื่อต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง มากไปกว่าการใช้สมาธิในการบริหารราชการแผ่นดินครับ ให้คนที่มีความเหมาะสม มีความรู้ ความสามารถมาใช้อำนาจในการผลักดันนโยบายที่ระบบ ราชการให้การยอมรับ
ท่านประธานครับ ผ่านไปแล้วกับ ๑ ปีที่สูญเปล่า ขอไปต่อกันที่ ๓ ปีที่ผม จะมาตั้งคำถามว่าเจ๊าหรือเจ๊งกับการตั้งคณะรัฐมนตรีชุดนี้และการแถลงนโยบายในวันนี้ครับ ทุกท่านครับ สิ่งที่ผมจะอภิปรายต่อจากนี้คือความท้าทายของประเทศ ๓ ปีต่อจากนี้ ผมคาดหวังจะได้เห็นจากคำแถลงนโยบายที่เป็นรูปธรรมครับ จับต้องได้จากรัฐบาลเพื่อแก้ไข ปัญหาหลาย ๆ ด้านเข้าด้วยกันครับ
ด้านที่ ๑ คือด้านการศึกษา ประเทศไทยยังคงตามไม่ทันโลก เรากำลังประสบ กับปัญหาวิกฤติด้านการศึกษา มีเด็กจำนวนไม่น้อยที่หลุดออกจากระบบการศึกษามากกว่า ๑ ล้านคน เด็กที่เกิดในครอบครัวที่จนที่สุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ครับ มีโอกาสในการเข้ารั้ว มหาวิทยาลัยต่ำกว่าเด็กที่รวยที่สุด ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ต่ำกว่า ๘ เท่าเลยนะครับ คนไทยมากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของแรงงานทั้งหมดยังขาดทักษะที่จำเป็นในโลกอนาคต การพัฒนาทักษะ Reskill และ Upskill แรงงานครับ รัฐบาลที่ผ่านมาก็ทำได้เพียงน้อยนิด และที่สำคัญ ยังไม่มีความชัดเจนถึงแพลตฟอร์มหรือระบบกลางเพื่อรองรับกับการ Reskill Upskill ครั้งใหญ่แบบที่ประเทศเพื่อนบ้านเรามีครับ อย่างเช่น ประเทศสิงคโปร์และอินโดนีเซีย
ด้านที่ ๒ ด้านการแข่งขันกับต่างประเทศที่สินค้านำเข้าล้นทะลัก SMEs และโรงงานทยอยปิดตัว ยอดขาดดุลการค้ากับประเทศจีนสิ้นปี ๒๕๖๖ ที่ผ่านมาพุ่งแตะ ๑ ล้านล้านบาท และเพียงครึ่งปีแรกในปี ๒๕๖๗ แตะไปแล้ว ๐.๗ ล้านบาท ด้วยแนวโน้ม และตัวเลขแบบนี้ผมเชื่อว่าในปี ๒๕๖๗ น่าจะมียอดขาดดุลการค้ากับประเทศจีนสูงกว่า ปีที่ผ่านมานะครับ ส่วนในด้านการแข่งขันของอุตสาหกรรมแห่งอนาคตอย่าง Semiconductor ซึ่งอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล แต่เรายังขาดความชัดเจนและการจัดสรรงบประมาณ ที่เป็นรูปธรรมครับ ผมยกตัวอย่างเช่น ในขณะที่ประเทศมาเลเซียประกาศสร้างบุคลากร ในด้านนี้ ๖๐,๐๐๐ คนภายใน ๕ ปี พร้อมงบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ ล้านบาท รัฐบาลในเวลานั้น ออกมาเกทับครับ บอกว่าจะประกาศสร้าง ๘๐,๐๐๐ คน แต่ให้งบประมาณ ๐ บาท ในปี ๒๕๖๘ ทั้ง ๆ ที่ไทยมีโอกาสและศักยภาพเพียงพอครับ ในอุตสาหกรรมนี้ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำครับ ต้นน้ำ ก็คือเรื่องของ Shift Design กลางน้ำ อย่างเช่น OSAT หรือการประกอบและการทดสอบ Shift ปลายน้ำก็อย่างเช่น ในเรื่องของ Application และ PCB รวมถึง PCBA ต่าง ๆ
ไปดูกันต่อที่ความท้าทายด้านชีวิตรายวันครับท่านประธาน ประชาชนคนไทย ในทุกวันนี้ยังต้องเจอกับปัญหาแก๊ง Call Center สร้างมูลค่าความเสียหายให้กับประเทศ ปีละหลายหมื่นล้านบาท ไหนจะเรื่องค่าแรงขั้นต่ำที่เคยอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาล ชุดที่แล้ว เป็นเรื่องเร่งด่วนของรัฐบาลชุดที่แล้ว แต่กลับไม่ปรากฏอยู่ในการแถลงนโยบาย ของรัฐบาลชุดนี้
ด้านภัยพิบัติครับ ในขณะที่ผลผลิตทางการเกษตรช่วงต้นปีของพ่อแม่พี่น้อง เกษตรกรต้องตกต่ำ เพราะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งและภัยร้อน แต่ในช่วง ๑ -๒ วัน ที่ผ่านมานี้เราประสบปัญหาอีกแบบในพื้นที่เชียงใหม่และเชียงราย เนื่องจากปัญหาอุทกภัย เนื่องจากปัญหาฝนตกชุก ฝนตกหนัก เพราะปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้านสิ่งแวดล้อมครับท่านประธาน ที่ไม่ใช่เฉพาะมีแต่เรื่องวิกฤติเท่านั้น แต่ถ้ารัฐบาลทำงาน เป็นรัฐบาลสามารถพลิกวิกฤติให้เป็นโอกาสได้ ด้วยการจัดทำแผน การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือ Adaptation Plan กระจายแหล่งน้ำ ในภาคชนบท ทั้งน้ำประปาที่มีคุณภาพ และน้ำเพื่อการเกษตรไปให้ประชาชนในพื้นที่ได้อีกด้วย แน่นอนที่สุดครับ ผมทราบว่าปัญหาทั้งหมดที่ผมเกริ่นมานี้ ๒ ใน ๕ ข้อ ท่านได้บรรจุไว้ อยู่ในคำแถลงนโยบายแล้ว อาทิเช่น ปัญหาด้านชีวิตรายวัน แก๊ง Call Center และปัญหา ด้านการแข่งขันทางการค้ากับต่างประเทศที่ช่วยปกป้องธุรกิจ SMEs แต่สิ่งที่ผมอยากเห็น มากกว่าจากคำแถลงนโยบายที่บางส่วนมีและไม่มีตามที่ผมได้อภิปรายไปแล้ว ก็คือเรื่องของ รายละเอียดครับท่านประธาน ที่ผมอยากจะให้คณะรัฐมนตรีทุกท่านลุกขึ้นตอบ ๒ วันต่อจากนี้ เพราะยิ่งเป็นนโยบายเร่งด่วน ๑๐ ข้อ ยิ่งต้องมีรายละเอียดครับ รัฐบาลต้องรู้ลึก รู้จริง พร้อมนำไปปฏิบัติได้ทันที ซึ่งการอภิปราย ๒ วันต่อจากนี้จะมีเพื่อนสมาชิกร่วมพรรคของผม อีกหลายท่านที่จะลุกขึ้นมาตั้งคำถามถึงรายละเอียดในการดำเนินนโยบายเร่งด่วนเหล่านี้ครับ ท่านประธานครับ ส่วนที่มีความสำคัญไม่แพ้กันนอกเหนือจากนโยบายเร่งด่วนของรัฐบาลก็คือ นโยบายเรือธงครับ ที่วันนี้พวกเรากำลังมีคำถามว่าเป็นนโยบายเรือธงเพื่อใคร เพื่อประชาชน หรือเพื่อ ๓ นาย นายใหญ่ นายหน้า และนายทุนครับ นายใหญ่ นายหน้า และนายทุนที่ว่านั้น คืออะไร ยกตัวอย่างกรณีนโยบาย Digital Wallet ที่มีการกลับไปกลับมา จนถึงวันนี้เงิน ก็ยังไม่เข้า พวกผมสงสัยครับว่าเป็นนโยบายเรือธงที่ให้นายใหญ่ขึ้นใช่หรือไม่ นโยบาย Entertainment Complex มีข้อครหาว่าจะมีการเปิดกว้างในการประมูลหรือล็อกการประมูล เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง เป็นนโยบายเรือธงให้กับนายทุนใช่หรือเปล่า นโยบายแลนด์บริดจ์ครับ มีการตั้งข้อสงสัยจากเพื่อนสมาชิกที่จะลุกขึ้นมาอภิปราย ในรายละเอียดถึงการใช้งบประมาณของรัฐในการเวนคืนที่ดินมากมาย ก็มีการตั้งคำถามครับว่า เป็นนโยบายที่เอื้อให้กับนายหน้าค้าที่ดินใช่หรือไม่
สรุป ๓ นโยบายเรือธงของรัฐบาลมีประชาชนอยู่ตรงไหนในสมการ วันนี้ พวกผมอยากได้ยินคำตอบจากทุกท่านนะครับ ทุกท่านครับ ประเทศไทยในวันนี้เราเดินมาถึง จุดหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญอีก ๑ วันครับ ไม่กี่สัปดาห์ก่อนหน้าสภาผู้แทนราษฎรมีวาระโหวต คุณแพทองธาร ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี และพรรคประชาชนได้ยืนยันต่อทุกท่านว่า พวกเราไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญที่ถอดถอนคุณเศรษฐา ทวีสิน ออกจาก ตำแหน่ง และพวกเรายังยืนยันไปยังสังคมอีกด้วยครับว่า สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือการแก้ไข รัฐธรรมนูญเพื่อสร้างนิติรัฐและหยุดยั้งกระบวนการนิติสงคราม ที่นักการเมืองผู้ซึ่งได้รับ เลือกตั้งโดยตรงมาจากประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดกำลังถูกถอดถอน ถูกทุบทำลาย ด้วยกลไกทางจริยธรรม สิ่งที่ผมอยากเห็นอยู่ในหัวข้อแรก ๆ ของนโยบายเร่งด่วนซึ่งไม่มี ในนโยบายเร่งด่วน ๑๐ ข้อของท่านนะครับ แล้วก็ควรจะต้องเป็นนโยบายเรือธงเช่นเดียวกัน เพื่อให้เจ้านายของท่านไม่ใช่ ๓ นาย แต่เป็นประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุด นั่นก็คือการแก้ไข รัฐธรรมนูญครับ จากเดิมที่นโยบายนี้เคยด่วนในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งในปี ๒๕๖๖ กลายเป็นไม่ด่วนหลังการจัดตั้งรัฐบาลชุดที่แล้ว มาวันนี้ครับ ผมคิดว่าทุกคนได้รับผลกระทบ เหมือนกัน ควรจะกลายเป็นนโยบายเร่งด่วนของท่านได้แล้ว และประชาชนคนไทย ทั้งประเทศกำลังรอฟังคำตอบครับ ว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นในการจัดตั้งรัฐบาลตัวแทนในวันนี้ที่ผมตั้งคำถามว่าอาจจะไม่ใช่รัฐบาล ตัวจริงจะช่วยทำให้ ๓ ปีต่อจากนี้เป็น ๓ ปีที่เจ๊ากับเจ๊งใช่หรือไม่ถ้าเราไม่กลับไปแก้ปัญหา ที่ต้นตอ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ผมขออนุญาตฝากท่านประธานส่งตรงข้อความเหล่านี้ไปถึง ท่านนายกรัฐมนตรีโดยตรง ในฐานะที่ผมและท่านครับ เพิ่งมาดำรงตำแหน่งสูงสุดในแต่ละซีก ฝั่งการเมืองนี้เป็นครั้งแรกในชีวิตเช่นเดียวกัน ผมและท่านครับ เกิดและเติบโตมาในสังคม ยุคเดียวกัน ถูกหล่อหลอมและผ่านสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศนี้มาแบบเดียวกัน แล้วถ้าจะพูดให้ Fair ครับ ผมคิดว่าท่านผ่านประสบการณ์ในชีวิตที่ท่านได้รับผลกระทบ ทางการเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในรั้วมหาวิทยาลัยมาหนักกว่าผมเสียอีก วันนี้ท่านมา ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีครับ เป็นผู้นำสูงสุดในฝ่ายรัฐบาล ส่วนตัวผมมาดำรงตำแหน่ง เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองฝ่ายค้านที่มีจำนวนเก้าอี้ สส. มากที่สุดในสภา ซึ่งคาดหมายได้ว่า จะถูกเสนอชื่อเป็นผู้นำฝ่ายค้านในอนาคตอันใกล้นี้ สิ่งที่ผมเชื่อครับว่าส่วนหนึ่งที่ทำให้ ผมและท่านมาอยู่ตรงนี้นอกจากบริบทและสถานการณ์พาไป อีกอย่างหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน ก็คือเรา ๒ คนตัดสินใจที่จะมารับตำแหน่งตรงนี้เพื่อเดินหน้าต่อ ต่อคนที่อยู่ข้างหลัง ของพวกเรา ตัวผมครับ ตัดสินใจมารับบทบาทตรงนี้เพื่ออยากนำพายานพาหนะที่มีชื่อว่า อนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน ให้เดินหน้าต่อเพื่อทำให้อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชน ส่วนท่านครับ ในวันสำคัญวันนี้ในขณะที่คณะรัฐมนตรีมาแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ทุกคำพูด ของท่านมีผลผูกมัดต่อการดำเนินนโยบายต่อจากนี้อีก ๓ ปี ผมอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรี พูดนอก Script ที่เจ้าหน้าที่ตระเตรียมมาซึ่งผมเข้าใจว่าต้องทำ เพราะตามข้อบังคับ ตามกฎหมาย แต่ท่านสามารถลุกขึ้นตอบได้นอก Script ครับ ผมอยากให้ท่านแสดงบทบาท ความเป็นผู้นำครับ ผู้นำที่ดีนอกจากการฟังสมาชิก รับฟังความเห็นแล้ว ผู้นำที่ดีต้องชี้นำ ความคิดที่ถูกที่ควรให้กับเพื่อนสมาชิกและสังคมด้วย ผมอยากให้ท่านชี้นำรัฐบาลของท่าน ด้วยการลุกขึ้นตอบว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นวาระเร่งด่วนของประเทศนี้ เราสามารถ ดำเนินการคู่ขนานกันไปได้ ๒ เส้นทาง
เส้นทางแรก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแก้ไขทั้งฉบับที่จะต้องมีการตั้ง สสร. ก่อน อันนั้นดำเนินการไปตามคณะกรรมการที่จัดตั้งมา อีกส่วนหนึ่งครับ ที่สามารถดำเนินการ ได้ทันทีก็คือเรื่องของการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราที่ควรถูกบรรจุไว้เป็นนโยบายเร่งด่วน ๔ เรื่องด้วยกันครับ เรื่องแรกก็คือร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขปัญหามาตรฐาน ทางจริยธรรม จัดวางตำแหน่งแห่งที่ หน้าที่ขององค์กรอิสระและศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้มี ความเหมาะสมเป็นไปตามหลักสากล อีก ๓ เรื่องครับ พวกเราพรรคประชาชนได้เสนอเข้าสู่ วาระการประชุมร่วมกันของรัฐสภาแล้ว ก็คือในเรื่องของการยกเลิกยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ที่ถ้ายกเลิกได้ทุกท่านก็ได้ประโยชน์ การลบล้างผลพวงรัฐประหารโดยการยกเลิกคำสั่ง คสช. และการยุติวงจรอุบาทว์โดยการเสริมสร้างกลไกในการป้องกันการปฏิวัติรัฐประหาร ในอนาคต ทั้ง ๔ เรื่องที่ผมกล่าวมานี้ล้วนเป็นร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ๔ ฉบับ ที่พรรคประชาชนได้เสนอเข้าสู่สภาไปแล้ว ซึ่งพวกเราสามารถเดินหน้าร่วมกันได้ครับ เพื่อทำให้ระบบการเมืองมีความยึดโยงกับประชาชนและมีประชาชนอยู่ในสมการ การตัดสินใจมากขึ้น ท่านนายกรัฐมนตรีครับ นอกเหนือจากการแก้ไขรัฐธรรมนูญยังมีอีก หลากหลายวาระที่เราสามารถผลักดันร่วมกันได้ภายใน ๓ ปีนี้ครับ ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปรัฐ ครั้งใหญ่ อย่างการกระจายอำนาจที่ท่านได้แถลงนโยบายไปแล้ว และการปฏิรูประบบ งบประมาณ รวมถึงโครงสร้างภาษี หรือจะเป็นในเรื่องของการยกระดับคุณภาพชีวิต ของประชาชนครับ เพิ่มสวัสดิการประชาชนที่วันนี้หลาย ๆ คนยังได้รับไม่ทั่วถึงและไม่ถ้วนหน้า การปลดล็อกชนบทไทยครับ ที่มีแกนกลางของปัญหาในเรื่องของการจัดการที่ดิน การจัดการน้ำ การจัดการต้นทุน และการเพิ่มผลิตภาพทางการเกษตร การเรียนรู้เท่าทันโลกและเศรษฐกิจ ที่เติบโตแบบมีคุณภาพ คำว่า เติบโตแบบคุณภาพของพวกเราหมายความว่า เมื่อเศรษฐกิจ เติบโตขึ้น เค้กก้อนใหญ่ขึ้น ส่วนแบ่งในเค้กนั้นก็ควรเติบโตเท่า ๆ กัน ไม่ใช่มีก้อนใดก้อนหนึ่ง ที่ใหญ่ไปกระจุกตัวกับกลุ่มทุนไม่กี่กลุ่ม การเรียนรู้เท่าทันโลกก็ต้องมีแพลตฟอร์มมีมาตรการ มีงบประมาณที่ช่วยในการยกระดับ Reskill Upskill ทักษะคนไทยให้รองรับกับอุตสาหกรรม แห่งอนาคต ทั้งหมดนี้ครับ ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ การปฏิรูประบบงบประมาณ และวาระหลาย ๆ อย่างอีกหลายเรื่อง พวกเราครับ พรรคประชาชนได้เคยเสนอร่างแก้ไขกฎหมายเข้าสู่การพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร ไปแล้ว ซึ่งวันนี้หลายสิบฉบับครับ กองอยู่บนโต๊ะของท่านนายกรัฐมนตรี เพราะเป็นกฎหมาย ว่าด้วยการเงิน รอให้ท่านรับรองอยู่ ถ้าท่านเห็นด้วยกับพวกเราในวันนี้ว่าวาระต่าง ๆ เหล่านี้เราผลักดันได้ร่วมกันครับ ท่านพูด นอก Script ลุกขึ้นตอบได้ว่าถ้ากฎหมายฉบับใด นโยบายด้านใด ท่านเห็นด้วยกับพวกเราครับ เซ็นรับรองกลับมาให้เดินหน้าต่อในสภาผู้แทนราษฎรแห่งนี้ในอีก ๓ ปีต่อจากนี้ครับ ท่านประธานครับ หากจะให้ผมกล่าวโดยสรุปการอภิปรายของผมที่กล่าวมาตั้งแต่ การตั้งคำถามครับว่าเราประชุมรัฐสภาร่วมกันในวันนี้ด้วยเหตุผลอันใด เป็นเพราะประเทศ ของเรายังไม่ได้อยู่ในระบบนิติรัฐใช่หรือไม่ มาสู่การอภิปราย ๑ ปีที่สูญเปล่า อันเนื่องมาจาก การ Form คณะรัฐมนตรีที่ไม่มีประชาชนอยู่ในสมการการตัดสินใจในการจัดตั้งรัฐบาล และต่อมาที่ ๓ ปีต่อจากนี้ที่ผมตั้งคำถามไว้ว่าจะเจ๊าหรือจะเจ๊ง เพราะนอกเหนือการจัดตั้ง รัฐบาลแบบเดิม ๆ ที่มีการจัดสรรโควตาเก้าอี้รัฐมนตรีแล้ว ยังมีการจัดตั้งรัฐบาลแบบตัวแทน พอตั้งท่านต้องหลบเลี่ยงกลไกการใช้อำนาจของคนที่ไม่ได้มาจากประชาชนด้วยกลไก มาตรฐานทางจริยธรรม ทุกทางทุกอย่างครับ จึงย้อนกลับไปตั้งคำถามแรก ตอบคำถามแรก ที่ผมส่งผ่านท่านประธานไปยังทุก ๆ ท่านในห้องนี้ว่า ท่านนายกรัฐมนตรีจะชี้นำคณะรัฐมนตรี ของท่านเพื่อกลับไปแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ ผ่านการผลักดันการแก้ไขรัฐธรรมนูญ และผ่าน การผลักดันแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอีกหลายฉบับ ที่วันนี้พวกเราได้ยื่นเข้าสู่การพิจารณา ของสภาผู้แทนราษฎรไปแล้วหรือไม่ รวมถึงการชี้นำครับ ในการเดินหน้าวาระร่วมต่าง ๆ ที่พรรคฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลสามารถดำเนินการได้ร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูป ระบบราชการ การปฏิรูประบบงบประมาณ รวมถึงกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องที่ผมได้อภิปราย ไปแล้ว วันนี้ผมขอสื่อสารผ่านท่านประธานไปยังท่านนายกรัฐมนตรีครับ เป็นสิ่งที่ผมรอฟัง คำตอบจากท่านจริง ๆ จากบุคคลผู้ซึ่งสมควรดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ขอบคุณครับ