ขัตติยา สนับสนุนนโยบายรัฐ ชูวิสัยทัศน์ “1 ปีซ่อม 3 ปีสร้าง”

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

ขัตติยา สวัสดิผล อภิปรายแสดงความกังวลต่อสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของประชาชนและนักลงทุน พร้อมเสนอวิสัยทัศน์ "1 ปีซ่อม 3 ปีสร้าง" เพื่อฟื้นฟูและวางรากฐานการพัฒนาประเทศอย่างเป็นระบบ โดยเน้นการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองอย่างรอบด้าน ย้ำความสำคัญของการสร้างความมั่นคง ความเสมอภาค และศักดิ์ศรีของประชาชน พร้อมแสดงความเชื่อมั่นในทิศทางนโยบายรัฐบาลชุดใหม่ที่จะนำพาประเทศก้าวผ่านวิกฤตและสร้างอนาคตที่เต็มไปด้วยโอกาสและความหวัง

นางสาวขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ท่านประธาน ที่เคารพคะ ดิฉัน ขัตติยา สวัสดิผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในวันนี้ดิฉันจะขอร่วมอภิปรายในวาระการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ของท่านนายกรัฐมนตรี คุณแพทองธาร ชินวัตร ท่านประธานที่เคารพคะ ภายหลังจากที่ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน พ้นจากตำแหน่ง นายกรัฐมนตรี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้สร้างความกังวลใจให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย และส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนจากทั่วโลก

(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)

ว่าสภาวะสุญญากาศ ทางการเมืองนี้จะทำให้นโยบายต่าง ๆ ที่ได้ริเริ่มไว้ในสมัยท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐานั้น ต้องยุติลงหรือไม่ แต่มาในวันนี้ดิฉันมั่นใจว่าหลังจากที่พี่น้องประชาชนและนักลงทุนจาก ทั่วโลกได้เห็นรายชื่อของคณะรัฐมนตรีและได้ฟังคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรี ย่อมเกิดความมั่นใจได้ว่า รัฐบาลชุดใหม่นี้จะทำให้เกิดความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ รัฐบาลชุดใหม่นี้จะรับไม้ต่อนโยบายเดิมจากรัฐบาลชุดก่อน และรัฐบาลชุดใหม่นี้จะสร้าง นโยบายใหม่ที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศ จะสร้างความเปลี่ยนแปลง และจะสร้างผลสำเร็จ ให้เกิดขึ้นจริงได้อย่างแน่นอน ซึ่งดิฉันอยากจะขอเรียกความต่อเนื่องในการบริหารประเทศ ภายใต้รัฐบาลชุดนี้ว่า ๑ ปีซ่อม ๓ ปีสร้าง วางรากฐานโอกาสไทย ๑ ปีซ่อม ภายใต้การนำ ของท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา ทวีสิน และ ๓ ปีสร้าง ภายใต้การนำของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร ท่านประธานที่เคารพคะ ๑ ปีซ่อม ของท่านนายกรัฐมนตรี เศรษฐา เปรียบเหมือนการปรับหน้าดินที่เคยมีปัญหาจนไม่เหมาะสมต่อการเพาะปลูก ให้กลับมาเป็น เนื้อดินที่มีความอุดมสมบูรณ์ เป็นการเตรียมหน้าดินให้พร้อมกับการลงเมล็ดพันธุ์ใหม่ ๆ ในการเพาะปลูกครั้งต่อไปให้เติบโต ๓ ปีสร้างที่จะเกิดในรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรี แพทองธาร จะเปรียบเสมือนการหว่านเมล็ด ใส่ปุ๋ย รดน้ำและพรวนดิน เพื่อเป็นการสร้าง การเติบโตให้กับเมล็ดพันธุ์ที่รัฐบาลชุดนี้จะทำการเพาะปลูกลงไป และเตรียมรอรับดอกผล ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตค่ะ ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉันมีเวลาเพียง ๑๕ นาที ในการอภิปรายค่ะ ดิฉันจึงอยากขอแบ่งการอภิปรายของตนเองออกเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกค่ะ จะเป็นภารกิจว่าด้วยการซ่อม ส่วนที่ ๒ จะเป็นภารกิจว่าด้วยการสร้าง และส่วนที่ ๓ จะเป็นประเด็นที่ดิฉันอยากฝากถึงพี่น้องประชาชนค่ะ

ดิฉันขอเริ่มจากส่วนที่ ๑ นั่นคือภารกิจว่าด้วยการซ่อม ท่านประธานน่าจะคุ้นหู กับวิสัยทัศน์ที่ว่า ๔ ปีซ่อม ๔ ปีสร้าง ในสมัยรัฐบาลของพรรคไทยรักไทยค่ะ มาวันนี้รัฐบาล ของพรรคเพื่อไทยภายใต้นายกรัฐมนตรีแพทองธาร ที่จะบริหารประเทศภายใต้วิสัยทัศน์ ๑ ปีซ่อม ๓ ปีสร้าง ซึ่งฟังดู ๔ ปีซ่อม ๔ ปีสร้าง กับ ๑ ปีซ่อม ๓ ปีสร้างอาจจะคล้ายกันค่ะ แต่ดิฉันอยากบอกว่าภารกิจการซ่อมแซมประเทศในวันนี้มันมีความท้าทายและมีความสาหัส ยิ่งกว่าวิกฤติที่เคยเกิดขึ้นเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว โดยเฉพาะวิกฤติทางด้านเศรษฐกิจที่พรรคเพื่อไทย เราให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ย้อนกลับไปสมัยปี ๒๕๔๔ ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผ่านวิกฤติ เศรษฐกิจต้มยำกุ้งมาไม่นาน ซึ่งเราต้องยอมรับก่อนว่าวิกฤติเศรษฐกิจสมัยนั้นมันไม่ได้ มีความซับซ้อน แล้วก็ไม่ได้เกิดผลกระทบเป็นวงกว้างเท่ากับเศรษฐกิจในวันนี้ ซึ่งรูปธรรม ของวิกฤติเศรษฐกิจในวันนี้มีให้เห็นชัดเจนหลายประการ

ประการแรก วิกฤติเศรษฐกิจที่เรากำลังเผชิญอยู่ในปัจจุบันมันส่งผลกระทบ ต่อผู้มีรายได้น้อยซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ และเป็นฐานพีระมิดของระบบเศรษฐกิจไทย เขาเหล่านี้ตกอยู่ในสภาวะที่ขาดกำลังในการจับจ่ายใช้สอย ค่าแรงหรือรายได้โตไม่ทัน กับรายจ่ายที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ เขาไม่สามารถออมเงินได้ เขามีหนี้เรื้อรัง และเขาไม่สามารถ เข้าถึงแหล่งเงินได้ เศรษฐกิจไทยในภาพรวมเกิดหนี้เสียสูงขึ้นเรื่อย ๆ

ประการที่ ๒ ในหลายทศวรรษที่ผ่านมาเศรษฐกิจไทยมักพึ่งพิงการบริโภค จากภายนอกค่ะ แต่มาในวันนี้ในขณะที่ตัวเลขการส่งออกและตัวเลขการท่องเที่ยวของเรา ถดถอยลง แต่การบริโภคภายในประเทศกลับไม่สามารถที่จะทำหน้าที่เป็นเครื่องยนต์หลัก ที่จะขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศให้ไปข้างหน้าได้

ประการที่ ๓ นั่นคือขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศเราที่ถดถอยลง ครั้งหนึ่งประเทศไทยเคยเกือบได้เป็นเสือตัวที่ ๕ ของเอเชีย เราเคยเป็นศูนย์กลางของ ภูมิภาคทางด้านการค้า แล้วก็การลงทุน แต่มาวันนี้กลับกลายเป็นว่าเม็ดเงินลงทุนจาก ต่างประเทศไหลออกนอกประเทศไทย แม้ว่าการจัดอันดับโครงสร้างพื้นฐานของประเทศเรา จะอยู่ในอันดับที่น่าพอใจ แต่เมื่อเราไปดูอันดับโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการศึกษา ซึ่งเป็น หัวใจสำคัญในการที่จะพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขัน การจัดอันดับส่วนนี้กลับอยู่ใน อันดับที่น่ากังวลเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งนอกจากวิกฤติเศรษฐกิจที่หนักหนากว่าในอดีตแล้วนะคะ รัฐบาลปัจจุบันยังต้องเผชิญกับวิกฤติทางด้านอื่น ๆ ที่มันไม่ได้เกิดขึ้นชัดเจนในสมัยรัฐบาล ของพรรคไทยรักไทยนะคะ ไม่ว่าจะเป็นวิกฤติทางด้านการเมืองที่มีการแบ่งขั้วแบ่งสีมายาวนาน กว่าหลายสิบปี รัฐธรรมนูญที่ขาดความชอบธรรมและบั่นทอนความเป็นประชาธิปไตย หลักนิติธรรมที่เสื่อมถอย รวมถึงกลไกของระบบราชการที่ใหญ่โตแต่ไร้ประสิทธิภาพ นี่เรายัง ไม่นับวิกฤติทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมนะคะท่านประธานคะ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาสังคม สูงวัย เด็กเกิดน้อยลง ยาเสพติดระบาด เด็กไทยหลุดออกนอกระบบการศึกษา คุณภาพ การศึกษาไทยถดถอย ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง ปัญหาฝุ่น PM2.5 และการเปลี่ยนแปลงของ สภาพภูมิอากาศ ท่านประธานที่เคารพคะ นี่ชี้ให้เห็นว่าวิกฤติรอบด้านที่รัฐบาลในยุคปัจจุบัน จะต้องเผชิญนั้นมันเป็นโจทย์ที่ซ่อมได้ยากกว่าในอดีตค่ะ ซึ่งหากรัฐบาลนี้ทำได้สำเร็จ ต้องอาศัยทั้งความรู้ความเข้าใจ วิสัยทัศน์ ประสบการณ์ เจตนารมณ์ทางการเมือง รวมทั้ง พลังสนับสนุนจากพี่น้องประชาชนมากยิ่งกว่ารัฐบาลในอดีตเพื่อที่จะแก้ไขปัญหาเหล่านี้ ให้สำเร็จค่ะ อย่างไรก็ดีค่ะท่านประธาน แม้ภารกิจในการซ่อมเพื่อพาประเทศออกจากวิกฤติครั้งนี้ จะมีความยากลำบากแค่ไหนก็ตาม แต่ตลอดระยะเวลาเกือบ ๑ ปีที่ผ่านมา ที่นำโดย ท่านนายกรัฐมนตรีเศรษฐา ทวีสิน เราได้เห็นการลงมือปรับหน้าดินค่ะ เพื่อซ่อมแซม และเตรียมความพร้อมให้กับประเทศไทยจนมีความคืบหน้าไปแล้วหลายด้าน ยกตัวอย่างเช่น การเร่งรัดแก้ไขกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบธุรกิจ การเดินสายเจรจา ทางการค้า แล้วก็ดำเนินนโยบายเพื่อที่จะดึงดูดการลงทุนเข้ามาอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการใช้ มาตรการในการกระตุ้นการท่องเที่ยว ซึ่งทำให้ประเทศไทยที่เหมือนคนป่วยมานานกลับมา มีแรงแล้วก็กลับมาฟื้นอีกครั้งมีแรงที่จะเดินหน้าต่อ นี่จึงนับได้ว่าเป็น ๑ ปีในการปรับหน้าดิน สังคมไทย เพื่อให้พร้อมรองรับต่อการยกระดับศักยภาพของประเทศ นี่คือส่วนหนึ่งก็คือ ภารกิจในการซ่อม

ดิฉันขอไปในส่วนที่ ๒ นั่นก็คือภารกิจของการสร้าง ก่อนที่ดิฉันจะขยายความต่อ ในส่วนของวิสัยทัศน์ ๓ ปีสร้างค่ะ ที่รัฐบาลชุดนี้จะสร้างความต่อเนื่องในการบริหารงาน ดิฉันขอชื่นชมคำแถลงนโยบายของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธารสักเล็กน้อย ว่านี่คือ วิสัยทัศน์ในการวางนโยบายอย่างเป็นระบบ ครอบคลุม และรอบด้าน และเป็นการตอบโจทย์ ของประเทศอย่างชัดเจนค่ะ ไม่ว่าจะเป็นการแบ่งนโยบายตามความเร่งด่วน ระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว มีการต่อยอดนโยบายเดิม และเพิ่มเติมนโยบายใหม่ มีทั้งนโยบาย ที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจเฉพาะหน้า ไปจนถึงนโยบายที่เป็นการปรับโครงสร้าง และวางรากฐานใหม่ ๆ มีทั้งนโยบายที่เป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจระดับบนไปจนถึงระดับล่าง เป็นการสร้างเม็ดเงินจากภายในและดึงเม็ดเงินจากภายนอก มีการปฏิรูปโครงสร้าง ของภาครัฐไปจนถึงการให้ความสำคัญกับทรัพยากรมนุษย์ มีการให้ความสำคัญกับ ทั้งเศรษฐกิจในระบบและนอกระบบ และมีการให้ความสำคัญกับภาคเศรษฐกิจเดิม เช่น อุตสาหกรรม การเกษตร การท่องเที่ยว ภาคบริการ และเพิ่มเติมบทบาทของเศรษฐกิจใหม่ ไม่ว่าจะเป็น Soft Power เศรษฐกิจสร้างสรรค์ เศรษฐกิจดิจิทัลและสินค้าทางวัฒนธรรม นี่คือสิ่งที่ดิฉันอยากชื่นชม

ท่านประธานคะ กลับมาที่วิสัยทัศน์ ๓ ปีสร้างวางรากฐานโอกาสไทยค่ะ ซึ่งเป็นภารกิจหลักที่อยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลชุดนี้นะคะ ดิฉันจะไม่ขอลง รายละเอียด เพราะว่าจะมีเพื่อนสมาชิกมาอภิปรายสนับสนุนในแต่ละประเด็นใน ๒ วันนี้ แต่ในฐานะผู้อภิปรายคนแรกของพรรคเพื่อไทยค่ะ ดิฉันอยากฉายให้เห็นภาพใหญ่ว่านโยบาย ทั้งหมดของรัฐบาลชุดนี้ คือความพยายามที่จะมุ่งพาประเทศไปสู่การวางรากฐานที่ถูกต้อง อันจะช่วยให้สังคมไทยกลับมาเป็นประเทศแห่งโอกาสและความหวังอีกครั้งหนึ่ง และกลับมา เป็นประเทศที่คนไทยมีความภาคภูมิใจอีกครั้งหนึ่ง โดยดิฉันจะขอแบ่งนโยบายการสร้าง เพื่อวางรากฐานหรือเป็นการหว่านเมล็ดพันธุ์แห่งโอกาสใหม่ ๆ ของรัฐบาลชุดนี้ออกเป็น ๓ กลุ่ม และจะชี้ให้เห็นว่านโยบายในแต่ละกลุ่มนั้นจะนำไปสู่การวางรากฐานของโอกาสใหม่ ๆ ของประเทศได้อย่างไรบ้าง

กลุ่มแรก เป็นกลุ่มนโยบายที่มุ่งสร้างขีดความสามารถในการแข่งขัน และยกระดับศักยภาพของประเทศ นโยบายกลุ่มนี้จะช่วยให้ประเทศไทยหลุดพ้นพันธนาการ ทางเศรษฐกิจ และจะเป็นการช่วยจุดเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจให้กลับมาแข่งขันกับ นานาประเทศได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการปรับโครงสร้างหนี้ของลูกหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ การดูแลและส่งเสริมผู้ประกอบการ SMEs การลดราคาค่าน้ำ ค่าไฟ การหาแหล่งรายได้ใหม่ จากการนำเศรษฐกิจใต้ดินขึ้นมาไว้บนดิน การกระตุ้นเศรษฐกิจผ่านการใส่เม็ดเงินเข้าไป ในระบบ นโยบายเกษตรทันสมัย การส่งเสริมการท่องเที่ยว สถานบันเทิงครบวงจร การปรับ และเพิ่มทักษะแรงงาน หรือที่เราเรียกว่า Reskill Upskill การปรับโครงสร้างภาษี ของประเทศผ่านนโยบาย Negative Income Tax ไปจนถึงการวางเป้าหมายให้ประเทศไทย เป็นศูนย์กลางของภูมิภาคในด้านต่าง ๆ ทั้งหมดนี้คือการเตรียมความพร้อมด้านโครงสร้าง ของประเทศ ซึ่งหากรัฐบาลชุดนี้สามารถดำเนินนโยบายทั้งหมดนี้ให้ประสบความสำเร็จได้ ภายใน ๓ ปี ดิฉันเชื่อว่าประเทศไทยจะกลับมามีบทบาทนำด้านเศรษฐกิจของภูมิภาคอีกครั้ง ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่น่าดึงดูดสำหรับนักลงทุนทั่วโลกอีกครั้ง และประเทศไทย จะกลายเป็นประเทศที่มีโครงสร้างทางเศรษฐกิจภายในที่เข้มแข็ง และนี่จะเป็นการสร้างโอกาส ทางเศรษฐกิจ และจะเป็นการสร้างรายได้ใหม่ ๆ ซึ่งจะมากพอที่เราจะสามารถกระจาย ความมั่งคั่งให้ถึงมือของคนไทยทุกคน

นโยบายกลุ่มที่ ๒ เป็นกลุ่มที่จะสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรมนุษย์ นโยบาย กลุ่มนี้เปรียบเสมือนโครงข่ายความปลอดภัยทางสังคม หรือที่เราเรียกว่า Social Safety Net ซึ่งจะคอยรองรับไม่ให้ประชาชนนั้นต้องเผชิญกับความไม่มั่นคง หรือเผชิญกับความเสี่ยง ที่อยู่นอกเหนือการควบคุมมากจนเกินไป ซึ่งปรากฏอยู่ในหลาย ๆ นโยบายของทางรัฐบาลชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นการแก้ไขปัญหายาเสพติดครบวงจร การแก้ไขปัญหามิจฉาชีพออนไลน์และออฟไลน์ การสร้างช่องทางในการเข้าถึงสวัสดิการและโอกาสทางสังคมให้กับกลุ่มผู้เปราะบาง นโยบาย ส่งเสริมเพื่อฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม การยกระดับสาธารณสุขผ่านนโยบาย ๓๐ บาทรักษาทุกที่ การเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย การส่งเสริมพัฒนาการ ของเด็กตั้งแต่เกิดจนโต การพัฒนาระบบการศึกษาและการเรียนรู้ตลอดชีวิต การส่งเสริม ความเสมอภาคทางเพศ ทั้งหมดนี้ค่ะท่านประธาน เป็นการเตรียมความพร้อมด้านทรัพยากรมนุษย์ หรือทุนมนุษย์ เพราะเมื่อพี่น้องมีความเข้มแข็งค่ะ ไม่มีความกังวลถึงอนาคตที่มีความไม่แน่นอน พวกเขาเองก็จะมีความพร้อมที่จะไปหยิบฉวยโอกาสมากมายที่ลอยอยู่ตรงหน้ามาต่อยอด เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด

นโยบายในกลุ่มที่ ๓ กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่มุ่งสร้างการเมืองที่เข้มแข็ง เป็นกลุ่ม นโยบายที่มุ่งสร้างเสถียรภาพทางการเมือง เป็นการสร้างหลักประกันให้กับพี่น้องประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน การสร้างหลักนิติธรรมที่เข้มแข็ง และโปร่งใส การเพิ่มประสิทธิภาพของระบบราชการ แล้วก็ลดขนาดรัฐให้เหมาะสมกับ ภารกิจ การปรับปรุงระบบกฎหมายที่ล้าสมัยและไม่จำเป็น หรือการแก้ไขหรือยกเลิก กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อพี่น้องประชาชน รวมไปถึงการสร้างระบบการตรวจสอบการทำงาน และการสร้างความรับผิดชอบต่อประชาชนของระบบราชการ ทั้งหมดนี้คือการเตรียม ความพร้อมในส่วนของระบบกลไกรัฐและระบบราชการ

ท่านประธานที่เคารพคะ นโยบายทั้ง ๓ กลุ่มของรัฐบาลที่ดิฉันได้กล่าวไป เรามีจุดมุ่งหมายเดียวกันค่ะ นั่นก็คือให้คนไทยกล้าที่จะฝัน โดยการสร้างความมั่นคง ทางด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองให้กับคนไทยทุกคน และเป็นการเตรียมความพร้อม ทางด้านโครงสร้าง ด้านทรัพยากรมนุษย์ และกลไกรัฐ ซึ่งหากนโยบายเหล่านี้ได้รับ การปฏิบัติจริงประชาชนก็ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องปากท้อง ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องหนี้สิน ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องค่ารักษาพยาบาลหากเขาเจ็บป่วย ไม่จำเป็นต้องห่วงเรื่องค่าเล่าเรียน ของบุตรหลาน ไม่ต้องห่วงเรื่องการเปลี่ยนอาชีพหรือการเข้าสู่สังคมสูงวัย เมื่อไม่ต้องกังวล เรื่องเหล่านี้ค่ะ คนไทยก็กล้าที่จะฝัน โดยมีรัฐคอยให้การสนับสนุนอยู่ข้างหลังเพื่อทำให้ ความฝันเหล่านั้นเป็นจริง ท่านประธานที่เคารพคะ หลักคิดในการบริหารงานแบบรัฐบาล ของพรรคเพื่อไทยก็คือเราจะสร้างสิ่งที่ดีที่สุด นั่นก็คือการสร้างโอกาสให้ทุกคนสามารถเข้าถึง ได้อย่างเท่าเทียมกัน เพราะโอกาสคือกุญแจสู่การพัฒนาและความสำเร็จของทุกคน รวมถึง ประเทศชาติ และด้วยเหตุผลนี้ค่ะ นโยบายทั้ง ๓ กลุ่มที่รัฐบาลได้ประกาศไว้จึงเป็นเรื่องจำเป็น เราไม่สามารถที่จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งได้ ดิฉันจึงขอสนับสนุน

ส่วนสุดท้ายที่ดิฉันอยากจะฝากทิ้งท้ายก่อนที่จะจบการอภิปรายลง เรื่องนี้ เป็นเรื่องที่หลายคนอาจจะมองข้าม หรือว่านำไปล้อเลียนเป็นเรื่องตลก นั่นก็คือคำพูด ของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร ที่ได้เคยพูดเอาไว้ในช่วงการหาเสียงเลือกตั้ง และท่านได้นำมาพูดอีกครั้งในการแถลงนโยบายครั้งนี้ นั่นก็คือท่านได้กล่าวว่า ท่านอยากเห็น คนไทยมีกินมีใช้ มีเกียรติ มีศักดิ์ศรี ดิฉันคิดว่าหากเรามองประโยคนี้ด้วยใจเป็นธรรม ละวางอคติ และความเกลียดชังทางการเมือง เราจะพบว่าประโยคดังกล่าวมันไม่ใช่คำพูดล้อเล่น ไม่ใช่เรื่องตลกขบขัน แต่จริง ๆ แล้วประโยคนี้มีหลักการ ๓ ข้อด้วยกันที่สะท้อนถึงความฝัน ของการอยากเห็นสังคมที่ดี สังคมที่น่าอยู่ และสังคมที่มีความเป็นธรรม เริ่มจากคำว่า มีกินมีใช้ คำนี้เป็นคำที่สะท้อนถึงสังคมที่มีระดับการกระจายทรัพยากรทางเศรษฐกิจ มีการกระจาย โอกาส และมีการกระจายความมั่งคั่งอย่างทั่วถึง ทำให้สังคมนั้นไม่ได้มีความเหลื่อมล้ำ มากจนเกินไป สังคมที่มีกินมีใช้คือสังคมที่ประชาชนหรือคนส่วนใหญ่สามารถเข้าถึง ทรัพยากรทางเศรษฐกิจ เพื่อให้สามารถดำรงชีวิตและพัฒนาตนเองได้อย่างมีคุณภาพ คำว่า มีเกียรติคำที่ ๒ เป็นคำที่สะท้อนถึงสังคมที่เคารพและยอมรับในความแตกต่างหลากหลาย ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเพศสภาพ วัฒนธรรม ศาสนา ชาติพันธุ์ สังคมที่มีเกียรติคือสังคม ที่สามารถอยู่ร่วมกับความแตกต่างหลากหลายได้ พลเมืองทุกคนให้เกียรติซึ่งกันและกัน แม้จะมีความแตกต่างกัน และพลเมืองทุกคนได้รับการปฏิบัติจากรัฐด้วยความเสมอภาค และเท่าเทียมกัน ไม่มีการเลือกปฏิบัติทั้งในระดับกฎหมายและระดับของนโยบาย คำสุดท้าย คำว่า มีศักดิ์ศรี คำนี้สะท้อนให้เห็นสังคมที่มีรากฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง ที่เข้มแข็ง พลเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดีในทุก ๆ ด้าน จนทำให้สังคมนั้นมีชื่อเสียงและได้รับ การยอมรับจากสายตาของชาวโลก

ท่านประธานที่เคารพคะ สุดท้ายนี้ค่ะ ดิฉันอยากจะขอฝากความเชื่อมั่น และความหวังของคนไทยทุกคนเอาไว้ในมือของท่านนายกรัฐมนตรีแพทองธาร ชินวัตร และคณะรัฐมนตรีชุดนี้ค่ะ ดิฉันเชื่อมั่นค่ะว่าด้วยศักยภาพและวิสัยทัศน์เชิงนโยบาย เราจะมี โอกาสได้เห็นประเทศนี้กลับมาเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยความหวัง เป็นบ้านที่เต็มไปด้วย ความฝัน เป็นบ้านที่เต็มไปด้วยโอกาส และเป็นบ้านที่ทำให้คนไทยทุกคนรู้สึกภาคภูมิใจ อีกครั้งหนึ่งค่ะ ขอบคุณค่ะ