วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ หารือปัญหาหนี้สินเรื้อรังที่เพิ่มสูงขึ้นจากเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ต้นทุนสูง และพฤติกรรมการก่อหนี้ของประชาชน โดยเสนอให้รัฐบาลปรับโครงสร้างหนี้อย่างเป็นรูปธรรมและครอบคลุมทั้งหนี้ในระบบและนอกระบบ พร้อมทบทวนนโยบายเดิม ส่งเสริมการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานราก และผลักดันมาตรการร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างวินัยการเงินและเพิ่มรายได้ให้ประชาชนอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภา ท่านนายกรัฐมนตรี คณะรัฐมนตรี ท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านค่ะ ดิฉัน วิธาวีร์ ประทุมสวัสดิ์ สมาชิกรัฐสภาค่ะ
(เจ้าหน้าที่ดำเนินการเปิด Presentation)
การปรับโครงสร้างหนี้ ทั้งระบบเป็นนโยบายที่รัฐบาลเองจะต้องระดมสรรพกำลังทั้งหมดทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง เข้ามาผนึกกำลังกัน เพื่อที่จะแก้ไขปัญหาและช่วยเหลือพี่น้องประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม จริงจัง จริงใจ แล้วก็ทำจริง ๆ ค่ะ เราผ่านรัฐบาลกันมาหลายยุคหลายสมัย ตั้งแต่เด็ก จนกระทั่งวันนี้ดิฉันเองอายุ ๔๐ ปีนะคะ ทุกสมัยก็พูดกันในเรื่องของการแก้หนี้แก้จน ดิฉันคิดว่าตอนนี้เราอาจจะต้องกลับมาแก้ที่ผู้ออกนโยบาย นั่นก็คือรัฐบาลนะคะว่า นโยบาย ที่ออกมาแล้วนี้จะเป็นรูปธรรมอย่างไร นี่คือความท้าทายที่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ เฝ้ารอค่ะ สไลด์ถัดไปได้เลยนะคะ ปัญหาหนี้สินวันนี้เกิดขึ้นต่อเนื่องในสังคมไทยมาเป็น ระยะเวลานานค่ะ เป็นสิ่งซึ่งส่งผลกระทบต่อความมั่นคงแล้วก็การเติบโตทางเศรษฐกิจ ของประเทศ แต่ทว่าปัญหานี้วันนี้ประเทศเราก็ยังแก้ไม่ได้สักทีหนึ่ง การปรับโครงสร้างหนี้ ในความหมายก็คือการเปลี่ยนเงื่อนไขของการชำระหนี้ เพื่อให้เราสามารถที่จะชำระหนี้ ได้ตามกำหนดและไม่ผิดชำระ ตัวอย่างเช่น การขยายเวลาชำระหนี้ การพักชำระหนี้ การพักชำระเงินต้น หรือชำระเฉพาะดอกเบี้ย หรือการปิดบัญชี หรือการเปลี่ยนประเภทหนี้ จากหนี้ระยะสั้นเป็นยืดระยะเวลาออกไป ๕ ปี ๑๐ ปี เพื่อให้สามารถชำระหนี้ได้ หรือว่า การลดดอกเบี้ยให้เหมาะสมกับสถานการณ์ของธุรกิจที่เปลี่ยนไป
จากนโยบายของรัฐบาลก็ได้ตระหนักถึงความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน ในการที่จะผลักดันให้เกิดการปรับโครงสร้างหนี้ทั้งระบบ ดิฉันคิดว่าจุดแข็งของนโยบายนี้ ต้องขอบคุณที่ท่านได้คำนึงถึง Stakeholder หรือว่าผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็คือประชาชนดังที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้แถลงไปแล้วนั้นนะคะว่า จะมุ่งเน้นในการแก้ปัญหาที่ครอบคลุมทั้งหนี้ในระบบ หนี้นอกระบบ เรื่องของวินัย ทางการเงิน เรื่องของการส่งเสริมความรู้ ความเข้าใจ แล้วก็ส่งเสริมการออมในรูปแบบ ที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งสิ่งนี้ก็จะเป็นหลักการที่สำคัญในการแก้ปัญหาหนี้ ได้อย่างยั่งยืน แล้วก็สิ่งหนึ่งที่จะเข้ามาช่วยในการขับเคลื่อนนโยบาย นั่นก็คือองค์กรต่าง ๆ ทางการเงินของทางภาครัฐ ธนาคารพาณิชย์ บริษัทบริหารสินทรัพย์ต่าง ๆ แต่สิ่งหนึ่งที่ดิฉัน คิดว่าขาดหายไปนั่นคือโอกาสในการที่จะแสวงหารายได้ให้กับประชาชน ซึ่งสิ่งนี้ดิฉันคิดว่า เป็นสิ่งที่สำคัญและขาดไม่ได้ค่ะ สไลด์ถัดไป ด้วยความท้าทายหลายประการกับสถานการณ์ ของประเทศไทยในเรื่องของเศรษฐกิจ วันนี้หนี้ครัวเรือนสูงขึ้นแนวโน้มถึง ๙๑.๔ เปอร์เซ็นต์ ต่อจีดีพีในปีนี้ สภาพหนี้ครัวเรือนก็มีคุณภาพที่ด้อยลงจากสัดส่วนหนี้เสีย ตัวเลขนั้นขยับขึ้นทุกไตรมาส ดิฉันคิดว่าสถานการณ์ที่มีความเปราะบางอย่างนี้มาจาก ๓ ปัจจัยหลักด้วยกัน ปัจจัยแรก เรื่องของเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวช้า ประชาชนมีรายได้ต่ำ ประกอบกับวันนี้ประเทศไทยเราเอง เจอปัญหาในเรื่องของอุทกภัยน้ำท่วม ตรงนี้ก็จะยิ่งส่งผลให้การฟื้นตัวเป็นไปได้ยาก แล้วก็ มองเห็นโอกาสแทบเป็นไปไม่ได้เลย อีกประเด็นหนึ่งก็คือ ต้นทุนทางการเงินที่สูง โดยเฉพาะ ภาคธุรกิจ SMEs เราจะเห็นได้ว่าตัวเลขของธุรกิจเป็นหนี้เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ในเวลานี้ ซึ่งตรงนี้เองก็จะส่งผลต่อสภาพของหนี้ครัวเรือนอย่างชัดเจน แล้วก็มองไม่ค่อยเห็นโอกาส ในการที่จะแก้ปัญหาตรงนี้ได้ อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญนั่นก็คือ พฤติกรรมการก่อหนี้โดยขาดวินัย ทางการเงิน ท่านประธานคะ แม้ว่าเราจะพยายามแก้ปัญหาเศรษฐกิจด้วยการปรับโครงสร้างหนี้ แต่ผ่านมานานปัญหาการปรับโครงสร้างนี้ก็ยังเป็นปัญหาเดิม ๆ เรื้อรัง นั่นก็คือประชาชนเอง ไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจน แล้วก็มีความคลุมเครือจากนโยบายการปรับโครงสร้างหนี้ของแต่ละ สถาบันการเงินที่แตกต่างกันออกไป บางสถาบันการเงินก็ให้เงื่อนไขที่ดีในการช่วยเหลือ ประชาชนหรือว่าลูกหนี้ บางสถาบันการเงินก็มีความเคร่งครัดมากเกินไป ทำให้การปรับ โครงสร้างหนี้ไม่ประสบความสำเร็จค่ะ สาเหตุสำคัญคือเกิดมาจากไม่มีการบูรณาการ ของหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน รัฐบาลเองอาจจะต้องมีแนวทางที่ชัดเจนในการที่จะ ช่วยเหลือประชาชน แล้วก็ออกเป็นนโยบายที่ชัดเจนให้กับทุก ๆ ธนาคารทั้งรัฐและเอกชน ได้ดำเนินการอย่างชัดเจนค่ะ สิ่งนี้ก็จะทำให้ประชาชนมีความเข้าใจมากยิ่งขึ้น ท้ายที่สุด นโยบายการปรับโครงสร้างหนี้ของรัฐบาลเราจะเห็นได้ว่าในรายละเอียดยังคงไม่มีความชัดเจน ว่าจะทำอย่างไร ดิฉันคิดว่ารัฐบาลเองจะต้องมีการกำหนดเป้าหมายตัวชี้วัดในเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพที่ชัดเจน ว่าสัดส่วนหนี้ในแต่ละประเภทจะลดลงอย่างไร เท่าไร ระยะเวลา อย่างไร แล้วท่านมีมาตรการอย่างไรในการที่จะป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ซ้ำในอนาคต ที่สำคัญ ดิฉันเห็นว่านโยบายนี้ยังไม่ได้มีในเรื่องของการแก้ปัญหาหนี้นอกระบบอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญมาก
ดิฉันขออนุญาตเสนอแนะเพิ่มเติมสำหรับนโยบายการปรับโครงสร้างหนี้ ๓ ประการ สิ่งแรกดิฉันคิดว่ารัฐบาลเองจะต้องมีมาตรการเชิงรุกในการแก้ปัญหาหนี้ทุกประเภท ทำให้นโยบายนั้นเกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็ว แล้วก็บูรณาการระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ให้ทุกธนาคารนั้นมีมาตรการเพื่อแก้ไขหนี้ให้กับภาคประชาชน ภาคธุรกิจไปในทิศทางเดียวกัน ที่สำคัญต้องมีการประชาสัมพันธ์ให้เกิดการรับรู้ในวงกว้าง อีกอันหนึ่งค่ะ เรื่องของการใช้ มาตรการในการปรับโครงสร้างหนี้ ดิฉันขออนุญาตนำเสนอในส่วนของการใช้มาตรการ ในลักษณะเดียวกับของกรมสรรพากร หากว่าลูกค้ามีหนี้เราอาจจะทำได้ไหมคะที่เรานำเงิน ที่ลูกค้าชำระไปชำระเงินต้นก่อนแล้วจึงมาชำระดอกเบี้ย ในช่วงระยะเวลาที่วิกฤตินี้ ถ้าสามารถทำได้ประชาชนก็จะลืมตาอ้าปากได้ สุดท้ายแล้วนะคะ รัฐบาลควรจะมีมาตรการ ในการเพิ่มรายได้ให้กับประชาชนควบคู่ไปด้วย เช่น การส่งเสริมอาชีพ ตราบใดที่เศรษฐกิจ ฐานรากยังไม่ฟื้นตัวความเหลื่อมล้ำในการชำระหนี้ของประชาชนไม่เป็นปกติในภาวะหนี้ ก็จะเกิดสูงขึ้น สิ่งนี้ก็จะเป็นปัจจัยในการฉุดรั้งเศรษฐกิจของประเทศต่อไป ฉะนั้นแล้ว การดำเนินการแก้ไขหนี้อย่างยั่งยืนและเป็นระบบจึงมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะการให้ความเป็นธรรมกับประชาชน สร้างการตระหนักและรับรู้ในวินัยทางการเงิน สิ่งนี้ก็จะสามารถช่วยบรรเทาเรื่องหนี้สินของประชาชนไปได้ ดิฉันขอให้กำลังใจ กับนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลในการที่จะแก้ปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนในฐานะที่เป็น สุภาพสตรีแถวหน้าของประเทศไทย กราบขอบพระคุณค่ะ