ศิริกัญญา วิจารณ์ Digital Wallet ปมคลุมเครือ-เรียกร้องปฏิรูประบบราชการ

รัฐสภา · ครั้งที่ ๒ · ๑๔ กันยายน ๒๕๖๗

ศิริกัญญา ตันสกุล วิพากษ์โครงการ Digital Wallet ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบบ่อยครั้งจนเกิดปัญหาด้านกฎหมายและงบประมาณ พร้อมตั้งคำถามถึงทิศทางและความรับผิดชอบของรัฐบาล ขณะเดียวกันเน้นย้ำความจำเป็นในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจผ่านการพัฒนาทักษะแรงงาน การดึงดูดเทคโนโลยี และการกระจายความเจริญออกจากกรุงเทพมหานคร รวมถึงเรียกร้องให้ปฏิรูประบบราชการที่ล้าสมัยและซ้ำซ้อนด้วยการกระจายอำนาจและปรับบทบาทหน่วยงานรัฐอย่างจริงจังเพื่อผลักดันศักยภาพของประเทศอย่างยั่งยืน

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

กำลังพูดเลยค่ะ เมื่อสักครู่นี้ พูดคำว่า โครงการ Digital Wallet ค่ะ อยู่ในเล่มนี้แน่นอนค่ะ Check แล้วค่ะ โครงการ Digital Wallet ดิฉันได้อภิปรายนโยบายนี้ไปตอนมาตรา ๑๕๒ วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๖๗ ว่านโยบายนี้มันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาหลายรอบมาก ตอนนั้นก็บอกว่าน่าจะเปลี่ยนเป็นรอบที่ ๕ ตอนเดือนเมษายน ก็คือประมาณ ๕ เดือนที่แล้ว แล้วก็แอบเว้นที่ไว้นะคะ เพราะว่าคาดว่า เดี๋ยวมีเปลี่ยนอีกแน่ ๆ เป็นรอบที่ ๖ พอรอบนี้ ๕ เดือนผ่านไปเปลี่ยนไปอีก ๒ รอบค่ะ ท่านประธาน ตอนนี้เปลี่ยนเป็นรอบที่ ๗ แล้วนะคะสำหรับแหล่งที่มาของเงินค่ะ เริ่มต้นจาก ก่อนเลือกตั้ง บอกไม่กู้ ไม่กู้ ไม่กู้นะคะ ก็คือใช้งบประมาณปี ๒๕๖๗ แต่ปรากฏว่าเงินไม่พอค่ะ ตอนหลังก็เลยเปลี่ยนมากู้ออมสินแทนค่ะ แต่ว่ากฤษฎีกาตัดสินแล้วบอกว่าผิด พ.ร.บ. ออมสิน ในเรื่องของวัตถุประสงค์ ก็ต้องไปเปลี่ยนหาแหล่งอื่นต่อไป เปลี่ยนรอบที่ ๓ ใช้งบผูกพัน ปี ๒๕๖๗ ปี ๒๕๖๘ นะคะ ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทยบอกว่าทำไม่ได้ค่ะ เพราะว่า มันผิด พ.ร.บ. เงินตรา ต้องมีเงินมากองเอาไว้เต็มจำนวนนะคะ ก็เลยเปลี่ยนรอบที่ ๓ ก็คือ มีการแถลงใหญ่ตอนนั้น ประมาณปลายปี ๒๕๖๖ ค่ะ บอกว่าจะใช้งบประมาณบวกกับ พ.ร.บ. เงินกู้นะคะ แล้วก็มีการปรับลดจำนวนผู้ที่เป็น กลุ่มเป้าหมายลงจาก ๕๖ ล้านคน เหลือ ๕๐ ล้านคน วันที่จะเริ่มหลังจากที่เลื่อนมา หลายรอบนะคะ ตอนปลายปี ๒๕๖๖ ก็ประกาศชัดว่าจะแจกภายในวันที่ ๑ พฤษภาคมนะคะ แล้วก็ตอนนั้น Application อาจจะเป็นเป๋าตัง แต่ต่อมาเราก็พบว่าในร่าง พ.ร.บ. งบประมาณปี ๒๕๖๗ ไม่มีโครงการ Digital Wallet เพราะว่าตอนนั้นก็ยังคิดไม่ทัน เปลี่ยนไปใช้ พ.ร.บ. เงินกู้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่สุดท้ายค่ะ เถียงกันตั้งนานค่ะ ว่ามันวิกฤติ ไม่วิกฤติ วิกฤติ ไม่วิกฤติ สุดท้าย ป.ป.ช. บอกทีเดียวก็หายวิกฤติเลยนะคะ บอกว่า ผิด พ.ร.บ. วินัย ก็เลยเลิกกู้ ไม่กู้แล้ว ก็หันมาใช้งบกลางปี ๒๕๖๗ แล้วก็กู้เพิ่มเพื่อเบ่งงบ ปี ๒๕๖๘ แล้วก็กู้ ธ.ก.ส. อันนี้เป็นไปตามมติ ครม. ประมาณเดือนเมษายนที่ผ่านมา แล้วก็ จากเดิมที่จะแจก ๑ พฤษภาคมก็ย้ายใปเป็นไตรมาส ๔ แล้วก็ Application ก็เลือกที่จะใช้ เป็น Open Loop พอต่อมาสุดท้ายก็พบปัญหาว่าการกู้ ธ.ก.ส. มันกู้ไม่ได้ เพราะมันผิด พ.ร.บ. ธ.ก.ส. ที่ระบุวัตถุประสงค์เอาไว้ชัดเจนว่าเอามาใช้แบบนี้ไม่ได้ ก็ต้องตัด ธ.ก.ส. ออกไปค่ะ แต่พอตัด ธ.ก.ส. ออกไปทีนี้เงินมันก็ Short แล้วค่ะ เราก็เลยมีปัญหาในเรื่องของ การที่จะใช้งบกลางปีข้ามไปงบปีงบประมาณ ๒๕๖๘ ด้วย ตอนนี้ก็เลยต้องเปลี่ยนอีกรอบหนึ่ง เป็นรอบที่ ๗ ว่างบกลางปีของปี ๒๕๖๗ มีเท่าไรก็เอามาแจกก่อน แล้วก็แจกเป็นเงินสด ในส่วนที่เหลือก็พยายามจะเบ่งงบของปี ๒๕๖๘ กู้เพิ่มก็แล้ว ตัดลดงบที่ใช้ชำระหนี้แบงก์รัฐ ไปก็แล้วนะคะ ก็ยังได้เงินประมาณ ๑๘๗,๗๐๐ ล้านบาท ก็ยังคงไม่พอที่จะจ่ายให้ครบ ๔๕ ล้านคนอยู่ดี ก็เลยมีการแถลงของรองนายกรัฐมนตรี คุณภูมิธรรมนะคะ บอกว่า จะแบ่งจ่ายเป็น ๒ งวด งวดแรก ๕,๐๐๐ บาท ถ้าระบบชำระเงิน Open Loop ถ้าเสร็จทัน ก็จะแจกเป็นเงินดิจิทัล แต่ถ้าไม่ทันก็แจกเป็นเงินสด แต่ดิฉันไม่อยากจะเชื่อ ไม่เชื่อเพราะว่า คุณภูมิธรรมไม่น่าจะอยู่ในโต๊ะ เคยอยู่ในคณะกรรมการนโยบาย แต่ว่าวันนี้อยากฟังชัด ๆ ค่ะว่า ตกลงแล้วโครงการ Digital Wallet มันจะไปจบที่ตรงไหน แต่ที่แน่ ๆ อีกประมาณ ๓ วันค่ะ ก็คือถึงวันที่ ๑๕ กันยายนนี้จะหมดเขตในการลงทะเบียน ถ้าประชาชนท่านไหนยังคงไม่ได้ ลงทะเบียนก็ช่วยมาลงทะเบียนกันหน่อย จะได้รู้แน่ ๆ ว่าสรุปแล้วกลุ่มเป้าหมาย มีกี่คนกันแน่ แล้วจะหาเงินมาจากไหนมาแจก ยังแจกคนละ ๑๐,๐๐๐ บาทหรือไม่ แล้วจะแจกเป็นเงินสดหรือว่า Digital Wallet ค่ะ ท่านประธานเหนื่อยไหมคะ ดิฉัน ยังเหนื่อยเลยค่ะ ดิฉันคิดว่ารัฐบาลใหม่แล้วคงต้องหยุดแล้วค่ะ แล้วมาตั้งสติกันนิดหนึ่ง ว่าพวกท่านพาโครงการเรือธงใหญ่ขนาดนี้มาถึงจุดนี้ได้อย่างไร ดิฉันเดาว่าก็คงจะมีมือ ที่มองไม่เห็น ที่คอยมาสั่งอย่างเดียว จะเอาให้ได้ แต่ไม่รู้หรอกว่าหน้างานมันเป็นอย่างไร กฎหมายมันเปลี่ยนไปขนาดไหนแล้ว ๒๐ กว่าปีผ่านมาแล้ว ฐานะการคลังของประเทศ มันรับได้แค่ไหน พอไม่ได้คิด ไม่ได้มอง ก็สักแต่ว่าจะทำให้ได้เพราะมันเป็นโครงการเรือธง โครงการใหญ่ สักจะทำให้ได้นะคะ เจ๊งไม่ว่าแต่ว่าเสียหน้าไม่ได้ สุดท้ายหน้าก็เสียไปแล้วค่ะ ตอนนี้ แล้วตอนนี้มันเหมือนเป็นอาการเมาหมัด ตอนนี้เงินมีอยู่เท่าไร มีอยู่เท่าไรแจก ๆ ไปก่อน พอแจกพร้อมกันไม่ได้ ไม่เป็นไร ข้ามปีผิดกฎหมายอย่างนั้นแจกมาเลย แจกเป็นเงินสดไป ที่เหลือค่อยไปตายเอาดาบหน้า สุดท้ายเครดิตมันจะไม่เหลือเอาค่ะ แล้วหลายครั้งก็มีการชี้นิ้ว มาทางฝั่งนี้นะคะ ว่าฝ่ายค้านนี่ละมันทำให้ต้องเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา ฝ่ายค้านมันทำให้ล่าช้า ทำให้เละเทะแบบนี้ แต่ว่าอย่าอ้างเลยค่ะ มันเป็นเพราะว่าท่านฟังความเห็นต่างแล้วก็ เลยเปลี่ยนตามมาเรื่อย ๆ พอมีคนทักท้วงก็เลยเปลี่ยนตาม พอเอาเข้าจริงสิ่งที่เราพูดมันไม่ใช่ ความเห็นที่มันโต้เถียงกันได้ สิ่งที่เราพูดมันเป็นข้อเท็จจริงแล้วก็เป็นเรื่องของข้อกฎหมาย ทุกครั้งก็เถียงกันแทบเป็นแทบตาย ดื้อตาใสบอกไม่ผิด ๆ ทำได้ ไม่ผิด ไม่ผิดกฎหมาย ตั้งแต่ ตอนจะออก พ.ร.บ. เงินกู้ ก็จะบอกว่าประเทศวิกฤติอยู่นั่นแหละ วิกฤติ วิกฤติ วิกฤติ พอหลังชนฝา พอกู้ไม่ได้แน่ ๆ ประเทศก็หายจากวิกฤติเป็นปลิดทิ้งเลยค่ะ งบกลางปี เราก็บอกแล้วว่าใช้ข้ามปีไม่ได้ กฎหมายมันเขียนเอาไว้ชัดขนาดนี้ ลงทะเบียนมันไม่ได้นับ เป็นการทำสัญญา รัฐบาลก็ยืนยันว่าได้ ๆ มันเป็นนิติสัมพันธ์แล้ว มันมีคนเสนอ มันเป็นคนสนอง แล้วสุดท้าย เป็นอย่างไรล่ะคะ พอเปลี่ยนนายกรัฐมนตรีปุ๊บ ทีนี้ไม่มีใครกล้าเสี่ยงทำผิดกฎหมายอีกแล้วค่ะ ตอนนี้มันไม่ใช่แค่รัฐบาล ไม่ใช่แค่คณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องที่เสียเครดิต เสียความเชื่อมั่นนะคะ ข้าราชการ ผู้หลักผู้ใหญ่ ผู้บริหารในกระทรวงใหญ่ ๆ เสียผู้เสียคนกันหมดค่ะ เพราะว่า ความที่ต้องออกมาแก้ต่างแทนรัฐบาลนะคะ กลายเป็น ๑ ปีที่สูญเปล่า สุดท้ายเงินยังไม่ได้ เสียเวลา เสียสมาธิ เสียโอกาสที่จะใช้งบกลางไปกระตุ้นเศรษฐกิจในด้านอื่น ๆ เพราะว่า ตอนแรกกั๊กไว้ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ใช้จริงประมาณ ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท พอไม่ออก มาตรการอื่น ๆ ไประหว่างทาง แทนที่ประชาชนที่จะได้รับความช่วยเหลือก็ไม่ได้ พายุหมุน ทางเศรษฐกิจที่มันจะกระแทก กระแทก กระแทก ตอนนี้มันอ่อนกำลังลงไปเรื่อย ๆ แล้วค่ะ มันอ่อนกำลังไปพร้อม ๆ กับเครดิต แล้วก็ความเชื่อมั่นต่อรัฐบาล ซึ่งจะกู้กลับคืนมานี้มันไม่ได้ ง่าย ๆ แล้วนะคะ ไหน ๆ พายุหมุนมันก็กำลังจะอ่อนกำลังลงกลายเป็นหย่อมความกดอากาศต่ำ ก็ขอฟังชัด ๆ จากทางรัฐบาลค่ะว่า สรุปแล้วผลต่อเศรษฐกิจสำหรับโครงการ Digital สุดท้าย ไม่ว่าจะหมื่นหรือไม่หมื่น ๕,๐๐๐ เป็นเงินสดหรือว่า ๕,๐๐๐ เป็นดิจิทัลนี้ ผลต่อเศรษฐกิจ มันจะเป็นเท่าไรนะคะ เราจะได้คาดการณ์ไปในอนาคตได้ ว่ามันจะกระตุ้นจีดีพีได้เท่าไร แต่ดักคอไว้ก่อนเลยนะคะ ว่าครึ่งปีหลังของปี ๒๕๖๗ นี้เศรษฐกิจจะฟื้นตัวดีตามอัตภาพนะคะ แล้วก็เนื่องจากว่าจีดีพีปีที่แล้วฐานมันต่ำ ก็บอกไว้เลยว่าถึงจะไม่มี Digital Wallet ไตรมาส ๓ ก็โตเกือบ ๓ เปอร์เซ็นต์แล้วนะคะ ไตรมาส ๔ ก็โตเกือบ ๔ เปอร์เซ็นต์แล้วนะคะ ดังนั้นห้าม Claim นะคะว่าที่มันโต ๓ โต ๔ นี้เป็นเพราะฝีมือรัฐบาลนะคะ ซึ่งตลอดทั้งปี ก็น่าจะโตประมาณ ๒.๕-๒.๖ เปอร์เซ็นต์นะคะ ในคำแถลงนโยบายมีพูดถึงเรื่องของศักยภาพ การเจริญเติบโต ดิฉันไม่คิดว่าจะได้พูดเรื่องนี้ในสภาแห่งนี้นะคะ ศักยภาพบอกว่าเรานี้ มันโตต่ำกว่าศักยภาพจริง ถามว่า ๒.๕-๒.๖ เปอร์เซ็นต์ต่อปีนี้มันต่ำกว่าศักยภาพจริงไหม จริง แต่มันต่ำกว่านิดเดียวนะคะ ศักยภาพนี้มันก็มีหลายเจ้าที่ทำมานะคะ ก็จะอยู่ที่ประมาณ ๒.๗-๓ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง นั่นคืออัตราการเจริญเติบโตที่สูงสุด ๆ แล้วที่เราจะโตได้นะคะ ดังนั้นถ้าเราจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อให้มันเป็น ๕ เปอร์เซ็นต์นี้มันเป็นไปไม่ได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ นี่คือสมัย ๒๐ ปีที่แล้วค่ะ ไปทางซ้ายก็คือเริ่มจากปี ๒๐๐๕ เป็นต้นไป นั่นก็คือช่วงสมัย คุณทักษิณเป็นนายกรัฐมนตรี สมัยที่ ๒ นะคะ แต่นั่นมันคือ ๒๐ ปีที่แล้วที่มันเคยจะโตเต็มที่ ได้ ๕ เปอร์เซ็นต์ ณ วันนี้โตเต็มที่มันก็ได้แค่ไม่เกิน ๓ เปอร์เซ็นต์ ในอนาคต KKP ก็คือ สำนักวิจัยต่าง ๆ ของธนาคาร รวมถึง AMRO ที่เป็นอาเซียนหรือ Macroeconomic Research Office ก็ประมาณการเอาไว้ว่าอาจจะโตต่ำ ๒ ด้วยซ้ำไป มันน่ากลัวมากนะคะ ดังนั้นเราอย่าเอาเงินไปกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อที่จะทำให้มันไปถึง ๕ เพราะว่ามันไปถึง ๕ ได้แป๊บเดียวเดี๋ยวมันก็จะกลับมา ๓ ใหม่ถ้าท่านไม่เพิ่มศักยภาพการเจริญเติบโต ทางเศรษฐกิจ ซึ่งมันก็จะมาจากทางฝั่งของแรงงาน ต้องมีผลิตภาพหรือว่าแรงงานต้องผลิต สินค้าได้เก่งขึ้น ได้แพงขึ้น หรือว่าเครื่องจักรเทคโนโลยีอะไรต่าง ๆ มันต้องล้ำสมัยแล้วก็ ผลิตได้ดีขึ้นนะคะ ถ้าเกิดว่าของเหล่านี้เป็นสิ่งที่เราขาดและเราจำเป็นที่จะต้องเติมนะคะ

ทีนี้พอมาดูว่านโยบายรัฐบาลบอกว่าอะไรบ้างที่จะทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจนี้ มันเพิ่มขึ้น ดิฉันดีใจมากนะคะ เพราะว่าวันนี้เราเริ่มเห็นตรงกันในอีกประเด็นแล้วนะคะ ว่าเราต้องเร่งปรับโครงสร้างของเศรษฐกิจ ที่ดิฉันดีใจเพราะว่าในการแถลงนโยบายครั้งก่อนหน้า ไม่มีคำว่า ปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจ เลยนะคะ แต่ว่าดิฉันอาจจะไม่มั่นใจว่าในรายละเอียดแล้ว เราเห็นตรงกันหรือเปล่านะคะ แต่ว่าต้องขอยืนยันว่าพออ่านรายละเอียดมันไม่มากนะคะ ก็ต้องขอย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าเวลาที่เราพูดถึงเรื่องของ Upskill Reskill เราต้องทำกับแรงงาน ทั้งระบบ ไม่ใช่แค่อุตสาหกรรมเป้าหมายหรือว่า Soft Power นะคะ เพราะว่าแรงงาน ทั้งประเทศที่มีอยู่ ๔๐ ล้านคนนี้ ประมาณ ๔๐ เปอร์เซ็นต์หรือว่า ๒๔ ล้านคนนี้ เป็นกลุ่มคน ที่จบการศึกษาต่ำกว่า ม.ต้น เราไม่สามารถที่จะทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจมันโตต่อได้ ถ้าแรงงานส่วนใหญ่เรามีทักษะแค่นั้นค่ะ วันนี้เราต้องโฟกัสกันที่ดึงดูดเทคโนโลยีแล้วค่ะ ไม่ใช่แค่เม็ดเงินลงทุนค่ะ เราไม่ได้เป็นในยุค ๒๐ ปี ๓๐ ปีก่อนที่เราขาดแคลนเงินลงทุนแล้วก็ ต้องพึ่ง FDI ค่ะ ทุกวันนี้เราต้องการแต่เทคโนโลยี ดังนั้นเราต้องเลือกที่เทคโนโลยี เราไม่ได้ Care ที่เป้าหมายตัวเงินแต่เพียงอย่างเดียวนะคะ แต่ว่าเราก็ต้องดู ต้องเลือก ว่าเทคโนโลยีไหน ที่เราอยากจะอยู่ใน Supply Chain เราไม่อยากที่จะเป็นผู้รับจ้างผลิต รับจ้างประกอบ รับเศษเงินค่าแรงอีกต่อไปนะคะ

ประเด็นต่อมา ก็คือมุ่งกระจายความเจริญไม่ใช่แค่กรุงเทพมหานครค่ะ เราก็ยังมีศักยภาพในที่อื่น ๆ ที่ยังโตต่ำ แล้วถ้าสามารถระเบิดศักยภาพพวกเขาได้ โดยการกระจาย อำนาจ เราจะสามารถทำให้ศักยภาพทางเศรษฐกิจมันเจริญเติบโตได้ดีกว่าเดิม

และประเด็นสุดท้ายดิฉันคิดว่าสำคัญที่สุด จะขอเวลาอีกสักเล็กน้อยค่ะ คือความท้าทายในเรื่องของการปฏิรูประบบราชการค่ะ ในความท้าทายท่านเขียนไว้ดีนะคะ ว่าเรากำลังเจอกับรัฐราชการรวมศูนย์ อุ้ยอ้าย ซ้ำซ้อน ไร้ประสิทธิภาพค่ะ ซึ่งดิฉันคิดว่า ท่านรู้ซึ้งกว่าเราแน่นอน เพราะว่าที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีคนก่อนก็ออกข้อสั่งการ ไปเกือบ ๒๐๐ ข้อสั่งการ แต่ว่ามีหน่วยงานสนองกลับมาแค่ ๑๐ นะคะ ท่านรู้ซึ้งมากนะคะ แต่ว่าที่แย่ก็คือพอไปดูทางออกกลับเป็นการพูดถึงเรื่อง Basic เหมือนมองการปฏิรูประบบ ราชการเพียงแค่ว่ามันต้องลดขนาด ต้องเพิ่มประสิทธิภาพ ต้องใช้งบประมาณให้มีประสิทธิภาพ แต่ไม่ได้มีการพูดถึงการแก้ไขปัญหาที่ต้นตอ อย่างเช่น การกระจายอำนาจ การปรับเปลี่ยน กระทรวง ทบวง กรม ไม่มีการพูดถึงการแก้กฎหมายบริหารราชการแผ่นดิน พูดถึงเรื่องของ การปรับเปลี่ยนการเป็นนิติบุคคลของกรมแล้วก็จังหวัด ไม่ได้มีการพูดถึงการจัดความสัมพันธ์ ที่มันซ้ำซ้อนกันระหว่างรัฐส่วนกลาง ภูมิภาค ท้องถิ่นเหล่านี้ ไม่ได้มีอยู่ในนั้นเลยค่ะ แต่ว่าพวกนั้นมันคือปัญหาเชิงโครงสร้างที่แท้จริงของความอุ้ยอ้าย ความซ้ำซ้อนและ ความไร้ประสิทธิภาพของราชการค่ะ ช่วยกลับมาคิด กลับมาโฟกัสกับเรื่องของการปฏิรูป ระบบราชการนะคะ ไม่อย่างนั้นเราไม่สามารถที่จะทำให้ศักยภาพเศรษฐกิจเราโตได้อย่างที่ ใจหวังค่ะ และนี่จะเป็นบทพิสูจน์สำคัญของรัฐบาลชุดนี้ค่ะ ว่าจะสามารถ Claim เครดิต จากการที่เคยได้ทำอะไรสำเร็จมาไว้ในอดีตได้หรือไม่ เพื่อที่จะได้พิสูจน์ว่าน้ำยาหรือศักยภาพ ที่เคยมีเมื่อ ๒๐ ปีก่อนจะยังคงอยู่ไหมนะคะ แต่ถ้าดูจากการวิเคราะห์ในนโยบายที่ออกมา เรื่องของการปฏิรูประบบราชการ ดิฉันไม่มีความรู้สึกเลยว่าจะเป็นทางออก ทางรอด ของการปฏิรูประบบราชการไทยผ่านถ้อยคำในการแถลงนโยบายครั้งนี้ และดิฉัน หวังเป็นอย่างยิ่งว่านายกรัฐมนตรีจะเป็นผู้ที่ลุกขึ้นมาตอบคำถามนี้ด้วยตัวเองค่ะ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน